ปาฐกถาธรรม เรื่อง ชีวิตเรานี้ ต้องการอะไร โดย พระเทพวิสุทธิเมธี (ปัญญานันทภิกขุ) วันอาทิตย์ที่ ๑๖ ตุลาคม ๒๕๒๐ ญาติโยมพุทธบริษัททั้งหลาย ณ  บัดนี้ถึงเวลาของการฟังปาฐกถาธรรมะ อันเป็นหลักคำสอนในทางพระพุทธศาสนาแล้ว ขอ ให้ทุกท่านอยู่ในอาการสงบ     ตั้งอกตั้งใจฟังด้วยดี     เพื่อให้ได้ประโยชน์อันเกิดขึ้นจากการฟัง  ตามสมควรแก่เวลา ถ้าสมมติว่า  เราจะตั้งปัญหาขึ้นถามตัวเองว่า ชีวิตนี้มีความต้องการอะไร ตั้งปัญหาถามเล่นๆ  เพื่อจะได้คิดค้นในเรื่องเกี่ยวกับชีวิตของเราเสียบ้าง ว่าชีวิตของเรานี้ต้องการอะไร คำตอบที่จะเกิด ขึ้นแก่เราผู้ตอบนั้น ก็คงจะเป็นไปในรูปต่างๆ กัน ตามฐานะของปัญญาตามพื้นฐานของจิตใจ ที่เราจะ คิดได้  บางคนก็อาจตอบแต่เพียงว่า  เราเกิดมาเพื่อหาความสบาย  ทีนี้ความสบายทีหาในรูปใด ก็ อาจตอบว่าความสบายที่เกิดจากการกิน  การเล่น การเที่ยว การสนุกสนานด้วยประการต่างๆ อันนี้ เป็นเรื่องธรรมดาที่จะเกิดขึ้นในใจของคนเราทั่วๆ  ไป  เพราะว่าจิตใจของคนเราโดยปกตินั้น  ก็ ต้องการในสิ่งเหล่านี้ คือต้องการอาหารที่เอร็ดอร่อย ต้องการเสื้อผ้านุ่งห่มสวยงาม ต้องการที่อยู่อา ศัยที่พอจะอยู่ได้อย่างสบายๆ เวลาเจ็บไข้ได้ป่วยก็ต้องการหยูกยา สำหรับรักษาเยียวยาโรคภัยไข้เจ็บ ตามสมควรแก่ฐานะ สิ่งที่ประการนี้เป็นความต้องการของคนเราโดยทั่วๆ ไป ไม่เฉพาะแต่มนุษย์หรือคนเท่านั้น แม้ แต่สัตว์เดรัจฉาน  ก็มีความต้องการ ต้นไม้ก็มีความต้องการเหมือนกัน เช่นต้นไม้ก็มีความต้องการอา หาร ต้องการน้ำ ต้องการอากาศสำหรับหายใจ ต้องการแสงสว่าง ก็คล้ายๆ กับคนเรา ส่วนที่อยู่อา ศัยนั้น  มันก็ต้องการตามฐานะ หยูกยาแก้ไข้ ต้องการหรือไม่ มันก็คงต้องการเหมือนกัน แต่ว่ามันพูด ไม่ได้   คนที่อยู่ใกล้ต้นไม้ต้องช่วย   เช่นเราเล่นต้นไม้  เราจะเห็นว่าบางครั้งมันเฉามันเหี่ยวไป  แสดงว่าคงขาดน้ำ    ขาดอาหาร    เช่นต้นไม้บางประเภทปลูกแล้วในสนามมันไม่ค่อยขึ้น    ใบ เหลืองจ๋อยอยู่อย่างนั้น ทำท่าจะตายแหล่มิตายแหล่ แต่ว่าพอเอาปุ๋ยไปใส่ที่โคนมัน รดน้ำหน่อยที่โคนมัน ค่อยเขียวสดชื่นขึ้นมา  อันนี้แสดงว่ามันต้องการอาหาร ต้องการน้ำ ถ้าเราปลูกต้นไม้บางชนิดในที่ที่ ร่มครึ้ม มีต้นไม้อื่นบังมัน มันก็ต้องเอนไปในทางที่มีแสงสว่าง เพื่อรับอากาศสำหรับที่จะได้หายใจตาม แบบต้นไม้อย่างนี้มีปรากฏอยู่   เช่น  ต้นไม้ที่ปลูกในวัด  บางต้นปลูกไว้ที่ริมต้นไม้ใหญ่มันเอนออกไป เรื่อย ๆ กิ่งก็เอนยอดก็เอนออกไปหลบร่มเพื่อไปหาแสงแดด อันนี้เป็นธรรมชาติไม่ว่าคน ว่าสัตว์ ว่า ต้นไม้  ย่อมมีสภาพเช่นเดียวกันคือต้องการอาหาร  ต้องการที่อยู่อาศัย  มนุษย์ต้องการเครื่องนุ่งห่ม แต่ต้นไม้นั้นไม่ต้องการ  สัตว์เดรัจฉานก็ไม่ต้องการเครื่องนุ่งห่ม  แต้ต้องการที่อยู่ อาหารก็เพียงพอ แล้ว  สุนัขที่อยู่ในบริเวณวัดนี้  มันก็หลบอยู่ตามที่ที่มันสบายโดยเฉพาะใต้ถังน้ำฝนนี่มันชอบ  มันเป็นที่ เรียกว่า  มีแอร์คอนดิชั่นของมันเลยทีเดียว หลบเข้าไปนอน แดดร้อน ๆแล้วก็สบาย ตรงไหนมีทราย มาก  ๆ  ก็ชอบเหมือนกัน มักจะขุดหลุมลงไปหน่อยแล้วก็ลงไปนอน ปรากฏว่ามันเย็นสบาย อันนี้เป็น เครื่องแสดงว่า มนุษย์และสัตว์เดรัจฉานนั้น มันต้องการความสุขด้วยกันทั้งนั้น พระผู้มีพระภาคจึงตรัสพุทธภาษิตไว้ในธรรมบทตรัสว่า บุคคลผู้ใดต้องการความสุขเพื่อตน แต่ทำ คนอื่นให้เดือดร้อน ผู้นั้นจะไม่ได้สุขสมใจ บุคคลใดต้องการความสุขเพื่อตน ทำผู้อื่นให้เป็นสุขด้วย ผู้นั้น จะได้ความสุขสมหมาย อันนี้เป็นเรื่องธรรมดา คือถ้าเราช่วยให้คนอื่นเป็นสุขเราก็เป็นสุขด้วย ถ้าเรา ทำให้คนอื่นเดือดร้อน  เราก็เดือดร้อนเหมือนกัน  การเบียดเบียนกันนั้นเป็นเรื่องไม่ดี  แต่การช่วย เหลือเจือจุนกันนั้นเป็นเรื่องดีมีประโยชน์  มนุษย์เราจึงต้องควรจะหันหน้าเข้าหากันปรานีปรานอมกัน  เพราะว่ามีความต้องการตรงกันในเรื่องอาหารเรื่องเครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย หยูกยาสำหรับแก้ไข้ อัน นี้เรียกว่าเป็นปัจจัยสี่สำหรับชีวิต  ใคร  ๆ ก็ต้องการด้วยกันทั้งนั้น แต่ว่าเมื่อเรามีสิ่งสี่ประการนี้บริ บูรณ์แล้ว  เช่นเรามีอาหารกินทุกมื้อไม่ขาดแคลน  มีที่อยู่อาศัยพอสบาย  มีเครื่องนุ่งห่มพอกันร้อนกัน หนาวกันเหลือบยุงได้  สวยงามพอควร เจ็บไข้ได้ป่วยก็ทรัพย์พอที่จะไปหาหมอเยียวยารักษาได้ เรา ลองตั้งปัญหาถามตัวเองว่า เพียงสิ่งเหล่านี้ทำให้เราเป็นสุขหรือ ทำให้เรามีความสบายตลอดไปหรือ ไม่ ถ้าหากว่าตั้งปัญหาคิดต่อไปสักหน่อยก็จะมองเห็นว่า มันยันไม่สมบูรณ์ มันยังมีอะไร ๆอยู่ในใจของ เรา ยังไม่เป็นความสุขแท้ทีเดียวทั้ง ๆที่มีอาหาร แต่บางทีเรากินอาหารไม่ลง มีที่นอนอ่อนนุ่ม มีห้อง แอร์ปรับอากาศ แต่ว่านอนไม่หลับ พลิกไปพลิกมาอยู่ตลอดเวลา มีเครื่องนุ่งห่มอุดมสมบูรณ์แล้วแต่ก็ยัง ไม่สบายทางด้านจิตใจ    มียาแก้ไข้แต่รักษาได้แต่เพียงเรื่องของร่างกาย   พอเกี่ยวกับจิตใจแล้ว ยารักษาไม่ได้  ทำไมจึงเป็นอย่างนั้น สิ่งเหล่านั้นไม่ใช่สิ่งประเสริฐสำหรับชีวิตประจำวันหรือ ก็ตอบ ได้ว่า   มันให้เกิดความสะดวก  แต่ก็ไม่สบายเสมอไป  เพราะความสะดวกกับความสบายนั้นคนละ เรื่องกัน ในบางทีเรามีความสะดวกแต่เราไม่มีความสบาย ความไม่สบายนั้นเป็นเรื่องของจิตใจ แม้ เราจะมีความสะดวกพร้อมทุกอย่าง  แต่เราไม่สบายใจเรามีอะไร ๆ เกิดขึ้นในใจของเรา เช่น มี ความทุกข์ มีปัญหามีอะไรเกิดขึ้น หรือว่ามีอะไรรบกวนจิตใจ จำพวกที่เราเรียกว่า กิเลสประเภทต่าง ๆ  ความโลภเกิดขึ้นทำให้ร้อนใจ ความโกรธทำให้ร้อนใจ ความหลง ความริษยา ความพยาบาท  อาฆาตจองเวร  เป็นเรื่องเดือดเนื้อร้อนใจ หรือว่าบางที่เราอยู่ด้วยกันในครอบครัว อยู่กันไปทำมา หากินกันไป มีความสบายดี แต่ไม่ใช่สบายเสมอไปหรอก ก็ยังมีปัญหาอยู่ตลอดเวลา ทีนี้เมื่อคนใดคนหนึ่งในครอบครัวจากเราไป เรารู้สึกอย่างไร เรามีความเศร้าโศกมีความเสีย ใจ บางทีก็น้ำตาไหลนองหน้าด้วยเรื่องอย่างนี้ อันนี้แสดงว่า เรื่องของชีวิตมันยังไม่ถูกต้อง ยังไม่จบ เรื่อง  สิ่งที่เรามีเราได้ไว้นั้น ยังไม่ได้ช่วยให้ชีวิตของเราสบายเสมอไป วัตถุเท่าที่เรามีเท่าใด ๆ  ไม่ช่วยให้เราสบายเสมอไป เช่นเรามีเงินมาก ๆ หยิบใช้ไม่ลำบาก อุ่นใจ เงินฝากไว้ในธนาคารก็ มี  ทุนสำรองมีเยอะแยะ  แต่ว่าจิตใจของเรายังไม่มีความสุขเสมอไป วัตถุเท่าที่เรามีเท่าใดๆ ไม่ ช่วยให้เราสบายเสมอไป  เช่นเรามีเงินมากๆ  หยิบใช้ไม่ลำบาก อุ่นใจ เงินฝากไว้ในธนาคารก็มี  ทุนสำรองมีเยอะแยะ แต่ว่าจิตใจของเรายังไม่มีความสุขเสมอไป ยังมีเรื่องปวดหัวอยู่ ยังมีเหตุที่จะ ทำให้เกิดการนอนไม่หลับ ทานไม่ได้ หรือมีความวุ่นวายใจด้วยปัญหาอะไรต่างๆ ในชีวิตประจำวัน อัน นี้มีหรือไม่  ญาติโยมทั้งหลายลองพิจารณาด้วยตัวเอง ก็เรื่องทั้งหลายนั้นมันเป็นเรื่องของใครของมัน  อยู่ในตัวทั้งนั่นแหละ ถ้าเราพิจารณาไปแล้วเราจะเห็นว่า มันเป็นอย่างนั้น บางวันเราก็นั่งกลุ้มใจ มี ความทุกข์มีปัญหาร้อยแปดพันประการ  แล้วสิ่งที่เรามีอยู่ทั้งหมดนั้นช่วยได้ไหม เงินทองที่เรามีช่วยได้ ไหม นั่งกลุ้มใจแล้วเอาเงินมานั่งนับให้หายกลุ้มมันจะได้ไหม มันก็คงได้นิดหน่อย แต่ว่าพอหยุดนับมันก็ กลุ้มต่อไป หรือมีเพชรนิลจินดาเอามานั่งดูเล่น มันก็พอหายกลุ้มไปได้ชั่วขณะหนึ่ง พ้นจากนั้นแล้วก็กลุ้ม ใจต่อไป  บางทีอาจจะกลุ้มไปว่า ขโมยอาจจะมาจี้กูคืนนี้ก็ได้ มีปัญหาซ้อนเข้ามา ทำให้เกิดความวุ่น วายใจอยู่ตลอดเวลา   มนุษย์เราจึงต้องแสวงหาอะไรไว้สำหรับเป็นเครื่องประเล้าประโลมใจเป็น เครื่องปลอบโยนจิตใจบ้าง เพราะฉะนั้นเราจึงต้องแสวงหาอะไรต่าง ๆ เป็นเครื่องปลอบโยนจิตใจ อันความทุกข์ในชีวิตของคนเรานั้น  ไม่ใช่มีอยู่เฉพาะในสมัยนี้ มันมีมาตั้งแต่ยุคมนุษย์เกิดขึ้นใน โลกมนุษย์เกิดขึ้นในโลกเมื่อใดอย่าไปคิดเสียเวลาเปล่า ๆ แต่เราจะรู้ไว้ว่า พอมีมนุษย์ขึ้นในโลกนี้มัน ก็มีทุกข์กันแล้วไม่มีมนุษย์ที่จะไม่มีทุกข์นั้นหาไม่ได้ มีชีวิตเมื่อใดก็มีความทุกข์ตามมาด้วยเมื่อนั้น เพราะ มีความทุกข์นี่แหละคนจึงได้ไปคิดค้นหาเครื่องแก้ทุกข์กันโดยลำดับตั้งแต่เริ่มต้น เพราะฉะนั้นถ้าเราศึก ษาเรื่องกันแล้วจะพบว่ามีคนประเภทหนึ่งที่ออกไปจากหมู่คณะเพื่อไปหาสิ่งสำหรับเพื่อจะคลาย จากความทุกข์ความเดือดร้อน  อันนี้เป็นความต้องการ  เป็นเรื่องความเรียกร้องทางด้านจิตใจ คือ ความเรียกร้องทางด้านจิตใจในสิ่งที่จะช่วยให้ผ่อนคลายปัญหา คือความทุกข์ความเดือดร้อนในชีวิตประ จำวันนี้เอง คนเหล่านั้นจึงออกไปหาความรู้ความเข้าใจอย่าว่าแต่มนุษย์เลย แม้สัตว์เดรัจฉานบางทีมัน อยู่ในหมู่มาก  ๆ  เข้า  มันก็ออกเหมือนกันออกไปอยู่ผู้เดียว ดังที่เล่าไว้ในคัมภีร์ทางพุทธศาสนาว่า  ช้างบางทีมันก็อยู่ในโขลงช้าง ปะปนอยู่กับช้างพังบ้างลูกช้างบ้าง เวลาลงไปกินน้ำก็เบียดเสียดกันลง ไปดื่มน้ำ ช้างน้อย ๆ มันซุกซนทำน้ำให้ขุ่น ดื่มน้ำขุ่นเข้าไปก็ไม่สบาย แล้วไปกินหญ้าก็ไม่สะดวกสบาย  บางทีมันก็หนีออกไปเป็นช้างโทน  ออกไปอยู่ในป่าผู้เดียว  ไม่คลุกคลีกับหมู่คณะ  นั่นแสดงว่าสัญชาติ ญาณของสัตว์  ไม่ว่าจะเป็นมนุษย์หรือสัตว์เดรัจฉาน  ก็เรียกว่าเป็นสัตว์ด้วยกันทั้งนั้น คำว่าสัตว์นี้  เขาแปลว่า ผู้ข้องผู้ติดอยู่ในอารมณ์ เราอย่าไปโกรธใคร ๆ เข้าที่ด่าเราว่าเป็นสัตว์ เพราะว่าเรา มันก็เป็นอยู่อย่างนั้นจริง ๆ ยิ้ม ๆ ก็แล้วกัน พอเขาว่าชาติสัตว์แล้วก็ยิ้ม เออมึงพูดถูก กูก็เป็นอย่างมึง ว่านั่นแหละ ว่าอย่างนั้นแล้วใจก็สบาย ไม่โกรธ ไม่เคืองอะไร เราไม่ไปโกรธเขาว่าเขาว่าอย่างนั้น เขาพูดความจริงให้ฟัง  แต่ว่าความจริงที่เขาพูดออกมานั้นพูดด้วยอารมณ์โกรธ ไม่ใช่พูดด้วยอารมณ์ ปกติ แต่เรามันก็คนมีเชื้ออยู่บ้างเหมือนกัน ทีนี้เมื่อเขายั่วก็เลยโผล่ออกไปบ้างเป็นเรื่องธรรมดา ยั่ว ไม่ได้ ถ้าเอาความโกรธยั่วฉันก็โกรธมั่ง เอาความเกลียดมายั่วฉันก็เกลียดมั่ง เอาความรักมายั่วฉัน ก็รักกับเขาบ้าง  เรื่องมันเป็นอย่างนี้ ที่มันวุ่นกันอยู่เพราะอย่างนี้ ไม่ทนนั่นเอง แล้วก็ไม่ได้ใช้ปัญญา เมื่อถูกเขายั่ว ถ้าเราทนได้เราใช้ปัญญา เมื่อถูกเขายั่วยุอะไร เราก็รู้เท่ารู้ทัน ก็ไม่มีอะไร เรายิ้ม ๆ  ก็สบายใจ มันก็ไม่มีปัญหา มนุษย์เรามีความเป็นอยู่อย่างนี้ เพราะฉะนั้น เขาเรียกว่า เป็นสัตว์ อยู่ในสังคม เป็นผู้เกี่ยวข้องในเรื่องนั้นเรื่องนี้เป็นเรื่องธรรมดา หมู่สัตว์ทั้งหลาย  นี้ต้องการความสงบในบางครั้งบางคราว ทุกประเภทสังเกตดู ช้าง ม้า วัว  ควาย ก็เหมือนกัน บางทีมันหลีกไปนอนซุ่มอยู่ตัวเดียว ไปนอนซุ่มอยู่ในพุ่มไม้ ไม่ออกมาคลุกคลีกับใคร  ถ้าเราไม่สังเกตก็ไม่เห็น  เมื่อเป็นเด็กเคยเลี้ยงสัตว์บางทีก็เที่ยวตามหาเสียจนแย่  ตัวผู้ตัวหนึ่งมัน แอบไปนอนเฉยอยู่ในป่าตัวเดียว  เรียกว่ามันไปหาความวิเวก คล้าย ๆ กับคนไปรักษาศีลในวันพระ  แหม มันวุ่นจริงอยู่บ้าน ไปวัดเสียหน่อยแล้วก็ไปแอบพักเสีย สัตว์เดรัจฉานมีสัญชาติญาณอย่างนั้น แต่ว่า มันไม่ได้ทำอย่างมีระเบียบ ทำตามแบบของสัตว์เดรัจฉาน มนุษย์เรานี้มีปัญญามีความคิดความอ่าน จึง ได้ทำอะไรเป็นระเบียบถูกต้อง    มนุษย์เราจึงต้องแสวงหาสิ่งสำหรับปลอบโยนจิตใจ    ให้คลาย จากความทุกข์ความเดือดร้อนในชีวิตประจำวัน  การแสวงหาสิ่งปลอบโยนจิตใจนี้ ก็แสวงหาตามฐาน ของจิตใจตามความรู้ที่ตัวมีพอสมควร คือเกี่ยวด้วยปัญญา ถ้าปัญญาน้อยก็หาที่พึ่งชั้นน้อย ๆ ปัญญาสูงขึ้น ไปหน่อยก็ค่อยสูงขึ้นไปเป็นลำดับ  เพราะฉะนั้น สิ่งที่เรียกว่าศาสนา ที่คนนับถืออยู่ในโลกนี้มันจึงมีรูป ต่างๆ กัน มีแบบต่าง ๆ กันไปตามชั้นของบุคคลนั่นเอง คนชั้นเด็กก็ถืออย่างหนึ่งชั้นผู้ใหญ่ก็ถืออย่างหนึ่ง ผู้มีการศึกษาน้อยมีปัญญาน้อยก็รับได้เท่าที่ตัวจะรับได้ ส่วนผู้มีปัญญาสูงขึ้นไปก็รับสูงขึ้นไปเรื่อย ๆ อัน เรื่องนี่เรียกว่าเป็นพื้นฐานเป็นธรรมดาของคน แต่ว่าคนเรานี้มีการปรับได้ ปรับให้สูงขึ้นไปได้ให้ต่ำอยู่อย่างนั้นก็ได้เหมือนกัน การปรับให้สูงขึ้น ไปนั้นก็คือว่าให้การศึกษาให้การอบรม  เพื่อให้จิตใจของเขาก้าวหน้า  มีการพัฒนาทางจิตใจ  ให้มี ความรู้สูงขึ้น  ๆ โดยลำดับ เพราะฉะนั้นการศึกษาในเรื่องธรรมะในเรื่องศาสนา เราก็ต้องสอนให้ เกิดการพัฒนาไม่ใช่จะทำตามที่เป็นอยู่ตลอดไป  คนเขาพอใจอย่างใดทำเพียงเท่านั้นมันก็ไม่ได้  แต่ ต้องมีการพัฒนาทางจิตใจคนให้มีความเจริญ มีความก้าวหน้า มีปัญญาขึ้นโดยลำดับ สิ่งใดก็ตามถ้าไม่มี การพัฒนาแล้ว สิ่งนั้นจะล้าหลังจะไม่มีความก้าวหน้าเป็นอันขาด ความจริงพูดกันโดยธรรมชาติแล้ว สิ่ง ทั้งหลายในโลกนี้มีการพัฒนาอยู่โดยลำดับตามเรื่องของมันพัฒนาอยู่ทั้งนั้นแหละ   ต้นหมากรากไม้มันก็ พัฒนาเปลี่ยนแปลงอยู่เรื่อยไป แม้ยุงที่กัดคนมันก็พัฒนาตัวของมันเหมือนกัน อันนี้เป็นเรื่องธรรมดา คน เรานี้ก็เหมือนกัน อันนี้เป็นเรื่องธรรมดา คนเรานี้ก็เหมือนกัน สมมติว่า บ่า ธรรมดามันก็อย่างนี้ เรา ลองไปหาบของหนัก  ๆ  เข้าบ่อยๆ มันเกิดการพัฒนาขึ้นมา กล้ามนูนขึ้นมาเชียวตรงนี้ ขึ้นมาเหมือน กับยกขึ้นมาวางไว้ต่อสู้กันคานหาบ คานหาบหนักเท่าใดมันทานได้ เพราะมันพัฒนาตัวของมัน ทุกสิ่งมัน มีการต่อสู้ของมัน มีการต้านทานอยู่ตลอดเวลา เพราะฉะนั้น จึงเกิดการต่อสู้กันได้ ในเรื่องอะไรใน โลกมันเป็นธรรมดาอย่างนั้น  เพราะฉะนั้นในเรื่องความทุกข์ ความเดือดร้อนของมนุษย์นี้ก็เหมือนกัน  มีการพัฒนาวิธีการให้ก้าวหน้า ถ้าเราลองคิดไปถึงสมัยก่อน ๆ คนมีความทุกข์ความเดือดร้อนใจ ก็เข้าไปกราบไหว้อะไรบ้าง  ตามเรื่องตามราว   สิ่งใดที่เขาเห็นว่ามันใหญ่โตประหลาดน่าหวาดน่าหวาดกลัว  คนก็เข้าไปกราบ ไหว้ประจบประแจง  สิ่งนั้นเพื่อเป็นที่พึ่งทางใจ  เวลาใดเกิดทุกข์ร้อนก็ไปนั่งไหว้เรื่อยไป เรื่องบน บานศาลกล่าวมันเกิดขึ้นในยุคแรก   ๆ   ที่มนุษย์ต้องการพ้นไม่ใช่เรื่องอะไร  ก็กราบไหว้สิ่งนั้นมา  ไหว้ต้นไม้บ้าง ภูเขาบ้าง แม่น้ำบ้าง ไหว้ป่าไม้บ้าง สิ่งต่าง ๆ เกิดขึ้น กราบไหว้กันมาจนถึงทุกวันนี้  แล้วก็มาไหว้สิ่งที่เป็นตัวตนเช่นกราบไหว้เทวดากราบไหว้พระผู้เป็นเจ้า     เช่นศาสนาฮินดูก็กราบ ไหว้พระพรหม   พระวิษณุ  พระศิวะซึ่งเป็นเทพเจ้าของในศาสนาอื่นก็มีเทพเจ้ามากองค์บ้าง  องค์ เดียวบ้าง  หรือว่ามีเป็นร้อยเป็นพันเป็นหมื่นเป็นแสน  ก็กราบไหว้ไปตามเรื่อง  มีความทุกข์ก็ไปทำ อย่างนั้น เคยไปอินเดียคราวหนึ่งไปพบคนแก่คนหนึ่งแกเก็บก้อนหินเอามาใส่ชามอ่าง  แล้วเอาแป้งมา พรมบนก้อนหิน เอาน้ำมันมาหยดลงไป แล้วก็เอากำยานมาจุดควันโขมง แกก็นั่งไหว้อยู่อย่างนั้น พึมพำ ๆ  อยู่ตลอดเวลา เอ.ไหว้อะไรนึกในใจ ก็ไปเจอคนที่พอคุยกันได้ก็เล่าให้ฟังว่า ไปพบคนแก่แกทำ อย่างนี้กลางแดด ที่กลางทุ่งริมบ้านไหว้อะไร เขาก็บอกให้ทราบว่าไหว้พระศิวะ บอกว่า พระศิวะนี่มัน เป็นก้อนหินอย่างนั้นหรือ  เขาบอกว่า พระศิวะนี่อยู่ในที่ทุกหนทุกแห่งในก้อนหิน ในก้อนดิน ในเสาไม้  ในคนมีพระศิวะอยู่ทั้งนั้น เขาไหว้อย่างนั้น ทีหลังมาอ่านหนังสือเล่มหนึ่งของอินเดียเขาเหมือนกัน เล่า เป็นเรื่องขำว่า  ลูกศิษย์คนหนึ่งไปต่อว่าอาจารย์  คือลูกศิษย์คนนั้นเดินไปแล้วก็ไปเจอช้าง  บนหลัง ช้างนั้นก็มีควาญช้างอยู่คนหนึ่งควาญช้างก็บอกว่าอย่าเข้ามาช้างมันจะเล่นงานเอา เจ้านั่นแกก็นึกว่าก็ พระศิวะอยู่ในช้างตัวนี้ด้วยนี่  อาจารย์สอนว่า  พระศิวะอยู่ทุกหนทุกแห่ง ก็เราจะเข้าไปหาพระศิวะ เลยเดินเข้าไป  ช้างมันก็จับโยนไป เจ็บหมดทั้งตัว กลับมาต่อว่าอาจารย์ บอกว่า อาจารย์ผมแย่ไป เลย ถามว่าเป็นอย่างไร อาจารย์บอกว่าพระศิวะอยู่ทุกหนทุกแห่งผมเดินไปเจอช้างแล้วพระศิวะอยู่ใน ช้างด้วย    ผมเข้าไปช้างจับผมโยนไปปวดยังไม่หายเลย   แล้วช้างมีควาญหรือเปล่า   อาจารย์ ถามอย่างนั้น บอกว่ามี แล้วควาญเขาว่าอย่างไร เขาก็บอกว่า อย่าเข้ามา แกไม่เชื่อพระศิวะที่อยู่ใน ควาญช้าง อาจารย์ก็เอาตัวรอดไปได้เหมือนกันก็พระศิวะที่อยู่ในควาญช้างบอกแล้วว่าอย่าเข้ามา แก ไม่เชื่อ  ถ้าแกเชื่อควาญช้างซึ่งมีพระศิวะอยู่ด้วย  แกก็ไม่เจ็บตัว นี่แกมันไม่เข้าใจ พระศิวะที่ช้างมี แต่ว่าที่ควาญก็มีเหมือนกัน แล้วก็สั่งว่าอย่าเข้ามาทำไมไม่เชื่อ แกไม่รู้จักพระศิวะถูกต้องมันก็เดือดร้อน อย่างนี้ นี่เป็นตัวอย่างอย่างนี้ เขาว่ามีทุกแห่ง พระเจ้ามีในทุกสิ่ง พระเจ้าคือธรรมชาตินั่นเอง  มีอยู่ในทุกสิ่งทุกอย่าง แต่ว่าคนที่ไม่ได้คิดเปลี่ยนแปลงเป็นภาษา ธรรมก็เข้าใจไปเป็นภาษาคนในรูปอย่างนั้น  เขาจึงกราบไหว้นั่นก็คือต้องการความหลุดพ้นจากความ ทุกข์นั่นเอง   จึงได้กราบไหว้สิ่งนั้นสิ่งนี้  เราจึงเห็นว่ามนุษย์เราเวลาทุกข์แล้วไปทำอะไรต่างๆนา  ตามแบบที่เคยกระทำอันนี้เขาเรียกว่า   ทำตามแบบโบราณเก่าแก่ไม่มีการพัฒนา  ครั้นต่อมาก็คนที่มี ความคิดความอ่าน เห็นว่าการกระทำในรูปอย่างนั้นไม่ถูกต้อง ก็มีการปรับปรุงหลักคำสอนปรับปรุงข้อ ปฎิบัติ   แม้ในคำภีร์ของพวกฮินดูก็มีการปรับปรุงมาเหมือนกัน  ถ้าเราศึกษาให้ละเอียดก็จะเห็นว่ามี การปรับปรุงเปลี่ยนแปลง  แต่ว่าคนบางคนก็ไม่ยอมรับการเปลี่ยนแปลง  ยังยึดมั่นถือมั่นในสิ่งเดิมอยู่ ตลอดเวลา  จึงอยู่ในสภาพอย่างนั้น ที่ถูกนั้นควรจะเปลี่ยนแปลงไปตามกาลสมัย สิ่งใดที่มันดีขึ้นเราก็ ต้องเปลี่ยนแปลงไป  ในเรื่องทางร่างกายคนนี้เปลี่ยนแปลงไปไวเช่น การแต่งตัวเปลี่ยนกันทันสมัย เร็วเหลือเกิน  ในครั้งแรกเห็นทางกรุงเทพแต่งตัวแบบหนึ่ง   นึกว่าบ้านนอกยังไม่เปลี่ยนอะไร  ไปถึงบ้านนอกเห็น เหมือนคนกรุงเทพเลย  แต่งเหมือนกัน  นุ่งอะไรก็อย่างนั้นไว้ผมยาวก็อย่างนั้น ครั้งแรกเห็นเด็กใน มหาวิทยาลัยไว้ผมยาว   พอไปในทุ่งนาเห็นเด็กไว้ผมยาวรุ่มร่ามเหมือนกัน  ก็นึกในใจว่ามันทันสมัย  เรื่องวัตถุแล้วมันก็เปลี่ยนเร็ว  เปลี่ยนไปทันเหตุทันการณ์ทั้งนั้น บทขับเพลงต่างๆ มันก็ไปไว เดี๋ยวนี้ เด็กเลี้ยงควายร้องเพลงลูกทุ่งทั้งนั้น เช่นทางใต้สมัยก่อน เด็กเลี้ยงควายมันร้องเพลง หนังตะลุง ม โนห์รา  เพลงกระบอก เดี๋ยวนี้มันไม่ร้องแล้วทันสมัย มันต้องร้องเพลงลูกทุ่งจึงจะทันสมัย นี่คือความ เปลี่ยนแปลงในด้านนั้น  แต่ว่าความเปลี่ยนแปลงในสิ่งปลอบโยนทางจิตใจ อันให้คลายจากความทุกข์ ความเดือดร้อนนั้นยังไม่เปลี่ยน  ยังยึดถืออยู่ในเรื่องเก่าๆ  อย่างเดิมตลอดเวลา แม้ในบ้านเมืองที่ เจริญ  เช่น  ในกรุงเทพฯเรานี้  ก็ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงเท่าใด มีเป็นส่วนน้อย ญาติโยมที่มาฟัง เทศน์ที่นี่บ่อยๆ   เปลี่ยนไปเยอะแล้ว   เพราะได้รับการเตือนการแนะนำพร่ำสอน   ให้เกิดความ คิดความอ่านก็เปลี่ยนไป  ปล่อยวางอะไรไปพอสมควร เข้าหาหลักเกณฑ์ที่ถูกต้องในการแก้ไขปัญหาชี วิตประจำวัน ความจริงเราควรจะได้เปลี่ยนไปให้ทันกาล พระพุทธเจ้าของเราทั้งหลายนั้น พระองค์เกิดขึ้นในหมู่คนที่นับถือศาสนาพราหมณ์ แล้วก็นับถืออะ ไรๆ มากเรื่องมากประการ พระองค์มองดูเห็นแล้วว่า คงจะไม่เกิดประโยชน์แก่การแก้ไขปัญหาชีวิต  จึงได้คิดค้นศึกษาเป็นการใหญ่ ขนาดที่ทิ้งความเป็นพระเจ้าแผ่นดิน ทิ้งความสุขในปราสาทราชวัง ซึ่ง มันมีความสบายใครๆ  ก็ต้องชอบต้องติดทั้งนั้นแหละ  แต่ว่าพระองค์ไม่ต้องการความสุขอย่างนั้น  มี ความสนพระทัยในเรื่องวิชาการทางที่จะช่วยให้เกิดความพ้นทุกข์ จึงได้หนีความสุขแบบในวังออกไปนั่ง สงบอยู่ในป่า แล้วก็ไปศึกษาค้นคว้าจากสำนักครูบาอาจารย์ต่างๆ ซึ่งมีอยู่มากมายในสมัยนั้น ใครที่เป็น คนเก่งคนเด่นในแง่นี้แล้วก็ต้องไปทดสอบ  ไปอย่างผู้น้อย ไปอย่างอ่อนน้อมถ่อมตน ไม่ได้ไปท้ารบกับ อาจารย์  หรือไม่ได้ไปเพื่อจะแข่งดีแข่งเด่นอะไรหรอก  ไปอย่างลูกศิษย์  เข้าไปอย่างอ่อนน้อมไป เรียนไปศึกษา แต่เมื่อเรียนไปศึกษาไปแล้วก็เห็นว่า ไม่ใช่ทางที่จะทำให้หลุดพ้นไปจากความทุกข์ความ เดือดร้อนได้เด็ดขาด ไม่หลงติดอยู่ในสิ่งนั้น ไม่มัวเมาในความเป็นใหญ่เป็นโตที่เขาจะมอบให้ คือใน บางสำนักเช่น สำนักอาฬารดาบส, อุทกดาบส พอพระองค์เรียนทำได้เสมออาจารย์แล้ว อาจารย์ก็ บอกว่า เรามีความรู้เพียงเท่านี้ ก็สอนให้ท่านหมดแล้ว ท่านได้ทุกสิ่งทุกอย่างเสมอเหมือนกับเรา ขอ ให้อยู่ที่นี่เถอะ  เราจะมอบความเป็นใหญ่คือเป็นอาจารย์ใหญ่  ช่วยสั่งสอนศิษย์กันต่อไป พระองค์ไม่ ต้องการในสิ่งนั้น บอกว่า ยังไม่ถึงที่สุดที่ต้องการ การออกมาจากวังทิ้งความเป็นพระเจ้าแผ่นดินมานี้  เพื่อแสวงหาสิ่งที่จะทำให้คนพ้นจากความทุกข์ความเดือดร้อน อย่างเด็ดขาด เมื่อยังไม่ถึงจุดนั้นก็หยุด ไม่ได้  ต้องเดินทางต่อไป  เลยลาอาจารย์เหล่านั้นไปศึกษาค้นคว้าต่อไป ใครเขาทำอะไรรู้ว่าเป็น ทางพ้นทุกข์ก็ไปทดสอบ เพราะฉะนั้นจึงต้องใช้เวลานานถึงหกปี ไม่ใช่เล็กน้อย นานเหลือเกินที่ทดสอบ ปรัชญาในอินเดียในสมัยนั้น  มันมีหลายสาขาหลายแบบ  มีการปฏิบัติในรูปต่างๆกัน พระองค์ก็ ทดลองมาทั้งหมด มองเห็นว่า ไม่ใช่ทางที่จะทำให้พ้นจากความทุกข์ได้ เลยเลิกหมดทุกอย่าง ไปศึกษา ค้นคว้าใหม่ หาแนวใหม่ต่อไป จนกระทั่งได้พบแนวทางใหม่ได้ตรัสรู้ความจริงเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่ว่าเป็นพุทธขึ้นมานั้นก็เพราะรู้ว่า อาสวะสิ้นแล้ว ความทุกข์หมดแล้ว ไม่มีอะไรเหมือนเมื่อก่อน เมื่อ ก่อนนั้นมีความทุกข์ความเดือดร้อนใจ มีปัญหาอย่างคนธรรมดาเรานี่แหละ แต่ว่าเมื่อได้รู้สิ่งนั้นได้เข้า ใจสิ่งนั้นถูกต้องแล้ว สิ่งที่เคยมีเคยเป็นนั้นหายไปหมด ไม่ปรากฏมีในพระทัยของพระองค์อีกต่อไป จึง ได้เปล่งวาจาว่า    เรารู้แล้วเราพ้นแล้ว   จากบ่วงทั้งหลายด้วยประการทั้งปวง   และนำวิชานี้ มาสอนชาวโลกต่อไป  เพื่อให้ชาวโลกได้เอาไปใช้ในชีวิตประจำวัน  คนที่มีปัญญาในสมัยนั้น ก็มารับ การศึกษารับไปปฏิบัติ   แล้วก็ได้ผลประโยชน์มากมายเหมือนกัน  แต่ว่าก็มันเป็นธรรมดาคนในโลกนี้  ความเห็นมันจะตรงกันไม่ได้  เพราะฉะนั้นพระพุทธเจ้าจะไปโปรดทุกคนก็ไม่ได้ โปรดได้เฉพาะคนที่ พอจะรับได้  คนมีปัญญาก็รับได้  ถ้าคนขาดปัญญาก็รับไม่ได้ มันเป็นหลักธรามดา คล้ายกับเราป้อนอา หารให้เด็ก เด็กก็รับได้เท่าที่ปากจะรับได้ ส่วนที่รับไม่ได้ก็หล่นไปในจานข้าวต่อไป นี่เป็นเรื่องธรรมดา แต่ว่าในแง่ของการสอนการอบรมนั้น  เราก็ต้องพยายามที่จะให้เขาได้ยกฐานะทางจิตทางวิญ ญาณให้สูงขึ้น ให้ก้าวหน้าขึ้นโดยลำดับ เท่าที่เราสามารถจะช่วยดึงเขาได้ คือผู้สอนต้องคิดอยู่ในใจว่า จะช่วยดึงเขาได้ จะช่วยยกระดับจิตใจคนให้สูงขึ้น ให้พ้นจากความหลงใหลความเข้าใจผิดในเรื่องอะ ไรๆ ต่างๆ พูดกันบ่อยๆ มันก็ค่อยๆ คลายลงไป ความหลงก็หายไป ความเข้าใจผิดค่อยหายไปโดยลำ ดับ   เป็นเรื่องที่ต้องพยายามต้องพูดกันบ่อย  ทำความเข้าใจกันบ่อยๆ  ก็ก้าวหน้าขึ้นไปโดยลำดับๆ  เช่นสมมติว่ามีคนสักคนหนึ่ง  ในสมัยหนึ่งก็มีความเชื่อในอะไรๆ ต่างๆ นานา เวลามีความทุกข์ความ เดือดร้อนใจก็ไปทำอะไรต่างๆ ตามที่เขาทำกันอยู่ เรียกว่า เจ๊กลากไปไทยลากมา คนนั้นก็ลากไปนั้น คนนี้ก็ลากไปนี้  ไปหาเจ้าบ้าง  ไปหาผีบ้าง อะไรต่ออะไรเรื่อยไป เพราะไม่รู้ทางถูกทางชอบ ว่า ทางที่ถูกมันคืออะไร  เขาไม่รู้ไม่เข้าใจ  แต่เมื่อมาอ่านหนังสือประเภทที่ชี้ทางถูกให้  หรือมาฟังคำ สอนที่สอนให้เขามองเห็นทางถูกทางชอบ  ให้เกิดความรู้ความเข้าใจ พอรู้พอเข้าใจก็สลัดสิ่งนั้นออก ไป  ไม่ไปทำอย่างนั้นต่อไปอีก  ก็นับว่าเขาก้าวหน้าแล้วในทางที่จะช่วยตัวเอง เพื่อให้พ้นจากความ ทุกข์ความเดือดร้อนในชีวิตประจำวัน คนเราโดยปกตินั้นยังอ่อนอยู่ในเรื่องนี้ อ่อนอยู่ที่ว่าไม่พยายามที่จะช่วยตนเอง ไม่พยายามที่จะ พึ่งตัวเอง  หลักธรรมในทางพระพุทธศาสนานั้น  สอนให้เราพึ่งตัวเองให้เราช่วยตัวเอง อันนี้สำคัญ มาก  ขอให้ญาติโยมได้ใส่ใจในเรื่องนี้ไว้สักหน่อย  คือใส่ใจว่า พระพุทธเจ้าสอนให้เราช่วยตัวเอง  ให้เราพึ่งตัวเอง ทุกแง่ทุกมุม ให้เราช่วยตัวเองให้เราพึ่งตัวเองทั้งนั้น ถ้าเราได้เอาหลักธรรมนี้เป็น พื้นฐานทางจิตใจไว้ เราจะช่วยตัวเองพึ่งตัวเองได้ในหลายแง่หลายมุม โดยเฉพาะเด็กๆ ก็ควรจะทำ ความเข้าใจกับเขาไว้   ให้เขารู้ว่าต้องพึ่งตัวเองต้องช่วยตัวเอง  ตัวจะสอบไล่ได้ก็ต้องช่วยตัวเอง  ด้วยการรักการเรียน ด้วยการขยันเอาใจใส่คิดค้นในเรื่องนั้นอยู่ตลอดเวลา ไม่คอยที่จะไปก็อบปี้คนอื่น ต่อในเวลาสอบไล่   หรือไม่คอยที่จะไปทำอะไรในทางที่จะให้คนอื่นช่วย  แต่ให้คิดว่าต้องพึ่งตัวเอง  ต้องช่วยตัวเอง  คนหนุ่มจบการศึกษาแล้ว  ก็ให้มีความคิดไว้ว่า มันถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องงช่วยตัว เอง จะต้องพึ่งตัวเอง จะไปอาศัยคุณพ่อคุณแม่อยู่ตลอดเวลานั้นมันไม่ใช่วิสัย มันน่าละอายแก่สัตว์เดรัจ ฉานที่มันช่วยตัวเองได้ เราเป็นมนุษย์แท้ๆ ทำไมไม่คิดช่วยตัวเองบ้าง แล้วก็ต้องไปหางานหาการทำ ตามฐานะ งานอะไรก็ทำไปก่อนเถอะ เพื่อจะได้เป็นพื้นฐานชั้นต้นไปก่อน แล้วก็ค่อยก้าวหน้าไปโดยลำ ดับ อันนี้แหละพอจะคิดช่วยตัวเองได้พึ่งตัวเองได้ ในเรื่องเกี่ยวกับความทุกข์ความเดือดร้อนนี้ก็เหมือนกัน เราจะต้องคิดว่าเราจะต้องช่วยตัวเอง  อันนี่มีพุทธภาษิต พระองค์ตรัสเตือนไว้ว่า "ตถาคตเป็นแต่เพียงผู้บอกทางให้ ส่วนการเดินทางนั้นเป็น หน้าที่ของพวกเธอทั้งหลาย"  คำบาลีว่า  "อกฺขาตาโร ตถาคตา" ตถาคตเป็นแต่เพียงผู้บอกทางให้  เป็นผู้ชี้ทางให้เราเดิน บอกว่าไปทางนี้ พระองค์ทำหน้าที่เพียงเท่านั้น การเดินทางนั้นเป็นหน้าที่ของ เรา พระพุทธเจ้าทำหน้าที่เสร็จแล้ว แล้วพระองค์ก็นิพพานไป ชี้ไว้เยอะแยะทางที่ให้เราเดิน ทีนี่เรา ก็ต้องปฏิบัติ    เรียกว่า    ช่วยตัวเอง   พระองค์ไม่ใช่ผู้ศักดิ์สิทธิ์ที่จะมาอุ้มเราไปวางลงตรงนั้น  วางลงตรงนี้ หรือว่าจะมาดลบันดาลให้เราเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ตามที่เราต้องการ นั่นไม่ใช่วิสัยพระ พุทธเจ้า  ทำอย่างนั้นไม่ได้ ไม่ใช่ผู้ศักดิ์สิทธิ์ในรูปนั้น เป็นแต่เพียงผู้บอกทางไว้ แล้วให้เราเดินตาม ทางนั้น การเดินตามทางนั้นเป็นหน้าที่ของเรา เมื่อเรารู้จักทางแล้วต้องลงมือเดิน เดินทันที เดินรุด หน้าไปตามเส้นทางนั้นด้วยความเพียรมั่น  ด้วยความมีสติด้วยความมีปัญญา  เราก็จะถึงจุดหมายปลาย ทางได้  อันนี้ก็เป็นเรื่องสำคัญอยู่  เพราะฉะนั้น ในการที่เราจะทำตนให้หลุดพ้นจากความทุกข์ความ เดือดร้อนในชีวิตประจำวัน ก็ต้องพยายามคิดพึ่งตัวเอง ช่วยตัวเอง แต่ว่าการช่วยตัวเองนั้น มีหลักแถมท้ายว่า ต้องพึ่งธรรมะ ต้องศึกษาธรรมะ แล้วนำธรรมะมา ปฏิบัติในชีวิตประจำวัน พึ่งตนก็คือพึ่งธรรมะนั่นเอง หมายความว่า เราจะต้องปฏิบัติธรรม ถ้าเราไม่ ปฏิบัติธรรมเราก็พึ่งตัวเองไม่ได้  ช่วยตัวเองไม่ได้  หลักการมันมีอยู่อย่างนี้ เพราะฉะนั้น สิ่งที่เรา ควรจะต้องทำเริ่มต้น  ก็คือศึกษาทางให้เข้าใจ เมื่อรู้ทางแล้วลงมือเดินตามทางนั้น เดินไปข้างหน้า อย่าหยุดยั้ง แม้จะมีใครมาตะโกนมาเรียกร้อง ให้เราแวะข้างทางให้เราหยุดเราไม่เอา เราจะเดิน ของเราเรื่อยไป  ตามเส้นทางที่เราได้รู้แล้วได้เข้าใจแล้ว สักวันหนึ่งเราก็จะถึงจุดหมายปลายทาง ด้วยตัวของเราเอง คือเราพ้นจากความทุกข์ความเดือดร้อนในชีวิตประจำวันด้วยตัวของเราเอง อัน นี้เป็นเรื่องที่เราควรจะเข้าใจให้ถูกต้องประการหนึ่ง เมื่อเรารู้อย่างนี้  แล้วคำถามที่ถามไว้  เมื่อตะกี้นี้ว่า ชีวิตเรานี้ต้องการอะไร ชีวิตนี้ไม่ต้อง การแต่เพียงอาหาร  เครื่องดื่ม ที่อยู่อาศัย หรือยาแก้ไข้เท่านั้น เพราะสิ่งเหล่านั้นสำหรับหล่อเลี้ยง ร่างกาย เราไม่ได้มีแต่เพียงร่างกาย แล้วจะเป็นผู้เป็นคนอยู่ได้เมื่อไหร่เรามีใจซึ่งจะต้องมีสิ่งที่หล่อ เลี้ยงด้วยสิ่งที่มีค่ายิ่งกว่าอาหาร  มากกว่าเสื้อผ้า มากกว่าที่อยู่อาศัยและยาแก้ไขที่เป็นวัตถุ แต่เรา ต้องการหลักธรรมะที่เป็นเครื่องหล่อเลี้ยงจิตใจ พูดภาษาง่าย ๆ ว่าต้องการศีลธรรมนี้เป็นสิ่งจำเป็น เบื้องต้น ศีลธรรมที่จำเป็นเบื้องต้นนั้นเรามีไว้เพื่ออะไร เพื่อให้เราอยู่ได้เป็นปกติ เพราะข้อปฏิบัติอัน เป็นขั้นศีลธรรมในเบื้องต้นทั้งหมดนั้น  เป็นสิ่งสร้างเสริมความเป็นปกติให้คงทนต่อไป  และก็ช่วยให้ ความเป็นปกตินั้นพัฒนาไปในทางที่ถูกที่ชอบด้วย มันจะอำนวยให้จิตใจเราสว่างไสวไปด้วยสติปัญญา มี ความคิดถูกทางมีการกระทำถูกทาง มีการพูดถูกทาง มีการอยู่ด้วยการถูกต้องตามกันเกี่ยวกับชีวิตประ จำวัน อันนี้เป็นเรื่องที่เราจะต้องรู้ไว้ ว่าจำเป็นสำหรับชีวิต แล้วก็เอาไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ ถ้า เราไม่ใช้เราก็จะมีความทุกข์ ความเดือดร้อนใจ อารมณ์ง่าย ๆ ที่มักจะเกิดขึ้นในคนเราทั่ว ๆ ไปแต่เราไม่รู้ว่าเรากำลังเป็นอะไร เรากำลัง เดินไปในทางไหน  ก็สร้างปัญหาขึ้น จะยกตัวอย่างให้เห็นง่าย ๆ อารมณ์บางประเภท เมื่อเช้าอ่าน หนังสือพิมพ์เช้ามืด   พบเรื่องว่าเป็นอารมณ์ตัวอย่าง   คือว่าภรรยาของเศรษฐีคนหนึ่งเจ้าของโรง อาบอบนวดมีชื่อเสียง พร้อมด้วยลูกสาวนั่งรถไปเจอเข้ากับดาราคนหนึ่ง ซึ่งมีชื่อเสียงเหมือนกัน และ เมื่อเจอกันเข้าก็ต่อว่าต่อขาน หาว่ามาแย่งเอาพ่อเขาไปบ้าง แย่งเอาสามีเขาไปบ้าง ฝ่ายโน้นก็ปฏิ เสธตัวเป็นเกลียว ว่ากันไปว่ากันมาก็ขับรถชนเสียเลยเท่านั้นยังไม่พอ ยังเอาแม่แรงไปทุบรถเข้าไป อีก  นี่มันเกิดจากอะไร  ก็เกิดจากอารมณ์ชนิดหนึ่งในใจ  คือความหวงนั่นเอง เขาเรียกว่าหึงหวง เรียกว่าลมเพชรหึง ลมเพชรหึงพัดทีไรเกิดเดือดร้อนทุกที พัดที่ไหนขาดสะบั้นไปทั้งนั้นในครอบครัวถ้า ลมเพชรหึงเกิดแล้วก็เดือดร้อนวุ่นวายกัน เกิดความเสียหาย ทีนี้อาการของโรคประเภทนี้ เมื่อเกิดขึ้น แล้ว  มันมักจะเจริญงอกงามขึ้นในจิตใจเรื่อยๆ มีนิสัยกลายเป็นคนที่เรียกว่าระแวงเกิดความหึงหวง  ไปพูดกับใครก็ไม่ได้ สมมุติว่าคุณผู้ชายจะพูดกับใครก็ไม่ได้ ยิ่งเป็นคนทำราชการในเวลานี้  เขามักจะมีเจ้าหน้าที่ที่เป็นสุภาพสตรีอยู่ในวงงาน  หรือว่าบางทีก็มี เลขานั่งหน้าห้อง  คนที่เป็นเลขานั่งหน้าห้องนี่แหละเรียกว่าตัวที่ทำให้เกิดลมเพชรหึง ไม่ค่อยชอบใจ เกิดอารมณ์ไม่ดี  แล้วก็เกิดระแวง พอเกิดระแวงขึ้นไม่มีอารมณ์ดีแล้ว ใจไม่เย็นใจไม่สงบมีแต่ความ ร้อนเกิดขึ้นภายในจิตใจ ทำอะไรก็ขวางหูขวางตาไม่เป็นที่พอใจ ได้กลิ่นก็ไม่เป็นที่ถูกใจ อันนี้แหละที่ ทำให้เกิดปัญหา เรียกว่าเป็นเสี้ยนหนาม หรือว่าเป็นหนามยอกอกในครอบครัวจะอยู่กันไม่เป็นปกติสุข  ตามองกันด้วยความระแวง เมื่อเกิดความระแวงขึ้นอย่างนี้ก็แปลว่าสองคนนี้เข้ากันไม่ได้แล้ว ลูกเดือด ร้อนแล้ว  ลูกทำอะไรก็เดือดร้อนใจเพราะอารมณ์ไม่ดี มารดาหรือแม่เรือนที่อารมณ์ไม่ดีอย่างนี้ทำให้ เสียหาย  เกิดยุ่งยากภายในครอบครัวด้วยประการต่างๆ  เพราะฉะนั้นอย่าให้เกิดอารมณ์อย่างนี้ขึ้น  สอนลูกสอนหลานให้รู้จักธรรมะให้เอาธรรมะไปใช้   อยู่เรือนต้องมีธรรมะด้วย   ไม่มีธรรมะไม่ได้  เพราะฉะนั้นคนโบราณพูดว่า มีธรรมะมีกาม มีการปกครองเรือนที่ถูกต้อง ต้องมีคู่กัน ถ้าไม่มีธรรมะคู่ กันแล้วมันวุ่นวายมีปัญหา  จึงต้องพูดให้เขาเข้าใจ  อย่าเป็นคนขี้ระแวงขี้สงสัย ให้ไว้เนื้อเชื่อใจกัน  แม้มีอะไรผิดพลาดไปบ้างก็ให้อภัยกัน คนที่เป็นคนระแวงอย่างนี้รู้ไว้ว่าวันหนึ่งจะต้องเป็นโรคประสาท  มีอาการไม่สบายทางจิตใจ  บางทีโกรธเขาทำเขาไม่ได้ ทำลายตัวเอง เอามีดมาหั่นแขนเชือดแขน ของตัว  มันเรื่องอะไรกัน อาการอย่างนั้นมันเป็นโรคทางจิตแล้ว เป็นความป่วยทางหนึ่งของทางจิต ทางวิญญาณแล้ว  ถ้าขืนทิ้งไว้ต่อไปก็จะเป็นโรคประสาท แล้วก็สร่างปัญหาขึ้นในครอบครัวไว้มากมาย  นี่เป็นอย่างนี้ไม่ได้ใช้ธรรมะ คนที่มีอารมณ์อย่างนี้ ไม่ใช่สบาย นั่งหน้านิ่วคิ้วขมวด มีแต่อารมณ์ไม่ดีอยู่ตลอดเวลา อันนี้ต้องรู้ สึกตัวว่าไม่ถูก จิตใจไม่ดี ควรจะอ่านหนังสือธรรมะเสียบ้าง หันเข้าหากิจกรรมทางศาสนาเข้าวัดเข้า วา หรือมิฉะนั้นก็ไปทำกิจสังคมสงเคราะห์ ออกไปนอกบ้านหาความสบายใจช่วยเหลือมูลนิธิอะไรต่ออะ ไรที่เขาทำอยู่อาสากาชาดอะไรต่ออะไรไปตามเรื่องปล่อย  ๆ วาง ๆ เสียให้เรานึกง่าย ๆ ว่ามัน เรื่องอะไรที่เรามาหาเรื่องให้กลุ้มใจแก่ตัวเอง ลองถามปัญหาว่า เราเกิดมาเพื่ออะไร เกิดมาเพื่อ ร้อนใจหรือเกิดมากลุ้มใจหรือ เกิดมาเพื่อนั่งเป็นทุกข์หรือ คนอื่นเขาสบายกันทั้งนั้น เรามานั่งกลุ้มอยู่ คนเดียวมันเรื่องอะไรมองดูตัวเองแล้วพูดกับตัวเอง   แล้วอาจจะดุตัวเองได้ว่าแกนี่มันไม่เข้าเรื่อง  มานั่งกลุ้มอยู่เรื่องอะไรโง่ไปได้  ว่าตัวเองอย่างนั้น แล้วก็พอจะนึกได้ว่าโง่ไม่เข้าเรื่องไปได้ไม่ได้ เรื่องอะไร นี่เรื่องของผู้หญิงต้องคิดอย่างนั้น คราวนี้ผู้ชายก็เหมือนกัน ถ้าเรารู้อารมณ์แม่บ้านว่าเขาเป็นคนอารมณ์ขี้ระแวงอย่างนั้น เราก็อย่า ไปหาเหยื่อป้อนอารมณ์หวงอารมณ์หึงอย่างนั้น    ควรจะทำอะไรให้มันเรียบร้อย   เลิกงานแล้วก็ กลับบ้านให้เป็นเวล่ำเวลา  มาถึงบ้านก็ช่วยงานไปตามเรื่อง  ทำงานด้วยกันอยู่ใกล้ ๆ กันคุยกันไป คุยกันตามเรื่องตามราว มันก็สบายไม่มีปัญหา วันไหนว่าง ๆ ไปวัดกันหน่อย ไปวัดชลประทาน ฯ ดีวัด สบายหน่อย มาวัดฟังพระท่านเทศน์ท่านสอนก็ค่อยเกิดปัญญา เกิดความรู้ความเข้าใจขึ้น จิตใจก็ค่อยดี ขึ้นเป็นลำดับ  อันนี้ช่วยตัวเองในเรื่องอย่างนี้  อารมณ์อื่นๆ  ก็เหมือนกันแหละ  ไม่ว่าอารมณ์อะไร  ความโกรธ ความเกลียด ความริษยา ความพยาบาทต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในใจเรานั้น เราจะต้องเพ่งมัน ว่าอันนี้คือโรคที่เกิดขึ้นในตัวเรา  บอกกับตัวเราเองว่า ฉันไม่ได้มีโรคอยู่ตลอดเวลาโรคนี้มันเกิดขึ้น เพราะอารมณ์มากระทบเท่านั้น เมื่อตายังไม่ได้เห็นสิ่งนั้นเราก็ไม่ได้โกรธ เมื่อหูไม่ได้ยินเสียงนั้นเรา ก็ไม่ได้โกรธ  เมื่อจมูกไม่ได้กลิ่นอย่างนั้น  เราก็ไม่ได้โกรธ เมื่อลิ้นไม่ได้กระทบรสอย่างนั้นก็ไม่ได้ โกรธ   เมื่อร่างกายไม่ได้ถูกต้องสิ่งนั้นเราก็ไม่ได้โกรธหรือว่า  ตาไม่ได้ดูหูไม่ได้ยินแต่ว่าใจมันคิด  คิดของเก่าเขาเรียกว่า มโนวิญญาณ หมายความว่ามันคิดของเก่าเอาเรื่องเก่ามาคิด นั่งอยู่ดี ๆ ไป คิดแล้ว แหมเจ็บใจนักหาเรื่องไปคิด สร้างภาพมโนวิญญาณขึ้นมา แล้วก็มานั่งโกรธนั่งกลุ้มใจ อย่างนี้  ให้เรารู้ว่าสิ่งนั้นไม่ใช่ของเดิมไม่ได้มีอยู่ตลอดเวลา มันเกิดขึ้นเป็นครั้งคราวเกิดแล้วก็ไม่ได้อยู่ถาวร  มันเกิดดับ เกิดดับเขาเรียกว่ามันเป็นปัจจุบันธรรม หมายความว่าเกิดขึ้นในขณะนั้นแล้วก็ดับไปในขณะ นั้นนั่นแหละไม่ใช่อยู่ถาวร แต่ที่มันอยู่ต่อไปนั้นเพราะอะไร เราไปป้อนเหยื่อให้มัน เราคิดถึงอารมณ์นั้น คิดถึงคนที่เราเกลียด  คิดถึงคนที่เราริษยาคิดถึงคนที่เราชอบใจ  มันก็เกิดกิเลสทั้งนั้น  กิเลสฝ่ายที่ ชอบก็มีฝ่ายที่ชังก็มี เวทนาที่เกิดในใจของเรานั้น   มันก็มีสองแบบคือเป็นไปในทางสุขก็ได้เป็นไปในทางทุกข์ก็ได้  ทีนี้เราต้องคอยพิจารณาว่าอันนี้มันเกิดอย่างไร  มันเป็นเหตุเป็นปัจจัยของอะไร ทำให้เกิดอะไรขึ้น มา คอยนึกคิดพิจารณาไตร่ตรองอยู่เสมอ ๆ ให้มีสติปัญญาไว้ การปฏิบัติธรรมะที่ย่อที่สุด ที่สั้นที่สุด ก็คือ การควบคุมตัวเอง ด้วยสติ ด้วยปัญญาเท่านั้นแหละ ถ้าเรามีสติควบคุมตัวเองด้วยสติด้วยปัญญาเท่านั้น แหละ ถ้าเรามีสติควบคุมตัวเอง มีปัญญาพิจารณาไตร่ตรองในเรื่องต่างๆ ที่มีนเกิดขึ้นแล้ว เราจะหนี พ้นจากความทุกข์ความเดือดร้อนในชีวิตประจำวัน จะไม่เกิดปัญหา จะไม่เกิดความเดือดร้อนอะไรขึ้น ในใจเรามากเกินไป  แต่เมื่อใดเราเผลอตัวไป เราประมาทไป หรือว่าไม่ได้ใช้ปัญญาพิจารณา ไม่ ได้ฉุกคิดขึ้นมาในใจ ไม่ได้ฉุกคิดว่านี่คืออะไร ไม่ได้คิดอย่างนั้น แต่ถ้าเมื่อใดเราฉุกคิดขึ้นมา เอ๊ะอะ ไร  ทำไมจึงเป็นอย่างนี้ เรียกว่าสติมาแล้ว ปัญญามาแล้ว เราก็สามารถที่จะกำหนดมันได้ ว่าอะไร เป็นอะไร สิ่งใดที่เป็นอกุศลเป็นไปเพื่อสร้างกิเลส เป็นไปเพื่อสะสมความทุกข์ความเดือดร้อนใจ เรา ก็ต้องเอาออกไปเสีย อย่าให้มันเกิดขึ้นในใจของเรา เช่นเหมือนว่า ญาติเราอยู่ด้วยกันแล้วตายจาก ไป  เรานึกว่า  คนเราเกิดแล้วไม่ตายมีไหม เรามีพ่อมีแม่แล้วพ่อแม่เราเดี๋ยวนี้ยังอยู่หรือเปล่า ไป แล้ว แล้วคุณปู่คุณย่ายังอยู่หรือปล่าว ไปแล้ว ไปก่อนคุณพ่อคุณแม่ แล้วพี่เราน้องเราหรือว่าใครเกี่ยว ของกับเรา คนข้างบ้านเรามีคนตายบ้างไหม ก็ตายกัน ข้างบ้านที่ไหนก็ตาย คนมีบุญหนักศักดิ์ใหญ่ก็ยัง ตาย  ตายกันทั้งนั้น  แล้วคนในบ้านเราตายไปคนหนึ่งแล้ว  เราจะมาเศร้าใจเรื่องอะไร มันไม่ใช่ เรื่อง  เราควรไม่คิดให้เศร้าใจ  แต่เราควรคิดว่ามันธรรมดา วันหนึ่งฉันก็ต้องเป็นอย่างนี้ อย่าไป เศร้าใจ อายุมันจะสั้นเปล่าๆ ตั้งใจทำบุญสุนทร์ทานหาความสุขความสบายใจดีกว่า เราคิดอย่างนี้ใจ มันก็สบาย  ไม่ใช่ว่านั่นหัวเราะ แต่ว่านั่งเฉยๆ เพราะมองเห็นสิ่งทั้งหลายทั้งปวงนั้นตามสภาพที่เป็น จริง อารมณ์ก็ไม่ยุ่งยากลำบากใจ อันนี่ต้องคิดตามหลักธรรมะไว้  เราเรียนธรรมะต้องเอาไปใช้ในชีวิตประจำวัน  โดยเฉพาะ เวลามีความทุกข์ต้องใช้ทันที่ ต้องรีบถามว่าอะไร ทำไมจึงกลุ้มใจ กลุ้มใจเรื่องอะไร เรื่องนั้นมันทำ ให้เรากลุ้มใจเพราะอะไร คิดไปค้นไป ก็จะพบความจริง แล้วเราก็จะแก้ได้ ด้วยปัญญาของเราเอง  นี่แหละคือปัญหาที่ญาติโยมควรจะคิดนึกใจชีวิตประจำวันของเรา  ว่าชีวิตนั้นสำคัญอยู่ที่ความสุขสงบใจ  ความสุขสงบใจก็เกิดจากการประพฤติชอบตามหลักธรรมะ เราจึงควรจะอยู่ด้วยสติอยู่ด้วยปัญญาตลอด ไป ดังที่ได้แสดงมาก็พอสมควรแก่เวลา ขอยุติไว้เพียงเท่านี้.