ปาฐกถาธรรม โดย พระเทพวิสุทธิเมธี(ปัญญานันทะภิกขุ) วันอาทิตย์ที่ ๕ กันยายน ๒๕๑๙ ญาติโยมพุทธบริษัททั้งหลาย ณ  บัดนี้ถึงเวลาของการฟังธรรมะปาฐกถา  อันเป็นหลักคำสอนในทางพระพุทธศาสนาแล้ว ขอให้ ทุกท่านอยู่ในอาการสงบ ตั้งอกตั้งใจฟังด้วยดี เพื่อให้ได้ประโยชน์อันเกิดขึ้นจากการฟัง ตามสมควรแก่เวลา วันนี้ท้องฟ้าอากาศครึ้มไปหมด ฝนดูท่าทางมันจะตกกันตลอดวัน เมื่อวานนี้ก็ตกวันนี้ก็ตก ในกรุงเทพฯ เมื่อวานอาตมาเข้าไปเทศน์น้ำท่วมเหมือนกับวิ่งรถไปในคลองแล้ว  น้ำทางเหนือยังไม่มาแต่ว่าน้ำบนฟ้า ตกลงมามากเหลือเกิน  เลยท่วมไปในถนนบางสาย ตอนเย็นไปเผาศพกับคุณสมัคร สุนทรเวชพูดกันว่าน้ำ ท่วมถนน   เลยบอกดีเหมือนกันน้ำท่วม  จะได้หาสาเหตุว่ามันท่วมเพราะอะไร  จะได้แก้ไขต่อไป  ถ้า หากว่าน้ำไม่ท่วมก็ไม่ได้ค้นสาเหตุ  ที่เกิดขึ้นมันเป็นบทเรียนทั้งนั้น เป็นเครื่องเตือนจิตสะกิดใจให้เราได้ คิดได้ค้นได้ศึกษาหาทางแก้ไขกันต่อไป เรื่องดินฟ้าอากาศมันเรื่องของธรรมชาติ ซึ่งไม่มีใครจะไปหักห้าม ได้  จะทำให้เกิดก็ไม่ได้ เพราะเป็นเรื่องของธรรมชาติ ถึงเวลาตกเขาก็ตกถึงเวลาหยุดเขาก็หยุด ไป ตามเรื่องตามราว   ไม่มีใครจะไปบังคับว่าตกเวลานั้นหยุดเวลานี้มันทำไม่ได้  แม้จะทำฝนเทียมก็ต้องมี ธรรมชาติคือมีเมฆมีอะไร ถ้าไม่มีเมฆฝนมันก็ไม่ตกเหมือนกัน จึงเป็นเรื่องธรรมดาที่มีขึ้นในสังคมโลก เรา อย่าไปทุกร้อนกับฝน  เรื่องแดดเรื่องอะไรต่างๆ ไปตามเรื่องตามราว ว่ากันตามจริงญาติโยมที่มาฟังปา ฐกถาในวันนี้  ก็ยังน่าชมน้ำใจที่ไม่กลัวฝน  ฝนตกก็มาได้  คิดอยู่ในตอนเช้าว่า  โยมคงจะไม่มาไม่ออก จากบ้านเพราะฝนตก แต่ก็ยังมากันตามปกติทีเคยมาก็มาตามปกติไม่กลัวฟ้ากลัวฝน ในตอนเย็นนี้พวกเด็กๆ  เขาแจกประกาศนียบัตร  จัดทำกันพอสมควรกางเต้นกันใหญ่ แต่ว่าฝนก็ไม่ปราณีเขาตกตามเรื่องของเขา  เราก็ไม่มีความทุกข์ความร้อนอะไร  ตามภาวะของมันเป็นอย่างไรก็ทำไปอย่างนั้น ไม่ใช่เรื่องที่จะต้อง วิตกกังวล จนเป็นเหตุให้เกิดความทุกข์ความเดือดร้อนใจ เรามาทำจิตใจให้สบายอย่าไปหวั่นไหวต่อสิ่ง ที่เกิดขึ้น  ให้นึกว่ามันเป็นเรื่องธรรมดาที่จะต้องเกิดจะต้องเป็นไปในรูปเช่นนั้น  แล้วเราก็จะไม่มีความ ทุกข์ความเดือดร้อนใจ  คือมีความพอใจแล้วมันก็สบายใจ  ความพอใจในธรรมะเขาเรียกว่า  สันโดษ  พูดถึงเรื่องสันโดษ  คนบางคนไม่เขช้าใจความหมาย  หาว่าเป็นเรื่องไม่ดี ไม่ควรจะเอามาสอนประชา ชนชาวบ้าน เพราะถ้าชาวบ้านมีความสันโดษ บ้างเมืองก็จะไม่เจริญก้าวหน้า เขาว่ากันอย่างนั้น ทีว่ากันอย่างนั้นเพราะไม่เข้าใจความหมายของธรรมะข้อนี้    คือไม่รู้ว่าสันโดษคืออะไร   ถ้ารู้ ความหมายของสันโดษว่าคืออะไรแล้ว  ก็จะไม่มีความตกอกตกใจในเมื่อพระท่านนำสันโดษมาสอนแก่ญาติ โยม เพราะว่าเรื่องสันโดษนั้น ถ้าพูดกันให้เข้าใจแล้วไม่ใช่เรื่องเสีย แต่ว่าเป็นเรื่องดีมีประโยชน์ จะทำ ให้คนเรารู้จักจัดรู้จักทำในเรื่องอะไรๆ ต่างๆ ที่เกิดขึ้นและจะทำให้คนเรามีความสุขทางจิตใจ เพราะรู้ จักใช้สันโดษ ถ้าไม่รู้จักใช้สันโดษแล้วจิตใจจะไม่สบาย จะมีความทุกข์อยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ใจวิถีชีวิตก็เกิดความทุกข์ทั้งนั้น เพราะไม่ใช้สันโดษเป็นแนวทาง เป็นหลักปฏิบัติ ก็จะเกิดความทุกข์ความ เดือดร้อนใจ  แต่ถ้าผู้ใดรู้จักสันโดษ แล้วก็ใช้สันโดษนี้ให้ถูกต้อง ผู้นั้นจะมีอารมณ์สดชื่นแจ่มใส ไม่มีความ ทุกข์ความเดือดร้อนเข้ามาพัวพันในชีวิตมากเกินไป. คำว่า  สันโดษนี้หมายความว่าอย่างไร สันโดษที่เราเอามาใช้ในภาษาไทย มาจากคำบาลีว่า สัน ตุฏฐิ  สันตุฏฐิ เรามาแผลงเป็นไทยว่าสันโดษ แปลว่า ความยินดีตามมีตามได้ เป็นลักษณะของสันโดษคือ หมายความว่า เรายินดีในสิ่งที่เรามีเราได้ในขณะนั้น ในวันนั้นในชั่วโมงนั้น หรือในเวลานั้นมีความยินดีมี ความพอใจ เรียกว่ามีสันโดษ พอใจนี้มันก็มีหลายแบบ เช่นว่าเราพอใจตามได้ เราทำงานทำการไม่ว่าทำ งานอะไร แล้วก็เกิดผลขึ้นจากงานที่เราทำ ผลที่เกิดขึ้นนั้นมันเป็นผลที่เราบังคับเอาตามใจไม่ได้เสมอไป  เมื่อมีอะไรเกิดขึ้นจากผลงานที่เราได้ปฏิบัติในชีวิตประจำวัน เราก็พอใจ พอใจในผลงานอันนั้น ความพอ ใจอย่างนี้เรียกว่ามีความสันโดษ  อันคนที่พอใจในผลงานของตัวที่ได้นั้น ก็ย่อมสบายใจ เช่นเราลงทุนทำ การค้ำขาย  แล้วมันก็ได้กำไรมาสักเท่าใดก็ตาม สมมติว่าลงทุนไปร้อยบาท แล้วได้กำไรสอบบาทก็ดีแล้ว  อย่างนี้ใจมันก็สบาย  แต่ถ้าเราได้กำไรสอบบาท  เราไม่พอใจ เราบ่น บ่นเรื่อยไป หรือว่ามีความทุกข์ วิตกกังวลมันน้อยไป  ไม่สมกับที่เราลงทุนลงไป  มันควรจะได้สักยี่สิบควรจะได้สักสามสิบ ในขณะที่เรา คิดอย่างนั้นจิตใจกังวลแล้ว มีความความทุกข์ความเดือดร้อนใจ ไม่มีความสุขใจ แต่ถ้าเรานึกว่าเท่านี้ก็ดี แล้ว ดีกว่าไม่ได้อะไรเสียเลย พอคิดอย่างนี้ใจมันสบาย เพราะว่าเราพอใจในสิ่งที่เราได้ อันนี้เรียกว่า เป็นความสันโดษตามมีตามได้ เราได้มาอย่างใดเราก็พอใจอย่างนั้น ก็มีความสบายใจ เวลาเรารับประทานอาหาร สมมติว่าแม่ครัวเขาปรุงอาหารมาให้สักสองอย่าง มีแกงจืดก็แกงเผ็ด หน่อย  เราคนไทยชอบรสเผ็ดอยู่หน่อย  เขาก็ทำให้สองอย่าง แกงจืด กับแกงเผ็ด เราไปนั่งลงบนโต๊ะ อาหาร แล้วก็มองดีอาหารนั้นไม่พอใจ ว่าทำไมวันนี้กับข้าวมันน้อยไป มีแต่แกงจืดแกงเผ็ดมันควรจะมีไข่ เจียวอีกสักอย่างหนึ่ง หรือว่าควรจะมีสลัดอีกสักจานหนึ่ง หรือว่าควรจะมีผักสดๆ หรือไอ้โน่นไอ้นี่ แต่ว่า มันไม่มีในขณะนั้น  มันมีสองอย่างนั้น  เมื่อมีสองอย่างเท่านั้นเราไม่พอใจ  ถ้าเราไม่พอใจเราก็กินด้วย ความทุกข์  กินด้วยความวิตกกังวล มีอารมณ์โทสะเกิดขึ้นในใจ แล้วจะดุแม่ครัวดุคนนั้นคนนี้ เพราะความ ไม่พอใจในอาหารสองจานที่เราได้รับ  เราก็เกิดอารมณ์หงุดหงิดด้วยประการต่างๆ  อันนี้เรียกว่าไม่สัน โดษ เมื่อไม่สันโดษก็มีความทุกข์ทางใจเกิดขึ้น เพราะเราไม่พอใจในอาหารนั้น แต่ว่าเราเป็นคนปฏิบัติ ธรรมะในเรื่องเกี่ยวกับสันโดษ พอเราเห็นอาหารสองอย่าง เราก็พอใจ เราพอใจว่ามีสองรสมีทั้งรสจืด  มีทั้งรสเผ็ด เพียงเท่านี้ก็ดีแล้ว เราจะกินอะไรกันนักหนา กินพออิ่มเท่านั้นเอง ความอร่อยของอาหารนั้น ไม่ใช่ของแท้จริงอะไร  มันเป็นเรื่องมายาหรอก อร่อยก็เพียงที่ลิ้นนิดหน่อย กลืนลงไปแล้วมันก็หมดเรื่อง  เขาทำให้เรารับประทานสองอย่างก็ดีแล้ว ดีกว่ามีอย่างเดียว ถ้ามีอย่างเดียวเราก็นึกว่าดีกว่าไม่มีอะไร เสียเลย เราก็พอใจ เมื่อเราพอใจเราก็กินสบายมีอารมณ์สดชื่นรื่นเริงในการรับประทานอาหารนั้น ไม่ดุ ใครว่าใคร  ไม่ทำใจให้เกิดความทุกข์ความเดือดร้อน  ความพอใจมันเป็นความสุขแล้ว  ความสุขที่เกิด จากอาหารนั้น เพราะว่าเราพอใจ หรือเครื่องนุ่งห่มแต่งเนื้อแต่งตัว เราไปไหนเราก็แต่งไปตามเรื่อง แล้วไปเห็นคนอื่นเขาแต่ดีกว่า เรา ผ้าดีกว่าทันสมัยกว่า หรืออะไรๆ ดูแล้วมันดีกว่าเรา ถ้าเราเกิดอารมณ์ขึ้นมาในใจว่า แหม เรามัน ไม่เป็นคนทันสมัยเสียเลย  คนอื่นเขาแต่ดีกว่าเรา  แล้วมองดูตัวเองก็ไม่พอใจ  ไม่พอใจในเสื้อผ้าที่ตัว แต่งอยู่  ขณะนั้นก็เกิดความทุกข์ทางใจ  เกิดความวิตกกังวลมีปัญหาเกิดขึ้นในใจทันที อันนี้เรียกว่าไม่สัน โดษในสภาพที่ตนมีตนได้  แต่ถ้าหากว่าเราเห็นใครเขาแต่งอย่างไรก็ช่างเขา  เราแต่งของเราอย่างนี้  เราสบายอย่างนี้ของเรามันก็กันร้อนได้กันหนาวได้  กันเหลือบกันยุงได้ ปกปิดความละอายได้มันก็พอแล้ว  เราก็สบายได้ เมื่อมีความสบายใจก็ไม่มีปัญหา อย่างนี้เรียกว่าสันโดษ สันโดษด้วยเสื้อผ้าที่เรามีเราได้อย ในวันนั้นในขณะนั้น นี่เรื่องหนึ่ง ที่อยู่อาศัย  เหย้าเรื่อยของเราก็เหมือนกัน  เรามีบ้านอย่างใดก็ตาม แล้วมีคนอื่นมาปลูกบ้านใกล้ บ้านใกล้กับเราก็ตาม  ของเขาใหญ่กว่าสวยกว่าสนามหญ้ากว้างกว่า รั้วงามกว่า เรามองแล้วมองดูบ้าน ของตัว ดูหมิ่นบ้านของตัว แหมบ้านเราเหมือนกับรังหนู ไม่สวยไม่งามสีก็จืดไม่น่าดู สนามหญ้าก็ไม่สวยไม่ กว้างเหมือนกับบ้านโน้น กำแพงก็ไม่ทันสมัย เครื่องใช้ในบ้านก็ไม่ทันสมัย เหมือนกับอยู่ในนรก เพราะว่า สร้างความทุกข์ขึ้นในใจ  ไม่พอใจในบ้านที่ตัวอยู่  ทะเยอทะยานไปมองบ้านคนอื่นเขา  แล้วก็นึกว่าเรา ควรจะมีอยู่อย่างนั้น ควรจะมีอย่างนี้ตลอดเวลา อย่างนี้ใจมันก็เป็นทุกข์ ไม่มีความสบายใจ แต่ถ้าเราพอ ใจว่า  บ้านเรามันอย่างนี้ก็ต้องพอใจไปก่อน พอใจไปก่อนเมื่อมันยังไม่มีบ้านที่ดีกว่านี้ ก็ต้องพอในอันนี้ไป ก่อนอันนี้พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ว่า ยํ ลทฺธํ เตน ตุฏฺฐพฺพํ แปลว่าได้สิ่งใดพอใจด้วยสิ่งนั้น เมื่อเราได้สิ่ง ใดมาเราก็พอใจ เรามีบ้านหลังคากันฝนได้ ฝากันแดดได้ พื้นเรียบร้อยมีความสะอาด เราหลับนอนได้อย างสบาย เหมือนกันกับบ้านหลังโน้นเราสบายดีเป็นปกติ เราก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้นในใจ จิตใจเป็นสุขในขณะ ที่เรารู้สึกว่าเราพอใจอันนี้ เรียกว่ามีความสันโดษ ความสันโดษมันเป็นศิลปะแห่งการดำรงชีวิต เป็นศิลปะ แห่งความสุขในสบายใจในสิ่งที่เรามีเราได้  เช่นว่าวันนี้ฝนตก เราก็นึกให้มันสบายใจ เออฝนตกก็ดี อา กาศเย็นๆ  ดีกว่าร้อน  วันไหนอากาศร้อนเราหงุดหงิดใจ เหงื่อไหลไคลย้อยฝนตกอย่างนี้มันสบายใจดี  ไม่มีอะไรเราก็มีจิตใจสบาย ไม่อึดอัด ไม่ขัดใจเพราะท้องฟ้ามืด หรือฝนตกหรือลมพัดกระโชกมา ใจเรา มันเฉยๆ  ก็มีความสุขทางใจ  จิตใจสบาย ไม่มีปัญหาทางใจมากเกินไป เพราะว่าเราจะไปบังคับว่าฝน เอ๋ยหยุดเสียทีเถอะ   ข้ารำคาญเต็มทีแล้ว  บังคับมันได้เมื่อไหร่  มันจะตกก็ต้องตกจะเกิดมันก็ต้องเกิด  เพราะฉะนั้นเราหมุนใจเราดีกว่า อย่าไปหมุนธรรมชาติเลย ธรรมชาติมันแก้ไม่ได้ เราแก้ใจดีกว่า แก้ใจ เราก็คือว่ายิ้มรับสถานการณ์  ฝนตกเราก็ยิ้มรับมันเสีย  เออสบายดีเหมือนกันฝนตก  วันนี้วันอาทิตย์ไม่มี งานมีการเราไม่ได้ไปออฟฟิต ฝนตกจะได้อยู่บ้าน จะได้พักผ่อน ไม่ต้องไปไหน ไม่เปลืองน้ำมันรถ แต่ว่า ต้องไปฟังเทศน์เสียหน่อย  เพราะว่าต้องไปอยู่เป็นประจำ มันก็สบายใจ ไม่มีเรื่องอะไร ที่อื่นเราไม่ไป เพราะว่าฝนตก แต่ว่าไปฟังเทศน์ต้องไปหน่อยเพราะเป็นอาหารใจ เราก็มาด้วยความสดชื่น ใจสบาย นี้ เรียกว่ามีสันโดษ คือพอใจในสิ่งที่เรามีเราได้ มันเป็นความสุขทางใจอย่างหนึ่ง ถ้าเรารู้จักทำ แต่ถ้าเรา ไม่รู้จักทำใจให้เกิดสันโดษ ก็หงุดหงิดเรื่อยไปมีความทุกข์มีความเดือดร้อนใจมันก็เสียหาย อันบุคคลที่มีความสันโดษนั้น ไม่ใช่คนขี้เกียจงาน คนสันโดษไม่ใช่คนขี้เกียจ ถ้าประพฤติตามหลักสัน โดษแล้ว  แล้วจะไม่ขี้เกียจ ทำไมจึงไม่ขี้เกียจ คนขี้เกียจนั้นไม่ใช่คนสันโดษ แต่ว่าเป็นคนไม่มีสันโดษคือ ไม่พอใจ  คนขี้เกียจคือคนที่ไม่พอใจ เขาให้กวาดขยะไม่อยากจะกวาด เขาให้รดน้ำต้นไม้ไม่อยากจะรด  เขาให้พรวนดินไม่อยากจะพรวนดิน เขาให้ทำอะไรก็ไม่พอใจทั้งนั้น เมื่อไม่พอใจก็ทำนิดหน่อย ทำนิดหน่อย แล้วก็ทิ้งเครื่องมือไปแล้ว ไม่ทำต่อไป นี่คือความไม่พอใจ เขาเล่าเรื่องไว้เรื่องทางปักษ์ใต้ ฤดูนี้มันเป็น เดือนสิบ เรียกว่าใกล้ทำบุญสารท ชาวบ้านในชนบทพอใกล้ทำบุญสารทเขาต้องไปหามะพร้าว สำหรับเอา มาเคี่ยวเป็นน้ำมัน   เพราะว่าสมัยก่อนน้ำมันไม่ค่อยมี  ต้องเคี่ยวเอา  เคี่ยวน้ำมันมะพร้าวแล้วทำขนม  ขนมประเภททอดมันเขาเรียกว่า  ขนมเจาะหู  ขนมลูกสะบ้า  ขนมอะไรหลายอย่าง เอาไปทำบุญในวัน สารท  ฤดูนี้มันก็เป็นฤดูทำนำ มีคนหนุ่มคนหนึ่ง บ้านเขาไม่ได้อยู่ทุ่ง แต่เขาอยู่ในป่า ไปอยู่ในป่าเวลาไป ขอมั่นลูกสาว  คนในทุ่งเขาบอกว่า มึงจะไปอยู่ได้หรือในทุ่ง ต้นกกมันรก ในนาเต็มไปด้วยต้นกก เหมือน กับสนามหญ้าที่รกฉะนั้นแหละ ต้นกกต้นเท่านิ้วชี้ ต้นไม้เท่านี้กูยังตัดได้ กลัวอะไรกับต้นกก ว่าอย่างนั้นมันยัง ไม่ได้แต่งงาน มันนึกว่าต้นกกต้นเล็กๆ ตัดเดี๋ยวเดียวก็ได้ ก็เลยได้แต่งงาน เมื่อแต่งงานแล้วเขาก็ไปทำ นา   ต้องเอามีดไปฟันต้นกก  ฟันต้นกกมันไม่เหมือนกับฟันต้นไม้เนื้อแข็ง  ไม้เนื้อแข็งฟังลงไปก็เข้าทันที  แต่ต้นกกบางทีฟันแล้วมันไม่ขาด  มันลู่มันอ่อนไปเสีย เขาก็ฟันไป แต่ขณะที่ฟันหญ้าเขายืนในน้ำ ยืนในน้ำ ปลิงกัดแข้งกัดขา   มันอยู่ในป่าไม่เคยมีปลิง  ต้องเอามือไปปลดปลิงจากแข้ง  เลยก็นึกในใจว่าไม่ไหว แล้วอย่างนี้ทำไม่ได้แล้ว  ก็เลยกลับไปบ้านตอนเย็นก็ถามพ่อแม่ว่า พ่อเมียแม่เมียถามว่า ใกล้จะเดือนสิบ แล้ว ทีนี้เวลาจะทำขนมเอามะพร้าวที่ไหน ต้องไปหามาทางริมภูเขา บ้านป่าบ้านสวน มันบอกว่าพรุ่งนี้ฉัน จะไปบ้านแล้ว ไปหามะพร้าวเพื่อเอามาให้แม่ยายทำขนม มันเบื่อที่จะไปตัดหญ้าในทุ่งนาไปหายไปเลย นี่ เพราะเรื่องอะไร  เรื่องไม่พอใจนั่นเองไม่อดทน  พอไม่พอใจเกิดขึ้น  ไม่อดทน ไม่มีความเพียร ไม่มี ความตั้งใจที่จะทำสิ่งนั้นแล้ว ผลที่สุดก็ทิ้งงาน ไม่สามารถจะทำได้ อย่างนี้เราเห็นกันอยู่ทั่วๆ ไป เด็กๆ  ที่เราให้เรียนหนังสือถ้ามันไม่พอใจเรียน คือไม่มีความสันโดษในการเรียนแล้ว มันเบื่อไป หมดเรียนเลขก็เบื่อเรียนภาษาก็เบื่อเรียนอะไรมันก็เบื่อทั้งนั้น แล้วมันก็หนีโรงเรียนเที่ยวหลบไปอย่างนั้น อย่างนี้   ผลที่สุดก็เรียนไม่ได้  นี่ก็เพราะว่าไม่มีความสันโดษในเรื่องที่ตัวกระทำ  ความขี้เกียจเกิดขึ้น  ความไม่อดทนก็เกิดขึ้น ความตั้งใจที่จะทำมันก็ไม่มี งานไม่สำเร็จ แต่ว่าคนที่มีความสันโดษมีความพอใจใน การปฏิบัติหน้าทีนั้น  เขาจะไม่ทิ้งงาน เราให้เขาขุดดินพอเขาไปเห็นดินเขาก็พอใจ จับจอบขุดพลิกขึ้นมา ก้อนหนึ่งเขาก็พอใจ พลิกขึ้นมาอีกก้อนก็พอใจ ทุกครั้งที่เขาเอาจอบฟันลงไปในดินเขาพอใจ พลิกขึ้นมาเขา ก็พอใจ คนประเภทนี้ไม่ทิ้งไม่ทิ้งงานเป็นอันขาด เพราะเขาพอใจ นี่แหละเขาเรียกว่าสันโดษ คือพอใจ ในงานที่ตนจะทำ  แล้วไม่ทิ้งงาน เพราะฉะนั้นเราจะเห็นว่าคนบางคนเข้าไปทำงานอยู่กับใคร เช่นทำ งานบริษัทห้างร้านหรือทำงานอะไรก็ตาม   ทำไปจนแก่จนเฒ่าจนเขาปลดออกจากงาน   ไม่ทิ้งไปเลยนี่ แสดงว่า คนนั้นมีความสันโดษ พอใจในงานที่เขามอบหมายให้กระทำ แล้วทำไปเจริญทุกราย ก้าวหน้าได้ เลื่อนฐานะเลื่อนตำแหน่งเงินเดือน  เพราะว่าเขาพอใจ  ใจทางตรงกันข้ามคนที่ไม่พอใจ  ไปทำงานที่ บริษัทนี้เกิดไม่พอใจ ไม่พอใจเจ้าของไม่พอใจหัวหน้าคนงาน ไม่พอใจในสิ่งแวดล้อมภายในโรงงาน อึดอัด ขัดใจลาออก แล้วไปหางานใหม่เดี๋ยวเกิดไม่พอใจอีก ลาออกอีกลาออกจนกระทั่งว่า ไม่เป็นล่ำเป็นสัน ทำ บริษัทนั้นทำบริษัทโน้นหน่อยหนึ่งแล้วมันจะดีขึ้นได้อย่างไร  ถ้ามีใบเซอตีฟิเกตไปแสดงเจ้าของานเห็นเข้า ไม่ไหว บริษัทนั้นสามเดือนบริษัทนั้นสองเดือน บริษัทนั้นเดือนครึ่ง ใครเขาจะรับ เพราะแสดงว่าเป็นคนใจ อ่อนโลเล  ไม่หนักแน่น ทำอะไรนิดๆหน่อยๆ เดี๋ยวก็ละงานไปแล้ว ก็หางานทำลำบาก ไม่สามารถจะอยู่ กับใครได้ นี่มันผิดตรงไหน ตรงที่ไม่มีคุณธรรมคือความสันโดษนั่นเอง แต่ถ้าเรามีความสันโดษมีความพอใจ เราทำงานอะไรก็ทำด้วยความพอใจในงานนั้น  ไม่ทิ้งงาน ไม่ย้ายงาน ทำไปจนได้ดิบได้ดี จนก้าวหน้า เป็นที่รักของนายจ้าง  นี่คือคนที่มีความสันโดษ  ความสันโดษจึงไม่ใช่ความเกียจคร้าน  ไม่ใช่ความเบื่อ หน่ายต่อชีวิต แต่เป็นความชื่นใจดีใจกับสิ่งที่เรามีเราได้ มันเป็นความสุขอย่างหนึ่ง ซึ่งเกิดขึ้นในใจแล้วทำ ให้เกิดกำลังเข้มแข็ง เกิดความอดทนเกิดความหนักแน่น เกิดความรักงานรักการ ทำงานด้วยอารมณ์สดชื่น แล้วมันดีหรือไม่  ญาติโยมลองคิดดู  สันโดษมันดีไม่ใช่เสียหาย เพราะฉะนั้นพระจึงสอนว่า ให้มีความสัน โดษในหน้าที่การงาน ในทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นในชีวิตวิถีของเรา เราจะต้องพอใจในสิ่งนั้น ทำความพอใจให้เกิดขึ้น พอมีความพอใจแล้วใจมันสบาย ไม่ลำบากไม่เดือดร้อน ให้สังเกตดูสภาพจิตใจ ของเรา เวลาใจที่เราหงุดหงิดงุ่นง่านขึ้นมา แสดงว่าเราไม่พอใจแล้วไม่พอใจในที่ที่เรานั่งในที่ที่เรายืน ไม่พอใจในสภาพสิ่งแวดล้อม ไม่พอใจในบุคคลไม่พอใจเหตุการณ์ต่างๆ เราอารมณ์หงุดหงิดขึ้นมาทันที ถ้า รู้สึกว่าจิตใจมีสภาพหงุดหงิดขึ้นมาเช่นนั้น ขอให้ตั้งปัญหาถามตัวเอง  ถามว่ามันหงุดหงิดในเรื่องอะไร  มีอะไรทำให้เกิดความหงุดหงิดขึ้น  เราก็จะตอบได้ทันทีว่า เพราะเราไม่พอใจในสิ่งนั้นในสิ่งนี้ เราตอบได้กับตัวเองว่าไม่พอใจ และเมื่อ เรารู้ว่าเพราะความไม่พอใจจึงได้เกิดอารมณ์อย่างนี้ขึ้นมา เราจะแก้ไขอย่างไร ก็แก้ไขด้วยการเปลี่ยน เสีย เปลี่ยนจิตใจที่ไม่พอใจนั้นให้เป็นความพอใจทำ อย่างไรจึงจะพอใจ ก็มองในแง่ดีแง่งามของสิ่งนั้นๆ มองในสิ่งนั้นว่ามันดีตรงไหน มันเป็นประโยชน์ตรงไหน มันมีอะไรที่ควรจะชมบ้างในเรื่องนั้นๆ หัดมองอะ ไรในแง่ดีแง่งาม แล้วเราก็จะเกิดความพอใจยิ้มออกมาทันทีว่าเอามันก็น่ารัก น่าเอ็นดู ไม่มีอะไรที่น่าจะ รำคาญ  เรารำคาญเรียกว่ามันเผลอไปเอง  ประมาทไปเองจึงได้เกิดอารมณ์อย่างนี้ขึ้นมาในใจ อันนี้ ช่วยให้จิตใจสบาย  ไม่มีความทุกข์ความเดือนร้อนในทางจิตใจ นี่ลักษณะของสันโดษอย่างนี้ เรียกว่า สัน โดษตามสิ่งที่เรามีเราได้ สันโดษตามกำลังมันก็มีเหมือนกัน เรามีกำลังเท่าไหร่ สมมติว่ามีทุนอยู่แสนหนึ่ง แล้วเราจะการค้า ขาย เราก็ต้องพอใจในทุนที่เรามี แล้วต้องคิดกะงบประมาณในการดำเนินงานว่า ในวงเงินเท่านี้เราจะ ทำเท่านี้ไปก่อน เมื่อใดมีเงินมีทุนที่จะขยายงานได้ เราค่อยขยายต่อไป ทำด้วยอารมณ์สดชื่นรื่นเริงกับทุน เท่าที่เรามีอยู่นี้ ใครเขาจะมาพูดว่า ทำอะไรเล็กๆน้อยๆ มันจะพอกินหรือมันจะก้าวหน้าหรือ เราอย่าไป สนใจกับคำพูดเช่นนั้น เพราะเขาไม่รู้ฐานะของเรา ว่าเรามีอะไรเท่าไหร่ขนาดไหน แต่เราเองเรารู้ว่า เรามีอะไรเท่าไหร่  เพราะฉะนั้นเราต้องยิ้มรับสถานการณ์  ฉันพอใจในสิ่งนี้ไปก่อน  เพราะฉันมีทุนอยู่ เพียงเท่านี้ และในทุนที่เรามีนี้เราทำด้วยความไม่ประมาท ใช้ความรอบคอบระมัดระวังในการที่จะทำเพื่อ รักษาต้นทุนไว้ และเพื่อให้เกิดกำไรขึ้นตามสมควรแก่หน้าที่ที่เราปฏิบัติ ถ้ามีอะไรที่เป็นกำไรเกิดขึ้นเราก็ พอใจ ว่าได้เท่านี้มันก็ดีแล้ว พอใจเท่านี้ไปก่อนเราก็สบายใจ ไม่มีปัญหาอะไรเกิดขึ้น อันนี้เป็นตัวอย่างที่ ว่า พอใจในสิ่งที่เรากำลังทำอยู่ ก็ทำให้เกิดความสุข ทีนี้เหตุการณ์บางอย่างที่เกิดขึ้นในชีวิตของเรา เช่นว่าขโมยมาขึ้นบ้านเอาข้าวของของเราไป เรา ควรจะคิดอย่างไร  อย่าคิดให้มันเป็นทุกข์เมื่อของหาย  แต่ควรคิดให้สบายใจ คิดให้สบายใจก็คิดมองใน แง่ดีไว้ก่อน ในแง่ดีของเรื่องนั้น เช่นขโมยขึ้นบ้านเรา เราก็อยู่ในบ้านนั่งอยู่ชั้นล่างขโมยขึ้นข้างบน ปีนขึ้น ไปทางต้นไม้ที่อยู่ข้างบ้านของเรา  ทุบกระจกแตกเราอาจจะได้ยินเสียงกระจกแตก  แต่นึกว่าเด็กมันทำ จานแตก  หรืออะไรแตกไป ไม่เฉลียวใจ ไม่ได้คิดว่าขโมยมันขึ้นมาบนบ้าน แล้วมันก็มาเอาข้าวของของ เราไป  ถ้าเราจะมานั่งเสียใจนั่งเป็นทุกข์ ว่าแหมเอาเครื่องเพชรไปเสียเอาสิ่งนั้นไปเสีย น่าเสียดาย  คิดขึ้นทีไรก็เป็นทุกข์ทุกที พอคิดถึงแหวนเพชรวงนั้นก็เสียใจ คิดถึงสายสร้อยก็เสียใจ ไปเห็นกระจกแตกก็ เสียใจ  เหตุการณ์ทั้งหลายมันทำให้เราเสียใจอยู่ตลอดเวลา เป็นทุกข์เปล่าๆ เราควรจะคิดอย่างไร คิด ให้มันชื่นใจดีกว่า คิดให้ชื่นใจต้องคิดว่าอย่างนี้ สมมติว่าเราไปเห็นขโมยคนนั้นเข้า ในขณะที่มันทำการ เปิดตู้อยู่  จะเอาข้าวเอาของของเรา แล้วมันเห็นเราเจ้าของบ้านขึ้นไป มันจะทำอะไรกับเราบ้างไหม  ไว้ใจไม่ได้  ขโมยเดี๋ยวนี้มันฆ่าคนง่ายๆ ถ้าเราไปเห็นขณะที่มันกำลังลักอยู่ มันมีมีดมันมีปืนมันต้องแทงเรา  มันต้องยิงเรา เราอาจจะถึงตายก็ได้ นี่ดีที่เราไม่ขึ้นไปเห็นมันในขณะที่มันเอาของแล้วมันก็ไม่มีโอกาสทำ ร้ายรา  มันเอาแต่ของแล้วมันก็ไป  เรายังมีชีวิตอยู่ยังสบายบุญนักหนา  เราต้องนึกว่าบุญจริงๆ  ไม่ใช่ โชคร้ายแล้ว ควรจะมองว่ามันเป็นโชคดีเหลือเกินในชีวิตของเรา ที่เราไม่ได้ขึ้นไปเห็นเจ้าขโมยพวกนั้น  ถ้าเราขึ้นไปเห็น สมมติว่าพ่อบ้านขึ้นไปเห็น มันต้องเล่นงานเรา มันมีปืนมันต้องยิงก่อนแล้ว แล้วเราอยู่ใน ท่าที่เสียเปรียบ  เช่นเราขึ้นบันไดไปพอโผล่หัวเปรี้ยงเข้าให้แล้วเข้าลูกตาเลย เราก็พลิกท้องกลิ้งหลุนๆ  ไปตามบันไดเท่านั้นเอง เราตาย หรือว่าคุณนายคุณหญิงขึ้นไปเห็นมันเข้า มันก็ทำร้ายร่างกาย เกิดความ เจ็บปวดไปเปล่าๆ เมื่อมานึกอย่างนี้ เราก็ควรจะพอใจ พอใจว่าดีแล้วที่มันเอาไปเพียงเท่านั้น มันไม่ทำ ร้ายชีวิตของเรา  ถ้าเราไปเห็นมันขณะทีมันเอาของอยู่ มันก็ต้องทำร้ายเรา ต้องทำแน่ๆ ขโมยมันไม่คิด หรอก  เรื่องอะไรมันก็ไม่คิดหรอก ก็ดูข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์ มันเอาเงินไป พอเราวิ่งตามมันยิงกลิ้งโค่ โล่ไปเลย  เราต่อสู้มันยิงทั้งนั้น  มันทำเราทั้งนั้น ทีนี้เราไม่มีโอกาสได้เห็นมัน แล้วเราไม่ได้ทำการขัด ขวางมัน  เราก็ไม่ตาย  นับว่าบุญแท้ๆ  ที่เราไม่ได้เห็นขโมยนั้น มันเอาแต่เงินไปเพชรนิลจินดาไป มัน ของนอกกาย  เรายังมีปัญญามีสมอง  เราก็หาได้ต่อไป ไม่เห็นจะทุกข์ร้อนอะไร อย่างนี้ก็สบายใจ ไม่มี ความทุกข์ความเดือดร้อน    นี่ก็คือสันโดษเหมือนกัน    แสดงว่าเรามีความสันโดษพอใจในสิ่งที่เกิดขึ้น  แล้วมองในแง่ว่ามันเกิดเพียงเท่านั้นดีกว่ามันเกิดมากกว่านี้ เสียหายเท่านี้ดีกว่ามันมากไปกว่านั้น อันนี้เรา สบายใจ ไม่ต้องนั่งเป็นทุกข์ ไม่ต้องร้องให้เสียน้ำตา เพราะมาคิดในแง่พอใจอย่างนี้ จิตใจก็สบาย อันนี้ เป็นตัวอย่างของความที่เรียกว่า มีความสันโดษพอใจ ในชีวิตในครอบครัวก็เหมือนกัน  สมมติว่าสามีภรรยาอยู่ด้วยกัน ถ้าอยู่ด้วยความสันโดษแล้วไม่มีปัญ หา ไม่มีเรื่องทะเลาะเบาะแว้งกัน ไม่มีเรื่องขัดอกขัดใจกัน แต่อยู่กันด้วยความสุขเพราะต่างคนต่างพอใจ สามีก็พอใจในภรรยา ภรรยาก็พอใจในสามี ไม่มีปัญหาเลย อยู่กันตลอดชีวิตในครอบครัวเพราะรู้จักใช้สัน โดษ  แต่ถ้าว่าเกิดไม่พอใจขึ้นมา ของเรามันสู้คนนั้นไม่ได้คนนี้ไม่ได้ ไปเที่ยวเปรียบเทียบ เปรียบเทียบ แล้วเห็นข้อแตกต่าง เห็นความแตกต่างแล้วเปลี่ยนเป็นเรื่องไม่พอใจในสิ่งที่ตัวมีตัวได้ ก็เกิดความทุกข์เกิด ปัญหา  บางทีทะเลาะเบาะแว้งกัน เพราะอารมณ์ไม่ชอบใจ นี่คือไม่มีความสันโดษ จึงเป็นเรื่องเสียหาย ด้วยประการต่างๆ ในทางศีลธรรมท่านจึงว่า ต้องพอใจในคู่ครองของตน เรียกว่า "สทารสันโดษ" ก็จะ เป็นเหตุให้เกิดความสุขความสบายใจ  ไม่เกิดความวุ่นวาย  ไม่เกิดปัญหา ลักษณะสันโดษมันเป็นอย่างนี้  ญาติโยมลองเอาไปพิจารณาดูแล้วจะเห็นว่า เป็นศิลปะแห่งความสุขในชีวิตประจำวัน จะไม่ทำให้เราเกิด ความทุกข์เลยแม้แต่น้อย ในเรื่องเล็กๆน้อยๆ สมมติว่าเราขับรถไป แล้วรถมันเสียอารมณ์หงุดหงิดทันที แหมทำไมมันเสีย ถ้า มีคนขับให้เราก็ดุคนขับ  ทำไมไม่ดูให้เรียบร้อย  ไม่แต่งให้เรียบร้อยไม่ทำอย่างนั้นไม่ทำอย่างนี้  นั่นไป ดุคนขับ คนขับอารมณ์เสียอีก พอคนขับอารมณ์เสีย ทีนี้พอคนขับอารมณ์เสียมันก็แต่งไม่ถูกไม่ต้อง บางทีมันก็ รำคาญว่านายดุมันเลยทำให้เสียหนักเข้าไปอีก  มันเลยต้องยืนตากแดดอยู่ตรงนั้นเอง  ไม่ได้เรื่องอะไร  เราควรจะทำอย่างไรในขณะนั้น เมื่อรถเสียเราก็อย่าไปนึกให้มันหงุดหงิด แต่นึกว่าอนิจจัง อนิจจัง พระ พุทธเจ้าท่านตรัสไว้แล้วว่าสิ่งทั้งหลายมันไม่เที่ยง  เราก็นึกถึงธรรมมะว่า มันไม่เที่ยงมันเป็นของธรรมดา  ที่จะต้องเป็นอย่างนี้ ใจมันก็ดีเพราะนึกถึงกฏธรรมดา แล้วพอใจดีเราก็ไม่ดุคนขับมัน เอาดูซิอะไรมันเสีย ช่วยกันดูช่วยกันแก้ไขต่อไป  ถ้าแก้ได้ก็ดี  ถ้าแก้ไม่ได้ก็นึกให้มันสบาย  เช่นนึกว่ามันเสียตรงนี้ก็ดี  อา กาศปลอดโปร่งดี  ทิวทัศน์ก็สวยงาม  ดูไปด้านโน้นก็ทุ่งข้าว ดูไปด้านนั้นเห็นทิวป่าน่าดูน่าชมดี ธรรมชาติ แถวนี้มันสวยสดงดงามดี เราชมป่าชมดงไปตามเรื่องตามราว ก็มันเสียแล้วจะไปหงุดหงิดอยู่ทำไม เราก็ นึกชมต้นหมากต้นไม้ไป คุยกับคนขับต่อไป มันก็ไม่เป็นทุกข์เป็นร้อนเรื่องใจ นี่คือความพอใจในสิ่งที่มันเกิด ขึ้นตรงนั้นเราก็สบายใจ คราวหนึ่งนั่งรถไฟมาจากปักษ์ใต้  แล้วมันมาเสียตรงที่บางสะพานน้อย คนในรถบ่นกันอุบอิบๆ แหม  แย่ไม่ทันโทรเลขให้เขามารับจะมาคอยเก้อ อย่างนั้นอย่างนี้พูดกันใหญ่เลย อาตมานั่งๆ ฟังเห็นว่าโยมจะ ไปกันใหญ่แล้ว  ก็เลยต้องเทศน์เสียหน่อย ปาฐกถาเสียหน่อยในรถไฟ ก็ไม่เป็นไร เลยบอกว่าโยมอย่ามี ความทุกข์เลย โยมทุกข์ร้อนรถมันก็ไม่เดินหรอก โยมบ่นมันก็ไม่เดิน เครื่องมันเสีย คนนั้นเขาไม่มีเจตนา ให้มันเสีย  มันเสียตามธรรมชาติ เพราะสิ่งทั้งหลายมันไม่เที่ยงแท้แน่นอน มันก็ต้องอย่างนี้แหละ โยม เคยมาเที่ยวแถวบางสะพานน้อยหรือเปล่า ยังเลย ไม่เคยมาเที่ยว อย่างนั้นก็ดีแล้วเดินไปเที่ยวตลาดไป ซื้อกล้วยตากมากิน  ฝากลูกฝากหลานก็ยังได้  ปลาเค็มแถวนี้ก็ไม่แพงใกล้ทะเล ไปเดินขมตลาดกันดีกว่า  ลงจากรถเป็นแถวไปเลย อาตมานำขบวนเลยพอโยมไปเที่ยวตลาด ชวนพูดชวนคุยให้สบายใจ ไปกินน้ำมะ พร้าวอ่อนมั่ง ซื้อกล้วยตากมั่ง คนหนึ่งก็ซื้อปลาเค็มมั่งไปฝากลูกหลาน แล้วที่เป็นทุกข์มันก็หายกลุ้มไปเท่านั้น เอง  เราไม่ได้มองในแง่ดีไว้  ไปมองในแง่เสียบ้าง แหม รถมันมาเสียที่ตรงนี้ ก็มันเสียที่ตรงนี้ก็ดีแล้ว  เราได้ลงไปเที่ยวบางสะพานน้อยเพราะยังไม่เคยมาเที่ยว  ไปดูซิคลองบางสะพานมันยังมีขายหรือเปล่า  ว่าไปตามเรื่องให้โยมแกสบายใจ   เลยทุกคนยิ้มออกมาได้  แล้วก็เดินไปชมนกชมไม้ไปตามเรื่องต่อไป  กลับมาไม่เท่าใดเขาเอาหัวรถมาเปลี่ยน ก็ลากรถไปได้ต่อไป ใจมันก็หมดทุกข์หมดร้อนไป นี่เป็นตัวอย่างให้เห็นง่ายๆ  ว่าควรแปลเหตุการณ์ที่ร้ายให้กลายเป็นดี  เหตุการณ์ที่มันจะเป็นทุกข์  ให้มันเป็นสุขสดชื่น  เรามันต้องหัดแปลญัตติ  พูดตามภาษาในสภา เรียกว่าแปลญัตติเสียมั่ง อย่ายืนยันมติ ของตัวเรื่อยไป  ถ้ายืนยันเรื่อยไปประธานก็ขับออกจากสภาเท่านั้นเอง บอกว่าคุณออกไปเข้าป่าไป เก เร   ผู้แทนนี้ใช้ไม่ได้   ถูกออกนอกสภาเลยไม่ได้อภิปรายต่อไป  เราต้องหัดแปลเสียมั่ง  อะไรมันไม่ สวยสดงดงามให้สดชื่นรื่นเริงขึ้นมา  อันนี้ก็จะทำให้จิตใจสบาย นี่เป็นลักษณะสันโดษ ดังนั้นไม่มีอะไรเสีย  แล้วเรื่องสันโดษนี้ไม่ใช่สอนแต่ในพระพุทธศาสนานะ ลองไปอ่านค้นคว้าคัมภีร์คริสเตียน  ก็สอนเรื่องสัน โดษ อิสลามก็สอนเรื่องสันโดษ ฮินดูก็สอนเรื่องสันโดษ ขงจื้อแม้ไม่เป็นตัวศาสนา แต่เป็นลัทธิธรรมดา\ๆ ก็ยังสอนศานุศิษย์ให้มีความสันโดษ  ให้พอใจตามมีตามได้ ขงเบ้งซึ่งเป็นหัวหน้าเสนาธิการใหญ่ของเล่า ปีมีชีวิตสันโดษที่สุดอยู่ที่บ้านเล็กๆ  ริมภูเขาโฮลังกัง  ปลูกต้นหม่อนเลี้ยงตัวไหม ไม่มีสมบัติอะไรมากมาย  แม้ได้ไปเป็นเสนาธิการใหญ่ของเล่าปี่ก็อยู่อย่างสันโดษ มักน้อยไม่กินเติบไม่ใช้ของเติบ ไม่สุรุ่ยสุร่าย ฟุ่ม เฟือย  \สิ่งใดที่ได้รับพระราชทานรางวัลมาเอามาเก็บๆ ไว้ไม่ค่อยใช้ ใช้เท่าที่จำเป็น ของอะไรไม่จำ เป็นก็ไม่ได้ใช้  เวลาตายก็มีทรัพย์สมบัติเหลือเฟือ ไม่ส่งไปให้บุตรธิดาที่เขาโลฮังกัง แกเขียนบอกว่า  บุตรภรรยาของข้าพเจ้าไม่ต้องเป็นห่วงมีที่ดินอยู่ห้าสิบไร่  ต้นหม่อนไม่น้อยกว่าห้าร้อยไร่ แล้วก็มีบ้านอยู่ สุขสบายแล้ว  ทรัพย์สมบัติอันใดที่ได้รับพระราชทานรางวัลจากพระเจ้าแผ่นดิน  ขอส่งคืนเพื่อเอาไปแจก กับทหารที่ไปรบทัพกลับมา อันก็ลำบากเอาไปแจกกันเถอะ นี่ชีวิตของผู้มีความสันโดษ ไม่มักใหญ่ใฝ่สูง ไม่ สุรุ่ยสุร่ายในการเป็นการอยู่  มีชีวิตสดชื่นรื่นเริงด้วยการปฏิบัติหน้าที่ ก็มีความสะดวกสบาย ไม่มีเรื่องวุ่น วายเดือดร้อน คราวหนึ่งพระพุทธเจ้ากับพระสงฆ์ไปจำพรรษาอยู่ที่บ้านแห่งหนึ่ง  ปีนั้นฝนแล้งเหลือเกิน ชาวนาอด ข้าวกันเป็นอันมาก แล้วก็พระต้องจำพรรษาที่นั่น เพราะไปไม่ได้ต้องอยู่จำพรรษา แล้วก็จะทำอย่างไร ก็ พอดีมีพ่อค้าม้า เขามาด้วยม้าจำนวนมาก มีข้าเปลือกมาจำนวนมาก พระก็ไปบิณฑบาตจากพวกนั้น เขาให้ ข้าวเปลือกมา  พระก็เอามาตำข้าวเปลือกตำให้เป็นข้าวสาร แล้วเอาไปคั่วฉันกันไปตามเรื่อง พระพุทธ เจ้าท่านก็สอนภิกษุว่า เราตองอยู่ด้วยความอดทน ต้องอยู่ด้วยความพอใจ สันโดษในสิ่งที่มีที่ได้ จนกว่าจะ ออกพรรษา  เมื่อออกพรรษาแล้วจึงจะเคลื่อนขบวนไปสู่ที่อื่นได้ พระเหล่านั้นก็อยู่ด้วยความพอใจ เพราะมี ความสันโดษมีความพอใจอย่างนี้ นี่เป็นตัวอย่าง ในนิทานชาดก เล่าเรื่องนกสันโดษไว้ตัวหนึ่ง คือนกตัวนั้น อยู่ที่ต้นไม้  กินยอดไม้ เวลาไม่มียอดไม้กินใบไม้ ใบไม้ไม่มีก็กินเปลือกไม้ กินจนกระทั่งว่ากะพี้ของต้นไม้  แต่ไม่ยอมไปกินที่อื่น  อยู่ที่นั่นไม่ยอมไป  ใครจะมาพาไปไหนก็ไม่ไป บอกว่าฉันพอใจที่จะอยู่ที่นี่ แล้วก็อยู่ ด้วยความสบาย  ไม่ลำบากเดือดร้อนใจ อันนี้ก็เป็นเครื่องแสดงถึงน้ำใจของนกตัวนั้น ว่ามีความพอใจ มี ความสันโดษในสิ่งนั้นอยู่ เขาจึงอยู่ในสภาพเช่นนั้นได้ นี่ลักษณะเป็นอย่างนี้ เมื่อพูดถึงเรื่องสันโดษแล้ว  มันมีคำคู่กันกับสันโดษอีกคำหนึ่งเขาเรียกว่า  มักน้อย  เรามักจะได้ ยินว่าเป็นคนสันโดษมักน้อย  มันน้อยนี้มันเป็นพวกสมถะ  เป็นคนเงียบๆ  ลักษณะคนมันน้อยเป็นคนเงียบๆ  ไม่อวด   มักน้อยเป็นคนไม่ขี้อวด  ไม่ขี้โอ่ไม่อวดใครว่าฉันเป็นอย่างนั้นอย่างนี้  อะไรต่ออะไรทุกอย่าง  เช่นว่าไม่อวดรู้ ไม่อวดทรัพย์สมบัติ ไม่อวดเกียรติยศชื่อเสียงกับใครๆ เป็นคนที่เฉยๆ เงียบ คมในฝักว่า อย่างนั้นเถอะ  ถ้าพูดภาษาชาวบ้านเขาเรียกว่าคมในฝัก  ไม่แสดงอะไรใครๆ ก็ไม่รู้ว่าเป็นคนมั่งคั่งร่ำ รวยอะไร  แต่งเนื้อแต่งตัวง่ายๆ  ธรรมดาๆ ไปที่ไหนก็ธรรมดาๆ ไม่ทำโอ่อ่าหรูหราเพื่อจะอวดให้เขา เห็นว่าอย่างนั้นอย่างนี้ อย่างนี้เขาเรียกว่าเป็นคนมักน้อย คนที่มีชีวิตมักน้อยมักจะเป็นคนที่มีความสุขในใจ คือเขาเป็นสุขได้ทุกโอกาส ไปนั่งร้านกาแฟเล็กๆ ก็ได้ ไปทานข้าวราดแกงตามที่เขาขายก็ได้ กินอะไร ก็กินง่ายๆ  ไม่แสดงความโอ่อ่าหรู่หราให้ใครรู้  มีความรู้ก็ไม่แสดง  แต่ถ้ามีคนมาถามจึงจะพูด พูดอธิ บายอะไรๆ ได้ แต่ถ้าไม่มีคนสนใจก็นั่งเฉยๆ นั่งยิ้มอยู่ข้างใน อารมณ์สดชื่นยิ้มๆ อยู่ข้างใน ฟังคนอื่นเขา พูดเขาคุยกันโฉงเฉงกัน แต่คนที่มักน้อยเขานั่งฟังยิ้มอยู่ข้างใน ไม่แสดงออกอะไรทั้งนั้น ฟังคนอื่นพูด แต่ถ้า เมื่อมีคนสนใจมาถามเขาจะอธิบายเรียบๆ  ให้คนนั้นได้รู้ว่าอะไรเป็นอะไร อย่างนี้เขาเรียกว่า ลักษณะ ของคนมักน้อย  ไม่โอ้อวด ไม่ทำอะไรโอ้อวดทั้งนั้น เช่นมีทรัพย์ก็ไม่อวดว่ามั่งมี มีความรู้ก็ไม่อวดตัวว่ามี ความรู้   มีพวกมากก็ไม่อวดตัวว่าฉันเป็นนักเลงใหญ่  ฉันมีพวกมากอย่ามารังแกฉันนะ  เขาไม่มีลักษณะ อย่างนั้น เจียมเนื้อเจียมตัวทุกวิถีทาง เราลองคิดดูว่าถ้าเราไปพบคนอย่างนั้น จะเป็นอย่างไร เราจะมี ความเคารพนับถือเขา  เมื่อเรารู้สถานะที่จริงของเขาว่าเป็นอย่างไร เราจะเพิ่มความรักความเคารพ มากขึ้น  เพราะเป็นคนไม่โอ้อวด  ไม่แสดง  แต่ถ้าเราไปเจอใครสักคนหนึ่ง แหมอดอยู่ไม่ค่อยได้ ต้อง แสดงออกอยู่ตลอดเวลา เขาเรียกว่ากลองไม่ตีมันดังเอง กลองที่เขาแขวนไว้เฉยๆ แขวนแล้วมันตึ้งๆ ขึ้น มา เพราะว่ากลองนั้นมันไม่ดีแล้ว คนโบราณเขาว่ากลองอุบาทจัญไร ถ้ามันดังเองไม่ค่อยดี คนเราก็เหมือนกัน    เขาไม่ถามก็จะเข้าไปพูดจาแสดงนั่นแสดงนี่   ลักษณะไม่ใช่เป็นคนมักน้อย  แต่คนมักใหญ่มักอวดมันไม่ดีเป็นกิเลสประเภทหนึ่ง ตัวเล็กๆ แต่มันทำให้วุ่นวายพอใช้ จึงไม่ควรให้เกิดขึ้น ในใจ เราเป็นคนสงบเสงี่ยมเจียมเนื้อเจียมตัว ไปที่ไหนทำอย่างนั้นแล้วรู้สึกสบายใจ เมื่อเช้านี้อ่านหนัง สือพิมพ์พบประวัติคนหนึ่ง  เขาเรียกว่าเป็นคนเศรษฐี  มีนาที่ดินเยอะแยะมีเงินตั้งหมื่นล้านดอลล่าร์ที่แกมี  แต่ว่าแกไม่ค่อยแสดงตัวให้ปรากฎแก่ใครๆ  แต่งตัวง่ายๆ  ไปนั่งร้านคอฟฟี่ชอฟธรรมดาๆ แล้วก็นั่งเฉยๆ  ไม่ค่อยอวดอะไรกับใคร รถยนต์ที่ใช้ก็เก่าๆแก่ๆ รถโบราณไม่ค่อยใช้รถใหม่ทันสมัยกับเขาหรอก แต่งเนื้อ แต่งตัวก็อย่างนั้นแหละ ถ้าคนไม่นึกว่าตาแก่อะไรก็ไม่รู้มานั่งอยู่ตรงนี้ แต่ว่าความจริงแกเป็นเศรษฐีใหญ่ที่ มีเงินมีทองมากๆ แต่ว่าใครเข้าไปคุยกับแกชวนพูดชวนคุยอะไรกับแก แกก็คุยได้ แต่ถ้าไม่มีใครไปพูดแกก็ นั่งเฉยๆ มองดูคนนั้นคนนี้เขาพูดไป เรียกว่าเป็นผู้ดูมากกว่าผู้แสดง คนเราถ้าเป็นผู้ดูมันไม่ค่อยเหนื่อย ถ้า เป็นผู้แสดงมันเหนื่อย  เพราะฉะนั้นไปที่ไหนเป็นผู้ดูดีกว่า  ไม่ต้องแสดงก็ได้ แล้วก็จะสบายใจ อันนี้เป็น ลักษณะของคนอย่างนั้นเหมือนกับสัตว์บางชนิดเขาเรียกว่าแมลงป่อง  ไปไหนก็ชูหางร่าอยู่ตลอดเวลา ตัว แมลงป่องตัวเล็กๆ  พิษมันก็น้อยๆ แต่มันก็ชูหาง แต่ว่างูใหญ่ๆ เช่นงูจงอาง งูเห่าเป็นต้น เขาไปเรียบๆ  ยิ่งมีพิษมากกับคนตายทันที มันเฉยๆ ไปช้าๆค่อยๆเลื้อยไป แต่แมลงป่องนั้นแสดงอยู่ตลอดเวลา คนเราก็อย างนั้นรู้น้อยว่ารู้มากเริงใจ  กลกบเกิดในสระจ้อย ไฝ่เห็นทะเลไกลกลางสมุทร ชมแต่น้ำบ่อน้อยว่าลึกล้ำ เหลือ  ลักษณะเป็นอย่างนั้นไม่มีน้อย  แต่คนมักน้อยเขารู้ฐานะของตัว รู้ว่าตัวมีฐานะอย่างไร มีความรู้อ ย่างไร มีสภาพชีวิตจิตใจอย่างไร แล้วก็ประคับประคองใจพอเหมาะพอควร ไม่วุ่นวาย ไม่เสียหาย นี่เป็น ลักษณะของคนมักน้อย  น่าเคารพบูชาคนมักน้อย แต่คนมักอวดนี่มันไหว   อวดเรื่อยทีเดียวไม่ว่าอะไร  มีเรื่องที่จะพูดจะอวดใครพูดอะไรก็ต้องไป พูดกับเขาหน่อย  อวดกับเขาหน่อยว่าฉันก็รู้เหมือนกัน แสดงอยู่นั่นคือคนรู้น้อย คนรู้น้อยก็เหมือนกับน้ำครึ่ง หม้อ แต่น้ำเต็มหม้อมันไม่ค่อยดัง เสียงไม่ดังเพราะน้ำมันเต็ม คนเราถ้าอิ่มหรือว่าเต็มนี่ไม่มีอะไร แต่ถ้า พร่องแล้วมันต้องมีเสียงคล็อกแคล็กๆอยู่ตลอดเวลา ลักษณะเป็นอย่างนั้น เรียกว่าไม่มีคุณธรรมคือความมัก น้อย เพราะฉะนั้นคำว่าสันโดษกับมักน้อย มักจะไปด้วยกันอยู่ด้วยกันตลอดเวลา ผู้ใดมีความสันโดษจะเป็น สุขทุกเมื่อ  ทุกสถานที่  ทุกเวลาทุกโอกาสก็มีความสุข แล้วเราเกิดมามีชีวิตอยู่ประจำวัน อยู่ให้เป็นสุขดี  หรือว่าอยู่ให้เป็นทุกข์ดี  ญาติโยมลองพิจารณา ถ้าพิจารณาก็จะเห็นว่า อยู่ให้มันเป็นสุขดีกว่า เมื่ออยู่เป็น สุขดีกว่าก็ต้องทำใจให้เป็นสุข  ศิลปะของความสุขก็คือความพอใจตามีตามได้ สนฺตุฏฐี ปรมํ ธนํ ความพอ ใจนั้นเป็นบรมทรัพย์ เป็นทรัพย์อย่างยิ่ง คนที่พอใจนี่ก็เป็นเศรษฐีมหาศาลเลย ถ้ามีความพอใจ แต่ถ้าเรา ไม่มีความพอใจแม้มั่งคั่ง  ก็ยังจนอยู่ตลอดเวลา มันตรงกันข้าม นี่ลักษณะนี้ช่วยให้เป็นสุข จึงอยากจะแนะ นำให้ญาติโยมทั้งหลายได้เข้าใจว่า สันโดษไม่ใช่ของเสียหาย แต่เป็นสิ่งนำให้เรามีความสุขความสบาย ใจเป็นสิ่งช่วยให้เกิดความมานะพยายาม  ทำงานไม่ท้อถอย แต่ว่าทำอย่างชนิดที่เรียกว่าทำเรื่อยไป ไม่ หยุดยั้ง  เพราะว่ามีความพอใจ คนที่ไม่พอใจบางทีเร่งทำเอา เร่งใหญ่เร่งเครื่อง แล้วเดี๋ยวก็ไปนั่งพัก เสียแล้ว  คล้ายกับว่ากระต่ายวิ่งเร็วแต่ไปนอนพัก แต่เต่าเดินช้าไม่พักมันก็ถึงก่อนกระต่าย คนมีความสันโดษ เขาทำงานไปเรื่อยไป  ทำตามเวลาหน้าที่  งานมันก้าวหน้าเป็นไปด้วยดี เพราะฉะนั้นจึงควรมีชีวิตอยู่ ด้วยลักษณะสันโดษ  มีความมักน้อย  ก็เหมือนกับมีทรัพย์อันประเสริฐอยู่ในตัวเรา  ก็สบายใจ  ในทุกสิ่ง ทุกอย่างที่เราได้   ในเหตุการณ์อะไรที่เกิดขึ้นก็เรียกว่าพอใจในเหตุการณ์นั้น   มองสิ่งทั้งหลายในแง่ดี แง่สงบ ไม่มองในแง่ที่จะให้เกิดความทุกข์ความเดือดร้อนใจ ก็จะมีความสุขสมปรารถนา ดังที่ได้กล่าวมา  เพื่อเป็นเครื่องเตือนจิตสะกิดใจ แก่ญาติโยมพุทธบริษัททั้งหลาย ก็พอสมควรแก่เวลา.