ปาฐกถาธรรมะ โดย พระราชนันทะมุนี (ปัญญานันทภิกขุ) วันอาทิตย์ที่ ๓ เมษายน ๒๕๒๐ ญาติโยม พุทธบริษัททั้งหลาย ณ บัดนี้ถึงเวลาของการฟังปาฐกถาธรรมะอันเป็นหลักคำสอนในทางพระพุทธศาสนาแล้ว ขอให้ ทุกท่านอยู่ในอาการอันสงบ ตั้งอกตั้งใจฟังด้วยดี เพื่อให้ได้ประโยชน์จากการฟังตามสมควรแก่เวลา. ฤดูนี้เป็นหน้าร้อนเดือนเมษายนขึ้นมาได้สามวัน   โรงเรียนที่เด็กๆ  เคยเรียนหนังสือก็ปิดภาค เรียนไปตามๆ กัน พวกเด็กซึ่งไม่ได้ไปโรงเรียน อาจจะไปเที่ยวเล่นสนุกๆ ไปจนลืมตัว จึงเป็นหน้าที่ ของผู้ปกครองคือพ่อแม่  จะต้องเอาใจใส่ดูแลในเรื่องนี้เป็นพิเศษในสมัยปิดภาคเรียน ตามปกติเด็กไป โรงเรียนเพราะว่ามีงานต้องทำตลอดเวลา   กลับมาจากโรงเรียนก็มีการบ้านต้องศึกษา  แต่เมื่อปิด ภาคปลายนี้มันนานเหลือเกิน เด็กก็นึกว่าตอนนี้ก็สบายกันเสียที จะได้เที่ยวได้เล่นได้สนุกไปตามประสา ของเด็กๆ เขาเป็นคนว่าง ในเรื่องว่างงานนี้แหละทำให้คนเสียคนได้ง่าย ถ้ามีงานทำเป็นประจำอยู่แล้วไม่ค่อยจะเสีย แม้ ผู้ใหญ่นี้ก็เหมือนกัน ถ้ามีงานทำก็ไม่ค่อยจะเสียหาย ถ้าไม่ทำอะไรอาจจะสเสียคนได้ง่าย เว้นไว้แต่ผู้ที่ มีธรรมะในจิตใจพอจะประคับประคองตนให้ไปในทางที่ถูกต้องได้  แต่ว่าเด็กๆ นั้นเขายังไม่ประสีประ สาในเรื่องชีวิต  ยังไม่รู้จักชีวิตถูกต้อง  ยังไม่รู้จักอะไรเป็นอะไรเป็นทุกข์เป็นโทษ อะไรจะเป็นประ โยชน์แก่ชีวิตของเขา เขายังไม่เคยคิดถึงปัญหาชีวิตของเขาเอง ว่าเขาเกิดมาทำไม เขามีชีวิตอยู่เพื่อ อะไร สิ่งที่ดีที่สุดที่จะพึงปฏิบัติในชีวิตประจำวันคืออะไร เขาไม่รู้ไม่เข้าใจในเรื่องอย่างนี้ เขาชอบแต่ เรื่องสนุกๆ ชอบเล่นชอบเที่ยวไปตามประสา ถ้ามไม่มีใครคอยแนะแนวทางชีวิตให้แก่เขา   เขาก็อาจจะถลำไปในทางที่เสียผู้เสียคนได้ง่าย  คล้ายกับเรือที่ไม่มีหางเสือ  รถที่ไม่มีพวงมาลัยมันออาจจะลงไปในสิ่งที่เสียหายได้ง่าย  จึงเป็นหน้าที่ ของมารดาผู้ปกครองของเด็ก อย่านึกว่าลูกไม่ไปโรงเรียนก็ปล่อยไปตามเรื่อง ปล่อยตามเรื่องนั่นแหละ จะเสียเรื่อง แต่ว่าเราควรจะได้มีความระมัดระวังเป็นพิเศษ ให้ระมัดระวังไว้ว่า เวลานี้ลูกเราไม่มี อะไรจะทำ  เขาอาจจะไปเที่ยวกับใครที่ไหนเมื่อไรก็ได้  เพราะเด็กมันอยู่ว่างๆ เพื่อนฝูงมิตรสหาย อาจจะชวนไปเที่ยว ไปเล่นไปสนุกในเรื่องประการต่างๆ ก็เรื่องเที่ยวเรื่องสนุกนั้นมันเป็นมารอยู่เหมือนกัน   ที่จะยั่วคนไห้ตกไปอยู่ในหลุมของมันได้ง่าย  อาจจะเสียคนได้ง่ายมาแล้วไม่ใช่น้อย        มารดาบิดาต้องนั่งเอาน้ำตามไปชุบหัวเข่านั่นก็เพราะ การปล่อยมากเกินไป  นี้ก็เพราะว่า  รักลูกนั่นเองรักมากเกินไป รักจนไม่กล้าแตะต้องไม่กล้าสั่งสอน  ไม่กล้าแนะนำกลัวลูกจะช้ำใจ  ความรักแบบนี้  ถนอมเกินไปก็เสียหาย  ความรักที่ถูกต้องไม่ใช่เรื่อง ของการถนอมอย่างนั้น  แต่เป้นเรื่องที่เราจะต้องคอยดูแลเอาใจใส่ มารดาจะต้องมีหน้าที่พูดอยู่ตลอด เวลา  เขาเรียกว่าเข้าไปเพ่ง  หมายความว่าจะต้องดูอยู่ตลอดเวลา ว่าเด็กของเรานี้ มีความประ พฤติอย่างไร มีการกระทำอย่างไร คบหาสมาคมกับใคร เขามีอะไรเกิดขึ้นในวิถีชีวิตของเขาบ้าง เป็น เรื่องที่จะต้องคอยสังเกตอยู่ตลอดเวลา เพื่อดูว่ามันมีอะไรเปลี่ยนแปลง ความเปลี่ยนแปลงของเด็กๆ นั้นมักจะเปลี่ยนแปลงไปในทางเสีย ที่จะเปลี่ยนแปลงไปในทางดีนั้น น้อย  ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น ก็เพราะความสำนึกในเด็กนั้นไม่ค่อยมี เรื่องความสำนึกนี้ มีได้ในบุคคลที่มี จิตใจรู้สึกรับผิดชอบ แต่ว่าเด็กๆ นั้นยังขาดความรู้สึกรับผิดชอบ เพราะฉะนั้นความสำนึกในเรื่องอะไร ต่างๆ  จึงไม่ค่อยจะมี เขาทำอะไรก็ทำไปด้วยอำนาจความเพลิดเพลินในสิ่งนั้นๆ แต่พึงจะคิดว่ามันผิด หรือถูก  ดีหรือชั่ว จะเป็นไปเพื่อความเสื่อมหรือความเจริญ เหลือวิสัยที่เด็กจะคิดได้ เพราะเขาไม่มี ปัญญาที่จะคิดนึกในเรื่องอย่างนั้น เพราะฉะนั้นความเปลี่ยนแปลงของเด็กทั่วไปจึงมักจะเปลี่ยนแปลงไป ในทางเสื่อม  มากกว่าที่จะเปลี่ยนแปลงไปในเจริญ  เด็กๆ  นั้นเหมือนกับต้นไม้ที่ดัดได้ สมมติว่าเรา เล่นตะโก ดัดต้นข่อยหรือต้นไม้ประเภทใดก็ตาม เราชอบดัดชอบแต่งเพื่อให้ได้รูปแปลกๆ สวยๆ งามๆ  คนที่จะดัดต้นไม้ได้นั้น  ต้องคอยตัดคอยแต่งอยู่ตลอดเวลา จนกว่ามันจะเข้ารูปเข้าทรง เพราะว่าเรา ต้องปล่อยได้   คือว่า  ลูกมันเป็นอยู่อย่างนั้น  แล้วกิ่งมันแข็งอยู่ในสภาพอย่างนั้นไม่เปลี่ยนแปลง  มี แต่คอยตัดใบมันพรุงพรังเพื่อให้อยู่ในสภาพที่น่าดูเท่านั้นฉันใด เรื่องของลูกเต้าเรานี้ก็เหมือนกัน  เป็นเรื่องที่เราจะต้องคอยดัดคอยแต่งอยู่ตลอดเวลา เผลอ ไม่ค่อยได้  เผลอแล้วมันก็จะกลับไปอยู่ในสภาพเดิม  ถ้าไม่ดัดแล้วมันจะไปทีนี้ถ้ากลับไปแล้วเราไม่ดึง กลับมามันก็ไปกันใหญ่ อะไรๆ ที่คนทำบ่อยๆ เป็นการสร้องนิสัย นิสัยของคนเรานั้นเกิดจากการคิดบ่อยๆ พูดบ่อยๆ ทำบ่อยๆ ถ้าเราคิดในเรื่องใดมาก พูดในเรื่องใดมาก นิสัยอย่างนั้นก็เกิดขึ้นในใจของเรา คนเราไม่ได้มีนิสัยสันดานเสียหายมาตั้งแต่เกิด เมื่ออกมาจากท้องแม่ใหม่ๆ นั้นยังไม่เสียหายอะ ไร    ยังไม่ได้เป็นอันธพาล   ยังไม่เป็นคนดื้อด้าน   หรือยังไม่เป็นอะไรทั้งนั้นแหละ   มันเป็นอยั้ ตามสภาพธรรมชาติของชีวิตนั้นมีความต้องการใในที่เรื่องที่จำเป็นเท่านั้น เช่นต้องการนม อาหารเพื่อ รับประทาน ต้องการพักผ่อน ต้องการถ่ายสิ่งที่ไม่กินไม่ใช้แล้วออกจากร่างกาย หลับนอนตามปรกติ อัน นี้เป็นสภาพของธรรมชาติ เป็นเรื่องของเรื่องร่างกายแท้ๆ จิตใจนั้นไม่มีอะไรวุ่นวาย ไม่อะไรที่จะเสีย หายเช่นให้เราสังเกตเด็กน้อยๆ  เขาจะทำอะไรก็ทำไปตามธรรมชาติ เขานึกจะเบา เขาก็ฉี่ออกมา เฉยๆ เขาไม่ได้คิดว่าควรหรือไม่ควร จจิตเขายังไม่รู้ว่าอะไรเป็นอะไร ความรู้สึกยังไม่มีรุนแรง แต่ว่าเด็กบางคนอาจจะดื้อด้านเกิดขึ้นในใจ  โมโหโทโสดังที่เราเรียกกัน  อันนี้ไม่ใช่ของเดิม ของเด็ก แต่ว่าเป็นความผิดพลาดของผู้ใหญ่ ที่ทำอะไรกับเด็กให้เกิดนิสัยอย่างนั้นขึ้นมา ให้เกิดอะไรๆ  ขึ้นในรูปอย่างนั้น  เดิมเขาไม่มีอาการเช่นนั้นหรอก  แต่ว่าเราทำอะไรไม่ถูกเรื่อง เพราะไม่เข้าใจ ธรรมชาติของเด็กถูกต้อง   แล้วก็ไปฝืนอะไรที่ไม่ควรฝืนบ้าง  เลยทำให้เด็กมันเปลี่ยนไปในทางเสีย  เช่นเป็นเด็กที่เกเรอะไรอย่างงนี้แหละเราเพาะให้เขาทั้งนั้นโดยไม่รู้สึกตัวการเพาะสิ่งไม่ดีให้เกิดขึ้น ในจิตใจแก่เด็กโดยไม่รู้สึกตัวนี้แหละ  เป็นเรื่องที่ทำกันบ่อย ทำกันโดยไม่รู้ว่า เรากำลังจะทำลายลูก หลานของเราให้เสียผู้เสียคนแล้วผลสุดมันก็เสียคนไป เราจะไปโทษเด็ก็ไม่ได้ แต่ว่าควรโทษผู้ใหญ่ ซึ่ง เป็นผู้มีส่วนสัมพันพ์เกี่ยวข้องกับเด็กเหล่านั้น ว่าได้กระทำอะไรในทางที่เสริมสิ่งไม่ดีไม่งามให้แก่จิตใจ ชองเด็ก การแก้ก็ต้องแก้ที่คนผู้เลี้ยงดูด้วย  แล้วก็แก็เด็กกันต่อไป ถ้าไม่แก้ที่ผู้ใหญ่ก็จะแก้ยาก เพราะว่า ต้นตออยู่ที่ผู้ใหญ่ไม่ใช่อยู่ที่เรื่องของเด็ก เด็กมันรับจากผู้ใหญ่ ผู้ใหญ่ให้เด็กโดยตั้งใจบ้าง โดยไม่ตั้งใจ บ้าง เพราะรวามรู้เท่าไม่ถึงการณ์ เลี้ยงเด็กไม่ได้ศึกษาเรื่องของเด็ก คือไม่ได้สนใจศึกษาธรรมชาติ ของเด็ก  ความต้องการของเด็ก ว่ามันต้องการอะไร เวลาใดและสิ่งนั้นจำเป็นแก่เด็กอย่างไร เรา ไม่เข้าใจ  บางทีเราอาจจะเอาแต่ใจตัว  ทำอะไรตามใจตัวใจปราถนา แต่ขัดขืนความรู้สึกจองเด็ก มากเกินไป เด็กก็เกิดการขัดคอเรา ทีนี้เกิดการขัดกันบ่อยๆ  เราก็หาว่าเด็กมันดื้อ เพราะว่าไม่ทำตามที่เราต้องการ แต่ว่าความดื้อ ของเด็กนั้นเกิดจากการที่ทำให้เขาดื้อ   เพราะเราไม่ขัดคอเขาในสิ่งที่ควรจะขัดคอ  อันนี้ทำให้เด็ก เสียนิสัย กลายเป็นคนดื้อไป ดื้อหนักเข้าๆ เราก็หาว่า มันดื้อเหลือเกินเกเรอย่างนั้นอย่างนี้แต่เราไม่ ได้ศึกษาสิ่งนั้นมาจากอะไร อันนี้เป็นเรื่องที่เกิดความเสื่อมแก่จิตใจของเด็กอยู่ไม่ใช่น้อย เพราะฉะนั้น เราก็ต้องคอยสังเกตศึกษา เลี้ยงลูกคนแรกนี้ถือว่าเป็นการเรียนชั้นอนุบาล เลี้ยง ลูกคนที่สองนี้เรียกว่าชั้นประถม ลูกคนที่สามนี้ควรจะเป็นชั้นมัธยมศึกษาถ้าถึงสี่คนก็เรียกว่า ชั้นอุดมแล้ว  เราเรียนรู้อะไรมีประสบการณ์มีความชำนาจที่จะดูเขาได้ตามสมควร ก็จะเป็นสิ่งที่เรียกว่าไม่เสียหาย ทีนี้มารดาบิดาคนใดมีประสบการณ์   ควรจะเอาไปเปิดเผยให้คนอื่นรู้บ้าง  ความจริงควรจะมี การสัมนาบ้างเหมือนกํน สัมนาคุณพ่อคุณแม่ ไม่เห็นใครจัดเรื่องนี้ขึ้นสมัยหนึ่งเขามีวันแม่ แต่ว่าเป็นวันที่ ลูกไปเคารพแม่ เพื่อเรียกร้องความกตัญญูกตเวที อันนี้มันก็ดีอยู่เหมือนกัน แต่จะให้ดีกว่านั้นควรจะเป็น วันของบิดามารดาที่จะมาสัมนากันปรึกษาหารือกัน  ในเรื่องปัญหาเกี่ยวกับเด็กๆ ว่าเราจะทำเย่างไร กับเด็กของเรา  ใครมีปัญหาอะไรบ้าง แล้วแก้ปัญหานั้นโดดยวิธีใใด แก้แล้วได้ผลอย่างไร ควรจะนำ ประสบการณ์เหล่านั้นมาสนทนากัน  มาแลกเปลี่ยนกันให้คนที่ไม่รู้ได้เกิดความรู้ความเข้าใจ แล้วจะได้ เอาไปใช้ในวิธีการแก้ไขลูกเต้าต่อไป อันนี้เป็นเรื่องที่มีประโยชน์ แต่ว่ายังไม่มีใครจัดทำเรื่องนี้ขึ้น มีแต่เรื่องสัมนาครูอาจารย์ สัมนานักปกครอง สัมนาหมอ อะไร ต่ออะไรสัมนากันอยู่บ่อยๆ  แต่ว่าไม่มีการสัมนามารดาบิดา เพื่อให้มาแสดงความคิดเห็นประสบการณ์ที่ ผ่านมาของการเลี้ยงลูก แม้คนที่เป็นผู้หลักผู้ใหญ่แล้วก็ควรจะเชิญให้มาให้ความคิดความเห็นได้ เพราะะ คนบางคนเป็นพ่อที่ดีเป็นแม่ที่ดีเลี้ยงลูกดีมาก  เจริญเติมโตด้วยคัณความดี เด็กเหล่านั้นก็ก้าวหน้าไปใน ทางที่ถูกที่ชอบ ผู้ใหญ่ในสมัยก่อนนั้นเขาฉลาดในทางที่จะอบรม บางทีลูกจะเสียคนแต่เขาทำแบบบัวไม่ช้ำ น้ำไม่ขุ่น เรียกว่าประท้วงแบบละมุลละมัย ไม่ให้ช้ำอกช้ำใจของผู้ทุีถูกประท้วง มีเรื่องเคยได้ยินเขาเล่าให้ฟัง ว่าคนผู้นี้ภายหลังได้เป็นผู้ใหญ่เหมือนกัน มีบรรดาศักดิ์ถึงชั้นพระ ยา  แกเล่าเรื่องชีวิตเด็กให้ฟังว่า  บ้านอยู่ใกล้ที่สนุกสนานหน่อย  คล้ายๆ  กับบ้านหม้อพาหุรัดอะไร อย่างนั้นแหละ  บ้านอยู่แถวนั้นทีนี้ก็มาลาคุณพ่อ คือคุณพ่อสั่งไว้ว่าไหนต้องลา ต้องบอก ก็มาบาเป็นปกติ  ลาคุณพ่อว่าจะไปเที่ยวสนุกที่นั่นที่นี่พ่อก็ไม่ว่าอะไร บอกว่าไปก็ได้ แต่ว่าเวลาจะกลับมาที่บ้านให้แวะไป ที่วัดสักหน่อย ให้ไปหาหลวงน้าองค์หนึ่งเรียกว่ามีศักดดิ็เป็นหลวงน้า แล้วก็คุยอะไรกับท่านสักสองสามคำ ก็พอแล้ว  แล้วก็กลับบ้าน แล้วพ่อนั้นคงจะให้กติกาสัญญาอะไรไว้กับหลวงน้าแล้ว ว่าควรจะทำอะไรกัน  แผนการณ์เป็นอย่างไร เด็กลูกชายก็เชื่อคุณพ่อดี อันนี้เป็นพื้นฐานสำคัญ เด็กที่เชื่อพ่อแม่มี่เป็นพื้นฐานสำคัญ ที่จะก้าวหน้าได้ ไม่เชื่อตัวเดียวแล้วก็เสียหายหมด เขาก็เชื่อ ฟัง  ไปเที่ยวไม่ประมาทไม่ถึงสองยาม  ก็กลับแวะไปที่วัดหน่อย  หลวงน้านั้นก็ไม่ว่าอะไร ถามว่าไป ไหนมาไม่ได้ดุได้ด่าให้ช้ำใจสักหน่อยหนึ่ง แล้วก็กลับบ้าน แล้วก็บอกว่าได้แวะไปหาหลวงน้าแล้ว เออดี แล้ว  แล้ววันหลังไปเที่ยวก็แวะไปอีก  แต่ว่าหลวงน้านี้ไปครั้งแรกยี่สิบเอ็ดนาฬิกา หลวงน้าก็ยังนั่งอยู่  แต่พอไปครั้งหลังนี้หลวงหน้าแกนอนแล้ว  สองทุ่มครึ่งแกก็นอนแล้วเข้าห้องปิดประตูแล้ว ก็ต้องไปเคาะ เรียกให้หลวงน้าออกมา  คุนกันหน่อยแล้วก็กลับบ้าน หลวงน้าก็ออกมา เขาก็ไป ไปสองสามคืนก็ชักจะ เกรงใจ  บอกว่า แหมเรานี่ไปรบกวนพระสงฆ์องค์เจ้าไม่ดีเลย ก็เลยเปลี่ยนใจ มาบอกกับพ่อว่า ผม ไม่เที่ยวแล้วหละ  พ่อถามว่า  ทำไมไม่อยากเที่ยว ไม่สนุกแล้วหรือ เบื่อโลกแล้วหรือ ไม่มีอะไรน่าดู แล้วหรือ  ไม่ใช่ มันยังสนุกยังเพลิดเพลินอยู่ แต่ว่าเกรงใจหลวงน้า ท่านนอนหัวค่ำ ผมจะต้องไปปลุก ทุกคืนรบกวนพระเจ้าพระสงฆ์  เลยผมงดไม่เที่ยวไม่เตร่แล้ว เรียบร้อย เรียกว่าประท้วงแบบนุ่มนวล  ใช้ไม้นุ่ม ลูกชายก็เลยไม่เที่ยวไม่เตร่ อันนี้เขาเรียกว่า มารดาบิดาใช้วิธีการที่แหลมคม ไม่ใช่ทำให้ช้ำ อกช้ำใจ อีกครอบครัวหนึ่งมีลูกก็หลายคนเหมือนกัน  เติบโตเป็นผู้หลักผู้ใหญ่ค้าขายมีชื่อเสียง ลูกผู้หญิงก็มี เกียรติในสังคมอยู่   ลูกชายก็ชอบเที่ยวเหมือนกัน  ชอบเที่ยวชอบเตร่กลับบ้านดึกดื่น  คุณแม่สังคนใช้ ว่านอนเสียให้หมด พวกเธอไม่ต้องคอยเปิดประตูให้ลูกฉัน ฉันจะเปิดประตูเอง ทีนี้ลูกมาตอนดึกกดกริ่ง เรียก  มารถยนต์เปิดแตรปู๊ดปาดๆ  คุณแม่ก็เดินช้าๆ ไม่รีบร้อน มาถึงก็เปิดประตูแล้วก็ทักว่า อ้อ ลูก แม่กลับมาแล้วหรือจ้ะ ไม่ดุไปไม่ด่าไม่พูดคำหยาบคาย ทำอย่างนี้ทุกคืนๆ ลูกก็นึกว่ากูไม่ไหวแล้ว เที่ยว ดึกๆดื่นๆ รบกวนคุณแม่มาเปิดประตูบ่อยๆ เลยเลิกเที่ยว นี่เรียกว่าคุณแม่ใช้วิธีการประท้วงแบบไม้นวม เหมือนกัน  ทำให้ลูกเปลี่ยนจิตใจเข้าหาความดีได้ ไม่เที่ยวไม่เตร่ต่อไป อันนี้เขาเรียกว่าเป็นวิธีการ แก้ไขเมื่อเขาโตแล้ว เด็กโตแล้วมันนึกได้ แต่ถ้าว่ายังเป็นเด็กยังไม่ค่อยมีความนึกคิด เราจะทำอย่างนั้นไม่ได้ แต่ว่า ต้องคอยควบคุม แล้วไม่ใช่คุมเกินไป อะไรๆ ที่เกินไปนั้นมันไม่ได้ เขาเรียกว่ามันเกิดความกดดัน นั่ง ทับมากเกินไปมันก็กดดัน ถ้าดันขึ้นบนไม่ได้มันก็แตกออกข้าง ทีนี้เกิดความเสียหาย ที่นี้เราจะทำอย่างไร กับสิ่งเหล่านั้น  อนุโลมให้เขาบ้าง ให้เขาทำอะไรบ้าง แต่ว่าเมื่อเขาทำแล้วเราต้องเรียกมาสนทนา  เช่นว่าให้เขาไปเที่ยวที่ไหนมา  มาเล่าให้พ่อฟังหน่อยซิ มันเป็นอย่างไร เล่าให้แม่ฟังหน่อยว่ามันเป็น อย่างไร ให้เขาเล่าให้ฟัง เขาเล่าให้ฟังแล้วก็บอกว่า สมัยก่อนนี้พ่อก็ชอบเที่ยวเหมือนกัน แต่ว่าเที่ยวไปๆ แล้วมันเกิดอะไร ขึ้นในใจ เกิดความสำนึกบางสิ่งบางอย่างขึ้นในใจ มาคิดว่า ชีวิตเรามันจะไม่ได้สาระไม่มีอะไรจะเป็น แก่นสาร ถ้ามันสนุกสนานกันอยู่อย่างนี้ ชีวิตข้างหน้ามันจะมืดบอด เราก็พูดถึงประสบการณ์ที่ผ่านมา ประ สบการณ์จะมีจริงหรือมีจริงไม่สำคัญหรอก เมคขึ้นได้ เพื่อเป็นบทเรียนให้ลูกชายที่ชอบทำอย่างนั้น เล่า ให้ฟังบ่อยๆ ในเรื่องอย่างนั้น เด็กก็อาจจะเกิดความคิดขึ้นในใจ คือพูดบ่อยๆ ทำบ่อยๆ ทำให้เขาเกิด ความสำนึก เรื่องของเด็กนั้นจะเอาแต่ดุก็ไม่ได้ จะเอาแต่คำว่าอย่าอย่าอย่าไม่ได้ แต่ว่าต้องให้เหตุผลเขา บ้าง  ชี้แจงแสดงเหตุผลให้เขาเข้าใจ ว่าทำไมจึงต้องไม่ควรทำอย่างนั้น ทำไมจึงต้องทำอย่างนี้ พูด จากันให้เข้าใจเรื่อง  ถ้าเขาเข้าใจเรื่องแล้วจะไม่ดื้อไม่ดันต่อไป ที่นี้เราต้องใจเย็น คุณแม่ก็ต้องใจ เย็น คุณพ่อก็ต้องใจเย็น เวลาจะพูดกับเด็กต้องพูดด้วยอารมณ์สงบเยือกเย็น การพูดด้วยอารมณ์ร้อนคำ ดุคำด่านั้น เหมือนกับเราสอนให้เขาเป็นคนดุ เหมือนกับเราสอนให้เขาเป็นคนอารมณ์ร้อนอย่างนั้นเป็น การไม่ถูกต้อง แต่เราควรจะเรียกมาพูดเวลาใจเย็นๆ สบาย แล้วเด็กที่เราจะสอนนั้นต้องให้เขาใจสบายด้วย อย่าพูดเวลาเด็กหิวข้าว  มันโมโหพูดไปก็ไม่รู้เรื่อง  หรือเวลามันเหน็ดเหนื่อยมาเราก็อย่าพูด ค่อยๆ  พูดเวลาสบายใจ   หมายเหตุเรื่องนั้นไว้พอได้โอกาสแล้วก็ค่อยยกขึ้นมาสนทนา   สนทนาแบบชนิดที่ เรียกว่า  ไม่มีอารมณ์เคร่งเครียด แต่ว่าพูดตามสบาย เด็กที่ฟังก็มีอารมณ์สบาย ไม่มีอารมณ์ตึงเครียด  ความตึงเครียดมันไม่ดี   ไม่ว่าจะเป็นเด็กหรือผู้ใหญ่มันไม่ดีทั้งนั้น   พอเกิดความเครียดแล้วมันก็เกิด คความต่อต้านขึ้นในใจ  มีอารมณ์ต่อต้าน พอมีอารมณ์ต่อต้านแล้วไม่ว่าส่งอะไรเข้าไปมันก็กระดอนกลับ มาทั้งนั้น เพราะมันเกิดการต่อต้านขึ้นในใจ มีความคิดอยู่ว่าไม่คิดไม่ฟัง ไม่ยอมรับ พูดไปเถอะ พูดไป เหนื่อยเปล่า  เรื่องอะไร เพระามันมีอารมณ์ต่อต้านเสียแล้ว เราอย่าสร้างอารมณ์ต่อต้านขึ้นในจิตใจ ของใครๆ  ที่เราจะพูดด้วย แต่ให้เกิดอารมณ์ร่วม ให้เกิดความเห็นอกเห็นใจในเรื่องนั้นๆ แล้วเราก็ พูดกับเขา เมื่อพูดกับเขาในรูปอย่างนั้นเขาก็เห็นอกเห็นใจ โดยเฉพาะพ่อแม่พูดกับลูกนี้ ไม่มีอะไรที่จะ แสดงให้ลูกเห็นใจเท่ากับความรักความเมตตา เราจะต้องแสดงความรักความเมตตาต่อเขา   ให้เขาเห็นว่าเรานี้มีความปรารถนาดี   ไม่มี ความมุ่งร้าย  ไม่ได้ทำให้เสียหายในด้านใดๆ  ให้เขาเกิดความรู้สึกต่อเราในรูปอย่างนั้น แล้วเราก็ พูดจาแนะนำพร่ำเตือนในแง่ต่างๆ  ให้เขาฟัง พูดเป็นเรื่องสนุกไปก็ได้ มีอะไรสนุกไปบ้างตามสมควร  ให้เขามีอารมณ์สดชื่นรื่นเริง แล้วก็พูดกันบ่อยๆ ในเรื่องอย่างนั้น เมื่อเขาได้ฟังบ่อยๆ ก็เกิดอารมณ์ขึ้น มาว่า เรื่องนี้ไม่มีอะไรก็ตามละ มันต้องเสกกันบ่อยๆ พูดบ่อยๆ พูดอะไรต้องเสกบ่อย ๆ ที่เขาเรียกว่า ปลุกเสกนั่นเอง  ปลุกเสกที่เป็นประโยชน์  คือการหมั่นแนะนำพร่ำเตือน ในภาษาบาลีท่านเรียกว่าโอ วาทานุสาสนี ที่เราเรียกภาษาไทยว่าโอวาทอนุศาสน์ ทั้งสองเรื่องนี้ควบคู่กัน พระพุทธเจ้าทรงกระทำ ทุกวันเวลาตอนเข้า มีการประทานโอวาทอนุศาสน์แก่ภิกษุทั้งหลาย เป็นกิจประจำวัน ทั้งที่พระเหล่านั้น ก็เป็นพระอรหันต์  ส่วนมากยังเป็นพระปุถุชนอยู่ในหมู่บ้าน แต่พระองค์ถือว่าเป็นหน้าที่ที่จะต้องอนุศาสน์  การให้โอวาทอนุศาสน์นั้น  ถ้าพูดตามภาษาปัจจุบัน ก็เรียกว่าปลุกระดมนั่นเอง ปลุกระดมให้มีน้ำใจใน การที่จะปฏิบัติธรรมะ ในการที่จะปฏิบัติหน้าที่อันเป็นประโยชน์อันเป็นความสุขแก่เพื่อนมนุษย์ทั้งหลาย มี การกระตุ้นบ่อยๆ ทุกวันเวลา การกระตุ้นบ่อยๆ นั่นแหละเป็นเรื่องดี ในครอบครัวนี้มีอันหนึ่งที่ทำได้ง่าย  คือเวลาที่จะรับทานอาหาร ควรจะรับประทานพร้อมกัน พ่อ แม่ลูก  กี่คนก็มานั่งกันพร้อมหน้า  นั่งรับประทานไปคุยกันไปตามเรื่องตามราว  เรื่องเบาๆ อย่าคุยที เรื่องหนัก เพราะเวลารับประทานอาหาร เรียกว่าคุยเรื่องเบาๆ เกร็ดนิดเกร็ดหน่อย ไม่ให้เกี่ยวกับ เรื่องของลูกเราก็ได้ แต่ว่าเราเอาเรื่องเก่าๆ เรื่องอะไรจากหนังสือมาหาอ่านให้ลูกฟัง แต่ว่ามันเป็น คติข้อเตือนใจ  หยิบเอามาเล่า เหตุการ์ประจำวันก็ได้ ข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์ก็ได้ ฟังวิทยุ ฟังเทปที่ เป็นเกร็ด  เราก็เอามาเล่าให้ลูกฟังก็ได้  เหตุการณ์ในประวัติศาตร์ก็ได้ เหตุการณ์จากข่าวต่างประ เทศก็ได้ พ่อกับแม่นี้ต้องเป็นนักศึกษา คำว่าเป็นนักศึกษาไม่ใช่ว่าต้องเรียนจบปริญญาแล้วก็เลิกกัน   ไม่ใข่อย่างนั้น  แต่ว่าต้องศึกษา เรื่อยไป  ต้องศึกษาหาความรู้เรื่อยไป เพราะพ่อแม่นี้ไม่ใช่มีตำแหน่งเดียว ตำแห่งพ่อแม่เรียกว่าร้อย เปอร์เซนละ แต่ว่าเรามีอีกตำแหน่ง คือเป็นครูด้วย การเป็นครูนี้เป็นตำแหน่งสำคัญ ถ้าเป็นพ่อแม่เฉยๆ แต่ว่าไม่เป็นตำแหน่งครูนี้ จะเสียหายเอาเลยทีเดียว เพราะฉะนั้น   ต้องมีตำแหน่งครูอาจารย์กับลูกด้วย  ตำแหน่งครูในครอบครัวนี้ไม่มีเวลาจำกัด  สอนได้เรื่อยไป คุยกันได้เรื่อยไป เวลารับประทานอาหารก็คุยกันได้ เวลานั่งดูโทรทัศน์ถ้าว่าเราจะดู โทรทัศน์เราดูพร้อมๆ  กัน แล้วก็คุยกันไปในตัว วิภาควิจารณ์เรื่องนั้นเรื่องนี้ ให้เด็กเกิดความเข้าใจ  เรื่องว่าตัวนั้นเป็นตัวอย่างของอะไร การแสดงอย่างนั้นเป็นตัวอย่างของอะไร แล้วก็เอาหลักการกระ ทำ  ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว แถมโปะให้เขา เพราะอ้ายพวกผู้ร้ายมักจะตาย พวกที่ดีมักจะรอด เราก็ชี้ ให้เขาเห็นว่าเออนี่ตัวอย่างชีวิตดูซิ   คนชั่วแล้วไปไม่รอด  แม้จะชนะในตอนต้น  ตอนปลายมักจะแพ้  ธรรมะย่อมชนะอธรรมเสมอ  เราพูดฝากไไไว้บ่อยๆ ในจิตใจของเด็กนั่นแหละ อย่านึกว่ามันไม่มีอิทธิ พลนะ นั่นแหละอิทธิพลยิ่งใหญ่ที่สร้างชีวิตกันกับอนาคตของเด็ก สิ่งที่ฝากไว้วันละนิดละหน่อยนั่นแหละ แล้วฝากบ่อยๆ ในจุดเดียวกันคือเราตั้งจุดไว้ แล้วเราจะ พูดอะไรๆ ก็มุ่งไว้ที่จุดนั่แหละ รวมยอดอยู่ที่จุดนั่นแหละ เด็กฟังบ่อยๆ ได้ยินบ่อยๆ ก็เกิดความนึกคิด ฝัง จิตฝังใจไปในเรื่องอย่างนั้น   ต่อไปก็จะเป็นฐานสำคัญของชีวิต   ที่จะทำให้เขามีฐานอันมั่นคง   มี ความก้าวหน้าในทางที่ถูกที่ชอบต่อไป เรื่องอย่างนี้อาจจะมีความบกพร่องอยู่บ้าง คือไม่ได้สนใจกระทำ กันอย่างจริงจังในครอบครัว  โดยอ้างว่าไม่ค่อยจะมีเวลา  เราควรจะปลีกเวลาสำหรับเรื่องอย่างนี้  คอยพูดคอยสอนคอยแนะนำพร่ำเตือน เท่าที่โอกาสจะอำนวย แล้วก็สอนทุกเวลาเราพาเด็กไปไหนก็ให้ เขามีความรู้ความเข้าใจ  มีอะไรเกิดขึ้นพอจะเป็นบทเรียนได้ เราก็ต้องนำมาเป็นบทเรียน อบรมบ่ม นิสัยลูกของเรา ถ้าเราพาเด็กมาวัดบางวัดเขามีอะไรน่าดูชมน่าชม    เราก็มีโอกาสที่อบรมเด็กได้หลายเรื่อง หลายประการ  เช่นไปดูภาพเขียนตามฝาผนังอะไรต่างๆ ภาพสลักตามบานประตูหน้าต่าง อะไรเยอะ แยะไปวัดโพธิ์นี่ เราจะเห็นว่ามันมีอะไรดีๆงามๆ อยู่ที่นั่น อย่าพาเด็กไปเดินดูภาพสนุกเฉยๆ แต่เราจะ ทำอย่างไรที่จะฝังอะไรลงไปในความคิดของเด็กว่า  บรรพบุรษของเรานี่มันไม่เลว มีความรู้ความสา มารถทำอะไรได้ดีๆ กว่าสมัยนี้ด้วยซ้ำไป เราจะชี้อย่างไรให้เขาเห็นว่า ปู่ ตา ย่า ทวด ของเรานั้น  มีความเก่งเหมือนกัน สร้างอะไรได้ใหญ่ๆ โตๆ แม้ยังไม่ได้เรียนวศวะ สถาปัตย์แบบที่เรียนในปัจจุบัน  แต่เขาสร้างอะไรได้สัดส่วนมั่นคงถาวรไม่ค่อยจะพังนี่ เราชี้ให้เด็กมันเห็นว่ามันเก่งอย่างไร  แล้วก็ให้ดูศิลปกรรมต่างๆ  ที่มีอยู่ในสถานที่นั้นๆ  ว่ามี ความงามมีความซึ้งอย่างไร  เด็กเอาอะไรไปดูอย่างนั้นอย่าให้ดูผิวเผิน เช่นครูพาเด็กไปดูภาพต่างๆ  มักจะดูเผินๆ ไปเห็นลิงเตะตะกร้อได้ก็หัวเราะว่า แหมลิงนี่ก็เตะตะกร้อได้ มันก็เพียงเท่านั้นแต่ว่าเรา ดูว่าอะไรแฝงอยู่อย่างนั้น    อะไรที่มันเป็นเรื่องที่สนใจที่ควรจะพิจารณา   เพื่อให้เด็กเกิดความรัก ศิลปรักวัฒนธรรมประเพณี  ของดีของงามของบรรพบุรุษที่เขาพยายามสะสมไว้ อันนี้เป็นเรื่องที่เราจะ ต้องพูดให้เขาเข้าใจ  นั่นเป็นเรื่องเก่าๆ หรือเราพาเด็กไปดูวังโบราณอย่าไปดูเพื่อให้เกิดโทสะ ให้ โกรธพม่า  ก็ไม่ดีละ อย่าให้โกรธกันเลยมันไม่ดี พยาบาทก็ไม่ดี แต่ว่าเราจะชี้ให้เห็นว่าความชั่วนี่มัน ไม่ดี อย่าไปว่าพม่ามันชั่ว เขมรก็ไม่ได้ชั่ว อะไรละมันชั่วร้ายอยู่ ทำให้เกิดอะไรขึ้น ก็กิเลสนั่นละเรา พูดให้เด็กเข้าใจว่าตัวมูลของความชั่วนั่นคือกิเลส ความโลภ ความโกรธ ความหลง สิ่งที่เหลือเป็นซากอยู่นี้ เพราะถูกกิเลสมันเผา อย่าว่าพม่า เผาเมืองเลยโกรธกันเสียเปล่า ๆ แต่เราบอกว่ากิเลสมันเผา ความโลภ มันมาเผา โทสะมันมาเผา  โมหะมันเผา ความริษยา พยาบาทมันมาเผา ไอ้สิ่งเหล่านี้มันไม่ดี เพราะเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นแล้ว เป็นไป เพื่อการทำลายเป็นไปเพื่อการล้างผลาญเราเห็นพยานปรากฏอยู่แล้ว  ว่ากิเลสนี่มันทำลายหมด ทุกสิ่ง ทุกอย่างของดีของงามเสียหายหมด ทีนี้เราควรจะโกรธอะไร เกลียดอะไร เราควรจะโกรธตัวกิเลส  เราควรจะเกลียดตัวกิเลส   แล้วไม่ควรให้มันมาเกิดขึ้นในจิตใจของเราเพราะถ้ามันเกิดแล้ว   มัน อย่างนี้แหละ  มันปรากฏที่เห็นนี่อย่างนี้  พาเด็กไปอย่างนั่นก็ได้ธรรมะไปในตัว  ไม่ใช่ไปสอนประวัติ สาสตร์ให้เด็กเกิดความเกลียดกัน เพราะความโกรธ ความเกลียดนั่นมันจะได้อะไร นอกจากได้การทะ เลาะเบาะแว้ง รบราฆ่าฟันกันในสังคมต่อไป เราควรจะทำลายความคิดในรูปนั้น  แต่ว่าสร้างสันติให้เกิดขึ้นในสังคม ด้วยการชี้ให้เห็นว่านี่ แหละ  ผลของความชั่วผลของกิเลสของประเทศต่างๆ  ที่เกิดขึ้นในใจคน พระพุทธเจ้าท่านว่ามันไม่ดี  เราควรระวังไม่ให้เกิดจึ้น  ควรมีน้ำอด  น้ำทน มีจิตใจมั่นคงเข้มแข็ง ไม่มึอารมณ์อย่างที่เกิดขึ้น แม้ แต่การกระทำของเพื่อนที่ทำกับเรา  ควรรู้จักการให้อภัย  ไม่ถือโทษโกรธตอบซึ่งกันและกัน อันนี้เป็น การสอนธรรมะไปด้วยในตัว  แล้วก็เป็นการแก้ถูกจุดด้วยก็แก้ตรงกิเลสนี่มันถูกจุดละ  แก้ตรงอื่นมันไม่ ถูกละ  แต่ทุกคนช่วยกันแก้ที่ตรงกิเลส แล้วสิ่งทั้งหลายมันก็บรรทุกเบาบางลง ไม่ทำให้เกิดความเดือด ร้อนในจิตใจต่อไป   อย่างนี้เราสอนให้เด็กเข้าใจ  ภาพเขียนในบางแห่งเป็นคติธรรมะเราดูแล้วอธิ บายพูดให้เด็กฟัง ให้รู้เรื่องอย่างนั้น อันนี้จะช่วยให้เด็กของเรานี่ มีปํญญาฉลาดขึ้นในเรื่องชีวิต ในเรื่องอะไร  ๆ ต่าง สิ่งที่เราควรจะให้แก่เด็กนั้นคือ ให้เกิดความเมตตากรุณาต่อกัน ให้มีมุ ทิตาต่อกัน ให้ช่วยเหลือเกื้อกูลกันในเรื่องต่าง ๆ มีอะไรกินมีอะไรใช้อย่ากินคนเดียว อย่าใช้คนเดียว  ให้หัดแจกแบ่งให้คนอื่นบ้าง  ให้เห็นคุณของการให้  ให้เห็นโทษของการตระหนี่ถี่เหนียว ให้เห็นคุณค่า ของความเมตตา  ให้เห็นโทษของความเหี้ยมโหดของการดุร้าย ว่าถ้าเกิดขึ้นแล้วมันไม่ดีอย่างไร ใน ทุกโอกาสนำทุกข์นำโทามาให้ตัวผู้โกรธผู้เกลีอดอย่างไร ก่อให้เกิดทุกข์แก่ผู้ที่โกรธผู้ที่เกลียดอย่างไร เราอธิบายให้เขาเข้าใจเรื่องอย่างนี้ เพื่อให้เขาเกิดศรัทธาในความงามความดีแล้ว ต่อไปจิต ใจจะมั่นคงเข้มแข็ง  ไม่มีความบกพร่องในเรื่องอย่างนั้น เรานับถือศาสนาอะไรก็ตามโดยเฉพาะพวก เรานี่ เป็นพุทธบริษัทเป็นหน้าที่ของมารดาบิดาที่จะต้องฝังความศรัทธาอันถูกต้อง ไว้ในจิตใจของเด็กตั้ง แต่ตัวน้อยๆ อย่าปล่อยให้เจขาเจริญเติบโตโดยยไม่มีหลักกะไรไว้ในใจเป็นอันขาด เด็กที่เจริญเติบโต โดยไม่มีหลักสำหรับใจนั้น จิตใจจองเขาจะหว้าเห่วแล้วจะไหลไปตามอะไรได้ง่าย เพราะไม่มีที่เกาะ ที่จับ เรียกว่าไม่มีสรณะในภาษาวัดเรียกว่า "สรณะ"สรณะเรียกว่าที่พึ่งทางใจ คนเราจะอยู่โดยไม่มีที่พึ่งทางใจนั่นไม่ได้  พระผู้มีพระภาคจึงตรัสเตือนว่า  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  เธอจงมีที่พึ่งธรรมะทางใจ ผู้มีํธรรมะเป็นที่พึ่งทางใจเรียกว่าพึ่งตัวเอง ถ้าไม่มีหลักธรรมะเป็นหลักที่พึ่ง ทางใจแล้วพึ่งตัวเองไม่ได้  เพราะไม่มีที่พึ่งแล้วจะไปพึ่งได้อย่างไร  ในที่นี้เราจะต้องอบรมเด็กให้รู้ จักสิ่งนี้  เพื่อต่อไปข้างหน้าจะได้มีเกราะป้องกันตัว  ไม่ถูกอารมณ์มันทิ่มตำจนเสียผู้เสียคน เด็กที่ไม่มี เกราะป้องกันตัวมันก็เสียหาย   เจริญเติบโตขึ้นในสภาพที่ไม่เหมาะไม่ควร  และถ้าเป็นเช่นนั้นมากๆ  บ้านเมืองก็จะล่มจม จะตกไปอยู่ในการปกครองแบบอื่น เพราะเขาเห็นว่าคนมันแย่เต็มทีแล้ว ต้องเข้า ไปปรับปรุงกันละประเทศใดที่ปกครองด้วยระบบอย่างนั้น  ที่เขาเรียกว่าคอมมิวนิสต์ละ แสดงว่าคนใน ประเทศนั้นตกต่ำทางจิตใจเต็มที่จนไม่มีธรรมะเป็นเครื่องคุ้มครองรักษาตน รักษาชาติ รักษาบ้านเมือง  เขาจึงต้องเปลี่ยนเป็นแบบบังคับ ให้ทำอย่างนั้น ทำอย่างนี้ บังคับอยู่ตลอดเวลา มีความเป็นอยู่เหมือน กับสัตว์เดรัจฉานที่ตั้องใช้ปฏักเฆี่ยนอยู่ตลอดเวลา อย่างนั้นดีไหมละญาตโยม พอใจที่จะเป็นอย่างนั้นหรือ ไม่ทุกคนคงจะไม่พอใจ ยิ่งเราที่เกิดในเมืองไทยด้วยแล้วรักอิสระเสรีไม่ชอบการกดขี่บีบคั้น ไม่ว่าในกรณีใดๆ แต่ถ้าเรา ไม่มีธรรมะเป็นหลักประจำใจแล้ว  จะเป็นอิสระได้อย่างไร จะมีเสรีภาพทางจิตใจได้ถูกต้องได้อย่าง ไร มันมีไม่ได้เพราะไม่มีเกราะป้องกันตัว ใจก็จะตกไปอยู่ในอำนาจของอะไรๆ ที่เป็นเรื่องฝ่ายต่ำอยู่ ตลอดเวลา  แล้วก็เกิดคความวุ่นวายระส่ำระสาย อันนี้แหละเป็นสิ่งที่เปิดประตูของสิ่งชั่วร้ายเข้ามาสู่ บ้านเมืองของเรา ถ้าเราช่วยกันปิดประตูไว้ ตั้งแต่เด็กๆไปทีเดียว สอนให้เขามีความจงรักภักดีต่อพระ พุทธเจ้า  พระธรรม  พระสงฆ์  ในทางที่ถูกที่ชอบ สอนให้เข้าใจในทางที่ชอบไปตั้งแต่ตัวน้อยๆ ให้มี ความเชื่อถูกตรงตามหลักศาสนา  อย่าให้มีความเชื่อไข้วเขว อย่าหลอกเด็กด้วยวิธีการณ์ใดๆ เป็นอัน ขาด  ไม่ว่าในแง่ใด แม้ทำดีก็อย่าไปหลอกให้เขาทำดี แต่ว่าพูดให้เขาเข้าใจว่าการทำดีนั้นเป็นหน้าที่  เป็นสิ่งที่เราควรกระทำ ทำดีแล้วเราจะมีความสุข ความสงบใจ ความสบายใจ ถ้าเราทำสิ่งชั่วร้าย  เราจะมีปัญหามากขึ้น ให้เด็กมันเห็นชี้ให้เห็น เช่นให้เห็นว่าเวลาโกระนี้ จิตใจเป็นอย่างไร เวลาเกลียดนี่ความรู้สึกในจิตใจนี่เป็นอย่างไร เวลาความอยากได้รุนแรงนี่ความรู้ สึกในใจเป็นอย่างไร เราชี้ในตัวเขานั้นแหละไม่ต้องไปชี้ที่อื่นหรอกชี้ลงไปในตัวของเขาเองให้เขาได้ เห็นประจักษ์แก่ใจด้วยตัวเอง  ว่ามันเป็นอย่างไร หรือว่าเป็นคนอื่นเขาทำอาการอย่างไร เราก็มาชี้ บอกพูดเบาๆว่า  "ดูนั่นดูดูดู"  ดูมันซิเขาทำอะไรนะ หน้าตาเป็นอย่างไรท่าทางเป็นอย่างไรนะ น่าดู ไหม  น่ารักไหม แนะเรากระซิบบอกให้ลูกของเราดูเป็นบทเรียนเป็นแบบสาธิต เด็กมันเห็นแล้วพร้อม กับคำอธิบายแล้วก็จะเห็นว่า แหมไม่สวยเลย ทำท่าอย่างนั้นไม่สวย พูดจาอย่างนั้นไม่เพราะ เดินตึงตัง ลงส้นอย่างนั้นไม่ดี เด็กมันก็เห็นเป็นตัวอย่าง เป็นการชี้ให้เขาเข้าใจ เด็กมันก็เกิดความคิดขึ้นเรื่อยๆ  เขามองว่าสิ่งนั้นไม่ดี เขาคิดไว้ในใจว่ามันไม่ดี เมื่อไม่ดีเขาก็ไม่อยากจะทำในเรื่องอย่างนั้น เราเอา ธรรมะอันมีอยู่ในจิตใจของเขาให้เขาเห็น  ให้เขาเข้าใจ ค่อยพูดค่อยจากันเรื่อยๆไปวันละเล็กวันละ น้อย คือว่าให้อย่าให้หนัก ให้บ่อยๆ มันเพิ่มมากขึ้นๆ คนที่ยกน้ำหนักได้มากๆ   ไม่ใช่ว่ายกทีเดียวแปดสิบปอนด์เมื่อไหร่  มันต้องค่อยเพิ่มวันละน้อยๆ แล้วก็ยกจนกระทั่งชนะในกีฬาโอลิมปิคได้  ไม่ใช่ยกเก่งทีเดียว ค่อยยกทุกวัน วันละนิดละหน่อยเพิ่มขึ้น ไปเรื่อยๆ ก็เก่ง ความรู้สึกนึกคิดในทางที่เป็นสัมมาทิฎฐิ เราให้แก่เด็กวันละน้อยๆ ค่อยให้เรื่อยๆ ไป  จนกระทั่งว่ามั่นคงในจิตใจของเด็ก  ให้ทีเดียวไม่ได้  แต่ว่าค่อยเพิ่มลงไปทีละน้อยๆ ทุกวันเวลา ทุก โอกาสที่เราสามารถจะให้เขาได้พ่อแม่จึงคอยจ้องหาโอกาสที่จะให้ความเข้าใจมในเรื่องต่างๆ แก่เขา ต้องทำหน้าที่นี้อย่างสำคัญที่สุด  ถ้าเราหวังความเจริญแก่ครอบครัวของเราแล้ว ต้องเอาใจใส่เป็นพิ เศษในเรื่องอย่างนี้ คอยสอนคอยอบรมเขา ทีนี้ถ้าเราเป็นคนที่มีสมาชิกในครอบครัวมากๆ เช่นเรามีพี่น้องหลายคน พี่น้องทุกคนมันก็มีลูกด้วยกัน ทั้งนั้นแหละ ก็ต้องให้มาพบปะกันบ้าง มาร่วมสนทนากัน มากินอาหารร่วมกัน พาไปเที่ยวไปเตร่ร่วมกัน  เป็นการฝึก  หัดเข้าสมาคมแล้วมีผู้ใหญ่คอยเป็นพี่เลี้ยง  คอยแนะแนวทางเตือนจิตสะกิดใจ เล่าเรื่อง เก่าๆ  ให้ลูกหลานฟังเล่าให้เขาฟังว่าตระกูลของเรามันไปอย่างไร  ต้นตระกูลมาจากไหน ดำเนินชี วิตอย่างไร จนกระทั้งมีฐานะจนเราได้นั่งรถกันอย่างสบาย มีบ้านเรือนอยู่ มีเกียรติมีชื่อเสียงนี้มันเป็น สบัติของใคร  เด็กมันไม่รู้มันอยู่ในตึกหลังใหญ่กินสบายนอนสบาย มันไม่รู้ว่าสิ่งนั้นใครสร้างไว้ ใครทำ ไว้ให้ รูปของใครติดอยู่ข้างฝามันก็ไม่รู้ ที่โต๊ะบูชามีรูปมันก็ไม่รู้ว่าไหว้ใคร เห็นคุณแม่ธูปบูชาทุกวันๆ มัน ก็ไม่รู้ว่าไหว้ใคร ไหว้ทำไมก็ไม่รู้ นี่เราไม่อธิบายใหห้เด็กเข้าใจ  ว่างๆ ต้องเรียกมาชี้แจง ที่มีรูปใครอะไรๆ ต่ออะไร เหล่านี้ รูปของใคร  แต่ระคนมีอะไรเป็นสัญญลักษณ์ มีความดดีเด่นใในเรี่องใด คนนั้นเก่งในเรื่องอะไร คนนี้ เก่งในเรื่องอะไร เรื่องดีๆ แยะเขาตั้งเนื้อตั้งต้วมาเป็นฐานมีดีทั้งนั้นแหละ เราก็เอามาเล่าให้เด็กฟัง ให้เห็นว่าท่านนั้นเป็นบรรพบุรุษของเราแล้วเป็นบรรพบุรุที่ดีที่งาม   เป็นคนสร้างเนื้อสร้างตัวไว้เป็น หลักเป็นฐานที่เราได้กินได้อยู่นี่ เป็นนผีไม้ลายมือของท่านทั้งนั้น เด็กๆ  มันก็จะเกิดรักมในภาพนั้นรักคุณค่าที่อยู่เบื้องหลักนั้น เห็นภาพแล้วต้องให้เห็นด้วยว่าข้าง หลังภาพนั้นมันมีอะไร  ที่ควรจะกราบที่ควรขะนึกถึง  เราแสดงให้เขารู้ว่าเบื้องหลังภาพนั้นมีอะไร มี ความดีความงามอย่างไรควรจะเอามาใช้เป็นหลักในชีวิตประจำวันอย่างไร พระพุทธเจ้าจะเข้าใจว่า คนเดินตามทางที่ผู้ใหญ่เดินแล้ว    ผู้ใหญ่คือบรรพบุรุษของเรา    เดินทางใดเดินมาทางนั้นเถอะจะ เจริญก้าวหน้ส แต่ใครไม่เดินตามทางที่ผู้ใหญ่เดิน แต่ว่าชอบเดินออกนอกทาง คล้ายกับคนขับรถซึ่งไม่ไป ตามเลนแต่ชอบขับลงไปในคู แล้วมันจะไปถึงปลายทางได้อย่างไร ในชีวิตนนี่ก็เหมือนก้น ถ้าว่าไม่ออกไปทางไม่ได้เราเป็นคนบุกเบิกหร้องทางไว้ในครอบครัวของ เรา เราพูดให้เด็กเข้าใจให้เขารู้เรื่อง นี่เดือนเมษายนนี่ญาติโยมที่มีบรรพบุรุษชาวจีนก็ต้องไปเช็งเม็ง แล้วตามศพที่ไปฝังไว้ตามป่าช้าต่างๆ นั้นแหละคือบทเรียนที่ลูกหลานที่จะได้รับในการไปเช็งเม็ง ถ้าเรา ไปถึงเราก้ไปจุดธูปจุดเทียนไปจุดลูกประทัดบ้าง   เผากระดาษเงินกระดาษทองแล้วก็กินอะไรไปตาม เรื่องตามราว มันก็เท่านั้นมันได้ประโยชน์ทางกายไม่ได้ประโยชน์ทางจิตวิญญาณ อันนี้หัวหน้าครอบครัวต้องไปนั่งชุ่มนุมกันที่สุสานแล้วก็พูดกันให้ฟังถึงเรื่องเก่าๆ ทิ่เป็นมา ให้เขา รู้ว่าที่นอนอยู่นี้นะคือใครมีคุณสมบัติอย่างไร ท่านสอนพวกเราไว้อย่างไรที่จะต้องทำตามต่อไป แล้วเรา ทุกคนนี่มาจากต้นตอนี้  จากต้นเดียวกันแตกกิ่งแตกก้านออกไป เหมือนกับไม้ยางต้นใหญ่แล้วดอกมันหล่น แล้วเป็นป่ายางขึ้นมา   ต้นสักต้นใหญ่กลายเป็นป่าสักขึ้นมา  มันมาจากที่เดิมให้รู้จักต้นเดิมแล้วควรจะ เคารพบูชาต้นเดิมไว้ ไอ้ต้นเดิมควรเคารพบูชานั้นควรเคารพอะไร เคารพคุณงามความดีของท่านผู้นั้น  แล้วเอาคุณงามความดีของท่านผู้นั้นมาบรรจุไว้ในใจของเรา ให้ท่านมาอยู่กับเรา ให้มาอยู่กับเรานั้นคือ วิญญาณ ไม่ใช่วิญญาณที่เขาเชิญมาทรงแล้วถามเรื่องเลอะเทอะ ที่ทำอยู่ทุกวันเวลา ถ้าอย่างนั้นไม่ใช่วิญญาณ ในที่นี้หมายถึงว่า คุณงามความดีเป็นสิ่งที่เราเชิญเข้ามา ไอ้ที่เชิญวิญญาณตามสำนักต่างๆ นั้นมัน ไม่เต็มบาททั้งนั้นแหละ  เรียกว่าว่าวิญญาณไม่ค่อยเต็มเต็ม  เขิญกันอยู่อย่างนั้นก็ไม่ได้เรื่องอะไร พูด เลอะๆ เทอะๆ ที่มานี่ พูดไปตามภาษาไม่ได้เรื่องวิญญาณที่แท้คือคุณธรรมของบรรพบุรุษที่เราจะต้องเชิญ มาใส่ไว้ในตัว  ใส่ไว้ในตัวของลูกหลาน  ของเหลนต่อไป ไม่ต้องทำพิธีแบบเขาทำกันหรอก แล้วก็ไม่ ต้องนั่งตัวสั่นงกๆ  ป้ำๆ เปื๋อๆ ได้เรื่องได้ราวอย่างนี้เชิญเข้ามาไว้ในใจ ให้ลูกหลานทุกคนตั้งจิตอธิษ ฐานต่อหน้าฮวงซุ้ย  ว่าเราทุกคนเป็นหลานของคนชื่อนั้น เราจะปฏิญาณตนว่า จะเดินตามทางที่บรรพบุ รุษเราเดิน เราจะเป็นคนดีของครอบครัว เป็นคนดีของตระกูล ไม่ประพฤติอะไรที่เป็นความเสื่อมเสีย สู่วงตระกูลเป็นอันขาด  นี่คือกล่าวย้ำ  ปีหนึ่งไปย้ำกันที่หนึ่ง  ย้ำกันอย่างนั้นคนไทยเราไม่ได้มีฮวงซุ้ย  แต่มีกระดูกใส่โกศน้อยๆไว้ที่บ้าน เดือนห้าก็เอากระดูกมาสรงน้ำกันเสียหน่อย มารวมกันมากๆ บางทีก็ เอาเหล้าไปสรงกันเสียด้วย  คือว่ากินเหล้าเมา ญาติกับญาติมาเจอกันเลยเมากันใหญ่ ถ้าเมาแบบนั้น กระดูกพูดได้ว่า " ไอ้ฉิบหาย " มาทีไรแล้วเมาทุกทีและมาทำไมก็ไม่รู้ ไอ้อย่างนี้มันก็ไม่ได้เรื่องอะไร ในวันที่เราทำถึงบรรพบุรุษ วันบุญวันกุศลนี้ตัดเสียเถอะ ไอ้เรื่องเมาเหล้าเมายาเลิกเสียเถอะ  อย่าให้มันมาปนกันเลย  กินให้เป็นเวล่ำ เวลาบ้าง ถ้าจะดื่มนะ ถ้าไม่ดื่มนะมันวิเศษละ แต่ว่าให้สอน ไม่ให้ดื่มดูเหมือนจะยากเสียแล้วในสมัยนี้ แต่ถ้าสอนให้มันดื่มเป็นเวล่ำ เวลาก็พอ เวลาใดเราจะไปทำบุญสุนทาน  ระลึกถึงบรรพบุรุษเสียมั่ง แล้วจะได้พูดกันเป็นสาระ เป็นแก่น  เป็นสาร  เปิดโกศขึ้นมาแล้วก็ชี้ให้เด็กดูว่า นี่มันอะไร กระดูกคุณปู คุณย่า คุณยาย เอามาไว้ทำอะไร  เอามาไว้บูขาสักการะ    ไม่ใช่สักการะกระดูก   แต่ว่ากระดูกนี้เป็นเครื่องเตือนใจให้เรานึกถึงคุณ งามความดีของท่าน แล้วจะได้ชวนลูก ชวนหลาน ได้กระทำความดีกันให้เขาได้สำนึกในคุณงามความดี  อันนี้ก็เป็นการผูกจิตใจให้อยู่กับความรัก  ของวงตระกูล  ของครอบครัว  ความรักของประเทศมันตั้ง ต้นตรงนี้แหละ ถ้าเราไม่มีความรักต่อครอบครัวแล้ว จะไปรักชาติรักประเทศได้อย่างไร จะไปรักพระ ศาสนาได้อย่างไร มันตั้งต้นตรงนี้ความรักของครอบครัว ความรักของครอบครัวก็คือ ความรักของพี่น้อง ไม่ทะเลาะเบาะแว้งกัน  ไม่แก่งแย่งกัน ไม่ฟ้องกันให้รกโรงรกศาล ในเรื่องเล็กๆ น้อยๆ เสียสละ ให้แก่กันอยู่กันอย่างพี่น้อง นี่แหละคือความมั่นคงในชาติ ความมั่นคงของชาติก็คือความมั่นคงของครอบครัว  ความมั่นคงของครอบครัวก็คือ  ความมั่นคง ของจิตใจ   เรามีธรรมะเป็นพื้นฐานที่มั่นต่อกันเป็นสายไป   เรามีธรรมะจิตใจมั่นคง   จิตใจมั่นคง  ครอบครัวมั่นคง  ตัวเรามั่นคง  ครอบครัวมั่นคง ทุกครอบครัวมั่นคง ประเทศก็มั่นคง อะไรๆ ก็อยู่ได้  แต่ถ้าเราไม่มีความมั่นคงในเรื่องจิตใจ ในเรื่องธรรมะ เราก็ไม่มีความมั่นคงในทางนี้ แล้วครอบครัว ก็ไปไม่รอด ชาติประเทศก็ไปไม่รอดเสียหายหมด นี่มันเป็นเรื่องสำคัญ เพราะฉะนั้นเราควรจะได้สร้างสิ่งเหล่านั้นให้เกิดขึ้นในจิตใจของเด็กตั้งแต่ตัวน้อย ๆ หน้าร้อน อย่าปล่อยให้ลูกของท่านได้เพลิดเพลินกับสิ่งสนุกจนเสียคน  แต่ต้องคอยดูแลไว้ให้ดี จะพาไปเที่ยวไหน  พาไปทั้งพ่อ  ทั้งแม่  แม่พาไปก็ได้  พ่อพาไปก็ได้  อย่าให้ไปเที่ยวตามลำพัง นอกจากจะเสียคนแล้ว  บางทีอาจจะไปเที่ยวจนเรือล่มไปก็ได้ รถชนกันก็ได้ตายไปก็มี เพราะความประมาท ในสิ่งเหล่านี้เรา จึงต้องควรจะดูแล  เอาใจใส่ มีบางคนก็เอามาบวชไว้ที่วัด แต่จะบวชทุกครอบครัวก็ไม่ไหวหรอก ไม่ ไหวที่มันไม่พอ  เดี๋ยวนี้ในบนกุฏินอนกันเหมือนทหาร  กางมุ้งเต็มหน้าห้อง  นอนกัน ก่ายกันเลยทุกคน  นอนเป็นเวลา ตื่นเช้าเล่นเสียงจอแจ คุยกันลั่น เรื่องนี้ตามประสาเด็กๆ อัตมาก็นั่งฟังไปตามเรื่อง  มีอะไรก็คอยแนะนำ  พร่ำสอนไปตามฐานะเลี้ยงลูกเขา เอามาให้ เลี้ยงไม่มีลูกเอง เขาช่วยเกิดให้เลี้ยงก็สบายใจแล้วละ ตามเรื่องตามหน้าที่ พอโรงเรียนใก้ลเปิด ก็ เอาคืนพ่อแม่ไป  แล้วทำไปอย่างนี้มันก็ดีอยู่ เอาวันนี้พูดมาก็เพื่อตักเตือนญาติโยม ให้นึกถึงอนาคตของ เด็กๆ ก็สมควรแก่เวลา ต่อไปนี้ขอให้ญาติโยมทั้งหลาย นั่งสงบใจเป็นเวลาห้านาที นั่งสงบใจ นั่งคอตั้งตรง แล้วหายใจ เข้ายาว  หายใจออกยาว  คอยกำหนดลมหายใจเข้า  หายใจออก อย่าให้คิดเรื่องอื่น ให้คิดเฉพาะ เรื่องลมหายใจเข้า ออก เป็นเวลาห้านาที OPT 1.50อะไรต่างๆ!B„!@I$Nw