ปาฐกถาธรรม เรื่อง หลักใจ
วันอาทิตย์ที่ 20 ตุลาคม 2517

ญาติโยมพุทธบริษัททั้งหลาย

ณ บัดนี้ถึงเวลาของการฟังปาฐกถาธรรม อันเป็นหลักคำสอนในทางพระพุทธศาสนาแล้ว ขอให้ทุกท่านอยู่ในอาการสงบ ตั้งอกตั้งใจฟังด้วยดี เพื่อให้ได้ประโยชน์อันเกิดขึ้นจากการฟัง ตามสมควรแก่เวลา.

การศึกษาธรรมะเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับชีวิตของคนทั่วๆ ไป ยิ่งโลกเราในสมัยนี้ด้วยแล้ว ยิ่งมีความจำเป็นมากขึ้น เพราะว่า โลกขาดธรรมะจึงได้เกิดความวุ่นวายเดือดร้อนด้วยประการต่างๆ ถ้าได้แจกธรรมะกันให้ทั่วถึง โลกเราก็จะสงบมากขึ้นกว่านี้ จึงมีความจำเป็นที่จะต้องจัดให้มีการเผยแผ่ธรรมะ ให้คนทั้งหลายได้ยินได้ฟังกันบ่อยๆ นั้นจะเป็นเครื่องช่วยให้มีแสงสว่าง ในทางวิญญาณมากขึ้น แสงสว่างทางวิญญาณมีความจำเป็นกว่าแสงสว่างทางตาเนื้อ เพราะแสงสว่างทางตาเนื้อนั้น มันเป็นประโยชน์แก่เนื้อเท่านั้นเอง ส่วนแสงสว่างทางวิญญาณ เป็นประโยชน์แก่จิตใจของคนทั่วๆ ไป

ก็ใจคนเรานี้จะมืดบอดด้วยอำนาจกิเลสประการต่างๆ ที่เกิดรัดรึงจิตใจ เช่นเกิดความโลภก็บอดด้วยความโลภ เกิดความโกรธก็บอดด้วยความโกรธ เกิดความหลงก็บอดด้วยความหลง เกิดความริษยาก็มืดบอดด้วยอำนาจของความริษยา เกิดด้วยเหตุใดก็มืดบอดด้วยเหตุอันนั้น ความมืดบอดเกิดขึ้นแก่บุคคลใด ก็ทำให้ใจบุคคลนั้นไม่รู้สภาพตามที่เป็นจริง เมื่อไม่รู้จักสิ่งทั้งหลายตามที่เป็นจริง ก็เกิดอยู่ในความทุกข์ยากลำบากเดือดร้อน อันเป็นความเสื่อมของชีวิตด้วยประการทั้งปวง เราทั้งหลายไม่ต้องการความทุกข์ความเดือดร้อน ก็ควรหาแสงสว่างส่องใจเอาไว้ เพื่อจะได้มองเห็นอะไรชัดเจนแจ่มแจ้งตามสภาพที่เป็นจริงตลอดไป

อันแสงสว่างทางชีวิตที่เราควรแสวงหานั้น ก็คือธรรมะอันเป็นคำสอนในทางพระศาสนา เราจึงได้ยินคำกล่าวว่า "ธัมโม ปทีโป วิยะ ตัสสะ สัตถุโน" แปลว่า "ธรรมของพระศาสดา สว่างรุ่งเรืองเปรียบดวงประทีป" ดวงประทีปให้แสงสว่างทางตาฉันใด ธรรมะของพระผู้มีพระภาคเจ้าก็ฉันนั้นเหมือนกัน เพราะฉะนั้น เราจึงควรได้แสงสว่างอย่างนี้ไว้ แล้วก็ช่วยให้คนอื่นเกิดความสว่างขึ้นด้วย เรามีเพื่อนฝูงมิตรสหาย จงชวนกันให้เขามารับแสงสว่างทางใจ อย่าปล่อยให้เขามืดบอดอยู่ตามลำพัง โอกาสใดเวลาใดที่เราจะนำเขาเข้าหาแสงสว่างทางใจได้ เราก็ควรจะได้ชักจูงเขามาเพื่อจะได้พบแสงสว่างทางจิตใจ เพื่อให้คนนั้นได้เกิดความสำนึก รู้สึกผิดชอบชั่วดีขึ้นในชีวิตให้มากเท่าที่จะกระทำได้

การชักชวนคนอื่นให้เกิดความสว่างทางจิตใจนั่นแหละเป็นกุศล เป็นกิจที่เราควรจะได้กระทำบ่อยๆ เพื่อเป็นการสงเคราะห์เพื่อนมนุษย์ทางด้านจิตใจ การช่วยเหลือกันในด้านจิตใจนั้นเป็นเรื่องสำคัญมากยิ่งขึ้นทุกวันเวลา เพราะเวลานี้มนุษย์เรามีศัตรูอยู่รอบข้าง ศัตรูนั้นไม่ได้มาจากภายนอก แต่ว่ามาจากภายในของแต่ละคน ถึงแม้ว่าคนนั้นจะเป็นศัตรูก็รู้ว่า ภายในของเขาเป็นศัตรูแก่ตัวเขาก่อน คนเราถ้ามีศัตรูภายในแล้ว ก็จะกลายเป็นศัตรูของคนอื่นไปทันที เพราะจิตใจของคนที่ตั้งไว้ผิดนั่นแหละเป็นศัตรูของบุคคลนั้นๆ ถ้าใจของเราตั้งไว้ผิดก็เป็นศัตรูแก่ตัวเอง ถ้าใจเราดำรงอยู่ในทางถูกเราก็เป็นมิตรแก่ตัวเอง

ในเรื่องนี้พระผู้มีพระภาคจึงตรัสไว้ว่า "โจรต่อโจร คนมีเวรต่อคนมีเวรมาพบกัน จะทำร้ายกันสักเท่าใดๆ ก็ไม่ร้ายเท่ากับใจที่ตั้งไว้ผิด ทำร้ายตัวบุคคลนั้น" เพราะว่าคนเรา ถ้าตั้งใจไว้ผิดแล้วก็ย่อมจะทำร้ายตนเองได้มากขึ้น ยิ่งกว่าโจรทำร้ายต่อเราเสียอีก เพราะโจรเขาทำร้ายแต่เพียงทางร่างกาย เราตายแต่เพียงร่างกาย แต่ว่าความเห็นผิดมันทำร้ายจิตใจ ทำให้เราถึงแก่ความตายทางใจ

ความตายทางกายไม่ใช่เรื่องสำคัญ แต่ว่าความตายทางใจเป็นเรื่องสำคัญ คนที่มีความตายทางกายมันก็จบฉากกันไปตอนหนึ่ง แล้วก็เอาไปเผาที่ป่าช้า ส่วนคนที่ตายทางจิตนั้น มันไม่อย่างนั้น แต่ยังมีชีวิตอยู่เดินได้พูดได้ ยังก่อกรรมทำเข็ญให้เกิดความทุกข์ความเดือดร้อน แก่บุคคลได้อยู่ เพราะฉะนั้น คนที่ตายทางจิต จึงเป็นภัยอย่างใหญ่หลวงแก่มนุษย์ทั่วๆไป เราจึงควรกลัวสิ่งที่เรียกว่าทำให้เราตายใน ทางจิตใจ

ไม่ต้องกลัวสิ่งที่ทำให้เราตายในทางร่างกาย ความกลัวในสิ่งที่ทำให้เราตายทางจิตใจนั้น ก็ไม่ใช่กลัวอะไรอื่นไกล แต่กลัวความคิดชั่ว ที่มันเกิดขึ้นในจิตใจของเราเอง มันทำลายตัวเรา มันส่งเราไปสู่ที่ทุกข์ที่ยาก ทำให้เกิดปัญหาแก่ชีวิตด้วยประการต่างๆ จึงควรจะสนใจในการที่จะไม่ให้จิตใจของคนตายไปจากคุณงามความดี แต่ควรจะได้ส่ง เสริมสนับสนุนให้จิตใจของตน ให้มีคุณธรรมประจำจิตใจอยู่ตลอดเวลา อันคนเราที่จะมีหลักธรรมประจำจิตใจอยู่เสมอนั้น ก็ต้องมีความภักดีต่อสิ่งที่เป็นหลักทางใจ จึงเป็นหัวใจสำคัญ ในการปฏิบัติธรรมะในทางพระศาสนา

ก็พุทธบริษัทเรานี้ ควรจะจงรักภักดีในสิ่งใดเล่า เราก็ควรจะมีความจงรักภักดี ในสิ่งสามประการอันเป็นหลักทางใจนั้นคือ พระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ เป็นหลักใจ เป็นที่อุ่นอกอุ่นใจ เป็นที่พึ่งในทางใจ เราจึงได้กล่าววาจาว่า "ที่พึ่งอย่างอื่นของข้าพเจ้าไม่มี พระพุทธเจ้าเป็นที่พึ่งของของข้าพเจ้า ที่พึ่งอย่างอื่นของข้าพเจ้าไม่มี พระธรรมเป็นที่พึ่งอันประเสริฐของข้าพเจ้า ที่พึ่งอย่างอื่นของข้าพเจ้าไม่มี พระสงฆ์เป็นที่พึ่งอันประเสริฐของข้าพเจ้า ด้วยการกล่าวสัจจะวาจานี้ ขอความเจริญจงบังเกิดมีแก่ข้าพเจ้า"

อันนี้เป็นเครื่องแสดงให้เห็นว่าที่พึ่งอย่างอื่นของเรานั้นหามีไม่ แต่เราควรจะพึ่งพระรัตนตรัย คือพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ ดึงเอาพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์มาเป็นหลักใจไว้ มาเป็นที่พึ่งในทางใจไว้ อย่าให้ใจของเราห่างออกไปจากพระ อย่าให้ใจเราอยู่กับสิ่งที่ไม่ใช่เป็นพระ เราก็พอจะพ้นไปจากความวุ่นวายทางด้านจิตใจ พ้นไปจากความทุกข์ความเดือดร้อน ได้สมความปรารถนา อันนี้เป็นเรื่องที่ควรจะได้สนใจประการหนึ่ง คือให้จงรักภักดีต่อพระรัตนตรัยไว้ เอาพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่งในทางจิตใจไว้ตลอดเวลา เราจะอยู่ด้วยความสุขสงบได้สมความปรารถนา

อันการพึ่งพระรัตนตรัย หรือการถึงพระรัตนตรัย หรือการถึงพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่ง หรือมีความจงรักภักดีนั้น ก็พูดย่อๆ สั้นๆ ว่า จงรักภักดีต่อธรรมะนั่นเอง เพราะธรรมนี่ เป็นตัวแก่นแท้ของพระรัตนตรัย เป็นสิ่งสำคัญที่เราควรจะเข้าถึง ในเรื่องนี้ถ้าเราดูพระพุทธดำรัส ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ในที่ต่างๆ เราก็จะเห็นได้ว่า พระองค์บูชาธรรม เชิดชูธรรม ถือธรรมเป็นหลักในการปฏิบัติกิจในชีวิตประจำวันของพระองค์ตลอดเวลา

เช่นภายหลังที่พระองค์ได้ตรัสรู้พระธรรมแล้ว พระองค์ก็คิดว่า "คนเราควรจะอยู่ด้วยการมีอะไรเป็นหลักเคารพ เพราะเราเป็นพุทธผู้รู้แจ้งเห็นจริงในธรรม จะไปเคารพบุคคลใดบุคคลหนึ่งก็ไม่ได้ เพราะคนเหล่านั้นไม่อยู่ในฐานะสูงพอที่เราจะเคารพได้ ควรจะเคารพอะไร" พระองค์ก็ได้คิดว่า "พระพุทธเจ้าในอดีต ในอนาคต ในปัจจุบัน ก็ควรจะเคารพธรรม เชิดชูธรรม บูชาธรรม" อันนี้ก็เป็นเครื่องแสดงอยู่ในตัวแล้ว ว่า ธรรมนั่นแหละเป็นสิ่งที่พระผู้มีพระภาคเจ้าเชิดชูบูชา

พูดกันง่ายๆ ว่า คนเราควรจะถือระเบียบแบบแผนในการดำรงชีวิต การถือระเบียบแบบแผนก็เรียกว่า เราถือธรรมะ เราปฏิบัติธรรมะ เราจะทำ อะไรจะพูดอะไร จะคิดอะไร ก็ต้องนึกถึงธรรมะไว้เสมอ พระผู้มีพระภาคเจ้าเองก็นึกถึงธรรมอยู่ตลอดเวลา ใช้ธรรมะเป็นหลักในการปฏิบัติชีวิตของพระองค์ และสอนสาวกให้กระทำเช่นนั้น อันนี้ก็เป็นเครื่องแสดงว่า ธรรมเป็นแก่นของพระรัตนตรัย เป็นสิ่งที่เราควรจะเข้าถึง เมื่อเราเข้าถึงธรรมะเราก็มีพุทธะ เราก็มีสังฆะอยู่ในตัวเราด้วย เรียกว่ามี พร้อมทั้ง ๓ ประการ แต่ถ้าเราไม่ประพฤติธรรม เราไม่มีธรรมะเป็นหลักประจำใจ สิ่ง ๓ ประการนั้นมันก็หายไปจากจิตใจของเรา เราไม่มีสิ่งที่เป็นคุณค่าในชีวิตของเราอีกต่อไป หลักการมันเป็นอย่างนี้ นี้ประการหนึ่ง

อีกประการหนึ่งในสมัยที่พระผู้มีพระภาคเจ้าจะเสด็จปรินิพพาน พระอานนท์ได้เข้าไปทูลถามพระองค์ว่า "เมื่อพระองค์ยังทรงพระชนม์อยู่ พวกอุบาสก อุบาสิกา ภิกษุ ภิกษุณี ได้เข้าเฝ้าพระองค์ ได้ฟังคำสอน ได้ถือเอาพระองค์เป็นครู เป็นอาจารย์ เป็นที่พึ่งทางใจ ครั้นเมื่อพระองค์ดับขันธปรินิพพานไปแล้ว พวกข้าพระองค์ทั้งหลายจะถือเอาสิ่งใด บุคคลใดเป็นครูเป็นอาจารย์แทนพระองค์ต่อไปเล่า" พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสตอบแก่พระอานนท์ว่า "ดูกร อานนท์ ธรรมวินัยอันใด ที่เราได้สอนแล้วบอกแล้วแก่เธอทั้งหลาย ธรรมวินัยอันนั้นแหละจะเป็นครูเป็นอาจารย์ของเธอทั้งหลายต่อไป"

อันนี้ก็เป็นพระดำรัสที่น่าฟัง คือตรัสให้ทราบว่า ธรรมวินัยอันใดที่พระองค์ได้ตรัสแล้ว บอกแล้ว นั่นแหละเป็นครู เป็นอาจารย์แทนพระองค์ต่อไป ก็เท่ากับว่าเราทั้งหลายมีธรรมะเป็นครูมีธรรมะเป็นอาจารย์ แทนองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่ว่าในพระดำรัสนี้พระองค์ตรัสไว้ ๒ ประการ ว่า ธรรมะ กับวินัย เพราะว่าในคำสอนของพระองค์นั้น มีธรรมกับวินัย วินัยก็คือ ธรรม ธรรมก็คือวินัย เรื่องความจริงมันก็เป็นเนื้อเดียวกันแต่ว่าตรัสไว้ในรูปอย่างนั้น เพื่อให้เห็นว่า แบ่งออกเป็น ๒ ประการ

ธรรมะหมายถึงคำสอน เป็นข้อปฏิบัติสำหรับคณะสงฆ์โดยเฉพาะ เพราะว่าพระสงฆ์เรานี้อยู่กันเป็นหมู่เป็นคณะ การอยู่กันเป็นหมู่เป็นคณะ ก็ต้องมีระเบียบมีวินัย ถ้าไม่มีระเบียบวินัยการเป็นอยู่ก็จะไม่เรียบร้อย การปฏิบัติจึงต้องปฏิบัติทั้ง ๒ อย่างคือปฏิบัติธรรมด้วย ปฏิบัติวินัยด้วย

การปฏิบัติพระวินัยก็เหมือนกับเป็นการถือศีล คือมีระเบียบบังคับตนเองไว้ตลอดเวลา ไม่ละเลยเพิกเฉยต่อการปฏิบัติตามระเบียบนั้นๆ การถือธรรมะก็เหมือนกับว่าถือธรรม คือการปฏิบัติเพื่อสร้างเสริมเพิ่มเติมตัวเราให้ดีขึ้น ถ้าจะเปรียบเหมือนกับชาวนาชาวสวน การถือวินัยก็เหมือนการถางต้นไม้ต้นหญ้าที่เกิดขึ้นในนาให้หมดไป การถือธรรมะก็เหมือนการปลูกต้นข้าวลงไปในนาเพื่อให้งอกงามผลิตดอกออก ผลต่อไป ฉันใดก็ฉันนั้น เพราะฉะนั้นเราจึงถือธรรมวินัย ว่าเป็นครูเป็นอาจารย์ของเราเป็นสิ่งที่เราควรจะเข้าถึง ควรจะมีไว้ในจิตใจของเราตลอดไป ผู้ใดปฏิบัติตามธรรมวินัย ผู้นั้นปฏิบัติต่อองค์พระพุทธเจ้าผู้ใดศึกษาธรรมวินัย ก็เท่ากับศึกษาเรื่องของพระผู้มีพระภาคเจ้า

ผู้ใดมีธรรมวินัยอยู่ในใจ ผู้นั้นเป็นคนไม่อยู่เปล่า ไม่เกิดเปล่า ไม่ตายเปล่า แต่เป็น ผู้อยู่ด้วยธรรมะวินัย เป็นผู้อยู่ด้วยความงามความดี เอาพระมาเป็นที่พึ่ง ไม่เอาผีร้ายมาเป็นที่พึ่งในทางจิตใจ การอยู่กันในรูปอย่างนั้นนั่นแหละ เป็นเหตุให้เกิดความสุขความเจริญในชีวิตประจำวันได้สมความปรารถนา อันนี้เป็นเครื่องแสดงว่า ให้ถือธรรมเป็นหลักนี้ประการหนึ่ง

อีกบทบาทหนึ่งที่พระองค์ตรัสกับพระวักกลิ คือเรื่องมันมีว่า พระวักกลิเป็นคนหนุ่ม ได้เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้า ก็พอใจ ไม่ใช่เห็นพอใจในหลักธรรมคำสั่งสอน แต่ว่าพอใจว่าพระผู้มีพระภาคเจ้ามีพระรูปพระโฉมงดงาม น่าดูแท้ๆ ก็เลยเข้ามาขอบวชในสำนักพระผู้มีพระภาค ไม่ใช่บวชเพื่อปฏิบัติธรรม แต่บวชเพื่อจะอยู่ใกล้พระองค์แล้วจะดูด้วยตาให้ อิ่มใจในรูปร่างของพระองค์ คนเราบางทีก็เป็นอย่างนั้น อยากดูตัวดูหน้าดูตา ได้ยินแต่เสียง ไม่พออยากจะดูตัวด้วย สมมติว่าคนฟังเทศน์ทางวิทยุ ได้ยินเสียงของอาตมา เมื่อได้ยินเสียงก็อยากจะดูตัวด้วยว่ารูปร่างหน้าตาท่านเป็นอย่างไร มีโอกาสใดที่จะได้ดูตัวก็ต้องดู ครั้นมาดูเข้าจริงๆ ก็อ้วนจ้ำม่ำม่อต้อไม่เข้าท่า ร่างกายของคนเรามันเป็นแต่เปลือกคน ไม่ใช่เนื้อแท้ เราจะไปดูเอาเรื่องอะไร ฟังธรรมก็เรียกว่าใช้ได้แล้ว แต่ว่าอย่างนั้นแหละคนเรามันยังติดในรูป ในเสียง ในกลิ่น ในรส ในสัมผัส พูดย่อๆว่าติดวัตถุ

เมื่อยังมีความติดอยู่ในวัตถุก็อยากจะดูวัตถุนั้นด้วย มันเป็นเรื่องธรรมดา วักกลิหนุ่มน้อยก็เป็นเช่นนั้นแหละ อยากจะดูพระรูปพระโฉมของพระผู้มีพระภาคเจ้า เลยเข้าไปบวชในพระพุทธศาสนา บวชแล้วไม่ศึกษาไม่ปฏิบัติธรรมะ ไปนั่งดูพระผู้มีพระภาคอยู่บ่อยๆ เวลาไหนมีโอกาสพอจะดูได้ก็ไปนั่งดูพระผู้มีพระภาคเจ้า พระองค์เห็นว่ามันจะไม่ได้เรื่องเสียแล้วในการที่ประพฤติตนเช่นนั้น จึงได้บอกให้ออกไปเสียจากสำนัก ไม่ให้อยู่ในที่นั้นต่อไป เพราะการกระทำเช่นนั้นเป็นการไร้สาระ ไม่มีความหมายในทางจิตทางวิญญาณแม้แต่น้อย วักกลิได้ฟังคำสั่ง ให้ออกไปอย่างนั้นก็เสียใจ ไม่สมหวัง

คนเราถ้าไม่สมหวังเสียอกเสียใจอะไรก็คิดจะลาโลกขึ้นมาทีเดียว ไม่อยากจะอยู่ในโลกนี้ต่อไป เขาเรียกว่าเป็นคนใจน้อยสร้อยสั้น มีความระทมตรมใจนิดหน่อย อยากจะไปกระโดดสะพานพระราม 6 ให้มันตกน้ำตาย อันนี้มันเป็นความคิดเขลาๆ โง่ๆ ไม่ได้เรื่องอะไร

พระวักกลิคนนั้นแกก็คิดจะโง่อยู่เหมือนกัน พอเห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าไม่ให้ดูพระรูปพระโฉมขึ้นมาตอนนั้น ก็นึกในใจว่า จะอยู่ไปทำไม ชีวิตไม่มีความหมาย ไม่ได้ดูพระรูปพระพุทธเจ้าไปตายเสียดีกว่า คิดไปในรูปอย่างนั้น แกก็ไปที่หน้าผา ทำท่าจะกระโดดลงไปให้มันตายเสียเลยอย่างนั้น

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเห็นอย่างนั้นก็เลยส่องแสงสว่างไปให้เห็นด้วยตา เมื่อเห็นแสงสว่างก็เกิดการตื่นตกใจขึ้นว่าแสงอะไร เหลียวไปก็พบพระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นพบพระองค์ พระองค์ก็ตรัสว่า "โย โข วักกลิ ธัมมังปัสสติ โส มัง ปัสสติ" ว่า "ดูกรวักกลิ ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นชื่อว่าเห็นตัวเรา" พระองค์ตรัสกับพระวักกลิในรูปอย่างนี้ เมื่อตรัสออกไปในรูปเช่นนั้น พระวักกลิได้ฟังแล้วก็เข้าใจความหมาย ว่าผู้ใดเห็นธรรมผู้นั้นเป็นพระตถาคต องค์พระตถาคตที่แท้จริงก็คือธรรมะ ไม่ใช่รูปร่างที่ประกอบขึ้นด้วยธาตุทั้งสี่ มีดิน น้ำ ไฟ ลมเป็นต้น นั้นเป็นเปลือก ไม่ใช่เนื้อแท้ของพระผู้มีพระภาคเจ้า เนื้อแท้ของพระผู้มีพระภาคเจ้าก็คือองค์ธรรมทั้งหลายนั่นเอง เมื่อรู้เช่นนั้น เข้าใจเช่นนั้นก็เลยพ้นไปจากความทุกข์ จิตใจสงบพ้นไปจากความทุกข์ไปได้สมความตั้งใจ

เรื่องนี้ก็เป็นเรื่องสำคัญ เป็นเครื่องแสดงให้เห็นว่าพระผู้มีพระภาคเจ้าสอนให้เราทั้งหลายเข้าถึงธรรมะ ไม่ใช่เข้าถึงรูปร่างของพระองค์ ไม่ใช่เข้าถึงสิ่งที่เป็นวัตถุอันเป็นเครื่องหมายแทนพระองค์ แต่ให้เข้าถึงตัวธรรมะ ตัวธรรมะนั่นแหละเป็นสิ่งที่เราควรเข้าถึง ควรจะให้มีอยู่ในใจของเรา ผู้ใดเข้าถึงธรรมะ ผู้นั้นชื่อว่าเข้าถึงพระพุทธเจ้า เห็นองค์แท้องค์จริงของพระพุทธเจ้า

ในเรื่องนี้ขอทำความเข้าใจสักหน่อยคือว่า พระพุทธะรูปร่างหน้าตาก็เหมือนกับคนธรรมดา แต่ว่าจิตใจนั้นไม่เหมือนคนธรรมดา จิตใจของพระองค์แตกต่างจากคนธรรมดา ตรงที่หมดกิเลส ไม่มีเครื่องเศร้าหมองใจ เราจึงเรียกพระองค์ว่า "อรหํ" คำว่า อรหัง แปลว่าผู้ไกลจากกิเลส ดับเพลิงกิเลสเพลิงทุกข์สิ้นเชิงแล้ว

ส่วนเราคนธรรมดานั้นยังอยู่ในกองกิเลส ดับเพลิงกิเลสเพลิงทุกข์ยังไม่ได้ เพลิงกิเลสยังเผาไหม้จิตใจอยู่ เพลิงทุกข์ก็ยังเผาไหม้จิตใจอยู่ตลอดเวลา แต่ว่าพระผู้มีพระภาคเจ้านั้นหมดกองเพลิงแล้ว ไม่มีเชื้อเพลิง ไม่มีผู้จุดเพลิง ไม่มีอะไรจะสร้างภพใหม่ชาติใหม่ให้แก่พระองค์อีก ชาตินั้นเป็นชาติสุดท้ายของพระองค์ คือเกิดมาเป็นเจ้าชายสิทธัตถะ แล้วก็ ตรัสรู้เป็นพุทธะ แล้วก็ปรินิพพานหมดกันเพียงเท่านั้น ไม่มีอะไรสืบต่อกันต่อไป

แต่ว่าพวกเราทั้งหลายนั้นยังอยู่ในวงจรของกิเลส ยังไม่หมดกิเลสอันเป็นเหตุสืบต่อแห่งชาติ ชรา พยาธิ มรณะ ยังสร้างภพสร้างชาติกันต่อไป เราจึงตกอยู่ในวงจรแห่งสังสารวัฏฏ์ ยังมีการเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในวัฏฏสงสารไม่รู้จบรู้สิ้น เรื่องอย่างนี้ปรากฏอยู่ เพราะฉะนั้นเมื่อพระ องค์หมดกิเลสแล้ว ก็เรียกว่าเป็นพระอรหันต์บุคคล เป็นผู้บริสุทธิ์ด้วยประการทั้งปวง

ความบริสุทธิ์เกิดขึ้นเพราะอะไร เกิดเพราะพระองค์ได้เห็นธรรมเข้าใจธรรมะ, เห็นธรรมะในรูปใด คือเห็นความทุกข์ เห็นเหตุให้เกิดทุกข์ เห็นการดับทุกข์ได้ และเห็นทางให้ถึงความดับทุกข์อย่างเด็ดขาด ชัดเจนแจ่มแจ้ง เห็นว่า ความทุกข์เป็นสิ่งที่ควรกำหนดรู้ พระ องค์ก็ได้รู้ไว้แล้ว เห็นว่าสมุทัย อันเป็นตัวเหตุให้เกิดความทุกข์นั่นเป็นสิ่งควรละ พระองค์ก็ได้ละสิ่งนั้นไปแล้ว เห็นตัวนิโรธ ว่าเป็นตัวสิ่งควรจะทำให้เกิดขึ้นในน้ำพระทัยก็ได้กระทำให้เกิดขึ้นแล้ว อย่างนี้เรียกว่าเห็นแจ้งในข้อธรรมะ คืออริยสัจ ๔ นั่นเอง

เมื่อเห็นแจ้งในอริยสัจทั้ง ๔ ประการก็รู้จักสภาพทั้งหลายตามสภาพที่เป็นจริง ถ้าพูดให้ฟังง่ายๆ ก็ว่า รู้จักตัวเอง รู้จักสิ่งที่เกิดขึ้นชัดเจน รู้จักเหตุของมัน แล้วก็รู้ว่าจะแก้ไขสิ่งนั้นได้ด้วยวิธีใด พระองค์เข้าใจชัดเจนแจ่มแจ้งในเรื่องนี้ เพราะฉะนั้น น้ำพระทัยจึงบริสุทธิ์ผุดผ่อง ไม่มีความเศร้าหมองเกิดขึ้นต่อไป

คนเราตามปกตินั้น ยังมีความเศร้าหมองเกิดขึ้นในใจ ความเศร้าหมองที่เกิดขึ้นในใจนั้น ก็เพราะเหตุว่าเรายังไม่รู้แจ้งเห็นจริงในสิ่งดังกล่าว ยังมืดมัวอยู่ คล้ายกับตอนใกล้รุ่งยังไม่สว่าง มองอะไรก็ไม่เห็นชัด แต่ว่าพอดวงอาทิตย์อุทัยไขแสงขึ้นมา ความมืดหายไปความสว่างก็เกิดขึ้นมาแทนที่ ก็ได้เกิดความรู้ความเข้าใจว่าอะไรเป็นอะไรถูกต้อง พระผู้มีพระภาคได้ทรงรับแสงสว่างทางใจถูกต้องชัดเจนขึ้นมา ก็รู้ว่า อะไรเป็นอะไรชัดเจนแจ่มแจ้ง จึงพ้นจากความหลง ความยึดถือในสิ่งนั้นๆ เรียกว่าธรรมทำให้พระองค์เปลี่ยนสภาพทางจิตทางวิญญาณ เปลี่ยนจากเจ้าชายสิทธัตถะเป็นพุทธะขึ้นมา

เป็นพุทธะนี้เป็นชื่อพิเศษ เคยมีคนถามพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า พระองค์เป็นมนุษย์หรือ? พระองค์ตอบว่า ไม่ใช่ เป็นเทวดาหรือ? ไม่ใช่ เป็นคนธรรพ์หรือ? ไม่ใช่ เป็นนั้นเป็นนี้หรือ? ไม่ใช่ทั้งนั้น แล้วก็ถามว่า พระองค์เป็นอะไร? พระองค์ก็ตอบว่าเราเป็นพุทธะ ที่ได้ตอบว่าเป็นพุทธะนั้นก็เพราะว่า กิเลสอันเป็นเหตุให้มนุษย์เป็นเทวดา เป็นพรหม เป็นยักษ์ หรือเป็นคนธรรพ์ อะไรก็ตามทีเถอะมันไม่มีแล้ว เมื่อไม่มีแล้วก็เรียกว่าพุทธะ พุทธะเป็นตำแหน่งพิเศษ ที่ได้เกิดขึ้นในน้ำพระทัยของพระองค์ พระองค์เป็นในตำแหน่งนั้น จึงเรียกว่าเป็นพุทธะ ไม่เหมือนกับอะไรๆ อีกต่อไปแล้ว

พุทธะก็แปลว่า ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน รู้ธรรมะแล้วก็ตื่นจากความหลับคือกิเลส เบิกบานเหมือนกับดอกบัวในยามเช้า ที่บานรับแสงอาทิตย์ น้ำพระทัยของพระผู้มีพระภาคเจ้าก็เบิกบานด้วยธรรม แสงธรรมส่องใจ ใจก็เบิกบานกับ แสงธรรมตลอดไป ไม่มีการหุบอีกแล้ว ไม่เหมือนดอกบัวบานตอนเช้า ตอนเย็นก็หุบไป รุ่งขึ้นก็บานใหม่จนกว่าจะแห้งโรยรายไป แต่น้ำพระทัยของพระผู้มีพระภาค เบิกบานอยู่ตลอดเวลา เราจึงเรียกพระองค์ว่า พุทโธ แปลว่า ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน

อันนี้ก็เป็นเรื่องสำคัญประการหนึ่ง ที่ถือว่าธรรมะนั่นแหละเป็นตัวแท้จริงของพระองค์ เป็นสิ่งที่เราควรเข้าถึง เข้าถึงให้ได้ ถ้าเราเข้าถึงธรรมะเราก็สบายใจ เราไม่มีความวุ่นวายเดือดร้อนเกิดขึ้น เวลานี้องค์พระพุทธเจ้าที่เนื้อหนังไม่มีแล้ว แต่องค์พุทธะที่เป็นตัวธรรมะนั้น ยังมีอยู่ตลอดเวลา มีอยู่ทุกหนทุกแห่ง มีให้เราได้กราบไหว้บูชาสักการะตลอดไป เราจึงควรจะได้จงรักภักดีต่อธรรมะ ถือธรรมะเป็นอาหาร ถือธรรมะเป็นอากาศหายใจ ถือให้เหมือน กับลมหายใจ เราหายใจเข้าหายใจออกตลอดเวลา หยุดบ่ได้ยั้งบ่ได้ ฉันใด

เราก็ต้องถึงธรรมะไว้ตลอดเวลา หายใจเข้าก็ให้ธรรม หายใจออกก็ให้เป็นธรรม จะยืนจะเดินจะนั่งจะนอน ก็ให้เป็นธรรมไว้ อย่าได้ทิ้งธรรมะไปเสียเป็นอันขาด ก็จะได้ชื่อว่าเราถึงธรรมะ ธรรมะถึงเรา คนเราถ้าจิตถึงธรรมะ ธรรมะก็ถึงจิต เมื่อจิตถึงธรรม ธรรมะถึงจิต เราก็เปลี่ยนชีวิตเปลี่ยนจิตใจ เข้าไปสู่สภาพความสงบสุข ไม่มีความทุกข์ความเดือดร้อน แม้ว่าเราจะอยู่ในโลกเราก็อยู่ภายใต้ร่มธรรมมีธรรมเป็นกำแพง มีธรรมเป็นเครื่องคุ้มครองป้องกัน ความยุ่งยากในชีวิตจะเกิดขึ้นไม่ได้ เราจะอยู่เย็นเป็นสุขตลอดไป นี้แหละเป็นเรื่องสำคัญที่เราทั้งหลายได้ศึกษาสนใจ จำไว้เป็นหลักดำเนินชีวิตต่อไปตามสมควรแก่ ฐานะ

ธรรมะเป็นดวงประทีปส่องใจอย่างนี้ เราจึงควรจะได้เข้าถึง ปัญหามีต่อไปว่า ในการเข้าถึงธรรมะนั้น เราจะเข้าถึงกันอย่างไร? ในการเข้าถึงธรรมนั้นมี ๒ วิธี คือ เข้าถึงอย่างช้าๆ แล้วก็เข้าถึงอย่างลัดๆ ก็มีเหมือนกัน การเข้าถึงธรรมะอย่างช้าๆ ก็หมายความว่า ก้าวเดินไปตามเส้นทางที่เขาวางไว้ให้เราเดิน ชี้ไว้ให้เราเดินนั้น, มันมีอะไรบ้าง? คือว่า มีเส้นทางที่ให้เดินอยู่ ๓ ทาง เรียกว่า ศีล สมาธิ ปัญญา

ศีล สมาธิ ปัญญานี่เป็นทางเดิน เป็นมรรคที่พระผู้พระภาคเจ้าชี้ไว้ให้เราเดิน เราก็เดินไปตามทาง ๓ ประการนี้ โดยลำดับขั้นไป คือเริ่มต้นก็เดินในขั้นศีลเสียก่อน เรียกว่าปฏิบัติในส่วนศีล แต่ว่า การปฏิบัติในส่วนศีลนั้นต้องมีปัญญาเป็นพื้นฐาน ถ้าไม่มีปัญญาเป็นพื้นฐานศีลก็จะง่อนแง่นคลอนแคลนไป ปัญญาที่ใช้เป็นพื้นฐานในการปฏิบัตินั้นเรียกว่า ปัญญาตัวเหตุ ครั้นถึงที่สุดก็เกิดปัญญาตัวผล ซึ่งเราเรียกว่า ศีล สมาธิ ปัญญา

ปัญญาตัวหลังนั้นเป็นปัญญาตัวผล เกิดขึ้นจากปัญญาตัวเหตุก่อน ปัญญาตัวเหตุนั้น ก็คือปัญญาตัวที่ใช้ในการพิจารณาศีล ให้รู้ว่าศีลคืออะไร เราจะปฏิบัติอย่างไร ปฏิบัติแล้วจะเกิดอะไรขึ้นในชีวิตจิตใจของเรา การใช้ปัญญาอย่างนี้เป็นเรื่องจำเป็นที่จะต้องกระทำก่อน ถ้าไม่กระทำ อย่างนี้ก็เป็นคนงมงาย ถือศีลไม่รู้จักศีล ถือศีลก็ไม่รู้ประโยชน์ของศีล ถือศีลโดยไม่รู้ว่าถือกันไปทำไม ก็ถือกันไปตามเรื่อง เวลารับศีลก็รับกันไป เวลารับแล้วก็ไม่รู้จะเอาไปวางไว้ตรงไหน ไม่รู้จะรักษามันอย่างไร แล้วศีลมันจะอยู่กับเราอย่างไร ผลที่สุดศีลก็หนีเราไปหาพระผู้ให้เสีย เราก็อยู่อย่างคนไม่มีศีลต่อไป

ก็มีอยู่ถมไปพอรับศีลเสร็จหยกๆ แล้วก็ไปนั่งก๊งอยู่ใต้ถุนบ้าน เวลามีงานมีการที่บ้านเขาก็อย่างนั้นแหละ แล้วก็คนไทยเราในบางกอกรับศีลเอาเปรียบ พระว่าดังๆ แต่ผู้รับศีลนั้นว่ามุบมิบๆ ว่าอยู่ในคอ ทำไมไม่ว่าออกไปให้มันดังหน่อยชัดถ้อยชัดคำ ที่ว่าไม่ดังก็คงจะมีอุบายอยู่ในใจ ไม่อยากให้ใครได้ยิน จะได้เลี่ยงง่ายหน่อย สมมติว่าพอรับศีลแล้วก็ไปนั่งก๊งเหล้าอยู่ ถ้าเพื่อนต่อว่า ว่าลื้อเป็นอย่างไร รับศีลอยู่เมื่อตะกี้นี้มาดื่มเหล้าอยู่แล้ว ก็คงจะเลี่ยงไปว่า อั๊วรับเมื่อไหร่ ฟังศีลต่างหาก หรือไม่ก็พูดว่าอั๊วรับเพียง ๔ ข้อเท่านั้นแหละ ข้อที่ ๕ ไม่ได้รับดอก เพราะเห็นขวดมันตั้งอยู่หลายขวดชักจะน้ำลายไหล เลยรับเพียง ๔ ข้อ แบบนี้แล้วรับกันจนตายก็ไม่ก้าวหน้า ไม่เจริญงอกงามในส่วนศีลเลยแม้แต่น้อย เพราะไม่รู้ว่ารับไปทำไม

การรับศีลนั้นก็คือ การรับเอาข้อปฏิบัติไป เพระการรับศีลก็คือการกล่าวสัญญาผู้ให้ศีล ว่าเราจะเป็นผู้ถือศีลว่าเราจะเป็นผู้ถือศีล อย่างนี้จึงจะชื่อว่าการรับ รับแล้วก็ต้องถือไว้เหมือนกับเราไปรับสิ่งของจากใคร เขาให้เราก็รับ รับแล้วต้องถือไว้การถือศีลนั้นถือไว้ที่ไหน? ก็ถือไว้ที่ใจของเรานั่นเอง ศีลมันอยู่ที่ใจ ใจอย่างใดเป็นตัวศีล? ใจที่มีความตั้งใจว่าจะงดเว้น นั่นแหละเป็นตัวศีล เขาเรียกว่า เจตนา พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ว่า "เจตนาหัง ภิกขะเว สีลัง วะทามิ" แปลว่า "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวว่า เจตนานั่นแหละเป็นตัวศีล" เจตนา ก็คือการตั้งใจที่จะงดเว้น

การงดเว้นก็เรียกว่าวิรัติเจตนา วิรัติเจตนาก็คือ ความตั้งใจที่จะงดเว้น งดเว้นจากอะไร?เช่นเรารับศีล ๕ ข้อเราก็มีความตั้งใจที่จะงด เว้นไม่ฆ่าไม่เบียดเบียนใคร ตั้งใจงดเว้นไม่ถือเอาสิ่งของของใครๆ ตั้งใจงดเว้นไม่ประพฤติล่วงเกินกับของรักของชอบใครๆ ตั้งใจงดเว้นว่าจะไม่พูดโกหกกับใครๆ ตั้งใจงดเว้นว่าจะไม่ดื่มกินของของมึนเมาอันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท ไม่ว่าในรูปใดๆ จะเป็นการกิน การดื่ม การเสพ การสูบ งดเว้นทั้งนั้น เพราะสิ่งเหล่านั้นเป็นสิ่งเสพติดให้โทษ ไม่ได้ประโยชน์แก่ชีวิตจิตใจ ดื่มเข้าไปแล้วมีแต่ความวุ่นวาย สร้างความทุกข์ความเดือดร้อนให้แก่ตนด้วยประการต่างๆ ก็ตั้งใจงดเว้น

การตั้งใจงดนั้นแหละเรียกว่าเป็นตัวศีล ตัวศีลมันอยู่ในใจของเรา งดไว้ที่ใจเว้นไว้ที่ใจ ใจก็เป็นศีล ศีลก็เข้าใจเรา ใจเราถึงศีลศีลถึงใจ มันต่างฝ่ายต่างถึงกัน เข้ามาหากันแล้วก็อยู่ด้วยกัน ตราบใดที่เรายังมีความตั้งใจที่จะงดเว้น เราก็ยังมีศีลอยู่ ยังชื่อว่ายังรักษาศีลอยู่ แต่เมื่อใดที่เราเลิกความตั้งใจ อย่างนี้ก็เรียกว่าไม่มีศีลในใจของบุคคลนั้น จิตใจของบุคคลนั้นขาดศีลไปเสียแล้ว เขาจะอยู่ด้วยความสุขได้อย่าไร

ทำไมเราจึงได้ถือศีล? ก็เพื่อทำใจของเราได้ดีขึ้น ให้งดงามขึ้น ให้ปราณีตขึ้น จิตใจคนที่ไม่มีศีลมันหยาบกระด้าง มีแต่ความโหดเหี้ยมดุร้าย ถึงบทจะฆ่าก็ฆ่า ถึงบทจะลักก็ลัก ถึงบทจะล่วงเกินอะไรก็ล่วงเกิน ถึงบทจะพูดคำหยาบพูดโกหกก็พูดออกไป ไม่มีอะไรเป็นหลักเกณฑ์ ถึงบทจะดื่มของมึนก็ดื่มเข้าไป อย่างนี้แหละเรียกว่าผู้ไม่มีหลักเกณฑ์ ทำอะไรก็ทำไปตามความอยากความปรารถนา ไม่มีความสำนึกว่า การทำนั้น จะเป็นการเสียหายแก่ตนเองแก่ท่าน น้ำใจเหี้ยมโหดดุร้าย ไม่มีธรรมประจำจิตใจ เป็นพื้นฐานชั้นต้น เรียกว่าเป็นคนไม่มีศีล

คนไม่มีศีลก็อยู่ด้วยความทุกข์ความเดือดร้อน แต่ถ้าว่าเราเป็นคนมีศีลก็อยู่สบาย เพราะฉะนั้นเวลาพระท่านให้ศีลแล้ว ท่านจึงกล่าวตบท้ายว่า "สีเลน สุคติง ยันติ" จะได้ความสุขก็เพราะศีล "สีเลน โภคสัมปทา" จะได้โภคทรัพย์ก็เพราะศีล "สีเลน นิพพุติงยันติ" จะบรรลุนิพพานก็เพราะศีล "ตัสมา สีลัง วิโสธะเย" เพราะฉะนั้นจงรักษาศีลให้บริสุทธิ์ไว้เถิด.

อันนี้แหละเป็นหลักในทางที่เราจะปฏิบัติ เบื้องต้นเราก็ต้องมีศีล ในโลกนี้อยู่ได้ด้วยศีล ศีลให้ความสุขแก่เราตราบเท่าชรา ศีลทำให้เกิดยศชื่อเสียงขึ้นในชีวิต ในสังคม มนุษย์เราที่อยู่ด้วยกันด้วยความสงบก็เพราะมีศีลแท้ๆ แต่ถ้าหากว่าทิ้งศีลเมื่อใด ความวุ่นวายก็จะเกิดขึ้นในสังคมเมื่อนั้น อันนี้เป็นหลักสำคัญที่เราควรระลึกไว้ในใจตลอดไป

อย่าอยู่โดยปราศจากศีล อยู่โดยมีศีลเป็นหลักไว้เถิด ท่านจะเกิดความสุขได้สมปรารถนา ก็เวลานี้โลกวุ่นวายเพราะไม่มีศีล ประชาชนไม่ถือศีล ผู้ปกครองรัฐบางทีก็ไม่ถือศีล ยกกองทัพไปฆ่าบั่นทอนกัน ทำลายชีวิตเบียดเบียนกันด้วยวิธีต่างๆ นั้นก็เพราะว่าไม่มีศีลประจำใจนั่นเอง จึงเกิดความวุ่นวาย เมื่อเราเรียกตัวเองว่าพุทธบริษัท อย่างน้อยก็ต้องมีศีล ๕ ประจำใจไว้ เมื่อถือศีลห้าก็เรียกว่าการเดินทางชั้นพื้นฐาน เหยียบรอยพระ บาทของพระพุทธเจ้าในขั้นศีลแล้วเป็นเบื้องต้นเป็นนิจ ต้องถือตลอดไปเลิกละไม่ได้เป็นอันขาด นี้ประการหนึ่ง

เมื่อมีศีลเราก็ต้องมีธรรมะคู่กันกับศีลด้วย เพื่อจะได้อยู่ร่วมกัน ศีลกับธรรมะไม่เหมือนกัน ศีลเป็นเรื่องละ ธรรมะเป็นเรื่องเจริญ การปฎิบัติในพระศาสนานั้นเขาเรียกว่า "ปหานกิจ ภาวนากิจ" มี ๒ ประการ
ปหานกิจ คือ กิจการละเรื่องชั่วเรื่องร้ายภาวนา หมายถึง การทำความดีให้เจริญขึ้น เราละความชั่วแล้ว ถ้าไม่ทำความดีก็ยังไม่ก้าวหน้า เพราะว่าศีลธรรมนั้นความจริงก็ไม่เหมือนกัน แตกต่างกัน ศีลเป็นเรื่องละ ธรรมะเป็นเรื่องเจริญ เมื่อละแล้วก็เจริญ เหมือนเราขุดดินแล้วต้องปลูกพืชปลูกผักลงไป ถ้าขุดดินแล้วไม่ปลูกพืชปลูกผัก มันก็ไม่ได้เรื่องอะไร เราต้องปลูกพืชปลูกผักลงไป ในดินที่เราแปลงไว้ดีแล้วนั้น จะได้เกิดประโยชน์เกิดความสุขแก่เราต่อไป ผู้มีศีลแล้วก็ต้องมีธรรมคู่กัน

เช่นถือศีลข้อหนึ่ง งดเว้นจากการฆ่า ก็ต้องมีเมตตาธรรม ประจำใจปรารถนาความสุขความเจริญแก่เพื่อนทั้งหลาย รวมทั้งสัตว์เดรัจฉานด้วย งดเว้นจากการถือเอาของผู้อื่น แล้วเราต้องเป็นผู้มีสัมมาอาชีพ คือมีอาชีพชอบธรรม ทำมาหากินไม่ใช่อยู่เฉยๆ ถือศีลไม่ลักของใคร แต่ว่าไม่ทำอะไรแล้วจะมีอะไรกินมีอะไรใช้ มันลำบาก เราจึงต้องทำมาหากิน ตามสมควร แก่ฐานะ อย่าอยู่นิ่งอยู่เฉย ต้องทำมาหากินไปตามเรื่อง อาชีพที่ทำนั้นก็ต้องเป็นอาชีพสุจริต ไม่ผิดกฎหมายไม่ผิดศีลธรรม ไม่ทำใครให้เดือดร้อน จึงจะชื่อว่าเป็นอาชีพที่ชอบที่ควร อันนี้เป็นเรื่องคู่กัน

ถือศีลข้อ ๓ ก็งดเว้นจากการประพฤติล่วงเกินของรักดังดวงใจของเขา แล้วก็ต้องพอใจในคู่ครองของตน เราได้คู่ครองอย่างใดก็ต้องพอใจ คนที่ไม่พอใจในคู่ครองของตนวุ่นทุกราย เป็นคนหาเรื่อง ทำเรื่องยุ่งขึ้นในสังคม ในครอบครัว เป็นเหตุให้ครอบครัววุ่นวายแตกสลาย ไปด้วยประการต่างๆ สร้างความทุกข์ความเดือดร้อนแก่ชีวิตมากมาย จึงเป็นเรื่องที่เรียกว่าไม่เหมาะไม่ควรด้วยประการทั้งปวง นี้ประการหนึ่ง

เมื่องดเว้นจากการพูดโกหกแล้ว เราก็ต้องพูดคำจริง พูดคำอ่อนหวาน พูดคำสมานสามัคคี พูดคำ ที่ดีมีประโยชน์เสียบ้าง ไม่ใช่ว่าจะพูดคำโกหกกันเรื่อยไปอย่างนั้นหามิได้ งดเว้นจากการดื่มของมึนเมาแล้ว ให้เรารู้ว่าของมึนมันทำลายสติปัญญาให้หมดไป เมื่อเรางดเว้นจากการดื่มกินของมึนเมา ก็หัดทำตนให้มีสติสมบูรณ์มีปัญญาสมบูรณ์ อย่าทำอะไรด้วยความเผลอ อย่าทำอะไรด้วยความเขลา ทำจิตใจให้มีสติปัญญาสมบูรณ์ไว้ เราจะก็เอาตัวรอดปลอดภัย อันตรายด้วยประการทั้งปวง เพราะการคิดนึกในทางที่ถูกที่ชอบในรูปอย่างนี้ นี่ก็เรียกว่าเป็นคนมีศีลธรรมประจำจิตใจ เมื่อมีศีลธรรมประจำจิตใจแล้วก็เรียกว่ายืนอยู่บนฐานอันมั่นคงบนบันไดขั้นแรก อย่าหยุดเพียงเท่านั้นต้องก้าวหน้าต่อไป ก้าวหน้าไปสู่รากฐานที่ยิ่งขึ้นไปกว่านั้น

รากฐานที่เราจะก้าวหน้าต่อไปนั้นอยู่ที่อะไร เราก็ต้องก้าวหน้าต่อไปถึงการรักษา อุโบสถศีล อีกหน่อย เพราะศีลนี้มันเป็นศีลชาวบ้าน เป็นศีลตามปกติ เราก็ควรก้าวทางศีลอีกหน่อยคือรักษาศีลอุโบสถ การรักษาศีลอุโบสถเรียกว่าการประพฤติพรหมจรรย์ พรหมจรรย์นั้นแหละ เป็นสิ่งที่พระผู้มีพระภาคสอนให้พระไปประกาศ เวลาส่งพระออกไปสอนธรรมะแก่ประชาชน พระองค์ตรัสสั่งว่า "พฺรหฺมจริยัง ปกาเสถะ - เธอทั้งหลาย จงเที่ยวไปเพื่อประกาศพรหมจรรย์ อันไพเราะในเบื้องต้น ท่ามกลาง ที่สุดแก่เขา"

การประพฤติพรหมจรรย์นั่นก็คือการประกาศการครองชีวิตอันประเสริฐ ให้คนทั้งหลายเห็นคือต้องไปพูดให้เขาฟัง แล้วก็ไปทำให้เขาดูเป็นตัวอย่าง พระเราเป็นการสาธิตของการดำเนินชีวิตชอบของญาติโยม ถ้าหากว่าสาธิตดีแล้วโยมก็เลื่อมใส ถ้าสาธิตไม่เข้าท่า โยมก็หมั่นไส้เอาเหมือนกัน เพราะฉะนั้นพระเราต้องสาธิตแบบดีให้ญาติโยมเห็น สำรวม ระวัง จะยืนจะเดินจะนั่งจะทำอะไรก็ต้องระวังๆ อันใดไม่สมควรแก่กิจของสมนะ อย่าไป เขามีไฮปาร์คกันที่สนามหลวงอย่าไปยืนฟัง ไม่ใช่เรื่องของเรา เรื่องการบ้านการเมืองหรือว่าเขามีอภิปรายเรื่องอะไร จะไปฟังทำไม เราเป็นผู้ประเสริฐเลิศกว่าชาวบ้าน จะไปนั่งฟังเรื่องเหลวไหลไร้สาระ ฟังเดรัจฉานกถามันน่าขายหน้า เราจึงไม่ควรลดตัวในสภาพเช่นนั้น เราควรจะฟังพระพุทธเจ้าพูดให้เราฟังดีกว่า

พระพุทธเจ้าพูดอยู่ตลอดเวลาไม่ยักฟัง ไปฟังอะไรมันด่ากันไม่รู้ อย่างนี้ไม่เข้าท่า เป็นพระนอกรีดนอกรอย จะได้สาระอะไรแก่ชีวิตก็หาไม่ เราจึงไม่ควรไปสนใจในเรื่องอย่างนั้น เราสนใจในเรื่องภายในดีกว่า ฟังเรื่องของเราดีกว่า จึงจะก้าวหน้า นี้แหละเรียกว่าการประพฤติพรหมจรรย์ คือการดำรงชีวิตชอบ ดำรงชีวิตในทางที่เหมาะที่ควร เหมาะควรตามแบบตามวินัยที่พระผู้มีพระภาคเจ้าได้แสดงไว้นั่นเอง ไม่เดินออกนอกแบบ เรียกว่า ประพฤติพรหมจรรย์ ชาวบ้านก็ควรประพฤติพรหมจรรย์ได้

การเป็นอยู่ของพรหมจรรย์นั้นคือการประพฤติแบบพรหม พรหมะในที่นี้หมายถึงความบริสุทธิ ไม่ใช่หมายถึงพรหมสร้างโลก หรือว่าพระพรหมที่หน้าโรแรมเอราวัณ ที่คนไปไหว้หามิได้ แต่หมายถึงความบริสุทธิ์ พรหมะคือความบริสุทธ์ การรักษาใจให้บริสุทธิ์ ต้องมีเครื่องประกอบเรียกว่าศีลอุโบสถนั่นเอง เรารักษาศีลอุโบสถเรียกว่ารักษาพรหมจรรย์ ทำให้ชีวิตของเราประเสริฐไม่เสียหาย บริสุทธิ์อยู่ ก็การรักษาพรหมจรรย์ก็เพิ่มขึ้นจากศีลห้า แต่ว่าในศีลนั้นต้องเปลี่ยนข้อ ๓ ศีลห้า ข้อ ๓ เรารับว่ากาเมสุ มิจฉาจารา เวรมณี สิกขา ปะทังสะมาธิยามิ ถ้าเรารับศีลอุโบสถเราก็ว่า "อพฺรหฺมจริยา เวรมณีสิกขาปะทัง สะมาทิยามิ - ข้าพเจ้าขอสมาทานสิกขาบท คือ การงดเว้นจากการประพฤติผิดกิจพรหมจรรย์" นี้เรียกว่าถือศีลพรหมจรรย์ข้อที่ ๓ แล้วก็มีข้อ-หก-เจ็ด-แปดเป็นเครื่องประกอบ ข้อ ๖ นั้นไม่ให้กินอาหารหลังเที่ยง คือไม่ต้องการให้กินมาก จุดมุ่งหมายมันอยู่ตรงนั้น

แม้กินแต่เช้าถึงเที่ยงถ้ากินมาก ก็ผิดศีลพรหมจรรย์ไป ไม่กินด้วยความตะกละกินมากไป ไม่กินด้วยการติดรสอาหาร แต่เรากินด้วยปัญญาคือกินพอเพียงอยู่ได้ ให้ร่างกายนี้มีเรี่ยวแรงพอสมควร แล้วจะได้ประพฤติพรหมจรรย์กันต่อไป ไม่ใช่กินกันจนอ้วนเหมือนหมูตอน อย่างนั้นหามิได้ อันนี้เรียกว่ากินแบบรักษาพรหมจรรย์ กินน้อยๆ นอนน้อยๆ หมั่นเจริญภาวนา ก็เรียกว่าเป็นผู้อยู่อย่างแบบพรหม ประพฤติพรหมจรรย์ ด้วยการกินอาหารน้อยๆ ดีเหมือนกัน ญาติโยมอดเสียมั่ง อาหารมันแพงเวลานี้เราอดเสียบ้างบางมื้อบางคราว

คนไม่เคยอดคงว่าอดไม่ไหวอาหาร มันไม่ลำบากดอก อดได้ ก็พระเราอดกันมานานๆ อาตมาก็อดมาตั้ง ๔๔ ปีแล้ว ก็อ้วนท้วนแข็งแรงดีไม่เห็นมีอะไร ญาติโยมลองอดดูบ้างก็ได้ ในวันสำคัญของชีวิตเช่นวันเกิด การปฏิบัติอย่างนี้เรียกว่าการบำเพ็ญตบะ สร้างกำลังภายในให้เกิดขึ้น ให้เกิดความเข้มแข็งในจิตใจ จิตใจที่เข้มแข็งก็จะได้มีกำลังต่อต้านกับสิ่งที่ชั่วสิ่งร้าย ได้ เรื่องนี้ก็ดีถ้าเราทำได้ ลองหัดทำดูบ้างก็จะเป็นไรไป ไม่ยากเย็นเข็ญใจอะไร

ต่อไปก็ห้ามการฟ้อนรำขับร้องประโคมคนตรีดีดสีตีเป่า รวมทั้งการประดับประดาตกแต่งร่างกาย ด้วยดอกไม้เครื่องหอมเครื่องทา เครื่องย้อมมีประการต่างๆ จุดมุ่งหมายก็เพื่อจะไม่ให้เกิดราคะ ความกำหนัดในสิ่งเหล่านั้น เพราะว่าการฟ้อนรำก็ยั่วราคะ เพลงก็เป็นบทยั่วราคะ การทาแป้งแต่งตัวก็ยั่วทั้งนั้น ทำให้เกิดอารมณ์แก่ผู้ได้ประสบพบเห็น เราเองก็ไม่เป็นเครื่องยั่วคนอื่น แล้วก็ไม่หลงใหลในคนอื่นยั่วด้วย ก็เรียกว่าเป็นการถือศีลพรหมจรรย์

การรักษาศีลพรหมจรรย์ก็ดี ช่วยให้เราก้าวหน้าไปอีกขั้นหนึ่ง เพื่อจะเข้าไปถึงธรรมะที่สูงขึ้น ความจริงก็ถึงธรรมแล้ว แต่ว่าถึงเพียงขั้นศีล ไม่พอ เราจะต้องก้าวหน้าต่อไป แต่ว่าในตอนนี้เอาเพียงขั้นนี้ไว้ก่อน ถึงเพียงขั้นศีลไว้ก่อน คนเราถ้ามีศีลแล้วก็เป็นสุข มีศีลแล้วเจริญด้วยทรัพย์เจริญด้วยการดับทุกข์ดับร้อนได้ ตามที่พระท่านว่าไว้แล้ว คนรักษาศีลอุโบสถ ก็เพื่อประโยชน์แก่ความสุขความสบายทางจิตใจ จึงควรจะได้มีการปฏิบัติในส่วนนี้เท่าที่เราสามารถจะกระทำได้ ตามสมควรแก่ฐานะ นี้ประการหนึ่ง เรียกว่าถึงธรรมะด้วยขั้นศีล

และเราต้องก้าวหน้าต่อไปให้ถึงขั้นธรรมต่อไปอีก ให้ถึงธรรมต่อไปด้วยการฝึกจิตให้เป็นสมาธิ แล้วเมื่อเจริญสมาธิแล้ว ก็ต้องใช้กำลังสมาธินั้น เพื่อคิดค้นให้เกิดปัญญาต่อไป ทำไปตามลำดับขั้นไม่หยุดไม่ยั้ง เราก็จะถึงจุดหมายปลายทางได้สมความตั้งใจ แต่ว่าสำหรับในวันนี้ ชวนท่านเดินมาเพียงขั้นศีลก่อน เพราะเวลามันจะไม่พอ ถ้าจะเดินต่อไปถึง ขั้นสมาธิปัญญา เรื่องมันใหญ่เอาไว้พูดกันในโอกาสอื่นต่อไป วันนี้เอาแต่เพียงขั้นนี้

เมื่อเราได้ปฏิบัติถึงขั้นนี้ เราก็ได้ถึงธรรมะขั้นนี้แล้ว จิตใจของผู้ถึงธรรมะแม้เพียงนิดหน่อย ก็จะรู้สึกว่าสบายใจขึ้น สงบใจขึ้น มีการงานดีขึ้น มีอะไรประเสริฐขึ้นทั้งนั้น เราจึงควรจะไม่ละเลยเพิกเฉยต่อการประพฤติธรรม อย่าอยู่โดยไม่มีธรรมะเป็นหลักครองใจ เพราะการอยู่โดยไม่มีธรรมะมันเป็นทุกข์

พูดอย่างง่ายๆ ว่า อยู่อย่างไม่มีพระก็วุ่นวาย ถ้าอยู่อย่างมีพระประจำใจก็ไม่วุ่นวาย ไม่มีความทุกข์ความเดือดร้อนเกิดขึ้น ในชีวิตของเรามากเกินไป โลกนี้วุ่นวายเพราะคนไม่เข้าถึงพระ ไม่เข้าถึงธรรมะ เมื่อเราเห็นว่าวุ่นวายเพราะคนไม่เข้าถึงธรรมะกัน เราก็เข้าถึงธรรมะเสียเถิด ชวนลูกชวนหลานเข้าหาธรรมะ ชวนมิตรสหายเข้าหาธรรมะ ให้มีธรรมะประจำจิตประจำใจกันให้มาก ๆ เราก็จะอยู่กันด้วยความสุขความสงบ ไม่มีเรื่องความเดือดร้อนวุ่นวายขึ้นในชีวิตประจำวัน

ดังที่ได้กล่าวมา เพื่อเป็นเครื่องจูงจิตสะกิดใจญาติโยมทั้งหลาย ให้เข้าถึงธรรมะของพระผู้มีพระภาคเจ้า ก็เห็นว่าพอสมควรแก่เวลา ขอยุติไว้แต่เพียงนี้.