ปาฐกถาธรรม เรื่อง เนื้อร้ายของศาสนา โดย พระเทพวิสุทธิเมธี (ปัญญานันทภิกขุ) วันอาทิตย์ที่ ๒ ตุลาคม ๒๕๒๐ ญาติโยมพุทธบริษัททั้งหลาย ณ บัดนี้ถึงเวลาของการฟังปาฐกถาธรรมะ อันเป็นหลักคำสอนในทางพระพุทธศาสานาแล้ว ขอ ให้ทุกท่านอยู่ในอาการสงบ ตั้งอกตั้งใจฟังด้วยดี เพื่อให้ได้ประโยชน์อันเกิดขึ้นจากการฟังตามสมควร แก่เวลา พวกเราที่เรียกตนเองว่า เป็นพุทธบริษัท ในฐานะที่เป็นผู้นับถือพระพุทธเจ้า พุทธบริษัท แปลว่า ผู้แวดล้อมพระพุทธเจ้า ในสมัยโบราณนั้นมีบริษัทอยู่สี่ประเภท คือ ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา แต่ ในสมัยต่อ ๆ มาภิกษุณีหายไป ภิกษุณีที่หายไปนั้นก็เพราะว่าไม่มีคนบวช แล้วก็บวชไม่ได้เพราะขาดอะ ไรบางสิ่งบางประการ ยังคงเหลืออยู่แต่ภิกษุ อุบาสก อุบาสิกา ผู้ที่เป็นคฤหัสถ์ เมื่อประกาศตนว่าเป็น ผู้นับถือพระพุทธศาสนา เขาเรียกว่า อุบาสก อุบาสิกาทั้งนั้น อุบาสก อุบาสิกานี้แปลว่า ผู้นั่งใกล้พระ รัตนตรัย  คือนั่งใกล้พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ คำว่า นั่งใกล้ นั้นหมายความว่า กาย วาจา ใจ  ใกล้พระพุทธเจ้า  มีใจเข้าถึงพระพุทธเจ้า  การพูดก็พูดตามแบบที่พระพุทธเจ้าสอน การกระทำก็ทำ ตามแบบที่พระพุทธเจ้าให้กระทำ  อย่างนี้เรียกว่า เป็นผู้อยู่ใกล้ ผู้อยู่ห่างนั้น คือไม่ได้คิดถึงพระพุทธ เจ้า  ไม่ได้พูดได้ทำตามหลักคำสอนในทางพระพุทธศาสนา  ชื่อว่าเป็นผู้อยู่ห่างพระ  ความห่างหรือ ความใกล้นั้นไม่ได้เนื่องจากการกระทำทางกาย  ทางวาจา  ทางใจ  ถ้าเราประพฤติปฏิบัติตามคำ สอนของพระพุทธเจ้า  ก็ชื่อว่าเป็นผู้อยู่ใกล้  ถ้าไม่เป็นผู้ประพฤติปฏิบัติ ก็ชื่อว่าเป็นผู้อยู่ห่างไกลจาก หลัก คำสอนในทางพระพุทธศาสนา ในฐานะที่เราปฏิญญาตนว่า เป็นผู้ถือพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่ง ดังที่ เรากล่าวว่า ข้าพเจ้าถึงพระพุทธเจ้าเป็นที่พึ่ง ถึงพระธรรมเป็นที่พึ่ง ถึงพระสงฆ์เป็นที่พึ่ง การกล่าว เช่นนี้ อย่าไปกล่าวเล่น ๆ ให้เป็นการกล่าวที่จริงจังขึ้นมาสักหน่อย เพราะถ้าเรากล่าวเพียงสักแต่ว่า กล่าวเล่น ๆ ไปตามเรื่องตามราว ก็จะไม่เข้าถึงอย่างแท้จริง ในเรื่องที่ข้อเป็นปฏิบัติ ก็นับว่ายังเป็น คนห่างพระอยู่นั่นเอง  แต่ถ้าเรากล่าวด้วยน้ำใสใจจริงด้วยการรู้ความหมายของคำที่เรากล่าว แล้ว เราพยายามที่จะทำตนให้เป็นผู้ถึงสิ่งทั้งสามประการนั้น  ด้วยใจ ด้วยวาจา และด้วยการกระทำทาง กายแล้ว ก็ชื่อว่าเป็นผู้อยู่ใกล้พระรัตนตรัยอย่างแท้จริง มีเรื่องอันหนึ่ง  ใคร่จะขอทำความเข้าใจกับญาติโยมสักเล็กน้อย คือว่าในบ้านเมืองของเรานี้  ไม่ได้มีอยู่แต่พระพุทธศาสนา ที่คนเข้าไปยึดถือเป็นหลักใจ ยังมีอะไร ๆ อีกหลายอย่างหลายประการ  ที่เราไปเก็บเอามาไว้ในใจของเรา  เช่นความเชื่อในทางไสยศาสตร์ ความเชื่อในเรื่องพิธีกรรม ต่าง ๆ หรือในเรื่องอะไรอื่นอีกหลายเรื่องหลายประการ มีอยู่ปะปนกันไปหมด จนไม่รู้ว่าอะไรเป็นอะ ไรในวงการศาสนา การปะปนกันมากอย่างนี้แหละทำให้จิตใจของเรากวัดแกว่ง ไม่มุ่งเข้าไปสู่หลักอัน แท้จริงซึ่งเป็นคำสอนของพระพุทธเจ้า แล้วเห็นทำกันเหมือน ๆ กันทั่ว ๆ ไป ผู้ใหญ่ก็ทำอย่างนั้นผู้น้อย ก็ทำอย่างนั้น  คนมีปัญญาก็ทำอย่างนั้น คนไร้การศึกษาก็ทำอย่างนั้น ก็เลยมักจะทึกทักเอาว่าสิ่งที่เรา กระทำอยู่นั้น  เป็นเรื่องพระพุทธศาสนาไปหมด  ความจริงหาได้เป็นพระพุทธศาสนาไปทั้งหมดไม่ มี หลายอย่างซึ่งไม่ใช่ธรรมะไม่ใช่วินัย ไม่ใช่ความเชื่อถือตามแบบพระพุทธศาสนา แต่ว่าเราได้รับนับถือ ตาม  ๆ กันมาในครอบครัว หรือว่าในสิ่งแวดล้อมที่อยู่รอบ ๆ ตัวเรา คือตั้งแต่เกิดมาก็เห็นอย่างนั้น  เห็นการกระทำอย่างนั้น  เห็นเขาพูดกันอยู่อย่างนั้น ก็เลยรับฝังไว้ในจิตใจ โดยไม่รู้ว่าอะไรเป็นอะ ไร  เพราะฉะนั้นจึงมีอะไรอยู่หลายอย่างในใจของเรา  บางทีก็มีเรื่องศาสนา  บางทีก็ไม่ใช่เรื่อง ของศาสนา เข้ามาปนเปกันให้ยุ่งไปหมด ไม่มีศาสนิกชนในศาสนาใดที่จะถืออะไร ๆ มากมายเหมือน พุทธบริษัทในศาสนาอื่นนั้น เขากล่าวย้ำ กล่าวเตือนให้คนที่นับถือศาสนาได้รู้ได้เข้าใจ ว่าอะไรเป็นคำ สอนในคัมภีร์ในศาสนานั้น อะไรไม่ใช่ ถ้าไม่ใช่เป็นหลักคำสอนที่มีอยู่ในคัมภีร์แล้ว เขาไม่ให้ประพฤติ ไม่ให้ปฏิบัติ ให้ถือว่าสิ่งนั้นไม่ใช่หลักคำสอนในพระศาสนาที่เขานับถือ ที่นับถือกัน ให้เลิกการปฏิบัติใน รูปเช่นนั้น เขาได้ย้ำกันในรูปอย่างนั้นตลอดมา เพราะฉะนั้นเราจึงเห็นว่าศาสนิกในบริษัทศาสนาอื่นนั้น เขาถืออะไรก็ถือเฉพาะเจาะจงลงไป  จิตใจไม่ค่อยจะกวัดแกว่งมากเกินไป มุ่งอยู่เฉพาะเรื่องที่มี อยู่ในหลักศาสนาล้วน ๆ แต่ถ้ามามองดู ชาวพุทธ โดยเฉพาะชาวพุทธในประเทศไทยนี้แล้ว รู้สึกว่ากวัดแกว่งมากเหลือ เกิน  ไม่ค่อยจะดิ่งลงไปสู่พระรัตนตรัยอย่างแท้จริง  แต่ว่าถืออะไร  ๆ มากมายหลายอย่าง เที่ยว กราบเที่ยวไหว้บนบานศาลกล่าววิงวอนขอร้อง  จากสิ่งนั้นจากสิ่งนี้มากมายก่ายกอง อันนี้เป็นเรื่องที่ เรียกว่าทำตามกันมา  โดยไม่มีการซักฟอกไม่มีการกลั่นกรอง  เพื่อเอาสิ่งที่ไม่ใช่เนื้อออกไป ถ้าจะ กินกะทิก็เรียกว่า กินทั้งกากทั้งน้ำกะทิ ไม่ได้เอากากมันทิ้ง กินเข้าไปอย่างนั้น เพียงแต่เอาน้ำใส่ลง ไป  แล้วเอามือขยำๆ แล้วก็เทลงในกะทะแกงกันไปตามเรื่อง ทั้งๆ ที่มีกากเยอะแยะ ฉันใด ในวง การผู้ปฏิบัติในศาสนาในบ้านเมืองเรานี้ก็เหมือนกัน  มีสิ่งที่เป็นกากเป็นอะไรเข้าไปเยอะแยะ ติดอยู่ มากมายก่ายกอง  แล้วติดอย่างแน่นแฟ้นไม่ยอมปล่อยไม่ยอมวางจากสิ่งเหล่านั้น  เพราะว่าถือกันมา นานรับกันมานาน  บางทีก็มักจะอ้างว่าผู้เฒ่าผู้แก่พ่อแม่ตายายเขาทำกันมาอย่างนี้ เราเป็นลูกหลานก็ ต้องทำกันต่อไป   อันนี้ไม่เป็นการถูกต้องตามหลักในทางพระพุทธศาสนา   แต่ก็ได้ถือๆ   กันมาใน รูปอย่างนั้น ไม่มีการแก้ไข ไม่มีการกลั่นกรอง เวลานี้อาตมามานั่งคิดอยู่ในปัญญาอย่างนี้มากเหมือนกัน ว่าเราควรจะได้มีการชี้แนะ   ให้ญาติโยมได้เกิดความเข้าใจถูกต้อง   ว่าอะไรใช่อะไรไม่ใช่ใน ทางพระพุทธศาสนาอย่างแท้จริงเสียบ้าง   เพราะอะไรสมัยนี้ศาสนามีศัตรูอย่านึกว่าศาสนาไม่มีศัตรู  ทุกศาสนาเวลานี้มีศัตรูทั้งนั้น ศัตรูของพระศาสนานั้นคืออะไร   คือคนที่ไม่ยอมรับศาสนาหรือความคิดความเห็นประเภทที่ไม่ ยอมรับเอาศาสนามาเป็นข้อปฏิบัติในชีวิตประจำวัน  เห็นว่าศาสนาเป็นเรื่องไม่จำเป็นแก่การดำรงชี วิต คิดแต่ว่าจะแสวงหาวัตถุมาใช้ในชีวิตประจำวัน ให้มีอาหารมีเสื้อผ้า มีที่อยู่อาศัย มีหยูกยาสำหรับ แก้ไข้  แล้วก็ถือว่าเป็นการเพียงพอกันเท่านั้น  นั่นเป็นความคิดของคนประเภทหนึ่ง  ซึ่งมีอยู่ในโลก มากพอสมควรเหมือนกัน  แล้วคนที่มีความคิดในรูปอย่างนี้ไม่ได้คิดเพียงคนเดียว ย่อมหาพรรคหาพวก  อันนี้  มันเป็นเรื่องธรรมดา  คนเราเมื่อมีความคิดอะไรขึ้น  มีการกระทำอะไรขึ้นแล้ว จะไม่คิดคน เดียวจะไม่ทำคนเดียว จะต้อง เที่ยวหาพรรคหาพวกให้มาร่วมมือกับตน เพราะอยู่คนเดียวไม่ได้ ทำอะไรคนเดียวก็ไม่ได้ เลยต้องหา พวก แล้วทีนี้การหาพวกก็ต้องโจมตีในสิ่งซึ่งเขาได้ประพฤติปฏิบัติกันมาก่อน ชี้แจงแสดงเหตุผลในสิ่งที่ เขาคิดขึ้นมาใหม่ เพื่อให้คนหลงตามเชื่อตามในความเชื่อแบบนั้น อันนี้แพร่หลายอยู่ในโลกในปัจจุบันนี้ เหมือนกัน  เมืองไทยเราก็หนีไม่พ้นจากเรื่องนี้  ก็มีการโจมตีการทำลายสิ่งที่เรียกว่าศาสนาเกิดขึ้น ทุกวันทุกเวลา  ทีนี้ถ้ามองดูกันให้ดีแล้ว  จุดที่เขาโจมตีทั้งหมดในเรื่องศาสนานั้น ลองเอามาอ่านดูพิ จารณาดูแล้วไม่ใช่จุดเนื้อแท้ของพระศาสนา    ถ้าสิ่งที่เป็นเนื้อแท้เป็นหลักธรรมคำสอนของพระพุทธ ศาสนาแล้วโจมตีไม่ได้  ไม่มีช่องโหว่  ไม่มีอะไรที่จะเข้ามาแทรกแซงได้เป็นอันขาด เช่นหลักปฏิบัติ ตามคำสอนของพระพุทธเจ้า เช่นเรื่องอริยสัจสี่ อะไรอย่างนี้ ไม่มีใครจะโจมตีได้เลยว่า เป็นสิ่งไม่ เป็นประโยชน์แก่ชีวิต เขาไม่สามารถจะโจมตีได้ ผู้ใดประพฤติปฏิบัติตรงตามคำสอนของพระพุทธเจ้า  จะไม่ถูกโจมตีด้วยประการทั้งปวง แต่ที่โจมตีกัน นั้นโจมตี สิ่งที่แอบแฝงอยู่ในพระพุทธศาสนามันไม่ใช่ เรื่องของพระศาสนา แต่ว่ามีการประพฤติปฏิบัติกันทั่ว ๆ ไปในหมู่พุทธบริษัท นั่นแหละคือช่องทางที่ให้ เขาโจมตีได้  มันเข้าแบบที่เรียกว่า  ตีวัวกระทบคลาดจะตีวัวกระทบคลาดหรือว่าไปตีสิ่งนั้นมันก็กระ เทือนไปถึงพระศาสนาด้วย ทำให้คนที่ไม่รู้ไม่เข้าใจในเรื่องพระพุทธศาสนา มองศาสนาไปในแง่ที่ว่า ไม่เป็นประโยชน์  ไม่จำเป็นแก่ชีวิตไปด้วย เพราะการโจมตีนั้นที่นี้มันก็เป็นการเสียหาย คือสิ่งดีจะ พลอยถูกทำลายไปด้วย   เพราะฉะนั้น   จึงหาทางว่าเราจะทำอย่างไร   เพื่อไม่ให้สิ่งที่เรียกว่า  สัจธรรมในพระพุทธศาสนานี้ไม่ถูกโจมตี ไม่ถูกทำลายให้มันหมดไป เราก็ต้องมีการทำอะไรสักอย่าง หนึ่ง เพื่อป้องกันจุดนี้ไว้ ทีนี้การป้องกันนั้นคือการชี้แจงให้บริษัททั้งหลายได้รู้ได้เข้าใจ   สิ่งอันเป็นเนื้อแท้ของพระพุทธ ศาสนาไว้ว่า พระพุทธศาสนานั้นคืออะไร การปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้านั้นปฏิบัติอย่างไร ให้ ได้รู้ได้เข้าใจให้เขาปล่อยวางสิ่งที่ไม่ใช่พระพุทธศาสนา  เรียกว่ากะเทาะเปลือกทิ้งไป ให้เหลือแต่ เนื้อแท้อันเป็นหลักคำสอน เป็นข้อปฏิบัติที่จะเป็นประโยชน์ในชีวิตประจำวันแก่คนเหล่านั้น เมื่อเข้าใจ ถูกการกระทำถูกก็จะเกิดขึ้นผลที่จะเกิดขึ้นก็เป็นความสุขความสงบในทางจิตใจ  ใครจะมาโจมตีในแ ง่อะไร  ๆก็จะไม่ได้อีกต่อไป งานอันนี้ไม่ใช่เป็นงานที่จะทำช้า ๆ แต่เป็นการกระทำที่รีบด่วน ทำคน เดียวก็ไม่ได้ แต่จะต้องทำกันหลาย ๆคน พร้อม ๆ กันเพื่อแก้ไขสถานการณ์ทางพุทธศาสนา ให้สดไส ให้สะอาดดีขึ้นกว่าปกติ ความจริงพระพุทธศาสนาของเรานั้น ถ้าเราดูไปถึงข้างหลัง มองไปข้างหลัง ว่าอย่างนั้นเถอะ  มองไปถึงครั้งพระพุทธเจ้ายังทรงพระชนม์อยู่ก็จะพบว่าไม่มีอะไร  ๆ ที่เกิดขึ้นใน ภายหลัง  นี่มันเพิ่งเกิดทั้งนั้นเนื้อแท้ก็คือการสอนให้ปฏิบัติ  ผู้รับคำสอนก็นำไปปฏิบัติถ้ามีปัญหาก็มาทูล ถามพระองค์   พระองค์ก็แก้ปัญหานั้นให้เข้าใจ   แล้วไปนั่งปฏิบัติด้วนตนเอง   ผู้นั้นก็จะได้หลุดพ้น จากความทุกข์ความเดือดร้อนไป การกระทำอะไร ๆ ในทางที่วุ่นวายก็ไม่มี เพราะว่านักบวชในสมัย นั้นท่านอยู่อย่างง่าย  ๆอยู่ในป่า  อยู่ตามโคนไม้  ในถ้ำ อยู่ตามอะไรไปตามธรรมชาติ ทำหน้าที่ชัก จูงคนสอนคนให้เข้าถึงธรรมะ อันเป็นหลักปฏิบัติอย่างแท้จริงเรียกว่า เป็นยุคที่คำสอนบริสุทธิ์ ไม่มีอะ ไรเจือปนแม้แต่น้อย ในเรื่องนี้ พระผู้มีพระภาคท่านก็ทรงทราบเหมือนกัน ว่าในกาลต่อไปข้างหน้ายังไม่ถึง จะมีอะ ไรเกิดขึ้น    ดังที่พระองค์ตรัสไว้ในที่บางแห่งว่า   ต่อไปในกาลข้างหน้าจะมีอะไรเกิดขึ้น   จะมี สัทธรรมปฏิรูปคือหมายความว่า  ธรรมประเภทปลอม ๆปะปนเข้ามาในคำสอนของพระองค์เหมือนกัน  อันนี้  พระองค์บอกไว้แล้วว่าจะเกิดมีขึ้น  แล้วก็เกิดมีขึ้นจริง ๆ ตามอย่างที่พระองค์คาดกาลไว้ สิ่ง เหล่านั้นมันเกิดขึ้นในวงการพระพุทธศาสนาเพราะอะไร    ถ้าศึกษาดูเหตุการณ์ให้ดีแล้ว   ก็เนื่อง จากความอยากของมนุษย์นี่เองความอยากจะได้วัตถุเพิ่มขึ้น อยากจะได้สมาชิกเพิ่มขึ้น แล้วก็ทำทุกสิ่ง ทุกอย่างเพื่อเรียกร้องให้คนเข้ามาหา เพื่อให้ได้วัตถุเพิ่มขึ้น ๆ ให้ได้บริวารเพิ่มขึ้น โดยหาคำนึงถึง สัจธรรมอันเป็นคำสอนที่แท้จริงของพระพุทธเจ้าไม่  ไปอธิบายคำสอนไปในรูปอื่นเสียบ้าง  หรือว่า ไปรับเอาพิธีกรรมต่าง ๆ ในลัทธิอื่นในศาสนาอื่นมาใช้ ในวงการของพุทธบริษัท ทำมากเข้า ๆ ก็เกิด เป็นขนบธรรมเนียมเป็นประเพณีติดอยู่ในสถาบันทางพระพุทธศาสนา มากขึ้น ๆ โดยลำดับ ดังที่เราได้ เห็นปรากฏอยู่ในสมัยนี้นั้น มีอะไรหลายอย่างเกิดขึ้น นักบวชในพระพุทธศาสนา   ก็พยายามที่จะทำอะไรทุก  ๆอย่าง  เพื่อให้เป็นที่พอใจของญาติ โยมชาวบ้านญาติโยมที่มีพื้นฐานมีความเชื่อในอะไรมาก่อน  ก็มาขอให้พระช่วยทำสิ่งนั้นให้ พระท่านก็ ไม่ขัดคอก็เลยทำให้เมื่อทำให้แก่คนคนนี้เมื่อคนโน้นมาก็ต้องทำให้อีก ทำมาก ๆ เข้าก็เลยเป็นความนิ ยม เป็นความเชื่ออย่างหนึ่งสิ่งใดที่พระเข้าไปเกี่ยวข้อง คนก็นึกว่าเป็นเรื่องทางพระพุทธศาสนา ซึ่ง บางเรื่องมันไม่ใช่  แต่พระเข้าไปเกี่ยวข้อง  เขานึกว่าเป็นเรื่องของพระพุทธศาสนาไปด้วย อันนี้ แหละ มันค่อยเติมเข้ามาเรื่อย ๆ ในวงการของพระพุทธศาสนาเรา ครั้นเติมเข้ามากเข้าเนื้อแท้ก็มี หายไป แต่สิ่งที่แปลก ๆปลอมปะปนเข้ามา จนมองไม่เห็นว่าอะไรเป็นตัวพระพุทธศาสนา และคนทั่ว ๆ ไปก็ไม่พยายามที่จะเข้าไปให้ถึงจุดนั้น ไปเอาแต่เพียงเปลือกนอกผิวเผินของสิ่งนั้น มาประพฤติปฏิบัติ กันอยู่ทั่ว  ๆ ไป อันนี้คือความเสื่อมแล้ว เรียกว่า ธรรมะอันเป็นคำสอนที่แท้จริงนั้นเสื่อมสิ้นไป แต่มี สัทธรรมปลอมเกิดขึ้นในวงการของพระพุทธศาสนาคนก็ไปยึดเอาของปลอมไม่ได้เอาของแท้มาใช้  เลยเป็นเหตุให้เกิดความเสื่อมทางด้านจิตใจ  ไม่ได้ปฏิบัติขัดเกลาจิตใจตามหลักคำสอนของพระพุทธ เจ้า  จะยกตัวอย่างให้เห็นง่าย ๆ เช่นว่าพระพุทธเจ้าสอนว่า ตนเป็นที่พึ่งของตน แต่ว่าคนส่วนมาก ไม่พยายามที่จะพึ่งตนเอง ไม่พยายามที่จะช่วยตนเอง แต่ว่าไปขอให้สิ่งอื่นมาช่วยอยู่ตลอดเวลา การสอนให้พึ่งตนนั้น  ก็คือสอนให้ประพฤติธรรมนั่นเอง คำสอนที่ว่าให้พึ่งตนคือสอนให้ประพฤติ ธรรมอันนี้มีพระพุทธภาษิตตรัสไว้ว่า ดูก่อน ภิกษุทั้งหลายเธอทั้งหลายจงทำตนให้เป็นเกาะให้เป็นที่พึ่ง  แล้วก็ตรัสต่อไปในตอนท้ายว่า  จงทำธรรมะให้เป็นเกาะให้เป็นที่พึ่ง  ก็เท่ากับอธิบายคำข้างตน คำ ข้างต้นบอกว่าให้พึ่งตนเอง พระองค์ก็สอนต่อไปว่า พึ่งตนเองก็คือพึ่งธรรมะนั่นเอง หมายความว่าให้ ประพฤติธรรมจึงจะพึ่งตนเองได้ ตนเป็นหลักฐานได้ แต่ถ้าไม่ประพฤติธรรมช่วยตัวไม่ได้ พึ่งตัวเองก็ ไม่ได้ ที่นี้กาลต่อมานั้นคนไม่ได้พึ่งตนเอง และไม่ได้ประพฤติธรรมตามคำสอนของพระผู้มีพระภาคเจ้า  แต่ว่ากลายเป็นการวิงวอนขอร้องบนบานศาลกล่าวจากสิ่งที่ตนนับถือ   เช่นว่ามีพระพุทธรูปเกิดขึ้นใน โลก  ก่อนนี้ก็ไม่มีพระพุทธรูปเลย ยุคพุทธกาลไม่มีพระพุทธรูป ไม่มีการเขียนรูปปั้นรูปพระพุทธเจ้าไว้ แทนพระองค์  แต่พระองค์บอกว่า  ธรรมวินัยที่เราได้บอกแล้วสอนนั่นแหละ  จะเป็นครูเป็นอาจารย์ แทนพระองค์ต่อไปแต่ในสมัยต่อมาก็เกิดมีรูปเคารพขึ้น  ครั้นมีรูปเคารพคนไม่ถือธรรมะ แต่ไปถือรูป เป็นสำคัญ แทนที่จะถึงธรรมวินัยอันเป็นเนื้อแท้ของคำสอน ซึ่งเป็นตัวแทนองค์พระพุทธเจ้า กลายไป เอาวัตถุเป็นตัวแทนองค์พระพุทธเจ้า คือถือรูปพระเป็นเรื่องสำคัญไปเสีย หลวงพ่อนั่นหลวงพ่อนี่แล้วก็ มีมากที่สุดในเมืองไทย  ที่อื่นนั้นยังไม่เหมือนที่บ้านเรา  ประเทศลังกานับถือพระพุทธศาสนาเขาไม่มี หลวงพ่อศักดิ์สิทธิ์องค์ใดองค์หนึ่งเลย ไม่มีพิเศษเหมือนกับบ้านเรา บ้านเรามีหลวงพ่อโสธร หลวงพ่อ ชินราช  หลวงพ่อวัดนั้นวัดนี้  ที่คนจะไปกราบไปไหว้ไปถือเอารูปนั้นเป็นสิ่งที่ศักดิ์สิทธิ์ ที่จะช่วยตนให้ พ้นภัยอันตรายด้วยประการต่าง ๆ ถ้าพูดกันไม่เกรงใจแล้วการถือเช่นนั้น เป็นการถือผิด ไม่ตรงกับคำ สอนของพระพุทธเจ้า     คือไปเอาวัตถุเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ไป    แล้วเข้าไปกราบไหว้วิงวอนบนบาน ศาลกล่าวกัน   เหมือนกับไหว้ผีไหว้เจ้าอะไรอย่างนั้น   ดังที่ปรากฏอยู่ทั่วไป   อันนี้ไม่ถูกไม่ตรง ตามหลักคำสอนในทางพุทธศาสนาแต่ที่อื่นพูดไม่ได้ พูดที่วัดชลประทานไม่เป็นไร พูดแล้วพิมพ์ออกมาเป็น หนังสือค่อยอ่านรู้ไปเอง  คือคนไปหลงวัตถุมากเกินไป ไปติดในรูปวัตถุแล้วไปบนบานศาลกล่าวอะไร ต่างๆนี่คือความผิด   ไม่ใช่ความถูกต้องแต่ทำไมไม่มีการแก้ไข   ไม่มีการปรับปรุงอันนี้เกิดจากเหตุ สองประการ  คือว่าผู้สอนศาสนาก็ยังมีอวิชาครอบงำอยู่ในใจ คือไม่ศึกษาเนื้อแท้ของพระพุทธศาสนา  เรียนไปอย่างนั้น ไม่ได้คิดได้ค้นให้เข้าใจถึงเนื้อแท้ของศาสนา แล้วก็ไม่กล้าพูดกลัวโยมจะโกรธ กลัว จะไม่มาวัดมาวา ให้โยมโง่อยู่อย่างนั้นจะได้หลอกง่ายหน่อยไม่ทำให้โยมฉลาดขึ้นไปได้เลย ให้โง่อยู่ อย่างนั้น   คือไม่กล้านั้นเองไม่ใช่อะไร  ไม่กล้าสอนเพราะไม่รู้ไม่เข้าใจ อีกอันหนึ่งก็เพราะว่าเกรงว่าจะเสื่อมไป  ไม่ใช่ศาสนาเสื่อม  เกรงว่าลาภสักการะจะเสื่อม ไป  เพราะลาภสักการะที่ได้จากความศักดิ์สิทธิ์นั้นมันก็มากอยู่เหมือนกัน เช่น วัดโสธรได้วันละหมื่นห้า หมื่นหกทุกวัน เดือนละสามแสนแล้วจะไปพูดว่าไม่ศักดิ์สิทธ์ิได้อย่างไร มันก็เหมือนกับว่ารื้อกระเป๋าทิ้ง เลยต้องปล่อยไป  ไปบนบานศาลกล่าวขอน้ำมนต์น้ำพรเต็มไปทั้งบริเวณนั้น มีแต่เรื่องอะไรๆทั้งนั้นไป ดูเถอะที่เขาไปไหว้กันไม่ได้ไปไหวตามแบบลูกศิษย์พระพุทธเจ้าเลย  แต่ไปไหว้แบบไหว้ผีไหว้เทวดา ไหว้เจ้า หลวงพ่อศักดิ์สิทธ์ิทั้งหลายกลายเป็นเทวรูป ไปกลายเป็นผีไปกลายเป็นเทวดาไป แล้วคนก็ไป กราบไหว้วิงวอนกันด้วยประการต่างๆ  ลาภผลเกิดจากประการเช่นนี้  อันนี้อาตมานั่งคิดอยู่เสมอว่า  มันเป็นลาภผลที่เกิดขึ้นเพื่อทำลายพระพุทธศาสนา  คล้ายกาฝากที่มันเกิดขึ้นแล้วทำลายต้นไม้ ต้นกา ฝากถ้าขึ้นที่ต้นมะม่วงมันจะทำลายมะม่วง   ขึ้นที่ต้นอะไรมันทำลายต้นนั้นแหละ  ความคิดเห็นอย่างนี้ การกระทำอย่างนี้ทั้งหมดมันทำลายศาสนา  เพราะสิ่งนั้นมันเป็นกาฝากทำให้คนไม่เข้าถึงธรรมะ ไม่ สนใจธรรมะ สังเกตดูเมืองไหนมีพระศักดิ์สิทธิ์ คนไม่ค่อยฟังเทศน์ ไปหาหลวงพ่อตลอดเวลาเลย ไปเทศน์ก็ ไม่สนใจ  ต้องการอะไรก็ไปสั่นกระบอกเอาจากหลวงพ่อ  แล้วนั่นแหละคือไม่ใช่พระพุทธศาสนาแล้ว  ไม่สนใจศึกษาธรรมะของพระพุทธเจ้า ไม่ได้ปฏิบัติเรื่องธรรมวินัย แต่ไปทำเรื่องขลังเรื่องศักดิ์สิทธิ์ไป หมด นี่แหละคือมูลเหตุอันหนึ่งที่เรียกว่า กาฝากทำลายพระพุทธศาสนา หรือเหมือนกับเนื้อร้ายที่เกิดขึ้น ในร่างกาย เช่นมะเร็งในพระพุทธศาสนา ที่เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลาทั่วๆ ไป วันไหนยังไม่มีก็อุตส่าห์ไป เอาเชื้อมะเร็งมาจากวัดอื่นต่อไป ไปหล่อรูปถ่ายมาแล้ว ก็ประกาศว่าหลวงพ่อนั้นมาอยู่ที่วัดนี้แล้ว วัด เดิมว่าเอาไปอย่างไร   ไปถ่ายทอดมาหล่อเลียนแบบ   เพราะฉะนั้นเราจึงเลียนแบบหล่อพระแก้ว ขายบ้าง  หล่อพระพุทธชินราช  หล่อหลวงพ่อโสธร  ให้คนเอาไปบูชาสักการะ ไม่ได้พูดถึงเรื่องแท้ จริงคือธรรมะเลย  แต่เอารูปหลวงพ่อให้คนไหว้นมัสการ  คนก็ไปติดอยู่ในรูปวัตถุนั้น ไปติดอยู่ในรูป วิงวอนของร้องบนบานสานกล่าว ไม่ก้าวหน้าในทางธรรมปฏิบัติเลยแม้แต่น้อย ญาติโยมลองคิดดู อันนี้ มันเป็นความสูญเสียทางจิตทางวิญญาณ  แต่ว่ามันได้ผลทางวัตถุ เราได้ผลทางวัตถุ แต่เราสูญเสียผล ทางจิตใจ จิตใจคนไม่เจริญก้าวหน้าในด้านปัญญา ในหลักคำสอนของพระพุทธศาสนา แล้วเราจะอยู่กัน อย่างไร  ดูๆ ไปแล้วก็เหมือนกับว่าเรา ที่เรียกตัวว่าเป็นพุทธบริษัท ปล่อยให้โรคร้ายมันเกิดขึ้นโดย ไม่รู้เนื้อรู้ตัว  แล้วก็ยอมเป็นโรคโดยไม่รู้ตัว  ไม่มีคนอื่นมาทำลายหรอก  แต่เรากันเองนี่แหละ ทำ ลายพระพุทธศาสนาอยู่ทุกวันเวลาโดยไม่รู้สึกตัว         ขอให้ญาติโยมคิดดูเถอะว่าจริงหรือไม่ใน เรื่องอย่างนี้  ถ้าเราคิดแล้วก็จะเห็นว่ามันเป็นอย่างนั้นจริงๆ ที่เราทำกันอยู่ทุกวันเวลา เป็นการทำ ลาย เป็นการสร้างสิ่งปิดบังพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ที่เป็นเนื้อแท้ ไม่ให้คนเข้าถึง ในสมัยหนึ่งท่านเจ้าคุณพุทธทาสมาเทศน์ที่กรุงเทพฯ  เทศน์เรื่องภูเขาวิถีพุทธธรรม  แล้วท่าน พูดว่า  พระพุทธรูปบังพระพุทธเจ้า  ไม่ให้คนเข้าถึง คัมภีร์ใบลานบังพระธรรมไว้ พระสงฆ์ก็บังพระ ธรรมไว้  เป็นภูเขากั้นขวาง ไม่ให้คนเข้าถึงธรรมะของพระพุทธเจ้า พอพูดถึงเรื่องนี้ออกไปแล้วฮือ ฮากันใหญ่  พวกที่จะสูญเสียลาภผลสักการะทั้งหลายฮือฮากันทั่วกรุงเทพฯ เลย คัดค้านกันใหญ่ หาว่า ท่านพุทธทาสเป็นมิจฉาทิฏฐิ  ทำลายพระพุทธศาสนา แต่ตัวทำลายนั้นไม่รู้ คนที่มาขูดเนื้อร้ายออกกลับ หาว่าเป็นคนทำลาย   นี่แหละคืออวิชชา   เขาเรียกว่าไม่รู้ไม่เข้าใจ   แม้พระผู้ใหญ่ชั้นสมเด็จก็มี อวิชชากลุ้มอยู่  ในสมัยนั้น  พูดโจมตีท่านพุทธทาสว่า  ท่านพุทธทาสทำลายพระพุทธศาสนา เป็นพระ คอมมิวนิสต์ไปอะไรอย่างนั้น ท่านได้ฟังแล้วท่านนั่งยิ้มๆ ไปอย่างนั้นเอง ให้เขาว่ากันไปก่อน วันหลัง ค่อยรู้เอง เขาเข้าใจเอง นี้เป็นตัวอย่าง นี่เรื่องที่ปรากฏอยู่ในวงการพวกเราพุทธบริษัท เพราะฉะนั้น  จึงควรจะคิดกันบ้างในสมัยนี้ ในสมัยที่พุทธธรรมมีศัตรูเข้ามามุ่งร้ายหมายขวัญอยู่  เราต้องรักษาโรคในร่างกายออกไป  ถือถ้าเปรียบว่าพุทธศาสนาธรรมวินัยของพระพุทธเจ้าเป็นร่าง กาย เมื่อเป็นร่างกายแล้วก็มีเนื้อร้าย มีโรคภัยเบียดเบียน เราจะต้องรีบรักษาร่างกายของเรานี้ให้ หายโรคหายภัย  ให้มีสุขภาพดีทั้งกายทั้งใจ ครั้นเรามีสุขภาพดีแล้วเราจะต่อสู้กับข้าศึกได้ ถ้าสุขภาพ ทางกายไม่ดีแล้ว จะไปต่อสู้กับเขาอย่างไร ลุกขึ้นไม่ไหวแล้วจะไปต่อสู้เขาอย่างไร ร่างกายอ่อนแอ  มือไม้ยกไม่ขึ้นจะไปสู้เขาอย่างไร สู้ไม่ได้ เพราะฉะนั้นต้องรักษาร่างกายให้แข็งแรง แล้วจึงจะไปต่อ สู้ฉันใด ในเรื่องพระศาสนานี้ก็เหมือนกัน เราจะต้องกำจัดปัดเป่าสิ่งเหลวไหล ซึ่งมีอยู่ในวงการวัดวา อารามพระพุทธศาสนาของเรานี้ให้หายไป  ให้ญาติโยมมีความเชื่อตรงไปยังพระพุทธเจ้า พระธรรม  พระสงฆ์  อย่างแท้จริง ให้เข้าใจคำสอนของพระพุทธเจ้า ปลดความเชื่อเหลวไหลออกไปจากจิตใจ ให้หมด แล้วเมื่อสิ่งนั้นไม่มี จุดโจมดีมันก็ไม่มี ช่องโหว่ไม่มี ข้าศึกจะโจมตีว่าพระพุทธศาสนาอย่างนั้น อย่างนี้มันไม่ได้ เพราะธรรมที่เป็นเนื้อแท้นั้น ไม่มีใครโจมตีได้ เป็นสิ่งที่คงทนถาวร ทนต่อการพิสูจน์ อย่างแท้จริง เราจึงต้องกวาดล้างสิ่งเหล่านั้นออกไป เอาความเชื่อเหลวไหลออกไปจากจิตใจ ญาติโยมบางคนอาจจะรับความเชื่อประเภทต่างๆ  เข้ามาใส่ไว้ในใจนานๆ  ไม่กล้าเอาออก แล้ว คือรักมันเหลือเกิน เรียกว่ารักอวิชชา ไม่ใช่อะไร รักความโง่ความเขลาที่เข้ามาเกาะจับอยู่ใน ใจ  ไม่ยอมเอาออก  เอาไว้ดูเล่น  นี่เป็นตัวอย่าง นั่นแหละคือความหลงผิดความเข้าใจผิด ไม่ได้ เรื่องอะไร มีพระองค์หนึ่งที่วัดนี้ไปบิณฑบาตแถวบ้านสร้างใหม่ แล้วเอาหนังสือไปแจก หนังสือนั้นชื่อว่า ชาวพุทธควรเชื่ออย่างไร  ซึ่งอาตมาเขียนขึ้นนานแล้ว  เอาไปแจก  เมื่อเขาอ่านแล้วเขาก็ว่า ที่ ท่านพูดนี้เป็นความจริง  ถูกต้อง  แต่ว่าอ้ายนั่นก็ดี  อ้ายนี่ก็ดี คือศาลพระภูมิก็ดีเหมือนกัน ถือโชคถือ ยามก็ดีเหมือนกัน  ถืออ้ายโน่นก็ดีเหมือนกัน  เคยให้ประโยชน์มาแล้ว  มันเป็นอย่างนี้ ให้ประโยชน์ อย่างไร ยกตัวอย่างว่าคนถือพระภูมิเวลาตกอกตกใจ ต้องไปไหว้ทุกที ทีนี้ไปไหว้อยู่บ่อยๆ แล้วทำอะ ไรมันได้ผล  พอได้ผลขึ้นดูหมิ่นตัวเองด้วยซ้ำไป ไม่เอาความสามารถของตัวมาใช้ กลับไปบอกว่า นี่ แหละเพราะพระภูมิช่วยจึงได้สำเร็จ  คราวนี้นี่แหละเขาเรียกว่า  ดูหมิ่นตัวเองอย่างเหลือเกิน ตัว เองนี่เป็นมนุษย์ผู้ประเสริฐสุดมีจิตมีปัญญา กลับไม่ยกย่อง ไปยกย่องศาลเล็กๆ ข้างบ้านว่าดีกว่าตัวไป เสียแล้ว  ถ้าหากว่าพระภูมิหัวเราะได้ แกคงหัวเราะก้องบ้านไปเลย บอกว่า เออกูมาอยู่กับคนโง่ๆ  นี่ไม่ได้เรื่องอะไร กูหลอกได้ตามชอบใจ เรื่องมันเป็นอย่างนี้ ญาติโยมลองคิดดูเถอะ คือคิดบ่อยๆ นึก บ่อยๆ พอตกใจ นึกถึงพระภูมิไม่นึกถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ไม่นึกถึงการปฏิบัติ แต่ไปนึกถึงสิ่ง นั้น  หรือไปทำเรื่องนั้นแล้ว  พอสำเร็จประโยชน์ขึ้น ความจริงมันสำเร็จด้วยการกระทำของตนเอง  ไม่สำเร็จด้วยเรื่องอะไรอื่น เมื่อสมัยเด็กๆ อาตมาจำได้ว่า เคยเถียงกับคุณแม่ข้อหนึ่ง คือว่าวัวมันหายไปตัวหนึ่ง มันไม่ได้ หายไปไหน  คือป่าละเมาะเป็นหย่อมๆ มีหญ้าในระหว่างชั้น ชั้นแรกก็กินหญ้าอยู่ตรงนี้ พอใกล้มืดก็ไป ต้อนกลับบ้าน  ต้อนมาได้ตัวเดียว  ตัวหนึ่งมันหายไปไหนก็ไม่รู้  คือมันไปเจอหญ้าดีเข้าแล้วมันไปกิน เพลินไป  กลับมาถึงบ้านบอกโยมว่าวัวหายไปตัวหนึ่ง โยมจัดแจงเลยบนบานศาลกล่าวอะไรต่ออะไร ไป  แล้วอาตมาก็ไปหาวัวเจอ พอหาเจอก็ต้อนกลับมา พอต้อนมาถึงคุณโยมก็จุดเทียนสามเล่ม คือบน บานไว้ว่า  จะบูชาด้วยเทียนสามเล่ม  เทียมสามง่าม อาตมาก็เป็นคนแผลงๆมาตั้งแต่เด็กๆ แล้ว ก็ เลยถามว่า แม่ทำอะไร บนบานกับท่านในเขื่อนไว้ คือว่าที่วัดใกล้บ้านมีเสาเขื่อน กระดูกสมภารเก่าๆ เอาไปใส่ไว้ตรงนั้น  คนก็ไปกราบไหว้อยู่ ไปไว้สิ่งศักดิ์สิทธ์ิไม่ได้ไหว้ความดีของสมภารองค์นั้นเลย  ไปไหว้ว่าศักดิ์สิทธิ์เท่านั้นเอง  ถ้าเราไหว้ความเรียกว่า ไหว้ธรรมะ ถ้าเราไปไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ มัน ไหว้สิ่งเหลวไหล ไม่ได้เรื่องอะไร โยมบอกว่าบนบานไว้ให้ได้วัวมา เลยบอกว่า ไม่ใช่เพราะหลวง พ่อในเขื่อน  โยมแม่  ฉันเองไปหามา  ฉันไปเที่ยวเดินตามหาวกไปวกมาในป่าจนเหน็ดเหนื่อย ไป เจอมันเข้าแล้วก็จูงมันมา  หลวงพ่อในเขื่อนที่ไหนไปตามมา  ฉันไปตามมาเอง  จะไปบูชาหลวงพ่อ อย่างไร  มันต้องจุดธูปบูชาฉันมันจึงจะถูก  พอพูดอย่างนั้นได้รับรางวัลเปรี้ยงเข้าให้ บอดว่า อ้ายนี่ พูดจาไม่เข้าท่า  ยังจำได้อยู่ตอนเด็กๆ  ได้รับรางวัล  แต่ก็ไม่แรงเกินไป  ท่านไม่ตีแรงๆ เพราะ รักลูกนั่นเอง นี่เป็นเรื่องที่ว่าไม่ได้คิดอะไร นั่นมันคนสมัยก่อนท่านไม่ได้เข้าโรงเรียน ไม่ได้เรียนหนัง สือ  อ่านหนังสือธรรมะก็ไม่ได้  แล้วก็ตามวัดสมัยนั้นก็ไม่ได้เทศน์อะไรให้ญาติโยมฟัง  เทศน์มากอยู่ เรื่องเดียว คือเรื่องอานิสงส์ พอว่าเข้าพรรษาเทศน์อานิสงส์เข้าพรรษา เดือนสิบอานิสงส์เปรตพระ เจ้าพิมพิสาร  เขามีหนังสือผูกๆ เป็นใบลาน พอถึงเดือนนั้นก็หยิบผูกนั้นมาเทศน์ พอถึงหน้ากฐินก็หยิบ หนังสืออานิสงส์มาเทศน์ ถ้าเป็นงานศพก็เทศน์กัณฑ์เดียว จนชาวบ้านพูดว่า เผาผีทีไรนกแซงแซวทุกที  คือเรื่องนกแซงแซว  มันเกาะอยู่บนต้นไม้ พระสวดอภิธรรม นกแซงแซวตายไปเกิดบนสวรรค์ เพียง แต่สวดเท่านั้นนกไปเกิดบนสวรรค์   จนชาวบ้านพูดว่าไปเผาผีทีไรฟังเรื่องนกแซงแซวทุกที  นั่นเป็น อย่างนั้น คือว่าไม่ได้สอนธรรมะให้คนเข้าใจ มันก็ไม่รู้เรื่อง ก็เลยไปติดอยู่ในสิ่งเหล่านี้ สิ่งเหลวไหล ต่างๆ ดังที่กล่าวมานี้ ที่นี้สมัยนี้เราเจริญแล้ว  ก้าวหน้าแล้ว  มีการศึกษามีปัญญา  รู้เหตุรู้ผลอะไรมากแล้ว เรามา ช่วยกันศึกษาเนื้อแท้ของพระพุทธเจ้า  เนื้อแท้ของธรรมะกันเสียบ้าง  แล้วเอามาปฏิบัติตัดความเชื่อ เหลวไหลออกไป  เราไม่ไปรื้อของเขาหรอกที่เขามีไว้ นึกว่า เอาไว้เป็นอนุสาวรีย์แห่งอวิชชาเอา ไว้อย่างนั้นแหละ เราไม่ไปทำอะไร เราไม่เอาจิตไปผูกไว้กับสิ่งเหล่านั้น เวลาเกิดอะไรขึ้นก็ไม่ได้ นึกไปถึงสิ่งนั้นว่าให้ช่วยเรา  แต่เรานึกว่า เราต้องช่วยตัวเอง เราต้องพึ่งตัวเอง การช่วยตัวเอง  การพึ่งตัวเองนั้นเรียกว่าปฏิบัติตามหลักของพระพุทธเจ้า แล้วเราจะช่วยอย่างไร จะพึ่งตัวเองอย่าง ไร  เรามีความทุกข์มีความเดือดร้อนมีปัญหา ก็ต้องมานั่งคิดทบทวนเรื่องนั้นว่าเราจะแก้อย่างไร ให้ คนอื่นแก้ให้ก็ไม่ได้ เราต้องแก้ของเราเอง เราต้องใช้หลักของพระพุทธเจ้าว่า สิ่งทั้งหลายเกิดจาก เหตุ  ไม่มีเหตุผลมันเกิดไม่ได้  แล้วเหตุนั้นไม่ได้อยู่ที่ไหน อยู่ที่การคิดของเรา อยู่ที่การพูดของเรา  อยู่ที่การกระทำของเรา อยู่ที่เรื่องใดเรื่องหนึ่งในตัวเรานี่แหละ ค้นหาเอาในตัวเรา โลกทั้งโลกนี่คือ ตัวของแต่ละคนนี่เอง อย่าไปพูดถึงโลกอันกว้างใหญ่ โลกกลมๆตามหลักภูมิศาสตร์เลย เรามาพูดโลก แบบธรรมคือร่างกายนี่แหละ ยาววาหนาคืบกว้างศอกนี่แหละ หรือสมมติเรียกว่า คน คนในโลก โลก ในคน มันอยู่กันตรงนี้แหละเราก็ต้องมาพิจารณาในโลกคือตัวเรา โลกคือคน คนคือโลก พิจารณาว่าอะ ไรมันเกิดขึ้น เกิดขึ้นเพราะอะไร มันมาจากอะไร อย่าไปเที่ยวไหว้อะไร วิงวอนอะไรให้มันวุ่นวาย เปลืองธูปเปลืองเทียนไปเปล่าๆ เรามานั่งสงบใจแล้วพิจารณาหาเหตุผลของเรื่องนั้นๆ สมมติว่ามีคนเกลียดเรา  เราก็นึกว่าทำไมเขาจึงเกลียดเรา  เราไม่ดีอย่างไร  เราจะไป แก้คนโน้นที่เกลียดเรา มันแก้ไม่ได้ เราต้องดูตัวเรา เรานี่บกพร่องอะไร เราเป็นคนพูดจาอย่างไร  กระทำอย่างไร คิดอย่างไรต่อเพื่อนคนนั้น เพื่อนคนนั้นจึงไม่ชอบเรา ไม่เป็นที่พึงพอใจในตัวเรา เรา ต้องพิจารณาศึกษาเรืองตัวของเราเอง   แล้วก็แก้ไขอย่างนี้เรียกว่า  แก้ตามแบบของพระพุทธเจ้า  เรืองทั้งหลายที่เราแก้อย่างนี่มันค่อยเบาไป ค่อยหายไปโดยลำดับแต่ไม่อย่างนั้น เรากลับนึกว่าเราจะ สบายใจ  กว่าถ้าเราไปแก้ด้วยวิธีไสยศาสตร์ด้วยอะไรต่ออะไร นี่มันไม่ได้ ทีนี้คนบางคนมักชักใบให้ เรือเสีย เช่นว่าญาติ ไม่สบายเป็นไข้อะไรก็ตามทีคนนั้นมาถึงถามว่าไหว้พระภูมิแล้วหรือยัง ไปดูหมอ แล้วหรือยัง  หรือว่าไปทรงเจ้าเข้าผีแล้วหรือยัง  ถามแต่เรืองยุ่งเท่านั้น ไม่มีเรื่องดีอะไรสักเรื่อง เดียว  ทำให้ใจเสีย  ทีนี้ต้องไปทรงเจ้าเข้าผี  ต้องไปไหว้ที่นั่นไปทำที่นี่  อะไรต่ออะไรทำให้เกิด ความวุ่นวายทางจิตใจแล้วก็เลยยุ่งกันใหญ่ เพราะว่าเรื่องมันยังไม่จบไม่สิ้น ปัญหามันก็เกิดมาก นี่คือ การทำผิดเรือง ทำไม่ถูกไม่ต้อง เราควรจะแก้กันที่ตัวเรา ปัญหาอะไรเกิดขึ้นเราต้องแก้ไข ต้องรู้ จักปล่อยรู้จักวาง  บางทีเรื่องมันยังไม่เกิด อย่าไปคิดให้มันไกลเกินไป เราต้องคิดเอาที่ใกล้ไว้ก่อน  จะแก้อย่างไร จะนึกอย่างไร หรือว่าถ้ามันจะเกิดก็ยอมมันเสียบ้างในบางเรื่อง เมื่อมันจะเกิดก็เกิด  เรื่องมันจะเป็นไปก็ต้องเป็นไป อะไรมันจะเป็นก็ให้มันเป็นก็ ก็ให้มันเป็นไปตามเรื่อง เรายอมรับใน เรื่องนั้นเสีย  ว่าเรามันได้กระทำความผิดไว้ เมื่อมันจะเกิดอะไรขึ้นมาก็ยอมรับในเรื่องนั้นเสีย ว่า เรามันได้กระทำผิดไว้  เมื่อมันจะเกิดอะไรขึ้นมาก็ยอมรับผิดโดยชื่นตา มันก็สบายใจ ไม่มีความทุกข์ ความเดือดร้อนวุ่นวายใจอะไรมากเกินไป ถ้าเราไปคิดแก้ไขในรูปอย่างนี้ แต่ถ้ามัวไปยุ่งด้วยเรื่องอะ ไรร้อยแปด มันก็เป็นปัญหาอยู่ตลอดเวลา นี่แหละคือความเสียหาย ที่เป็นไปอยู่ในสมัยนี้ทั่วๆ ไป จึงใคร่จะขอแนะนำญาติโยมทั้งหลายว่า    เรามาศึกษาให้เข้าใจเนื้อแท้ของพระพุทธศาสนา  แล้วเรามาปฏิบัติขัดเกลาด้วยตัวของเราเอง สร้างปัญญาให้เกิดขึ้น เพื่อเอามาเป็นหลักแก้ไขปัญหา ชีวิตของพระพุทธเจ้าแล้ว   เราจะไม่ถูกใครหลอกเอา  ไม่มีใครต้มเราด้วยเรื่องอะไรต่างๆต่อไป  เดี๋ยวนี้เขาต้มกันมากมายก่ายกอง เมื่อวานนี้ไปที่สถานีโทรทัศน์  พวกที่สถานีเขาก็บ่นกัน  บอกว่า  แหม! เวลานี้ผู้หลักผู้ใหญ่มี เหรียญเต็มกระเป๋า แต่ไม่ใช่เหรียญสตางค์อะไร เหรียญหลวงพ่อเยอะแยะ พอมาถึงก็แจกๆ พวกรับ แจกก็รับไป  รับไปแล้วก็ไปซุบซิบว่ามันปลอมหรือจริงก็ไม่รู้  มันมีของจริงของปลอมขึ้นมาแล้ว ในหมู่ เหรียญทั้งหลายเหล่านั้นเกิดลังเลแล้วก็เอามาไว้ใส่กระเป๋าไปตามเรื่อง        ก็เกิดสงสัยกันขึ้น  ความจริงนั้นไม่ต้องไปแจกอย่างนั้นหรอก แต่เราพูดทำความเข้าใจ ไม่เพาะอุดมการที่ถูกต้องให้เกิด ขึ้นในจิตใจคน  เอาแต่เรื่องหลอกๆ กันอยู่ตลอดเวลา ให้คนกล้าก็ไม่ให้กล้าโดยธรรมะ กล้าโดยรัก หน้าที่ โดยเสียสละ ให้มั่นกล้าจริงๆกล้าเด็ดขาด กล้าอย่างคนมีปัญญาแต่กล้าโดยวิธีหลอกให้กล้า ให้ กินยากระตุ้นประสาทเหมือนคนขับรถกินยาม้าอะไรอย่างนั้น  มันขับไปได้เวลากินยา พอหมดฤทธิ์ยา ไม่รู้ตัวนอนแอ้งแม้งข้างถนนบ่อยๆ  พวกนี้ไม่มีจิตใจเข้มแข็ง ต้องฝึกให้เป็นคนรู้จักหน้าที่มีความเสีย สละ เช่นทหารออกรบในสงครามถ้าเราจะพูดอธิบายให้เขาเข้าใจว่า การรบนี่เป็นหน้าที่อันหนึ่งที่เรา จะต้องทำ  เราไปรบเพื่อกู้ธรรมะ  เพื่อรักษาสิ่งดีสิ่งงามไว้ในโลกต่อไป แล้วอธิบายให้เขาเห็นว่า  การไปรบมันก็ต้องตายไม่ต้องกลัวหรอก   ตายเป็นเรื่องธรรมดาเราอย่าไปกลัวอะไรกับความตาย  คนทุกคนเกิดมาแล้วตายทั้งนั้น ไปตายในหน้าที่นี่เป็นความตายที่ประเสริฐดีกว่าไปตายในที่เหลวไหลที่ เขาตายๆ  เช่นตายด้วยขี้เมาหยำเป นี่ตายไม่ได้เรื่อง เราตายในหน้าที่ในการงานเป็นความตายที่ ประเสริฐ พูดให้เขาเข้าใจซาบซึ้งให้เกิดความเสียสละ ให้เห็นว่า ชีวิตร่างกายนี้มันก็ไม่มีอะไรเกิด มาแล้วมันก็เป็นอย่างนั้น  พวกนี้จะมีใจกล้าหาญในทางธรรม  มีความรู้สึกถูกต้องในจิตใจโดยไม่ต้อง หลอกกันต่อไป เพราะเขาเข้าใจเรื่องแล้วไม่ต้องหลอกอะไรกันอีก เขาก็ทำหน้าที่โดยความตั้งใจ สิ่ง ทั้งหลายก็ก้าวหน้าอันนี้ไม่เพาะไห้เกิดขึ้นคือไม่เผยแผ่ธรรมะนั่นเอง  ไม่แจกธรรมะ  แจกแต่เหรียญ หลวงปู่หลวงพ่อทั้งหลาย บางคนนิ้วก็สวมแหวน คอก็แขวนเหรียญ แล้วเหรียญก็ไม่ใช่อันเดียวมากมาย เหลือเกิน เวลานี้คนไม่ค่อยนึกถึงพระพุทธเจ้าเท่าใด  นึกถึงหลวงปู่นั่นหลวงพี่นี่เสียมากกว่า เพราะว่า หลวงปู่แผลงฤทธิ์มากเวลานี้ ยกตนข่มพระพุทธเจ้ากันอยู่ตลอดเวลา อ้างว่าฉันมันเก่งทำเหรียญ เรา ควรจะทำเหรียญพระพุทธเจ้า   แต่เหรียญมันก็เท่านั้น  ควรจะพูดธรรมะให้เขาเข้าใจ  กลางคืน ต้องอบรมบ่มนิสัย  ให้เขารักหน้าที่  รักการงาน มีความเสียสละ เห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวม นี่แหละ เรียกว่า  ปลุกเสกแท้จริง  ปลุกเสกด้วยพระธรรมนี่แหละ ปลุกเสกทางจิตใจ ให้เขาเป็นตัวธรรมะ  ให้เขาเข้าถึงธรรมะ แล้วสิ่งทั้งหลายก็ไม่ยุ่งยากเรียบร้อย เวลานี้คนมันไม่ถึงธรรมะ ไม่รู้จักธรรมะ อันเนื้อแท้ของพระศาสนา  เพราะฉะนั้นจึงปรากฏว่าแต่งเครื่องแบบแล้วไปกินเหล้ามา พอเมาแล้วมี เรื่องนิดหน่อยขว้างลูกระเบิด คนตายไปตั้งเยอะแยะ ซึ่งมันไม่น่าจะทำอย่างนั้นเลย ที่คอเหรียญหลวง พ่อเต็ม  มือที่ขว้างระเบิดก็มีแหวนหลวงพ่ออยู่ด้วย แต่ว่าหลวงพ่อหลวงปู่ทำไมไม่ดึงจิตใจคนเหล่านั้น ให้มันละอายบาปให้มันกลัวบาป  ให้เกิดความสำนึกว่าสิ่งนี้เราทำไม่ได้ เราไม่ควรจะเข้าไปในโรง เหล้าถ้าเราเป็นลูกศิษย์ของพระพุทธเจ้า ไม่ควรจะเมามาย ไม่ควรจะทำสิ่งที่เหลวไหล ยังไม่มีน้ำ ใจอย่างนั้นมีแต่น้ำใจเปลือกๆ กะพี้ๆ ตลอดเวลา จึงไม่เข้าถึงสิ่งที่เป็นเนื้อ จึงลำบากกันอยู่ จึงใคร่ที่จะให้ญาติโยมทั้งหลายได้ช่วยกันแก้ไขสิ่งเหล่านี้    สิ่งใดที่ท่านเคยถือมาก่อนท่านไม่ ต้องกลัวเลิกไปได้เลย  แล้วไม่มีอันตราย  อันตรายนั้นไม่ได้เกิดจากสิ่งภายนอกหรอก อันตรายที่แท้ จริงเกิดจากความคิดผิดของเราเอง ความยึดถือไว้ผิดความคิดที่ผิดนั่นแหละคือตัวอันตรายที่ยิ่งใหญ่ ที่ นี้เรามีใจแข็งเราไม่ไปคิดกลัวสิ่งนั้นต่อไป สิ่งนั้นก็ไม่มีอยู่ในจิตใจของเรา นี่เราเอาสิ่งนั้นมาใส่ไว้ใน ใจเอามากอดรัดไว้ในดวงใจตลอดเวลาทำอะไรก็กลัวสิ่งนั้น   ไม่กลัวความผิดชอบชั่วดี  แต่ไปกลัว ความขลังกลัวความศักดิ์สิทธิ์  ซึ่งเป็นความกลัวที่ไม่ได้ความอะไร อย่างนี้มันไม่ถูกต้อง แต่ถ้ากลัวใน แง่ธรรมะ เรากลัวบาปเรารักบุญ มีหิริโอตตัปปะ มีขันติ ความอดทน นั่นเป็นเรื่องของธรรมะแท้ๆ ถ้า เราทำได้อย่างนั้นจะดีกว่าประเสริฐกว่า จึงขอชักชวนญาติโยมในแง่นี้ แล้วเอาไปคิดเสียก่อน คิดว่า สิ่งที่เรานับถือๆมานี่มันไม่ใช่พุทธศาสนา ไหนๆ เราจะเป็นลูกศิษย์ของพระพุทธเจ้าแล้ว จงรักภักดีต่อ พระพุทธเจ้าแล้ว  อะไรที่ไม่ใช่เป็นของพระพุทธเจ้า  กวาดออกไปให้หมดไม่เอาไว้ ฉันมีองค์เดียว  พระองค์เดียวใสดวงใจของฉันคือ พระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ สามอย่างนี้เป็นหลักใจ ได้พบคนไทยที่ไปถือศาสนาอื่น  คือว่าไปถือคริสเตียน ในบ้านแกมีพระพุทธรูป พวกคริสเตียนที่ มาสอนบอกว่า  เอาออกเสียเถอะไม่ให้ไว้ในบ้าน เขาให้รื้อออกไปหมด เอาไปไว้ที่ไหนก็ตามใจ เพราะว่าจะถือคริสเตียนแล้ว   สิ่งนี้ไว้ไม่ได้   พวกคริสเตียนเขาไม่ไปทรงเจ้าเข้าผีไปสำนักทวด สวรรค์อะไรเขาไม่ไป  เพราะมันไม่ใช่เรื่องมีในคัมภีร์ แต่พวกเราที่ถือพุทธนั้นแม้ไม่มีในคัมภีร์ พระ พุทธศาสนาสอนไว้ ก็อุตส่าห์ไป ไปทรงเจ้าเข้าผีไปหาหลวงปู่ทวดหลวงพ่อนั่นหลวงพ่อนี่ เดี๋ยวนี้มีเจ้า เยอะแยะเจ้าพ่อเจ้าแม่ เจ้าพี่เจ้าน้อง ต่อไปก็จะมีเจ้าเขยเจ้าสะใภ้ ก็มีมากเจ้าขึ้นไปทุกวัน ยิ่งอยู่ ไปก็ยิ่งบ้าขึ้นทุกวันทุกเวลาแล้ว พวกเราพุทธบริษัท โยมลองคิดดู ไม่เข้าเรื่องขึ้นทุกเวลา ถืออะไรต่ออะไร ไรก็ไม่รู้ นี่มันยุ่ง สิ่งนั้นไม่ใช่พุทธศาสนาจริงหรือไม่จริงไม่ว่า แต่ว่าไม่ใช่ของพระพุทธเจ้า เมื่อเรา จงรักภักดีมอบกายถวายชีวิตต่อพระพุทธเจ้าแล้ว สิ่งใดไม่ใช่ของพระพุทธเจ้าไม่เอา ต้องถืออย่างนั้น  เราต้องแก้ความเชื่อของญาติโยมให้มันตรงขึ้น   จึงจะช่วยศาสนาให้อยู่รอด  แต่ถ้าเรามีความเชื่อ เหลวไหลอยู่อย่างนี้  แล้วมันจะไปไม่รอด  เขาโจมตีเขาผ่าตัดเราได้ง่าย เพราะว่าเรามีโรคเนื้อ ร้ายก็ต้องผ่า ถ้าเราไม่มีโรคเขาจะผ่าตัดอะไรเรา โยมลองคิดดูเถอะในเรื่องอย่างนี้ คิดแล้วก็ปล่อยๆเสียบ้างอะไรที่มันไม่เข้าท่าเลิกๆเฉยๆเสียบ้างอย่าไปสนใจ มิฉะนั้นแล้วจะถูก หลอกถูกต้มเรื่อยไป   ด้วยวิธีการต่างๆที่แพร่หลายอยู่ในสังคมไทยในสมัยนี้   ซึ่งล้วนแต่ไม่ใช่เรี่อง ของพระพุทธศาสนาทั้งนั้น   นี่แหละขอทำความเข้าใจในเรื่องนี้ในวันนี้  พูดมาก็พอสมควรแก่เวลา  ขอยุติไว้แต่เพียงนี้.