การศึกษาและการรับปริญญาในพระพุทธศาสนา
พุทธทาสภิกขุ
วันนี้ จะพูดเรื่อง การศึกษาและการรับปริญญาในพระพุทธศาสนา
บางคนคงจะคิดว่าเป็นเรืองพูดเล่นลิ้น หรือพูดชนิดที่ว่าเอาเอง นี่ขอบอกกล่าวให้ทราบว่า ในพุทธศาสนานั้น จะมีทั้งการศึกษา และการรับปริญญา ซึ่งพระพุทธเจ้าท่านได้ตรัสไว้เอง การศึกษาก็คือสิกขา 3 ส่วนปริญญานั้นคือความสิ้นราคะ ความสิ้นโทสะ ความสิ้นโมหะ 3 อีกเหมือนกัน ตรัสว่าภิกษุทั้งหลายปริญญามี 3 สามคืออะไร ? สามคือ สิ้นราคะ สิ้นโทสะ สิ้นโมหะ นี้คือปริญญา
ความหมายของคำว่า "สิกขา"
ทีนี้เราก็จะพูดกันไปตามลำดับ ถึงคำว่า การศึกษา คือ สิกขา เป็นภาษาบาลีก็เป็นสิก๔ขา, เป็นภาษาสันสกฤต ก็ว่า ศิกษา, เป็นภาษาไทยเราว่าศึกษา, คำเดียวกันหมด ถ้าถือเอาตามตัวหนังสือแท้ๆ นี้ จะดูได้เรื่องได้ราวดีมากและก็ลึกซึ้งด้วย สิกขา นั้น แปบว่า การเห็นเอง เห็นด้วยตนเอง เห็นซึ่งตนเอง, สะ นั้นมันแปลว่าเอง, อิกขะแปลว่าเห็น สะ กับ อิกขะ นี่ ถอดความได้ว่า เห็นซึ่งตนเอง เห็นด้วยตนเอง, แล้วก็ เห็นเพื่อตนเอง เห็นโดยตนเอง
ที่สำคัญข้อแรกก็คือว่า เห็นตนเอง, เห็นสิ่งที่เรียกโดยสมมติว่าตนเองนั่นแหละ เรายังโง่อยู่ เอาอะไรเป็นตน ก็ศึกษาที่ตนเองนั่นแหละ หรือผู้ที่ฉลาดรู้แล้วก็เห็นว่า มันไม่ใช่ตน, หรือผู้ที่ฉลาดรู้แล้วก็เห็นว่า มันไม่ใช่ตน, แต่เห็นด้วยความเข้าใจผิดว่าตนข้อนี้หมายความว่าให้ดูอะไรๆ เข้ามาในตน, เข้ามาที่ตนแล้ว ก็ดูด้วยตน ก็เพื่อประโยชน์แก่ตน, ดูเพื่อประโยชน์แก่ตน.
แต่เมื่อพูดถึง การกระทำ สิกขานี้แยกเป็น 3 คือ ศีลสิกขา ศึกษาในส่วนศีล, จิตตสิกขา ศึกษาในส่วนจิต, ปัญญาสิกขา ศึกษาในส่วนปัญญา
ศึกษาในส่วนศีล ก็คือ ดูตนเองที่ไม่มีศีล, ดูตนเองที่มีศีล ดูให้ตนเองมีศีล, ให้ศีลของตนเองเป็นไปถึงที่สุด. ดูให้ตนเองมีศีล. ให้ศีลของตนเองเป็นไปถึงที่สุด. นี่ก็เรียกว่าศีลสิกขา.
จิตตสิกขา ศึกษาที่จิตให้รู้จักจิต, ให้รู้ธรรมชาติของจิต, ให้รู้จักควบคุมจิต,และรู้จักใช้จิตให้เป็นประโยชน์ นี้เรียกว่าจิตตสิกขา การศึกษาที่เกี่ยวกับจิต.
ทีนี้ ปัญญาสิกขา ศึกษารอบรู้ ศึกษาในส่วนปัญญา คือศึกษาให้รอบรู้เท่าที่ควรจะรู้, รู้ทุกอย่างที่ต้องรู้แต่ไม่รู้ไปหมดทุกอย่างที่ไม่จำเป็นจะต้องรู้ ซึ่งมันทำไม่ได้ดอก คนจะรู้ไปทุกอย่างไม่ว่าอะไรนี้มันทำไม่ได้ เป็นไปไม่ได้ แต่ว่ารู้ทุกอย่างเท่าที่ควรจะรู้ เท่าที่จะดับทุกข์ได้ นี้มันเป็นไปได้, ขอให้ลองสังเกตดูให้ดี อยากจะพูดว่าแม้พระพุทธเจ้าเป็นสัพพัญญูรู้ทุกอย่าง ก็มีขอบเขตจำกัด อยู่ที่ว่า รู้ที่ควรจะรู้ คือรู้ที่ดับทุกข์ได้ ที่ไม่จำเป็นต้องดับทุกข์จะไปรู้มันทำไม มันไม่มีประโยชน์อะไร มันเสียเวลาเปล่าๆ
เอ้า, ทีนี้ก็ดูไปตั้งแต่ต้น ตั้งแต่ศีลสิกขาโดยเปรียบเทียบกัน : ศีลสิกขา ศึกษาความถูกต้อง ทางกายวาจาเรียกว่าศีล, ศีล ถูกต้องทางกายทางวาจา; แล้วก็จิตตสิกขา ถูกต้องทางจิต, มีความถูกต้องทางจิตแล้วปัญญาสิกขา ดูให้มันถูกต้องทางปัญญา คือความรู้ความคิดความเห็น, ความเข้าใจอะไร ให้มันถูกต้อง พูดง่ายๆ ก็ว่าถูกต้องทางกายทางวาจานี้อย่างหนึ่ง, ถูกต้องทางจิตนี้อย่างหนึ่ง, ถูกต้องทางสติปัญญา ความคิดความเห็นนี้อย่างหนึ่ง, รวมเป็น 3 อย่าง 3 สิกขา นี้เป็นการศึกษาในพระพุทธศาสนา
พยายามให้ มีความถูกต้องทางกายทางวาจา นี่เป็นขี้แรก เป็นเงื่อนต้น เป็นรากฐาน อย่าให้มีการกระทำที่ผิดทางกายทางวาจา มีแต่การกระทำที่ถูกต้องทางกายทางวาจา
ทีนี้ เอาอะไรเป็นหลักเกณฑ์มาวัดว่าเป็นความถูกต้อง ? นี่จะขอบอกให้ทราบว่า พุทธศาสนานี้มีหลักที่ตายตัวกล่าวได้ง่ายๆ ว่าถูกต้องนั้นคืออย่างไร, ไม่เหมือนกับความถูกต้องทาง Logic ความถูกต้องทาง philosophy,อย่างนั้นบ้าไม่รู้จักจบ จนไม่รู้ว่าจะถูกต้องกันอย่างไร ถ้า ถูกต้องในพระพุทธศาสนาก็คือ มันไม่เกิดความทุกข์, ที่มันไม่เป็นไปเพื่อเกิดทุกข์ ไม่ทีทางที่จะเกิดทุกข์ นั่นแหละคือถูกต้อง. ทีนี้กินความไกลออกไปว่า ทั้งเราและผู้อื่นด้วยก็ยิ่งดี. ไม่เกิดความทุกข์ทั้งเราด้วย ทั้งผู้อื่นด้วย ก็ยิ่งดี ; ถ้ามันเป็นไปเพื่อให้เกิดทุกข์แล้วก็ไม่ถูกต้อง, ไม่มีทางที่จะถูกต้อง
นี้ส่วน ศีลสิกขานี่เรื่องทางกายทางวาจา มีความถูกต้อง กายและวาจามิได้ประพฤติกระทำไปในทางที่จะให้เกิดทุกข์แก่ผู้ใดแก่ทุกฝ่าย, โดยหลักใหญ่ๆ เช่น ศีล 5 ดูเถอะมันเป็นหลักพื้นฐาน, ขยายๆ ออกไปเป็นอะไรได้มากมาย ศีล 5 ประการ เราจะบัญญัติคำ บัญญัติให้มันรัดกุมให้มันครบถ้วยด้วย ยิ่งรัดกุมก็ยิ่งครบถ้วนด้วย
ข้อที่ 1 ไม่ประทุษร้ายชีวิตและร่างกายของผู้ใดโดยวิธีใด, คืออย่าประทุษร้ายกระทบกระทั่ง ชีวิตหรือร่างกายของผู้ใดหรือสัตว์ใด นี่ขยายความออกไปได้มาก ไม่ตีไม่ด่า ไม่ฆ่า ไม่กระทบกระทั่ง ไม่ทุกอย่าง นี้แหละที่มันเป็นการประทุษร้ายชีวิต หรือเพียงแต่ร่างการของบุคคลใด.
ข้อที่ 2 ไม่ประทุษร้ายทรัพย์สมบัติของผู้อื่น, ไม่ประทุษร้ายทรัพย์ของผู้อื่น ไม่ไปลักของเขามาหรือทำของเขาเสียหายเปล่าๆ, ไม่เป็นประโยชน์แก่ใคร, เรียกว่าไม่ประทุษร้าย ไม่กระทบกระทั่งทรัพย์สมบัติของผู้อื่น.
ข้อที่ 3 ไม่ประทุษร้ายของรักของใคร่ของผู้อื่น นี่คือข้อกาเมสุมิจฉา ที่สอนกันผิดๆ จนเด็กๆ ไม่ต้องถือศีลข้อกาเม ฯ ในหนังสือบางเล่ม ว่าศีลข้อกาเม ฯ นี้มีสำหรับผู้ใหญ่เท่านั้น ไม่มีสำหรับเด็กๆ นั่นแหละคือเขาเข้าใจไม่ถูก. ข้อกาเม ฯ นั้นคือไม่ประทุษร้ายของรักของใคร่ของบุคคลอื่น ถ้าเป็นเด็ก เด็กมักรักพอใจอะไรของมัน นั่นก็เรียกว่าของรักของใคร่ของมัน มันยังไม่ถึงกามคุณไม่ถึงกามารมณ์ แต่มันก็มีความรักอย่างยิ่ง เช่นตุ๊กตา หรือของเล่น หรือของใช่ หรืออะไรก็ตาม ที่มันรักของมันอย่างยิ่ง ถ้าไปประทุษร้ายทำให้เขาเสียใจไม่สบายใจ ก็เรียกว่าขาดศีล นี้ถ้าเป็นผู้ใหญ่แล้วมันก็เรี่องเพศ วัตถุทางเพศ เรื่องภรรยาสามีเรื่องอะไรเหล่านี้ หรือแม้ที่สุดแต่ว่าลูกเล็กๆ ลูกหญิงลูกชาย เป็นที่รักที่หวงแหนของบิดามารดา ก็ไม่ต้องประทุษร้ายด้วย. นี่เรียกสั้นๆ ว่า ไม่ประทุษร้ายของรักของใคร่ของบุคคลอื่น, ต้องถือกันหมดแหละทั้งผู้ใหญ่และทั้งเด็ก เด็กๆ ก็ถือศีลข้อนี้ ไม่ไปกระทบกระทั่งของผู้อื่น ให้เจ้าของเขาเจ็บใจ.
ข้อนี้ไม่ใช่ข้อเดียวกันประทุษร้ายทรัพย์สมบัติ ประทุษร้ายทรัพย์สมบัตินั้นเอามันเสียเลย ส่วนของรักของใคร่นี้ไม่เอา ไม่ได้เอา แต่ว่าทำให้เขาเจ็บช้ำน้ำใจเล่น ของรักของใคร่เป็นของธรรมดาที่ทุกคนมันต้องมี อย่าไปกระทบกระทั้งของรักเขาหวงแหนนั้น ในเสียหายให้ชอกซ้ำให้อะไรก็ตาม รักษาน้ำใจของผู้อื่นไว้เป็นอย่างดี.
ข้อที่ 4 ไม่ประทุษร้ายความเป็นธรรม หรือความยุติธรรมของผู้อื่น คือโกหก การโกหกนั้นมันทำให้เสียความเป็นธรรมของผู้อื่น ข้อนี้โดยเฉพาะอย่างยิ่ง มูลเหตุเดิมก็คือว่า เป็นการโกหกในศาล ในศาล เช่นพูดเท็จในศาลให้เกิดความผิดพลาดจารความเป็นจริง หรือว่ามันจะทำให้เขาสูญเสียความเป็นธรรมความยุติธรรม อย่างใดอย่างหนึ่งก็ตาม จะไม่พูดคำชนิดนั้นเป็นอันขาด นี่มันส่วนวาจา พูดให้เป็นคำจำกัดวามสักหน่อยก็ว่า ไม่ประทุษร้ายความเป็นธรรมของผู้อื่นด้วยวาจา นี่มันมีความหมายกว้าง กว้างหมดเลย ไม่รู้กี่สิบอย่างแหละที่ประทุษร้ายด้วยวาจานี่.
ข้อที่ 5 ก็ว่าไม่ประทุษร้ายสติสัมปฤดีของตนเอง คือดื่มน้ำเมา พอดื่มเข้าไปแล้ว มันประทุษร้ายสติสมปฤดีของผู้ดื่ม การดื่มน้ำเมาจึงเป็นการประทุษร้ายสติสมปฤดีของผู้นั้น คือทำให้ผู้นั้นสูญเสียสติสมปฤดีเหมือนคนบ้า คนเมากับคนบ้านี่มันเหมือนๆ กันแหละ แต่บ้าเป็นการถาวร เมาเป็นการชั่วคราว แต่แล้วเป็นการประทุษร้ายสติ คือ สัมปฤดี คำเดียวกัน สมปฤดี, สมปฤดี ก็คือคำว่า สติ นั่นเอง. สติเป็น ภาษาบาลี, สมฤดี เป็น ภาษาสันสกฤต ไม่ประทุษร้ายสติสมปฤดีของตนเอง.
น้ำเมาทุกชนิดแหละของเมาทุกชนิดแหละ มันประทุษร้ายสติสมปฤดีของผู้ใช่ ปรือผู้เสพ จะเป็นของมึนเมาชนิดที่เป็น น้ำดื่มกินเข้าไป หรือเป็นของแห้งสูดดมเข้าไป หรือเป็นของทาที่เนื้อที่ตัว หรือใช้โดยวิธีหนึ่ง แล้วของเมานั้นก็ทำให้ผู้นั้นสูญเสียสติสมปฤดี เรียกว่าประทุษร้ายสติสมปฤดี กลายเป็นคนบ้าคนเมาหรือคนประมาท ในตัวสิกขาบท ใช่คำว่า ปมาทัฎฐานา สุราเมรยมัชชะปมาทัฎฐานา สุราและเมรัยที่เป็นที่ตั้งแห่งความประมาท ความประมาทนี้คือสูญเสียสติสัมปดี.
นี้ศีลที่เป็นหลักของศีลทั้งหลาย ทีนี้ก็ขยายออกไปได้เป็นกี่ร้อยข้อก็ได้, มันรวมอยู่ที่หลักใหญ่นี้. ถึงแม้วินัยพระว่ามี ๒๒๗ ข้อ ในที่สุดมันก็มารวมอยู่ได้ใน ๕ ข้อนี้ เรื่องเผลอเรอ เรื่องนิสสัคคีย์เผลอเรอ ก็คือเรื่องมีสติสัมปฤดีไม่สมบูรณ์, ไปศึกษาดูเองไปสังเกตดูเองว่าแม่บทของศีลนี้มันมี ๕ อย่างนี้, แล้วกระจายออกไปเป็นกี่สิบอย่างร้อยอย่างก็ได้ ไม่ทำผิดในส่วนศีล คือไม่ทำผิดในส่วนกายและวาจา โดยหลักใหญ่ๆ อย่างนี้ โดยรายละเอียดนับไม่ถ้วน
หลักความถูกต้องทางส่วนจิต ทีนี้ก็จิตตสิกขา การศึกษาในส่วนจิต ให้รู้เรื่องจิตของตน ว่าจิตมีอยู่อย่างไร, ตามธรรมชาติมันเป็นอย่างไร, จะรักษาควบคุมไว้ในลักษณะอย่างไร, นี้เป็นเรื่องของจิต.
ศึกษาธรรมชาติของจิต รู้ว่าจิตนี้ตามปกติจะน้องลงไปในทางต่ำ, คือกามคุณ เพราะมันเป็นสัญชาตญาณ เมื่อปล่อยไปตามสัญชาตญาณ ไม่มีความรู้ไม่มีการควบคุมมันก็น้อมไปในทางต่ำ จนเปรียบว่าเหมือนกับปลาจับโยนขึ้นมาบนบก มันก็จะไหลลงไปหาน้ำ. นี่จิตนี้มีลักษณะว่า มันจะไหลลงไปหาน้ำคือกามรมณ์; พอเรายกจิตออกมาจากกามารมณ์ มันก็ดิ้นรนๆๆ จะตกไปหากามรมณ์, ก็เลยต้องมีวิธีที่ดี ที่จะควบคุมันไว้ไม่ให้ตกไปในทางต่ำ
เมื่อมันลงไปในทางต่ำ คือกามรมณ์อย่างนี้ มันก็ทำผิดอีกมากมาย คือจะเดือดร้อนยุ่งยากลำบากกันไปทุกฝ่ายและมากมาย ถ้าทำไปตามธรรมชาติของจิตล้วนๆ ที่ไม่มีการศึกษา ท่านจึงมีวิธีรู้จักจิต แล้วก็บังคับจิต ให้จิตอยู่ในความถูกต้อง; เช่นทำสมาธิอย่างนี้ พอสักว่ากำหนดอารมณ์ของสมาธิ เช่นลมหายใจเป็นต้น, มันก็เป้ฯการฝึกจิต จับเอาจิตมาฝึก ผูกพันไว้กับอารมณ์ ซึ่งเป็นที่ตั้งแห่งความหยุด ไม่ให้จิตมันแล่นไปตามธรรมชาติของจิตที่ฟุ้งซ่าน นี่บังคับจิตให้อยู่ในอำนาจ กำหนดอารมณ์อะไรก็ได้ แต่อยู่ในอารมณ์อันนั้นได้, อย่างนี้เรียกว่า จิตได้รับการฝึกฝน เป็นการศึกษาทางจิต, จะเรียกว่าพัฒนาจิตก็ได้. จิตที่ไม่ได้พัฒนาเป็นจิตป่าเถื่อนนั้น มันทำอะไรดีไม่ได้, แล้วคอยแต่จะทำไม่ดี.
ทีนี้ก็มีวิธีพัฒนาให้จิตทำแต่ในทางที่ถูกที่ดี แล้วก็ทำให้มาก จิตธรรมชาติทำประโยชน์ได้น้อย, จิตที่พัฒนาอบรมฝึกดีแล้ว มันทำประโยชน์ได้มาก, มากอย่างไม่น่าเชื่อ, จนท่านต้องใช้คำว่าเป็นอจินไตย, อจินไตย พุทธวิสัยฌานวิสัย กรรมวิบาก โลกจินต์นี้, ฌานวิสัย คือว่าจิตที่เป็นสมาธิแล้วทำอะไรได้บ้าง ตอบไม่หมด, ตอบไม่มีที่สิ้นสุด, ไม่รู้สิ้นสุดจนเป็นอจิณไตย, คือว่าตอบไม่ได้ คาดคะเนไม่ถึง, เช่นว่าเดี๋ยวนี้เขาเจริญด้วยการศึกษาทางวิทยาศาสตร์ ไปโลกพระจันทร์ได้เหมือนว่าเล่น. นี้มันก็เป็นเรื่องพัฒนาของจิต, แล้วสิ่งเหล่านี้ยังเป็นเด็กเล่นอยู่ มันจะมีมากกว่านี้, มันจะมีดีกว่าสูงกว่าการไปโลกพระจันทร์.
ถ้าพัฒนาจิตให้ดียิ่งๆ ขึ้นไป ก็จะรู้จักทำอะไรอย่างอื่นที่ดียิ่งไปกว่าการไปโลกพระจันทร์, เพียงแต่ไปโลกพระจันทร์นี้ก็จะสรรเสริญเยินยอกันหนักหนา, และขอให้รู้ว่า จิตนั้นทำอะไรได้มากกว่านั้นอีก เมื่อพัฒนามันให้ถึงที่สุด เขาจึงมีหลักเกณฑ์ที่จะพัฒนาจิต แต่ไม่ต้องการอะไรมากไปกว่า เพื่อดับทุกข์ได้สิ้นเชิง, ถ้าไม่อย่างนั้นมันไม่รู้จบ, จะไปโลกพระจันทร์ โลกพระอังคาร ไปไหนต่อไหน หรือทำอะไรอีก อะไรมันก็ไม่รู้จบ, มาจบกันเสียทีว่า ให้มันดับทุกข์ได้ดีกว่า. ให้จิตนี้มีลักษณะไม่เป็นทุกข์, หรือทุกข์ไม่ได้, เป็นทุกข์ไม่ได้อีกต่อไป เอากันเพียงเท่านี้.
การฝึกจิตต้องการให้มีคุณสมบัติยิ่งๆ ขึ้นไป กว่าที่มันมีตามธรรมชาติ, ตามธรรมชาติมันก็มีคุณสมบัติจิตคิดนึกอะไรได้ รู้อะไรได้ แต่ยังไม่ถึงที่สุดต้องพัฒนา, แม้อย่างต่ำแต่ว่าบังคับจิตได้ ก็ได้รับความสุขชนิดที่ไม่เคยได้รับมาก่อน. เราได้รับความสุขกันมามากมายหลายอย่าง, แต่ไม่เคยได้รับความสุขที่เกิดมาจากการบังคับจิตได้ คือว่า เมื่อทำจิตเป็นสมาธิแล้ว จะได้รับความสุขชนิดหนึ่ง ซึ่งไม่เหมือนความสุขชนิดไหนหมด. นี้ก็เรียกว่าเป็นผลของการที่บังคับจิต. นี้เรียกว่าได้รับความสุข ที่ไม่เคยได้รับมาแต่ก่อน, และจิตที่ฝึกฝนอบรมดีแล้วนี้ จะรู้สิ่งทั้งหลายทั้งปวงตามที่เป็นจริงได้โดยง่าย. จิตที่ฝึกให้ดีแล้วก็จะรู้สิ่งทั้งหลายทั้งปวง ตามที่มันเป็นจริง จนไม่มีปัญหา, ไม่หลงรักอะไร ไม่หลงโกรธ หลงเกลียด หลงกลัว หลงอะไร คือไม่ทำผิดด้วยจิตนั้น, นี่เรียกว่าผลชั้นเลิศของการฝึกฝนจิต.
ทุกคนควรจะศึกษาจิต เป็นเหมือนกับวิชาที่มนุษย์จะต้องศึกษาชนิดหนึ่งด้วย, แต่เดี๋ยวนี้มันไม่มีธรรมเนียมไม่มีประเพณีอย่างนี้ มันไปเรียนหนังสือในโรงเรียนประถม มัธยม อุดมศึกษาอะไรก็ตาม จบมหาวิทยาลัยหมดทุกแห่งแล้ว ก็ยังไม่เคยฝึกฝนจิต ไม่รู้เรื่องจิต, ฉะนั้นการศึกษาไม่สมบูรณ์. ถ้าได้ศึกษาเรื่องจิต จนได้รับประโยชน์จากจิตถึงที่สุดจริงๆ นี้เรียกว่า การศึกษานี้มันสมบูรณ์, สมบูรณ์กว่าการศึก ษาในโลกที่กำลังมีอยู่. นี้เรียกว่าความถูกต้องของจิต เป็นผลของการศึกษาทางจิต ศึกษาจิต. หลักความถูกต้องทางปัญญา
เอ้า, ทีนี้ก็ว่าถึงปัญญาสิกขา, การศึกษาเพื่อความถูกต้องของปัญญา ของความคิดของความเห็นของความเชื่อ คือเห็นสิ่งทั้งหลายตามความเป็นจริง. ปัญญานี้เห็นสิ่งทั้งหลายทั้งปวงตามที่เป็นจริง, เรียกเป็นบาลียาวเฟื้อยว่า ยถาภูตสัมมัปปัญญา : เห็นชอบ เห็นสิ่งทั้งหลายทั้งปวงตามที่เป็นจริง. นี้คือปัญญาทำให้เกิดขึ้นมาเมื่อเห็นหรือรู้จัก หรือเข้าใจทุกสิ่งตามที่เป็นจริงแล้ว มันก็ไม่ทำอะไรผิด ทำอะไรผิดไม่ได้ เพราะมันรู้ตามที่เป็นจริงแล้ว, แล้วมันก็รู้จักเลือก รู้จักทำแต่สิ่งที่มีประโยชน์. ขั้นสุดท้ายปัญญา ที่ศึกษาฝึกฝนอบรมพัฒนาดีแล้ว จะเห็นสิ่งทั้งหลายทั้งปวงตามที่เป็นจริง ไม่ไปหลงรักเอาสิ่งใดๆ.
ปัญญาสิกขา คือ การกระทำเพื่อความถูกต้องของปัญญา ที่กล่าวไว้เป็นหลัก ก็ว่า ปัญญาที่ถึงที่สุดแล้วย่อมเห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตาของสิ่งทั้งปวง; เห็นสุญญตา คือความไม่มีตัวตนของสิ่งทั้งปวง, แล้วก็เห็นวิธีที่จะทำให้จิตไม่ผูกพันกับสิ่งใด ไม่ไปหลงรักหลงเกลียดหลงชังในสิ่งใด, ก็เลยไม่มีความทุกข์.
ปฏิบัติตามสิกขา ๓ แล้วจะได้รับปริญญา
เมื่อศีลสิกขาดีแล้ว ก็ส่งเสริมให้จิตสิกขาดียิ่งขึ้นไป, จิตตสิกขาดีแล้ว ก็ส่งเสริมปัญญาสิกขาให้ยิ่งขึ้นไป, ปัญญาสิกขาดีแล้ว ก็ทำให้หลุดพ้นจากอาสวะหรือสิ้นกิเลส, สิ้นกิเลส ตอนนี้รับปริญญา.
ปัญญาสิกขาที่อบรมดีแล้ว ก็มีผลทำให้สิ้นราคะ สิ้นโทสะ สิ้นโมหะ, ความสิ้นสามอย่างนี้ พระพุทธเจ้าท่านตรัสเรียกว่าปริญญา ปริญญา. ปัญญา แปลว่า รู้ทั่ว, ปริญญา แปลว่า รู้รอบ; ปริ น่ะรอบ รอบจบรอบด้าน, รอบด้าน, ปริ แล้วก็ ญา ก็คือรู้. เดี๋ยวนี้ความรู้ของปัญญาขึ้นมาถึงขนาดที่เรียกว่า รู้รอบไปหมด ไม่ยกเว้นอะไร; แต่เล็งถึง สิ่งที่ควรจะรู้อย่างยิ่ง คือรู้ความสิ้นราคะของตน รู้ความสิ้นโทสะของตน รู้ความสิ้นโมหะของตน เพราะอำนาจของสิกขา ๓ ที่ได้ประพฤติปฏิบัติมาเป็นอย่างดี จนรู้วิธีทำให้สิ้นราคะโทสะโมหะ, ปัญญารู้ทั่วที่ควรจะรู้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งรู้เรื่องราคะ โทสะ โมหะ ว่า เป็นอย่างไร, และจนกระทั่งรู้จักทำให้สิ้นสุดไป เรียกว่าสิ้นอาสวะ.
ทบทวนระบบการเกิดของกิเลส
นี่ของกล่าวทบทวนข้อนี้อีกทีหนึ่ง ว่า คนเราเกิดมาจากท้องแม่ไม่มีความรู้อะไรติดมาเลย; แต่มันมี อาตยนะ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ติดมา สำหรับรับอารมณ์ คือ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธัมมารมณ์. เมื่ออายตนะภายใน เช่นตาเป็นต้น. ถึงกันเข้ากับอายตนะภายนอก มีรูปเป็นต้น มันก็เกิดวิญญาณทางตา ทำหน้าที่เห็นรูปนั้นอยู่เรียกว่า ผัสสะ เพื่อมีผัสสะก็ต้องมีผลของผัสสะ คือเวทนา, คือสบายหรือไม่สบายเป็นสุขหรือเป็นทุกข์ ทีนี้เมื่อรู้สึกว่าไม่สบายเป็นที่พอใจ มันก็มีความรักอยากจะได้ อยากจะเอา อยากจะยึดครอง; ถ้ามันได้พบไม่น่ารักไม่น่าพอใจ มันก็เกิดความโกรธ ความขัดแค้น อยากจะทำ8ลายเสีย ถ้าเวทนาที่ไม่แน่ว่าเป็นสุขหรือเป็นทุกข์ มันก็มีความสงสัยเหลืออยู่เป็นโมหะ,เป็นโมหะ
เมื่อทารกเกิดมาในโลกแล้ว ได้รับอารมณ์เป็นที่พอใจ ก็สอนให้เกิดราคะหรือโลภะ, เพื่อได้ไม่เป็นที่พอใจ ก็สอนให้เกิดโทสะหรือโกธะ, เมื่อไม่แน่ว่าเป็นที่พอใจหรือไม่พอใจมันก็ให้เกิดโมหะ. ราคะ โทสะ โมหะจึงตั้งต้นขึ้นมาในจิตของเด็กๆ แล้วก็เติมโตขึ้นมาตามตัว จนเป็นผู้ใหญ่ ก็มีราคะ โทสะ โมหะ สมบูรณ์มั่นคงแข็งแรง.
ที่นี้เรื่องของกิเลสนั้นมันมีอยู่อย่างนี้ ว่า ถ้าเกิดกิเลส ประเภทราคะหรือโลภะครั้งหนึ่ง, มันก็เก็บไว้เป็นอนุสัย ชื่อว่าราคานุสัย ไว้ในสันดาน ถ้ามันเกิดกิเลสที่เป็นโทสะหรือโกธะ คือไม่ชอบใจครั้งหนึ่ง, มันก็เกิด ปฎิฆานุสัย เก็บไว้ในสันดาน ถ้ามันได้อารมณ์ที่ไม่สุขไม่ทุกข์ มันก็เกิดอวิชชานุสัยไว้ในสันดาน. ที่เรียกว่าอนุสัยๆ อนุสัยเป็นผลของการเกิดกิเลส แล้วเหลือความเคยชินไว้ในสันดาน. ความเคยชินที่จะเกิดกิเลสอย่างนั้นอีกไว้ในสันดาน เรียกว่า อนุสัย ก็มีสามเหมือนกับกิเลส.
กิเลสราคะหรือโลภะก็มีราคานุสัยเก็บไว้ในสันดาน เกิดกิเลสประเภทราคะที่หนึ่ง ก็สร้างราคานุสัยไว้ในสันดานหน่วยหนึ่ง. เกิดกี่ครั้งๆ ก็สร้างไว้หน่วยหนึ่งๆ ที่มันเกิดมากครั้ง ก็สร้างราคานุสัยไว้ในสันดานมาก.
ถ้าเกิดโทสะหรือโกธะที่หนึ่ง มันก็เหลือ เป็นปฎิฆานุสัยไว้ในสันดานหน่วยหนึ่ง , เกิดทีหนึ่ง เหลือไว้หน่วยหนึ่ง เกิดทีหนึ่งเหลือไว้หน่วยหนึ่ง ในสันดาน, จึงเต็มไปด้วยปฎิฆานุสัยคือพร้อมที่จะโกรธ.
ทีนี้ถ้าว่ามันได้รับอารมณ์ที่ไม่สุขไม่ทุกข์ แต่เป็นที่ตั้งแห่งความยึดถือ มันก็คือโมหะ มันก็ หลงใหล อย่างนี้ เรียกว่า อวิชชานุสัย, ถ้าเราโง่ทีหนึ่ง ความโง่นั้นดับไปแล้ว มันก็เหลืออวิชชาเก็บไว้หน่วยหนึ่งในสันดาน,
นี่เรียกว่ากิเลสเกิดขึ้นแล้ว จะเหลือความเคยชินแห่งกิเลสไว้ในสันดาน เรียกว่า อนุสัย ราคะให้เกิดราคานุสัย โทสะให้เกิดปฎิฆานุสัย, โมหะให้เกิดอวิชชานุสัย. เรามีกิเลสทีหนึ่งก็เก็บอนุสัยไว้หน่วยหนึ่ง, แล้วอนุสัยนั้นก็เก็บไว้มาก เก็บไว้มาก แล้วมันก็อัดๆ อัดมากอัดตัวมากพร้อมที่จะไหลออกมา ที่พร้อมที่จะไหลออกมา นี่เรียกว่าอาสวะ เหมือนเราตักน้ำใส่ตุ่ม ที่มีรูรั่วนิดหนึ่ง ใส่ลงไปมากเข้ามากเข้าเต็มมากเข้า ที่จะดันออกมาทางรูรั่วนั้นมันก็แรงเข้าแรงเข้า อย่างนี้ อนุสัยที่เก็บไว้มากเข้าๆ มันก็มีกำลังที่จะไหลออกมาเป็นกิเลสอีก เรียกว่าอาสวะนี่มากเข้าๆ.
ฉะนั้น กิเสลก็คือการเกิดกิเลสครั้งแรก การเกิดกิเลสครั้งหนึ่ง ก็เหลืออนุสัยไว้ในสันดานหน่วยหนึ่ง ตามชื่อของกิเกสนั้นๆ ครั้น อนุสัยนั้นมากเข้าๆ มันก็ดันออกจะดันออกมา ก็เรียกว่า อาสวะ พร้อมที่จะดันออกมาเป็นกิเลสตามชุดของมัน ราคานุสัยมันก็ก็ดันออกมา สำหรับจะเกิดกิเลสประเภทราคะ ปฎิฆานุสัย มันก็สำหรับจะให้ดันไหลออกมา เป็นกิเลสประเภทโทสะ อวิชชานุสัยมันก็เป็นเหตุสำหรับจะให้ไหลออกมาเป็นโมหะ.
ต้องรอบรู้ทุกอย่างเกี่ยวกับการกิเลส.
ทีนี้มันมีต่อไปว่า ถ้าเราบังคับไว้ได้ เช่นมันจะเกิดราคะนี่ บังคับไว้ได้ไม่ให้เกิด มันก็จะลดราคานุสัยเสียหน่วยหนึ่ง ทุกทีที่บังคับไว้ได้. นี่อนุสัยนั้นจะลดลง,ลดลง ทุกครั้งที่บังคับไว้ไม่ให้เกิดกิเลสใดๆ ได้, บังคับไว้ไม่ให้เกิดราคะก็ลดราคานุสัย บังคับไว้ไม่ให้เกิดโทสะก็ลดปฎิฆานุสัย. บังคับไม่ให้เกิดโมหะ ไม่ให้โง่ มันก็ลดอวิชชานุสัยนี่.
ทีนี้เราก็ทำชนิดที่บังคับไว้ ให้อยู่ในความถูกต้องไม่เกิดกิเลส ไม่เกิดกิเลส อนุสันก็ลดลงๆ ไม่มีสำหรับจะดันออกมาเป็นอาสวะ มันก็เป็นการสิ้นอาสวะ เพราะสิ้นอนุสัย เพราะสิ้นก็เลส. นี่เรียาว่าความสิ้นไปแห่งกิเลสเป็นชุดกันเลย เพราะว่ากิเลสนี้มันเป็นชุด สามอย่างนี้ ราคะ โทสะ โมหะ มีวิธี การกระทำ เป็นอยู่ โดยไม่ให้เกิดกิเลสอยู่เรื่อยไป ก็ลดอนุสัยและสิ้นอาสวะ.
ทีนี้เราจะต้องรอบรู้ว่า กิเลสนี้เป็นอย่างไร จะเกิดอย่างไร จะไม่เกิดอย่างไร อะไรเป็นสมุทัยของกิเลส รอบรู้ทุกอย่างที่เกี่ยวกับกิเลส นี่ด้วยอำนาจของปัญญา ก็สามารถที่จะจัดจะทำ ให้อนุสัยลดลงๆๆ จนไม่ไหลออกมาเป็นกิเลส ก็คือความสิ้นไปแห่งกิเลส สิ้นไปแห่งราคะ สิ้นไปแห่งโทสะ สิ้นไปแห่งโมหะ นี้เรียกว่าปริญญาแปลว่าสิ่งที่ควรรอบรู้อย่างยิ่ง.
สิ่งที่ควรรอบรู้อย่างยิ่ง สำหรับคนมนุษย์เรานี่ คือความสิ้นราคะ ความสิ้นโทสะ ความสิ้นโมหะ, สิ่งอื่นๆ ไม่น่ารู้ ไม่ต้องรอบรู้ ไม่มีประโยชน์อะไร สิ่งที่ควรจะรู้ และรอบรู้ที่สุด ก็คือรู้ความสิ้นราคะ ความสิ้นโทสะ ความสิ้นโมหะ.
ฉะนั้น ใครรู้ความสิ้นราคะ สิ้นโทสะ สิ้นโมหะของตน คนนั้นคือได้รับปรัญญาของพระพุทธเจ้า, เรียกว่าปรัญญาของพระพุทธเจ้า ซึ่งท่านตรัสว่าปรัญญามีสาม สามคืออะไร ? สามคือความสิ้นไปแห่งราคะ,ความสิ้นไปแห่งโทสะแห่งโทสะ ความสิ้นไปแห่งโมหะ นี้คือปริญญาสาม ปริญญาของพระพุทธเจ้า.
สิ้นกิเลสแล้วก็เป็นพระอรหันต์
สาวกของพระองค์ก็ศึกษาสิกขาทั้งสาม ศึกษาสิกขาทั้งสาม คือศีล สมาธิ ปัญญา แล้วก็เกิดผลของการศึกษาขึ้นมา เป็นปริญญา คือรู้ว่าราคะสิ้นแล้ว รู้ว่าโทสะสิ้นแล้ว รู้ว่าโมหะสิ้นแล้ว นี้คือปริญญาและได้รับปริญญาเป็นไปในตัวเอง เห็นเองด้วยตนเอง เสร็จตามธรรมชาติ ไม่ต้องมีใครมาแจกกระดาษปริญญาให้ เพราะว่าปริญญานี้ มันไม่อาจจะทำเป็นแผ่นกระดาษ มันเป็นเรื่องของนามธรรม เป็นเรื่องของจิตใจ เป็นสันทิฎฐิโก รู้ได้ด้วยตนว่ามีกิเลสหรือไม่มีกิเลส รู้ได้ด้วยตนว่ากิเลสสิ้นแล้วหรือกิเลสยังอยู่.
ขอให้รู้ไว้ว่า ในพระพุทธศาสนานี้ก็มีการศึกษา และก็มีการรับปริญญา อย่างที่กล่าวมานี้ ปริญญาคือสิ้นราคะ สิ้นโทสะ สิ้นโมหะ นั้นแหละเป็นผลของการปฎิบัติในสิกขาทั้ง 3 ด้วยตนเอง โดยตนเอง เพื่อตนเอง. สิ้นกิเลสโดยประการทั้งปวงอย่างนี้แล้ว เขาก็เรียกว่าบุคคลจบการศึกษา วุสิต พร๔หม๔จริย พรหมจรรย์นี้อยู่จบแล้ว คือจบการศึกษา จบการศึกษาเมื่อสิ้นราคะ เมื่อสิ้นโทสะ เมื่อสิ้นโมหะ รู้อยู่แก่ใจเองทั้งนั้น ไม่ต้องมีคนอื่นมาเกี่ยวข้อง ดังนั้นจึงไม่ต้องรับปริญญาจากใคร หรือแม้จากพระพุทธเจ้า แต่ว่าพระพุทธเจ้าก็ได้ทรงสอน ได้แนะได้ชี้ทางให้ สำหรับคนนั้นจะทำปริญญา ให้เกิดขึ้นมาแก่ตัวเอง เพี่อตัวเอง โดยตนเอง แล้วเราก็เรียกกันโดยสมมติบัญญัติ ว่าพระอรหันต์.
ถ้าสิ้นกิเลสโดยประการทั้งปวง อย่างนี้แล้ว ก็เรียกว่าพระอรหันต์. ถ้าสิ้นยังไม่ถึงที่สุด สิ้นบางส่วนก็เป็นพระอริยบุคคลที่รองๆ ลงมา, เช่นเป็นอนาคามี เป็นสกิทาคามี เป็นพระโสดาบันเป็นต้น. พระโสดาบันก็นับเนื่องอยู่ในฝ่ายที่เป็นปริญญา, แม้ยังไม่จบ ไม่จบปริญญาก็เป็นที่แน่ว่าจะจบปริญญา, เขาจึงจัดพระโสดาบันไว้ในฐานะ เป็นพระอริยบุคคลขั้นแรก, แน่นอนว่าจะสิ้นกิเลสหรือเป็นพระอรหันต์.
ละโมหะแล้วก็เป็นพระอริยะ.
โสดาบัน ก็แปลว่า ถึงกระแสแห่งปริญญา, ถึงกระแสแห่งนิพพาน คือถึงกระแสแห่งปริญญา. พระโสดาบันนั้นจะสิ้นราคะ สิ้นโทสะ สิ้นโมหะ ในวันหนึ่งข้างหน้า, เดี๋ยวนี้ก็เตรียมสิ้นโมหะ. พระโสดาบันนี้ละกิเลสประเภทโมหะ เป็นเบื้องต้นเป็นเบื้องหน้า คือละสักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพัตตปรามาส, สามอย่างนี้เป็นประเภทโมหะ, ส่วนประเภทกาม กามราคะ หรือปฏิฆะนั้นยังพอมีอยู่, แต่เพราะสิ้นกิเลสประเภทโมหะ สามอย่างข้างต้น,สิ้นสักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพัตตปรามาสแล้ว มันแน่ มันแน่ แน่นอนที่สุดว่าจะต้องสิ้นต่อไปตามลำดับๆ จนสิ้นกิเลส ทุกอย่างไม่มีเหลือ.
นี้เราก็จะไว้ค่อยศึกษากันเรื่อยๆ ไป, พระโสดาบันละกิเลสอะไรได้, พระสกิทาคามีละกิเลสอะไรได้ พระอนาคามีละกิเลสอะไรได้, แต่โดยเค้าเงื่อนแล้ว ก็เริ่มละประเภทโมหะก่อน.
สักกายทิฏฐิ คือความเห็นว่าเป็นตน, อะไรๆ ที่มันชวนให้เห็นว่าเป็นตน ก็เห็นว่าเป็นตน, นี้เรียกว่าสักกายทิฏฐิ ก็ละเสีย.
วิจิกิจฉา คือความไม่แน่ใจ ลังเลสงสัยในการปฏิบัติตน หรือสงสัยในพระธรรม ว่าจะดับทุกข์ได้จริงหรือไม่ ? หรือสงสัยในอะไรๆ ที่มันเป็นที่ตั้งแห่งการปฏิบัติเพื่อดับทุกข์, ถ้ายังมีความสงสัยอย่างนี้อยู่ ยังเป็นพระโสดาบันไม่ได้. ต้องแน่ใจในพระพุทธ ในพระธรรม ในพระสงฆ์ ในศีล ในสมาธิ ในปัญญา มีความแน่ใจ ไม่ลังเลสงสัยต่อสิ่งเหล่านี้ ก็เริ่มถึงกระแส, เป็นองค์ประกอบองค์หนึ่งของผู้ถึงกระแส.
แล้วสีลัพพัตตปรามาส ข้อที่ ๓ นั้น ไม่ได้ประพฤติผิดงมงาย จนผิดวัตถุประสงค์อันแท้จริงของวัตรปฏิบัตินั้นๆ. คนธรรมดาปุถุชน เขารักษาศีล ก็ไม่ได้มุ่งหมายประโยชน์ของศีลโดยแท้จริง คือกำจัดกิเลส, เขารักษาศีลเพื่อไปสวรรค์เป็นต้น. รักษาศีลเพื่อจะเด่นจะดี จะวิเศษมีฤทธิ์อิทธาเป็นต้น ถือปฏิบัติวัตรใดๆ โดยไม่ถูกต้องตามความมุ่งหมายแม้จริง ของวัตรปฏิบัตินั้นๆ จึงปฏิบัติงมงาย. งมงายไปทุกอย่าง นี้เป็นสีลัพพัตตปรามาส ซึ่งมีอยู่มากแหละในประชาชนคนเรานี้.
เช่นทำทาน หรือให้ทานนี้ ก็ไม่ได้คิดว่าเพื่อจะกำจัดกิเลสประเภทโลภะดอก, ทำทานแลกเอาสวรรค์, ทำบุญหนึ่งบาทเอาวิมานหนึ่งหลัง, ตักบาตรช้อนหนึ่งเอาวิมานหลังหนึ่ง, อย่างนี้มันผิดหลีกอันแท้จริงของวัตรปฏิบัตินั้นๆ .
หรือเขารักษาศีล ก็เพื่อรักษาศีล ก็เพื่อเป็นผู้พิเศษ วิเศษอะไรไปดี ไปเด่นไปรวยไปสวย เป็นบุญเป็นเรื่องรวยเรื่องสวยไปทางโน้น, ไม่ได้ว่ารักษาศีลนี้เพื่อกำจักกิเลสในส่วนกายวาจก เป็นต้น.
ถ้าเขาทำสมาธิ เขาทำเพื่อจะเห็นนรกเห็นสวรรค์ มีฤทธิ์เดชมีปาฏิหาริย์ ไม่ได้ทำสมาธิ เพื่อให้จิตเหมาะสมที่จะรู้สิ่งทั้งปวงตามที่เป็นจริง, วิปัสสนาของเขาจึงเป็นเรื่องดับทุกข์. นั่นเรียกว่าไม่ถูกต้อง ตามความมุ่งหมายของข้อวัตรปฏิบัตินั้นๆ ก็เรียกว่าสีลัพพัตตปรามาส คือ ลูบ คลำศีลและพรต ให้กลายเป็นของสกปรกไป.
ศีลและวัตรนี้เป็นข้อปฏิบัติ เพื่อให้เกิดความสะอาด สว่าง สงบ. ทีนี้คนโง่เหล่านี้ เขาไม่ได้มุ่งหมายอย่างนั้น. เขามุ่งหมายเพื่อจะได้สิ่งที่กิเลสของเขาต้องการ. กิเลสของเขาต้องการจะได้อะไร เขาก็สนองกิเลสนั้นๆ ด้วยการประพฤติปฏิบัติที่ว่า จะได้มาซึ่งเหยื่อของกิเลสนั้นๆ เมื่อเป็นอย่างนี้มันก็ไม่ละกิเลส.
ผู้ที่ละสักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพัตตปรามาส ได้นั้น เป็นผู้แรกถึงกระแสแห่งปริญญา, กระแสแห่งความหมดกิเลส คือพระนิพพาน, เป็นผู้แรกถึงกระแสแห่งความสิ้นกิเลสหรือนิพพาน เรียกอย่างเป็นคำอุปมา ก็ว่าเป็นผู้มาถึงประตูแห่งอมตะ. นี่ในบาลีมี อมตทวาร อาหจ๔จ - มาอยู่จดประตูแห่งอมตะ, อมตะนี้คือนิพพาน. พระโสดาบันเป็นผู้มาจดประตูแห่งอมตะ อย่างนี้เป็นต้น, ก็แปลว่าไม่ถอยหลังเรียกว่า นิยโต - เป็นผู้เที่ยงแท้, ไม่มีการเวียนกลับเป็นธรรมดา. นี่จุดตั้งต้นของความสิ้นกิเลส.
เป็นพระโสดาบันแล้ว ก็ปฏิบัติศีล สมาธิ ปัญญา ให้ยิ่งขึ้นไป. การศึกษาไม่มีอย่างอื่น ศึกษาเพื่อให้เป็นพระโสดาบันก็ศีล สมาธิ ปัญญา, ครั้นเป็นพระโสดาบันแล้ว ก็ศึกษาศีล สมาธิ ปัญญา ยิ่งๆ ขึ้นไป เพื่อเป็นพระสกิทาคามี, เป็นแล้วก็ศึกษาศีล สมาธิ ปัญญา ยิ่งๆ ขึ้นไป เพื่อเป็นพระอนาคามี, ศึกษาศีล สมาธิ ปัญญายิ่งขึ้นไป เพื่อเป็นพระอรหันต์. มาถึงตอนนี้มันสิ้นกิเลส มันจบการศึกษา. พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว. ไม่ต้องศึกษาอะไรต่อไป เพราะไม่มีอะไรจะให้ศึกษาอีกต่อไป. เพราะมันถึงที่สุดแห่งการศึกษา เรียกว่า ได้รับปริญญา คือความสิ้นราคะ, ความสิ้นไปแห่งโทสะ, ความสิ้นไปแห่งโมหะ.
จบสิกขา ๓ ก็รับปริญญา.
รับปริญญาด้วยตัวเอง ก็คือรู้อยู่แก่ใจของตนเอง ว่าความสิ้นราคะ สิ้นโทสะ สิ้นโมหะ, นี้เป็นอย่างนี้. นี้เรียกว่ารู้สิ่งที่ควรรู้ ครบถ้วน หมดจดสิ้นเชิง สมกับคำว่าปริญญา คือรู้อย่างรอบ รู้รอบต่อสิ่งที่ควรรู้. แล้วมันไม่มีค่าอะไรดีกว่า สูงกว่า แปลกกว่าความสิ้นไปแห่งกิเลส, แล้วก็รู้รอบ นี้หมายความว่า รู้สึกอยู่ด้วยใจของตนเอง ท่านจึงเป็นผู้ได้รับปริญญา ตามกรรมวิธีของธรรมชาติ ไม่ใช่รับปริญญากระดาษ ที่เขารับๆ กันอยู่.
นี่อย่าเข้าใจว่าเป็นเรื่องแกล้งพูดเอาเอง ในพระบาลี ในพระพุทธศาสนา มีเรื่องการศึกษา ๓ อย่าง คือ ศีลสิกขา สมาธิสิกขา ปัญญาสิกขา. ครั้นศึกษาสิกขา ๓ อย่างนี้ จบแล้วก็ได้รับปริญญา ซึ่งพระพุทธเจ้าตรัสเองเรียกเอง เรียกว่าปริญญา ๓ , ความสิ้นราคะ ความสิ้นโทสะ ความสิ้นโมหะก็ไดัรับปริญญา, แต่ไม่ใช่รับแผ่นกระดาษ, ได้รับความสิ้นกิเลส.
ก็อยู่อย่างเป็นผู้ไม่มีกิเลส ไม่มีความทุกข์ จึงเรียกว่าเป็นอีกโลกหนึ่ง. เป็นอีกโลกหนึ่ง โลกของผู้ไม่มีกิเลส โลกของผู้ไม่มีความทุกข์. แม้ว่าร่างกายนี้จะอยู่ในโลกนี้ แต่จิตใจอยู่ในโลกอื่น. คือโลกที่เหนือโลก. จิตใจลุถึงความอยู่เหนือโลก เรียกว่า-โลกุตตระ, ได้รับปริญญานี้แล้วก็อยู่ในโลกุตตระ, เป็นภาวะชนิดที่เป็นโลกุตตระ ไม่ใช่เกิดคนสัตว์บุคคลตัวเราเขาอะไรขึ้นมา, เพียงแต่ว่าจิตนี้มันเปลี่ยนสภาพ เป็นจิตชนิดที่อะไรปรุงแต่งไม่ได้อีกต่อไป. วิสงฺขารคตํ จิตฺตํ - เป็นจิตที่อะไรปรุงแต่งให้เกิดกิเลสไม่ได้อีกต่อไป, ตาจะเห็นรูป หูจะได้ฟังเสียง จมูกจะได้กลิ่น สิ้นจะได้รส กายจะได้สัมผัสผิวหนัง ใจได้ธัมมารมณ์อะไรก็ตาม ไม่รับอารมณ์อย่างนี้ เพราะไม่มีวิชชามันก็เกิดกิเลส, กิเลสปรุงแต่งจิตนั้นแหละ จนเป็นทุกข็ ได้เป็นทุกข์, จิตนั้นยังเป็นจิตที่กิเลสยังปรุงแต่งได้. ทีนี้ก็มาศึกษาศีลสมาธิปัญญา ถึงที่สุดแล้ว จิตเห็นสิ่งทั้งหลายทั้งปวง ตามที่เป็นจริงด้วยปัญญาอันสูงสุดแล้ว, จิตมันเปลี่ยนเป็นจิตที่อะไรปรุงแต่งไม่ได้, เรียกว่า จิตหลุดพ้นจากการปรุงแต่ง, มีการปรุงแต่งสงบรำงับไปโดยสิ้นเชิง ก็เรียกว่าจบการศึกษา โดยการรับปริญญาของธรรมชาติ, ของธรรมะตามธรรมชาติ แล้วก็ไม่มีทุกข์ ตามธรรมชาติอีกต่อไป.
ขอให้จำใจความเอาไปสังเกตศึกษาดูเอาเอง ว่ามีการศึกษาในพระพุทธศาสนา แล้วก็มีการรับปริญญาในพระพุทธศาสนา มีลักษณะดังที่กล่าวมา. ขอให้พยายามเพื่อจะรับปริญญานั้นบ้าง, แม้ไม่ใช่ขั้นสุดยอด ขั้นรองๆ ลงมาก็ยังดี, ก็จะไม่เสียทีที่เกิดมาเป็นมนุษย์ และพบพระพุทธศาสนา.
เอาละ, วันนี้จบแล้ว อย่าให้เสียทีที่เกิดมาเป็นมนุษย์ และพบพระพุทธศาสนา.
เอ้า, ขอยุติการบรรยายวันนี้ไว้เพียงเท่านี้.