ปาฐกถาธรรม โดย พระเทพวิสุทธิเมธี (ปัญญานันทภิกขุ) เรื่อง วิปัสสนา ปัญญาช่วยตนเอง วันอาทิตย์ที่ ๑๘ กันยายน ๒๕๒๐ ญาติโยมพุทธบริษัททั้งหลาย ณ บัดนี้ถึงเวลาของการฟังปาฐกถาธรรม อันเป็นหลักคำสอนในทางพระพุทธศาสนาแล้ว ขอให้ ทุกท่าน อยู่ในอาการอันสงบ ตั้งอกตั้งใจด้วยดี เพื่อให้ได้ประโยชน์อันเกิดขึ้นจากการฟัง ตามสมควร แก่เวลา วันอาทิตย์เป็นเวลาว่างงานว่างการ   อันเป็นภาระทางกาย  เราก็เดินทางมาวัดเพื่อศึกษา ธรรมะ อันเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับชีวิต เป็นยาแก้โรคทางใจ เป็นเพื่อนแท้ในยามทุกข์ยามยาก เป็นสิ่ง ที่เราควรจะได้แสวงหาไว้เพื่อใช้เป็นหลักในการดำเนินชีวิตของเราต่อไป    การศึกษาธรรมะด้วย การฟัง เป็นเรื่องที่ควรกระทำก่อนเป็นเบื้องต้น เมื่อฟังแล้วเอาไปคิดไปตรองให้เกิดความเข้าใจชัด เจนแจ่มแจ้ง  หลังจากนั้นก็นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน คือปฏิบัติตามแนวทางนั้นๆ อันจะช่วยให้เราพ้น จากความทุกข์ความเดือดร้อนได้  เพราะหลักธรรมในทางพระพุทธศาสนา  มีจุดหมายสำคัญอยู่ที่ต้อง การให้เราใช้แก้ปัญหาชีวิตประจำวัน  ปัญหาชีวิตประจำวันของคนเรานั้น ก็คือ ความทุกข์ความเดือด ร้อนทางใจ   อันเกิดขึ้นจากเรื่องอะไรมากมายหลายเรื่องหลายประการ   ทุกคนที่มีชีวิตอยู่ในโลก  ย่อมประสบกับปัญหานี้ด้วยกันทั้งนั้น  ต่างกันแต่ว่ามากหรือน้อย  บางคนก็มีความทุกข์มาก  บางคนก็มี ความทุกข์น้อย ที่จะไม่มีทุกข์ก็ต่อเมื่อเราเข้าใจชีวิตถูกต้อง แล้วสามารถใช้ปัญญาเพื่อพิจารณาสิ่งต่างๆ ทีมากระทบเราได้ด้วยความถูกต้อง  ปัญหานั้นจึงจะเบาบางลงไป  เรื่องเช่นนี้ญาติโยมทั้งหลายต้อง การหรือไม่  ถ้าจะถามเป็นรายบุคคล ใครก็ต้องการทั้งนั้น เพราะเราอยากจะอยู่อย่างสดชื่นรื่นเริง  ไม่มีเรื่องวุ่นวายทางด้านจิตใจ แต่ว่าเราอยู่อย่างนั้นไม่ได้เสมอไป เพราะมีความประมาทพลั้งเผลอ  สติปัญญายังน้อย  จึงไม่สามารถจะแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันได้ เพราะเรามีสติปัญญาน้อยจึง ต้องอบรมเรื่อยๆ ไป ให้มันเจริญมากขึ้นในจิตใจของเรา อันการอบรมนั้นมีหลายแบบ  เช่นว่าอบรมด้วยการรักษาศีล  ด้วยการเจริญภาวนา การรักษา ศีลนั้นได้พูดอธิบายให้ญาติโยมทั้งหลายได้เข้าใจมาแล้วในวันก่อนโน้น  แล้วก็พูดเรื่องทานด้วย  วันนี้ ใคร่ที่จะทำความเข้าใจในเรื่องเกี่ยวกับการฝึกจิต  หรือการเจริญภาวนา เพราะว่ามีคนส่วนมากยัง ไม่เข้าใจเรื่องนี้ ยังหลงผิดกันอยู่ หนังสือพิมพ์หรือเอกสารบางอย่าง ได้เอาคำที่ถูกไปใช้ในทางที่ผิด  หรือว่าคนทั่วไปมักจะเอาคำที่ใช้ในด้านที่ถูกต้องไปใช้ในด้านที่ผิดไป มีอยู่บ่อยๆ จึงใคร่จะขอทำความ เข้าใจกับญาติโยมทั้งหลายในเรื่องนี้สักเล็กน้อย คือเรื่องภาวนานี้ ใช้คำพูดว่า ภาวนา ก็เรียกว่าเป็น คำกลางๆ  เป็นวิธีการสำหรับอบรมบ่มจิตใจของเราให้มีความสงบเป็นสมาธิ ให้อ่อนโยนเหมาะที่จะ ใช้งานการนั้นประการหนึ่ง   อีกประการหนึ่ง  ก็ต้องากรอบรมจิตใจ  เพื่อให้ว่องไวเฉียบแหลมสา มารถที่จะแทงตลอดในสิ่งต่างๆ  ที่เกิดขึ้นใจชีวิตประจำวันของเรา ท่านใช้ศัพท์ในภาษาบาลีต่างกัน  คือคำแรกว่า  สมถภาวนา คำหลังใช้คำว่า วิปัสสนาภาวนา สมถภาวนานั้นเป็นการทำที่มุ่งให้จิตสงบ  ให้จิตตั้งมั่นให้อ่อนโยน  เหมาะที่จะใช้งาน เป็นการฝึกจิตเพื่อให้เกิดสมาธิ ถ้าพูดง่ายๆ เป็นการฝึก เพื่อให้เกิดสมาธิเท่านั้นเอง  ส่วนวิปัสสนาภาวนานั้น ก็คือการฝึกหัดปฏิบัติเพื่อให้เกิดปัญญา ให้รู้แจ้ง เห็นจริง  ในสิ่งทั้งหลายตามสภาพที่เป็นจริง ในเบื้องต้นต้องมีการฝึกแบบสมถะก่อน เพราะสภาพจิต ของคนเรานั้นดิ้นรนกลับกลอก  รักษายาก ห้ามยาก แต่ว่าไม่เหลือวิสัยสำหรับบุคคลที่มีความตั้งใจมั่น  มีความอดทน     ในอันที่จะกระทำเรื่องนี้ให้สำเร็จตามต้องการ     เราก็สามารถจะฝึกจิตซึ่งดิ้น รนกลับกลอก  ห้ามยาก  รักษายากนี้ ให้เป็นจิตที่สงบนิ่ง ให้เป็นจิตที่มีอารมณ์เดียว ให้เป็นจิตที่อ่อน โยน เหมาะที่จะนำไปใช้คิดค้นอะไรต่างๆ ต่อไป อันนี้ต้องใช้วิธีการสมถะ คือทำจิตให้สงบก่อน ครั้น เมื่อจิตของเราสงบลงไปพอสมควรแล้ว ก็เอาความสงบนั้นไปใช้เป็นเครื่องพิจารณา เพื่อให้รู้แจ้งเห็น จริงในสังขารทั้งหลายตามสภาพที่เป็นจริง เรียกว่า เจริญวิปัสสนาภาวนา การเจริญวิปัสสนานั้น ก็เพื่อให้เกิดปัญญา ให้จิตของเรามีความเฉียบแหลมว่องไวที่จะแทงทะลุ เข้าไปในสิ่งทั้งหลายที่มากระทบเรา  ให้เรารู้ว่าอะไรเป็นอะไรถูกต้องตามสภาพที่เป็นจริง ไม่หลง ไหลไม่มัวเมาในสิ่งนั้น อันจะเป็นเหตุให้เกิดความทุกข์ความเดือดร้อน อันนี้คือจุดหมายสำคัญ แต่ว่าที่ มีการปฏิบัติกันอยู่ทั่วๆ ไปนั้น มักจะเขวออกไปนอกลู่นอกทาง จะยกตัวอย่างให้เห็นง่ายๆ ในสำนักที่มี การอบรมภาวนาอยู่บ้าง  ชาวบ้านชาวเมืองมักจะพูดว่า  เจริญวิปัสสนา  เช่นบางทีก็ไปถามพระว่า  ท่านได้เจริญวิปัสสนาหรือเปล่า    ที่โยมถามเช่นนั้นบางทียังไม่รู้ความหมายอันแท้จริงของการเจริญ ภาวนา ในเรื่องวิปัสสนา มักจะเข้าใจไปในเรื่องอื่นไป ทำไมจึงได้เข้าใจเขวไป ก็เพราะว่าในสมัย ก่อนนี้ การศึกษาเรื่องพระบาลีนี่ไม่แพร่หลาย มีคนรู้บาลีน้อย รู้เฉพาะพระที่อยู่ในกรุงเทพฯ เป็นส่วน มาก  แต่ว่าถึงแม้จะรู้ภาษาบาลี สอบไล่ได้เปรียญหลายประโยค แต่ไม่ได้ใช้ความรู้นั้นเพื่อการศึกษา ค้นคว้าคัมภีร์ในทางพระศาสนา เพื่อให้เข้าถึงปริยัติที่ถูกต้อง เอาความรู้นั้นเก็บไว้เฉยๆ แล้วก็ไปใช้ เวลาในเรื่องอื่นเสียเป็นส่วนมาก เช่นเวลาไปในเรื่องการเป็นหมอบ้าง เช่นเป็นหมอดูเป็นตัวอย่าง  พระเรานี่ชอบเป็นพระหมอดูกันทั่วๆ  ไป เปรียญเก้าประโยค แต่ไม่ศึกษาพระบาลีเพื่อให้ค้นคว้าพระ ไตรปิฏก แต่เอาความรู้นั้นเป็นเครื่องประดับเกียรติ ว่าเป็นเปรียญเก้า แล้วก็ไปนั่งดูตำราหมอตำรา โหราศาสตร์  เพื่อให้คนมาหามากๆ แล้วจะได้ลาภผลจากสิ่งเหลวไหลนั้น เรียกว่ามีอาชีพเป็นหมอดู ไป เรียนวิชาแล้วไม่ใช้วิชาเพื่อประโยชน์ในทางพระศาสนา ทีนี้การปฏิบัติก็เหมือนกัน  คนโบราณเคยกระทำมาอย่างไรในสำนักใด ลูกศิษย์ก็รับมาอย่างนั้น  เมื่อสมัยเป็นพระเรียนหนังสือที่กรุงเทพฯ ได้พบกับพระหนุ่มองค์หนึ่งเขาบอกว่า เขาจะเจริญวิปัสสนา  อาตมาก็ถามว่า ไหนเจริญอย่างไร ทำอะไรก่อน เขาก็บอกว่า เวลานี้กำลังท่องหนังสือ ถามว่าท่อง เรื่องอะไร  ท่องพระพุทธคุณถอยหลัง  คือว่า  "อิติปิโส  ภควา"  นี่เรียกว่า ว่าไปตามอักขระวิธี  แล้วทีนี้ว่าถอยหลังให้กลับหลังหมดเลย เลยบอกว่า ที่ว่าไปตามเรื่องนี่ก็ไม่เข้าใจ แล้วไปว่าถอยหลัง มันจะเข้าใจได้อย่างไร เขาบอกว่าอาจารย์สอนให้ว่าอย่างนี้ นี่แหละคือความผิดในเรื่องการภาวนา  เลยถามต่อไปว่า เวลาจะเจริญภาวนาต้องทำอย่างไร เขาบอกว่า มีเรื่องหลายเรื่อง เช่นต้องตั้งขัน น้ำมนต์ เอาเงินใส่ในบาตรสามบาท มีสิ่งนี้สิ่งโน้นมีด้ายสายสิญจน์เป็นเครื่องประกอบ แล้วก็ต้องรอวัน ดีคืนดี อาจารย์จึงจะสอนวิชานี้ให้ ฟังๆดูแล้วก็รู้สึกว่า ห่างไกลจากความรู้น้อยๆ ที่ได้รับมาจากหนังสือ สมัยนั้นมันก็ยังรู้น้อยอยู่  แต่ก็ยังพอมองเห็นว่า ห่างเหลือเกิน ไม่เข้าใกล้จุดหมายที่พระพุทธเจ้าท่าน วางไว้ ก็นึกอยู่ในใจว่า วันหนึ่งจะต้องศึกษาให้มาไปกว่านี้ แล้วก็สังเกตดูเรื่อยๆ มา ว่าอาจารย์ใน ทางด้านภาวนานั้น  มักจะออกไปนอกทางเสมอ เช่นว่าได้ฝึกจิตพอสมควร เสร็จแล้วก็เอาความเป็น สมาธิที่ตนมีนั้นไปใช้ในเรื่องอะไรก็ไม่รู้ เมื่อปีกลายนี้ไปอินเดีย   แล้วก็มีพระไปด้วยองค์หนึ่ง  ผู้ที่นำไปนั้นเขาบอกว่า  เอาหลวงพ่อ มาด้วยองค์หนึ่ง  หลวงพ่อองค์นั้นนั่งเพ่งสมาธิมาสามสิบปีแล้ว ว่าอย่างนั้น ถามว่าเพ่งทำอะไร เพ่ง เพื่อให้รู้ว่าเลขหวยมันจะออกเลขอะไร   ทีนี้เมื่อได้ฟังเช่นนั้นก็คิดว่า   พุทโธ่เสียเวลาตั้งสามสิบปี  เรียกว่ามันโง่มาสามสิบปี  ไปอินเดียคราวนี้จะลองคุยกันหน่อย เลยก็เดินทางไปด้วยกันก็ชวนคุยชวน สนทนาไปด้วยกัน  ปีก่อนไม่ใช่ปีที่ไปยกช่อฟ้าปีนั้น  ลองคุยลองสนทนากันในเรื่องอะไรต่างๆ  เลยก็ บอกตรงๆว่า มาถึงที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้แล้ว ทิ้งความโง่ไว้เสียทีเถอะ พระพุทธเจ้าท่านยังทิ้งเลย คือ เมื่อก่อนนี้ไปบำเพ็ญทุกรกิริยา ทรมานพระกายให้ลำบาก นึกว่าจะเป็นหนทางแห่งความพ้นทุกข์ แต่เมื่อ ปฏิบัติไปแล้วก็พบความจริงว่า  ไม่ได้เรื่องอะไร เหนื่อยเปล่า ร่างกายผ่ายผอม ไม่ได้รับประโยชน์  เลยกลับมาเสวยพระกระยาหาร  ทำความเพียรในรูปใหม่ต่อไป  จนได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า พระ พุทธเจ้าท่านยังทิ้งสิ่งที่ไม่ถูก  เราลูกศิษย์ของพระพุทธเจ้า  ได้เดินผิดมาตั้งหลายสิบปีแล้ว มาถึงต้น โพธิ์แล้วก็ทิ้งเสียเถอะ  กับไปวัดอย่าไปนั่งแบบนั้นต่อไป แต่ไปนั่งคิดค้นในเรื่องอะไรๆ ที่เป็นการถูก ต้องกันดีกว่า ถ้าหากว่าโยมอ่านหนังสือพิมพ์บางฉบับ  เขาลงเรื่องพระเครื่อง แล้วมักจะโฆษณาว่า พระอา จารย์องค์นี้เก่งทางวิปัสสนา อ่านแล้วมันตรงกันข้าม คือว่าถ้าเก่งวิปัสสนานี่ไม่ไปเสกพระเครื่อง ไม่ ไปเสกพระเครื่องรางของขลัง  ไม่ทำสิ่งเหลวไหลในเรื่องสีลัพพตประมาส แต่ที่ไปทำเรื่องอย่างนั้น อยู่ แสดงว่า ยังไม่เดินเฉียดวิปัสสนาเข้าไปเลย อย่าว่าเข้าถึงเลย เฉียดเข้าไปก็ยังไม่ได้ แล้วจะ เรียกว่า อาจารย์วิปัสสนา พระวิปัสสนาจารย์ก็ไม่ได้ แต่เป็นอาจารย์ที่งมงายอยู่เท่านั้นเอง เอากำ ลังจิตที่ตนได้มานิดหน่อยจากการนั่งภาวนาไปใช้เพ่งในสิ่งที่เป็นวัตถุ  เช่นไปเสกลูกอม  เสกตะกรุด  เสกน้ำมนต์น้ำพรอะไรอย่างนี้  ซึ่งมันไม่ใช่เรื่องของพระพุทธศาสนา  ไม่ใช่คำสอนของพระพุทธเจ้า  แต่เป็นเรื่องที่แทรกแซงเข้ามาในตอนหลัง อันนั้นไม่ใช่เรื่องของวิปัสสนา อาตมาอ่านพบบ่อยๆ หลวง พ่อนั่นหลวงพ่อนี่  บอกว่าเก่งทางวิปัสสนา  เก่งทางวิทยาคม  ไสยศาสตร์ ยิ่งไปใหญ่เลย ถ้าความ เก่งทางไสยศาสตร์  ทางวิทยาคมเหลวไหลเข้าไปด้วย อาจารย์ยิ่งเสียชื่อหนักเข้าไปอีก ถ้าผู้รู้อ่าน เข้า  แต่คนโง่อ่านไม่เป็นไร  อ่านแล้วก็ชอบไปเท่านั้นเอง อันนี้คือความหลงผิดในเรื่องนี้จึงใคร่จะ บอกญาติโยมทั้งหลายเสียให้เข้าใจเสียใหม่ว่า นักวิปัสสนานั้นจะไปทำพิธีอะไรอย่างนั้นไม่ได้ เพราะ นักวิปัสสนาต้องมีปัญญา     มีความเข้าใจถูกต้องในหลักคำสอนในทางพระพุทธศาสนา    จะไปทำ เรื่องอย่างนั้นไม่ถูกต้อง คราวหนึ่ง  มีการประชุมอาจารย์วิปัสสนาที่วัดมหาธาตุ  มากทีเดียว  เป็นร้อย  ท่านเจ้าคุณ พิมลธรรมในสมัยนั้นก็ยังนึกถึงอาตมาอยู่  นิมนต์ให้ไปปาฐกถาให้อาจารย์ฟัง ก็ไปพูดกันตามเรื่องตาม ราว  พูดเสร็จก็เตือนในตอนท้ายว่า ระวังพวกเราที่เป็นพระอาจารย์วิปัสสนา อย่าไปโง่เป็นอันขาด  ต้องเดินให้มันถูกทาง ถ้าหากว่าโง่ เขาก็เอาอาจารย์นี่ให้ไปนั่งปลุกเสกพระเครื่องรางของขลัง อะ ไรต่างๆ  มันเสียเกียรติของนักวิปัสสนา  ที่พูดออกไปเช่นนั้นเพราะรู้อยู่ว่า ในวันพรุ่งนี้เขาจะมีการ เสกใหญ่ที่วัดมหาธาตุ  โดยใช้อาจารย์ที่มาประชุมเป็นร้อยๆ  นี่แหละเป็นเครื่องโฆษณาว่า  เครื่อง รางชุดนี้ ได้เสกด้วยอาจารย์วิปัสสนานับร้อยองค์ขึ้นไป อาตมาก็เลยเตือนไว้ แต่ว่าเตือนก็ไม่เกิดประ โยชน์อะไร เพราะว่าเขาเตรียมพร้อมแล้วที่จะทำอย่างนั้น แต่เตือนในฐานะเป็นพุทธบุตรเท่านั้นเอง  ว่าทำหน้าที่ให้มันถูกต้อง เตือนให้เขารู้กัน อันนี้แหละเป็นเรื่องที่ญาติโยมจะต้องเข้าใจ ผู้เจริญวิปัสสนา  ไม่ใช่ผู้เรียนวิชาปลุกเสก ไม่ใช่วิชาอำนาจจิตในทางขลัง หรือในทางเพ่งดู ดาวดูเดือน  ดูเคราะห์ดูโชคอะไรอย่างนั้น  แต่เรียนวิปัสสนาเพื่อให้รู้แจ้งเห็นจริง  ในสิ่งทั้งหลาย ตามสภาพที่เป็นจริง ก็สิ่งทั้งหลายตามสภาพที่เป็นจริง ที่นักวิปัสสนาควรศึกษานั้นเรื่องอะไร ถ้าเราไป อ่านในวิปัสสนาภูมิท่านก็สอนเรื่อง  รูปัง  อนิจจัง เวทนา อนิจจา สัญญา อนิจจา สังขารา อนิจจา  เป็นต้นเป็นตัวอย่าง  คือให้พิจารณาในเรื่องรูป  เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ หรือ รูปนาม หลัก ของวิปัสสนานั้นพิจารณานามรูป  นามรูปก็คือเรื่องของตัวเราทั้งหมด ร่างกายของเรานี้ประกอบด้วย กาย กับใจ กายกับใจนี้ในภาษาพระท่านเรียกว่า รูปกับนาม รูปก็คือร่างกายทั้งหมด นามก็คือจิตของ เราที่มีหน้าที่นึกคิดกำหนดจดจำในเรื่องอะไรต่างๆ   รูปนามรวมกันอยู่ก็เรียกว่ามีชีวิต   ถ้ารูปนาม แยกออกจากกันก็เรียกว่าไม่มีชีวิต  ที่เรียกว่าคนตาย  คนตายก็คือว่า นามไม่มี มีแต่รูป คือร่างกาย  นามนั้นหายไปเสียแล้ว ทีนี้ถ้านามรูปยังอยู่ก็เรียกว่ายังมีชีวิต ทีนี้ท่านให้พิจารณาเรื่องนี้ เรื่องนามรูป  โดยแยกออกเป็นส่วนๆ  แยกออกเป็นห้า  คือ  รูป  เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เมื่อตะกี้นี้ญาติ โยมสวดมนต์ในตอนที่เรียกว่า  ปัจจเวกขณ์ในตอนปลาย  เราก็สวดว่า  รูปัง  อนิจจัง รูปไม่เที่ยง  เวทนา  อนิจจา  เวทนาไม่เที่ยง สัญญา อนิจจา สัญญาไม่เที่ยง สังขารา อนิจจา สังขารไม่เที่ยง  วิญญาณัง อนิจจัง วิญญาณไม่เที่ยง รูปัง อนัตตา รูปไม่ใช่ตัวตน เวทนาไม่ใช่ตัวตน สัญญาไม่ใช่ตัวตน  สังขารไม่ใช่ตัวตน   อันนี้แหละเป็นบทตั้งของวิปัสสนา  คือผู้เจริญวิปัสสนาต้องมาคิดในหลักสามประ การอย่างนี้  คือในแง่กฎธรรมดา กฎธรรมดานั้นก็คืออนิจจัง ความไม่เที่ยง ทุกขังความทุกข์ อนัตตา  ความเป็นอนัตตา  ที่เราเรียกว่า อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา สามอย่างนี้เป็นบทฝึกหัดสำหรับผู้เจริญวิปัส สนา คือต้องเอาร่างกายพิจารณา ในแง่นี้ ในแง่ว่าไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ทำไม่จึงสอนให้พิจารณาในเรื่องนี้  ก็เพื่อถอนความยึดมั่นถือมั่น  ความหลงใหลมัวเมาในร่าง กาย  ว่าเป็นของเที่ยง ว่าเป็นสุข ว่าเป็นตัวตนที่ถาวร เพื่อให้เห็นตามสภาพที่เป็นจริงว่า ไม่เที่ยง  มันเป็นทุกข์อยู่ตลอดเวลา มันไม่มีอะไรที่เรียกว่าเป็นเนื้อแท้ในตัวของมันเอง ให้พิจารณาอย่างนี้ เพื่อ ถอนความยึดมั่นถือมั่นว่าเป็นตัวเราของเราออกไป เพราะตราบใดที่เรายังมีความยึดมั่นถือมั่น เราก็ มีความทุกข์เรื่อยไป  ทุกข์เกิดขึ้นจากตัณหาคือความอยาก  อยากได้อยากมี อยากเป็นในเรื่องอะไร ต่างๆ  เมื่อไม่สมใจก็เป็นทุกข์มีความเดือดร้อนใจ ถ้าได้มาสมใจก็ไม่ใช่ว่ามีความสุข แต่มีความทุกข์ ตามมา สิ่งที่เกิดจากอามิสคือวัตถุเครื่องล่อเครื่องจูงใจนั้น มีความสุขเท่าใด ก็มีความทุกข์มากเท่านั้น ยกตัวอย่างให้เห็นง่ายๆ  เช่นเราได้เงินได้ทองได้ข้าวได้ของมาใช้  เวลาเราได้มาเราก็ดีใจ ถ้า สมมติของนั้นเสียไปหายไป เรารู้สึกอย่างไร ทุกคนมองเห็นว่าเป็นทุกข์มีความไม่สบายใจ สิ่งใดเรา รักมาก  เวลาเสียมันก็ทุกข์มาก  ถ้าเรารักน้อยเราก็มีความทุกข์น้อย ในแง่ความจริงสิ่งใดที่เราไม่ รักมันเลย  ถึงมันจะแตกจะหักไปเราก็เฉยๆ  เราไม่รู้สึกอย่างไร จิตใจของคนเรานั้นมักจะเข้าไป ติดพันอยู่ในสิ่งที่ไม่ใช่วัตถุด้วยประการต่างๆ  บ้าง ติดพันอยู่ในสิ่งที่ไม่ใช่วัตถุบ้าง เช่นติดพันในความ สุขความสบายที่เกิดขึ้นในจิตใจของเรา อันนี้แหละเป็นเหตุให้เกิดความทุกข์ความเดือดร้อนในชีวิตประ จำวันของเรา ในทางพระพุทธศาสนาสอนให้เราทำลายความทุกข์ การทำลายความทุกข์  ต้องทำลายเหตุของความทุกข์ ทีนี้เหตุของความทุกข์นั้นต้องทำลายด้วย ปัญญา ท่านจึงสอนให้เจริญวิปัสสนา คือคิดค้นในเรื่องอะไรต่างๆ การเจริญวิปัสสนานั้นไม่ต้องไปนั่งที่ ไหนก็ได้  อยู่ในบ้านเราก็พิจารณาได้  สมัยก่อนนี้ถ้าดูชีวิตของพระอรหันต์  ทั้งที่เป็นผู้ชายผู้หญิง  ที่ ท่านประสบในชีวิตประจำวัน  แล้วเอาสิ่งนั้นมาพิจารณาเรื่อยๆ  ไป  ผลที่สุดก็ปล่อยวางได้ เช่นคน บางคนในขณะต้มน้ำอยู่ในโรงไฟ  แล้วไฟมันลุกขึ้นแล้วก็มอดลงไป  พอใส่ฟืนเข้าไปแล้ว  มันก็ลุกขึ้น แล้วก็มอดลงไป  ท่านเอาเปลวเพลิงที่ได้เห็นนั้นมาพิจารณาว่า ไฟนี้มันลุกขึ้นเมื่อได้เชื้อ มันโพลงขึ้น เมื่อมีเชื้อมาก  พอหมดเชื้อมันก็แวบลงไป ฉันใด อะไรๆ ในชีวิตของเรานี้ก็เหมือนกัน เมื่อมันมีการ เกิดขึ้นแล้วก็มีการดับไปเป็นธรรมดา  นำเรื่องนี้มาพิจารณาแล้วก็ได้ความจริงเรียกว่า  ได้วิปัสสนา  หมายความว่ารู้แจ้งเห็นจริงในสิ่งนั้นตามสภาพที่เป็นจริง ก็ปล่อยวางความยึดมั่นถือมั่น จิตใจก็หลุดพ้น ไปจากความทุกข์ความเดือดร้อนได้ พระบางรูปเวลาฝนตก เราจะสังเกตเห็นเวลาฝนตก น้ำที่ตกลงมา จากชายคา แล้วมันมีน้ำขังอยู่ เมื่อน้ำขังอยู่น้ำที่ลงมาใหม่ก็เกิดเป็นฟองขึ้นแล้วมันก็หายไป ท่านก็นั่งดู ฟองน้ำนั้น  มันเกิดขึ้นแล้วมันหายไป  มันเกิดขึ้นแล้วมันหายไป ก็เอามาพิจารณาถึงสิ่งอื่นว่า อ้อ สิ่ง ต่างๆ นี้มันมีการเกิดดับๆ เหมือนกับฟองน้ำนี้เอง แล้วก็พิจารณาตามแนวนั้น ปล่อยวางจิตใจ ไม่ยึดถือ มั่นก็พ้นไปจากความทุกข์ความเดือดร้อน อันนี้เป็นตัวอย่างง่ายๆ ซึ่งท่านใช้ชีวิตประจำวันของท่าน เอา เรื่องนี้มาพิจารณา ก็ในชีวิตของเราแต่ละคนนั้น    สิ่งต่างๆ    ซึ่งน่าจะเป็นบทเรียนแก่ชีวิตของเรา   มีมาก มายก่ายกอง  ตัวอย่าง เช่นว่าเราเกิดเจ็บป่วยด้วยเรื่องอะไรก็ตาม ร่างกายไม่สบาย ต้องนอนอยู่ บนเตียง  เวลานั้นแหละเป็นเวลาที่เหมาะสำหรับการเจริญภาวนา ในเรื่องวิปัสสนาแล้ว เพราะว่า บทเรียนมีอยู่กับตัวเราเอง  อยู่รอบๆ ตัวเรา เช่นเราไปโรงพยาบาล บทเรียนอยู่เต็มไปหมด เรา ได้เห็นคนเจ็บมากมาย และเราก็เป็นผู้ร่วมในความเจ็บนั้นด้วย เราก็ไปนอนอยุู่บนเตียง หมอมีหน้าที่ รักษากายของเรา เรารักษาเองไม่ได้ เพราะเราไม่ใช่หมอ ไม่มีความรู้ในเรื่องยาเรื่องโรค หมอ เขารู้ เขาก็รักษาไปฉีดยาไปตามเรื่อง แต่ว่าเรื่องจิตนั้นเราต้องรักษาของเราเอง และเป็นเวลาที่ เหมาะที่สุด  ที่เราจะได้รักษาจิตของเราในขณะนั้น  เพราะเป็นเวลาใกล้ต่ออันตราย ผู้ที่ใกล้ต่ออัน ตรายนี่ควรจะถือโอกาสนั้น  ศึกษาเรื่องชีวิตให้ถูกต้อง เพื่อกำจัดปัดเป่าความทุกข์ความเดือดร้อนให้ หมดไป   ตกกระใดพลอยโจนหลุดพ้นจากความทุกข์ไปเลยก็ได้  การพิจารณานั้นก็คือพิจารณาว่าร่าง กายของเรานี้ พระท่านว่าอย่างใด พระพุทธเจ้าท่านบอกว่า มันไม่เที่ยง เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไปตลอด เวลา มันมีอยู่สามขณะเท่านั้น คือเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไปตลอดเวลา แต่ว่าเรามองไม่เห็นว่าเป็นเช่นนั้น ก็เพราะว่าความเกิด  ความตั้งอยู่ ความดับไปนั้นมันเร็วเหลือเกิน เร็วกว่าอะไรๆ ทั้งหมด เราจึง ไม่สามารถแยกออกไปได้ ว่ามันเกิดขึ้น ตั้งอยู่ดับไปในขณะอย่างไร ความจริงมันเป็นเช่นนั้น เราก็พิ จารณาว่าร่างกายนี้  มันประกอบด้วยอะไร ท่านให้พิจารณาว่า ร่างกายนี้ประกอบด้วยวัตถุธาตุมีประ การต่างๆ เช่นว่าธาตุสี่ คือธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุลม ธาตุไฟ เอามาประสมปรุงแต่งกันเข้า สิ่งนี้เป็น ต้นเป็นประธาน แต่ความจริงแล้วไม่ใช่ มีแต่เพียงธาตุสี่ นักวิทยาศาสตร์สมัยใหม่เขาแยกแยะแล้ว ว่า ในร่างกายของมนุษย์มีธาตุอะไรๆ อยู่มากมายหลายประการ แยกออกไปได้หลายอย่าง แต่พระผู้มีพระ ภาคเจ้าไม่ต้องการให้เราฉลาดในเรื่องธาตุนั้นมากเกินไป  ต้องการให้รู้แต่เพียงว่า ร่างกายนี้เป็น ของประสมปรุงแต่งขึ้นจากสิ่งต่างๆ  จึงใช้ศัพท์ในภาษาบาลีว่า  สังขาร คำว่า สังขาร ให้โยมเข้า ใจว่า  สิ่งที่เกิดขึ้นจากการปรุงแต่ง  ไม่ว่าจะเป็นคนเป็นสัตว์เป็นต้นไม้ เป็นวัตถุสิ่งของที่เราใช้อยู่ ทุกวันเวลา สิ่งเหล่านี้เรียกว่าสังขารทั้งสิ้น มันเกิดจากการปรุงแต่งทั้งนั้น ก็สิ่งใดก็ตามที่เกิดจากการปรุงแต่ง เมื่อส่วนที่เข้ามาปรุงแต่งนั้นยังพร้อมเพรียงอยู่ สิ่งนั้นก็เป็น ไปได้  แต่ถ้าส่วนที่เข้ามาปรุงแต่งนั้นเกิดไม่พร้อมมันก็ต้องแตกดับเป็นธรรมดา รถยนต์ที่เราใช้ไปมา บางคราวสตาร์ทไม่ติด  ที่สตาร์ทไม่ติดนั้นแสดงว่า เครื่องปรุงแต่งมันบกพร่อง ไฟไม่มีบ้าง น้ำมันไม่ ส่งมาบ้าง  หรือว่ามันมามากเกินไปบ้าง  เรียกว่ามันล้นไป  สตาร์ทไม่ติด  อะไรต่างๆ นี้แสดงว่า  เครื่องปรุงแต่งมันไม่พร้อม  แต่ถ้าเครื่องปรุงแต่งมันพร้อมมันก็ติดได้ทันท่วงที และเมื่อเครื่องปรุงมัน หมดมันก็ดับเหมือนกัน ขับไปๆ ถ้าคนขับประมาท เวลาขับรถไม่ดูน้ำมันหมดกลางทาง เลยเดือดร้อนกัน ขึ้น  แสดงว่ามันหมดปัจจัย  มันก็แตกดับไปในตอนนั้น  ร่างกายเรานี้ก็เหมือนกัน  อาศัยเครื่องปรุง แต่งสมบูรณ์เราสบาย คนที่มีสุขภาพดีไม่เจ็บไม่ไข้ ก็แสดงว่าการปรุงแต่งนั้นเรียบร้อย เรียบร้อยมาตั้ง แต่เกิด ก็สืบเนื่องมาจากมารดาบิดา มารดาบิดาของเราเป็นคนไม่มีโรคประจำตัว สุขภาพดีอนามัยดี  ที่ดีนั้นเขาเรียกว่า เป็นบุญ คือว่าท่านทำแต่ความดี รู้จักรักษาชีวิตรู้จักรักษาร่างกาย ไม่ทำอะไรที่เป็น เหตุให้ร่างกายได้รับทุกข์รับโทษ ก็มีความเป็นปกติถ่ายทอดมาถึงลูกถึงหลาน ก็มีสภาพเป็นปกติอย่างนั้น เรียกว่ามาด้วยบุญ ครอบครัวใดบิดามารดาเรียบร้อย ขออภัยเถอะเช่นบิดาชอบเที่ยวหาความสนุกใน ที่ต่างๆ ขี้เหล้าเมายา ร่างกายไม่แข็งแรง ลูกออกมาก็ไม่ค่อยจะเรียบร้อย เมื่อสุขภาพไม่ดี จิตใจก็ ไม่ดี อันนี้ก็มีตัวอย่างอยู่ถมไป นี่เป็นเครื่องสืบต่อ เขาเรียกว่า อาศัยบุญอาศัยบาปของพ่อแม่ที่ได้กระ ทำไว้ จึงได้เกิดมาในสภาพเช่นนั้น ร่างกายนี้เมื่อส่วนประกอบพร้อมก็ปกติดี  พอส่วนประกอบไม่พร้อมก็ติดขัดนั่นติดขัดนี่ ก็เป็นโรค เป็นภัยจากภายในบ้าง  จากภายนอกบ้าง  มีอยู่ทั่วๆ  ไป อันนี้ไม่ใช่เป็นแต่เราคนเดียว แต่ว่าเป็น แก่คนทั่วไปเป็นจำนวนมาก  ถ้าเราไป โรงบาลตอนเช้า เช่นที่ศิริราช จุฬาลงกรณ์ รามาก็ตาม จะ เห็นว่าเหมือนกับตลาดนัดน้อยๆ   เขามากันมากจริงต้องแย่งกันไปเพื่อเข้ารับบัตรให้หมอตรวจ  ยิ่ง โรงพยาบาลประสาทให้แก่ตัวเสียแล้ว  ก็เพราะต้องไปตั้งแต่ยังไม่สว่าง แล้วก็ไปนั่งรับเหรียญแล้วก็ เข้าไปหาหมอ คอยหมอ ช่องทางที่จะให้เกิดโรคประสาททั้งนั้น ถ้าผู้นั้นไม่ได้เรียนรูปการรักษาจิตใว้ บ้าง  ก็จะเป็นมากขึ้น แต่ถ้าเรียนรู้เรื่องการรักษาจิตก็จะไม่เป็นโรคประสาท คนเป็นโรคประสาทนี่ เกิดจากการไม่รู้จักรักษาจิตของตน ไม่เรียนวิปัสสนาว่าอย่างนั้นเถอะ เลยเป็นโรคประสาทขึ้นมา ถ้า เรียนวิปัสสนาไว้บ้าง ก็ไม่มีโรคประสาท คือเป็นคนปลงตกเห็นอะไรก็รู้ว่ามันคืออะไร ไม่หลงใหลมัว เมาในสิ่งนั้น จิตใจก็สบาย เวลาเราไปนอนป่วยที่โรงพยาบาล  เราก็มองไปคิดไป  พิจารณาไป แล้วใจก็จะสบาย การ รักษาเป็นหน้าที่ของเขาในร่างกาย  แต่การรักษาจิตนั้น  เราต้องรักษาเอง ก็ทำจิตให้ไม่วิตกกังวล  ไม่มีความหวาดกลัว  สมมติว่า  โรคมันหนักแล้วก็อาจถึงแก่ความตายก็ได้  อย่ากลัวตาย เพราะมัน เรื่องธรรมดา ถ้าเราเจริญวิปัสสนาก็จะมองเห็นว่ามันเรื่องธรรมดา การแตกดับนี้เป็นเรื่องธรรมดา  ต้นไม้ที่เราเอามาปลูกไว้ในบ้านมันออกดอก ดอกเล็กๆ เรียกว่าตูม แย้ม บาน แล้วมันก็ร่วงหมดไปๆ  ไม่ใช่ร่วงแต่ดอก  ใบก็ร่วง บางทีต้นมันก็เฉาตายไปด้วย เพราะคนรดน้ำไม่เอาใจใส่ หรือไม่ใส่ปุ๋ย  ขาดปัจจัยเครื่องปรุงแต่ง  ต้นไม้นั้นก็แตกดับไป ชีวิตร่างกายเราก็เหมือนกับต้นไม้ ซึ่งจะต้องแตกดับ เหมือนกัน  ไม่มีอะไรที่เรียกว่า  คงทนถาวร อยู่ในสภาพที่คงทนถาวร อยู่ในสภาพที่เป็นอยู่อย่างนั้น เสมอไป พระพุทธเจ้าท่านจึงบอกว่า ไม่เที่ยง เรื่องไม่เที่ยงนี่เราพิจารณาได้ง่าย คือหมายความว่า  เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา  คล้ายๆ กับกระแสน้ำ กระแสคลื่น มันไม่หยุด กระแสน้ำก็ไหลไม่หยุดยั้ง เลย  ไหลอยู่ตลอดเวลา  กระแสคลื่นก็เป็นคลื่นอยู่ตลอดเวลา กระแสลมก็เคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา  กระแสของร่างกายชีวิตของเรามันก็ไหลเรื่อยไปตลอดเวลา      ไหลไปจนกระทั่งถึงจุดจบของมัน  จุดจบนั้นไม่เท่ากัน  ไม่ใช่ว่าจุดเดียวกันเสมอไป บางคนอายุยืนเจ็ดสิบแปดสิบปีก็ยังแข็งแรง เก้าสิบ ปีก็ยังแข็งแรง อาตมารู้จักอุบาสกคนหนึ่ง เวลานี้เก้าสิบเจ็ดปียังแข็งแรง เวลานี้เก้าสิบแปดแล้ว ยัง คุยธรรมะเสียงดังอยู่  เพื่อนยังรำคาญอยู่เวลาคุยทีไร  คุยเสียงดังทุกทีเวลาคุย เก้าสิบแปดแล้วยัง เสียงดังอยู่ แล้วไม่เคยเจ็บป่วยไม่เคยไปโรงพยาบาล พบอุบาสิกาคนหนึ่งที่เชียงใหม่ก็เหมือนกัน อายุเก้าสิบแปดแล้วเหมือนกัน ไม่เคยไปหาหมอ ไม่ เคยไปโรงพยาบาล จนหมอบอกว่า ถ้าคนเมืองเชียงใหม่เป็นเหมือนคุณแม่ โรงพยาบาลล้มกันเท่านั้น เอง คือไม่มีใครป่วย คนนั้นแกไม่เคยไป อาตมาขึ้นไปทีไรก็มักจะไปเยี่ยมเสมอ อย่างนั้นยังพูดจ้ออยู่ เหมือนเดิม อ่านหนังสือตัวเล็กยังได้ เช่นหนังสือพิมพ์ตัวเล็กๆ เหมือนเดลินิวส์ก็ยังอ่านได้ ไม่ต้องใส แว่น บอกว่าโยมเคยใช้แว่นไหม ตั้งแต่เกิดมายั้งไม่รู้จักแว่น อายุแกยืน แต่ว่าวันหนึ่งก็ต้องจบเหมือน กัน พระท่านจึงบอกว่าแม้จะยั้งยืนก็ไม่เกินร้อยปี ถึงเกินร้อยก็ต้องตายเพราะสังขารมันมี ออย่างนี้เป็น ธรรมดา  นี่คือความไม่เที่ยงมันไหลไปเรื่อยไปก็ถึงจุดจบสักวันหนึ่ง  เวลาใดที่เรามีความเจ็บไข้ได้ ป่วย   เราก็พิจารณาเตือนใจอย่างนี้  มองให้เห็นว่ามันเป็นเรื่องธรรมดาที่เราฝืนไม่ได้  แก้ไขได้ พอสมควร บางอย่างแก้ไขได้บางอย่างแก้ไขไม่ได้เช่น โรคบางอย่างพอแก้ได้ บางอย่างก็แก้ไม่ไหว  ถ้าแก้ไม่ไหวเราก็ต้องตาย  ให้ตายด้วยความสบายใจ  ตายด้วยใจที่สงบ อย่าตายด้วยความวิตกกัง วลวุ่นวายใจคิดนั้นคิดนี่อะไรต่างๆ  คนเราเวลาเจ็บหนักใกล้ตายมักจะวุ่นวาย  วุ่นวายเรื่องอะไร  คิดถึงลูก  ลูกโตแล้วคิดถึง หลานต่อไป นี่เขาเรียกว่าแบกภาระไม่จบไม่สิ้น เลี้ยงลูกแล้วยังตามไปเลี้ยงหลานอีก ถ้าอายุยืนก็จะ ตามไปเลี้ยงเหลนอีกคนเรียกว่าคิดถึง ลูกโตแล้วคิดถึงหลานน้อยๆเที่ยวคิดไปให้มันยุ่งไป คิดถึงทรัพย์ สมบัติเงินทองข้าวของที่หาไว้ ทำไมจึงคิดถึงอย่างนั้น ก็เพราะเราหลงผิดนั้นเอง คือไปยึดติดว่าสิ่งนั้น เป็นของเรา  พระท่านบอกว่าตัวเราก็ไม่เป็นตัวเราอยู่แล้ว แล้วของภายนอกจะเป็นของเราขึ้นมาไ ด้อย่างไรแม้ตัวเรามันไม่เป็นของเราร่างกายเราเราห้ามได้ไหม บังคับได้ไหมว่าจงเป็นอย่างนั้นจง เป็นอย่างนี้ บอกว่าอย่าแก่ได้ไหม ผมออย่าหงอก ฟันอย่าหลุด หนังหย่าเหี่ยว อย่าเจ็บอย่าไข้อย่าเป็น อย่างนั้นอย่างนี้     ไม่มีทำได้เพราะมันไม่อยู่ในอำนาจของเรา    มันเป็นเรื่องธรรมชาติที่ต้องไป ตามอย่างนั้น   เราอย่าไปเที่ยวหลงผิดเข้าใจผิด   อย่าไปยึดว่าตัวตนเป็นของเราไห้เกิดปัญหาคือ  ความทุกข์ความเดือดร้อน   แต่เราเรียนรู้ว่านี่เป็นธรรมดาของชีวิตที่จะต้องเป็นอย่างนี้   สมมติว่า ผมหงอกสักเส้นหนึ่งก็บอกตัวเองว่าธรรมดามันเป็นอย่างนี้  ฟันปวดก็นึกว่ามันเป็นอย่างนี้  ก็ไปรักษา ตามหน้าที่ ถ้าว่ารักษาไม่หายก็ไปหาหมอฟันให้ถอนออกเสียสักทีอ้ายซี่นี่มันปวดเต็มที่แล้ว ถอนออกไปก็ หมดเรื่อง  เราไม่ต้องไปอาลัยใส่ฟันใหม่เข้าไปไว้  ฟันใหม่มันก็ไม่ถาวรเหมือนกันหรอก  นึกไปใน รูปอย่างนั้นเกี่ยวกับความเปลี่ยนแปลงของร่างกาย  ทรัพย์สินเงินทองก็เหมือนกัน  เราเกิดมาในโลกก็อยู่ไป  ทำงานทำการตามหน้าที่ ก็ได้ผลจาก การปฏิบัติงานตามหน้าที่ มากหรือน้อยตามสติปัญญาความสามารถที่เราลงทุนไปในการปฎิบัติงานนั้นๆ พระ ท่านไม่ว่าอะไร ท่านส่งเสริมให้ทุกคนทำงาน ให้ทุกคนใช้ชีวิตให้เป็นประโยชน์ แต่ท่านเตือนว่า อย่า ไปยึดมั่นถือมั่นในสิ่งเหล่านั้นจนเป็นทุกข์ ทำงานก็อย่าทำให้เป็นทุกข์ มีเงินมีทองก็มีได้ แต่อย่ามีให้เป็น ทุกข์ มียศฐาบรรดาศักดิ์ ได้รับพระราชทานเหรียญตรา สายสะพาย เป็นนั้นเป็นนี่ ก็อย่าเป็นให้มันเกิด ความทุกข์ความเดือดร้อน  อย่างนี้เรียกว่า เป็นผู้มีความฉลาด รู้จักใช้ธรรมะเป็นเครื่องแก้ไขปัญหา ชีวิต ความทุกข์ที่จะเกิดมันก็น้อยไป เวลาได้เราก็ไม่ดีใจ เพราะนึกแต่เพียงว่ามันเป็นเรื่องธรรมดา  เกิดมาก็ต้องพบสิ่งนั้นสิ่งนี้  พบแล้วมันก็ต้องจากกัน  เพราะสิ่งทั้งหลายในโลกนี้ไม่มีอะไรที่จะเป็นสิ่ง เดียวมันคู่กันอยู่ทั้งนั้น  มีมืดมีสว่าง มีกลางวันมีกลางคืน มีสูงมีต่ำ มีดำมีขาว มียาวมีสั้น มีแล้วก็ไม่มี  มีพบแล้วก็ต้องจากกัน เงินทองที่เราได้มาไม่เท่าใดมันก็จากไปด้วยเราใช้มันไป หรือบางทีมันไม่จาก ไปเพราะเราใช้แต่คนอื่นมาขโมยไปใช้เสีย  เขาเอาไปแล้วก็แล้วกันไป เราจะไปทุกข์ร้อนอะไรใน เรื่องนั้น  จะไปเสียอกเสียใจอะไร เพราะว่าเขาเอาไปแล้วก็ช่างมันเถอะ นึกว่าเออช่างมันเถอะ  ถ้านึกตามแบบคนโบราณก็เออชาติก่อนเราคงจะไปเอาของเขามา  ชาตินี้ก็ให้เขาไป นี่อุบาย อุบาย เพื่อให้ปลงเท่านั้นเอง ให้ปลงตกว่าเปลื้องหนี้กันไป หมดเรื่องกันเสียที แล้วก็ไม่ต้องมีปัญหาต่อไป ถ้า ของหายแล้วเรามานั่งเป็นทุกข์เขาเรียกว่าใจหายตามไปด้วย อย่าให้ของหายแล้วใจหาย ให้หายแต่ ของอย่าให้ใจของเราหาย แต่ให้ปลงตกไปว่ามันมิใช่ของเราอย่างจริงจัง เราเพียงแต่อาศัยชั่วครั้ง ชั่วคราวแล้งก็ต้องจากไป  แม้ขโมยจะไม่เอาไป มันก็ต้องจากเราวันหนึ่ง มันไม่จากเรา เราก็ต้อง จากมันเหมือนกัน เพราะชีวิตนี้มันเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา เรานึกอย่างนี้ก็สบายใจ คนเคยเป็นใหญ่เป็นโตมีอำนาจวาสนา มีข้าทาสบริวารเยอะแยะ ถ้าได้เจริญวิปัสสนาปัญญาไว้ บ้าง จะไม่มีความทุกข์เมื่อตกอันดับลงไป เช่นต้องออกจากตำแหน่งเราก็เฉยๆ กลับมาอยู่บ้านสบายๆ  ไม่วิตกกังวลเดือดร้อนอะไร  เพราะนึกว่าเขาให้เป็นเพียงชั่วครั้งชั่วคราว เรื่องสมมติทั้งนั้น คล้าย กับหัวโขน เราสวมหัวทศกัณฐ์ก็เต้นแบบทศกัณฐ์ สวมหัวหนุมานก็เต้นแบบหนุมาน สวมหัวพระลักษมณ์พระ รามก็ต้องเต้นตามแบบพระลักษมณ์พระราม เต้นตามบทที่เขาให้เต้น ไม่ใช่เต้นอยู่จนหมดชีวิตเมื่อไหร่  มันต้องหยุดเต้นบ้าง ไม่อย่างนั้นเป็นลมตายคาเวที เราก็ต้องเข้าหลังฉากบ้าง เมื่อเข้าไปหลังฉากก็ ถอดหัวออกวางไว้  นั่งคุยกันซดน้ำขากาแฟกินข้าวต้นอะไรไปตามเรื่อง  พอเขาบอกว่า เอ้าทศกัณฐ์ ออกสวมหัวออกไปเต้นตามเรื่องต่อไป มันก็เท่านั้น ถ้าเราคิดว่าลาภยศเหมือนกับหัวโขนที่เขาสวมให้  ของอันใดเขาให้เขาเอาคืนได้ ของอันใดเรามาก็ต้องส่งคืนเหมือนกัน มันไม่ถาวรจิรังยั่งยืนอะไรนัก หนา ถ้าคิดอย่างนี้ก็สบายใจ ผู้เจริญวิปัสสนาจะไม่เป็นคนโชคร้าย จะไม่เป็นคนประเภทดวงตก หรือ เป็นคนอาภัพ  หรือเป็นคนประเภทใจ  เพราะไม่ได้นึกเอาตัวไปเทียบกับใคร  ว่าคนนั้นเขาขึ้นเรา ต้องลงเป็นธรรมดา ลงมั่งขึ้นมั่งเหมือนกับท่าน้ำ ถ้ามีแต่คนลงไม่มีคนขึ้นแล้วจะไปอาบกันตรงไหน มัน เต็มไปหมด ในท่าอาบยั้วเยี้ยไปหมด ขึ้นลิฟท์ก็เหมือนกันคนหนึ่งขึ้นคนหนึ่งลง ถ้ามีแต่ขึ้นไม่มีลงก็ไม่รู้จะ ไปอยู่กันตรงไหน ตำแหน่งหน้าที่การงานอันใด ก็ต้องมีการสับเปลี่ยนกันไปตามหน้าที่ อายุหกสิบปีเขา ก็บอกว่าออกได้แล้ว  ไม่ต้องแสดงฉากนี้ต่อไป เราก็มาอยู่บ้านให้สบายๆ ไม่ต้องวิตกกังวลไม่ต้องตื่น เช้าแต่งตัวนึกว่าจะไปทำงานอีก อย่างนั้นมันเรียกว่าไม่มีสติ ยังนึกว่ากูยังมีงานทำอยู่ มันก็ไม่ได้ เขา ให้ออกแล้วก็ต้องออก ออกแล้วใจก็สบาย ทำงานอื่นต่อไป ตามหน้าที่ที่เราจะต้องทำต่อไป นึกอย่างนี้ ก็ไม่มีเรื่องอารมณ์ทุกข์อารมณ์ร้อน พรัพย์สินเงินทองก็เหมือนกัน เราได้ไว้ ทีนี้มันหายไปมันสูญไป เราก็นึกอย่างนั้น ลูกหลานเรา ก็เหมือนกัน  มีลูกบางทีลูกตายไป ถ้าเราไม่คิดในแง่ปัญญาตามหลักวิปัสสนา เราก็เป็นทุกข์กังวลด้วย ประการต่างๆ  กันไม่ได้นอนไม่หลับ อย่างนั้นไม่ดี เราต้องนึกว่า เมื่อเขามาเขาไม่ได้บอก ใครมา เวลาจะมาเกิดใครมันส่งข่าวล่วงหน้ามาว่า ฉันจะไปเกิดในท้องคุณแม่ เขามาไม่ได้บอก เขาไปเขา ก็ไม่ได้บอก  แล้วเวลามาไม่ได้สัญญากับเรา  สัญญาว่าฉันจะอยู่จนคุณแม่ตาย ฉันจะเผาศพคุณแม่ ไม่ เคยสัญญาอะไรกันสักคำเดียว เขามาตามเรื่อง เขาก็ไปตามเรื่องของเขาถ้าเขาตายก่อนเรา เรา ก็ไม่ต้องเสียใจ   แต่เรานึกว่า  เรื่องธรรมดา  สัตว์โลกนี้อายุน้อยบ้างมากบ้าง  อายุสั้นบ้างอายุ ยาวบ้างเป็นธรรมดา เขาก็ต้องตายไปตามเรื่องของเขา เราไม่ต้องเสียอกเสียใจในเรื่องอย่างนั้น อย่างนี้ เรียกว่าใช้ปัญญาพิจารณาอยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าเราจะอยู่ในฐานะในตำแหน่งในหน้าที่อะไร มี ความเกี่ยวข้องกับอะไร เราก็ต้องนึกไว้ในรูปอย่างนั้นบ้าง สิ่งทั้งหลายต้องเปลี่ยนแปลง คนแก่ก็ต้อง ไปคนหนุ่มก็เข้ามาแทน  ผลัดเปลี่ยนกัน เราเป็นคนแก่จะทำไปตลอดเวลาไม่ได้ มันไม่ไหวต้องมีการ พักผ่อนเพื่อหาความสุขสบายความสงบทางใจบ้าง  คนหนุ่มเข้ามาทำ เรานั่งดูต่อไป แต่ถ้าเห็นว่าคน หนุ่มทำไม่ดีเราก็เข้าไปเตือนได้ตามหน้าที่ เขารับก็ดี ถ้าเขาไม่รับเราก็อย่าเสียใจว่า แหม! พูดกัน ไม่รู้เรื่อง  เสียอกเสียใจนั้นก็ไม่ถูกเรื่อง แต่นึกในใจว่ามนุษย์สมัยนี้ ไม่เหมือนสมัยก่อน พูดอะไรกัน ไม่รู้เรื่องไม่ค่อยเข้าใจ  เราก็ปลงตกไปว่าเออมัน  "ปลายศาสนา" คนมันมีสภาพอย่างนี้แหละ คน โบราณเขามีอะไรๆ  กันไว้  เพื่อให้เราคิดพิจารณาเป็นเครื่องเตือนจิตสะกิดใจ มากเรื่องมากประ การ  คำพูดสั้นๆ  เป็นสำบัดสำนวน  เขาก็พูดไว้มาก เพื่อให้เรานำมาพิจารณาเป็นเครื่องเตือนใจ อย่างนี้ จะทำให้จิตใจสงบสบายตามสมควรแก่ฐานะ เพราะฉะนั้น  ญาติโยมที่มีชีวิติอยู่ในสภาพความยุ่งยากทั้งหลาย เราอย่าไปยุ่งกับเขา แต่เรา เป็นคนดูเสียบ้าง  ลงมาข้างเวทีแล้วก็ดูเสียบ้าง  เวลาอยู่บนเวทีมันงงทำไม่ถูก  เหมือนกับนักมวย  คนดูแล้วเก่งกว่านักมวย  เราคนดูดูอย่างเดียวมันพูดส่งเดชไปอย่างเดียว  ไม่เหมือนกัน คนดูกับคน แสดงต่างกัน เราต้องรู้ว่าเวลาแสดงก็แสดงไป แต่ถึงบทมาเป็นคนดูก็ต้องดูบ้างด้วยปัญญาด้วยสติเรา ก็ดูต่อไป  อย่างนี้มันก็สบายใจ  อะไรที่มากระทบตัวเราจะเป็น  รูป  กลิ่น  เสียง รสอะไรก็ตาม  เรียกว่าอารมณ์ อย่าทำใจให้ขุ่นมัว อย่าให้เดือดร้อนใจ แต่ให้มองไว้ว่าสิ่งนี้เกิดขึ้นแล้วแก่เรา สิ่งนี้ ไม่เที่ยง  สิ่งนี้จะต้องเปลี่ยนแปลงไปเป็นธรรมดา ไม่ว่าเรื่องดีเรื่องเสีย เช่นเรื่องดีมีลาภมียศเป็น ต้น สิ่งเหล่านี้เราต้องการ เมื่อมันเกิดขึ้นเราก็ต้องบอกมันไว้มีลาภ ยศ สรรเสริญ สุขมันไม่เที่ยง มัน จะไม่มีก็ได้  จะถูกนินทาก็ได้มีความทุกข์ก็ได้  ยศเสื่อมไปเมื่อใดก็ได้  นึกไว้ล่วงหน้าอย่างนั้น ครั้น เวลากระทบกับสิ่งที่ไม่น่าปรารถนา เช่นเสื่อมลาภ เสื่อมยศ ถูกนินทาว่าร้าย เราก็พิจารณาว่า สิ่งนี้ เกิดขึ้นแล้วแก่เรา  แต่มันก็ไม่นานมันก็ต้องหายไป  เพราะอะไรๆ  มันไม่เที่ยงทั้งนั้น จะเป็นเรื่อง อารมณ์อะไรก็ตาม  ใจมันตกอยู่ในคติธรรมดาว่าไม่เที่ยง เราก็พิจารณาไว้ว่ามันไม่เที่ยง มันเกิดขึ้น แล้วเดี๋ยวมันก็หายไป หมดปัจจัยปรุงแต่งมันก็หายไป ทีนี้ปัจจัยปรุงแต่งที่สำคัญ คือความยึดมั่นนั่นเอง ความเข้าไปยึดถือไว้ เช่นใครพูดด่าเรา คำด่า มันจบแล้ว พอเขาด่าหยุดมันก็จบแล้ว แต่เราไม่ให้จบเราเก็บมาไว้ในใจ เอามาคิดนึกอยู่ตลอดเวลา  มันด่าฉัน มันว่าฉัน มันทำฉันเจ็บปวดนัก นี่เรียกว่าไม่ยอมให้มันดับ คำด่าดับแล้ว แต่อารมณ์ไม่ดับเรา เก็บมาไว้ในใจ  การเก็บอย่างนี้เป็นทุกข์ เราจะต้องปล่อยให้มันดับไปกับสิ่งนั้น มันเกิดที่ไหนดับที่นั่น  เกิดที่ถนนทิ้งไว้ที่ถนน และเมื่อมันดับไปแล้ว อย่าไปเก็บเอามา พระพุทธเจ้าท่านแนะนำว่า อย่าคิดถึง สิ่งที่ล่วงมาแล้ว  อย่าคิดถึงสิ่งที่ยังไม่มาถึง ให้เพ่งอยู่ในเรื่องเฉพาะหน้า อะไรเกิดขึ้นเฉพาะหน้าก็ ต้องพิจารณาเรื่องนั้น  รูป  เสียง  กลิ่น รส สัมผัสมากระทบตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจของเราเป็น เรื่องเฉพาะหน้า  เราก็พิจารณาเรื่องนั้นว่ามันไม่เที่ยง มันเป็นทุกข์มันเป็นอนัตตา ไม่มีอะไรที่คงทน ถาวร เรียกว่าคิดปัญหาเฉพาะหน้า เมื่อสิ่งนั้นผ่านไปแล้วก็หมดเรื่อง รู้จักปล่อยรู้จักวาง อย่าหอบไว้ เรื่อยไป  คนบางคน  ชอบเก็บอะไรมาไว้ในสมองเยอะแยะไม่มีใครก็นั่งกลุ้มคนเดียว วิตกกังวลอยู่ อย่างนั้น นี่เขาเรียกว่าหาโอกาส ที่จะเป็นโรคประสาทตลอดเวลา ด้วยอารมณ์อย่างนี้ ตื่นเช้าต้องทำ อารมณ์ให้สดชื่น มองอะไรตามสภาพที่เป็นจริง ให้รู้ว่าความจริงมันเป็นอย่างไร เราคนจะอยู่ด้วยจิต ใจที่สงบไม่วุ่นวายไม่เร่าร้อน ไม่หวั่นไหวกับอารมณ์ต่างๆ ที่มากระทบ สิ่งใดมากระทบเราตดทิ้งไปๆ  อย่าเก็บไว้  ให้มันเป็นแต่เพียงสถานีผ่าน  อย่าเป็นสถานีกักไว้เป็นอันขาด ถ้าเราไม่กักมันก็ผ่านไป  เสียงเข้าหูมันก็ผ่านไปเป็นต้น  ไม่ได้อยู่มั่นคงถาวรอะไร  ทุกอย่างเป็นอย่างนั้น ก็หมั่นพิจารณาเป็น เครื่องเตือนใจอย่างนี้  เรียกว่าเจริญวิปัสสนาทุกโอกาส เราไปที่ไหนก็มีอารมณ์ให้เจริญทั้งนั้น เห็น คนแก่ก็เอามาพิจารณาในแง่วิปัสสนา  ว่านี่แหละคือความจริงของชีวิต เราวันหนึ่งจะต้องเป็นอย่างนี้  เรามีอะไรก็ต้องบอกว่ามันก็ชั่วคราวเท่านั้น ของที่เราใช้นี่ยืมเขาใช้ชั่วคราว วันหนึ่งก็จะต้องจากไป  มันไม่ได้อยู่กับเราตลอดไป นึกไว้อย่างนี้ใจสบาย ไม่วุ่นวายไม่เดือดร้อน เราก็จะได้เป็นผู้อย่างสดชื่น รื่นเริง ตามแบบของพุทธบริษัท อาจารย์วิปัสสนาคนใดที่ไปปลุกไปเสกลงเลขลงยันต์ ทำพิธีรีตองอยู่นั้น ชื่อว่ายังไม่เข้าถึงวิปัส สนาของพระพุทธเจ้า    แต่เป็นผู้ใช้จิตในทางที่ผิด   ห่างจากธรรมะของพระผู้มีพระภาคเจ้าอย่าง ไกลลิบทีเดียว นี่เป็นเรื่องที่นำมาทำความเข้าใจกับญาติโยมในวันนี้ ดังที่กล่าวมาก็พอสมควรแก่เวลาฯ