ญาติโยมพุทธบริษัททั้งหลาย
เรื่องสืบอายุพระศาสนานี้ ผมจะพูดกับผู้เป็นเจ้านาคที่จะบวชเป็นพระทุกคราวไป ขอให้บวชเป็นการปฏิบัติของตน เป็นการแทนพระคุณบิดามารดา แล้วก็ให้เป็นการสืบอายุพระศาสนา บวชได้กี่วันกี่เดือนก็ตามใจ ให้มันเป็นการสืบอายุพระศาสนาเสมอไป บวชตลอดไปก็สืบตลอดไปจนสิ้นชีวิต แต่ถ้าบวชได้เพียงปีเพียงเดือน ก็สืบตามจำนวนปีตามจำนวนเดือน ขอให้การบวชนั้นเป็นการสืบอายุพระศาสนาด้วย
เป็นอันว่า ผู้จะบวชเพียงพรรษาเดียว ก็เป็นการสืบอายุพระศาสนา มีหน้าที่สืบอายุพระ ศาสนา หมายความว่าเขาบวชจริง เรียนจริง ปฏิบัติจริง ได้รับผลจริง ก็เป็นการสืบอายุพระศาสนา สอนต่อไปจริง นี่คำว่าสืบอายุพระศาสนามีใจความสำคัญอย่างนี้ เป็นข้อแรก
ทีนี้ก็จะพูดให้มันหมดจดสิ้นเชิงว่า ให้ทุกคนนี้สืบอายุพระศาสนาได้ด้วยกันทั้งนั้น แม้ไม่ใช่เป็นผู้บวช บวชเป็นภิกษุ ภิกษุณี อะไรนี้ ก็ให้เป็นการสืบอายุพระศาสนาได้ด้วยกันทั้งนั้น แม้ที่สุดแต่จะเป็น อุบาสกอุบาสิกา เพราะว่าการสืบอายุพระศาสนานั้น มันไม่ได้มีแต่การเรื่องการเผยแผ่สั่งสอนอย่างเดียว มันต้องกินความไปถึงการช่วยเหลือให้ทำอย่างนั้นด้วย ถ้าไม่มีการช่วยเหลือให้ทำอย่างนั้น มันก็ไม่มีการเผยแผ่ ไม่มีผู้ที่รอดชีวิตอยู่สำหรับเผยแผ่ ฉะนั้น การที่จะช่วยให้ผู้เรียน ผู้บวช ผู้เผยแผ่ทำไปได้ มันก็ต้องมีการช่วยให้มีชีวิต นี่จึงขอให้มองลงไปถึงผู้ที่ช่วยทุกระดับเลย
อย่างนี่ เรามีงานเผยแผ่พระศาสนาเป็นหลัก ก็เป็นการสืบอายุพระศาสนา แต่ถ้าเมื่อมองดูว่า ที่นี่มันจะอยู่ได้อย่างไร จะตั้งอยู่ได้อย่างไร มันก็ต้องมีเรื่องที่อยู่ที่อาศัยเรื่องอาหารการกิน เพราะฉะ นั้นผู้ที่ช่วยเหลือในเรื่องนี้ ก็เท่ากับมีส่วนช่วยสืบอายุพระศาสนาด้วยเหมือนกัน แม้ว่ามันจะเป็นโดยอ้อม จึงขอพูดให้หมดกระแสความเอาเสียเลยว่า ทุกคนที่ร่วมมือกันในส่วนใดส่วนหนึ่งก็ตาม มีส่วนสืบอายุพระศาสนาด้วยกันทั้งสิ้น
เหมือนกับว่า การรบทัพจับศึกก็มีกองทัพ มันก็ต้องมีกองอาหาร กองเสบียง กองหนุน กองอะไรต่างๆ กองทัพมันจึงตั้งอยู่ได้ นี่การเผยแผ่พระศาสนานี่ก็เหมือนกัน มันต้องมีสำนักงาน ต้องมีที่อยู่อาศัย มีเครื่องใช้ไม้สอย มีอาหารการกิน ทำให้การเผยแผ่พระศาสนามีอยู่ได้ เป็นการสืบอายุพระศาสนา เพราะฉะนั้น เราจะต้องยอมรับว่า ผู้ที่ช่วยเหลือในเรื่องที่อยู่ที่อาศัย ให้มันมีที่อยู่อาศัย กระทั่งว่าให้มันมีน้ำใช้ ให้มีไฟใช้ อะไรก็ตาม กระทั่งว่า แม่ครัว ที่จะรับผิดชอบในเรื่องอาหารการกิน มันก็เป็นการช่วยสืบอายุพระศาสนา แม้ว่าจะเป็นโดยอ้อม มีบุคคลผู้ช่วยเหลือในการสร้าง ในการรักษาสถานที่ สิ่งของ รักษาการกระทำที่กระทำสืบๆ กันมา ให้มันเป็นไปอย่างถูก ต้องครบถ้วน แม้แต่คนช่วยตีกลองตีระฆังนี้ ก็ยังมีส่วนช่วยในการสืบอายุพระศาสนา
ถ้าว่าจะเล็งไปถึงว่าการช่วยรักษาทรัพย์สมบัติสิ่งของมันก็ต้องเล็งไปถึงสุนัขและแมว สุนัขมัน ช่วยเฝ้าขโมยรักษาทรัพย์สมบัติเกี่ยวกับการเผยแผ่พระศาสนา แมวมันก็ช่วยป้องกันหนู คราวหนึ่งเรา ไม่มีแมวเลย เสียหายมากเสียหายมากมายทีเดียว หนังสือหนังหานี่ถูกกัดกระจุยกระจายไปหมด สุนัขและแมว มันยังช่วยคุ้มครองป้องกัน วัตถุสิ่งของที่จะช่วยให้ตั้งอยู่ได้ ในการสืบอายุพระศาสนา
เอ้า ทีนี้ก็จะเลยไปถึง ไก่ ไก่มันช่วยอะไรได้บ้าง มันช่วยมากนะ คุณไม่รู้ แรกไม่มีไก่นี้ลำ บากด้วยปลวก ปลวกเต็มไปหมด พอค่ำลงอย่างนี้ เดินไปกุฏิมันกัดเลือดไหลเลยมันเป็นปลวกชนิดตัว ใหญ่หัวแข็ง กัดเลือดไหล ไก่มันช่วยกันจัดการ เดี๋ยวนี้ไม่เห็นหน้าเลย นก มันก็ ช่วยปราบปรามสิ่งที่จะทำลายต้นไม้ ลองไม่มีนก หนอนก็กินใบไม้เหล่านี้หมดก็เลยอยู่กันไม่ได้
คิดดูซิว่าเราจะยอมรับลงไปได้ถึงไหน ทุกคนทีมาช่วยกันทำหน้าที่ ปัดกวาดดูแลรักษาความสะอาด แล้วคนที่มีหน้าที่เกี่ยวกับข้าวปลาอาหาร กระทั่งถึงสุนัขและแมว ไก่และนก มันก็มีส่วนช่วยให้วัดนี้ ตั้งอยู่ได้ เพื่อให้การเผยแผ่มันมีอยู่ได้ คิดกันถึงอย่างนี้จะดีไหม ใครจะไม่คิดก็ตามใจ แต่ผมคิด เพราะฉะนั้น จึงขอแสดงความขอบคุณ อนุโมทนา ขอบคุณทุกคน ทุกท่าน ทุกผู้ทุกนาม ที่ช่วยให้มีการเป็นอยู่ได้ ในเรื่องอาหารการกิน ในเรื่องสถานที่ รักษาความสะอาด ทุกอย่างทุกหน้าที่ได้รับ การกระทำให้มันเป็นอยู่ได้ ตลอดถึงสุนัขและแมว ไก่และนก มันช่างเป็นเพื่อนเกิด แก่ เจ็บ ตายกันเสียจริงๆ แล้วมันยังช่วย ช่วยในการให้สืบอายุพระศาสนาได้ให้กิจกรรมของวัดนี้ มันมีลักษณะที่เป็นการ สืบอายุพระศาสนาอยู่ได้ นี่ว่าโดยทางวัตถุ
ถ้าว่าโดยทางนามธรรมแล้ว มันยังมากกว่านั้นอีกมาก ที่จะต้องระลึกนึกถึงว่า เราจะ ต้องช่วยกันประพฤติปฏิบัติ ช่วยกันศึกษาเล่าเรียน แล้วช่วยกันศึกษาปฏิบัติ ให้ได้รับผลของการปฏิบัติ แล้วก็เผยแผ่ต่อๆ ไป นั่นแหละเป็นตัว สืบอายุพระศาสนาในส่วนนามธรรม ก็ต้องมี
ทีนี้ ขอให้นึกให้ไกล ไปถึงว่า สืบกันมาอย่างไร พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ ได้สืบพระพุทธศาสนาต่อๆ กันทุกๆ พระองค์ พูดอย่างนี้ บางคนจะไม่มองเห็นไม่เห็นด้วย แต่ให้มองเห็นเถอะ ว่าพระพุทธเจ้าองค์ไหนก็สอนเรื่องเดียวกัน จะมีพระพุทธเจ้ากี่องค์ แล้วก็ห่างกันกี่อสงไขยปี กี่แสนปีกี่ล้านปีก็สุดแท้เถิด แต่ก็ท่านสอนเรื่องเดียวกัน ไม่แตกต่างกันเลย คือสอน เรื่องความทุกข์ กับความดับทุกข์ ขยายออกก็เป็นเรื่อง อริยสัจทั้งสี่ พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ สอนสืบกันมาอย่างเดียวกันหมดเลย นี่รักษาพระพุทธศาสนา สืบอายุพระศาสนา โดยพระพุทธเจ้าทุกพระองค์
เอ้า ทีนี้ก็จะมองให้ไกลไปกว่านั้นอีก ว่าก่อนที่จะมาถึงพระพุทธเจ้านั้น มันอยู่ที่ไหน นี้จะเป็น เหตุให้เข้าใจให้รู้จักพุทธศาสนาดียิ่งขึ้น คือ มันมีอยู่ในตัวธรรมชาติ ซึ่งเป็น ตัวของธรรมชาติ ตัวกฏของธรรมชาติ หน้าที่ตามกฏของธรรมชาติ คือมันมีอยู่ในตัวธรรมชาติ มันมีอยู่ตั้งแต่ครั้งกระไหนก็เหลือที่จะกล่าว จะเรียกว่าไม่จำกัดเวลาด้วยเหมือนกัน นี่พระพุทธเจ้าท่านค้นพบ เอามาสอน เพราะฉะนั้นสิ่งที่มันเร้นลับอยู่ในธรรมชาติ ที่ไม่มีใครรู้จัก ไม่มีใครเห็นมันก็ถูกเปิดเผยขึ้นมา พระพุทธเจ้าก็ตรัสว่า ตถาคตจะเกิดขึ้นก็ดี ไม่เกิดขึ้นก็ดี ธรรมธาตุนี้ก็มีอยู่อย่างนั้น กฏความจริงของธรรมชาติ ที่เป็นธรรมธาตุนั้นก็มีอยู่อย่างนั้น มีอยู่ในตัวธรรมชาติ
ก็แปลว่า ธรรมชาตินั่นเองมันสืบของมัน จะเป็นธรรมชาติยุคไหนสมัยไหน มันก็สืบข้อเท็จจริงอันนี้ สัจธรรมอันนี้ รักษากฏของธรรมชาติอันนี้ไว้ สืบต่อๆ กันมา ตลอดเวลาที่ธรรมชาติยังมีอยู่ เก็บไว้ในธรรมชาติ ซ่อนไว้ในธรรมชาติ จนกว่าพระพุทธเจ้าจะไปพบ ขุดพบขึ้นมา แล้วก็มาสอน แล้วก็สอนสืบๆ กันมา โดยพระพุทธเจ้าทุกๆ พระองค์ จนถึงพระพุทธเจ้าองค์สุดท้าย อย่างที่เรารู้จักกันนี้ แล้วก็มี พระสาวกสงฆ์สืบกันไว้ ในระหว่างนั้น ระหว่างที่จะมีพระพุทธเจ้าองค์อื่นองค์ใหม่ ในระหว่างศาสนาของพระพุทธเจ้าองค์หนึ่ง ก็มีสาวกสืบกันมา
ที่พูดมาถึงขนาดนี้ คือเป็นของธรรมชาติอย่างนี้ ก็เพื่อให้เราทุกคนรู้จักพุทธศาสนาของตนอย่าง แท้จริง ว่าพุทธศาสนานั้น เป็นเรื่องของธรรมชาติ เป็นเรื่องของกฏธรรมชาติ เรียกชี่อโดยเฉพาะว่า กฏอิทัปปัจจยตา ปฏิจจสมุปบาท ถ้าเดินมาทางนี้ก็เป็นทุกข์ เดินมาทางนี้ ก็ดับทุกข์ มันมีอยู่ในตัวธรรมชาติ นั่นแหละ พุทธศาสนาออกมาจากธรรมชาติ ไม่ใช่มนุษย์แต่งตั้ง พระพุทธเจ้าท่านก็ตรัสอย่างนี้ ว่าไม่ได้บัญญัติแต่งตั้ง เป็นแต่ค้นพบอันนี้ แล้วก็มาเปิดเผยมาแสดง นี่ให้รู้ไว้ว่าพุทธ ศาสนาเป็นอย่างนี้
ศาสนาอื่นเขาว่ามีพระเจ้า ที่เป็นบุคคลบัญญัติแต่งตั้งสั่งสอน เป็นศาสดา ก็ตามใจเขา ส่วนเรานั้นไปไกลจนถึงกับว่า มัน เป็นตัวธรรมชาติ เป็นของธรรมชาติ เป็นกฏของธรรมชาติ ธรรมชาติเป็นผู้กำหนด เป็นผู้รักษาไว้ เป็นผู้ควบคุมอยู่ นี่พุทธศาสนาไปไกลถึงอย่างนี้ ถ้ารู้จักพุทธศาสนาเพียงว่า พระสิทธัตถะได้ตรัสรู้ แล้วก็สอนอย่างนี้ก็รู้แค่หางอึ่ง ใช้คำที่มันหยาบคายสักหน่อย เพราะมันก่อนหน้านั้นมาก มันก่อน ก่อนไปไกลถึงพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ จนกระทั่งว่า ค้นพบออกมาจากธรรมชาติ มีอยู่ในธรรมชาติ มันสืบต่อกันมาโดยธรรมชาติ รักษากฏธรรมชาติอันนั้น ไว้ จนบอกไม่ได้ว่ามันมาตั้งแต่ครั้งไหน
ขอให้สนใจกันอย่างนี้ ว่าเมื่อจะต้องไปพูดจาโต้ตอบกับศาสนาอื่นนั้น ขอให้ยึดหลักอันนี้ไว้ ให้แม่นยำ ให้มั่นคง ว่าศาสนาพุทธนี้ ไม่ใช่บุคคลบัญญัติแต่งตั้ง ไม่ใช่พระเจ้าอย่างบุคคลบัญญัติแต่งตั้ง ซึ่งมันไม่ค่อยจะคงเส้นคงวา ถ้าสิ่งที่มีความรู้สึกอย่างบุคคลเป็นผู้แต่งตั้งแล้ว มันจะไม่คงเส้นคงวา มันโยกโย้มันสับเปลี่ยนได้ แต่ถ้ามันเป็นเรื่องของ ธรรมชาติโดยแท้จริงแล้ว มันคงเส้นคงวา มันเปลี่ยนแปลงไม่ได้ ฉะนั้น ขอให้ถือว่า หลักพุทธศาสนามั่นคงอย่างนี้ ลึกซึ้งอย่างนี้ แน่นอนเด็ดขาด ตายตัวอย่างนี้ เพราะว่ามันเป็นกฏของธรรมชาติ
เมื่อพูดถึงธรรมชาติ ก็พูดเลยไปได้อีกทางหนึ่งว่า มันจะตรงกับ กฏของวิทยาศาสตร์แห่งเหตุผล action and reaction มันเป็นกระแสแห่งเหตุผล กิริยาและปฏิกิริยา เป็นกระแส แห่งกิริยาและปฏิกิริยา ตามกฏของธรรมชาติ ตามกฏแห่งอิทัปปัจจยตา เป็นกระแสแห่งเหตุผล cause and effect เป็นกระแสอันไหลแน่นอนของ cause and effect คือเหตุและผล มี ลักษณะอาการเป็นกิริยา แล้วก็เกิดปฏิกิริยาไปตามลำดับ เป็นกิริยา เกิดปฏิกิริยา กลายเป็นกิริยา เกิดปฏิกิริยา กลายเป็นกิริยา เกิดปฏิกิริยา เป็นลำดับ ไม่มีที่สิ้นสุด นั่นแหละตัวพุทธศาสนา
พูดนี้ไม่ใช่ว่าจะยกตัวเอง จะข่มขี่ผู้อื่น จะยกศาสนาของตน จะข่มขี่ศาสนาของผู้อื่น ถ้าทำอย่างนั้นมันก็ไม่ถูกต้อง มันไม่ถูกต้อง แล้วมันไม่เป็นความจริง มันเป็นของธรรมชาติ ที่มีตายตัวมาอย่างนี้ ธรรมชาติได้สืบไว้ สืบไว้ จนบอกไม่ได้ว่านานเท่าไร ไม่มีใครรู้ ว่าธรรมชาติตั้งต้นเมื่อไร จะจบสิ้นเมื่อไร
พระพุทธเจ้าองค์แรกค้นพบ ก็มาสอน พระพุทธเจ้าองค์ที่สองค้นพบ ก็มาสอน พระพุทธเจ้าองค์ที่ สาม ที่สี่ ที่ห้า จะกี่สิบองค์ก็ตามใจ มาสอน ก็กลายเป็นเรื่องเดียวกัน เหมือนกับถ่ายเอกสาร ถ่ายก๊อปปี้เอกสารออกมาอย่างนั้นแหละ เรื่องทุกข์กับเรื่องดับทุกข์ทั้งนั้น ถ้าขยายออกเป็น ๔ ก็เรื่องทุกข์ เหตุให้เกิดทุกข์ ความดับแห่งทุกข์ แล้วก็ทางให้ถึงความดับแห่งทุกข์ เป็นเรื่องนี้เรื่องเดียว แล้วก็เหมือนกันทุกพระองค์ ถ้าเขียนเป็นตัวอักษรก็จะเหมือนกัน สำหรับคำสอนของพระพุทธเจ้า ทุกพระองค์
นี่ เราเรียกว่า พระพุทธเจ้าก็รับช่วงสืบสัจธรรมของธรรมชาติ มาจากธรรมชาติ แล้วก็มาสอน สอนเฉพาะส่วนที่มันดับทุกข์ได้ พระพุทธเจ้าท่านก็ตรัสว่า การตรัสรู้นั้นรู้มากหมดทั้งสิ้น เท่ากับใบไม้ทั้งป่า แต่เมื่อเอามาสอนมนุษย์ ก็สอนเท่ากับใบไม้กำมือเดียว คือไม่ต้องสอนเรื่องที่ไม่จำเป็น ไม่ต้องสอนเรื่องที่มันไม่เกี่ยวกับความดับทุกข์ จะสอนเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวกับความดับทุกข์เท่านั้น เรื่องนอกนั้นไม่ต้องสอน มันเป็นอภิธรรมเฟ้อ อภิธรรมเกิน ไม่ต้องเอามาสอน สอนในส่วนที่มันจะดับทุกข์ได้ เป็นอภิธรรมพอดี เป็นอภิธรรมแท้จริง เป็นปรมัตถ์ที่แท้จริง เอามาสอนแล้วก็ดับทุกข์ได้ เท่านี้ก็พอ แล้วก็สืบกันมาโดยสาวกของพระองค์ ซึ่งเราก็ได้เล่าได้เรียนเรื่องพุทธประวัติ เรื่องอนุพุทธประวัติ เรื่องสาวกของพระพุทธเจ้าได้สอนสืบต่อกันมาอย่างไร
นี่เรียกว่า สืบอายุพระศาสนา ทั้งในแง่ของปริยัติ คือ เป็นคำสั่งสอนที่บัญญัติขึ้นอย่างไร ในแง่ของการปฏิบัติ ที่ปฏิบัติสืบต่อกันมาอย่างไร สืบต่อในแง่ของปฏิเวธ คือได้รับผลอย่างเดียวกัน ไม่มีอะไรมากไปกว่า โสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี และอรหันต์ นี่ได้รับผลเป็นอย่างนี้มาตลอดเวลา และโดยเสมอกัน นี่เป็นการสืบอายุพระศาสนา ทั้งในส่วนปริยัติ ส่วนปฏิบัติ และส่วนปฏิเวธ จนกระะทั่งตกมาถึงยุคนี้ ยุคพวกเรา ซึ่งไม่มีใครคิดว่า มีพระอริยบุคคลเหล่านั้นเหลืออยู่ มันก็ต้องสืบกันไว้ ทั้งเรื่องปริยัติ ปฏิบัติ และให้เกิดปฏิเวธ โดยการปฏิบัติให้ถูกต้องแท้จริง
พระพุทธเจ้าได้ตรัสไว้ เมื่อใกล้จะปรินิพพานว่า ถ้าภิกษุเหล่านี้จักเป็นอยู่โดยชอบไซร้ โลกก็จะไม่ว่างจากพระอรหันต์ ถ้าภิกษุเหล่านี้จักเป็นอยู่โดยชอบไซร้ โลกจะไม่ว่างจากพระอรหันต์ "อิเม จ สุภทฺท สมฺมา วิหเรยฺยุํ อสุญฺโญ โลโก อรหนฺเตหิ อสฺส" บาลีว่าอย่างนี้ คือ ท่านตรัสกับสุภัททปริพาชกว่า ถ้าภิกษุเหล่านี้จักเป็นอยู่โดยชอบไซร้ โลกจะไม่ว่างจากพระอรหันต์ ฉะนั้น เราอย่าไปพูดกันเลยที่ว่า จะมีพระอรหันต์หรือไม่มี มีได้หรือไม่ได้ อย่าไปพูดให้เสียเวลา แล้วมันจะกลายเป็นคนโง่ พระพุทธเจ้าได้ตรัสไว้เองว่า ถ้าภิกษุเหล่านี้จักเป็นอยู่โดยชอบไซร้ โลกก็จะไม่ว่างจากพระอรหันต์
ทีนี้ ปัญหามันก็เหลืออยู่ว่า จะเป็นอยู่โดยชอบกันอย่างไรได้ มันก็ด้วยการสืบอายุพระศาสนาอีกนั่นแหละ เรียนให้ถูกต้อง ปฏิบัติให้ถูกต้อง แล้วก็ได้รับผลเป็นปฏิเวธที่ถูกต้อง มันก็เกิดอริยบุคคลขึ้นมา ฉะนั้น การเป็นอยู่โดยชอบ ของภิกษุทั้งหลายเหล่านี้ จะมีอยู่ได้เพราะว่ามีการเรียนถูกต้อง มีการปฏิบัติถูกต้อง มีการได้รับผลของทางปฏิบัติถูกต้อง
ฉะนั้น ขอให้สนใจ สนใจในการที่จะประพฤติกระทำกันอย่างนี้ เป็นการสืบอายุพระศาสนา อย่าให้มีสิ่งอื่นแทรกแซงเข้ามา มันจะทำลายความเป็นภิกษุเสียหมด ไม่เป็นภิกษุแล้วก็ไม่อาจจะเป็น อยู่โดยชอบ ฉะนั้น จงเห็นแก่ความเป็นภิกษุไว้ให้ได้ ยอมเสียทุกอย่างทุกประการ ไม่ยอมให้ความเป็นภิกษุเสียไป
นี่อย่ามัวทะเลาะวิวาทแก่งแย่งกัน ดูหมิ่นดูถูกกัน ทะเลาะวิวาทกันด้วยความโกรธความแค้น แล้วก็สูญเสียความเป็นภิกษุหมดสิ้นด้วยกันทั้ง ๒ ฝ่าย ไม่มีฝ่ายไหนผิด ไม่ม่ฝ่ายไหนถูกหรอก ถ้าประพฤติตนนอกธรรมะ นอกวินัยออกไปแล้ว แม้แต่เพียงสักว่าโกรธเท่านั้นแหละ มันก็เป็นภิกษุไม่ได้ มันหมดความเป็นภิกษุไปทันที แล้วจจะสืบอายุพระศาสนาอย่างไรเล่า ถ้ามันหมดความเป็นภิกษุเสียแล้ว จึงขอร้องว่า "สนใจในความเป็นภิกษุให้ถูกต้อง ให้มีความเป็นภิกษุอย่างถูกต้องอยู่เสมอ" นั่นแหละ คือการสืบอายุพระศาสนาที่แท้จริง ขอให้สำนึกไว้อย่างนี้
ทีนี้ก็จะมองไปที่ฆราวาสบ้าง ฆราวาสไม่ได้บวชเป็นภิกษุ ภิกษุณี ก็ตามใจ แต่ก็ไม่มีใครห้าม จะศึกษาปริยัติสักเท่าไร ก็ไม่มีใครห้าม จะปฏิบัติธรรมะสักเท่าไร ก็ไม่มีใครห้าม แม้ในเพศฆราวาส มันต่างกันตรงที่ว่า มันไม่ค่อยสะดวก ถ้าบวชเป็นบรรพชิตมันสะดวก ถ้าเป็นฆราวาสอยู่ที่บ้าน เรือนมันก็ไม่ค่อยสะดวก แต่มันก็ทำได้ มันก็ทำได้ตามที่ปรากฏในเรื่องราว ที่เราเรียนรู้กันมาเป็นอย่างดี ว่า พระอริยบุคคลก็มีในเพศฆราวาส เป็นพระโสดาบันก็มี สกิทาคามี แม้เป็นอนาคามีอยู่ในเพศฆราวาส แต่ไม่ได้ครองเรือนอย่างฆราวาส อย่างนี้ก็มี
ถ้าเป็นพระอรหันต์แล้ว ก็หมดความเป็นฆราวาสโดยอัตโนมัติ ไม่ต้องบวชหรอก ถ้าฆราวาสคนใดคนหนึ่ง เกิดเป็นพระอรหันต์ขึ้นมา ไปฟังธรรมบรรลุแล้ว มันก็พ้นจากความเป็นฆราวาส เป็นพระอรหันต์ เป็นพระอริยสงฆ์ เป็นพระอริยเจ้าไป แต่ว่าจะมาบวชโดยทางรูปร่างอีกครั้งหนึ่งก็ได้ เพื่อความเรียบร้อยในทางสังคม
เอาละ เป็นอันว่า แม้เป็นฆราวาส ก็ต้องศึกษาและปฏิบัติให้ดีที่สุด เป็นการสืบอายุพระศาสนาอย่างยิ่งด้วยเหมือนกัน ไม่ใช่เป็นตัวกองหนุน หรือทัพหลังกองหลังอะไร เป็นตัวออกหน้านั่นแหละ ขอให้ฆราวาสทุกคน ตั้งอกตั้งใจพยายามที่จะศึกษาให้ถูกต้อง ให้เป็นตัวอย่างแก่คนทั้งหลายทั่วไป จะได้ปฏิบัติตามๆ กัน ก็จะเกิดพระอริยบุคคลขึ้น ในหมู่สังคมฆราวาสนั้น เป็นแน่นอน โสดาบันก็ได้ สกิทาคามีก็ได้
ข้อนี้ไม่ค่อยจะนึกถึงกัน หรือว่ามันขี้เกียจ มันแก้ตัว ไม่ได้บวชก็ไม่ต้องปฏิบัติ มันก็เป็นเรื่องล้มเหลวหมด อย่าไปนึกถึงเรื่องบวช หรือไม่บวชกันให้มากนัก ให้นึกมั่นคงยึดถือเป็นหลักว่า ถ้ามีความทุกข๎แล้วก็ต้องต่อสู้ จะอยู่ในเพศฆราวาส หรือเพศบรรพชิตก็สุดแท้ ถ้ามันมีความทุกข์แล้วกูจะต้องต่อสู้ คือ ประพฤติปฏิบัติเพื่อละความทุกข์ เพื่อทำลายกิเลส อย่างนี้จะดีที่สุด จะถูกต้องที่สุด ทำไปอย่างสุดความสามารถที่จะทำได้ แม้จะทำไม่ได้เท่ากับบรรพชิตก็ทำอย่างดีที่สุดที่จะทำได้
คำพังเพยเมืองนี้มันก็มีอยู่คำหนึ่ง ที่เขาใช้ยกย่องปลาหมอ ไม่ยอมแพ้ แถกไปจนเกล็ดแห้ง มันไม่ยอมแพ้ว่าจะพบน้ำข้างหน้า มันก็แถกไปๆ จนเกล็ดแห้ง แล้วมันก็ได้พบน้ำเหมือนกัน
แม้เป็นฆราวาสมันมีความทุกข์ ตามแบบของฆราวาสก็อย่ายอม พยายามที่จะต่อสู้เพื่อจะดับกิเลส และดับทุกข์ให้ได้ แม้นี้ก็จะเป็นการสืบอายุพระศาสนา ในเพศฆราวาสนั่นเอง ดูให้ดีเถิด แม้เพศฆราวาส ก็ไม่ใช่ว่าจะต้องสมรส แต่งงานกันเสมอไป ไม่ต้องสมรส ไม่ต้องแต่งงานมันก็มีได้ อยู่ได้ แล้วเมื่ออยู่อย่างนั้น มันก็ยิ่งสะดวก ในการที่จะเผยแผ่ธรรมะ หรือพระศาสนายิ่งๆ ขึ้นไป กว่าที่จะมี การสมรสตามธรรมดา ประสาชาวบ้าน
คำว่า ฆราวาส แปลว่าผู้อยู่เรือน บ้านเรือน แต่อยู่อย่างสมรสกันโดยมาก อยู่อย่างไม่สมรสมัน ก็มีเหมือนกัน มันก็คล้ายๆ กันแหละ ไม่ต้องน้อยใจว่าไม่ได้บวชแล้วก็ทำไม่ได้ แล้วก็พาลไม่ทำเอาเสียเลย สมัยนี้เขาไม่ให้ผู้หญิงบวชเป็นภิกษุณี มันก็ไม่เป็นอุปสรรคอะไร เขาไม่ให้บวชเป็นภิกษุณีก็ตั้งใจ เป็นพระพุทธเจ้าไปเสียเลย ศึกษาให้มันสูง ปฏิบัติให้มันยิ่งขึ้นไป มันยิ่งไปกว่าภิกษุณีเสียก็ยังได้ ไม่มีปัญหาอย่างนี้ ไม่ต้องแก้ตัวอย่างนี้ ว่าเขาไม่ให้บวชเป็นภิกษุณีแล้วก็ไม่มีโอกาสที่จะทำอะไร นี้ มันเรื่องแก้ตัว ตั้งใจจะเป็นพระพุทธเจ้าเสียเองเสียเลย อย่าต้องเป็นเพียงพระอรหันต์มันก็จะแก้ ได้หมด มันก็ต่อสู้กับกิเลส ศึกษาขวนขวายปฏิบัติโดยแท้จริง ตามที่โอกาสจะอำนวยให้
โอกาสมันมีอยู่มากมาย แต่แล้วก็ละทิ้งโอกาสกันเสียหมด มันก็คือไม่รู้เรื่องหรือไม่อยากนั่นเอง จะสะดวกสบาย มีเงินมีทอง สมบัติพัสถานมากแล้ว มันก็ไม่คิดที่จะศึกษาธรรมะละกิเลส ยุ่งเรื่อง โลกๆ ต่อไป ไม่ได้สนใจที่จะต่อสู้กับกิเลสและความทุกข์ ทั้งที่มีโอกาส
แม้เป็นพรรพชิตก็เหมือนกัน ก็ไม่ค่อยจะสนใจในโอกาส ยังเหลวไหลหละหลวมกันเสีย โดยมากเอาเวลาไปทำอย่างอื่น เอาเวลาไปทะเลาะกันเสียก็มี อย่างนี้น่าละอาย น่าสงสาร น่าสังเวชอย่างยิ่ง แทนที่จะเอาเวลาไปปฏิบัติธรรม เอาเวลาไปแสวงหาลาภ บ้าลาภ เมาลาภ มัวเมาในลาภ เมื่อไม่ได้ก็ขัดใจ ก็โกรธ ว่ามันเป็นการไม่ได้เกียรติ ไม่ได้ลาภ ทะเลาะกัน มันก็หมดโอกาส ที่จะเป็นภิกษุสงฆ๎ที่ถูกต้องแท้จริง เพื่อสืบอายุพระศาสนา
คำว่า โอกาส โอกาสนี้ ช่วยฟังให้ดี โอกาสนั้นมันจะแวบเดียว หนึ่งวินาทีก็ได้ เป็นโอกาส โอกาสที่จะลงมือศึกษาหรือปฏิบัติ มันมีอยู่ทุกๆ วินาที ในนาทีหนี่งก็มีตั้ง ๖๐ วินาที ในชั่วโมง หนึ่งก็มีเท่าไร ก็หลายร้อยแล้ว วันหนึ่งคืนหนึ่งไม่รู้จะนับกี่พันแล้ว กี่พันวินาที โอกาสมีอยู่ทุกวินาที แต่แล้วมันก็ผ่านไปหมดทุกวินาที ไม่ได้ตั้งต้นลงมือทำอะไรที่แท้จริง ในเมื่อโอกาสมันมี หรือมันมาถึงเข้า บางคนจะแก้ตัวว่า ปีหนึ่งจะมีโอกาสสักครั้งหนึ่ง จะมีโอกาสพบการศึกษา พบอาจารย์ พบอะ ไรเหล่านั้น หลายเดือนหลายปีจะมีสักครั้ง นั้นมันคนโง่พูด มันหลับตาพูด
โอกาสนี่เราเรียกได้ว่า มีทุกวินาทีเลย จับเอาเมื่อไรก็จะเป็นโอกาสเมื่อนั้น ลงมือกันจริงๆ เมื่อไร มันก็จะเป็นเมื่อนั้น เพราะฉะนั้นขอให้ยอมรับว่า โอกาสนั้นมีทุกวินาทีก็ได้ก็แล้วกัน แล้วมันก็ ล่วงไป ล่วงไป ล่วงไปทุกวันๆ ไม่เคยฉวยเอาโอกาสนั้นเลย นี่ก็เรียกว่า มันไม่รู้จักตัวเอง ไม่รู้จักทุกอย่าง ไม่รู้จักธรรมะ ไม่รู้จักพระศาสนา ปล่อยให้กิเลสครอบงำ ลากไปสนใจเรื่องของกิเลสเสียหมด มันก็เท่ากับว่า โอกาสนี้ไม่มี ฉะนั้น ขอให้คิดกันให้ดีๆ มองกันให้ดีๆ ว่าโอกาสมีอยู่ทุกวินาที จงฉวยเอาโอกาสนั้น อย่าให้มันผ่านไป ผ่านไปวันละไม่รู้กี่ร้อยกี่พันกี่หมื่นโอกาส
ภาษาบาลีจะเรียกสิ่งนี้ว่า ขณะ ในภาษาไทยจะเรียกกันว่าโอกาส ขณะที่ทำได้ ที่ลงมือทำนี้ มันมีอยู่ทุกๆ วินาที พระพุทธเจ้าตรัสว่า "ขโณ โว มา อุปจฺจคา" ขณะอย่าได้ล่วงท่านทั้งหลายไปเสียเลย อย่าให้ขณะหรือโอกาสมันผ่านแผล็บๆ ไป โดยที่คนนั้นๆ ไม่จับฉวยเอา เมื่อเป็นอย่างนี้มันก็ไม่ได้เล่าเรียนให้รู้ ไม่ได้ปฏิบัติให้สำเร็จ ไม่มีผลของการปฏิบัติ แล้วจะสืบอายุพระศาสนาอย่างไรกัน
เดี๋ยวนี้เรากำลังพูดกันถึงเรื่อง สืบอายุพระศาสนา สืบด้วยการกระทำจริง ให้เห็นอยู่ ปรากฏอยู่ แล้วถ่ายทอดกันไปด้วยการปฏิบัตินั้น นี้ดีกว่านั่งสอนบนธรรมาสน์สัก ๑๐ ปี ๒๐ ปี ๑๐๐ ปี ถ้านั่งสอนกันบนธรรมาสน์ แล้วไม่มีการปฏิบัติ มันก็ไม่สืบอายุพระศาสนาหรอก มันก็เป็นเรื่องพูดๆ พูดลั่นหนวกหูไปหมด ไม่มีธรรมะที่จะถือเอาได้ เพราะเสียงที่มันหนวกหูนั้น มันกลบไปเสียหมด
ตัวอย่างเหมือนกับว่า คนโง่ฟังดนตรี มันก็ไม่แพ้หมาฟังดนตรี ดนตรีดังลั่นให้หมาฟัง มันก็ได้ ยินแต่เสียงหนวกหูเท่านั้น ไม่มีความไพเราะแห่งดนตรีตรงไหน คนโง่นี้ก็เหมือนกัน ไม่ได้รสแห่งดนตรี ได้ยินแต่เสียงหนวกหู ผมเองก็อยู่ในพวกนี้เหมือนกัน ฟังดนตรีไม่ค่อยได้รสของดนตรี ได้ยินแต่เสียงหนวกหูทั้งนั้น เพราะว่ามันไม่ได้ฉวยเอาได้ตัวรสของดนตรี เพราะเสียงหนวกหูมันมากเหลือเกิน มันแปแปร้นไปเสียหมด
นี่เราฟังเทศน์กันก็ระวังให้ดี อย่าให้เป็นอย่างนี้ อย่าให้เสียงก้องของผู้เทศน์มันกลบตัวธรรมะไปเสียหมด ถือเอาธรรมะไม่ได้ จากเสียงที่มันดังเอ็ดตะโรอยู่ตลอดเวลา ฉะนั้น ต้องจับฉวยเอาให้ ได้ ให้ฟันฝ่าเสียงเอ็ดตะโรนั้น เข้าไปจับฉวยเอาความหมายแห่งถ้อยคำ ให้เป็นหลักธรรมะ เป็นข้อธรรมะ มองเห็นแจ่มชัดโดยประจักษ์ ว่าเป็นอย่างไร ดับทุกข์ได้อย่างไร เกิดทุกข์ได้อย่างไร ให้รู้ธรรมะอย่างนี้ การแสดงธรรมนั้นก็จะเป็นการสืบอายุพระศาสนา เพราะว่าผู้ฟังก็ฟังด้วยดี ฉวยเอาเนื้อความแห่งธรรมะนั้นได้ มิฉะนั้นแล้ว มันก็จะเหมือนกับว่า เป่าปี่ให้แรดฟัง เป่าปี่ให้ เต่าฟัง เทศน์กันมาไม่รู้สักเท่าไรแล้ว มันก็ได้ผลไม่เป็นที่พอใจ เรียกว่าเป่าปีให้แรดฟังอยู่เรื่อยแหละ
ผมเองก็ยอมรับสารภาพว่า อยู่ในสภาพอย่างนี้เหมือนกัน แต่จะโทษผู้เป่าปี่ หรือจะไปโทษเต่า โทษแรดอะไรกันดี จะไปโทษฝ่านไหนกันดี แต่ว่าเราก็พยายามอย่างยิ่ง พยายามอย่างยิ่ง สุดความสามารถอยู่เสมอ ที่จะพูดให้ดีที่สุด พยายามพูดให้เข้าใจให้ดีที่สุด แต่แล้วแรดหรือเต่ามันก็นั่ง ฟังอย่างใจลอย ใจลอยอยู่ที่ไหนก็ไม่รู้ จับฉวยเอาเนื้อความแห่งคำพูดนั้นไม่ได้ นี่คุณจะปรับโทษให้ เป็นฝ่ายผู้เป่าปี่ หรือว่าฝ่ายแรด เราจะต้องร่วมมือกัน ผู้เป่าปี่ก็พยายามเป่าให้ดีที่สุด แล้วแรด หรือเต่าก็พยายามให้ดีที่สุด ที่จะฟังให้รู้เรื่อง นี้เดี๋ยวนี้มันจะเหมือนกับ สุนัขฟังดนตรีไปเสียอีก ได้ยินแต่เสียงแสบหูเลย ว่าอะไรก็ไม่รู้
นี่ระวังกันเถิด ว่าการสืบอายุพระศาสนามันยังมีอุปสรรคอย่างนี้ ในลักษณะอย่างนี้ เพราะฉะนั้น จึงหันไปพึ่งการกระทำ การกระทำให้เป็นตัวอย่าง มีความทุกข์ให้เขาเห็นว่าเป็นความทุกข์ แล้วก็ดับทุกข์ให้เขาเห็น ว่าดับทุกข์ได้ ผู้เห็นก็พอใจ พร้อมที่จะเอาอย่างเกิดความพอใจ พร้อมที่จะเอาอย่าง แล้วก็สนใจก็ดับทุกข๎ได้
เรามีหลักกันอย่างนี้ การทำให้ดูมีผลกว่าการพูดให้ฟัง นี่เป็นหลักที่แน่นอนที่สุด แต่แล้วมันก็มีข้อเท็จจริงอยู่ว่า ถ้าไม่พูดให้ฟัง มันก็ไม่รู้จักฟัง และไม่รู้จักดู มันก็ดูไม่ออกเหมือนกัน แต่ถึงอย่างไรก็ดี ในการที่จะทำให้ดูจะมีผลมากกว่า การพูดให้ฟังอยู่เสมอไป
ฉะนั้น ขอให้รับเอาทั้งสองฝ่าย ฟังให้ดี ให้ได้สติปัญญามีความรู้สำหรับจะดูออก จะเข้าใจได้ เมื่อมีผู้ปฏิบัติให้ดู เขาจะทำทาน ทำศีล ทำสมาธิ ทำภาวนาให้ดู ถ้าไม่มีความรู้เสียเลยมันก็ดู ไม่ออก ขยับออกไปอีกหน่อยว่าดับทุกข์ให้ดู เป็นอยู่อย่างดี ไม่มีความทุกข์ให้ดู นี่ก็ยังค่อยยังชั่ว ไม่ ต้องพูดกัน แต่เป็นอยู่ให้ถูกต้อง เป็นอยู่ในบ้านเรือนนั่นแหละให้ถูกต้อง เป็นผู้ที่ไม่มีความทุกข์ ไม่มีโกลาหล วุ่นวาย ไม่มีเอะอะมะเทิ่งอะไร มีแต่ความสงบเยือกเย็นในครอบครัวนั้น บุคคลผู้มาเห็นเข้าก็พอใจ ก็ยินดีสนใจ รับที่จะปฏิบัติตามโดยสมัครใจ ไม่รู้สึกตัว
เรื่องก็ปรากฏอยู่ในพระบาลีว่า สาวกของพระพุทธเจ้า พระอัสสชิไปบิณฑบาตด้วยท่าทางน่าเลื่อมใส คนฉลาด อุปติสสะ โกลิตะ สองคนได้สนใจ นี่คนหนึ่งสนใจไปศึกษาได้รู้ธรรมะได้หลักธรรมะ แล้วไปบอกเพื่อนอีกคนหนึ่ง ที่คุณก็เรียนรู้ในเรื่องพุทธประวัตินั่นแหละ ซึ่งสองคนนี้ต่อมาก็เป็น พระสารีบุตร เป็น พระโมคคัลลานะ พระอัสสชิไม่ได้พูดสักคำเดียว ในทีแรกก็เผยแผ่ด้วยการ แสดงความสงบเสงี่ยมเยือกเย็นเป็นสุขให้ดู ในการเดินไปบิณฑบาต คนนั้นเขาเห็นเอง ความสงบ ความมีสง่าราศี ความมีแววตาที่เป็นความสุข ก็สนใจติดตาม แล้วก็พูดจากันทีหลัง แล้วก็พูดกันไม่กี่คำ สำหรับคนฉลาด เพราะเขาเรียนรู้อะไรมามากแล้วก็ฟังถูก ฟังได้มาก ฟังได้ ความมากกว่าจำนวนคำที่พูด เขาก็เลยรู้เรื่องได้
นี้มันพิสูจน์อยู่แล้วว่า เรื่องที่พูดมันก็จำเป็นอยู่เหมือนกัน พูดให้ฟังมันก็จำเป็นอยู่เหมือนกัน แต่มันไม่จับใจมากเท่ากับปฏิบัติให้ดู แต่แล้วก็ละทิ้งการให้พูดให้ฟังไม่ได้ พระพุทธเจ้าก็ได้ตรัสด้วยคำ พูดมากมาย เป็นคำสอนอันมากมายด้วยกัน ตรัสด้วยคำพูด แต่แล้วก็ได้เป็นอยู่อย่างเป็นพระพุทธเจ้าให้ดู ให้คนเอาใจใส่ ให้คนสนใจ เพื่อปฏิบัติตามนี้ได้ผลมากกว่า
คนชาวบ้านทั่วไป เขายังไม่รู้เรื่องอะไรเลย มันก็ต้องพูดเป็นข้อแรกให้เกิดความสนใจ สะกิดความสนใจให้เกิดความสนใจ แล้วเขาก็สนใจ เขากิติดตาม นี่มันก็จะค่อยๆ รู้ แต่แล้วก็ขอสรุปว่า น้ำหนักแท้จริงนั้น การทำให้ดูมีน้ำหนักมีความหมายกว่า การพูดให้ฟัง แต่ที่ถูกมันก็ต้องทำไปทั้ง ๒ อย่าง อย่างที่เรากำลังทำกันอยู่นี้
นี่ขอให้มองเห็นข้อเท็จจริงอันนี้ ว่าการสืบอายุพระศาสนา ด้วยการทำตัวอย่างให้ดูนั้น แน่นอนมั่นคงกว่าการพูดให้ฟัง มีการเป็นอยู่ที่น่าเคารพน่าเกรงขาม เกือบจะไม่ต้องพูด คนก็พากันปฏิบัติตาม ถ้าเป็นอยู่อย่างไม่น่าเชื่อ ไม่น่าไว้วางใจ พูดเท่าไรๆ ก็ไม่มีใครเชื่อ เพราะมันแสดงอยู่ที่เนื้อที่ตัว มันเป็นคนโลภโมโทสัน มันเป็นคนโทสะร้าย เหมือนกับสัตว์ที่ดุร้ายอย่างนี้ จะพูดอย่างไรก็ไม่มีใครเอาอย่าง ไม่มีใครเชื่อ
จงพยายามทำให้เกิดความถูกต้อง ให้สงบสงัดจากกิเลส จากควาทุกข์ ปรากฏอยู่ที่กาย ที่วาจา ที่ใจ ให้มันมีความเป็นพระเป็นภิกษุ หรือเป็นพระ ปรากฏอยู่ที่กาย ที่วาจา ที่ใจ สงวนไว้ให้ มีอยู่อย่างนี้ ผมรับรองว่าทุกองค์ ทุกคนจะเป็นผู้สืบอายุพระศาสนาอย่างยิ่ง อย่างสูง
ฉะนั้น ขอให้เสียสละเสียเถิด อะไรที่มันจะเป็นอารมณ์ ให้โลภโมโทสัน ให้โกรธ ให้เคือง ให้โกลาหลวุ่นวายนั้น สละมันเสียเถิด เอาความถูกต้อง ความสงบเย็นของความเป็นพระ แสดงอยู่ที่เนื้อที่ตัวเถิด จะเป็นการสืบอายุพระศาสนาอย่างยิ่งและเหลือประมาณ พูดให้หยาบคายที่ สุดว่าแม้แต่หมามันก็นับถือ พระองค์ไหนโมโหร้าย โทโสร้ายแสดงอาการไม่น่าดู หมามันก็ไม่นับถือ ถ้าสงบเสงี่ยมเยือกเย็น แสดงความไม่มีอันตรายร้ายกาจอะไร แม้แต่หมามันก็จะนับถือ แล้วทำไม คนจะไม่นับถือเล่า
ขอให้สนใจกันให้ถึงขนาดนี้ จงเผยแผ่หรือสืบอายุพระศาสนา ด้วยการแสดงให้เห็นว่า มีธรรมะอยู่ที่เนื้อที่ตัว ใครเห็นแล้วพอใจ รักใคร่ เลื่อมใส ไว้วางใจ ยินดีที่จะฟังคำพูด ยินดีที่จะปฏิบัติตาม เหมือนเรื่องของพระอัสสชิ ที่มีกล่าวแล้วในบทเรียน ในหนังสือเรียนที่เราเรียนกันมา ซึ่งเป็น ความจริงอย่างยิ่ง ท่านเผยแผ่ด้วยอิริยาบถอันสงบเสงี่ยม
มันพอหรือยังที่ว่า สืบอายุพระศาสนากัน ด้วยการแสดงให้เห็นว่ามีธรรมะอยู่ที่เนื้อที่ตัว อยู่ที่กาย ที่วาจา ที่จิตใจ อยู่ทุกอิริยาบถ ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน ไม่ทำอย่างหน้าไหว้หลังหลอก บางคนเคร่งครัดแต่ต่อหน้าคน ลับหลังคนมันหาอะไรไม่ได้ มันเคร่งครัดแต่ต่อหน้าคน อย่างนี้ไปไม่รอดมัน ก็จะมีความถูกต้องอยู่ที่เนื้อที่ตัวไม่ได้ มันก็โผล่ให้ใครเขาเห็นเขารู้จัก ว่าไอ้นี่มันเล่นตลก มันไม่ได้มีธรรมะจริง เขาก็ไม่เคารพไม่นับถือ ไม่ไว้วางใจ ไม่ยินดีที่จะปฏิบัติตาม ไม่ยินดีที่จะเกี่ยวข้องด้วยซ้ำไป
นี่ขอ อุทิศ อุทิศในการสืบอายุพระศาสนา ต่อจากการสืบสกุล เรื่องกามารมณ์ผ่านไปแล้ว เรื่องการสมรสผ่านไปแล้ว เรื่องสืบพันธุ์ผ่านไปแล้ว เรื่องสืบสกุลผ่านไปแล้ว นี้มาสืบอายุพระศาสนา ไม่ว่าจะอยู่ในเพศฆราวาสหรือในเพศบรรพชิต ให้มีธรรมะอยู่ที่เนื้อที่ตัว แสดงให้เห็น ความสงบเยือกเย็น เป็นสุขอยู่ที่นั่น มีความสะอาดน่าไว้วางใจ ไม่หน้าไหว้หลังหลอกอยู่ที่นั่น
๓ คำนั้นดีที่สุด คือ สะอาด สว่าง แล้วก็ สงบ ไม่มีกิเลสมันก็สะอาด ก็สว่างไสวแจ่มแจ้ง แล้วมันก็สงบเย็น สะอาด สว่าง สงบ นี้มันอยู่ด้วยกัน กลมกลืนกัน มีหัวใจของพระพุทธเจ้า มีในหัวใจพระธรรม มีอยู่ในหัวใจพระสงฆ์
สะอาด สว่าง สงบนี้ มีอยู่ในหัวใจของพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ จึงกล่าวได้ว่ หัวใจของพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ นั้นเป็นอย่างเดียวกัน แม้ภายนอกจะแยกกันเป็น ๓ องค์ เป็นพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ แต่ภายในหัวใจเหมือนกัน เป็นสิ่งเดียวกัน คือมีความสะอาด สว่าง สงบ มันจะต่างกันบ้างว่า รู้เองหรือผู้อื่นต้องสอนให้ก็ตามใจ มันไม่แปลก แต่มีความสะอาด สว่าง สงบ ที่เหมือนกัน
มีหัวใจอย่างนี้ แล้วมันก็ออกมาภายนอก แสดงให้เห็นความสะอาด สว่าง สงบ ที่เนื้อที่ตัว ที่กิริยาท่าทาง ที่มารยาทอันประพฤติต่อกัน มันก็เลยหมดปัญหา มันเห็นหัวใจของพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ แสดงอยู่ที่เนื้อที่ตัวของภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา ที่ถูกต้องในพระพุทธศาสนา
นี่สืบอายุพระศาสนา ด้วยการปฏิบัติจริง แสดงให้เห็นอยู่ที่เนื้อที่ตัว จึงขอเน้นในเรื่องว่า บวชจริงเถิด เรียนจริงเถิด รู้จริงเถิด ปฏิบัติจริงเถิด ได้รับผลจริงเถิด เผยแผ่สั่งสอนต่อไปจริงๆ เถิด ให้มันจริงๆๆๆ ไปทั้งหมด บวชจริง เรียนจริง รู้จริง ปฏิบัติจริง ได้รับผลจริง สอนสืบต่อ กันไปจริง นั่นแหละจะครบถ้วนสมบูรณ์ สมบูรณ์ที่สุดของการสืบอายุพระศาสนา
ในขณะที่สืบอายุพระศาสนา ตัวเองได้รับผลเต็มที่ ไม่ใช่ว่าสืบอายุพระศาสนาแล้ว จะไปได้แก่ผู้อื่นข้างเดียว แม้ตัวผู้สืบอายุพระศาสนาปฏิบัติอยู่อย่างนั้น กลับได้รับก่อนเสียอีกได้รับมากเสียอีก ได้รับเต็มที่เสียอีก ผู้ที่รับคำสอนดูตัวอย่างนั้น จะค่อยๆ ได้รับไปตามลำดับ ฉะนั้น สู้ผู้นั้นได้รับทีแรกด้วยตนเองไม่ได้ ขอให้ตั้งอกตั้งใจ สืบอายุพระศาสนา มันเลยเหมือนกับว่า ยิงปืนทีเดียวได้นกสองตัว ตัวเองก็ได้ ผู้อื่นก็ได้ ด้วยการสืบอายุพระศาสนา ในลักษณะเช่นนี้ ดังนั้น มันจึงมีค่ามหาศาล
คำว่า ศาสนา หมายถึงระบบการดับทุกข์ทั้งหมด ไม่ว่าสูง ว่ากลาง ว่าต่ำ ไม่ว่าต่ำ ไม่ว่า กลาง ไม่ว่าสูง ถ้าม้นเป็นไปเพื่อความดดับทุกข์ ดับกิเลส ดับตัณหาของชีวิตแล้ว มันก็เป็นพระศาสนาหมด บางทีก็มาอยู่ในรูปศีลธรรม รูปจริยธรรมของสังคมมนุษย์ก็มี เป็นวัฒนธรรมก็มี มันคือศาสนาที่แบ่งตัว หรือแยกตัวออกมา อยู่ในรูปที่จะใกล้ชิดกับสังคมมนุษย์ที่สุด ที่จะมากได้ เราเรียกกันว่า "ศีลธรรม" บ้าง "วัฒนธรรม" บ้าง นั่นก็สำคัญเหมือนกัน ถ้ามันมีถูกต้อง มันจะเป็นผลดีเลิศ คือเด็กๆ คลอดออกมาจะได้รับศีลธรรม วัฒนธรรมนี้ อย่างถูกต้องมาเสียตั้งแต่เด็กๆ เล็กๆ โตขึ้นมามัน ก็ถูกต้อง
เดี๋ยวนี้มันจะไม่เป็นอย่างนั้น เด็กคลอดออกมา ได้รับวัฒนธรรมผิดๆ ได้รับศีลธรรมผิดๆ ได้รับการอบรม ให้เห็นแก่ตัวโดยไม่รู้สึกตัว นี่ขอกล่าวตรงๆ ว่า เพราะวัฒนธรรมพื้นฐานประจำบ้านเรือน มันไม่ถูกต้อง จึงแวดล้อมอบรมให้เด็กๆ เป็นคนเห็นแก่ตัว เตลิดเปิดเปิงไปเป็นไสยศาสตร์ ไปเป็นอะไรก็ไม่รู้ กว่าจะกลับมาได้ก็เกือบตาย เป็นทุกข์เสียเกือบตาย เข็ดหลาบในเรื่องของความทุกข์แล้ว จึงค่อยกลับตัว
นี่ก็ขอให้สนใจ ว่าศาสนาที่อยู่ในรูปของศีลธรรม และวัฒนธรรมนั้น ก็จำเป็นเหมือนกัน ที่จะต้องสืบกันไว้ให้ดีๆ สืบศีลธรรม สืบวัฒนธรรมกันไว้ให้ดีๆ เป็นพื้นฐานของสังคม ที่จะอยู่กันอย่างโลกๆ ถึงมันจะดับทุกข์ไม่ได้สิ้นเชิง แต่มันก็เป็นพื้นฐานที่ดี ที่จะมีสัจธรรมปรมัตถธรรมในอันดับต่อไป สูงขึ้นไปจนดับทุกข์ได้สิ้นเชิง เราจงบวกเอาศีลธรรม และวัฒนธรรมเข้ามาไว้ในศาสนา เพื่อเป็นรากฐานของสัจธรรม ของปรมัตถธรรม ซึ่งเป็นตัวศาสนาเต็มรูปแบบ
ขอให้ทำไป เพื่อประโยชน์ทุกฝ่าย ตนเองได้รับประโยชน์ก่อน แล้วผู้อื่นก็ได้รับประโยชน์ แล้วสนองพระพุทธประสงค์ เพราะพระพุทธองค์ทรงประสงค์อย่างยิ่ง ว่าสาวกทั้งหลายจะช่วยกัน สืบอายุพระศาสนา มารเคยมาทูลให้นิพพาน พระพุทธเจ้าตรัสตอบว่า ตลอดเวลาที่สาวกภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา ยังไม่รู้ธรรมะ ยังไม่บอกกล่าวธรรมะแก่กันและกันได้ ไม่ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ให้ออกจากทุกข์ เราจะยังไม่ปรินิพพาน ดูความเมตตากรุณาของพระพุทธเจ้าซิ อยู่ทนทุกข์มาเพื่อ ให้มันเกิดความเพียงพอ ในการที่มนุษย์จะรู้จักดับทุกข์
เราจงสนองพระพุทธประสงค์ ช่วยกันสืบอายุพระศาสนาเถิด อย่าได้หวังเกียรติเลย อย่าได้หวังยศชื่อเสียงโด่งดังเลย นั้นเป็นเรื่องหลอก ถ้าไปหลงบูชาเกียรติยศชื่อเสียง เดี๋ยวมันก็ทำผิด ไม่ทันรู้แหละ แล้วจะไม่เป็นการเผยแผ่พระศาสนา มันเป็นการเผยแผ่กลโกงอะไรไปเสียก็ไม่รู้ เพื่อลาภ เพื่อเกียรติยศ เพื่อชื่อเสียง อย่าไปสนใจกับมันเลย ตั้งใจเผยแผ่โดยบริสุทธิ์เถิด แล้วมันค่อยมาค่อยคลานเข้ามาหาเอง ไม่ต้องไปหวัง ลาภก็ดี เกียรติก็ดี ชื่อเสียงก็ดี มันจะค่อยคลานเข้ามาหาเราเอง ไม่ต้องไปหวัง ไม่ต้องไปบูชา ไม่ต้องไปยื้อแย่งลาภสักการะเกียรติยศชื่อเสียง สุนัขมันแย่งกระดูกกัน พูดอะไรรุนแรงอย่างนี้ ก็เพื่อประหยัดเวลา
ขอให้บูชาหน้าที่ เคารพหน้าที่ ซื่อตรงต่อพระธรรม อย่าหวังเกียรติ อย่าหวังลาภเลย ขอให้ทำไปเถิด แล้วมันจะมาหาเอง มันจะมาอย่างขยะมูลฝอย มาอยู่ใต้ฝ่าเท้า ไม่มาอยู่บนหัว ถ้าหวังลาภสักการะเสียตั้งแต่ทีแรกแล้ว มันมาอยู่บนหัว มันปิดหัว มันปิดตาหมด ไม่เห็นอะไรตามที่เป็นจริง เลยล้มเหลวหมด จงทำไปด้วยความบริสุทธิ์ใจ สืบอายุพระศาสนาทุกกระเบียดนิ้ว บวช ๓ วันสืบ ๓ วัน บวช ๓ เดือนสืบ ๓ เดือน บวช ๓ ปีสืบ ๓ ปี บวชตลอดชีวิต สืบตลอดชีวิต
ขอร้องให้สหธรรมิกทุกคน จงตั้งใจสืบอายุพระศาสนา จะเป็นภิกษุก็ดี อุบาสกอุบาสิกาก็ดี ทำตนให้เป็นผู้สืบอายุพระศาสนา แสดงให้เห็นอยู่ที่เนื้อที่ตัว อยู่ทุกวันทุกคืนเถิด นี่แหละคือการสืบอายุพระศาสนา แล้วจะเป็นการสืบสกุล โดยไม่ต้องแต่งงาน โดยไม่ต้องมีลูกหลาน จะสืบสกุลชนิดที่ไม่มีใครลืม อย่างที่เราพูดกันมาแล้ว ว่าพระพุทธเจ้าไม่ได้สืบสกุลทางพระราหุล แม้แต่คนชั้นหลังๆ นี้ อย่างเชคสเปียร์ก็ดี พระนเรศวรมหาราชก็ดี พระเจ้าตากสินก็ดี ไม่มีใครรู้จักลูกหลานของท่าน แต่ตัวท่านเองยังอยู่โดยคุณธรรม นี่เป็นการสืบสกุล ด้วยการมีธรรมะอย่างนี้ ทีนีจะยิ่งไปกว่านั้นอีก คือสืบด้วยธรรมะสูงสุด ตามแบบของพระพุทธเจ้า เป็นอยู่โดยชอบ ชนิดที่ โลกไม่ว่างจากพระอรหันต์
จึงขอร้องอย่างยิ่งว่า ขอให้ทุกคนจงตั้งปณิธาน ในการที่จะช่วยกันสืบอายุพระศาสนา โดยตรงก็ได้ โดยอ้อมก็ได้ หรือทำทุกอย่างก็ได้ เป็นผู้เทศน์อยู่บนธรรมาสน์ก็ได้ จะเป็นผู้ กวาดขยะอยู่กลางถนนนี้ก็ได้ เป็นการประพฤติปฏิบัติโดยตรงบ้าง โดยอ้อมบ้าง เพื่อทำให้พระศาสนานี้อยู่ได้ด้วยกันทุกๆ คน ด้วยทุกๆ วิธีการ ที่จะเป็นอุปกรณ์แก่การสืบอายุพระศาสนา
ขอให้พวกเราปลงใจ มีฉันทะ มีความพอใจ ในการสืบอายุพระศาสนา เพื่อประโยชน์แก่ตนเอง แก่บุคคลอื่น และแก่พระศาสนา ให้ยิ่งๆ ขึ้นไปอยู่ตลอดทุกทิพาราตรีกาล เทอญ.....