ปาฐกถาธรรม โดย พระเทพวิสุทธิเมธี เรื่อง เกียรติคุณของพระธรรม (ต่อ) ณ โรงเรียนพุทธธรรม วัดชลประทานรังสฤษฏ์ วันอาทิตย์ที่ ๒๔ กรกฎาคม ๒๕๒๐ ญาติโยม พุทธบริษัททั้งหลาย ณ  บัดนี้ถึงเวลาของการฟังปาฐกถาธรรม  อันเป็นหลักคำสอนทั้งหลาย  ของให้ทุกท่านอยู่ในการ การสงบ  ตั้งอกตั้งใจด้วยดี  เพื่อให้ได้ประโยชน์อันเกิดขึ้นจากการฟัง ตามสมควรแก่เวลา วันอาทิตย์ หยุดงานหยุดการ  อันเป็นการภาระในชีวิตประจำวัน มาวัดเพื่อเป็นการพักผ่อนทางกาย เพื่อรับอาหาร ทางใจ  อาหารกายกับอาหารใจเป็นสิ่งคู่กัน  และเราจะต้องใช้ให้สมดุลย์กัน ถ้ามีอาหารกายมากแต่ว่า ขาดอาหารทางใน ร่างกายแข็งแรงเติบโต แต่ว่าจิตใจอาจจะอ่อนแอก็ได้ คนที่จิตใจอ่อนแอนั้น ย่อมพ่าย แพ้แก่กิเลส  มีความทุกข์มีความเดือดร้อนใจบ่อยๆ  อันเป็นเรื่องที่เราทั้งหลายไม่ต้องการ  เมื่อเราไม่ ต้องการสิ่งเหล่านั้น  ก็ต้องสร้างกำลังต้านทานในภายใน กำลังต้านทานภายในก็คือกำลังใจ กำลังใจจะ เกิดมีก็เพราะมีธรรมะเป็นหลักคุ้มครอง เพราะฉะนั้น จึงต้องแสวงหาอาหารใจ ด้วยการมาฟังธรรมะเป็น ประจำทุกอาทิตย์ การมาฟังธรรมะนั้น ควรจะถือว่าเป็นหน้าที่อันหนึ่งของพุทธบริษัท เพราะว่า เราผู้นับถือ พระศาสนา ไม่ว่าจะศาสนาอะไร ก็ควรจะได้เข้าใจแจ่มแจ้งในคำสอนนั้น ถ้าไม่เข้าใจชัดเจน เราก็ไม่ สามารถจะนำไปใช้แก้ปัญหาในชีวิตประจำวันได้  เวลาใดเกิดมีปัญหาเกิดมีความทุกข์ความเดือดร้อนใจ  ก็ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร  เมื่อทำไม่ถูกปัญหามันก็หนักเพิ่มขึ้นทุกวันเวลา  เป็นเหตุให้เกิดความทุกข์มากขึ้น  แต่ถ้าเราเข้าใจปัญหาเข้าใจวิธีแก้ไข   สิ่งที่เป็นความทุกข์นั้นก็จะบันเทาเบาบางลงไป   ชีวิตจะสดชื่น เรียบร้อยขึ้นโดยลำดับ  ญาติโยมที่สนใจในการศึกษาธรรมะ ก็ย่อมเห็นประโยชน์ของธรรมะ จึงได้ศึกษา เพิ่มเติมเรื่อยๆ อีกประการหนึ่ง สังคมในยุคปัจจุบันนี้ ถ้าจะว่ากันไปแล้วเป็นสังคมที่พิการอยู่สักหน่อย เพราะว่าจิต ใจของคนห่างไปจากสิ่งที่เรียกว่า ศาสนา จึงก่อปัญหาวุ่นวายกันด้วยประการต่างๆ เราเองไม่ใช่ผู้ก่อปัญ หา  แต่ว่าคนผู้ไร้ธรรมะเป็นผู้ก่อขึ้น เรากับคนทั่วๆ ไปนั้น มันมีสัมพันธ์กัน เกี่ยวข้องถึงกัน ไม่ใช่เราจะ อยู่โดดเดี่ยวคนเดียวได้เมื่อไหร่  แต่ว่าเราจะต้องอยู่ร่วมกับคนทั้งหลายเมื่อเขาทำอะไรขึ้นมา  จะเป็น เรื่อง สุขก็ตาม ทุกข์ก็ตาม ดีก็ตาม ชั่วก็ตาม สิ่งนั้นย่อมกระทบกระเทือนถึงเราด้วยเสมอ เช่นว่าเราอยู่ ในครอบครัวจองเรา   แต่ว่าเพื่อนบ้านใกล้เรือนเคียวนั้นเป็นคนขี้เมาหยำเป  ทะเลาะกันทุกวันๆ  ระ หว่างคนในครอบครัว  สามีภรรยาทะเลาะเบาะแว้งกัน  ทุบตีกันด่ากันด้วยเสียงดัง  เราได้ยินแล้วรู้สึก อย่างไร  เราก็ไม่สบายใจ  มีความทุกข์มีความเดือดร้อนไปกันคนเหล่านั้น  ปัญหามันถึงกันอย่างนี้ เกิด ความกระทบกระเทือนกันอย่างนี้  เพราะฉะนั้น  อะไรเกิดขึ้น เราก็พลอยสบายใจ เช่นคนบ้านใกล้เรือน เคียงเป็นคนดีมีความประพฤติเรียบร้อย เราก็นอนหลับเป็นสุข ไม่ค่อยมีปัญหา แต่ถ้าเขาไม่เรียบร้อยเอะ อะมะเทิ่ง บ่อยๆ เราก็พลอยเป็นทุกข์ไปด้วย อันนี้มันเป็นเรื่องธรรมดา ที่จะเกิดมีแก่เราเมื่อใดก็ได้ ถ้าเราไม่มีอะ ไรเป็นเครื่องประคับประคองใจ   ปัญหาที่เกิดขึ้นนั้นจะรุนแรงกระทบกระเทือนมาก  ที่กระทบกระเทือน มากนั้น เพราะว่าใจเราไม่มีธรรมะเป็นเครื่องคุ้มครอง ไม่รู้ว่าจะปรับตัวเองให้เข้ากับสิ่งที่เกิดขึ้นได้อย่าง ไร  ไม่รู้ว่าจะคิดอย่างไรนึกอย่างไร เพื่อให้มันโปร่งใจเบาใจจากปัญหานั้น อันนี้เป็นเรื่องที่จะเกิดมี แก่เราเมื่อใดก็ได้ อีกประการหนึ่ง ในชีวิตในครอบครัวที่เราอยู่ๆกันนั้น ไม่ใช่ว่ามันจะราบรื่นเสมอไป มันย่อมมีอะไร เกิดขึ้นในครอบครัวของเรา เราอยู่กันหลายคนมันก็มีเรื่องหลายเรื่องเป็นธรรมดา เรื่องเจ็บไข้ได้ป่วยอะ ไรต่ออะไรร้อยแปด    ที่เป็นเรื่องหนักอกหนักใจก็คือว่า   การพลัดพรากจากกันในเรื่องเกี่ยวกับความ แตกความตายของชีวิตเรอยู่กันพร้อมหน้าหลายๆคน แล้วก็มีสักคนหนึ่งในครอบครัวของเรานั้น ต้องมาจาก เราไป เราก็ต้องมีความทุกข์เป็นธรรมดา ตรงกับที่เราสวดมนต์ว่า ความพลัดพรากจากของรักของชอบใจ เป็นทุกข์  ต้องการสิ่งใดไม่ได้สิ่งนั้นเหมือนก็เป็นทุกข์ อันนี้เป็นหลักที่พระท่านให้เราสวดบ่นไว้ เพื่ออะไร  ก็เพื่อจะได้ปรับจิตใจไว้ล่วงหน้า ว่าเรื่องอย่างนี้มันอาจจะเกิดแก่เราเมื่อให้ได้ อาจจะเกิดความเจ็บไข้ ได้ป่วยเมื่อใดก็ได้ อาจจะสูญเสียสิ่งที่เรามีที่เราได้ไว้เมื่อใดก็ได้ สิ่งเหล่านี้มันอาจจะเกิดขึ้น การคิดใน รูปอย่างนี้  ได้ผลสองประการ  คือในทางป้องกันก็ได้ ในทางแก้ไขก็ได้ ในทางป้องกันนั้นเราจะได้รู้ไว้ ล่วงหน้าว่า  อะไรมันจะเกิดขึ้น ถ้าเรื่องใดป้องกันได้ เราก็หาทางป้องก้นไม่ให้เรื่องเช่นนั้นเกิดขึ้นเช่น การสูญเสียทรัพย์สินเงินทอง เพระว่าขโมยมันเอาไป เราก็หาทางป้องกันเสีย มีเงินมากๆก็อย่าเก็บไว้ ในบ้าน มันจะเป็นอันตราย เอาไปฝากธนาคารเสียมีเครื่องประดับกายราคาแพง เพชรนิลจินดา อย่าเอา ไปเที่ยงใส่อวดใครบ่อยๆ ขโมยเห็นแล้วน้ำลายมันจะไหลออกมา แล้วมันจะมาจี้มาชิงของเราไป เราจะ เกิดความทุกข์ความเดือดร้อน  เรามีไว้คนเดียวสบายใจคนเดียว  การเดาไปฝากธนาคารเขามีตู้นิรภัย  เอาไปใส่ไว้เราถือกุญแจไว้เอง มันปลอดภัย ไม่ต้องยุ่งยากลำบากเดือดร้อนถ้าขโมยขึ้นมาก็ไม่มีอะไรจะ ให้ แล้วเราก็ไม่มีอะไรจะอวดพวกขโมยว่ามีนั่นมีนี่ มันก็พอจะปลอดภัย ดีกว่ามีอะไรไว้ให้ขโมยมันเข้ามา เอา อันนี้เรียกว่าป้องกันไว้ก่อน ถ้ามันเหลือวิสัย เช่นว่าความเจ็บไข้มันเหลือวิสัยความตายนี่ก็เหลือวิสัยอยู่ๆอาจจะเกิดการเจ็บไข้ ได้ป่วยขึ้นมาก็ได้ บางทีโรคมันก็ขนาดรุนแรง เช่นว่าเป็นโรคมะเร็งเป็นตัวอย่าง เราไม่รู้พอมีอาการไป ตรวจหมดก็บอกว่าเป็นโรคแดนเซ่อร์  เราก็ไม่สบายใจ มีความทุกข์มีความเดือดร้อนใจ เพราะไม่ได้คิด ไว้ก่อนว่าเป็นโรคอย่างนั้น ถ้าคิดไว้ก่อนก็ยังชั่วหน่อย เรื่องตายก็เหมือนกัน ถ้าเราคิดๆไว้ว่าเรานั่งๆอยู่ อย่างนี้  กินข้าวน้ำพร้อมกันเป็นวงใหญ่  ก็นึกๆไว้ในใจว่าอาจจะมีสักวันหนึ่ง ที่จะมีใครขาดไปสักคนหนึ่ง  คนที่จะขาดก่อนก็คือพ่อแม่นั่นแหลละ เพราะว่าแก่แล้ว พ่อแม่นี่แก่แล้วก็ต้องขาดก่อน เรื่องมันต้องอย่างนั้น แต่ว่าบางทีมันก็ไม่มีระเบียบเสมอไป มันมีการลัดคิวเหมืนกัน แทนที่พ่อแม่จะไปก่อนลูกๆไปก่อน ลูกคนโต ไม่ไปลูกคนกลางไป หรือว่าลุกคนเล็กไป เรื่องอย่างนี้มันเป็นเรื่องธรรมดา ที่อาจจะเกิดขึ้นแก่เราเมื่อใด ก็ได้ แล้วเราก็ไม่ได้คิดไว้ล่วงหน้าว่ามีนจะเป็นอย่างนั้น คนเรามักจะถือไปอีกอย่างหนึ่ง หรือว่าไปเที่ยว คิดถึงเรื่องนั้นเหมือนกับแช่งตัวเอง หรือพูดอย่างนั้นก็เหมือนกับว่า พูดเป็นลาง อย่าไปพูดอย่าไปคิดให้มัน ยุ่งใจอย่างนั้น  เราอย่าไปคิดในเรื่องโชคลางอะไรเลย  แต่คิดว่ามันเป็นเรื่องธรรมดา ที่จะเกิดขึ้นใน ครอบครัวของเรา เมื่อใดก็ได้ให้คิดไว้ล่วงหน้าไว้อย่างนั้น ครั้นเมื่อเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นเราก็พอจะพูดได้ด้วยความรู้สึกตามธรรมชาติที่เป็นจริงว่า  เหมือน กับที่คิดไว้แล้ว เรื่องมันจะต้องเป็นอย่างนั้นเป็นอย่างนี้ก็พอจะบันเทาเบาบางความทุกข์ความเดือดร้อนใน ทางจิตใจ อันนี้เรียกว่าเอาธรรมะเข้ามาช่วยแก้ปัญหาเรื่องอื่น ๆ ก็เหมือนกัน ถ้าเราใช้ธรรมะแก้แล้วมัน ก็พอจะไปได้  พอผ่อนคลายอารมณ์จากความทุกข์ความเดือดร้อน  ถ้าเราแก้คนเดียวไม่ไหว เหมือนหมอ บางทีรักษาตัวเองไม่ได้  รักษาคนอื่นได้ แต่พอตัวป่วยก็ต้องไปหาหมออื่นเหมือนกัน ให้ช่วยตรวจตราเช็ค ร่างกายต่าง ๆ ฉันใด คนเราก็มีเช่นนั้น รักตัวเองบางทีตามลำพังตัวเองไม่ได้ เราก็ต้องมีพี่เลี้ยงเข้า หาผู้รู้ไว้บ้าง  มาสนทนากับพระสงฆ์องค์เจ้า  อ่านหนังสือธรรมะอะไรไว้บ้าง  เพื่อเป็นเครื่องเตือนใจ  อย่างน้อย  ๆ  วันหนึ่งอ่านสักครั้งหนึ่งก็ยังดี  เจ็ดวันมาวัดสักครั้งหนึ่งก็ยังดี พอจะเป็นเครื่องช่วยผ่อนค ลายอารมณ์ให้หายจากความทุกข์ความเดือดร้อนใจได้บ้าง    ตามสมควรแก่ฐานะนี่เป็นเรื่องที่น่าคิดในชี วิตประจำวันอย่างหนึ่ง ที่นี้เมื่อวันอาทิตย์ที่แล้ว ได้พูดถึงเรื่องพระธรรมหรือว่าพระธรรมคุณที่เราสวดกันอยู่บ่อย ๆ เมื่อตะ กี้นี้ก็สวดว่า  สวากฺขาโต ภควตา ธมฺโม พระธรรมอันพระผู้มีพระภาคเจ้าแสดงไว้ดีแล้ว สนฺทิฏฺฐิ อันผู้ศึก ษา และผู้ปฏิบัติจะพึงเห็นได้ด้วยตนเอง อกาลิโก เป็นสิ่งที่ปฏิบัติได้ให้ผลไม่เฉพาะเวลา คือปฏิบัติเมื่อใด ก็ให้ผลเมื่อนั้น  เอหิปสฺสิโก ควรจะเรียกกันมาดูมาชม โอปนยิโก ควรน้อมเข้ามาใส่ตัว ปจฺจตฺตํ เวทิตพฺ โพ วิญฺญูหิ อันวิญญูชนพึงรู้แจ้งเฉพาะตน นี่เป็นลักษณะของพระธรรมคำสอนในทางพุทธศาสนา ว่ามีลักษณะ อย่างนี้   ในอาทิตย์ก่อนก็ได้พูดมาถึงว่า   อกาลิโก   เรื่องว่าไม่จำกัดเวลา   ที่ว่าไม่จำกัดเวลานั้น หมายความว่า ให้ผลทุกเวลาทุกฤดูกาล ไม่เหมือนต้นหมากรากไม้ ลำใยออกผลเฉพาะกาล มะม่วงก็ออก เฉพาะเวลา ทุเรียนมังคุดทุกอย่าง ถึงฤดูจึงจะให้ผล พ้นฤดูนั้นแล้วเราจะไปเขี้ยวเข็นสักเท่าใดมันก็ไม่อ อกผลให้เราได้ แต่ว่าธรรมอันเป็นข้อปฏิบัติในทางพุทธศาสนานั้น ไม่ได้จำกัดเวลานั้นให้ตลอดไปแก่บุคคล ผู้ปฏิบัติ  ลงมือปฏิบัติเมื่อใดได้ผลเมื่อนั้น  หนีไม่พ้น เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะว่าในสมัยนี้มีญาติ โยมไม่ใช่น้อยเหมือนกัน มีความเชื่อเขวไป คือนึกว่าการปฏิบัติธรรมจะไม่ได้ผล มรรคผลนิพพานอะไรก็จะ ไม่เกิดแก่ผู้ปฏิบัติในสมัยนั้น เพราะว่ามีคนพูดว่า เมื่อพุทธศาสนาล่วงแล้วเท่านั้นเท่านี้ปีจะไม่สิ่งนั้นสิ่งนี้ อัน นี้ขอทำความเข้าใจว่า ไม่ใช่พุทธวจนะ ไม่ใช่คำสอนของพระพุทธเจ้า พระองค์ไม่ได้เคยตรัสจำกัดความ ไว้เช่นนี้เลย แต่พระองค์ได้ตรัสไว้ว่า ดูกร สุภัททะ ตราบใดที่ชาวโลกยังปฏิบัติตามอริยมรรคมีองค์แปด  โลกนี้จะไม่ว่างเปล่าจากพระอรหันต์ อันนี้แหละเป็นพุทธพจน์แท้ ๆ ปรากฏอยู่ในมหาปรินิพพานสูตร คือพระ องค์ตรัสเรื่องนี้ก่อนจะปรินิพพาน กันสุภัททะปริพาชก ซึ่งเป็นคนสุดท้ายที่มาให้พระองค์โปรด และได้บวชใน พระพุทธศาสนาเป็นองค์สุดท้ายทีเดียว ที่บวชกับพระพุทธเจ้า พระองค์ตรัสว่า ดูกรสุภัททะ ตราบใดที่ชาว โลกยังปฏิบัติตนตามอริยมรรคมีองค์แปด โลกนี้จะไม่ว่างจากพระอรหันต์ อันนี้แหละควรจะถือเป็นหลัก ใน ข้อว่า อกาลิโก คือให้ผลแก่เราอยู่เสมอ ถ้าเราปฏิบัติแล้วก็ต้องให้ผล ที่นี้บางคนคิดไปว่า  เรามีวาสนาบารมีน้อย  ไม่บรรลุอะไรอย่างนั้นหรอก อันนี้อย่าพูดคิดอย่างนั้น เพราะถ้าพูดคิดในรูปอย่างนั้นเป็นดูหมิ่นตนเองมากไป ดูหมิ่นตนเองว่าเป็นผู้ไม่มีความสามารถ ที่จะทำอะ ไร  ๆ อย่างนั้น พระผู้มีพระภาคบอกให้เรารู้ว่า ทุกคนมีโอกาสที่จะบรรลุมรรคผลได้ ไม่ได้จำกัดว่าเป็น หญิงเป็นชายเป็นเด็กเป็นผู้ใหญ่ หรือเป็นอะไร ๆ ทั้งนั้น ในครั้งพุทธกาลสามเณรน้อยอายุเจ็ดขวบ บรรลุ เป็นพระอรหันต์ก็มี ความจริงเด็กนั่นแหละบรรลุได้ง่ายกว่าผู้ใหญ่ เพราะเด็กนี้เรื่องมันน้อยอะไร ๆ ที่เข้า ไปรบกวนใจมันน้อย ยังไม่เพิ่มพอกพูนอะไรมากนัก แต่ว่าเราที่เป็นผู้ใหญ่เรื่องมันมาก เอาไปใส่ไว้เยอะ แยะในใจของเรา ธรรมะจะส่องเข้าไปได้ก็ยากเต็มที แต่ว่าเด็กนั้นเขาไม่ค่อยมีอะไร เพราะฉะนั้นเด็ก ในสมัยนั้นจึงบรรลุได้ สมัยนี้ก็มีโอกาสเหมือนกัน  ไม่ใช่ว่ามันจะหมดสมัยล้าสมัย  หลักคำสอนเป็นสิ่งที่ไม่จำกัดเวลาเรา ปฏิบัติเมื่อใดก็ได้เมื่อนั้น   อันนี้เป็นเรื่องสำคัญอันหนึ่ง  ที่ยืนยันการปฏิบัติตามหลักคำสอนในทางพระพุทธ ศาสนาอีกอันหนึ่ง ที่จะเห็นง่าย ๆ หลักคำสอนที่ตรัสว่า ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว ซึ่งเป็นกฎแห่งกรรม ที่พระ ผู้มีพระภาคตรัสไว้  เราต้องเอาหลัก  อกาลิโก คือไม่จำกัดเวลานี้เข้าไปวัดหน่อย ไม่อย่างนั้นแล้วก็จะ เขว คือไม่เชื่อว่า ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว เมื่อไม่มีความเชื่อในเรื่องอย่างนี้ จิตใจก็จะเป็นมิจฉาทิฏฐิ ทำ อะไรตามชอบใจตัวตามใจอยาก ไม่ได้คิดว่าตัวจะได้ผลอะไรจากการกระทำนั้น แล้วคิดไปว่าทำไปเถอะ ไม่เป็นไรหรอก  ไม่มีใครรู้ไม่มีใครเห็น ไม่มีใครจับได้ไล่ทัน คงจะไม่เป็นไรอันนั้นเป็นโทษของกฎหมาย ทางบ้านเมือง  ไม่ใช่โทษทาง กฎแห่งกรรม อันเป็นกฏธรรมชาติ โทษทางกฎหมายถ้าตำรวจไม่เห็นก็ไม่ เป็นไร  ตำรวจไม่จับก็ไม่เป็นไร แต่โทษอันเกิดขึ้นจากกฏแห่งกรรมนั้น ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการรู้การเห็นของ ใคร  ๆ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับเรื่องอะไรทั้งหมดแต่มันขึ้นอยู่กับการกระทำเพียงอย่างเดียวถ้าเราทำแล้วก็ต้อง ได้ ทำอย่างใดก็ต้องได้อย่างนั้น ถ้าเราทำดีก็จะได้ดี ทำชั่วก็จะได้ชั่ว ไม่มีโอกาสจะหลบหนีไม่มีโอกาสจะ ซ่อนเร้นปิดบังอะไร มันปรากฏอยู่ในใจของผู้กระทำตลอดเวลา ผลเกิดขึ้นทันทีจากการกระทำนั้น จะอธิบายให้เข้าใจในเรื่องนี้ ก็หมายความว่าเวลาเราทำนี่เราก็ได้แล้ว สิ่งที่ได้นั้นคือสิ่งที่เกิดขึ้น ในใจของเรา ควรจะพูดให้ชัดอีกสักหน่อยว่า ทำดีได้ความดี ทำชั่วได้ความชั่ว ความดีความชั่วที่เราทำนั้น มันได้ทันที ไม่ได้จำกัดอะไรทั้งนั้น ไม่ต้องรอสิ้นปีไม่ต้องรอเมื่อนั้นเมื่อนี้ เช่นว่า เราโกรธ เราก็ได้แล้ว  ได้ความร้อนใจ  ถ้าเราแผ่เมตตา เราก็ได้ความเย็นใจ เราคิดดีใจเราสบาย เราคิดร้ายใจเราเดือด ร้อน  การคิดในเรื่องดีได้ความดีเพิ่มขึ้นในใจของเรา ถ้าเราคิดเรื่องชั่วเราก็ได้ความชั่วเพิ่มในใจของ เรา  ถ้าเราคิดดีก็เพิ่มความดีขึ้นในใจเรา ถ้าเราคิดชั่วมันก็เพิ่มความชั่วขึ้นในใจของเราหลีกไม่พ้นมันไ ด้อยู่ตลอดเวลา  สิ่งที่เพิ่มขึ้นนั้นเขาเรียกว่า  นิสัย นิสัยของคนนั้นมันเกิดจากอะไรก็เกิดจากการกระทำ บ่อย ๆ ใเนื่องนั้น คิดบ่อย ๆ ทำบ่อย ๆ ทำบ่อย ๆ ในเรื่องอย่างนั้น ก็กลายเป็นนิสัยขึ้นมา คนเราโดยปกติมันไม่มีอะไรอย่างนั้น  แต่ว่าเรามาสะสมสิ่งเหล่านั้นขึ้นในใจของเรา มันก็ค่อย ๆ  เพิ่มขึ้นเรื่อย  ๆ  หัดเป็นคนขี้โกรธ ไม่เท่าใดก็มีนิสัยเป็นคนมักโกรธ ใจร้อนใจเร็ว เราหัดเป็นคนประ เภทใดมันก็ไปอย่างนั้น หัดเอาทั้งนั้นไม่มีอะไรที่มันจะเกิดขึ้นเฉย ๆเรียกว่า เกิดจากการกระทำของเรา  ทำดีมันก็ได้ความดีเพิ่มขึ้นในใจ  ทำชั่วมันก็ได้ความชั่วเพิ่มขึ้นในใจ หนีไม่พ้น ต้องมีต้องได้อยู่ตลอดเวลา  นี่มันเป็น อกาลิโก เหมือนกัน คือไม่จำกัดเวลา ทำเช้าทำสาย ทำบ่ายทำเย็นทำในที่ลับทำในที่แจ้งผลเท่า กัน มันต้องได้แก่ตัวเราทั้งนั้นไม่ขึ้นกับบุคคลไม่ขึ้นกับเหตุการณ์ ไม่ขึ้นกับอะไรทั้งหมด อันนี้เป็นความจริงอัน หนึ่ง  ซึ่งเราทำแล้วเราก็ได้ หนีไม่พ้น เมื่อรู้ระเบียบอย่างนี้ จะคิดอะไรจะพูดอะไรทำอะไร การคิดนั่น แหละเป็นรากฐานของการพูดการกระทำถ้าเราคิดในเรื่องดีก็พูดในเรื่องดี ทำเรื่องดี ถ้าคิดเรื่องชั่วพูดก็ ชั่ว ทำก็ชั่ว ผลที่เกิดขึ้นก็เป็นความทุกข์ความเดือดร้อนใจ แล้วมันก็เกิดขึ้นในขณะที่คิดนั่นแหละให้สังเกตุดู ใจของเราเอง ถ้าเราคิดเรื่องไม่ดี ใจเรามันเป็นอย่างไร จะรู้สึกร้อนใจ แต่ถ้าเราคิดเรื่องดีสบายใจ  สบายใจขณะคิด  คิดแล้วก็สบายใจ  ถ้าเป็นเรื่องดี  แต่ถ้าเป็นเรื่องชั่วร้อนอยู่ตลอดเวลา  นี่แหละเขา เรียกว่า ตกนรกทั้งเป็น นรกมันอยู่ที่ความร้อนอกร้อนใจใครหาเรื่องร้อนใจก็เรียกว่าหาเรื่องตกนรก ลง ไปแช่อยู่ในกะทะทองแดง  กะทะทองแดงก็คือความร้อนที่เกิดขึ้นในใจของเราไม่ว่าในเรื่องอะไรมันร้อน อยู่ในใจ ให้ผลทันทีไม่ต้องรอเวลาไม่ต้องรอเหตุการณ์อะไรทั้งนั้น นี่ผลคือผลส่วนตัวที่เราจะได้ ส่วนผลอันเกิดขึ้นอีกอย่างหนึ่ง ทางกฎหมายของบ้านเมืองอะไรอย่างนั้น มันอาจจะต้องรอไปอีกสัก หน่อยรอไปจนกว่าเขาจะจับได้ สอบสวนส่งอัยการฟ้องศาลศาลตัดสินลงโทษ แต่ว่าก่อนจะศาลจะตัดสินลง โทษเรารับโทษอยู่ก่อนแล้ว  ร้อนใจอยู่แล้ว  ไม่ค่อยสบายใจอยู่แล้ว มันได้ล่วงหน้าแล้ว แต่ว่ามันได้โทษ ทางกฎหมาย  อีกทีหนึ่งวันนี้เป็นเรื่องที่เห็นง่าย ว่าให้ผลไม่จำกัดเวลา ถ้าสมมติว่าเราไปนั่งฝึกฝนอบรม จิตใจฝึกเจริญภาวนาเมื่อทำไป ๆ มันก็เกิดผลไปเรื่อย ๆ เมื่อขณะที่นั่งนั้นเราก็ได้แล้ว คือได้ความอดทน  ได้การบังคับตัวเอง เพราะต้องนั่งในท่านั้นแล้ว ก็นั่งเวลาเท่านั้น ต้องบังคับตัวเองอยู่ตลอดเวลา ขณะนั่ง ก็ปวดแข้งปวดขาบ้าง คันตรงนั้นคันตรงนี้ ยุบยิบ ๆ บางทีไม่มีอะไรมันเป็นอย่างนั่นแหละอันนี้เขาเรียกว่า  อภิสังขารมาร ร่างกายของเรามันเป็นมารแก่ตัวเอง คอยขัดขวางไม่ให้เราก้าวหน้าในการปฏิบัติ เดี๋ยว มันก็คันตรงนั้นตรงนี้ ไม่มีอะไรทีนี้ถ้าเราไม่อดทนก็ต้องไปเกา ถ้าเกาสักครั้งแล้วก็ต้องเกาทุกที มันเป็นสัน ดานขึ้นมาอีกเหมือนกัน เลยต้องเกาเรื่อยพอคันต้องไปเกา แล้วมันต้องเกาเสียเรื่อย พอนั่งสักหน่อยต้อง ไปเกาอีกแล้ว มันติด เพราะฉะนั้นต้องบังคับชั่งมัน ให้มันขยุกขยิกไปตามเรื่อง เราเฉย ๆไม่เอาใจใส่มัน ก็หายไป  แต่ว่าประเดี๋ยวมันก็มีอีก มันมาทดสอบเราอีก เหมือนกับแกล้งอย่างนั้นแหละ ผู้ที่ไปนั่งอย่างนั้น ต้องบังคับตัวเองไว้ ควบคุมตัวเองไว้ จะได้การบังคับตนเองได้ความอดทน ได้เป็นผลกำไรขึ้นในใจของ เราแล้ว และถ้าเราทำไปนาน ๆ ก็ได้ผลเป็นความสงบใจเย็นใจ เมื่อทำได้แคล่วคล่องว่องไวเมื่อไปประ สบเหตุการณ์อะไรใจมันก็เย็น ใจมันสงบ ไม่วู่วามไปตามอารมณ์ อันนี้มันก็เป็นผลปรากฏอยู่ในตัวของเรา  เกิดขึ้นปรากฏ ให้ผลได้ตลอดเวลาไม่จำกัดอะไรทั้งนั้น นี่ประการหนึ่ง ทีนี้บทที่ว่า เอหิปสฺสิโก ควรจะเรียกมาดูมาชมคือว่าพระธรรมนี่เป็นของจริง มีเหตุผล ให้ความสุข แก่ผู้ปฏิบัติอย่างแท้จริง  ถ้าเราได้ศึกษาได้ปฏิบัติด้วยตัวของเราเองแล้ว เรามีความสุขทางใจ คนที่มี ความสุขทางใจแบบประพฤติธรรมนี่  มักจะเป็นคนที่ชอบไปชวนคนนั้นคนนี้ให้มาปฏิบัติ  เพราะว่าตัวได้รับ ความสุขเหลือเกิน เป็นรสใหม่ที่ตนได้รับ ไม่เหมือนรสของอาหารการบริโภคที่เรารับประทานอะไรก็คิดถึง คนที่เราพอใจ  เช่นว่า แม่พ่อ ได้กินอะไรมักจะคิดถึงลูกต้องเอาไปฝากลูกหน่อย เพราะว่าของนั้นอร่อย  แต่ว่าลูกนี้บางทีก็ไม่คิดถึงแม่ว่าเรียบไปเลยมันตรงกันข้ามแม่นี่คิดถึงลูกอยากจะเอาไว้ให้ลูกหน่อยนี่เป็นนิสัย ของผู้ใหญ่ มีใจเมตตากรุณาต่อผู้น้อยแต่ผู้น้อยนั้นเหมือนกัน แต่ว่าน้อยที่จะคิดอย่างนั้น รู้ว่าอร่อยก็รีบกินให้ หมดไปเสียเลย  ไม่เอาไปเผื่อแผ่ แต่ว่าในแง่ธรรมะจะไม่เป็นอย่างนั้น ผู้ใดเข้าถึงธรรมะแล้วมักจะไป ชวนคนนั้นคนนี้ให้มาปฏิบัติธรรมะ เพราะเขาสบายอยากให้คนอื่นสบายบ้าง น้ำใจที่มีเมตตากรุณามันเกิดขึ้น มาก  เลยอยากชวนคนอื่นให้ทำเหมือนตน  ไปเที่ยวกวักมือไปเที่ยวเรียกร้องให้คนอื่นมาปฏิบัติ  นั่นเป็น ความรู้สึกในทางใจของบุคคลนั้น ทีนี่เราทั้งหลาย ที่นับถือพระพุทธศาสนา ควรจะเอาหลักข้อนี้ไปใช้ในชีวิตประจำวัน ใช้อย่างไร คือ เอาไปใช้ชักจูงเพื่อนฝูงมิตรสหายให้เข้าหาธรรมะกันเรียกให้ มาดู เรียกให้มาปฏิบัติธรรมะกัน การกระ ทำในรูปอย่างนี้แหละ  เรียกว่าเป็นการช่วยเหลือสังคมเป็นการช่วยเหลือสังคมเป็นการช่วยประเทศชาติ อย่างแท้จริง  เวลานี้มีการเรียกร้องต้องการมาก  ที่จะให้คนทุกคนทำประโยชน์แก่สังคมให้ทุกคนทำประ โยชน์แก่ประเทศชาติบ้านเมือง วิทยุก็ป่าวกันอยู่บ่อย ๆ เพื่อจะให้คนได้ทำตนเป็นประโยชน์แก่อะไร ๆ นั้น ต้องเป็นคนมีธรรมะประจำใจ  ถ้าไม่มีคุณธรรมะประจำใจแล้วมันไปไม่รอด ทำไปไม่ได้ แต่ถ้ามีธรรมะ แล้ว   ก็ทำด้วยความเต็มใจไม่ต้องมีอะไรมาล่อมาจูง  คนเราทำอะไรบางทีก็อาศัยเครื่องล่อเครื่องจูง  ภาษาธรรมะเขาเรียกว่า  อามิส อามิสก็คือ เหยื่อ ไม่มีอะไรเครื่องล่อเครื่องจูงให้ทำทาน ถ้าทำอะไร แล้วรู้สึกว่าตัวจะได้  ทำใหญ่เลย ทำด้วยความเต็มใจ แต่พอรู้สึกตัวว่าตัวจะขาดสิ่งนั้น ไม่อยากทำ ทำก็ ไม่เต็มใจ  หรือบางทีก็บ่นอู้อี้ออกมาเลย  ว่าอย่างนั้นว่าอย่างนี้  อันนี้เขาเรียกว่า ลายมันผุดขึ้นมาแล้ว  ลายกิเลสมันผุดขึ้นมาให้คนอื่นเห็น     เมื่อก่อนนี้ขยันทำหนักหนา    แต่พอไม่ได้ดังใจลายมันผุดออกมา  บ่นอย่างนั้นบ่นอย่างนี้  นี่แสดงว่าน้ำใจยังไม่ถึงธรรมะแล้ว  จึงได้พูดอย่างนั้นออกมา คนเราถ้าจิตใจถึง ธรรมะแล้ว มันมีแต่เรื่องความเสียสละมีแต่เรื่องให้ ไม่มีเรื่องที่จะเอามา เอาเหมือนกันแต่ว่าเอาตาม ผลที่จะได้ ไม่ร้อนอกร้อนใจในผลที่จะเกิด เย็นใจในเรื่องนั้น นึกอยู่ในใจว่าสุดแล้วแต่เรื่อง เรามีหน้าที่ ปฏิบัติเท่านั้น ทำงานเท่านั้น ผลนั้นไม่ใช่หน้าที่ของเรา เราจะต้องรอ มันเกิดเท่าใดเราก็พอใจ ได้เมื่อ ไหร่ก็พอใจอย่างนี้จิตใจสบาย ไม่มีปัญหายุ่งยากลำบากเดือดร้อน เพราะฉะนั้น  การที่จะให้คนช่วยกันทำประโยชน์แก่สังคมแก่ประเทศชาตินั้น เราไม่ต้องไปแนะให้ เขาทำหรอก แต่ว่าต้องแนะให้เขาประพฤติธรรม ให้เขามีคุณธรรมเกิดขึ้นในใจ พอมีธรรมะเกิดขึ้นในใจ  พอมีธรรมะเกิดขึ้นในใจแล้ว คนนั้นจะเป็นคนใจใหญ่ เป็นผู้ใหญ่อย่างแท้จริง และเมื่อมีลักษณะเช่นนั้นเกิด ในใจแล้ว เขาก็ดำรงชีวิตอยู่เพื่อการให้ ไม่ใช่อยู่เพื่อจะเอานั่นมากเกินไป ทำอย่างไรจึงจะเกิดอย่างนี้ ขึ้น  เราจึงต้องช่วยกันหน่อย ช่วยกันปรบมือช่วยกันตีฆ้องร้องป่าว ให้คนทั้งหลายได้มาสู่จุดนี้คือจุดธรรมะ เช่นว่า  เรามาวัดอยู่แล้ว  เรามาฟังธรรมอยู่แล้ว  เรามีเพื่อนฝูงมิตรสหาย  ควรจะพยายามชักจูงคน เหล่านั้นให้มาบ้าง  ให้มาชิมรสธรรมะเสียบ้าง ให้มาเรียนชีวิตที่ถูกต้องเสียบ้าง เพื่อเขาจะได้ดีขึ้น คน เราถ้ารักเพื่อนรักญาติ ต้องช่วยให้เพื่อนหรือญาติของเรานั้นดีขึ้นในทางจิตใจ การช่วยเหลือในเรื่องอื่นนั้น ไม่สำคัญ แต่การช่วยเหลือให้เขามีจิตใจดีขึ้นนั่นแหละเป็นเรื่องสำคัญ เราจึงควรจะเรียกเขามาดูธรรมะ มาฟังธรรมะ มาปฏิบัติธรรมะยิ่งคนที่อยู่กับเรา เช่นว่าเราเป็นผู้ใหญ่ ต้องปกครองคนมากๆ ถ้าคนเหล่านั้น ไม่ประพฤติธรรมะจะเป็นปัญหาใหญ่หลวงละ  เขาจะเห็นแก่ตัวเห็นแก่ได้  เอารัดเอาเปรียบกัน ทำงาน การก็วุ่นวายไม่ค่อยจะเรียบร้อย  เพราะว่าจิตใจเขาไม่มีพระอยู่ในใจ  มีแต่กิเลสกลุ้มรุมจิตใจอยู่ตลอด เวลา  จึงเป็นปัญหา  ถ้าเราไม่อยากจะสร้างปัญหาประเภทอย่างนี้ให้เกิดขึ้นในวงงานของเรา  เราก็ ควรจะได้ชักจูงคนเหล่านั้นเข้าหาธรรมะ ด้วยการให้ได้ฟังเสียงบ้าง ได้อ่านบ้าง ให้ได้มาพบสนทนากันใน เรื่องเกี่ยวกับชีวิต เกี่ยวกับการการงาน เกี่ยวกับปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นเพื่อให้เกิดความสนิทสนมเป็นกัน เอง   แล้วจะได้รู้นิสัยใจคอแห่งกันและกัน  จะได้ปรับตัวของเราให้เข้ากันได้กับคนเหล่านั้น  อันนี้เป็น เรื่องที่ควรกระทำ แต่ว่า การกระทำในเรื่องอย่างนี้ต้องทำให้สม่ำเสมอตลอดไป คือทำเป็นกิจวัตรประจำวันเรื่อยไป ไม่ใช่นาน  ๆ ทำทีหนึ่ง ไม่ใช่อย่างนั้น แต่ต้องทำให้เสมอเรื่อยไป คือปกติคนเรานั้นมักจะไหลไปทางต่ำ ตลอดเวลา  ยิ่งมีเครื่องยั่วยุด้วยแล้วยิ่งไปกันใหญ่ เพราะฉะนั้นต้องคอยดึงไว้ ดึงให้ขึ้นไปในทางสูง ดึง ให้มีความรู้สึกผิดชอบชั่วดี  ให้มีความคิดในทางที่ถูกมากขึ้น ต้องคอยดึง ทีนี้คนที่เป็นหัวหน้าต้องคอยดึงลูก น้อย  ดึงเป็นหมู่บ้างดึงเฉพาะคนบ้าง คนไหนที่มักเกที่สุดเราต้องดึงเฉพาะคน ดึงเข้ามาใกล้ ๆ เอามา พูดจาแนะนำพร่ำเตือนได้ ให้เขาได้เกิดความรู้สึกสำนักในทางที่ถูกที่ชอบขึ้นทีละน้อย ๆ แล้ววันหนึ่งคนนั้น ก็จะเรียบร้อยขึ้น  เป็นคนดีขึ้น  เราก็สบายใจ  แล้วคนนั้นก็จะไปดึงคนอื่นเข้ามาหาเราต่อไป อันนี้เป็น เรื่องที่ควรจะได้กระทำ แม้ในครอบครัว เราก็เหมือนกัน เรามีลูกหลายคน เราไม่ค่อยจะได้มีการประชุมกันในระหว่างสมา ชิกในครอบครัว  เมื่อไม่ได้มีการพบปะประชุมกัน ก็ไม่ได้มีการพูดจาแนะแนวชีวิต ไม่ได้บอกให้รู้ว่าอะไร ผิดอะไรถูก  อะไรควรอะไรไม่ควร เพราะฉะนั้นต้องถือหลัก เอหิปัสสิโก เรียกมานั่งร่วมกันแล้วก็คุยกัน  แนะแนวกัน  แนะแนวกัน ให้คนเหล่านั้นได้เกิดความรู้ความเข้าใจ ในเรื่องปัญหาชีวิต ในเรื่องการเป็น การอยู่ ให้มีสิติมีความระมัดระวังอะไรๆที่มันจะเกิดการเสียหาย อันนี้เป็นเรื่องที่ควรจะได้กระทำ ถ้าทำ กันให้ทั่งถึงเป็นจำนวนมากๆให้แพร่หลายแล้ว   สังคมเราจะเป็นสุขขึ้นกว่านี้   มีอะไรดีอะไรดีขึ้นกว่านี้  เวลานี้ยิ่งจำเป็นที่สุดเลย ที่เราผู้ได้เข้าหาธรรมะอยู่แล้ว ควรจะได้ดึงใครๆเข้าหาธรรมะบ้าง เวลาใด ที่เรามีการประชุมโดยเฉพาะในเรื่องการบุญการกุศล  ที่ว่าประชุมกันทำบุญมักจะขาดการเรียกให้มาดูมา ชมธรรมในงานนั้นๆแต่ว่ามีแต่เรื่องสนุกกันเหลือเกิน  ให้สังเกตง่ายๆหมู่นี้มีงานบวชนาคกันมาก งานไหน งานนั้นต้องเปิดแผ่นเสียงดังหนวกหูชาวบ้าน  ยี่สิบสี่ชั่วโมงไม่ได้หลับได้นอน เด็กที่คุมเครื่องมันขยันจริงๆ  นั่งเปิดอยู่อย่างนั้นแหละ แล้วชาวบ้านก็ไม่ได้หลับไม่ได้นอน มันเรื่องอะไร ที่หาเรื่องรบกวนชาวบ้านไม่ให้ พักผ่อนมันเรื่องอะไร นี่เขาเรียกว่า ไม่มีการชักจูงในแง่ธรรมะ ในเรื่องอย่างนั้น ถ้าหากว่าเรามีการบวชนาค  ก็มีการเทศน์นาอะไรกันเสียบ้าง  พาพระไปพูดอะไรสู่กันฟัง  ตัด เรื่องไม่เข้าเรื่องออกเสียบ้าน เช่นเรื่องเลี้ยงดูปูเสื่ออะไรกันมันไม่ได้เรื่องอะไร กินเหล้าเมายากันเส เพลเฮฮากันจนกระทั่งตายไป  เจ้านาคไม่ได้บวชก็มี เพราะว่าไปฆ่าคนเสียก่อนบวช อย่างนี้มันก็ผิดหลัก การทางศาสนาไม่ได้ทำตามแบบของพระพุทธเจ้า ทำไปในเรื่องหวังลาภหวังผล ต้องการเอาอะไรมาเป็น ส่วนตัวจากงานนั้นมากเกินไป  เลยเกิดเสียหาย  อยากจะขอแนะนำไว้ว่า ถ้าเรามีงานเกี่ยวกับบุญกุศล แล้ว  เราควรจะมีการเทศน์อย่าให้ได้ขาดในเรื่องนี่ ต้องให้ได้เทศน์กันฟัง เรื่องอื่นถือว่าเป็นเรื่องปลีก ย่อย เป็นเรื่องสำคัญที่จะต้องทำ ในงานศพนี่ก็เหมือนกัน มักจะมีแต่เรื่องสวด ๆ กันอยู่นั้น คืนหนึ่งสวดกัน สามสี่จบ   แล้วก็ต้องเติมข้าวต้มกะเพาะปลาฟังสวดเหนื่อยแสบท้อง  ไม่ได้เติมอาหารใจกันเลย  เติม แต่ร่างกาย ไม่ได้พูดธรรมะสู่กันฟัง เวลาอย่างนั้นแหละเหมาะที่สุดที่จะเรียกว่ามาฟังธรรมะ มาดูธรรมะ มาชมธรรมะกัน    แล้วก็มีตัวอย่างด้วย   ตัวอย่างคือศพนั่นเองวางอยู่เฉพาะหน้าแต่ไม่มีคนที่มีหัวคิดใน เรื่องนี้เอาแต่สวดมันเรื่อยไปง่ายดี  ไม่ต้องลำบากเทศน์นี่ยากหน่อย  ต้องฝึกอบรม ต้องค้นคว้า สวดไม่ ต้องจำแล้ว   ไปถึงก็ว่าเลย   นอนหลับสักตื่น   ลุกขึ้นล้างหน้าแล้วไปสวดก็ยังได้เลยมันง่าย  เอาแต่ เรื่องง่ายกันนี่แหละ  ศาสนาจะล่มจมตรงนี้เอง  มันเป็นอย่างนี้ ควรจะมีการเทศน์สู่กันฟัง ทุกคืนทุกคืน แล้วก็ดี  ตามวัดใหญ่ ๆ ที่มีศพมาก ๆ ไม่ได้คิดเรืองนี้เลย คิดแต่จะบังสุกุล จะสวดกันท่าเดียว เรื่องจะ สอนธรรมะไม่เอา  ธรรมะก็เทศน์นิด  ๆ หน่อย ๆ จู้จี้ ๆ สองสามคำ ลงจากธรรมาสน์ยกเครื่องกัณฑ์ เทศน์กลับกุฏิเท่านั้นเอง  นี่มันไม่ค่อยสาระอะไร  พูดให้มันเป็นเรื่องเป็นราว  ให้คนได้คิดได้นึกได้ตรึก ตรอง  เราก็เรียกว่า "ป่าวร้องมาฟังธรรม" เพื่อนฝูงมาประชุมกันในงานศพ ให้ได้กำไรทางจิตกลับไป  เรียกว่า เรียกมาดูกันจริง มาชมกันจริง ๆ เพราะของเราดี แต่ว่าไม่เอาอวดของดี จะเอาไปซ่อนไว้ ในตู้ มันจะได้เรื่องอะไร เหมือนกันคัมภีร์เก็บไว้ในตู้ คนไม่ได้อ่าน สร้างเท่าใด ๆ มันก็ไม่เกิดอานิสงส์  อานิสงส์มันอยู่ที่คนอ่าน อ่านแล้วต้องเอาไปปฏิบัติ จึงจะได้ประโยชน์ สมตามความตั้งใจ จึงควรจะช่วยกัน หน่อย ช่วยกันเรียกมาดู ช่วยกันเรียกมาชม ชวนกันให้คนเข้ามาธรรมะทุกวิถีทาง เรารักเพื่อน ต้องชวนเพื่อนเข้าประพฤติธรรมะ จึงจะชื่อว่า รักกันจริง ถ้ารักกันแล้วชวนกันไปดื่ม เหล้า  ไปบาร์เที่ยวไนท์คลับ นี่มันไม่รักกันหรอก แล้วคนชวนก็ไม่รักตัว คนถูกชวนก็ไม่รู้อะไร เลยไปกัน ใหญ่ ชวนลงนรกกันอย่างนี้มันก็ไหว เราควรจะชวนขึ้นสวรรค์ของพระพุทธเจ้า ไม่ใช่สวรรค์ของชาวบ้าน  สวรรค์ของชาวบ้านก็คือ  "  ความเพลิดเพลินสนุกสนานตามอารมณ์  "  สวรรค์ของพระพุทธเจ้าคือ "  ความสะอาด  สว่าง สงบ ทางใจ " ใจสว่างใจมันคนละแบบ เราชวนกันอย่างนั้น เอหิปัสสิโก ทีนี้เมื่อ มาดูแล้ว   ควรจะเอาเข้ามาใส่ตัวของเรา  ดูแล้วดูเฉย  ๆ  มันไม่ได้เรื่องอะไรหรอก  โอปนยิโก  หมายความว่าน้อมเข้ามาไว้ในตัวของเรา เอามาประดับตัวเรา คล้าย ๆ กับเราไปเห็นดอกไม้สวย กลิ่น หอม  แล้วเด็ดเอามาทัดที่หู  ติดเสื้อผ้า เอามาใส่ที่ตัว ธรรมะเป็นของประเสริฐกว่านั้น มีคุณค่าแก่ชีวิต มากกว่านั้น เมื่อเราเห็นแล้วก็ต้องเอามาไว้ที่ตัว เอามาไว้ที่ตัวหมายความว่า เอามาปฏิบัติ เอามาไว้ที่ กาย  ก็คือปฏิบัติกายตามธรรมะ  ไว้ที่วาจาก็คือ  ปฏิบัติคำพูดตามธรรมะ  ไว้ที่ใจก็คือคิดตามธรรมะ นี่ เรียกว่า " เอามาไว้ที่ตัว " น้อมพระธรรมเข้ามาหาตัวเรา น้อมตัวเราเข้าไปหาธรรมะ ไปพบกันครึ่ง ทาง ต่างคนต่างเข้าไป ตัวเราเข้าไปเอาธรรมะเข้ามา เลยเจอกันพอดี ก็เรียกว่า พบกันกึ่งทาง เอา มาใส่ไว้ที่ตัวเรา  รักษาสิ่งนั้นไว้ตลอดไป เรื่องรักษาธรรมะหรือรักษาศาสนานี่ก็เหมือนกัน เราพูดกันว่า รักศาสนา  รักอย่างไร รักศาสนาก็ต้องศึกษาให้เข้าใจ ต้องปฏิบัติ ต้องให้ประโยชน์แก่ศาสนา และรู้ว่า ศาสนามีคุณค่าแก่ชีวิตของเราอย่างไร  ให้เราอวดใคร  ๆ ได้ว่าเราเป็นผู้ถือศาสนา เราได้ประโยชน์ จากพระพุทธศาสนาอย่างไรบ้าง ถ้าใครเขาถามเราว่า " ถือพุทธนี่ได้อะไรบ้าง " เราก็พูดได้จากประ สบการณ์ในชีวิตของเราว่า เราได้ เรามีความสุขอย่างไร มีความสงบใจอย่างไร เรามีความเจริญก้าว หน้าในกิจการอย่างไร เพราะอาศัยหลักของพระพุทธเจ้า สามารถที่จะอวดใคร ๆ ได้ เพราะสิ่งนั้นอยู่ใน ใจของเรา แต่ถ้าสิ่งนั้นอยู่ในคัมภีร์ อยู่ในตู้อวดไม่ได้ เพราะเราไม่มีประสบการณ์ไปอวดเขา แต่ถ้าสิ่งนั้น อยู่ที่กาย  อยู่ที่วาจา อยู่ที่ใจของเรา เราก็อวดใคร ๆ ได้ การอวดนั้นมันอวดอยู่ในตัวแล้ว เพราะคำ พูดที่ออกมาก็เป็นธรรมะ  ก็แสดงว่าจิตเป็นธรรม  เมื่อจิตเป็นธรรมะ อะไร ๆ ก็เป็นธรรมทั้งหมด สิ่งที่ ออกมาปรากฏแก่คนอื่น  ก็เป็นธรรมะไป เพราะเราน้อมธรรมะเข้ามาไว้ในใจของเราอยู่ตลอดเวลา นี่ นี้ แหละเรียกว่า " รักษาพระพุทธศาสนา " ความเจริญของพระพุทธศาสนาก็เหมือนกัน ความเจริญนั้นมันอยู่ที่ว่า จิตใจของคนเจริญ หรือจิตใจ ของผู้ที่นับถือศาสนา  เจริญด้วยคุณธรรม ก็เรียกว่า ศาสนาเจริญ ถ้าจิตใจคนที่นับถือศาสนาขาดคุณธรรม  ศาสนาเสื่อม แม้ว่าเรามีวัตถุในศาสนามากมายก่ายกอง มีพระหลวงพ่อ ทั้งนอน ทั้งนั่ง ทั้งยืน มีโบสถ์สวย งาม  มีอะไร  ๆ  เยอะแยะ  แต่จิตใจคนไม่มีธรรมะ  สิ่งเหล่านั้น ไม่มีราคา ไม่มีความหมายอะไร  การสร้างที่ประเสริฐสุดนั้น   ต้องสร้างคุณธรรมให้เกิดขึ้นในใจ   สร้างพระพุทธเจ้าไว้ในใจของเรา  สร้างพระธรรมไว้ในใจของเรา     สร้างพระอริยสงฆ์สาวกไว้ในใจของเรา    สร้างพระพุทธเจ้าก็ หมายความว่า  มีใจกรุณา  มีใจปัญญา มีใจบริสุทธิ์ ทีนี้เมื่อเราทำใจอย่างนั้น เราก็มีพระธรรมอยู่ในใจ ของเราด้วย   และการสร้างนั้นก็คือการปฏิบัตินั่นเอง  เราก็มีพระสงฆ์อยู่ในใจของเรา  พระสงฆ์ก็คือ การปฏิบัติดี ปฏิบัติตรง ปฏิบัติเป็นธรรม ปฏิบัติเพื่อออกจากทุกข์นั่นแหละ ถ้าเราปฏิบัติอยู่ก็ชื่อว่าเรามีพระ สงฆ์   ข้อปฏิบัตินั้นก็คือตัวพระธรรม  ผลที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติก็คือ  ตัวองค์พุทธะ  องค์พุทธะก็คือ  "  ความบริสุทธิ์ สว่าง สะอาด สงบทางใจ มีพร้อมอยู่ในตัวเรา ถ้าใจเรามีสิ่งเหล่านี้ เราไม่ตกอบาย ไม่ ตกนรก ไม่เป็นสัตว์เดรัจฉาน ไม่เป็นเปรต ไม่เป็นอสูรกาย ไม่เป็นฝ่ายต่ำ แต่จะเป็นในด้านสูงยิ่ง ๆ ขึ้น ไป  เป็นมนุษย์  เป็นพรหม เป็นพระอริยบุคคล สูงขึ้นไปทั้งนั้น ไม่ตกต่ำ เพราะมีธรรมะคอยคำจุนจิตใจ  เราเอาธรรมะ มาค้ำไว้ที่จิตใจของเรา เป็นโอปนยิโก ประจำจิตใจของเราอยู่ตลอดเวลา ในข้อสุดท้ายว่า ปจฺจตฺตํ เวทิตพฺโพ วิญฺญูหิ เป็นสิ่งที่ผู้รู้ก็รู้ได้เฉพาะตน สิ่งที่ปรากฏในใจที่ลึกคือตัว พระนิพพาน ตัวพระนิพพานเป็นสิ่งที่ผู้รู้ก็รู้ได้เฉพาะตน หรือพูดว่า ความสุขความสงบที่เกิดขึ้นในใจ เป็นสิ่ง ที่ผู้นั้นรู้ได้เฉพาะตน  ของใคร  ของใคร ใครก็รู้ได้เฉพาะตน อวดไม่ได้ ไม่รู้ว่าจะเอามาอวดอย่างไร  แต่คนอื่นเขาอาจจะมองได้ โดยประมาณ คือดูที่กิริยาท่าทาง ดูอาการที่แสดงออก ว่าเป็นคนสงบใจ ไม่วุ่น วาย  ไม่เร่าร้อน  มีใจเยือกเย็น  ก็พอนึกได้ว่า  ท่านเป็นผู้มีคุณธรรม แต่ว่าผู้ที่จะรู้จริงนั้นคือตัวผู้นั้น  เช่นนาย  ก.  เป็นผู้รู้เอง นาย ข. รู้ไม่ได้ แล้วเราจะไปวัดกับใครก็ไม่ได้ ไม่ต้องไปเที่ยววัดกับใคร หรอก  เรารู้ของเราเอง  เราเห็นของเราเอง มันเป็นสิ่งที่ปรากฏอยู่ในใจของเราเองแต่ละคน ด้วย การประพฤติปฏิบัติของเราเท่านั้น จึงไม่ปรากฎแก่คนอื่น เป็นเรื่องที่ลึกอยู่ในใจ แล้วมันก็ปรากฏอยู่ที่ดวง หน้า  หน้าสดชื่น  รื่นเริง มีอารมณ์เป็นสุขอยู่ตลอดเวลา นี่คือลักษณะของผู้เข้าถึงธรรมะ ที่รู้ด้วยตัวเอง  การที่จะรู้ได้ด้วยตนเอง  เราก็ต้องมองดูตัวเองเหมือนกัน มองดูตัวเองก็คือ " การมองดูใจของเรา "  ว่าเวลานี้  ใจเรามีอะไร  มีโลภ มีโกรธ มีหลง มันก็รู้ได้เอง ไม่โลภ ไม่โกรธ ไม่หลง เราก็รู้ได้ เอง  มีริษยาพยาบาท  มุทิตายินดี ในความสุขความเจริญของผู้อื่น ก็รู้ได้ด้วยตนเองทั้งนั้น ไม่มีใครจะ มาวัดเราได้ นี่เรียกว่า ปัจจัตตัง เป็นเรื่องเฉพาะตัว แม้ในทางวัตถุ ก็เป็นเรื่องเฉพาะตัว เห็นง่าย ๆ เช่นเรากินน้ำตาล เรารู้ว่าหวาน อธิบายให้ใคร ฟังไม่ได้ว่า หวานอย่างไร ก็พูดได้ว่าหวานเหมือนน้ำตาล เขาถามว่าหวานเหมือนอย่างไร ก็หวานเหมือน น้ำตาล  ได้เท่านั้น  ไม่รู้ ถ้าไม่กินแล้ว ก็ไม่รู้ ถ้าบรเพ็ดมันขม ก็ว่าขมเหมือนบรเพ็ด แต่ว่าคนที่ไม่เคย กินบรเพ็ดก็ไม่รู้  แต่ถ้าบอกว่าขมเหมือนยอดสะเดา  คนที่เคยจิ้มน้ำสะเดา  ก็รู้ว่ามันขมอย่างนั้น แต่ว่า บางทีมันขมกว่านั้น  เป็นเรื่องที่ปรากฏเฉพาะตัว  ใครมีบุญก็รู้เฉพาะตัว เป็นสุขสงบใจอย่างอย่างไร ก็ เฉพาะตัวทั้งนั้น   เป็นเรื่องที่ปรากฏ  เป็นอันสุดท้ายของคุณธรรม  เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นเฉพาะตัว  เช่น  บรรลุนิพพาน  หมายความว่า  " จิตสงบ ไม่วุ่นวาย จิตเย็น ไม่เร่าร้อน จิตสว่าง ไม่มืดมัว " ก็เป็น เรื่องที่รู้เฉพาะตัว   แล้วคนที่รู้อย่างนั้นเขาไม่อวดใคร   คือไม่มีความรู้สึกที่จะอวดใคร  ใจมันอยู่ปกติ  สงบอยู่ตลอดเวลา  ที่อวด  ๆ กันอยู่ไม่ได้เรื่องทั้งนั้น เหมือนหลวงพ่อขลัง ๆ ทั้งหลาย อ่านหนังสือพิมพ์ แล้วก็นึกขำ นึกขำหลวงพ่อ แจกพระ แจกเหรียญ พรหมน้ำมนต์ น้ำพรแก่ใครต่อใครเยอะแยะ โจรมา ปล้นหลวงพ่อแล้ว  หลวงพ่อนั่งตัวแข็ง โจรบอกว่านั่งนิ่ง ๆ หลวงพ่อก็บอกว่า เอาไปเถอะ เอาไปเถอะ  เอาชีวิตกูไว้ก็แล้วกัน  แล้วโจรก็ขนเกลี้ยง  เอาเงินเสียหมื่นกว่า  เอาพระที่เก่า  ๆ  แก่ ๆ ไปเสีย หมดด้วย แล้วเอาเหรียญที่ทำไว้จะเอาไปแจกไปเสียด้วย มันเอาไปทำอะไร มันเอาไปละลายแล้วเอาไป ขายตามร้านซื้อของเก่านั่นเอง ไม่ได้เอาไปทำอะไร อาตมาอ่านแล้วมันไม่ขำตรงไหน ขำว่าเป็นหลวง พ่อโจรปล้น มันก็เสียยี่ห้อแล้ว เสียยี่ห้อหลวงพ่อ เรามัดเก่ง ทำไม่ให้โจรมันปล้นได้ น่าจะรู้คนที่มา น่าจะ ตวาดให้มันเป็นแมวไปเสียเลย  ตวาดโจรให้เป็นแมว เที่ยววิ่งอยู่ในลานวัด หรือว่าตวาดให้เป็นสุนัขขี้ เรื้อนไปเสียก็ได้  แต่ว่าเปล่า  ถึงคราวเอาจริงเข้า หลวงพ่อไม่ได้เรื่อง แล้วจะเที่ยวไปเสกอะไรให้ คนอื่นได้อย่างไร เสกเหรียญให้มันขลัง เสกแหวน เสกอะไรให้มันขลัง ตัวเองไม่ขลังโจรยังปล้นได้ มัน  จะได้เรื่องอะไร มันไม่ไหว ก็จะไม่ได้เรื่องอะไร เสกไปอย่างนั้น เที่ยวว่าไปไม่เข้าถึงธรรมะ เข้าถึง แต่เพียงพิธีการ  เป็นหลวงพ่อไม่ได้เรื่องอะไร  หลวงพ่อสีหมอก ชื่อเหมือนม้าขุนแผนอย่างนั้นแหละ ชื่อ แปลก  ๆ อุตริทั้งนั้น ชื่ออย่างนั้นเรามาศึกษาธรรมะกันดีกว่า อย่าไปเที่ยวศึกษาเรื่องขลัง เรื่องวิเศษอะ ไร มันไม่ได้เรื่อง เราให้ขลังทางธรรมะ ให้ธรรมะอยู่ในใจแล้ว ก็เป็นการใช้ได้ ป้องกันอะไรก็ได้ โจรปล้นมันก็ไม่ ปล้นธรรมะเราไป  ถึงถูกปล้นก็เหมือนไม่ถูกปล้น คนถึงธรรมะเพราะอะไร เพราะนึกอยู่ว่า อ้ายนี่มันไม่ ใช่ของกูนี่หว่า  มึงจะเอาก็เอาไป ไม่เสียใจ เพระเรามีธรรมะ ช่วยคุ้มครองจิตใจ ไม่ให้เกิดความ ทุกข์ ให้เกิดความชุ่มชื่นใจ อยู่ตลอดเวลา วันนี้ พูดมาก็พอสมควรแก่เวลาแล้ว ขอยุติไว้เพียงเท่านี้.