ปาฐกถาธรรม เรื่อง วิถีทางปลดปลงเสียก่อนตาย โดย พระเทพวิสุทธิเมธี (ปัญญานันทภิกขุ) วันอาทิตย์ที่ ๙ ตุลาคม ๒๕๒๐ ญาติโยมพุทธบริษัททั้งหลาย ณ บัดนี้ถึงเวลาของการฟังปาฐกถาธรรมะ อันเป็นหลักคำสอนในทางพระพุทธศาสนาแล้ว ขอ ให้ทุกท่านอยู่ในอาการสงบ ตั้งอกตั้งใจฟังด้วยดี เพื่อให้ได้ประโยชน์อันเกิดขึ้นจากการฟัง ตามสมควร แก่เวลา การที่เราทั้งหลายได้มาวัดในวันอาทิตย์ อันเป็นวันหยุดงาน ก็มีจุดมุ่งหมายสำคัญอยู่ที่ต้องการมา ศึกษาหลักธรรมะของพระพุทธเจ้า ให้เกิดความรู้ความเข้าใจชัดเจนถูกต้อง แล้วจะได้นำหลักธรรมะ นั้นไปเป็นแนวทางสำหรับชีวิตต่อไป เพื่อให้เกิดความสุขความสงบในชีวิตประจำวัน ชีวิตของคนเรานั้น ก็เหมือนกับว่าการเดินทาง เราเริ่มเดินทางด้วยการเกิดจากท้องมารดา แล้วก็เดินทางมาโดยลำดับ ไปสุดทางเอาที่ความตาย  อันเป็นฉากหนึ่งของชีวิตที่จบลงไป ระยะทางก่อนที่จะถึงจุดหมายคือความ ตายนั้น เราจะต้องพบกับสิ่งต่างๆ หลายอย่างหลายประการ เป็นเรื่องที่พอในบ้างเป็นเรื่องที่ไม่พอใจ บ้าง บางครั้งบางคราวก็เกิดความสุขความสบาย แต่บางครั้งบางคราวก็เกิดความทุกข์ความเดือดร้อน ใน มีปัญหาต่างๆ เกิดขึ้น จนกระทั่งไม่รู้ว่าจะแก้ปัญหานั้นอย่างไร ซึ่งเราทุกคนก็ได้ประสบพบเห็นมา แล้วด้วยกันทั้งนั้น ในชีวิตของคนเราแต่ละคนนั้น มีความสะดวกสบายไร้ปัญหาก็ตอนเป็นเด็กเท่านั้นเอง ตอนเป็น เด็กน้อยๆ   ไม่ค่อยมีปัญหาไม่มีเรื่องยุ่งยากอะไร  การที่ไม่มีปัญหาก็เพราะว่ายังไม่ได้รับผิดชอบใน เรื่องเกี่ยวกับการเป็นอยู่ของตน  มีผู้อื่นรับผิดชอบให้ ผู้ที่รับผิดชอบอย่างหนักก็คือคุณพ่อคุณแม่ ท่านรับ ภาระอยู่ตลอดเวลา ในการที่จะให้ความสะดวกสบายแก่บุตรธิดา ซึ่งถือกำเนิดมาในโลกนี้ เพราะฉะ นั้นเด็กน้อยๆ จึงไม่มีปัญหาอะไรมากนัก มีแต่เรื่องความต้องการและก็ได้ดังใจ ถ้าไม่ได้ดังใจนั่นแหละ จึงจะหน้าเง้าหน้าบ้างนิดๆ หน่อยๆ แต่ไม่ค่อยจะเป็นมากเท่าไหร่ เพราะว่าพ่อแม่เห็นอาการเช่นนั้น ก็ให้ไปตามใจทุกที  เด็กจึงมีความสุขในชีวิตประจำวัน  ไม่ค่อยมีปัญหาอะไรยุ่งยากมากนัก  แต่ว่าชี วิตร่างกายของคนเรานี้จะเป็นเด็กอยู่อย่างนั้นตลอดไปก็ไม่ได้มันมีความเปลี่ยนแปลงตามกฎธรรมชาติ  ซึ่งสิ่งทั้งหลายไม่เที่ยง  ดังที่เราสวดมนต์เมื่อตะกี้นี้ เพราะฉะนั้นร่างกายก็เปลี่ยนแปลงไปโดยลำดับ เป็นหนุ่มเป็นสาวก็เริ่มมีปัญหาแล้วเริ่มมีความทุกข์มีความไม่สบายใจด้วยเรื่องบางสิ่งบางประการความ ทุกข์ความเดือดร้อนใจของคนที่อยู่ในวัยหนุ่มวัยสาวนั้น ก็คือความอยากในเรื่องต่างๆ นั่นเอง เมื่อเป็น เด็กน้อยความอยากบางอย่างบางอย่างไม่มี แต่พอเป็นหนุ่มเป็นสาวก็เกิดมีความต้องการ ในเรื่องที่ ตนต้องการขึ้นมา ถ้าได้ดังใจก็ไม่เป็นไร ถ้าไม่ได้ดังใจก็เกิดปัญหา มีความทุกข์มีความเดือดร้อน ปัญ หาที่เกิดขึ้นในระยะนี้แหละ เป็นปัญหาสำคัญของชีวิต จะเสียคนก็ได้ จะไม่เสียคนก็ได้ ถ้าหากเป็น คนที่ไม่ค่อยมีเหตุผล  ไม่มีปัญญาที่จะวินิจฉัยในเรื่องอะไรๆต่างๆที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน  มองเห็น ง่ายๆตัดสินใจง่ายๆ ก็มักจะเดือดร้อนในภายหลังเสมอไป ดังที่เป็นๆกันอยู่ทั่วๆ ไป ญาติโยมมีลูกมีหลานก็คงประสบปัญหานี้อยู่บ้างนั่นก็คือขาดเหตุผลในเรื่องชีวิต คนหนุ่มคนสาวมัก จะเป็นคนคิดสั้นๆ คิดง่ายๆ ไม่ได้มองกาลไกลถึงอนาคตว่ามันจะเกิดอะไรขึ้น ถ้ามีความต้องการอะไร ก็มักจะนึกว่าขอให้ได้ดังใจ ถ้าใครมาขัดขวางหรือว่ามาช่วยแนะนำอธิบายอะไรให้ก็มักจะนึกว่าขอให้ ได้ดังใจ  ถ้าใครมาขัดขวางหรือว่ามาช่วยแนะนำอธิบายอะไรให้ฟัง เขาจะไม่ฟังเลย เขาจะถือว่า เป็นเรื่องของเขา  ไม่ใช่เรื่องของคนอื่นที่จะมาเกี่ยวข้อง หาได้นึกไม่ว่า ชีวิตของตนนั้นไม่ได้อยู่คน เดียว  แต่ว่ามีความเกี่ยวข้องกับคนหลายคนในครอบครัว เรามีความเกี่ยวข้องกับคุณปู่ คุณย่า คุณตา  คุณยาย คุณพ่อ คุณแม่ ซึ่งเป็นตัวจักรสำคัญ แล้วก็มีพี่มีน้อง มีน้า มีอา มีลุงมีป้า แต่ละคนนั้นย่อมมีส่วน เกี่ยวของสัมพันธ์กัน  ผู้ใดที่เป็นผู้ใหญ่  เห็นโลกมานาน เมื่อเห็นว่าอะไรมันจะเกิดเสียหายแก่ผู้ที่ยัง ใหม่ต่อโลก ก็มักจะเรียกมาแนะนำพร่ำเตือนอย่างนั้นอย่างนี้ เพื่อช่วยกันประคับประคองชีวิตให้ก้าวไป ข้างหน้า  แต่บางทีก็ได้ผล  บางทีก็ไม่ได้ผล  ที่ไม่ได้ผลก็เพราะเขาคิดว่า คนแก่นั้นเป็นคนที่แก่แล้ว  ความคิดความอ่านไม่ทันสมัย  สู้พวกตนไม่ได้ ซึ่งเป็นคนมีการศึกษาแผนใหม่ มีความคิดก้าวหน้า มอง เห็นอะไรๆ  ที่ผู้หลักผู้ใหญ่กระทำนั้นเป็นเรื่องคร่ำครึไป เป็นเรื่องเก่าล้าสมัยไป นึกว่าตนนั้นเก่งไป ทุกทาง อันนี้คือกิเลสตัวหนึ่งที่เกิดขึ้นในใจ เขาเรียกว่า ความมานะถือตัว คือสำคัญตัวผิด สำคัญตัวว่า เราเก่งเราฉลาดกว่า  เรารู้อะไรๆ  มากกว่า คนแก่ๆ นั้นไม่รู้อะไรแล้วในสมัยนี้ ความรู้ที่มีก็เป็น ความรู้สมัยก่อนเมื่อหกสิบปีมาแล้ว  เจ็ดสิบปีมาแล้ว  เขาไม่ค่อยจะรับฟัง  ชอบทำอะไรตามใจตัว  ตามใจที่ปรารถนา แล้วก็เป็นอย่างไร บางทีก็เกิดเรื่องเสียหาย มีปัญหาเกิดขึ้นในชีวิต ทีนี้ผลไม่เกิด ขึ้นแก่คนๆ  เดียว  กระทบกระเทือนไปถึงคนหลลายคนที่จะต้องเดือดร้อนใจไปด้วย ทำให้เกิดปัญหา  ความทุกข์ก็เกิดขึ้น  แล้วในชีวิตหนุ่มสาว  ผู้ใหม่ต่อโลก ผู้ขาดปัจจัยคือธรรมะเป็นเครื่องบังคับจิตใจ  ปล่อยตัวปล่อยใจไปตามอารมณ์และสิ่งแวดล้อมมากเกินไป โดยมากคนอยู่ในวัยหนุ่มวัยฉกรรจ์นี้ไม่ค่อยจะหันหน้าเข้าหาพระ    ไม่เอาธรรมะมาเป็นแนว ทางของชีวิตจึงได้เกิดปัญหาด้วยประการต่างๆ   และเมื่อเกิดปัญหาอะไรขึ้นแล้ว  ไม่คิดแก้ด้วยวิธีที่ ชอบธรรม แต่มักจะแก้ด้วยวิธีการที่ไม่ชอบธรรม การแก้ของเขาก็คือเตลิดเปิดเปิงไปเลย ไหนๆ ผิด แล้วก็ผิดเรื่อยไป ไม่ยอมกลับหลัง อย่างนี้คือความเข้าใจผิด ความหลงผิดในชีวิตของตัวนั่นแหละ จึง ได้เตลิดเปิดเปิงไปในรูปเช่นนั้น  ผลที่สุดชีวิตก็ตกต่ำเรื่อยไป จนไร้ความหมายไป อันนี้เป็นเรื่องน่า เสียดาย ในชีวิตของคนเหล่านั้น ทีนี้เราจะช่วยคนเหล่านั้นอย่างไร พ่อแม่ก็ช่วยอยู่ ญาติพี่น้องก็พยายามช่วย แต่บางทีก็ไม่ได้ผล เท่าไหร่นัก เพราะเขาไม่คิดช่วยตัวเอง อันคนที่ไม่คิดช่วยตัวเองนั้น ใครๆ จะไปช่วยสักเท่าใดมันก็ ไม่ไหว เพราะไม่ได้ช่วยตัวเองเลย คนเราที่จะได้รับความช่วยเหลือจากคนอื่นนั้น ตัวจะต้องช่วยตัว เองก่อนเป็นพื้นฐาน  ไม่ว่าจะเป็นเรื่องปัจเจกชน  เรื่องประเทศชาติบ้านเมือง  ต้องมีการช่วยตัว เองก่อนเป็นพื้นฐาน     แล้วจึงจะได้รับความช่วยเหลือจากคนอื่นต่อไป     ถ้าจะเอาแต่การช่วย เหลือของคนอื่นร้อยเปอร์เซนต์ ตัวเองไม่คิดช่วยตนเองแล้ว คนนั้นเอาตัวไม่รอด ชาตินั้นก็เอาตัวไม่ รอดเหมือนกัน  พระพุทธเจ้าท่านจึงสอนให้ช่วยตัวเอง  ให้พึ่งตัวเอง ก็เพื่อจะให้เอาตัวรอดนั่นเอง  แต่ว่าคนที่ไม่รู้จักช่วยตัวเองนี้ลำบาก    ใครจะไปช่วยก็ไม่ไหว    อันนี้เป็นเรื่องที่เสียหายในชีวิต ของคนอยู่ไม่ใช่น้อย แล้วก็เป็นความทุกข์ ในชีวิตของคนในวัยนั้น นั่นเป็นความทุกข์แบบหนึ่ง ครั้นครองบ้านครองเรือนเป็นผู้ใหญ่ เมื่อเป็นผู้ใหญ่แล้วแจะไม่มีความทุกข์อย่างนั้นหรือ พ่อแม่นี้ สบายใจไปตอนหนึ่ง สบายใจว่าลูกได้เป็นฝั่งเป็นฝาแล้ว มีเหย้ามีเรือนแล้ว แต่ก็ยังไม่วายเป็นห่วงนั่น แหละ  ยังตามมองอยู่ตลอดเวลา  ว่ามันจะไปรอดหรือเปล่า  หรือจะไปล่มเสียปากอ่าว หรือจะไป ถูกคลื่น  ถูกลมพายุร้าย  แล้วจะเกิดความเสียหาย  นี่คือน้ำใจแม่พ่อ  เป็นห่วงกังวลอยู่ตลอดเวลา  จนกระทั่งหมดลมหายใจ จึงจะหมดความกังวลเกี่ยวกับลูกเต้าของตน ผู้ที่ครองบ้านครองเรือนแล้วไม่ ชื่อว่ามีความสุขความสมบูรณ์อะไรหรอก  แต่ว่าพ่อแม่เบาใจได้นิดหน่อย  ว่าเขาพอจะช่วยตนเองได้ แล้ว แต่ว่าถ้าคนนั้นยังไม่คิดช่วยตัวเองให้เต็มเม็ดเต็มหน่วยก็ยังมีปัญหาอยู่อีกนั่นแหละ เพราะฉะนั้นใน ครอบต่างๆ  จึงมีปัญหามีความทุกข์มีความเดือดร้อนใจ ไม่ใช่ว่าจะมีความสุขสดชื่นเสมอไป อันนี้เป็น เรื่องธรรมดาที่จะเกิดปัญหาขึ้นในชีวิตประจำวัน ปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นนั้น เป็นเรื่องที่จะให้เราแก้ทั้ง นั้น  มันมีปัญหาเกิดขึ้นก็หมายความว่า มีเรื่องที่จะได้เราแก้ ถ้าเราแก้ได้ก็พ้นไปเปราะหนึ่ง แล้วก็มี เรื่องอื่นๆ เกิดขึ้นอีก เราก็พยายามแก้ต่อไป แก้ได้ทุกเรื่องมันก็เบาไป บางไป แต่ถ้าแก้ไม่ได้ก็เกิด เป็นปัญหามีความทุกข์ความเดือดร้อน  นี่คือชีวิตที่เป็นอย่างนี้  จึงมีความทุกข์ความเดือดร้อนอยู่ตลอด เวลา  แต่ว่าค่อยแก้ไขไปตามเรื่อง มันก็เบาไป เรื่องนี้เกิดขึ้นแก้ได้ เบาใจไป เรื่องนั้นเกิดขึ้นอีก แก้ได้  ก็เบาใจไป มันอยู่กันอย่างนี้แหละ เหมือนคนแบกหนักแบกไป หนักไปก็วางไว้สักหน่อย แล้วก็ แบกต่อไป พอรู้สึกเหนื่อยก็วางเสีย แล้วก็แบกต่อไป ไม่จบหรอก แบกกันอยู่อย่างนี้เรื่อยไป ไม่จบไม่ สิ้นเป็นภาระของชีวิตที่จะต้องประสบพบเห็นเรื่อยไป ไม่จบไม่สิ้นเป็นภาระของชีวิตที่จะต้องประสพพบ เห็นเรื่อยไปอยู่ตลอดเวลา จนกระทั่งอายุเราเข้าเขตชราภาพ ลูกเต้าที่เราได้เลี้ยงได้ดูมา มันก็เติบ โตเป็นผู้ใหญ่ ออกไปทำมาหากินบางคนก็เรียบร้อย บางคนก็ไม่เรียบร้อย ผลไม้ต้นหนึ่งที่จะดีทั้งร้อยไม่มี  ทุกผลจะเรียบร้อยไม่มี มันเน่าบ้างเป็นธรรมดา บางทีเน่าตั้ง แต่โน่นพอออกดอกก็เน่าแล้ว ไม่ทันออกเป็นผล บางทีก็เป็นผลขนาดเท่าหัวแมลงวัน แล้วก็หล่นไปกอง  ดูหน้ามะม่วงที่มันหล่นเสียจนไม่รู้เท่าไร ถ้าหากว่าติดทุกดอกแล้ว มะม่วงตายแน่ กิ่งหักไปเลยทีเดียว  แต่มันไม่ได้ติดหมดอย่างนั้นหรอก  มีร่วงไปหล่นไปตลอดเวลา  บางทีก็โตขนาดข้อมือแล้วก็ยังหล่นไป  บางทีเปลือกเลื่อมๆ สีแดงเรื่อๆ จะสุกแล้วมันยังหล่นไป บางทีไม่หล่นหรอก แต่ว่ามีตัวหนอนไปชอนไช อาศัยอยู่ในผละม่วง เราเก็บไปกิน ปาดเข้าไปมีตัวหนอน บางคนก็ปอกตรงนั้นทิ้งเสีย กินตรงอื่นมันต่อ ไปอันตราย ถ้ามีตัวหนอนอยู่อย่างนี้ อย่ากินเข้าไป ไม่รู้ว่าจะมีเชื้อติดอยู่ตรงไหนบ้าง ควรจะขว้างทิ้ง ไป  ฝังดินไปเสียเลย  อย่าให้ตัวหนอนมันเพาะเชื้อต่อไป ชีวิตของคนเราก็คล้ายกับมะม่วงอย่างนั้น แหละ เช่นเรามีลูกห้าคนหกคน อย่าไปนึกว่ามันจะดีทั้งห้าคน หรือว่าจะดีทุกคน ต้องนึกเผื่อไว้บ้างว่า มันคงจะเสียบ้างแหละ  เราก็ต้องใช้ปัญญา  ใช้ความสามารถอบรมบ่มนิสัยเขา ให้มันเข้ามาตรฐาน ตามสมควรแก่ฐานะ  ถ้าดีหมดก็สบายใจ แต่ถ้าดีไม่หมดก็นึกปลงเสียว่า มะม่วงต้นหนึ่งมีผลเสียเยอะ แยะ ขนุนต้นหนึ่งก็มีเสียเยอะแยะ อะไรๆ มันก็เป็นอย่างนั้นแหละ ต้นหมากรากไม้ที่เราเอามาปลูกใน บ้าน มันไม่ดีทุกต้นหรอก มีร่วงมีหักไปตามเรื่องตามราว เหมือนกับปลูกไม้ในบริเวณวัดนี้ บางต้นมันก็ ตายไป  หาต้นอื่นมาปลูกต่อไป ใส่ปุ๋ยรดน้ำพรวนดิน ถ้ามันโตขึ้นมาก็สบายใจ แต่ถ้ามันไม่โตก็อย่าไป ทุกข์กับมัน เป็นเรื่องธรรมดา ถ้าเรารู้ธรรมะก็ปลงตกได้ ถ้าไม่รู้ธรรมะก็ไม่ตก วางไม่ลง พอวาง ไม่ลงก็หนักอกหนักใจ  ดังที่เราพูดว่า  หนักใจจริงๆ หนักแล้วทำไมไม่วางเสียก็ไม่รู้ มันเป็นอย่างนี้ แหละ  บ่นอยู่ได้ว่าหนักใจจริงๆ คล้ายกับคนแบกหิน แบกไว้บนบ่า แล้วบ่นว่าหนักจริงๆ หนักจริง ทำ ไมไม่วางลงให้มันเบาลงเสียบ้าง  นี่แหละมันเป็นปัญหาง่ายๆ  แต่ว่าคนเรามันคิดไม่ค่อยออก  เลย แบกอยู่อย่างนั้นตลอดเวลา  ภาระต่างๆ ก็แบกไว้ในจิตใจเรื่อยไป คนกระทั่งโน่นและหมดลมหายใจ  ก็หมดเรื่องกันไปทีหนึ่ง หมดลมหายใจแล้วมันไม่มีเรื่องอะไรจะแก้ไข เรื่องปัญหาเรื่องแก้ไขอะไรนั้น มันต้องแก้ก่อนตาย การปฏิบัติธรรมะในพระพุทธศาสนาก็เหมือน คน ที่เราเรียกว่า มรรคผลนิพพาน คือการปฏิบัติตนเพื่อให้หลุดพ้นจากความทุกข์ ท่านต้องการให้เรา ปฎิบัติเมื่อยังเป็นอยู่  ให้บรรลุมรรคผลเหล่านั้นเมื่อยังเป็นอยู่  ให้เห็นผลของธรรมะเห็นผลพระพุทธ ศาสนา  พระผู้มีพระภาคอุตส่าห์ไปค้นคว้าเกือบเอาชีวิตไปทิ้งเสียในป่าแล้ว ก็ได้สิ่งที่มีค่าที่สุดสำหรับ ชาวโลกมาให้ เราก็ต้องใช้มันให้เป็นประโยชน์ก่อนที่จะหมดลมหายใจ ทำเสียก่อนหมดลมหายใจ ไม่ ว่าจะเป็นเรื่องอะไร  เราต้องพยายามประพฤติปฎิบัติขัดเกลาสิ่งนั้น สิ่งนี้ไปตามฐานะจิตใจของเรา  เราจึงจะเห็นผลของพระศาสนา  ถ้าหากว่าเราไม่เอามาใช้เราก็ไม่เห็นผลของพระศาสนา คล้ายๆ กับมดแดงเกาะเต็มเลย  แต่ว่ามดแดงไม่ได้ลิ้มชิมผลมะม่วงแม้แต่น้อย คนนั้นเท่านั้นที่จะไปกินมะม่วง ได้คือไปเก็บมาแย่งมดแดง มดแดงติดมาบ้างก็ปัด เป่ามันออกไป ถ้าคนใจดีก็ปัดเป่ามันออกไปบ้าง อะ ไรบ้างคนใจไม่ดีก็ลูบออกไปแรงๆ  ให้มันตายไปเสียเลยแล้วกินผลมะม่วงกันต่อไป มดแดงเฝ้าอยู่นั้น ไม่ได้กินอะไรคนไทยเราจึงพูดว่า  มันเป็นมดแดงเฝ้าพวงมะม่วงงอมได้แต่ตอมไต่อยู่ไม่รู้รส อย่างนี้ เป็นตัวอย่าง เรื่องธรรมะนี้ก็เหมือนกัน ถ้าเราเป็นมดแดงแฝงพวงมะม่วงงอม ได้แต่ตอมไต่อยู่ไม่รู้รส คือยัง ไม่ได้ผลจากธรรมะ ก็เรียกว่ายังไม่ได้ผลจากพระศาสนา ยังไม่ได้เห็นคุณค่าของพระรัตนตรัย คือพระ พุทธเจ้า  พระธรรม พระสงฆ์ ว่าเป็นหลักใจเป็นที่พึ่งทางใจของเราอย่างไร เรายังไม่ได้ใช้ การ มาวัดในวันอาทิตย์อย่างนี้  เรามาศึกษา ศึกษาว่าจะเอาธรรมะไปใช้ในชีวิตของเราอย่างไร เมื่อมี ปัญหายุ่งยากเกิดขึ้น   เราควรจะแก้ไขสิ่งนั้นอย่างไร  เรียกว่า  แก้โดยวิธีการทางธรรมะ  แก้ ตามหลักการของพระพุทธเจ้า  เราจึงได้ชื่อว่าแก้ไขปัญหาถูกต้อง  เดี๋ยวนี้มีคนไม่ใช่น้อยที่ไม่ได้เอา หลักการวิธีการของพระพุทธเจ้าไปใช้แก้ปัญหาในชีวิตประจำวัน   กลุ้มอกกลุ้มใจขึ้นมาก็แก้ปัญหาด้วย การดื่มเหล้า ให้เมาไปจนไม่รู้สึกตัวด้วยการไปเที่ยวไปเตร่สนุกสนาน หรือด้วยการไปทำอะไรต่างๆ  พิธีรีตองเพื่อแก้ไขปัญหาเหล่านั้น อันนั้นไม่ใช่หลักการของพระพุทธเจ้า ไม่ใช่วิธีการที่พระองค์สอนให้  คือว่าให้เราพิจารณาถึงเรื่องนี้  คือให้รู้ว่าเวลานี้อะไรเกิดขึ้นแล้วแก่เรา เรื่องมันมีอยู่ว่าความทุกข์ เกิดขึ้นแก่เราหรือเปล่า ถ้ามีความทุกข์ต้องหันมาพิจารณา อย่าเอาแต่นั่งทุกข์นั่งบ่นแค่ความเศร้าโศก เสียใจร้องให้พิไรรำพัน   อย่างนั้นมันไม่ใช่เรื่องอะไร  ให้ฉุกคิดขึ้นมาสักหน่อยหนึ่ง  ใจมันตกไปสู่ ความทุกข์อยู่แล้ว  หล่นไปอยู่กับความทุกข์แล้ว  แต่เรามันฉุกคิดขึ้นมาได้ คิดขึ้นมาได้ คิดขึ้นมาได้ว่า  เอ๊ะมันเรื่องอะไรกัน    ที่มานั่งกลุ้มอยู่นี่มันเรื่องอะไรกัน   ที่มานั่งทุกข์นั่งร้อนใจมันเรื่องอะไรกัน  อย่างนี้เขาเรียกว่า  ฉุกคิดขึ้นมาได้สติขึ้นมารู้สึกตัวขึ้นมา  เมื่อได้สติรู้สึกตัวขึ้นมา  เมื่อได้สติขึ้นมา เช่นนั้นก็ควรจะได้พิจารณาว่า     เอ     นี่มันเรื่องอะไรทำไมเรามานั่งกลุ้มใจมานั่งเศร้าใจใน เรื่องอย่างนี้  เรื่องนี้มันมาอย่างไร มันเป็นไปอย่างไร เริ่มต้นสอบสวนทวนถามตัวเองในปัญหานั้นๆ  เพื่อจะไห้รู้ว่า อะไรมันเป็นอะไร มันเกิดขึ้นได้อย่างไรในเรื่องนั้นๆ มองไปพิจารณาไปค้นคว้าไปก็จะ ประจักษ์ด้วยตาด้วยใจของตนว่า สิ่งนี้คืออะไร มันเกิดขึ้นมาอย่างไร แล้วเมื่อเกิดขึ้นแล้วให้ผลอะไร แก่เรา ให้ผลเป็นความทุกข์ความเดือดร้อน ความทุกข์ความเดือดร้อนใจที่เกิดขึ้นในใจของเรานั้น มัน เกิดจากเรื่องอะไร ในทางธรรมะท่านสอนว่า เกิดมาจากอุปาทาน อุปาทาน   หมายความว่า   ไปคิดครุ่นอยู่ในเรื่องนั้น   เขาแปลตามตัวว่าความยึดมั่นถือมัน  พูดอย่างนั้นบางทีก็ฟังยากไปสักหน่อย พูดให้ฟังง่ายๆ ก็หมายความว่าครุ่นคิดหมกมุ่นอยู่ในเรื่องนั้น นั่น เรียกว่าอุปาทาน มีอะไรเกิดขึ้นไม่เป็นที่พอใจไม่เป็นที่พึงใจ ใจเราก็ไปครุ่นอยู่ตรงนั้น หมกมุ่นอยู่ใน เรื่องนั้น คิดอยู่แต่เรื่องนั้นอยู่ตรงนั้นหมกมุ่นอยู่ในเรื่องนั้น คิดอยู่แต่เรื่องนั้นเรื่องอื่นเยอะแยะที่จะเอา มาคิดได้  ไม่คิดไม่นึก  ไม่เอามาเป็นเครื่องแก้ แต่ว่าไปคิดอยู่แต่เรื่องนั้น คล้ายกับว่าเราเดินไปที่ ตรงไหนมันมีอากาศเหม็นว่าอย่างนั้นเถอะ แล้วไม่ไปที่อื่นยังยืนเหม็นอยู่ตรงนั้น บ่นว่าเหม็นจริงๆมันจะ หายเหม็นได้อย่างไร  ถ้าไปยืนอยู่อย่างนั้น  เราก็ควรจะทำวิธีใดวิธีหนึ่ง  เดินพ้นไปเสียให้หมดบริ เวณที่อากาศเหม็นมันก็หายเหม็น  หรือว่ามิฉะนั้นค้นคว้าว่ามันเหม็นอะไร ซากสัตว์มันตายอยู่ตรงไหน  มองไปรอบๆตัว เมื่อมองไปรอบๆตัวจะพบว่ามีสุนัขตายอยู่ตรงนั้น จะไม่ให้มันเหม็นแก่คนอื่นต่อไปเรา จะทำอย่างไร หาจอบหาเสียมมาขุดหลุมลงไป แล้วก็จับเจ้านั้นผังมันเสียเลย ถมดินเสียให้เรียบร้อย  เราก็ไม่เหม็น คนอื่นก็ไม่เหม็นต่อไป อันนี้เปรียบให้เห็นง่ายๆ ว่าเราแก้ไขได้ไม่ครุ่นคิดอยู่ในสิ่งนั้น  แต่ว่าคนเราโดยมากไม่อย่างนั้น   ไม่พยายามที่จะแก้ไข  แต่ว่าคิดๆอยู่ตลอดเวลา  มีบางคนมาหา  บอกว่ากลุ้มใจเหลือเกิน ถามว่ากลุ้มเรื่องอะไร ต้องซักไซร้ไล่เลียงกันเสียนาน จึงได้บอกออกมาว่า กลุ้มเรื่องอะไร จึงจะรู้ว่ากลุ้มเรื่องอะไร ทีนี้เมื่อถามเรื่องแล้วว่ากลุ้มเรื่องอะไร เรื่องนั้นมันอะไร ที่เราเอามากลุ้ม มันมีอะไรที่สลักสำคัญสำหรับชีวิตนักหนา ถ้าเราไม่มีเจ้านั่นมันจะขาดอะไรไปชีวิตมัน จะตกต่ำหรือว่ามันจะเสียหายอะไรนักหนา ทำไมจึงเอามาครุ่นคิดมากอย่างนั้น พูดจาชี้แจงกันไป ซัก ไซร้ไล่เลียงกันไป ก็พอเบาๆไปสักหน่อย เหมือนกับว่าได้กินยาชโลมใจ ค่อยคลายจากความยุ่งยากใจ ในเรื่องนั้น แล้วก็แนะนำว่า กลับไปบ้านอย่าคิดถึงเรื่องนี้ ปล่อยวางมันเสีย ดุตัวเองเสียบ้างว่า ไม่ เข้าเรื่อง  ทำไมมาคิดในเรื่องให้กลุ้มใจ  เรื่องอื่นเยอะแยะไม่คิดเสียบ้าง  หรือว่าไม่ทำอะไรให้ เพลิดเพลินเสียบ้าง   งานการในบ้านเราก็มีทำงานให้เพลิดเพลิน   อ่านหนังสือ  หรือไม่มีอะไรก็ สวดมนต์เสียบ้างก็ได้ เรียกว่าเปลี่ยนอารมณ์ก่อน เปลี่ยนอารมณ์เพื่อให้มันคลายจากปัญหาเหล่านั้น นั่น เป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าชั่วครั้งชั่วคราวเท่านั้น แต่ถ้าจะแก้ให้มันลึกซึ้งจริงๆถึงรากเง่าของปัญหาอย่างแท้จริงนั้น ไม่ใช่แก้อย่างนั้น ถ้าแก้ให้ลึก ซึ้งก็ต้องนำมาวิเคราะห์วิจัยลงไปว่า  ตัวเรานี้คืออะไร  สิ่งนั้นมันคืออะไร อันนี้แหละท่านจึงแยกตัว ตนของเราออกไปเหมือนที่เราสวดมนต์เมื่อตะกี้นี้ว่า พระพุทธเจ้า สอนมากในเรื่องนี้ คือสอนมากว่า  รูปัง  อนิจจัง  เวทนา อนิจจา รูปไม่เที่ยง เวทนาไม่เที่ยง สัญญาไม่เที่ยง สังขารไม่เที่ยง วิญ ญาณไม่เที่ยง รูปเป็นอนัตตา เวทนาเป็นอนัตตา สัญญาเป็นอนัตตา สังขาร วิญญาณเป็นอนัตตา อันนี้อ ย่าท่องเฉยๆ ว่างๆเอาไปคิดดูว่ารูปไม่เที่ยง มันไม่เที่ยงอย่างไร คำว่าไม่เที่ยงมันหมายถึงอะไร คำ ว่าไม่เที่ยงหมายความว่าไม่คงอยู่ที่เดิม  ไม่เป็นอยู่อย่างนั้นเสมอไป  พูดภาษาไทยง่ายๆว่า เปลี่ยน แปลงนั่นแหละ คือเปลี่ยนอยู่ตลอด เปลี่ยนๆอยู่ตลอดเวลาไม่คงที่อยู่อย่างนั้น ร่างกายของเรามันคงที่ หรือเปล่าหรือว่ามันเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา มานั่งคิดมานั่งเพ่งอยู่ในเรื่องนี้ ให้นึกดูว่าเมื่อก่อนนั้น เราเป็นอย่างไร  ลองมองตัวเองถอยหลังไป มองตัวเองไม่เห็นก็มองคนอื่นก็ได้ ว่าเมื่อก่อนนั้นเป็น อย่างไร ร่างกายของเราเมื่อก่อนนี้มันเป็นอย่างไร เมื่อก่อนเราเป็นเด็กน้อย เอาแต่เพียงว่าเกิดมา จากท้องแม่ก็แล้วกัน  เกิดมาถึงเป็นอย่างไร นอนอยู่ในเบาะตัวแดงๆ ตัวน้อยๆ แล้วเป็นอย่างไรต่อ มา ค่อยเปลี่ยนแปลงๆมาโดยลำดับ จนการะทั่งถึงบัดนี้ เวลานี้มันหยุดหรือยังการเปลี่ยนแปลง ยังไม่ หยุดหรอกยังเปลี่ยนแปลงความเปลี่ยนแปลงมันไปสุดที่ไหนก็หยุดที่นั่นแหละ เหมือนกับเราเอาล้อยางรถยนต์  เอาหมุนไป  มันก็หมุนไปตามเรื่องของมัน  ตามแรงที่เรา ผลักสิ่งนั้นดันสิ่งนั้น  แล้วมันก็ไปๆจนการะทั่งหมดแรงที่จะดันไปมันก็ล้มลงไปแล้วมันก็หยุดไม่หมุนต่อไป  อะไรๆก็อย่างนั้น  ยิ่งเล่นลูกข่างยิ่งเห็นง่ายที่สุด ถ้าเราดูลูกข่างหมุนแล้วคิดถึงธรรมะก็พอจะบอกตัว เองได้ว่า นี่มันไม่เที่ยงมันหมุนไป หมดฤทธิ์มันก็หยุดเท่านั้นเอง แล้วเราเอาสิ่งที่เราเห็นนั้นมามองดู ตัวเรา และเราก็เหมือนกับลูกข่างนั้น มันหมุนอยู่อย่างนี้ หมุนด้วยอาศัยปัจจัยปรุงแต่งร่างกายนี้อาศัย ธาตุ  ดิน  น้ำ  ไฟ  ลม เข้ามาประสมปรุงแต่งอยู่ตลอดเวลา เราเติมกันเรื่อยไป ตื่นเช้าเติมมา แล้วคนละเรื่องสองเรื่อง เรื่อง เติมน้ำเติมดิน ลมไฟ เติมเข้าไปแล้วทั้งนั้น แล้วเราก็มีกำลังพอเดิน ไปได้ พอทำอะไรได้ แต่ว่าพอตอนบ่ายถ้าไม่เติมกลางวันก็หิวไปแล้ว ตอนเย็นก็เติมอีก บางคนพอจะ นอนก็เติมอีกหน่อย  ทำไมต้องเติม ก็เพื่อสนับสนุนให้มันเปลี่ยนแปลงต่อไป ร่างกายเราก็เปลี่ยนไปใน รูปอย่างนี้  ไม่เที่ยงแท้ถาวรสักอย่างเดียว  นี่เราต้องเอามาพิจารณาว่า สิ่งทั้งหลายไม่เที่ยง ร่าง กายเราก็ไม่เที่ยง ความคิดมันก็ไม่เที่ยงเหมือนกัน ความคิดอันหนึ่งเกิดขึ้นแล้วก็หายไป ความคิดอันหนึ่งเกิดขึ้นมา อีกแล้วมันก็หายไป  ตั้งแต่นาทีชั่วโมงหนึ่งๆ นี้มีอะไรเกิดขึ้นบ้าง ว่างๆ นั่งพิจารณาความคิดของเรา  พิจารณาคือนั่งแล้วคิดดูว่าอะไรมันเกิดขึ้นบ้าง  เพื่อให้รู้ว่าความคิดมันเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา  ความคิดนี้มันเกิดจากอะไร  เกิดจากการปรุงแต่งเหมือนกัน มีฐานเป็นที่ตั้งเป็นที่วางของสิ่งเหล่านั้น  การปรุงแต่งในเรื่องความคิดของเรานี้   มันสัมพันธ์กันอยู่ตลอดเวลา  สิ่งนี้เกิดขึ้นแล้วสิ่งนี้เกิดขึ้น ตามมา  แล้วสิ่งนี้เกิดขึ้นตามมาต่อไป สิ่งนี้ดับแล้วสิ่งนี้ก็ดับสิ่งนี้ก็ดับ ดับสืบต่อกันไปอีกเหมือนกัน ใน ส่วนเกิดนั้นก็ต่อกันเป็นลูกโซ่แล้ว จนการทั่งไปจบตอนหนึ่งแล้วก็ตั้งต้นใหม่ ในส่วนดับก็สัมพันธ์กันเห็น ลูกโซ่  คือต้องดับไปแต่จุดเริ่มต้นแล้วก็ดับต่อๆไปจนกรระทั่งถึงที่สุด  ไฟฟ้าที่เราใช้อยู่นี้ เราดับเป็น ตอนก็ได้มีสวิทซ์ สำหรับตัดไฟไม่ให้ไปต่อกับสายที่จะไปสู่หลอดมันก็ดับเฉพาะที่เราต้องการ   เป็ด หลอดนี้มันสว่างเฉพาะหลอดนี้  เปิดหลอดโน้นมันก็สว่างเฉพาะหลอดโน้น  แต่ถ้าเราดับหมดทั้งอา คารก็ได้ เพราะมีสวิทซ์ใหญ่อยู่อันหนึ่ง พอไปปิดอันนั้นดับหมดทั้งอาคาร ปิดให้หมดทั้งประเทศไทยก็ได้  ไปถึงเขื่อนยันฮีแล้วยกสวิทซ์มันก็ดับตั้งแต่เมืองตากมาถึงกรุงเทพฯ ไม่มีไฟใช้ปิดหมดได้เหมือนกัน ในเรื่องความคิดของเราก็เหมือนกัน ต่อกันเป็นสายไปตลอดเวลา ที่ต่อกันเป็นสายอย่างนี้ ใน ทางธรรมะเขาเรียกว่า  ปฏิจจสมุปบาท ปฏิจจสมุปบาทนี้แปลว่า อาศัยกันแล้วเกิดขึ้น ปฏิจจะแปลว่า  อาศัย สมุปบาทแปลว่าเกิดขึ้นพร้อม อาศัยกันแล้วเกิดขึ้นพร้อม ไม่มีการอาศัยกันมันก็เกิดขึ้นไม่ได้ มือ ข้างเดียวแกว่งไปอย่างนี้มันไม่มีเสียงอะไร แต่ถ้าเอาสองมือมาทำอย่างนี้มันก็เกิดเสียงขึ้นมา  เสียงนั้นปรากฏเมื่อมีของสองอย่างมากระทบกัน  ไม่เกิดก่อนไม่เกิดหลัง  แต่มันเกิดเมื่อของสองสิ่ง มากระทบกัน จึงเกิดเป็นเสียงขึ้นมา ญาติโยมเคยไปนั่งฟังเพลงไหม เพลงไทยๆนะ พิณพาทย์เขาประ โคมกันไปฟังอย่าฟังเฉยๆ  ฟังพิณพาทย์หรือว่าไปนั่งดูเขาตีพิณพาทย์ ดูแล้วก็นั่งคิดเสียบ้างเอาธรรมะ เข้าไปคิดว่าอ้นนั่นคือพิณพาทย์   คำว่าพิณพาทย์หมายถึงเครื่องดนตรีมากมายก่ายกอยเอามารวมกัน เรียกว่าพิณพาทย์วงหนึ่ง   ที่เกิดเป็นวงนั้นเพราะมันมีหลายอย่าง  แม้แต่คำว่าพิณพาทย์ก็ไม่ใช่เรื่อง เดียว  มันหลายเครื่องหลายอันมารวามกัน  เกิดเป็นพิณพาทย์ขึ้นมาแตรก็เหมือนกัน หลายอย่างเอา มารวมเป็นแตรวงขึ้นมาวงดนตรีชื่อแปลกๆ  วงชาโดว์วงอะไรก็ตามเถอะ  มันก็หลายอันทั้งนั้นแหละ มารวมกันเข้าจึงเกิดสิ่งนี้ขึ้น พอเราคิดอย่างนี้เราก็พอมองเห็นได้ว่า ไอ้ชื่อนี้มันเกิดจากรวมตัวกันนั่น เอง ถ้าไม่มีอะไรรวมกันเข้ามันก็เกิดขึ้นไม่ได้ที่มันเกิดขึ้นได้ก็เพราะว่าเอาอะไรๆ มาควบกันจึงเกิด เป็นอันนี้ขึ้นมา อันนี้ก็พอมองหลักอนัตตาได้ว่าเนื้อแท้มันไม่มีแต่ว่ามันมารวมกันเข้าก็เกิดสิ่งเหล่านั้นขึ้น มา   เช่าระนาดนี้  มีไม้ไผ่  มีเชือกมาทำเข้าเป็นรูประนาดขึ้นมา  ฆ้องก็เป็นวงขึ้นมา  ปีอะไรๆ  ทุกอย่างมันต้องรวมตัวกันทั้งนั้น ของเล็กมันก็รวมของอะไรขึ้นแล้วของนั้นมารวมเกิดอะไรขึ้นอีก ภาษา จึงต้องสมมติชื่อว่าอันนั้น อันนี้ อันโน้น เพื่อเป็นสัญญากันเท่านั้นเพื่อเป็นเครื่องหมายนัดหมายกันเท่านั้น ให้รู้ว่าสิ่งนั้นเรียกอะไร  สิ่งนี้เรียกอะไร จะได้หยิบกับไห้ ถ้าไม่มีชื่อว่าไปเอาโน่นมาให้ที เอานี่มา ให้ที  ไม่รู้ว่าอะไรเรียกอะไรเรียกไอ้นั่นตลอดเวลามันก็ลำบากไม่รู้ว่าอะไร จึงต้องสมมติชื่อ ชื่อนั้น ไม่ใช่ของแท้เขาเรียกว่าสมมติกันขึ้นเท่านั้น  สมมติว่าเป็นนั่นเป็นนี่เป็นโน่น เรื่องสมมติ ตัวสิ่งนั้นถ้า แยกออกไปแล้วก็ไม่เห็นว่าจะมีอะไรที่เป็นเนื้อแท้  มันอาศัยกันเกิดขึ้นเท่านั้นเอง เวลาเขาบรรเลง เพลง  ระนาดอยู่เฉยๆ ไม่ได้ยินเสียง ฆ้องอยู่เฉยๆ ไม่ได้ยินเสียง มันมีเสียงเมื่อใด ก็ต่อเมื่อมีคน เอาไม้มาเคาะไปตามจังหวะเพลง   ตีกันไปตีตรงนั้นก็ดังหน่องแหน่ง  แล้วมันเพราะหู  เพราะว่า เสียงมันขึ้นบ้างลงบ้าง สลับกันไปเป็นสำเนียงอย่างนั้นเป็นสำเนียงอย่างนี้ เรานั่งฟังเพลินไป อย่าฟัง เพลินเฉยๆ ฟังให้เป็นธรรมะด้วย การฟังให้เป็นธรรมะก็คิดว่า เสียงนี้เกิดขึ้นเพราะอะไร เกิดขึ้นเพราะไม้สองอันมาตีบนรางระ นาด  ตีลงบนฆ้องแล้วมันเกิดเสียง  ถ้าหากว่าไม่ตีมันมีเสียงไหม  ไม่มี แล้วเสียงที่ดังขึ้นนั้นมันเกิด จากอะไร  เกิดจากการประสมปรุงแต่ง  มันจึงเกิดเป็นเสียงนั้นขึ้นมา  แต่เสียงนั้นเบาบ้าง เสียง สูงบ้าง  ต่ำบ้าง เสียงอย่างนั้นเสียงอย่างนี้ เลยเรียกว่าเป็นเสียงเพลง ฟังแล้วก็โหยหวนชนใจอยู่ พอสมควรเหมือนกัน ถ้าเราฟังด้วยความหลง แต่ถ้าเราฟังด้วยจิตใจที่เป็นธรรมะ เราก็จะไม่หลงใน เสียงนั้น เราก็มองแต่เพียงว่าเรื่องอาศัยกันจึงเกิดขึ้นเท่านั้นเอง เนื้อแท้ของสิ่งนั้นหามีไม่ เรื่องสำ คัญของสิ่งนั้นหามีอยู่ในตัวของมันเองไม่ มันมีแต่เพียงการรวมตัวกันเข้าแล้วก็เกิดอันนั้นขึ้นมา รถยนต์ ที่ญาติโยมขับมาฟังเทศน์น่ะ  ลองนั่งนึกดูว่าประกอบด้วยอะไรบ้าง ประกอบด้วยล้อ ด้วยตัวถังหลังคา  แล้วก็เครื่องยนต์   เครื่องยนต์อันเดียวก็มีอะไรหลายชิ้น   จึงไม่รู้ว่าอะไรก็ไม่รู้มันเยอะแยะ  ถ้า ถอดออกมันก็เดินไม่ได้  มันไม่มีฤทธิ์  ไม่มีอำนาจอะไร แต่ถ้าเอามารวมกันเข้าเติมธาตุลงไปพร้อม  ธาตุดินก็มี  ธาตุไฟก็มี  ธาตุลมก็มี  ธาตุน้ำก็มี รถยนต์มันก็มีธาตุสี่เหมือนกัน ไม่มีไฟมันสตาร์ทไม่ติด หรอก ธาตุไฟก็ต้องมีลมด้วย แล้วก็ต้องมีความร้อน มีดินคือเหล็กแข็งๆ เป็นเครื่องประกอบเพื่อให้ตัว จักรอยู่ได้  ก็ ดิน น้ำ ลม ไฟ มีระบบใส่เข้า ระบบถ่ายออก มันก็เหมือนกับร่างกายมนุษย์เหมือนกัน  จึงไปได้  เคลื่อนไหวได้ แล้วเราก็ไปซื้อมาขับไปตามเรื่องตามราว บางคนก็ขับไม่ดีขี่ไม่สวย เลยก็ ชนกัน  เห็นรถชนกันทีไรนึกว่าอ้ายนี่ไม่เจียมเนื้อเจียมตัวเลย คันน้อยไปชนคันใหญ่ เมื่อวานซืนนั่งไป เห็นส่องคันชนกัน  คันหนึ่งมันใหญ่  รถดั้มนี่เหล็กทั้งตัว  อ้ายคันหนึ่งสองแถวน้อยๆ อาตมาเห็นแล้วก็ บอกคนขับว่า อ้ายนี่ไม่เจียมตัวเลย ตัวนิดเดียวเหมือนจิ้งหรีดไปท้าช้างชนอย่างนั้นแหละ มันก็แย่นะซี  ไปขวางทางเดินคนอื่นเขาเสียด้วย  เมื่อไปสัมผัสหน้ากันหน้ายุบเข้าไปเลยอ้ายนี่  คนขับไม่ดีมันประ มาท ไม่ใช้ธรรมะมันก็เกิดเรื่องอย่างนั้น ทำให้เกิดความเสียหาย ทีนี้ถ้าหากว่าเราดูอะไรแล้วก็พิจารณาด้วยธรรมะ  เอาหลักนี้แหละ  รูปัง  อนิจจัง เอาไปพิ จารณาสิ่งทั้งหลายไม่เที่ยง  เป็นทุกข์  เป็นอนัตตา  พิจารณาเรื่องรูป เรื่องร่างกาย ก็จะได้คลาย จากความยึดมั่นถือมั่น  พอจะปลงลงไปได้ว่า  เออ ไม่ไม่อะไรหรอก ไม่ควรจะยินดีประดาอะไรนัก หนา  ให้มันเป็นไปตามเรื่องตามราว อย่าให้เกิดความทุกข์ใจ ความเดือดร้อนใจ อันนี้ ก็พอช่วยได้  แล้วในเรื่องความคิดในเรื่องจิตใจของเรานี้ก็เหมือนกัน  คนเรานั้นเกิดจากความคิด ความคิดต่างๆ  นี้เขาเรียกว่า  เป็นเรื่องปรุงแต่ง  มันเกิดขึ้นเพราะอะไร เพราะเรามีตา มีหู มีจมูก มีลิ้น มีร่าง กาย  แล้วก็มีใจ  นี่เขาเรียกว่า อยู่ข้างในเรียกว่า อายตนะ แปลว่า เครื่องต่อ แต้ถ้ายังไม่ไปต่อ กับอะไรเขายังไม่เรียกว่า  อายตนะ  เขาเรียกว่า ธาตุ จักษุ-ธาตุ ธาตุตา โสตธาตุ ธาตุหู ฆาน ธาตุ  ธาตุจมูก ชิวหาธาตุ ธาตุลิ้น กายธาตุ ธาตุคือร่างกาย มโนธาตุ ธาตุคือใจ ถ้าเราไปฟังพระ สวดอภิธรรมในงานศพ  ที่กรุงเทพฯ ไม่ค่อยสวดเท่าใด บ้านนอกเขาเรียกว่า ปัญจักขันธาใหญ่ พระ สวดตามป่าช้า  สมัยเด็กๆ ไปกับพระบ่อยไปสวดศพตามป่าช้า ท่านสวดในเรื่องนี้แหละ อัฏฐารสธาตุ โย จักยุธาตุ รูปธาตุ จักขุวิญาณธาตุ โสตธาตุ สัททธาตุ โสตวิญญาณธาตุ เราเป็นแต่เด็กๆ ฟังก็ ได้ยินแต่เสียง ตุ ตุ เท่านั้นเอง ไม่รู้เรื่องอะไร แต่พอโตขึ้นมาหน่อยก็ไปบวชเป็นสามเณร รู้ว่าอ้อ ท่านสวดเรื่องตัวเราทั้งนั้น  ไม่ใช่เรื่องอะไร สวดเรื่องร่างกายเราๆ ทั้งนั้นไม่ใช่สวดผี สวดตัว เราเอง  ให้รู่ว่ามันเป็นธาตุ ตานี้เป็นธาตุ หูนี้เป็นธาตุ จมูกก็เป็นธาตุชนิดหนึ่ง ลิ้นก็เป็นธาตุ กายก็ เป็นธาตุ  ใจก็เป็นธาตุ มันเป็นธาตุอยู่โดยธรรมชาติ แต่เมื่อใดมันไปทำหน้าที่เปลี่ยนหน้าที่ตาทำ หน้าที่ดู พอทำหน้าที่ดูเรียกว่า อายตนะ คือมันไปต่อเข้ากับรูป หูทำหน้าที่ฟัง เป็นอายนะ คือต่อเข้ากับ เสียง จมูกได้กลิ่นเป็นอายตนะ ต่อกันเข้ากับกลิ่น ลิ้นไปสัมผัสกับรสแกง รสน้ำตาล รสบรเพ็ด มัน ก็เป็นอายตะ คือไปต่อกับสิ่งที่เป็นรส ร่างกายไปกระทบกับอะไรเข้า สิ่งนั้นก็เรียกว่าโผฏฐัพพะ เป็น ศัพท์เทคนิคนิดหน่อย เราจำได้ว่า สิ่งที่มากระทบกายเรียกว่า โผกฐัพพะ กระทบทางกายขึ้นมา กระ ทบทางกายก็เป็นอายตนะ คือไปต่อสิ่งนั้นเข้าทันที  ใจนี้ก็เหมือนกัน  อยู่เฉยๆ เรียกว่า มโนธาตุ  แต่พอใจคิดถึงอะไรก็เป็นอายตนะขึ้นมาเขาเรียกว่ามนายตนะเครื่องต่อคือใจใจนั้นไปต่อกับอารมณ์  คือธรรมารมณ์  เป็นเรื่องเกิดกับใจต่อกันเข้าเป็นอะไรขึ้นมา อยู่เฉยๆ ไม่เกิดอะไรขึ้น ทีนี้เมื่อสิ่งที่ เราไปต่อเข้านั้น รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส อันนี้เอาห้าอย่างนี้ก่อน เรื่องของใจนั้นมันเป็นบางเวลา  นั่งอยู่เฉยๆ มันหาเรื่องไปต่อเข้าจนได้แหละ เขาเรียกว่า เรื่องเก่าๆ เอามาต่อกันแล้วก็นั่งเศร้าใจ บ้าง  นั่งหัวเราะบ้าง ปะติดปะต่อเข้าอย่างนั้น แต่ว่าธรรมดาแล้ว ตากับรูป หูกับเสียง จมูกกับกลิ่น  ลิ้นกับรส ร่างกายประสาทกับโผฏฐัพพะ คือสิ่งที่กระทบทางกาย อันนี้มันมีได้เสมอ มีได้บ่อย สิ่งที่มากระทบนั้น มันจะทำให้เกิดความรู้สึกบางประการขึ้นมา ก็เพราะว่าสิ่งนั้นมีความหมายใน ตัวมัน  ต้องมีความหมายนะหมายความว่า  มันยั่วเราให้เกิดอารมณ์  เช่นให้เกิดความรักก็ได้ เกิด เกลียดก็ได้  เกิดความริษยา  เกิดความหมั่นไส้  นี้เป็นตัวอย่าง พอเห็นแล้วแหมหมั่นไส้ มันมีความ หมายที่จะเกิดอย่างนั้น   แต่ว่าของบางอย่างไม่มีอะไร   ดูแล้วก็เฉยๆ  แต่ถ้ามีความหมาย  หญ้า เขียวสดชื่นปลูกไว้สวยงามเรียบร้อย มีความหมายแล้วมันทำให้เกิดอารมณ์ได้เหมือนกัน แต่ถ้าดูไปไม่ มีความหมายก็ได้   เช่นดูเสานี้ไม่มีความหมายอะไรเลย  แต่ถ้ามีอะไรเกิดขึ้นที่เสานั้น  มันมีความ หมายขึ้นมา สิ่งใดมีความหมายสิ่งนั้นทำให้เกิดเปลี่ยนแปลงทางความคิดขึ้นมา เปลี่ยนแปลงขึ้นมาก็ทำ ให้เกิดความรู้สึกทางใจขึ้นมา ความรู้สึกว่าพอใจ หรือบางทีก็รู้สึกพอใจ ก็ไม่ใช่ไม่พอใจก็ไม่ใช่ เขา เรียกว่ามันไม่มีอารมณ์ เฉยๆ มองแล้วมันก็เฉยๆ อย่างนั้นก็เหมือนกัน สิ่งที่ทำให้เกิดความพอใจ ก็มี ความหมายในแง่น่ารัก  น่าชม น่าอยากได้ ที่มีความหมายไปในทางไม่พอใจก็เพราะว่า สิ่งนั้นไม่น่า รักไม่น่าชม  ไม่น่าดูไม่น่าจะเอามาเป็นของเรา  มองแล้วมันน่าเกลียด แต่มันเกิดอารมณ์เหมือนกัน  เกิดอารมณ์ในด้านทุกขเวทนา คือความไม่พอใจความสุขก็ดี ความไม่พอใจคือความทุกข์ก็ดี สุขนี้ก็เป็น ทุกข์ เวลาพอใจก็เป็นทุกข์ได้ ไม่พอในก็เป็นทุกข์ได้ เหมือนกัน เพราะฉะนั้น ท่านเรียกว่าสุขเวทนา  ก็เป็นเหตุให้เกิดทุกข์ ทุกขเวทนาก็เกิดทุกข์เหมือนกัน แต่ว่าทุกขเวทนามันทุกข์ทันที เหมือนเราไปจับ ไฟร้อน มันร้อนทันที จับน้ำแข็งก็เย็นวาบทันที มันเป็นอย่างนั้น แต่สุขเวทนาไม่เป็นอย่างนั้น มันเปลี่ยน แปลงทีหลังแล้วเราก็เป็นทุกข์เพราะสิ่งนั้น   ชั้นแรกชอบใจพึงใจ  พอได้มาก็หัวเราะชอบอกชอบใจ  แต่ต่อไปมันขม  เรียกว่าขมในภายหลัง  ชั้นแรกมันหวานชื่น  ต่อไปขมขื่นเต็มที อย่างนี้เขาเรียกว่า  จบลงด้วยความขมขื่น ไม่ค่อยจะเรียบร้อย บางทียังไม่จบก็ขมแล้ว เรื่องมันเป็นอย่างนั้น เพราะสิ่งนั้น มันมีความหมายแม่ชีวิตของเรา เราจึงเกิดอาการเช่นนั้นขึ้นมา อาการเช่นนั้นที่เกิดขึ้นนั้น  ถ้าเราเอามาพิจารณานึกดูก็จะเห็นว่า มันไม่มีอะไร มันไม่กระทบกัน เท่านั้น เมื่อกระทบกันแล้วมันก็เกิดสิ่งนั้นขึ้นมา และเมื่อเกิดแล้วมันอยู่ถาวรหรือเปล่า มันก็ไม่ถาวรอะ ไร  มันควรจะดับไปตามธรรมชาติของมัน เกิดแล้วดับไปตามธรรมชาติเหมือนเสียงคนเคาะตาปูมันก็ ดับไปตามธรรมชาติของมันแต่ว่าเรามันมีความหมายในสิ่งนั้น   ไม่ยอมให้มันดับมันหายไปจากห้วงนึก ของเรา เราไปยึดมันไว้ นี่ตัวนี้แหละมันเกิดขึ้น เขาเรียกว่า ตัณหา อุปาทาน มันเข้าไปส่งเสริมตัว เวทนาขึ้นมา พอเกิดเวทนาแล้วมันเกิดตัณหาอยากได้ อยากมี อยากเป็นแล้วไปครุ่นคิดใหญ่เลย อุปา ทานก็เกิดขึ้น นอนไม่หลับ กระสับกระส่าย ทีนี้เมื่อนอนไม่หลับก็รำคาญ ต้องกินยาประสาท กินเข้าไป มากๆติดยากินน้อยนอนไม่หลับ ชั้นแรกกินนิดเดียวหลับ ต่อไปๆช้อนเดียวไม่หลับแล้วต้องกินสามช้อน ต่อ ไปๆกินทีละครึ่งขวด  กินยาระงับโรคประสาทไม่ระงับด้วยธรรมะนั่นเองจึงเดือดร้อน เราต้องระงับ ด้วยธรรมะ  นอนไม่หลับก็ต้องเอาวิธีธรรมะมาแก้ ให้มันหลับจนได้ ฟุ้งซ่านก็ต้องหาธรรมะมาแก้ มัน อยู่ในตัวเรา เราก็ต้องคิดแก้ไขปรับปรุงตัวเราเองด้วย วิธีการของพระพุทธเจ้า เมื่อเราทำอย่างนี้ มันก็ค่อยดีขึ้น   เปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆเวลาใดมีความอะไรขึ้นมากลุ้มใจ  เราก็ต้องนั่งลง  เอ๊ะมัน เรื่องอะไร กลุ้มใจเรื่องอะไร เรื่องปัญหาอะไร สมมติว่ากลุ้มใจเรื่องของหาย อะไรหาย สมมติว่า สตางค์หายไป หายไปร้อยบาท แล้วเหลืออยู่ที่ใด เหลืออยู่อีกเก้าร้อย เหลือมากกว่าหาย เราควรจะ บอกตัวเองอย่างนั้น  แต่ที่เหลือเราไม่คิด คิดแต่ที่หายไปเท่านั้นเอง แล้วเราจะไปกลุ้มใจอะไรกับที่ หายไปนั้น  ไม่ครบมันขาดแล้วจะทำอย่างไร  ใส่ให้เต็มก็ต้องหาใหม่  ไปคิดเสียอย่างนั้นมันก็คลาย  แต่นี่ไม่คิดอย่างนั้น อะไรหายนิดหน่อย กลุ้มอกกลุ้มใจ เป็นทุกข์เดือดร้อน นี่คือความไม่รู้ไม่เข้าใจใน เรื่องเกี่ยวกับปัญหาชีวิต จึงได้เกิดการยุ่งยากในทางใจอย่างนี้ นี่มันเป็นปัญหาหนึ่ง ทีนี้อีกเรื่องหนึ่ง ก็เรื่องที่จะแทรกเข้ามานิดหน่อย คือว่าคนเราในปัจจุบันนี้ หลงใหลมัวเมาใน สิ่งที่ไม่ใช่ธรรมะมากขึ้น อ่านข่าวหนังสือพิมพ์วันก่อนเดลินิวส์เขาลงข่างละเอียด เรื่องทรงเจ้าเข้าผี  ลูกสาวเป็นตัวคนทรง  คนที่เป็นตัวทรงผีนี้มันไม่ค่อยเต็มเต็ง อาตมาดูแล้วมันไม่ค่อยเต็มบาท มาเป็น มนุษย์เขาเรียกว่า สึ่งตึง ภาษาเหนือเขาเรียกว่า สึ่งตึง ภาษากลางเรียกว่า เบาเต็ง ฝรั่งเรียกว่า ซิมเปิ้ลตัน  มันไม่ค่อยดี  พวกนั้นไม่ค่อยได้เรื่องอะไร  ถึงกับเป็นไปในรูปอย่างนั้นได้ ลูกสาวนั้นก็ เรียกว่า ร่างทรงของเจ้าพ่อเมฆสุวรรณมาแต่ไหนก็ไม่รู้ มาทรงบ่อยๆก็ไม่ค่อยได้เรื่องอะไรมาบอกก็ ไม่เป็นสาระอะไร แต่ว่าไปกลัวเจ้าพ่อ กลัวผีหลัวอะไรก็ไม่รู้ เรียกว่ากลัวไม่เข้าเรื่อง วันหนึ่งเข้า ทรงแล้วก็บอกว่าให้เอาเชือกมามัดมือเสีย แล้วให้ยิงร่างกายนี้ให้มันตาย แล้ววิญญาณจะได้เข้ามาใหม่  เชื่อได้ดูซิ  ลูกสาวของตัวแท้ๆ  พ่อจะยิงเองก็ยิงไม่ลง  เลยไปบอกลูกเขยมายิง เอาแทนก็ที ลูก เขยมันยิงได้โป้งเข้าสันหลังเรียบร้อย   แล้วเอาสากกะเบือมาคนละอันๆมานั่งเคาะพื้นเรียกวิญญาณ  วิญญาณไหนมันจะมานอกจากกระดานมันสึกหรอเท่านั้นเอง   เคาะอยู่นั่นแหละ   ชาวบ้านใกล้เรือน เคียงก็สงสัยว่าเอ!  บ้านนี้มันเคาะอะไรตลอดคืนไม่หลับไม่นอน  ขึ้นไปดูมีศพตายอยู่มันเคาะอยู่ นี่ เรียกว่าบ้าไปหมดทั้งครอบครัวแล้ว เจ้าเข้าทรงนี้เขาเรียกว่าเจ้าโง่ไม่ใช่อะไรเข้าทรงจนเป็นบ้าไป หมดทั้งครอบครัว ผลที่สุดตำรวจก็จับตัวไปโรงพักเท่านั้นเอง นี่เขาเรียกว่ามันขำ อาตมารู้จักคนที่ชอบไปหาเจ้าหลายคนเหมือนกัน  ดูฐานะก็ไม่ดีขึ้นอะไร ไม่เห็นเจ้าช่วยอะไร  ไม่มีเงินใช้เจ้าก็ไม่ได้ช่วย  เจ้าบอกแต่เพียงว่า  ไม่เป็นไรลูกเอ๋ยข้างกน้ามันจะดีหน่อย  อย่างนั้น อาตมาก็พูดได้อย่างนั้น คนนั้นก็สบายใจ เรียกว่าไม่เข้าเรื่อง เป็นทุกข์เป็นร้อนแล้วชอบไปหาเจ้าไป หาผี เรามันควรจะไปหามนุษย์ผู้มีปัญญา พระก็เหมือนกันไปหาพระที่มีปัญญาพอจะชี้แนะแนวทางให้ ถ้า ไปหาพระหมอดูหมอปลุก หมอเลข หมอยันต์ มันก็มาสำเภาเดียวกับพวกผีสางนางไม้เหล่านั้น นี่แหละ ความเชื่อเหลวไหล คือให้คิดเสียอย่างนี้ คิดง่ายๆ เราเป็นศิษย์ของพระพุทธเจ้า อย่าไปหาสิ่งที่พระ พุทธเจ้าไม่ได้สอนไว้    พระพุทธเจ้าไม่ได้สอนเรื่องทรงเจ้าเข้าผี   ไม่ได้สอนเรื่องหมอดูเรื่องพิ ธีรีตรองอะไรเหล่านั้นไม่มี  สอนแต่เรื่องธรรมะอันจะช่วยให้คนพ้นทุกข์เท่านั้น  นี่ของพระพุทธเจ้า  เมื่อเรานับถือพระพุทธศาสนาแล้วเราก็ใช่ของพระพุทธเจ้า   อย่าไปใช้ของผีสางนางไม่เจ้าพ่อเจ้า แม่ทั้งหลาย  มันผิดหลักไปไม่ซื่อไป  เรียกว่า ไม่ซื่อตรงต่อพระพุทธเจ้า เราไม่เอา ให้ถือหลักไว้อ ย่างนั้น ใครจะมาชวนก็บอกว่า ฉันนับถือพระพุทธเจ้า ญาติโยมที่มาวัดชลประทานฯ  จำไว้ว่าเราเป็นลูกศิษย์ของพระพุทธเจ้า เราจะไม่ไปหาสิ่งซึ่ง ไม่ใช่คำสอนของพระพุทธเจ้า เพราะสิ่งนั้นไม่ใช่ทางที่พระพุทธเจ้าชี้ให้เดิน ถ้านึกไว้เพียงเท่านี้เอา ตัวรอด ไม่มีใครหลอกเราไปต้มได้เป็นอันขาด วันนี้พูดมาก็พอสมควรแก่เวลาแล้ว ขอยุติไว้แต่เพียงนี้.