ปาฐกถาธรรม โดย พระราชนันทมุนี(ปัญญานันทภิกขุ) วันอาทิตย์ที่ ๒๙ พฤษภาคม ๒๕๒๐ ญาติโยม พุทธบริษัททั้งหลาย ณ  บัดนี้ถึงเวลาของการฟังปาฐกถาธรรมะ  อันเป็นหลักคำสอนในทางพระพุทธศาสนาแล้ว ขอให้ ทุกท่านอยู่ในอาการอันสงบ  ตั้งอกตั้งใจฟังด้วยดี เพื่อให้ได้ประโยชน์ อันเกิดขึ้นจากการฟัง ตามสมควร แก่เวลา วันอาทิตย์เราว่างจากงานทางฝ่ายกาย ก็ชักชวนกันมาวัดเพื่อหาความสุขทางด้านจิตใจ การมาวัด เราควรจะคิดตั้งปัญหากันสักหน่อย  ว่ามาวัดเพื่ออะไรมาทำไมมาแล้วจะได้อะไร ทำอย่างจึงจะได้สิ่งนั้น สมความตั้งใจถ้าได้คิดในเรื่องนี้การมาวัดก็จะมีคุณค่า  เป็นประโยชน์แก่ชีวิตมากขึ้น  ไม่อย่างนั้นก็มากัน เรื่อยๆ  ไป  ไปวัดนั้นไปวันนี้ไปกันตามเรื่องตามราว แต่ไม่รู้จุดหมายว่าเราไปกันทำไม เพื่อเอาอะไร  แล้วสิ่งนั้นจะเป็นประโยชน์แก่ชีวิตจิตใจของเราอย่างไรบ้าง เป็นเรื่องที่ควรจะคิดควรจะทำเพื่อให้ถึงเป้า หมาย  เพื่อจะได้เกิดประโยชน์คุ้มค่า  วัดวาอารามนั้นก็เป็นเสมือนที่รักษาโรค แต่ว่าไม่ใช่โรคทางร่าง กาย  เมือก่อนนี้ทางวัดก็รักษาโรคทางกายด้วย เช่นเดียวกับโรงพยาบาลทั่วไป แต่ใช่ยาแผนโบราณ คือ ยาต้มรากไม้ใบไม้เปลือกไม้  อันเป็นยาตำหรับเก่า  ก็ให้ประโยชน์อยู่เหมือนกัน  คนก็นิยมไปรักษาแล้ว ไปรักษาตามวัดไม่ต้องเสียอะไร  นอกจากว่าหารากไม้ที่พระจะต้องใช้ต้มยาไปฝากบ้าง เพื่อจะได้ต้มให้ แก่คนอื่นต่อไป นั่นเป็นเรื่องของการรักษาโรคทางกาย คนเราแม้ว่าจะหายโรคทางกายร่างกายเป็นปกติแล้ว      ก็ยังไม่เป็นสุขเสมอไปเพราะว่าโรค อีกอย่างหนึ่งสำคัญกว่าโรคทางกาย  นั่นคือโรคทางจิตใจของเรานั่นเอง  เราอย่านึกว่าใจของเราไม่มี โรคไม่มีภัย ความจริงโรคทางด้านจิตใจนั้นก็เป็นภัยใหญ่หลวงแก่ชีวิตของคนเราทั่วไป ความสุขความทุกข์ เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน  ก็เนื่องมาจากใจของเราเป็นเรื่องใหญ่ คือเราคิดอะไรเราก็เป็นอย่างนั้น ถ้า เราคิดในทางถูกเราก็มีจิตใจสบาย   ถ้าคิดในทางร้ายก็มีจิตใจเป็นทุกข์  จึงเป็นเรื่องที่จะต้องรู้ไว้ว่า โรคที่เกิดขึ้นทางจิตใจนั้น  เป็นเรื่องที่จะต้องรักษาเยียวยาให้ทันกับเหตุการณ์  ถ้าไม่รักษาให้ทันกับเหตุ การณ์แล้วโรคจะลุกลามขยายออกไป แล้วก็จะกลายเป็นนิสสัยเป็นสันดาน คนเราที่มีนิสัยไปในรูปต่าง ๆ  กันนั้น  ก็เนื่องจากการคิดในเรื่องนั้นบ่อยๆ  พูดแบบนั้นบ่อยๆ นานๆ เข้า ก็ชินจนติดเป็นปกตินิสัย  แล้วก็ไม่รู้ว่าสิ่งนั้นจะนำอะไรมาให้ตน จะนำความทุกข์ความเดือดร้อนมาให้อย่างไร ไม่รู้ไม่เข้าใจ ผลที่ สุดชิวิตก็ตกต่ำเสียหายด้วยประการต่างๆ  พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เป็นบรมครูของชาวเราทั้งหลายนั้น  ทรงทราบเรื่องนี้ดีจึงได้ค้นหายาสำหรับแก้โรคทางใจ ก็คือธรรมะนั่นเอง ธรรมะ เป็นสิ่งสำหรับแก้โรคทางใจ ที่เราเรียกว่าธรรมโอสถ คือยาธรรมะ ยาธรรมะเป็นยาแก้ โรคทางใจของบุคคลทั่วไป   พระพุทธเจ้าของเราได้ทรงค้นคว้าแสวงหายานี้เป็นเวลาถึงหกปี   จึงได้ ค้นพบ  แล้วจึงนำมาใช้เป็นประโยชน์แก่คนทั่วไปๆ เพราะฉะนั้นตำหรับตำราที่มีอยู่เช่นว่าคัมภีร์พระไตรปิ ฏกก็เรียกว่า  เป็นตำรายาขนานใหญ่ที่มีไว้สำหรับช่วยแก้ปัญหาชีวิต  ให้ผู้ที่มีความทุกข์ความเดือดร้อนได้ ผ่อนคลายหายจากความทุกข์ความเดือดร้อนไปได้  ยาเหล่านี้มีอยู่มากมาย เป็นประโยชน์ทั้งนั้น แล้วก็อยู่ ในวัดพระเป็นผู้รักษาตำหรับตำราไม่ใช่รักษาไว้เฉยๆ  แต่รักษาไว้ด้วยการศึกษาให้เข้าใจด้วยการปฏิ บัติให้เป็นตัวอย่างในทางชีวิตสงบมีความสุขตามสมควรแก่ฐานะ      ญาติโยมได้เห็นพระผู้มีจิตใจสงบก็ เรียกว่าเป็นมงคลแก่ชีวิต  ดังคำในมงคลสูตรว่า  สมณานัญจ  ทัสสนัง เอตัมมังคลมุตตะมัง การได้เห็น สมณะเป็นมงคล คือเป็นเหตุให้เกิดความสุขทางใจ และได้เห็นตัวอย่าง เรื่องตัวอย่างนี่เป็นเรื่องสำคัญมาก ถ้าเราเห็นตัวอย่างของบุคคลประเภทใด ทำให้เรารู้สึกว่าได้ เห็นสิ่งประเสริฐสำหรับชีวิต  เรามาวัดถ้าได้เห็นพระที่มีอาการสงบพูดจาเรียบร้อย กริยาสำรวมระวัง หน้าตาสดชื่นเพราะมีธรรมะเป็นพื้นฐานทางจิตใจ เราก็พลอยมีความสุขความสดชื่นไปด้วย ถ้าเราไปเห็น คนที่หน้าบึ้งหน้าตึง แสดงอาการมีความทุกข์ทางใจ เราก็จะรู้สึกพลอยมีความทุกข์ไปด้วยเหมือนกัน อันนี้คือ สิ่งที่เราได้เห็นในภายนอก เราก็กระทบกระเทือนทางจิตใจ เช่นเราเห็นคนร้องไห้เรารู้สึกอย่างไร เรา มีความกระเทือนใจ ยิ่งเห็นคนที่ร้องไห้หนัก ๆ ตีอกชกหัวมีความทุกข์มีความเดือดร้อน เราก็รู้สีกมีความกระ เทือนทางจิตใจ ที่เขาเรียกว่า เกิดสังเวคะขึ้นทางใจ ที่นี้ถ้าเราไปเห็นคนที่มีความสงบความสุขทางจิตใจ ก็มีความกระเทือนทางอารมณ์ แต่ว่าเป็นความกระเทือนที่ไม่เป็นพิษเป็นภัย ทำให้เราพลอยมีความสุขใจดี ใจ เพราะฉะนั้นคนบางคนเวลาไปเห็นบุคคลประเภทอย่างนั้น แล้วก็แสดงความรู้สึกว่าสบายเหลือเกิน ที่ ได้เห็นผู้นั้นผู้นี้มีความสุขทางด้านจิตใจ   พระสงฆ์เราเป็นผู้รักษามรดกคือธรรมะ   ของพระพุทธเจ้าไว้  รักษาด้ยการทำการศึกษาด้วยการปฏิบัติ ด้วยการชี้ช่องทางให้ญาติโยมทั้งหลายเกิดความรู้ความเข้าใจกัน ต่อไป เรามาวัดก็เพื่อเรื่องนี้ คือมารับส่วนแบ่งมรดกของพระพุทธเจ้า ที่พระองค์ได้สร้างไว้เพื่อเป็นประ โยชน์แก่ชาวโลกทั้งหลาย เรามาขอรับส่วนแบ่ง แบ่งไปในรูปของการศึกษา เรามาเรียนมาฟัง มาอ่านใน บางครั้งบางคราวอย่างนี้เรียกว่า มารับส่วนแบ่งแบบหนึ่ง ครั้นเราได้รับส่วนแบ่งนั้นแล้วเราก็เอาไปคิดให้เข้าใจแนวทางที่ถูกต้อง  ต่อไปจากนั้นเราก็ปฏิบัติ ตามความรู้ความเข้าใจ   การปฏิบัตินั้นก็คือการขจัดปัดเป่าสิ่งที่เป็นพิษเป็นภัยในจิตใจของเราให้หายไป  แล้วคอยป้องกันสิ่งที่เป็นพิษเป็นภัย  ไม่ให้เกิดขึ้นในจิตใจของเราต่อไป วิธีการมันก็เหมือนกับวิธีการทาง วัตถุนั่นแหละ คือ มีการป้องกันแล้วก็มีการแก้ไข การป้องกันนั้นก็ต้องทำอยู่ตลอดเวลา เพราะข้าศึกมันมา โจมตีเราอยู่ตลอดเวลา เราจึงต้องคอยใช้วิธีป้องกันไว้ ไม่ให้เข้าถึงที่สำคัญคือใจนั่นเอง ไม่ให้มันเข้าไป ถึงใจ ไม่ให้เกิดความรู้สึกใดๆ ขึ้นในสิ่งนั้น รูปมากระทบตา เสียงกระทบหู จมูกกระทบกลิ่น ลิ้นมากระ ทบรส กายได้สัมผัสถูกต้องอะไร ก็ให้มันเป็นเพียงแต่กระทบเท่านั้น แต่ไม่ให้ลามปามไปจนเกิดความรู้สึก ยินดียินร้าย อยากได้อยากมีในเรื่องนั้น ๆ อันนี่เรียกว่า คิดป้องกันไว้ล่วงหน้า ไม่ให้มันเกิดโจมตีจนเรา แตกพ่ายจิตใจพังทะลายเพราะความรู้สึกต่าง  ๆ เพราะจิตของคนเรานั้นถ้าเราเกิดกระทบกระเทือนใน รูปใด  เช่น  เกิดความรักก้เป็นทุกข์เกิดความชังก็เป็นทุกข์ เกิดความอยากได้อยากดีอยากเป็นมันก็เป็น ทุกข์ทั้งนั้น ถ้ามันเกิดอาการอย่างนั้นมาก ๆ รุนแรง ก็จะเกิดความวุ่นวายทางด้านจิตใจ สร้างปัญหาขึ้นใน ตัวเราด้วยประการต่าง  ๆ เรารู้อาการเช่นนี้หรือไม่ ถ้าไม่รู้ก็ถูกโจมตีบ่อย ๆ จิตก็ต้องยุบยับไปบ่อย ๆ  แต่ถ้าเราสังเกตกำหนดอาการของจิตไว้ เวลาสิ่งนั้นมากระทบ เรารู้สึกอย่างไร รูปอย่างนั้นเกิดอะไรขึ้น ในจิตใจของเรา  สิ่งที่เกิดขึ้นนั้นมันนร้อนหรือว่าเย็น วุ่นวายหรือสงบ เป็นไปในรูปใดเราต้องสังเกตอา การเช่นนั้นไว้ เพื่อให้รู้จักว่ามันเป็นอย่างไร อาการที่เราคอยกำหนดสิ่งที่เกิดขึ้นในจิตใจของเรา อย่างนี่เราเรียกว่า รู้จักตัวเอง การรู้จักตัว เองที่เราพูด  ๆ กันอยู่นั้น ก็หมายความว่ารู้จักสิ่งที่เกิดขึ้นในจิตใจของเรา ในเมื่อกระทบกับสิ่งภายนอก  ซึ่งเราเรียกว่า  อารมณ์ อันมีประการต่าง ๆ ต้องคอยกำหนดรู้ไว้ ว่าสิ่งนั้นมากระทบแล้วเกิดอาการอะ ไร  เช่นเกิดความโกรธความเกลียด เกิดความรัก เกิดความพอใจ เกิดความอยากได้ เกิดความริษยา  เกิดความยินดีด้วยประการต่าง  ๆ  มันมีอาการหลายอย่างหลายประการเกิดขึ้นในใจของเราเสมอ  ๆ  เป็นไปในรูปนั้นรูปนี้บ้าง เราจึงควรจะได้ศึกษากันไว้ อันการศึกษาธรรมะนั้นขอให้ญาติโยมเข้าใจว่า ในชั้นต้นเราก็เรียน จากหนังสือหนังหาจากตำหรับ ตำราไปก่อน หรือเรียนด้วยการฟังจากผู้รู้ที่มาพูดมาอธิบายให้เราเข้าใจ แล้วต่อจากนั้นต้องเรียนจากตัว จริงในห้องปฏิบัติเลยทีเดียว  ห้องปฏิบัติของธรรมะก็คือตัวเราเอง  ในร่างกายยาววาหนาคืบกว้างศอก หนึ่งนี้แหละ เป็นห้องปฏิบัติด้านธรรมะ เป็นห้องทดลองที่เราจะต้องทดสอบพิจารณาแยกแยะวิเคราะห์วิจัย อยู่ตลอดเวลา  เพื่อให้รู้ว่าสภาพชีวิตจิตใจของเรานั้น มันเป็นอย่างไร เมื่อสิ่งนั้นมากระทบเป็นอย่างไร  เมื่อสิ่งนี้มากระทบเป็นอย่างไร      เมื่อสิ่งนี้มากระทบเป็นอย่างไรแล้วมันเกิดอะไรต่อไปจากเรื่องนั้น  เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นไม่ใช่หยุดอยู่เพียงเรื่องเดียว  แต่มันจะต่อกันเป็นสายโซ่ยาวยืดทีเดียว ดังคำที่พระ พุทธองค์  ตรัสว่า  เมื่อสิ่งหนึ่งเกิดขึ้น สิ่งหนึ่งก็เกิดตามมา ตามกันมาเป็นวงทีเดียว เป็นลูกโซ่เป็นสาย สัมพันธ์กันไม่รู้จักจบสิ้น  สิ่งทั้งหลายมีตัวเหตุมีตัวการทั้งนั้น มนมีเรื่องเบื้องต้นแล้วก่อเกิดติดต่อกันมาเป็น ลำดับ  เป็นไปในรูปต่าง  ๆ แต่ถ้าเราไม่สังเกต เราก็ไม่รู้ไม่เห็น ก็ปล่อยไปตามเรื่องตามราว แต่ถ้า หากสังเกตุกำหนดจดจำแล้ว  ก็จะพบว่ามันเกิดจึ้นจากอะไร ต้นตอมันคืออะไร สืบต่อมาเป็นเปราะ ๆ มี อะไรบ้าง  มีสายสัมพันธ์ชักโยงกันเป็นแถว จนกระทั่งไม่รู้ว่า ตัวต้นอยู่ตรงไหน เพราะฉะนั้นพระผู้มีพระ ภาคจึงตรัสว่า   สังสารวัฏฏ์  คือเกิดจากอารมณ์ต่าง  ๆ  ของกิเลสต่าง  ๆ  ในจิตใจของคนเรานั้น  เบองต้นมันไม่ปรากฏเบื้องปลายมันก็ไม่ปรากฏ  คือมันมากเหลือเกิน  ติดต่อกันมาไม่รู้ว่าอะไรเป็นอะไร  มันไม่ปรากฏสำหรับคนที่ไม่ได้พิจารณา     แต่คนนั้นได้หมั่นพิจารณาตรวจสอบในเรื่องเกี่ยวกับอารมณ์อยู่ เสมอแล้ว  ก็จะพบว่ามันมีเบื้องต้นมาจากเรื่องอะไร  แล้วก็ไปจบลงที่ตรงไหน  ผลที่เกิดขึ้นนั้นเป็นประ การใด  เราก็พอจะรู้และเข้าใจในสภาพของสิ่งนั้นได้  ตราบใดที่ยังไม่รู้ไม่เข้าใจเรื่องอย่างนี้  เราก็ ถูกอารมณ์มันเตะต่อยเราเรื่อยไป  ไม่จบไม่สิ้น  แล้วก็ต้องเป็นทุกข์ขึ้น  ๆ  ลงๆ อยู่กับเรื่องนั้นๆตลอด เวลา แต่เมื่อใดเรามาจับมันได้ เข้าใจมันถูกต้อง เราก็สามารถจะแก้ไขปัญหานั้น ๆ ได้ทันท่วงที ไม่ว่า อะไรจะมากระทบเราก็สามารถจะรับได้ตีโต้กลับไปด้วยสติปัญญาของเรา    สิ่งนั้นมันก็ไม่เป็นพิษแก่เรา  ไม่ทำร้ายเราให้เราต้องลำบากต้องเป็นทุกข์ต่อไป  อันนี้แหละเป็นเรื่องสำคัญ  ที่เราควรจะได้สนใจศึก ษา  สนใจปฏิบัติกันอยู่ตลอดเวลา  เพราะฉะนั้นการมาสู่สถานที่อย่างนี้ ก็เท่ากับว่าเรามาเรียนรู้วิธีการ  เพื่อเอาไปใช้แก้ปัญหาชีวิตของเราต่อไป เรานับถือพระพุทธศาสนา ก็ต้องให้ได้ประโยชน์ จากพระพุทธศาสนา  เรานับถือพระพุทธศาสนาก็ ต้องเข้าถึงสี่งที่เรียกว่า เป็นแก่นของพระพุทธศาสนา ศาสนาทั้งหลายทั้งปวงนั้น ย่อมมีเปลือก มีกะพี้แล้วก็มี แก่นด้วยกันทั้งนั้นแหละ  ความจริงเมื่อเริ่มแรกทีเดียวนั้น  ผู้สอนศาสนาที่เรียกว่า ศาสดานั้น ไม่มีเรื่อง เกี่ยวกับเปลือกหรอก  สอนสิ่งที่เป็นเนื้อแท้กันเลยทีเดียว คล้าย ๆ กับเรารับประทานผลไม้ เขาปอกไว้ เสร็จแล้ว เหมือนกับลูกเงาะเอาเมล็ดออกให้ด้วย แล้วก็ใส่จานอย่างสวยงาม เอามาวางไว้บนโต๊ะเรา ก็เอาซ่อมจิ้มใส่เข้าปาก  กินได้เลยไม่มีเปลือก  ไม่มีเมล็ดใน  เรียกว่ามีสิ่งรับประทานได้เพียงอย่าง เดียว  ฉันใด ในเรื่องเกี่ยวกับการสอนธรรมะนี่ก็เหมือนกัน ถ้าเราศึกษาดูประวัติการเป็นมาของศาสนา แล้ว  ทุกศาสนาคล้ายกัน  ๆ  กัน  แต่ว่าพระพุทธศาสนาของเรานั้นมีส่วนเด่นในเรื่องนี้ คือพระผู้มีพระ ภาคสอนแก่นจริง  ๆ  ให้เราไปดูปฐมเทศนาที่ตรัสสอนปัญจวัคคีย์ทั้งห้าก็สอนเรื่องแก่นแท้ ๆ เรื่องความ ดับทุกข์ เรื่องความทุกข์ ให้เข้าใจ คือสอนเรื่องความทุกข์เหตุให้เกิดทุกข์ การดับทุกข์ได้ แล้วก็วิถีทางจะ ให้ถึงความดับทุกข์  อันนี้เป็นเรื่องเฉพาะหน้าเป็นปัญหาที่ พระผู้มีพระภาค นำมากล่าวมาสอนแก่ศานุศิษย์ ของพระองค์ ผู้ที่นั่งรับฟัง นั้นเรียกว่าได้สิ่งที่เป็นสาระจริง ๆ เป็นแก่นจริง ๆ เอามาปฏิบัติก็ได้หลุดพ้นไป จากความทุกข์ความเดือดร้อนได้ ในยุคที่พระพุทธเจ้ายังทรงพระชนม์อยู่นั้น พูดได้ว่าไม่มีสิ่งที่เป็นเปลือก มีแต่เนื้อทั้งนั้น พระพุทธเจ้า ก็ดีสาวกของพระองค์ก็ดี   เมื่อจะไปสอนอะไรก็สอนสิ่งที่เป็นเนื้อแท้   ให้คนได้เกิดความรู้ความเข้าใจ  เพราะฉะนั้นในตำนานจึงปรากฏว่า  เมื่อฟังแล้วก็ดับทุกข์ได้ พ้นจากความทุกข์ตามลำดับ เช่นเป็นพระโส ดาบันบ้างอะไรบ้างตามลำดับ นั่นก็เพราะว่าได้รับสิ่งที่เป็นเนื้อแท้จริง ๆ เข้าใจสาระของเรื่องนั้นจริง ๆ จึงได้ผลประจักษ์แก่ใจ  คือสามารถแก้ไขปัญหาชีวิตได้ทันท่วงที  แต่ภายหลังพุทธปรินิพพาน คือเมื่อพระ องค์ผู้เป็นพระบรมศาสดานั้นนิพพานไปแล้วศาสนาเริ่มจะเปลี่ยนแปลงไป คำสอนชักจะมีสิ่งที่เป็นเปลือกเป็น ฝอย  เข้ามามากขึ้น  ๆ  ที่ได้เป็นไปเช่นนั้นก็เพราะว่า คนที่เป็นผู้นำคำสอนนั้น ต้องการที่จะให้ได้พวก มาก  ๆ ได้สมาชิกมาก ๆ คือการสอนมีความต้องการอยู่ข้างหลัง มีกิเลสเข้ามาปนเจือปนอยู่กับการสอน เช่นต้องได้พรรคพวกได้บริวารมาก ๆ ก็ต้องสอนสิ่งที่คนเขาเข้าใจเขารับได้ ทีนี้อะไรที่เขาทำกันอยู่ ใน เวลานั้นเช่นเรื่องพิธีรีตองต่าง ๆ ซึ่งปฏิบัติกันอยู่ในสังคมในอินเดียในสมัยนั้น พระพุทธเจ้าไม่ได้ส่งเสริม ในเรื่องอย่างนั้น  แต่ยุคหลังจากพระองค์นิพพานไปแล้ว สาวกก็เอาสิ่งทั้งหลายเหล่านั้นมาใส่เข้าในพระ โอฐของพระพุทธเจ้าบ้าง ใส่เข้าไปในคัมภีร์ปฏิบัติกันเป็นพิธีอะไรมากขึ้น เลยทำให้รุงรังไป ทีนี้คนในสมัยต่อมา  แทนที่จะเข้าไปถึงแก่น คือ ธรรมะ ก็มักจะติดอยู่เพียงเปลือกเพียงกะพี้ หรือ พิธีรีตองต่าง ๆ มีคนปฏิบัติอยู่ทั่ว ๆ ไป ไม่ได้เอาธรรมะเป็นสรณะเป็นที่พึ่ง แต่ไปเอาพิธีการเป็นที่พึ่ง ทำ พิธีกันแพร่หลายมากขึ้นทุกเวลา  จนกลายเป็นเรื่องหนึ่งของศาสนาไป เรียกว่า พิธีการ ความจริงนั้นไม่ ใช่ตัวศาสนาแท้  ๆ ไม่มีพิธีอะไร ไม่มีเรื่องอะไรเข้ามาเจือปนแม้แต่น้อยมีแต่เรื่องแนวทางอันเป็นข้อปฏิ บัติเพื่อให้ผู้ปฏิบัติหลุดพ้นจากความทุกข์ความเดือดร้อนเท่านั้น ไม่มีการกระทำอะไรในทางพิธี เพื่อปลอบ โยนจิตใจ เพื่อให้คนหลงผิดเข้าใจผิดในเรื่องนั้น ๆ ด้วยประการต่าง ๆ ถ้าเราสังเกตุดูให้ดีแล้วบรรดา พิธีการทั้งหลายที่ทำกันอยู่นั้น  มันเป็นแต่เพียงปลอบโยนจิตใจ  ชั่งครั้งชั่วคราว คล้าย ๆ กับเด็กร้องให้  แล้วเราบอกว่าร้องให้ เดี๋ยวจะพาไปดูหนัง หรือว่าบอกอย่าร้องให้จะซื้อขนมให้กิน แล้วเราก็เอาขนมให้ เขากินเด็กก็ไม่ร้อง  หรือว่าพอมันหยุดร้องพาไปดูหนัง  ทีนี่เวลาใดเด็กมันอยากจะกินขนมขึ้นมามันก็ร้อง เวลาใดมันอยากจะดูหนังมันก็ร้องใหญ่ ร้องจนผู้ใหญ่รำคาญ ก็ต้องพาไปดูหนัง ต้องซื้อขนมให้กินทุกที เด็ก นั้นก็เลยติดอยู่ในการร้อง  ไม่มีการเปลี่ยนแปลง  อันนี้เราฝึกเด็กให้เสียนิสัย ด้วยการเอาของเข้าล่อ มากเกินไปฉันใด ในหมู่บริษัทในศาสนานี้ก็เหมือนกัน  ถ้าเราเอาแต่พิธีกรรมต่าง  ๆ  เข้ามาใช้มากเกินความต้อง การ คนทั้งหลายก็ติดอยู่ในพิธีกรรมอันนั้น   ต้องการแต่เรื่องพิธีไม่ต้องการตัวธรรมะ  ตัวข้อปฏิบัติอันจะ ช่วยตนให้พ้นไปจากความทุกข์ความเดือดร้อนอย่างแท้จริง  แต่ต้องการการปลอบโยนปลอบขวัญ  หรือว่า ต้องการสิ่งที่เรียกว่า ศิริมงคล ศิริมงคลที่เข้าใจกันทั่วไปนั้น มักเป็นเรื่องวัตถุเรื่องพิธีรีตองอะไรๆต่างๆ  แต่ว่าสิ่งที่เป็นศิริมงคลแท้จริงตามหลักของพระพุทธเจ้า กลับไม่มีใครต้องการ ไม่สนใจไม่เอาไปใช้ ที่เป็น เช่นนี้ไม่ใช่เรื่องอะไร   เพราะว่าเราเพาะเชื้อแห่งการทำพิธีมากเกินไป   จนทำให้คนติดในเรื่องนั้น เรื่องนี้   ถ้าไม่ได้ทำอย่างนั้นแล้วก็ไม่สบายใจ   มีความทุกข์ทางใจขึ้นมาทันที  ความทุกข์นี้เกิดมาจาก อุปทานตัวหนึ่ง  ซึ่งเรียกว่า สีลัพพตุปาทาน คือการยึดมั่นในศีลพรต ศึลพรตในที่นี้หมายถึงพิธีกรรมต่าง ๆ  ที่เราปฏิบัติกันทั่ว  ๆ  ไป  ถ้าไม่ได้ทำอย่างนั้นแล้วก็ไม่สบายใจ  เมื่อจะทำอะไรแล้วก็ต้องทำอย่างนั้น อย่างนี้กลายเป็นว่าวัตถุภายนอกเป็นเครื่องปลอบใจ  ไม่เอาเรื่องข้างในเป็นเครื่องแก้ปัญหา  แก้จากวัต ถุตลอดเวลา ทำอะไรก็ต้องเอาสิ่งนั้นเป็นเครื่องแก้ ยกตัวอย่างให้เห็นง่าย ๆ เรานิมนต์พระไปเจริญพระพุทธมนต์ที่บ้าน ความจริงแท้นั้นเรานิมนต์พระ ไปเพื่อเราจะได้เข้าใกล้พระ  แล้วจะได้ฟังสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่ชีวิต  แต่ว่าเราไปติดในเรื่องพิธี เลยก็ ต้องมีการสวดมนต์ ตั้งหม้อน้ำมนต์ไว้ เวลาสวดมนต์นี้ก็ไม่ค่อยมีคนสนใจเท่าใดหรอก นั่งฟังอยู่เฉพาะเจ้า ของบ้านแขกเหรื่อ ก็นั่งคุยกันอยู่ข้างนอก บางทีอาจจะนั่งดื่มอะไร ๆ เพลิน ๆ ไปก่อนก็ได้ แต่ว่าพอพระ ฉันอาหารเสร็จแล้ว  พอบอกว่า  จะพรมน้ำมนต์  มากันหมดเลย มานั่งหน้าสะหลอนกันเลยทีเดียว ต้อง การจะให้พรมน้ำมนต์ให้ ทีนี้พอพรมน้ำมนต์แล้ว บางคนขยับเข้ามาใกล้พรมให้แล้วยังไม่พอ บอกว่าให้เอา มือลูบหัวให้สักหน่อย เข้าใจว่าถ้าได้ลูบแล้วคงจะดีขึ้น จะวิเศษขึ้นอย่างนั้น ๆ บางคนหนักเข้าไปยิ่งกว่านั้น อยากจะให้เป่าลงไปบนหัวสักหน่อย    ให้พ่นน้ำลายใส่กระหม่อมให้หน่อย   นี่แหละที่เรียกว่าติดอยู่ใน เรื่องอย่างนี้ คือ เรื่องพีธีการต่าง ๆ อันเกิดขึ้น ที่เขาเพาะกันขึ้นไว้ คนก็ติดอยู่ในเรื่องอย่างนั้นไม่ได้ศึก ษาธรรมะ  ไม่ได้คิดช่วยตัวเอง ไม่ได้คิดพึ่งตัวเอง ตามหลักการของพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าท่านสอน ให้เราช่วยตัวเองให้เราพึ่งตัวเอง  เราไม่เข้าใจ ไม่เอาอย่างนั้น แต่ว่าเอาเรื่องพิธีกันอยู่ตลอดเวลา  ต้องทำอย่างนั้นต้องทำอย่างนี้มากประการ จนไม่รู้ว่าอะไรเป็นอะไร อย่างนี้เป็นตัวอย่าง ที่ว่าไม่เข้าถึง ธรรมะ นอกจากนั้นแล้วในสมัยต่อมา  ศาสนายาวมาร้อยปีพันปี  ก็เกิดมีอะไรเข้าไปแทรกแซงมากขึ้น ใน เรื่องศาสนา  ล้วนแต่เป็นเรื่องเกี่ยวพิธีหรือวัตถุอะไรต่างๆ ทั้งนั้น ตัวอย่างที่เห็นง่าย ๆ ในบ้านเมือง ของเราในยุคปัจจุบันนี้  คนกำลังสนใจในเรื่องอะไร  ไม่ได้สนใจในเรื่องธรรมะกันเท่าใด นี่แหละญาติ โยมที่มาวัดชลประทานฯ เรียกว่ามาต้องการธรรมะ ต้องการศึกษาต้องการสนใจแต่ว่าเปอร์เซ็นต์มีสักเท่า ใด  พลเมืองในกรุงเทพฯมีเท่าไหร่  ในประเทศไทยมีเท่าไหร่  ที่สนใจธรรมะมีจำนวนนับได้  แต่พอมี เรื่องอื่นขึ้นมาแล้ว  ก็จะเห็นว่ามีคนมากเหลือเกิน  สมมติว่าสมัยก่อนนี้ท่านเจ้าคุณพุทธทาส มากรุงเทพฯ  คนที่มาหามาสนทนามาศึกษาธรรมะนั้น  จำนวนนับถ้วน  จำหน้าได้กันทีเดียว แต่ถ้าหากว่าหลวงพ่ออะไร มาสักองค์หนึ่ง เช่นว่าปักษ์ใต้ในสมัยก่อนมีหลวงพ่อคล้าย อยู่ที่จันดี คนมากันเต็มวัดไปเลยแออัดยัดเยียดกัน ที่จะมาหาหลวงพ่อคล้าย เขามาเอาอะไร มาเอาชานหมากที่ท่านเคี้ยวแล้ว ที่จำเป็นจะต้องคายลงกระ โถนแล้ว ต้องเอาร่างกายเป็นกระโถนรับชานหมาก ได้ไปสักคำหนึ่งแอบปลื้มอกปลื้มใจ ห่อผ้าเอาไปไว้ที่ บ้านบางคนหนักเข้าไปกว่านั้น   รับถึงกินเลยไม่ได้นึกว่าเชื้อโรคหลวงพ่อจะติดลูกศิษย์  กินเข้าไปเลยที เดียว  นี่อย่างนี้เป็นตัวอย่าง  ที่มีกันอยู่ทั่วไป  แปลว่าพอหลวงพ่อขลังๆ มาก็ต้องไปกัน กุฏิจะพังให้ได้  เพราะฉะนั้นเราจะเห็นว่า วัดต่างๆเวลานี้ มักจะโฆษณาว่าหลวงพ่อนั้นมาพักอยู่ที่วัดนั้น หลวงพ่อมาพักอยู่ ที่วัดแล้วคนก็ไปกัน  ไม่ได้ไปศึกษาธรรมะเลย  ไม่ได้ไปหาวิธีการดับทุกข์โดยทางที่ถูกที่ชอบเลย  แต่ไป ต้องการวัตถุเครื่องรางของขลัง อะไร ๆ ต่างๆ ขอให้หลวงพ่อรดน้ำมนต์สักหน่อย หรือว่าได้อะไรมา สักชิ้นหนึ่งจากหลวงพ่อ  จะเป็นเศษใบไม้ก็ยังดี ให้ได้มาก็แล้วกัน นี่เขาเรียกว่าติดอยู่ในวัตถุตลอดเวลา  ไม่พยายามที่จะเข้าถึงสิ่งที่เป็นเนื้อแท้คือธรรมะ  แล้วพระศาสนาจะอยู่ได้อย่างไรในรูปอย่างนี้ จิตใจคน ไม่เข้าถึงสิ่งที่เป็นเนื้อ เลยก็ไม่รู้จักศาสนา ที่นี้เมื่อไม่รู้จักตัวแท้จะรักษาไม่ถูกเหมือนกัน คือไม่รู้ว่าอะไร ที่เราควรจะรักษา จะรักษาไว้อย่างไร ก็ไปสนใจแต่เรื่องวัตถุที่เสียหาย สมมติว่าขโมยมาลักตัดเศียรพระพุทธรูปไป  ตกอกตกใจกันเหลือเกินแล้ว  พวกมารร้ายมันทำลาย ศาสนา  แต่ว่าคนที่พูดนั้นไม่ได้มีตัวศาสนาอยู่ในตัวเลยความจริงตัวที่ไม่ได้ตัดคอพระพุทธรูปนั้น  ก็ทำลาย ศาสนาอยู่เหมือนกัน ทำลายอย่างใด คือไม่รู้ไม่เข้าใจเรื่องศาสนา ไม่ปฏิบัติตามศาสนานั่นแหละคือการทำ ลาย เหมือนเราปลูกต้นไม้แล้วเราไม่ใส่ปุ๋ยไม่พรวนดิน ไม่เอาตัวพยาธิที่มาทำลายต้นไม้ ต้นไม้นั้นมันก็ตาย ไป ไม่ได้ประโยชน์อะไร ศาสนาก็เป็นอย่างนั้น ถ้าเราไม่รู้จักจะรักษาไว้ได้อย่างไร รักษาไว้ตรงไหนก็ ไม่รู้  เหมือนคนที่มีของมีค่า แต่ไม่เอาไปเก็บไว้ในที่เหมาะที่ควรคนอื่นรู้จักว่าเป็นของมีค่า เลยมาเอา ของนั้นไปเสียอย่างนี้จะเกิดเรื่อง ในเรื่องชาดกเล่าไว้ว่า  ยายกับหลานอยู่ด้วยกันคือว่าเป็นเศรษฐีตกยาก  ทรัพย์สมบัติอะไรก็ไม่มี  แต่ว่ามีถาดอยู่ใบหนึ่ง   แต่ว่าถาดนี้ขี้ฝุ่นจับเกรอะกรังสกปรกรุงรัง   แล้วก็มีพ่อค้าคนหนึ่งมาถึงก็ถามว่า  บ้านยายมีอะไรบ้างที่พอจะขายได้ คล้ายกับเจ็กมาซื้อขวดไปขายอย่างนั้น แกก็บอกว่าไม่มีอะไรมีถาดเก่า ๆ อยู่ใบหนึ่ง อยากได้ไหมล่ะ ก็เอามาให้ดู พอเอามาดูก็รู้ว่าเป็นอะไร แล้วอะไรขีดหน่อยหนึ่ง แล้วก็ โยนเลย บอกว่าอะไรก็ไม่รู้ ไม่ได้ความเลยจะเอามาขายฉันให้เปล่า ๆ ฉันก็ไม่เอา ก็ไปไม่ต้องการที่ทำ อย่างนั้นไม่ใช่ว่าไม่อยากได้ อยากได้เปล่าๆ ไม่อยากจะซื้อ เพราะว่ามันมีค่าเหลือเกินถาดใบนั้นมันเป็น ทองคำ  แล้วก็มีพ่อค้าอีกคนหนึ่งมา พูดดี  แล้วยายก็ยกมาให้ บอกว่า ยายเก็บไว้อย่างนี้เองหรือเปิด เผยอย่างนี้หรือ ยายรู้ไหมของนี้มีค่าเท่าใด นี่มันทองทั้งใบนะ ราคามันเหลือหลายนี่ ยายพอรู้ก็ว่า ฉันไม่ เอาไว้  เดี๋ยวโจรจะมาปล้นฆ่าฉันตายท่านจะต้องการไหมละ บอกว่า ฉันก็อยากได้เหมือนกันยายจะเอา ราคาเท่าไหร่ ยายนั้นก็ไม่รู้ว่าราคาเท่าไหร่ ก็บอกว่า เอาไปเถอะให้เท่าใดก็พอใจ เลยให้ราคาตั้งห้า พันกหาปณะ  เป็นเงินไม่ใช่เล็กน้อย  พอให้แล้วแกก็ลงเรือรีบไปเลย  เจ้าคนโน้นวกมาอีกบอกว่าเมื่อกี้ อ้ายถาดสัปรังเคอยู่หรือเปล่า  เจ้าของบอกว่า สัปรังเคอะไร พ่อค้าคนหนึ่งมาบอกว่า ทองคำเขาซื้อไป แล้ว  เขาซื้อเท่าไหร่  ซื้อห้าพัน เจ้านี่ว่าไปไหนแล้ว โน่นเขาข้ามฝั่งไปแล้ว รีบลงเรือพายใหญ่เลยจะ ตามให้ทันคนนั้น  เพื่อจะแย่งถาดใบนั้นเรื่องนี้เป็นตัวอย่างให้เห็นว่า ของดีมีค่าถ้าไม่รู้จักราคามันก็ไม่ได้ เรื่อง   ความีค่ามันอยู่ที่ราคาของของนั้น   แล้วราคามันหมายถึงความต้องการของคน   สิ่งใดที่มีค่าก็ หมายความมีคนต้องการมาก  กระดาษธรรมดาอย่างนี้ทิ้งเฉย ๆ ไม่มีใครเก็บ แต่ถ้ามันเป็นธนบัตรพอคน เห็นก็แย่งกันเลย ต่างคนต่างก็จะเอาความจริงมันก็กระดาษด้วยกันทั้งนั้น แต่ว่าเขาสมมติว่า เป็นธนบัตร  มีค่าหนึ่งร้อยบาท  ยี่สืบบาท  ห้าบาท  สิบบาทคนก็ต้องการ แต่ถ้าเป็นกระดาษเฉย ๆ ไม่มีใครต้องการ  ราคามันอยู่ที่ความต้องการของคน ของอันใดคนต้องการมากก็มีราคาถ้าคนไม่ต้องการก็ไม่มีราคา อันนี้เป็น เรื่องทางวัตถุ ทีนี้เรื่องถึงธรรมะหรือเรื่องเกี่ยวกับจิตใจของคนนี้ก็เช่นเดียวกัน เราจะรักษาพระศาสนาไว้ เดี๋ยว นี้เราจะได้ยินวิทยุพูดบ่อยๆ ให้รักชาติ   ศาสนา  รักพระมหากษัตริย์  รักชาติก็พอจะเข้าใจองค์ พระมหากษัตริย์ก็รักกันอยู่พอแรงแล้ว เรียกว่าพระองค์เสด็จไปที่ไหนก็ไปต้อนรับ เกิดความปลาบปลื้มปิติดี อกดีใจแสดงความรักอยู่ แต่รักพระศาสนานี้ เป็นปัญหาอยู่เราจะรักอะไร รักสิ่งใด แล้วเราจะถนอมสิ่งนั้น ในรูปใด ให้สมกับว่าเรารักจริง ๆ เรามีเงินมีทองมีข้าวมีของเพชรนิลจินดาเรารักเราต้องเก็บใส่ตู้เซฟ แข็งแรง  ถ้าที่บ้านตู้เซฟไม่แข็งแรงก็เอาไปฝากธนาคารไว้  เพื่อความปลอดแต่ตัวธรรมะตัวศาสนานี่จะ เก็บไว้ที่ไหน จะรักษาไว้ที่ตรงไหน นี่เป็นปัญหา ถ้าไม่รู้ไม่เข้าใจก็รักษาไม่ถูกอาจจะทำลายศาสนาไปเสีย ก็ได้  เดี๋ยวนี้รู้หรือไม่ว่ามีบุคคลไม่ใช่น้อยที่ทำลายศาสนาโดยไม่รู้ตัว  โดยไม่รู้ตัวว่าตัวกำลังทำลายพระ ศาสนา คือบุคคลที่ทำอะไรนอกลู่นอกทาง ห่างไปจากคำสอนของพระพุทธเจ้า ทำคนให้มืดให้หลงให้เข้าใจ ผิดในเรื่องอะไรต่าง ๆ ทั้งพระทั้งชาวบ้าน กำลังร่วมแรงร่วมใจกันทำลายพระพุทธศาสนาโดยไม่รู้ตัว ทำ ไมจึงได้ทำอย่างนั้น  ก็เพราะว่าเห็นแก่อามิสรางวัลสิ้นจ้างที่จะได้รับ คือปัจจัยนั่นแหละไม่ใช่เรื่องอะไร  ปัจจัยที่จะได้จากสิ่งนั้น เช่นว่าทำของอะไรขึ้นขายได้เงินได้ทองได้ของได้แก้ว ปลุกเสกพักเดียวก็ได้เงิน ล้าน ไม่ต้องนั่งเรี่ยไรอยู่นาน ๆ ไม่ต้องประกาศวิทยุบ่อย ๆ คนมากันล้นหลามแย่งกันซื้อไปเลย เลยก็ได้ เงินมากต่างสนต่างทำกันใหญ่  นี่แหละคือการทำลายสัจจธรรมของพระพุทธเจ้า ทำไมจึงได้กล่าวเช่นนั้น  ก็เพราะว่าคนไปหลงใหลมัวเมาอยู่ในสิ่งที่เป็นวัตถุ ไม่พยายามที่จะเข้าถึงธรรมะ พยายามที่จะเอาธรรมะ มาปฏิบัติ  แต่ว่าไปติดอยู่ในวัตถุนั้น ๆ นึกว่าวัตถุนี่จะช่วยตัวได้ เพราะการโฆษณาว่าศักดิ์สิทธิ์มีลาภมีโชค  มหาโชคมหาลาภ มีแล้วจะปราศจากทุกข์โศกโรคภัย นี่วิเศษเหลือเกินใครได้แล้วไปไว้ที่บ้านจะร่ำรวยเป็น เศรษฐีมหาเศรษฐี  มีเงินแสนมีเงินล้านไปตาม ๆ กัน อันนี้ทำให้คนไม่รู้จักปฏิบัติธรรม ไม่คิดช่วยตัวเอง  แต่ว่าจะไปขอพึ่งสิ่งเหล่านั้น  ซึ่งตนนึกว่าจะช่วยตนได้ เลยไม่ปฏิบัติธรรมะ นั่นคือการทำลายธรรมะโดย ไม่รู้ตัว  ทำลายสัจจธรรม แล้วอะไรมันจะเหลืออยู่บนแผ่นดินได้ เหลือแต่สิ่งที่เป็นวัตถุซึ่งสร้างด้วยปัจจัย อย่างนั้น ใหญ่มโหฬาร แล้วสิ่งนั้นจะช่วยพระศาสนาได้หรือ สมัยหลังพุทธกาล พระเจ้าอโศกมหาราชสร้างเจดีย์มาก เขียนไว้ในประวัติศาสตร์ว่าตั้งแปดหมื่นสี่ พันองค์  แล้วในประเทศลังกาก็สร้างเจดีย์กันใหญ่  มากมายก่ายกอง  สิ่งเหล่านั้นเวลานี้กลายเป็นกอง อิฐกองปูนเก่า  ๆ เป็นโบราณวัตถุสำหรับนักทัศนาจรไปชมเท่านั้นเอง ตัวศาสนา ตัวศาสนามีอยู่ ในประ เทศอินเดียหรือเปล่า   ไม่มีแล้ว  มีแต่แผ่นกองอิฐทั้งหลายซึ่งเราไปดูกันเป็นขวัญตาเห็นอนิจจัง  ทุกขัง  อนัตตา เท่านั้นสำหรับคนที่ดูเป็น แต่ถ้าดูไม่เป็นก็ดูอย่างนั้นแหละ เหลือแต่สิ่งเท่านั้น ตัวธรรมะไม่มีเพราะ ไม่ได้บำรุงในด้านธรรม ในเวลานี้ก็เช่นเดียวกัน เราไม่ได้ชักจูงส่งเสริมคนให้ประพฤติธรรม ให้เข้าใจ ธรรมะไม่เอาธรรมะมาแก้ไขปัญหาชีวิตแต่เราให้คนแก้ปัญหาด้วยวัตถุ   ด้วยการมีพระสมเด็จมีหลวงพ่อมี แหวนสวมนิ้วพระห้อยคอ  แล้วที่บ้านก็มียันต์แขวนที่ประตูบ้าง  ติดที่เพดานร้อยแปด  โจรเข้าบ้านทีไรยก เกลี้ยงทุกที เหลือแต่ผ้ายันต์เพดานที่มันไม่เอานอกนั้นเอาหมด ที่มันจะช่วยได้อย่างไร ทำให้คนหลงใหลมัว เมาทั้งนั้น   แล้วก็ส่งเสริมกันนักหนาแพร่หลาย  นี่แหละขอให้ญาติโยมเข้าใจว่าเป็นเรื่องของการรักษา เปลือกไม่เข้าไปรักษาเนื้อแท้พระธรรมของพระพุทธเจ้าเลย ทีนี้ถ้าเราจะรักษาสัจจธรรมของพระพุทธเจ้านั้น เราต้องช่วยกันศึกษาธรรมให้เข้าใจ เราต้องช่วย กันศึกษาธรรมะให้เข้าใจ ต้องช่วยกันฉันท์มิตรสหายให้มาศึกษา แล้วเราก็ต้องปฏิบัติตนตามหลักธรรมะใน ชีวิตประจำวัน อย่าเอาวัตถุมาเป็นเครื่องช่วย แต่เอาธรรมะมาเป็นเครื่องช่วย ธมฺมํ สรณํ คจฺฉามิ เรา ถึงพระธรรมเป็นที่พึ่ง ไม่ใช่ถึงรูปวัตถุทั้งหลายเป็นที่พึ่งเป็นสรณะ เอาธรรมะเป็นสรณะ เอาธรรมะเป็นที่ พึ่งกันจริงโดยลำดับขึ้นไป เพื่อแก้ไขปัญหาชีวิตของเรา เช่นเรามีความทุกข์มีความเดือดร้อน พระพุทธเจ้า ก็สอนทางให้แล้ว  บอกว่าเมื่อมีความทุกข์มีความเดือดร้อน พระพุทธเจ้าก็สอนทางให้แล้ว บอกว่าเมื่อมี ทุกข์มักก็เกิดจากเหตุ  เหตุมันมีแล้วเหตุนั้นไม่ได้อยู่ที่ไหน  อยู่ที่การกระทำของเราเอง  อยู่ที่การคิด การพูดการกระทำ การพูดกับการกระทำนั้นเริ่มต้นจากการคิด ถ้าคิดผิดมันก็เป็นทุกข์ ถ้าคิดถูกมันก็ไม่เป็น ทุกข์  พูดผิดก็เป็นทุกข์ พูดถูกมันก็ไม่มีความทุกข์ พูดผิดก็มีความทุกข์ความเดือดร้อนใจทำถูกก็ก็หมดทุกข์ทำ ผิดก็เกิดความทุกข์ความเดือดร้อน มันอยู่ที่การกระทำอย่างนั้น เราต้องแก้ที่การกระทำของเราเอง ต้อง หมั่นศึกษาหมั่นพิจารณาตัวเองในเรื่องอะไรๆ ต่างๆ ทำอะไรแล้วก็ต้องจำไว้ ว่าเราได้ทำสิ่งนั้นผลมันมีอะ ไร  เกิดขึ้นในรูปใด สมมติว่าเราไปดื่มเหล้าเมาแล้วเกิดอะไรขึ้นบ้าง เราไปบ่อนการพนันเกิดอะไรขึ้น บ้าง เราไปด่าคนนั้นคนนี้มันเกิดอะไรขึ้นบ้าง เราคิดริษยาคนอื่นใจเรามันเย็นหรือใจเราร้อน มีความสุข หรือว่ามีความทุกข์ในใจ คอยตรวจสอบพิจารณาศึกษาค้นคว้า จากในจิตจากการคิดของเรา เราก็จะมอง เห็นความจริงในเรื่องนี้มากขึ้นๆ   รู้เรื่องเข้าใจเรื่องถูกต้อง   เราเอาหลักนี้มาปฏิบัติ  ให้จิตใจเรา โปร่งอยู่ด้วยคุณธรรม      ความเจริญของพระศาสนาอยู่ที่จิตใจคนผู้นับถือพระศาสนาเจริญด้วยคุณธรรม  เจริญด้วยการละอายบาปเจริญด้วยความกลัวบาป   เจริญด้วยความเมตตาเจริญด้วยขันติ   ความอดทน  เจริญด้วยความเสียสละเพื่อประโยชน์เพื่อความสุขแก่ส่วนรวม   ไม่เห็นแก่ตัว  ถ้าความเห็นแก่ตัวเจริญ ศาสนาไม่เจริญ หลักการมันเป็นอย่างนี้ เพราะฉะนํนเราต้องรู้ว่าเรามีศาสนาอยู่ในใจของเราหรือเปล่า  มีพระพุทธเจ้าอยู่ในใจของเรา หรือเปล่า  มีพระธรรมอยู่ในจิตในใจของเราหรือเปล่า  มีพระสงฆ์อยู่ในจิตใจของเราหรือเปล่า  เรา ต้องรู้ว่ามีหรือไม่มี  เวลาใดที่เรามีพระใจสงบ  ไม่วุ่นวาย ไม่เร่าร้อน เวลาใดไม่มีพระใจเร่าร้อนวุ่น วาย  มืดบอด  คือไม่มีพระไม่มีธรรมประจำใจแล้วมันก็ตกอยู่ในสภาพอย่างนั้น  ให้รู้ว่าความแตกต่างระ หว่างการไม่มีพระกับการไม่มีพระ มันมีสภาพอย่างไร ให้รู้จิตว่าเวลาเป็นทุกข์ กับจิตที่ไม่เป็นทุกข์แตกต่าง กันอย่างไร แล้วให้รู้ว่าอะไรมันเป็นเหตุให้เกิดอาการอย่างนั้น สิ่งที่ทำให้เกิดสุขคืออะไร สิ่งที่ทำให้เกิด ความทุกข์คืออะไร สิ่งที่ทำให้เกิดความทุกข์มันคืออะไร ต้องศึกษาต้องค้นคว้าอยู่บ่อยเมื่อมีเวลา เวลาไป ทำงานอะไรเราก็ไปทำ   พระพุทธเจ้าไม่ได้สอนให้เราทิ้งหน้าที่การงานทิ้งงานทิ้งการออกมาอยู่ในที่ สงบอยู่ตลอดเวลา  เราต้องทำงานตามหน้าที่ที่เรามี  มีกิจอะไรที่ต้องจัดต้องทำก็ทำไป แต่ว่าทำไปด้วย ความมีศาสนาประจำใจ  มีพระพุทธเจ้าอยู่ในใจ  มีพระอยู่ในใจ ก็หมายความว่า ทำงานด้วยปัญญา ทำ งานด้วยจิตใจที่เต็มไปด้วยความกรุณา  ทำงานด้วยจิตใจที่เป็นตัวเอง คือบริสุทธิ์เรียกว่าเป็นตัวเองแท้ๆ  คือใจที่บริสุทธิ์ ถ้าเศร้าหมองแล้ว ก็ไม่ใช่ของเดิมมันมีอะไรปะปนแล้ว จึงเปลี่ยนสีไป เหมือนกับผ้าธรรมดาที่ขาว  ผ้าหม่นก็ไม่ใช่สีขาวแล้ว  ผ้าแดงก็ไม่ใช่สีขาวแล้ว ผ้าเขียวก็ไม่ใช่สี ขาวแล้ว  มันต้องมีอะไรเข้าไปปนแล้ว มันจึงได้เปลี่ยนสีไปอย่างนั้น ฉันใด สภาพจิตของคนเราก็อย่างนั้น  มันผ่องใสไม่มีอะไรเศร้าหมอง ความเศร้าหมองมันเกิดขึ้นมาเพราะมีสิ่งไปกระทบ แล้วเราไม่รู้เท่าทันต่อ สิ่งนั้น มันจึงเกิดการปรุงแต่ง เป็นราคะ เป็นโทสะ เป็นโมหะ เป็นริษยา พยาบาทอะไรต่างๆ ขึ้นมาไม่ เป็นตัวเองในขณะนั้น แล้วเราจะรู้สึกว่าร้อนกระวนกระวาย เช่นคนมีความโกรธคนอื่นลุกขึ้นจะไปต่อยเขา นั้นไม่ใช่ตัวเองไป  แล้วแต่ความโกรธมันบังคับให้ไป ความพยาบาทกรุ่นอยู่ในใจ ไม่ได้ทำแล้วมันนอนไม่ หลับ  ต้องทำไป  ที่ทำไปนั้นด้วยอำนาจกิเลสมันสั่ง มารสั่งไม่ใช่พระสั่ง ถ้าเป็นคำพระสั่งของพระต้องนั่ง สงบ  ไม่มีเรื่องอะไรทำให้ใครเดือดร้อน ไม่ทำตัวให้เดือดร้อน ไม่มีความคิดที่เบียดเบียนใคร เพราะ จิตใจมีปัญญา  รู้เหตุ รู้ผล รู้ตน รู้กาลทุกสิ่งทุกประการเรียบร้อย เรื่องยุ่งมันก็ไม่มี เวลาเกิดเรื่องยุ่งก็ บอกตนเองว่า เอาอีกแล้วๆ ไม่เป็นตัวเองอีกแล้ว รีบบอกตัวเองรีบแก้ไข นั่งลงสงบจิตสงบใจ คอยเตือน ไว้  แต่ต้องทำบ่อยๆ สติมันไม่คล่องถ้าไม่ทำบ่อยๆ ต้องคอยกำหนดไว้ รู้อาการของจิตใจเราบ่อยๆ แล้ว เราจะรู้ว่าเราเป็นคนสงบเยือกเย็น  ไม่ใจร้อนไม่ใจเร็ว ไม่หุนหันพลันแล่นต่ออะไรที่เกิดขึ้น แล้วจะได้ รู้ต่อไปว่ามันสุขกายเย็นใจ  คนเราวันหนึ่งถ้ามีโกรธใครสักหนหนึ่ง  เฉยสักวันหนึ่งใจมันสงบ ไม่มีความ คิดริษยาใคร  ไม่พยาบาทใคร หรือไม่เกลียดใคร มันสบาย มันสบายทั้งวันเลย คนอย่างนี้อายุมั่นขวัญยืน  คือร่างกายมันปกติ จิตใจก็ปกติ ความปกติทางร่างกายนั้น เกิดจากจิตปกติก่อน ถ้าจิตปกติแล้ว ร่างกายก็พลอยปกติไปด้วย อะไรๆ  ในร่างกายมันเรียบร้อย ถ้าร่างกายไม่เรียบร้อยสมองทำงานไม่เรียบร้อย ตับไตใส้พุงก็ไม่เรียบร้อย ล่อ แหลมต่อการที่จะเป็นโรคประสาท อันนี้มันไม่ได้เกิดจากอะไร เกิดจากความคิดผิกปกติของจิตที่ปล่อยให้สิ่ง ภายนอกครอบงำ ไม่เป็นไท ไมีมีอิสรภาพ ไม่เป็นตัวเอง จึงต้องควบคุมไว้ มีสติรู้อยู่ตลอดเวลา เวลาทำ งานก็รู้อยู่ที่งาน  เวลาหยุดงานก็รู้อยู่ที่จิตที่ความคิดของเรา พออะไรที่เป็นฝ่ายอกุศล เช่นราคะ โทสะ  โมหะ ริษยา อารมณ์อะไรที่เรียกว่า กิเลสประเภทต่างๆ ซึ่งเราควรจะรู้จักมันไว้ พอโผล่มีอ้าวโผล่มาอีก แล้ว วันก่อนมาทีหนึ่งแล้ว ทำให้ข้ายุ่งทั้งวัน เอาออกไป ขับไล่มันออกไป ก็เรารู้เท่ารู้ทัน เรารู้เท่ารู้ทัน มันก็หายหน้าไป  หายไปไม่เท่าใดก็แอบมาอีก ไม่ค่อยได้อะไร อย่างนี้ มันชอบแอบมา มาสกิดหลังเรา บ่อยๆ  เราจึงต้องคอยกำหนดรู้ไว้ ไม่ปล่อยตัวปล่อยใจไป อันนี้แหละจะทำให้เราสบายใจ เป็นความสุข โดยที่ไม่ต้องมีอะไรเป็นเครื่องประกอบ อยู่ที่ไหนก็มีใจเป็นสุข มีความสงบในทางด้านจิตใจ เพราะไม่มีอะ ไรทำให้เราเต้นแร้งเต้นกา  ต้องลุกขึ้นทำท่าอย่างนั้นอย่างนี้  มันก็เป็นสุขสบาย ใครอยากจะอยู่อย่างนี้ บ้าง  ญาติโยมทุกคนก็ย่อมต้องการ  ไม่อยากจะอยู่ขึ้นๆ ลงๆ ผุดลุกผุดนั่ง ประเดี๋ยวเป็นอย่างนั้นอย่างนี้  ไม่ไหว เราไม่อยากเป็นอย่างนั้น เพราะฉะนั้นจึงต้องควบคุมไว้ด้วยสติด้วยปัญญา  สติรู้ทันปัญญารู้เท่า พออะไรเกิดก็รู้ เช่นจะโกรธ แล้ว จะเกลียดอีกแล้ว จะริษยาอีกแล้ว คอยว่ามันไว้ พอมันจะเกิด เกิดขึ้น เราก็รู้มาอีกแล้ว แล้วไม่ใช่ ตัวเราไม่เอา  ไม่ใช่ของเดิม ไล่มันออกไปบ่อยๆ เจ้านั่นก็ถอยไป ประเดี๋ยวมันมาอีก ทำบ่อยๆ ทำนาน เข้า  จิตมันคล่อง  เรียกว่าคล่องตัว พอคล่องตัวแล้วมันไม่เกิดไม่กล้ามาแล้ว มาทีไรถูกน๊อกทุกที มาไม่ ไหวแล้ว มันก็ถอยไป ไม่ยุ่งกับเราต่อไป เราก็จะอยู่ได้สงบทุกกาลทุกเวลา ไม่ว่าเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้น  เรามีจิตใจสงบ ใครจะมาด่าเราก็เฉยๆ เขาบอกว่าคนนั้นนินทาคนนี้ ไม่เป็นไร เรื่องธรรมดา ไม่มีอะไร ถ้าเราไม่โกรธไม่เกลียดใคร  แล้วใจจะสบายหรือไม่ญาติโยมลองคิดดู  จะรู้สึกว่ามันมีความสุขสบายใจ เหลือเกินในสภาพอย่างนั้น ใจขณะที่เรามีใจสงบนั่นแหละ  พระมีในใจของเรา  ศาสนาอยู่กับเรา การรักษาพระศาสนาก็คือ การรักษาตัวเรา  ให้มีจิตใจสงบรู้เท่ารู้ทันต่อปัญหาของชีวิต อะไรเกิดขึ้นเราก็แก้ได้ ไม่ต้องไปเที่ยวบน บานศาลกล่าวใคร ไม่ต้องไปขอให้ใครสะเดาะความทุกข์ความโศกให้เรา เราเป็นหมอของเราเอง เรา แก้ของเราเองด้วยปัญญาของพระพุทธเจ้า ไม่ต้องไปใช้ให้คนอื่นทำให้ คนที่ให้คนอื่นทำให้ คือยังไม่รู้ตัวว่า ตัวเองเป็นอะไร   เลยต้องไปขอร้องให้สะเดาะเคราะห็สะเดาะโศกให้หน่อย  อย่างนี้เป็นตัวอย่างไม่ ต้องทำ เราสะเดาะของเราเองด้วยปัญญาของเรา ด้วยสติของเรา แล้วสิ่งนั้นมัน็ไม่มารบกวนให้เกิดปัญ หาต่อไป นี่แหละคือประโยชน์ของพระศาสนา เรามาวัดก็เพื่อมาศึกษามาปฏิบัติเรื่องนี้ แล้วต้องสังเกตว่า  มาวัดฟังธรรมะ อะไรมันเปลี่ยนแปลงบ้าง ถ้าไม่เปลี่ยนแปลงเลยก็แสดงว่ายังไม่เข้าถึงวัด ยังไม่เข้าถึง ธรรม ยังไม่เข้าถึงพระจึงไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงในด้านนี้ แต่ถ้าว่าเรารู้สึกว่าจิตใจดีขึ้น สงบขึ้น มีความ โกรธน้อย   มีความโลภน้อย   มีปัญญาขึ้นแล้ว  จงพยายามก้าวต่อไป  รักษาความดีนั้นต่อไป  เพื่อให้ เจริญงอกงามไม่รู้จักจบไม่รู้จักสิ้น  เราก็จะได้รับประโยชน์สมความปรารถนา นี่ประโยชน์มันอยู่ตรงนี้ นี่ พระศาสนาที่เราควรรักษาอยู่ในรูปอย่างนี้  จึงนำมากล่าวให้ญาติโยมได้เข้าใจ ดังที่ได้แสดงมาก็สมควร แก่เวลา ขอยุติไว้เพียงเท่านี้.OPT 1.50อะไรๆ ต่างๆ!B„!@K$Ny