ปาฐกถาธรรม เรื่อง ทางแห่งสันติ โดย พระเทพวิสุทธิเมธี (ปัญญานันทภิกขุ) วันอาทิตย์ที่ ๒๓ ตุลาคม ๒๕๒๐ ญาติโยมพุทธบริษัททั้งหลาย ณ  บัดนี้ถึงเวลาของการฟังปาฐกถาธรรมะ อันเป็นหลักคำสอนในทางพระพุทธศาสนาแล้ว ขอ ให้ทุกท่านอยู่ในอาการสงบ ตั้งอกตั้งใจฟังด้วยดี เพื่อให้ได้ประโยชน์อันเกิดขึ้นจากการฟังตามสมควร แก่เวลา หมู่นี้อากาศก็เปลี่ยนขึ้นมาก   ฝนหายไปชักจะร้อนขึ้นมาสักหน่อย   แต่ไม่เท่าใดก็จะมีอากาศ หนาวพัดมาผ่านประเทศเรา มันก็เปลี่ยนกันไปตามเรื่อง ตามกฎของธรรมชาติ อันเป็นเรื่องที่ไม่มีใคร จะไปเปลี่ยนแปลงได้เป็นอยู่อย่างใดก็อยู่อย่างนั้นตามเรื่องตามราว อย่าไปเป็นไปเป็นทุกข์เดือดร้อน กันปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้น เราควรจะมาจัดการกับตัวเราเองดีกว่า เพราะเป็นเรื่องของตัวเรานั้นเป็น เรื่องสำคัญกว่าเรื่องใดๆ ในการที่จะจัดการให้เรียบร้อย จัดเรื่องอื่นภายนอกมันเกี่ยวเนื่องกับภายใน ถ้าเรื่องภายในไม่เรียบร้อยเรื่องภายนอกก็จะเรียบร้อยไม่ได้    ความทุกข์จากสิ่งภายนอกมันเกิด จากความทุกข์ภายในถ้าจิตใจของเรามีความทุกข์มองอะไรก็เป็นทุกข์ไปหมด ถ้าจิตใจเป็นสุขมองอะไร ก็เป็นสุขไปหมดเหมือนกัน  ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นในโลก  ถาเราเป็นผู้มีธรรมะก็จะมองสิ่งเหล่านั้น ตามสภาพที่เป็นจริง จะไม่มีความวิตกกังวลอะไรมากเกินไป เพราะถือว่ามันเป็นเรื่องธรรมดาที่อยู่ใน สภาพเปลี่ยนแปลง  ชีวิตมีการเปลี่ยนแปลงเหตุการณ์  โลกก็มีการเปลี่ยนแปลง เหตุการณ์ในโลกก็มี การเปลี่ยนแปลง ไปตามเรื่องตามราว ตามวิสัยใจคอของมนุษย์ เราอย่าไปหวั่นวิตกในปัญหาเหล่านั้น สิ่งที่ควรจะคิดมากก็คือเรื่องภายในตัวเรา ว่าเราจะจัดการกับเรื่องของเราอย่างไร ให้เราได้ มีชีวิตสดชื่นรื่นเริง  ตามแบบหลักธรรมะในทางพระพุทธศาสนา เรื่องที่เราทั้งหลายควรจะช่วยกันให้ มาก ในสมัยนี้อาตมาก็อยากจะชักชวนญาติโยมทั้งหลายว่า เรามาช่วยกันเดิน ถาเราช่วยกันเดินตาม เส้นทางที่พระผู้มีพระภาคขีดไว้ให้เราเดินแล้ว   เรื่องทั้งหลายก็จะสงบไม่วุ่นวายมากเกินไป  ชาว โลกที่มีความวุ่นวายกันอยู่ในสมัยนี้นั้น  ก็ชอบเดินนอกทางไม่เดินตามเส้นทางที่ควรเดิน  แต่ว่าเดินไป นอกลู่นอกทางอย่างนั้น  ก็เพราะว่าพื้นฐานทางจิตใจไม่มีอะไรที่เป็นหลักประกันอย่างมั่นคงประจำใจ  หลักประกันอันมั่นคงประจำใจนั้นก็คือการถือเอาธรรมะเป็นแนวทางของชีวิต      ถาเราไม่ถือทาง ของธรรมะเป็นแนวทางของชีวิต  ก็เท่ากับว่าเราไม่มีแบบการกระทำอะไรที่ไม่มีแบบนั้น  มันเป็นไป ตามอารมณ์ของผู้กระทำ ใจอย่างใดก็ทำไปออย่างนั้น อารมณ์ใดมากระทบก็หมุนไปตามอารมณ์นั้น แต่ ไม่มีอะไรเป็นหลักเกณฑ์  ว่าเราควรทำอย่างไร จึงจะเป็นการถูกต้องเป็นเหตุให้เกิดความสุข เป็น เหตุให้เกอดความสงบใจ  จิตใจของเราในครอบครัวของเรา หรือในแม้ประเทศชาติที่เราอยู่อาศัย  เราไม่มีแบบไม่มีวิถีทางที่ถูกที่ชอบก็เลยทำอะไรตามความพอใจ  คนที่ทำอะไรตามความพอใจตามอารมณ์ เพราะสิ่งแวดล้อมมากระทบนั้น ย่อมขึ้นๆลงๆ ดีบ้างชั่ว บ้าง  สุขบ้างทุกข์บ้างสลับสับเปลี่ยนกันไปอยู่ตลอดเวลา  ความยุ่งยากในชีวิตก็มีมากขึ้นเป็นธรรมดา  แต่ถ้าเราเอาชีวิตของเราไปฝากไว้กับสิ่งใดสิ่งนี้ แล้วยึดเอาสิ่งนั้นเป็นหลักของใจ จะพูดอะไรจะทำ อะไรจะคิดอะไรก็อาศัยหลีกนั้นเป็นหลักฐาน  เราจะไม่พูดไม่ทำไม่คิดในสิ่งที่ออกไปนอกฐานนอกวงที่ เราได้ตั้งไว้ อันนี้แหละที่จะช่วยให้สิ่งทั้งหลายเป็นไปด้วยดี มนุษย์เรานั้นจะต้องมีแบบ ถ้าไม่มีแบบก็จะ กลายเป็นคนนอกแบบไป   นอกระเบียบไป   ปัญหาต่างๆก็จะเกิดมากขึ้น  ดังที่เราเห็นว่าในสังคม ของชาวโลกในยุคปัจจุบันนี้ มีปัญหานานาประการเกิดขึ้น จะทำอะไรก็เรียกว่า ทำไปตามอารมณ์ ไม่ ได้คิดว่าการกระทำเช่นนั้นเป็นเรื่องผิดเรื่องถูกหรือเรื่องดีร้ายอย่างไร  ตัวอย่างที่ได้ยินข่าวปรากฎ เมื่อไม่กี่วันมานี้ คือการจี้เรือบินของประเทศเยอรมัน แต่ว่าคนเยอรมันนั้นเขาก็เก่งอยู่เหมือนกัน เขา หาวิถีทางที่จะปราบนักจี้ให้ได้ผลทันอกทันใจ แล้วก็ได้ผล เมื่อได้ผลเช่นนั้นพวกที่อยู่ในคุกไม่ได้ออกไป ข้างนอก  เพราะพวกเรือบินนั้นตายเสียแล้ว ก็เลยฆ่าตัวตายกันหลายคน พอข่าวเหล่านั้นออกมา ใน หลายประเทศได้มีคนหนุ่มๆเขาเรียกว่า พวกหัวรุนแรง คนที่หัวรุนแรงนั้นคือคนนอกแบบทั้งนั้น ไม่มีอะ ไรเป็นหลักในใจ ไม่มีแบบสำหรับชีวิตก็ทำอะไรเรียกว่านอกแบบตลอดเวลา พอรู้ข่าวเรื่องเช่นนั้น เกิดขึ้นเขาเป็นพวกที่ชอบรุนแรง  เลยทำอะไรแบบรุนแรงขึ้นมาเช่น  ไปขว้างสถานกงสุลเยอรมัน บ้าง ขว้างบริษัทค้ารถยนต์เบนซ์บ้าง ทำให้เกิดความเสียหาย ทำไมเขาจึงทำอย่างนั้น นั่นแหละเขา เรียกว่า  อารมณ์  มันเกิดอารมณ์ขึ้นมาก็ไม่มีอะไรยับยั้ง ไม่มีห้ามล้อสำหรับจิตใจ ถ้าสมมุติว่าคนใน โลกนี้  มีอารมณ์แบบนั้นมากๆ  จะอยู่กันอย่างไร ก็อยู่กันด้วยความหวาดกลัว มีความระแวงกันตลอด เวลา ความสุขในสังคมมนุษย์ก็จะไม่มี มีแต่ความเดือดร้อนมีแต่ความวุ่นวายด้วยปัญหาต่างๆนานาประ การ  เพราะคนที่ใช้อารมณ์ในรูปอย่างนั้นอันนี้เป็นเรื่องเสียหาย  เราได้ฟังข่าวประเภทนี้แล้ว อย่า เพียงแต่ว่าฟังเฉยๆอย่าเพียงแต่อ่านแล้วผ่านไป แต่อ่านแล้วเราควรเอามาคิด วิจัยดูว่า ทำไมจึงเป็น อย่างนั้น   ทำไมเขาจึงมีอารมณ์ประเภทนั้น  ทำไมคนบางพวกบางประเภทชอบทำให้เสียหาย  ไม่ ชอบสร้าง   ไม่ชอบเห็นอะไรเจริญก้าวหน้า  แต่ว่าเห็นอะไรในทางจะทำลายอยู่ตลอดเวลา  อันนี้ เรื่องที่น่าคิดสำหรับคนในยุคปัจจุบัน  อารมณ์ประเภทนั้น มีมากขึ้นในชาติต่างๆในโลกนี้ ในเหมืองไทยก็มีเหมือนกันคนอารมณ์อย่างนั้น พอเกิดอารมณ์อะไรขึ้นมาก็จะทำลายสิ่งนั้นสิ่งนี้  มีนิสัยทำลาย  คล้ายๆ กับว่า มีความรู้สึกอะไรขึ้น มาก็บังคับไม่ได้   การบังคับไม่ได้แล้วก็ทำลายนั้น   ถ้าคิดดูให้ดีแล้วคนเรานี้ร้ายกว่าสัตว์เดรัจฉาน  เพราะสัตว์เดรัจฉานมันไม่ค่อยจำได้ทำลายอะไร มันอยู่กันตามธรรมชาติ ไม่มีสัตว์จำพวกใดที่มันจะทำ ลายของที่มีอยู่ในโลกนี้  เช่นมันอยู่ในป่ามันก็ไม่ได้ทำลายป่า มันเพียงแต่ว่ากินยอดไม้กินหญ้าอะไรไป ตามเรื่อง แต่ว่าจะทำให้ป่าเสียหายก็ไม่มี ปลาที่อยู่ในน้ำก็ไม่ได้ทำลายอะไรที่อยู่อาศัย นกที่บินอยู่ใน อากาศก็ไม่ได้ทำลายอะไร   มันอยู่ตามเรื่องตามราวของมัน  แต่ว่ามนุษย์เรานั้น  ถ้าไม่มีแบบไม่มี หลักประจำใจ  คิดอะไรแต่ประเภทรุนแรงแล้วก็ทำลายได้ง่ายๆ ของมีค่ามีราคาตั้งสองสามร้อยล้าน  เขาทำลายเสียชั่วประเดี๋ยวประด๋าวเท่านั้นก็หายไป นี่มันร้ายแรงถึงขนาดอย่างนี้ อารมณ์เช่นนี้เกิดขึ้น ก็เพราะว่า เขาไม่มีอะไรเป็นหลักรักษาจิตใจ เป็นคนไม่มีศาสนา ไม่มีธรรมะเป็นหลักประจำจิตใจ ไม่มีความรักต่ออะไร ความรักต่อพ่อแม่ก็ไม่มี มันมีความรู้สึกอย่างเดียวซึ่งเรียกว่า ความรักไม่ได้ รู้ สึกว่าต้องได้ดังใจ ถ้าไม่ได้ดังใจก็ต้องใช้วิธีทารุณโหดร้าย ฆ่ากันทำลายกัน อันนี้เป็นเรื่องที่เป็นภัยใน สังคมมนุษย์ในยุคปัจจุบัน ที่อาจจะเกิดขึ้นที่ไหนเมื่อใดก็ได้ ฐานของสิ่งเหล่านั้นมันเกิดมาจากอะไร เราควรจะได้ทำความเข้าใจในเรื่องนี้ ฐานอันนี้ก็เกิด จากว่า  ไม่มีความเชื่อในเรื่องธรรมะในเรื่องศาสนา อันนี้เป็นเรื่องแรกที่เกิดขึ้นในใจของผู้ใดแล้ว  ผู้นั้นจะกลายเป็นคนเปลือยเปล่าไม่มีอะไรเป็นเครื่องห่อหุ้มจิตใจ   ไม่มีเครื่องประคับประคองจิตใจ  แต่จะเป็นอยู่อย่างชนิดที่เรียกว่าเปลือย เหมือนกับคนเปลือยกาย คนเปลือยกายไม่มีผ้านุ่งผ้าห่ม ถ้าเป็น สมัยโบราณก็ไม่น่ารังเกียจ  เพราะในสมัยนั้นการนุ่งห่มยังไม่เจริญไม่มีผ้าสำหรับนุ่งห่ม แต่สมัยนี้มีผ้า มากมายสำหรับใช้สอย ถ้าคนใดสมัครใจไปเปลื้องผ้าออกเสีย คนนั้นเรียกว่า วิกลวิการเต็มที จิตใจ ไม่เหมือนใครเขา อยู่ในสังคมก็ไม่ได้ เพราะไม่น่าจะไว้วางใจ เขาทำอะไรแปลกๆ แผลงได้ เขา อาจจะจับอะไรขึ้นมาทุบหัวคนให้ตายก็ได้  หรือทำร้ายให้บาดเจ็บก็ได้  นี่มันเป็นอย่างนี้  ทีนี้จิตใจก็ เหมือนกัน  ต้องมีเครื่องห่อหุ้มรักษาจิตใจ  สิ่งห่อหุ้มรักษาจิตใจนั้นก็คือความเชื่อในธรรมะในศาสนา  เพราะฉะนั้นถ้าไม่มีสิ่งเหล่านี้เป็นหลักแล้ว เขาทำอะไรก็ได้ เขาไม่มีความกลัวต่อบาป ไม่มีความรัง ในเรื่องความดี ไม่มีความรู้สึกผิดชอบชั่วดีประจำจิตใจ มีแต่ความคิดตามอารมณ์ที่เกิดขึ้นในเรื่องเห็น แก่ตัวเห็นแก่ได้ แล้วก็ทำตามอำนาจความคิดนั้น คนอย่างนี้แหละน่ากลัวมาก เป็นพิษเป็นภัยแก่ประชา ชนแก่สังคมทั่วๆ  ไป  อาจจะทำเรื่องร้ายเรื่องรุนแรงขึ้นมาเมื่อใดก็ได้ เพราะขาดความเชื่อมันใน ทางศาสนา ถ้าเราศึกษาแยกแยะวิเคราะห์ออกไปสักหน่อย ก็เพราะว่าเขาเกิดใจครอบครัวที่ห่างเหิน จากธรรมะ ในครอบครัวนั้นไม่มีพระประจำบ้าน ไม่มีเทวดาประจำเรือน ที่ว่าไม่มีพระประจำบ้าน  คือพ่อแม่ก็เป็นคนเฉยเมย ไม่สนใจในเรื่องศีลธรรมไม่สนใจศาสนา  ไม่สนใจในเรื่องสรณะในด้านใน    สนใจแต่เรื่องอื่นทำเรื่องอื่นอยู่ตลอดเวลา   แต่ถ้าเรื่องเกี่ยว กับธรรมะเกี่ยวกับศาสนานั้น  ไม่มีความสนใจเลยแม้แต่น้อย เด็กๆ เกิดมาในครอบครัวอย่างนั้น ได้ พบได้เห็นสภาพอย่างนั้นมาตั้งแต่ตัวน้อยๆ จิตใจเขาไม่มีอะไรเป็นเครื่องยึดเหนี่ยว ไม่มีอะไรเป็นที่พึ่ง ถ้าพูดตามแบบธรรมะก็เรียกว่าขากสรณะ  สรณะหมายความว่าที่พึ่งทางใจ  เป็นหลักเป็นเครื่องคุ้ม ครองใจ  เป็นสิ่งที่จะประกันจิตใจไม่ให้เดินออกไปนอกแบบ  นอกลู่นอกทาง เราเรียกว่าสิ่งนั้นเป็น สรณะ  ถ้าเรานับถือศาสนาพุทธ เราก็ถือเอาพระพุทธเจ้าเป็นสรณะทางใจ ถือเอาหลักธรรมคำสอน เป็นสรณะทางใจ ถือเอาพระอริยสงฆ์สาวกของพระพุทธเจ้า ผู้เป็นตัวอย่างในการปฏิบัติสมควรว่าเป็น ตัวอย่างของชีวิต  ในทางสร้างเสริมจิตใจให้เจริญงอกงามด้วยศีลด้วยธรรม สรณะทั้งสามประการนี้ เป็นหลักของพวกเราพุทธบริษัท ถ้าเรามีหลักนี้อยู่ในใจแล้ว จะคิดจะทำอะไรก็คิดอย่างมีหลักจะพูดอะ ไรก็พูดอย่างมีหลัก   ไม่ได้ทำเอาตามอารมณ์ตามพอใจ  ในสิ่งที่มากระทบ  แต่ว่าจะคิดจะพูดจะทำ อย่างที่เรียกว่า  อาศัยหลักเกณฑ์หลักการที่ถูกต้อง  การคิดการพูดการกระทำนั้นก็อยู่ในระเบียบแบบ แผน ไม่ทำใครให้เกิดปัญหา ไม่สร้างความทุกข์ความเดือดร้อนให้แก่ใครๆ เพราะมีสรณะในทางจิตใจ อย่างนี้ คนที่ไม่มีสรณะทางใจ คือไม่มีอะไรที่เรียกว่าเป็นศาสนาประจำใจ เดี๋ยวนี้ก็มีมากขึ้นเหมือนกัน ในต่างประเทศที่มีความเจริญ   มีความก้าวหน้าในทางวัตถุมากๆ  คนก็ห่างสิ่งนี้ออกไปทุกวัน เวลา เพราะเขานึกแต่เรื่องวัตถุ นึกแต่เรื่องของกิน นึกแต่เรื่องเครื่องนุ่งห่ม นึกแต่เรื่องที่อยู่อาศัย  นึกเรื่องยารักษาโรค   แต่ไม่ได้นึกว่าเราได้กินแล้วได้นุ่งห่มแล้ว   มีบ้านมีเรือนแล้ว   มีโรงพยา บาลรักษาเจ็บไข้แล้ว มันเพียงพอเท่านั้นหรือ เขาไม่ได้คิดไกลไปถึงขนาดนั้น ไม่ได้คิดอย่างลึกซึ้งว่า  ชีวิตนี้ยังต้องการอะไรบ้าง ซึ่งสำคัญกว่าวัตถุ สำคัญกว่าเสื้อผ้าอาหารที่อยู่อาศัย ยาแก้ไข้ ไม่ได้คิดลึก ไปถึงขนาดอย่างนั้น  พอใจในวัตถุที่ตนจะพึงมีพึงได้  ไม่ได้สนใจในสิ่งอะไรที่ประเสริฐกว่านั้น เมื่อ ความสนใจในเรื่องที่เป็นวัตถุมีมากขึ้น   ความต้องการในเรื่องนั้นก็มีมากขึ้น  เรียกว่ามีความพอใจ เพลิดเพลินในวัตถุนั้น แล้วก็อยากจะมีจะได้มากขึ้น ความอยากจะมีอยากจะได้ในทางวัตถุนี้ ถ้าหากว่า รุนแรงขึ้นไปแล้ว  ย่อมทำให้หัวใจมืดบอด  ทำให้ไม่รู้จักผิดชอบชั่วดี  มองอะไรๆ  ก็เห็นแต่ว่าเป็น เรื่องน่าจะมีจะได้ไปหมด แต่ไม่คิดไปว่าได้มาแล้วหรือว่าได้มาโดยวิธีใด เป็นพิษเป็นภัยอย่างไร เขา ไม่ได้คิดอย่างนั้น คิดแต่เรื่องจะให้ได้สิ่งที่ตนต้องการ เรียกว่าแสวงหาเพื่อให้ได้สิ่งนั้นมา ครั้นได้สิ่ง นั้นมาแล้วก็มัวเมาอยู่ในสิ่งนั้น ก็ยังแสวงหาเพิ่มเติมต่อไป ถ้าไม่มีอะไรมาขัดขวางวิถีทางดำเนินชีวิต  ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น   แต่ว่ามนุษย์เรานี้   อยู่กันคนเดียวเมื่อไร   มันอยู่กันหลายคนหลายครอบครัว  หลายบ้านหลายเรือนมาอยู่ร่วมกัน อันเรื่องการอยู่ร่วมกันนั้น   ก็ต้องมีการแข่งขันในเรื่องความเป็นการอยู่  ในการทำมาหากิน  การแข่งขันเกิดขึ้นในทีใด ถ้าเป็นการแข่งขันนอกแบบนอกระเบียบแล้ว ที่นั้นต้องเกิดปัญหาแน่ๆ ต้องมี การปัดแข้งปัดขากัน มีการตัดรอนกันทำลายกัน เพื่อให้ได้สิ่งที่ตนต้องการ บางทีถึงกับว่าต้องฆ่ากันเสีย ก็มี  เราได้ยินข่าวอยู่บ่อยๆ ว่า ฆ่าเพราะผลประโยชน์มันขัดกัน เพราะการค้าขายแบบเดียวกัน ทำ มาหากินในรูปเดียวกัน หรือว่าคนหนึ่งจะขึ้นหน้ากูไม่ยอม ไม่ยอมก็ต้องทำลายกันเลย ฆ่ากันตาย เมื่อ ฝ่ายหนึ่งตายแล้ว อีกฝ่ายหนึ่งก็อยู่ไม่เป็นสุขเหมือนกัน เพราะคนนั้นมีพรรคมีพวกเขาต้องมาฆ่าคนนี้ต่อ ไป ฆ่ากันไปฆ่ากันมาผลที่สุดต่างคนต่างก็ไม่ได้อะไร ตายด้วยกันทั้งคู่ ทำไมจึงไม่มาปรองดองกันเสีย  ไม่ทำอย่างนั้น เพราะว่าในขณะที่มีความคิดว่าจะได้ปัญญามันไม่มา คนเราถ้าต้องคิดถึงเงินมากคิดถึง เรื่องวัตถุมากแล้ว ปัญญามันไม่เกิด เมื่อปัญญามันไม่เกิดย่อมไม่รู้ว่าอะไรถูกอะไรผิด อะไรดีอะไรชั่ว  อะไรจะเป็นเหตุให้เกิดความเสื่อมความเจริญ เรานึกไม่ได้ เลยทำตามอารมณ์ไป อันนี้เป็นเรื่องน่า กลัว เรื่องของบุคคลอย่างใด ในกลุ่มคนก็อย่างนั้นเหมือนกัน ถ้ากลุ่มสองกลุ่มมันเกิดผลประโยชน์ขัดกัน แล้ว ก็อยู่กันไม่ได้ ต้องมีการทำร้ายกัน หรือจัดการอีกฝ่ายหนึ่งถอยไป ฉันจะทำเอง อย่างนี้เป็นตัวอย่าง ในระหว่างชาติระหว่างประเทศก็เหมือนกัน ไม่น่าจะขัดกันเป็นเวลาหลายๆ ปี รวมแรงร่วมใจ กันเสียไม่ดีกว่าหรือ เรามานั่งพูดกันไม่ดีกว่าหรือ ความจริงก็มีการประชุมกันบ่อยๆ ในระหว่างชาติระ หว่างประเทศ เช่นมีองค์การระหว่างโลก สันนิบาตของโลก ที่เราเรียกว่า ยูโนอะไรที่มีอยู่ในสมัยนั้น ทำไมจึงยังจัดการอะไรไม่ได้  จึงแก้ปัญหาต่างๆ ไม่ได้ เพราะต่างคนต่างมีอะไรเป็นของตัวอยู่ มี ขีดมีวงเฉพาะของตัว  ตัวก็นั่งอยู่ในวงนี้แหละ อีกคนหนึ่งก็นั่งอยู่ ไม่ทำลายวงล้อมของตนออกไปเสีย  แล้วไปนั่งใกล้ๆ กัน แล้วคุยกันอย่างชนิดที่เรียกว่า ปกติธรรมดา ให้พูดกันอย่างคนธรรมดาพูดกัน อย่า เอาอะไรมาใสไว้ในใจ อย่าเอาอะไรมาเป็นเครื่องกั้นไม่ให้เข้ากันได้ สังคมมนุษย์มันมีเครื่องกีดกัน หลายอย่าง  ที่จะไม่ให้เข้ากันได้ เรื่องภาษานี่เรื่องหนึ่งแล้ว เมื่อภาษาแตกต่างกัน ถือว่าเป็นคนละ พวกกันไป  อย่าว่าแต่ต่างชาติเลย แม้คนในชาติเดียวกันแม้พูดผิดกันนิดหน่อย ก็มองว่าเป็นคนพวกอื่น ไป  ไม่ใช่คนพวกอื่นไป ไม่ใช่คนพวกเดียวกัน เช่นคนทางใต้ไปพบคนทางเหนือพูดไม่ตรงกัน ก็ถือว่า คนละพวกกัน  ถ้าเพียงคนสองคนไม่สู้กระไร ถ้าหลายๆ คนแล้ว ก็ต้องแบ่งกัน นี่พวกใต้นั่นพวกเหนือ  นั่นพวกตะวันออกเฉียงเหนือ  นั่นพวกนั้นพวกนี้ แม้อยู่คนละตำบลก็ยังแบ่งกัน การแบ่งพวกแบ่งฝ่ายกัน อย่างนี้และ  ทำให้เกิดปัญหา  ทำให้มีเขาทำให้มีเรา มีพวกเขามีพวกเราเข้ามา เลยก็แตกแยกกัน  ไม่ลงรอยกันด้วยปัญหาต่างๆ เรื่องผิวพรรณนี้อีกอย่างหนึ่ง  ก็ถือว่า  เป็นเรื่องใหญ่เหมือนกัน  คนหนึ่งผิวขาวคนหนึ่งผิวดำ  เลยไม่ลงรอยกัน แยกผิวกัน แม้จะสิ่งเสริมอะไรๆ เช่นสิทธิมนุษยชน แต่ว่าไม่ได้ส่งเสริมสิ่งที่เป็นส่วน ลึกในใจคน คนก็ยังถือกันอยู่อย่างนั้น ยังถือผิวกันอยู่ พอเห็นหน้าความยึดถือก็เกิดขึ้นว่า คนละพวกกับ ฉัน มันเป็นเสียอย่างนี้ เรื่องของผิวก็เป็นเหตุให้แตกพวกกันได้ เรื่องภาษา เรื่องผิว เรื่องศาสนานี้ ก็เหมือนกัน  ต่างศาสนากันก็ไม่ค่อยลงรอยกัน ความจริงหลักธรรมะในทางศาสนานั้นมีจุดมุ่งหมายใน เรื่องอะไร  มีจุดหมายเพื่อทำลายความเห็นแก่ตัว  แต่ว่าวิธีการอาจจะไม่เหมือนกัน  เช่น ในพระ พุทธศาสนาสอนให้ทำลายความเห็นแก่ตัว  ด้วยการแยกตัวออกไปให้หมด  แยกออกไปเป็นขันธ์ เป็น ธาตุ  เป็นอายตนะ  เป็นนาม  เป็นรูป เพื่อให้เห็นว่าเนื้อแท้นั้นไม่มี มีแต่รูป เวทนา สัญญา สังขาร  วิญญาณ  มารวมตัวกันเข้าก็ได้ สมมติว่าเป็นชาย สมมติว่าเป็นหญิง แล้วก็สมมติอีกว่า ชื่อนั้นชื่อนี้ ไป ตามเรื่อง นี่มันสมมติเพื่อที่จะให้มารู้กันเท่านั้นเอง แล้วก็ยังมีอะไรๆ อีกที่แตกต่างๆ กันออกไป เช่น ในหมูข้าราชการสีไม่เหมือนกันก็ถือกันแล้ว   ทหาร  ตำรวจ  ทหารเองก็ยังแบ่งกันอีก  ทหารเรือ  ทหารบก ทหารอากาศ แบ่งพวกแบ่งเหล่า เข้ากันไม่ค่อยได้ มักจะเกิดเรื่องกันบ่อยๆ ถ้ามีอะไรกระ ทบกันเข้าก็เข้าข้างของตัวว่าเรามันสีเดียวกันต้องช่วยกันหน่อย แต่ช่วยกันให้ฉิบหายมันไม่ได้เรื่องอะ ไร แต่ถ้าช่วยกันให้มันสงบ ช่วยกันไม่ให้ไม่ต้องทะเลาะกัน ให้ทำความเข้าใจกัน ให้รักกัน สามัคคีกัน อย่างนั้นมันก็ดี  ถ้าช่วยกันอย่างนี้เรียกว่า  ช่วยอย่างมีหลักเกณฑ์ มีหลักธรรมประจำจิตใจมันไม่เสีย หาย  แต่ถ้าช่วยกันทำลายหลักธรรมะออกจากใจ อย่างนั้นมันก็ไม่ได้ความอะไร สร้างปัญหาคือความ ทุกข์ความเดือดร้อนขึ้นในหมู่นั้น คนถือศาสนาต่างนิกายกันก็เหมือนกัน  มักจะขัดแย้งกัน มักจะถืออะไรกัน คนที่สอนก็มักจะสอน ให้ถือ เช่นสอนว่า ของฉันดีกว่าฝ่ายโน้น ฝ่ายโน้นสู้ฉันไม่ได้ อะไรอย่างนี้ หรือส่อนในแง่ที่ว่า ให้เห็น ว่าของตัวดีของตัวเด่น ไม่ได้สอนให้ทำลายอัตตา ไม่ได้สอนให้ทำลายตัวตน พวกนักบวชก็มักจะสอนใน รูปอย่างนั้น ซึ่งเรียกว่าผิดจุดประสงค์ของศาสนา แต่ทำไมไปอย่างนั้น ลาภสักการะเท่านั้นเอง เพื่อ ประโยชน์ในทางลาภในทางผล เรื่องแย่งประโยชน์กันไม่ใช่เรื่องอะไร เลยก็สอนกันด้วยกิเลส เอา กิเลสเข้าไปใส่ไว้ในคน ให้ถือนั่นถือนี่แตกต่างกันออกไป แล้วก็โจมตีกันในรูปต่างๆ ในระหว่างนิกาย แม้ในนิกายเดียวกันคนละวัดก็ยังแตกต่างกัน ถืออาจารย์ คนนั้นเป็นศิษย์อาจารย์นั้นอาจารย์นี้ไปไหนก็ มักประกาศว่า  ฉันลูกศิษย์ของหลวงพ่อนั่นหลวงพ่อนี่ ไม่ต้องประกาศก็ได้ เราประพฤติธรรมก็พอแล้ว  อย่าไปยึดหลวงพ่อนั่นหลวงพ่อนี้ ของวัดนั้นของวัดนี้ ถ้าจะยึดสักนิดหนึ่งก็ให้ยึดว่า เป็นลูกศิษย์ของพระ ธรรมก็พอแล้ว ลูกศิษย์ของพระธรรม เรามีธรรมะเป็นพ่อเรามีธรรมะเป็นแม่เรา มีธรรมะเป็นเพื่อน  เรามีธรรมเป็นหลักใจ  มันเข้ากันได้ง่ายกว่า  ถ้าถือธรามะ  มันไม่มีเปลือกมากเกินไป แต่เดี๋ยวนี้ เปลือกมันมาก  ต่างคนต่างเพาะเปลือกขึ้นไว้ในใจของคนที่นับถือ  เพื่ออะไร เพื่อกีดกันไม่ให้ไปหา คนอื่นนั่นเอง  อันนี้เป็นเรื่องที่ไม่ดี  พระพุทธเจ้านั้น  ทรงกระทำเรื่องนี้เป็นตัวอย่าง  ทรงการทำ อย่างงดงามที่สุด มีเรื่องเล่าไว้  ในพระสูตรหนึ่ง  เขาเรียกว่า อุปาลิคฤหบดีสูตร ในพระสูตรนี้มีเรื่องเล่าว่า  ท่านอุบาลีเป็นชาวบ้านเป็นเศรษฐีมีสมบัติมาก เป็นผู้นับถือศาสนาไชนะ หรือเขาเรียกว่า ศาสนาเชน  ในทางพระพุทธศาสนาเรียกว่า พวกนิครนถ์ นิคันถะ นี่ก็ไม่ใช่ชื่อเสีย แปลว่า ไม่มีข้อผูกพันธ์ เป็นพวก หลุดพ้นเหมือนกัน ชื่อเขาดี ไม่ใช่ชื่อเสียหายอะไร ก็เป็นศิษย์ของพวกนั้น ครั้นต่อมาก็ได้ยินข่าวเล่าลือ ว่าพระพุทธเจ้าสอนธรรมะไพเราะในเบื้องต้นท่ามกลางที่สุด  มีเหตุผลนี่สดับฟัง น่าเอามาปฏิบัติ ใจ ก็อยากจะไปฟังพระพุทธเจ้าเทศน์  แต่ว่าอุบาลีนี้เป็นคนดีอยู่เหมือนกัน  เคารพอาจารย์เดิม  ว่าอา จารย์เดิมเคยสอนอะไรให้ก็เคารพอยู่  จึงไปบอกขออนุญาติจากอาจารย์ว่า  ผมอยากจะไปฟังเทศน์ จากพระพุทธเจ้าบ้าง  อาจารย์ก็บอกว่าจะไปทำไมพระพุทธเจ้าท่านก็ไม่ได้สอนอะไรหรอก ไม่ให้ไป  คือพูดในเชิงค้านไม่ให้ไป แต่อุบาลีพบเพื่อนฝูงเขาสนทนาให้ฟังบ่อยๆ  ก็อยากจะไป  ไปบอกเรื่องนั้นเป็นครั้งที่สองก็ไม่ ให้ไป ครั้งที่สามก็ไม่ให้ไป ใจอยากไป ผลที่สุดไม่บอกแล้ว เลยก็ไปเฝ้าพระพุทธเจ้า เมื่อไปถึงเฝ้า พระพุทธเจ้า  พระพุทธเจ้าก็คุยธรรมะโต้ตอบกัน อุบาลีเป็นคนถือลัทธิอื่นมาก่อน มาหาพระพุทธเจ้าก็ ต้องถามเรื่องนั้นเรื่องนี้  โต้ตอบกันยึดยาวเลยทีเดียว  แต่เมื่อโต้ตอบกันไปมา ผลที่สุดก็ยอมรับด้วย เหตุผลว่า  พระพุทธเจ้าตรัสถูกต้อง หมายความว่ายอมแพ้ด้วยเหตุผลกัน คนอินเดียถ้าว่ามีเรื่องเขา มักจะเถียงกัน  เขาเรียกว่า  วิวาทกัน คือพูดกันจนกระทั่งว่า เหตุผลใครดีก็เลิกกัน ไม่ต้องต่อยกัน  โต้เถียงกันไปก็ยอมพระพุทธเจ้า ยกย่องพระองค์ว่ามีคำสอนอันเลิศ อยากจะประกาศตนเป็นศิษย์พระ พุทธเจ้า   เมื่อเขาจะประกาศตนเป็นศิษย์   พระพุทธเจ้าตรัสว่าอย่างไร   นี่แหละคือน้ำพระทัยที่ กว้างขวางของพระพุทธเจ้าที่เราจะเห็นในแง่นี้   พระองค์ตรัสกับอุบาลีว่า  ท่านเป็นคนที่มีชื่อเสียง  ใครๆ  เขาก็ยกย่องกันว่าเป็นผู้มีสติปัญญา  แล้วก็มีทรัพย์สมบัติมาก  มีพวกมาก ก่อนนี้ท่านเคยนับถือ ศาสนาอื่นลัทธิอื่น  แล้วท่านจะมาเปลี่ยนนับถือ เราว่าเป็นครูอาจารย์ คิดดูให้ดี คนเขาจะติจะว่าได้  ว่าเป็นคนใจอ่อนในง่าย   เปลี่ยนแปรรวดเร็วเหลือเกิน  มันจะเป็นการเสื่อมเกียรติแก่ตัวท่านเอง  พระพุทธเจ้าท่านแนะนำอย่างนั้น  อุบาลีได้ฟังอย่างนั้นก็น้ำตาไหลเลย ด้วยความปลื้มปิติจนน้ำตาไหล ทำไมจึงปลื้มปิติ แกบอกว่า พระองค์ชี้ทางอันถูกต้องแก่ข้าพระองค์  อาจารย์อื่นๆ นั้น เพียงข้าพระองค์จะไปวัดเขาเท่านั้น ทำ ซุ้มประตูยกธงหน้าวัดเลย  ยินดีต้อนรับเศรษฐีอุบาลี  เขายินดีตั้งแต่ได้ข่าวว่าจะไป แต่ว่ามาหาพระ องค์นี้ไม่มีอะไร  พระองค์อยู่ในสภาปกติ ไม่ได้แสดงอาการอะไร และเมื่อเลื่อมใสแล้วอยากจะเป็น ศิษย์ยังเตือนอีกว่า  ให้คิดให้รอบคอบ ข้าพระองค์ยิ่งเลื่อมใสพระองค์มากขึ้น จึงต้องแสดงความเป็น ศิษย์ให้ปรากฏแก่โลกแล้ว   เลยประกาศตนเป็นพุทธบริษัท   แล้วพระองค์ยังสอนต่อไปอีกว่า  บ้าน ของท่านเคยเปิดประตูต้อนรับพวกนักบวชฝ่ายนิครถ์อยู่ตลอดเวลา   แม้ท่านจะมาเป็นลูกศิษย์ของเรา แล้ว  ขออย่าให้ปิดประตูบ้านสำหรับคนเหล่นนั้น เขาเคยมาหาท่านอย่างใดก็ให้เขามาอย่างนั้น เคย ต้อนรับเคยแสดงความเคารพอย่างใด เคยเลี้ยงดูอย่างไรก็ให้ท่านเลี้ยงดูอย่างนั้น อย่าเปลี่ยนแปลง  เพราะการกระทำนั้นไม่ผิหลักคือสอนคือธรรมะ  อุบาลียิ่งปลื้มอกปลื้มใจว่า พระพุทธเจ้านี่มีน้ำพระทัย ไม่ยึดมั่นถือมั่นเรื่องอะไรๆ   มีน้ำใจกว้างขวางอย่างแท้จริง  อันนี้แหละเป็นเรื่องสำคัญที่นักสอนทั้ง หลายจำต้องยึดถือเป็นหลักการณ์  คืออย่าสอนให้ติดคน แต่สอนให้ติดในธรรมะ ให้เอาธรามะไปเป็น หลักปฏิบัติ     อย่าไปติดคนติดวัตถุภายนอก     แล้วก็อย่าเอาสิ่งที่เราติดไปนั้นเที่ยวข่มคนนั้นคนนี้  ยกตนข่มท่านอะไรอย่างนี้มันก็ไม่เหมาะไม่ควร เป็นเหตุให้เกิดการทะเลาะเบาะแว้งกันระหว่างหมู่นั้น หมู่นั้น วัดเหนืออย่างหนึ่งวักใต้อย่างหนึ่ง ยกพวกตีกันบ่อยๆ มันได้เรื่องอะไรที่ทำอย่างนั้น มันถูกต้อง ตามธรรมะหรือ  มันเป็นศีลเป็นธรรมหรือ  ไม่ได้เป็นศีลเป็นธรรมอะไร  แต่ว่าเป็นการผิดหลักการ ของธรรมของพระพุทธเจ้า  เพราะฉะนั้น เราที่มาฟังปาฐกถาธรรมะ ให้ส่งเสริมสิ่งที่เป็นความสงบ แก่คนทั่วไป  ถ้าใครจะมาพูดเรื่องอะไรอันจะเป็นเหตุให้เกิดความวุ่นวาย  เกิดความทะเลาะเบาะ แว้งกัน เรามีโอกาสจะเตือนได้บอกว่า พูดเรื่องอื่นเถอะ อย่าพูดเรื่องที่มันจะยุ่งกันเลย บ้านเมืองมัน ก็ยุ่งพออยู่แล้ว เราอย่าไปส่งเสริมความยุ่งขึ้นภายในบ้านเมืองเราเลย เรามาพูดเรื่องสงบกันดีกว่า  มาพูดเรื่องที่จะทำให้เกิดสันติในทางจิตใจ ให้เกิดการไม่จองเวรกับใครๆ ไม่เป็นผิดเป็นภัยกับใครๆ นั่นแหละเรียกว่าเป็นสัมมาวาจา เป็นการพูดในทางที่ชอบ โลกในปัจจุบันนี้มันเป็นอย่างนี้ ชอบพูดยุให้ รำตำให้รั่ว แหย่คนนี้นิดแหย่คนนี้หน่อย ไปถามนายก เรื่องนี้เป็นอย่างไร เสร็จแล้วไปถามนาย ข เขา ว่าอย่างนั้นเขาว่าอย่างนี้  เขาเรียกว่าหยิกท้ายมดให้มันกัดกัน ตัวก็จะได้นั่งหัวเราะสบายใจ มันไม่ ได้เรื่องอะไร  มดก็เจ็บตัวเองก็ตกอยู่ในโมหะ นั่งหัวเราะในอำนาจโมหะมันไม่เจริญอะไรหนักหนา  นี่เป็นเรื่องที่น่าคิดในสังคมปัจจุบันนี้  เพราะฉะนั้นขอให้เราทั้งหลายได้เดินตามทางของพระพุทธเจ้า  พระพุทธเจ้าตรัสว่า สนมติมคคเมว พรูเหยย แปลว่าสูเจ้าทั้งจงสร้างทางแห่งสันติ หมายความว่าทาง แห่งความสงบให้ช่วยกันสร้าง แต่ทางใดมันเป็นทางให้เกิดความวุ่นวาย เร่าร้อน เกิดความเกลียดชัง กันในระหว่างคนระหว่างครอบครัวระหว่างหมู่คณะ ระหว่างแม้ประเทศชาติ เราผู้เป็นลูกศิษย์ของพระ พุทธเจ้าจะงดเว้นไม่พูดอย่างนั้น  จะไม่ทำสิ่งนั้น จะไม่ส่งเสริมบุคคลประพฤติผิดอย่างนั้น แต่เราจะ พูดให้เกิดความสงบ ให้เกิดความเยือกเย็น อย่าพูดให้ร้อนอย่าพูดให้วุ่นวาย ในปัญหาอะไรต่างๆ อัน นี้แหละเป็นความจำเป็นสำหรับสังคมในยุคปัจจุบันข้อหนึ่ง   ซึ่งเราควรจะเอาไปใช้ด้วยกัน  แนะนำ เพื่อนฝูงมิตรสหาย    ว่าช่วยกันเถอะช่วยให้เกิดความสงบในบ้านเมือง   ให้เกิดความสงบในโลก  แต่ว่าในเบื้องต้นนั้น  ในใจเราต้องสงบก่อนหมายความเป็นปกติ มีภาวะเป็นปกติอยู่ตลอดเวลา  ไม่มีอะไรเข้ามาทำให้เกิดความวุ่นวาย คล้ายน้ำที่สงบนิ่งเพราะไม่มีลมพัด ไม่มีใครเข้าไปคุ้ยไปเขี่ย  ไม่มีใครเข้าไปสั่นโอ่งใบนั้นให้เคลื่อนไหว  น้ำนั้นก็สงบอยู่เป็นปกติ  ใจเราก็เหมือนกัน  ที่ไม่สงบก็ เพราะว่า มีอารมณ์ภายนอกเข้ามากระทบ เราไปรับอารมณ์นั้นด้วยอวิชชา คือความไม่รู้ไม่เข้าใจ รับ เอาด้วยความหลงผิด แล้วเอามาคิดในทางที่ผิดเอามานึกในทางที่ผิด เขาเรียกว่าวิตกไปในที่ไม่ดีเป็น อกุศลวิตก  วิตกไปในทางกาม  วิตกไปในพยาบาท  วิตกไปในทางที่เบียดเบียนกันตามภาษาธรรมะ เรียกว่า  กามวิตก พยาบาทวิตก วิหิงสาวิตก วิตกหมายความว่า ตริตรึกอยู่ในเรื่องนั้น เช่นเรานึก อยู่ในเรื่องวัตถุ  รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสที่น่าเพลิดเพลินเจริญใจ น่าพอใจ น่ามีน่าได้ น่าเอามา เป็นของตัว อย่างนี้เขาเรียกว่า ประเภทกามวิตก คือมาคิดนึกอยู่แต่ในสิ่งที่ตนจะมีจะได้ จนเป็นเหตุ ให้วุ่นวายใจ นอนไม่หลับเป็นโรคประสาท อย่างนี้ก็มี พวกพยาบาทวิตกก็คือ คิดด้วยอำนาจปฏิฆะ หมายความว่า อารมณ์หงุดหงิดงุ่นง่าน แล้วก็คิดแต่ เรื่องจะทำร้ายเขา   จะเบียดเบียนเขา   อยากจะเห็นคนนั้นคนนี้มันผอมไป  ขี้โรคตายไวๆ  มัน ยากจนลงไป  คิดไม่ดีทั้งนั้น เรื่องทำลายเขาทั้งนั้น เป็นพวกพยาบาท พวกพยาบาทวิตกนี้ โทสะแรง  มีแต่การเผาลนจิตใจให้เร่าร้อน ไม่ได้เผาตนคนเดียว แต่เผาคนทั้งครอบครัว เผาคนทั้งองค์การทั้ง บริเวณงานที่เราร่วมกัน เผาให้เดือดร้อนอยู่ตลอดเวลา เป็นพวกพยาบาทวิตก พวกวิหิงสาวิตก นี้คือ คิดในทางเบียดเบียน  เบียดเบียน  นั้นมันมีสองแบบ เรียกว่า เบียดเบียนตนเบียดเบียนท่าน แต่ว่า โดยมากมักจะเบียดเบียนตนก่อน คิดด้วยโมหะมีความหลงความไม่เข้าใจ แล้วก็เบียดเบียนตน เช่นว่า เราทำอะไรที่ไม่ดีก็เท่ากับเบียดเบียนตนแล้ว  เราชอบดื่มของมึนเมาเราชอบเล่นการพนัน ชอบสนุก ไม่เข้าเรื่อง  ชอบไปเที่ยวกลางค่ำกลางคืน  อย่างนี้ก็เรียกว่า เบียดเบียนตน แม้คนเกียจคร้านก็ เบียดเบียนตน  คนติดสิ่งเสพติดด้วยประการต่างๆ  ก็เบียดเบียนตน เป็นคนไม่คิดก้าวหน้าในชีวิตใน การงาน ก็เบียดเบียนตนทั้งนั้นเช่นลูกของเราไม่สนใจในการศึกษานั่นคือมันเบียดเบียนตัวมันเอยู่แล้ว  แล้วเมื่อตัวมันถูกเบียดเบียน พ่อแม่ก็ถูกเบียดเบียนไปด้วย กลายเป็นกาฝากในครอบครัว ไม่มีความรู้ ไม่มีความสามารถ ไม่มีการทำงานที่พอจะเกิดอะไรขึ้นในชีวิต เราก็ต้องรับเลี้ยง เกิดมันมาแล้วก็ไม่ รู้จะเอาไปไว้ไหน ไม่ใช่เลี้ยงด้วยความสบายใจ เห็นหน้าทีไรแล้วก็กลุ้มใจทุกที นี่เขาเรียกว่าเบียด เบียนให้เดือดร้อน มีความทุกข์อยู่ในใจ ความตริตรึกนึกคิดในเรื่องอย่างนี้มันเป็นอกุศล  เป็นตัวทุกข์ทำให้เกิดความไม่สบาย  เราไม่ คิดอย่างนั้น   แต่เราคิดในทางตรงกันข้าม  คือคิดออกจากสิ่งผูกพัน  คิดในความเมตตาประนีต่อกัน  แล้วก็คิดว่าเราจะไม่เบียดเบียนเขา ให้ถือหลักอย่างไร ถือหลักที่เราแผ่เมตตานั่นแหละที่เราบอกว่า  สัตว์ทั้งหลายเป็นเพื่อนทุกข์  เกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น อันนี้สำคัญมาก เป็นเรื่องใหญ่ เรื่องสำคัญ เป็นอุดมการของเราชาวพุทธก็ว่าได้ คือเราคิดว่าคนทุกคนเป็นเพื่อนกัน ร่วมทุกข์กัน เกิด เหมือนกัน  แก่ เจ็บ ตาย แบบเดียวกัน ออกมาสู้โลกซึ่งเต็มไปด้วยความลำบากเหมือนกัน เมื่อเรา คิดกันในรูปอย่างนี้  ศัตรูมันไม่มี  เพราะเราคิดว่าเป็นเพื่อนกันทั้งนั้น เอาอะไรที่มันขวางๆ ออกไป  ให้นึกว่าเป็นเพื่อนกันทั้งหมด    เป็นญาติกันไปทั้งหมด    เกิดแก่    เจ็บตายร่วมกัน    ช่วยกัน ตามความสมารถที่เราจะช่วยกันได้ อย่างนี้แล้วมันก็สบาย คนเราจะทำอะไรมันต้องคิดไว้บ้างเหมือนกัน คิดว่าเราทำทำไม ทำเพื่ออะไร ถ้าว่าในขณะใด เราจะทำอะไร แต่มีความเห็นแก่ตัวเข้าไปแทรกอยู่สักนิดหนึ่ง ควรจะหยุดไว้ก่อน หยุดเพื่ออะไร เพื่อ จะเอาความเห็นแก่ตัวออกไป  แล้วทำให้มันบริสุทธ์ิจริงๆ เพื่อประโยชน์เพื่อส่วนรวมจริงๆ อย่างนี้ก็ เรียกว่า ค่อยดีขึ้น แต่โดยมากไม่ได้คิดอย่างนั้น เอาตัวเป็นฐานทุกที ไม่เอาธรรมะเป็นฐาน เอาตัว เองเป็นฐานมันยุ่ง เพราะตัวเป็นฐานนั้นมันมืดมัวมันบอด มันเร่าร้อนมันวุ่นวาย แต่ถ้าเอาธรามะเป็น ฐานแล้ว มันสงบมันเยือกเย็น มีความเสียสละเห็นแก่ประโยชน์ และความสุขของเพื่อนมนุษย์ทั้งหลาย  เพราะใช้ธรรมเป็นพื้นฐาน หรือพูดอีกอย่างหนึ่งว่าเอาพระพุทธเจ้าเป็นผู้ร่วมคิด เอาหลักธรรมเป็นผู้ ร่วมคิด เอาพระออริยสงฆ์ลูกศิษย์ของพระพุทธเจ้ามาเป็นผู้ร่วมคิด เป็นที่ปรึกษาหน่อย นิมนต์พระพุทธ เจ้าพระธรรมมาปรึกษา  เอาคุณแห่งพระอริยสงฆ์ทั้งหลายมาเป็นผู้ปรึกษา อย่าปรึกษากับกิเลส อย่า ปรึกษาความโลภ ความโกรธ ความหลง อย่าปรึกษากับความคิดที่เข้าข้างตัว มีฐานอย่างนี้แล้วมันเป็น พิษเป็นภัยแล้วมันยุ่ง ทำให้เกิดความเสียหาย ทำก็ยุ่ง พูดก็ยุ่ง คิดก็ยุ่งแล้ว แล้วมันจะเป็นไปได้อย่างไร เพราะฉะนั้น  ถ้าเรามีฐานว่า เราทำเพื่อธรรมะไม่ใช่เพื่ออะไร เพื่อความถูกต้องเพื่อความ เป็นธรรม ถ้าสมมติว่า เราเห็นใครสักคนหนึ่งทำอะไรผิดลงไป เราก็ดูว่า ที่เขาผิดนั้นมันมีเจตนาใน รูปใด  จงใจไหม แกล้งทำไหมในเรื่องอย่างนั้น มองให้ละเอียดอย่ามองด้วยสายตาที่มีริษยา มีพยา บาท  หรือมีความเห็นเข้าข้างตัว เป็นกระจกเป็นแว่น แต่มองด้วยหลักธรรมะว่า เขาทำเพราะอะ ไร ทำด้วยเจตนาไหม หรือว่าด้วยความบริสุทธิ์ในในรูปใด คิดให้ดีแล้ว บางทีมันก็ผ่อนคลายเหมือนกัน พอให้อภัยในสิ่งนั้นได้ แล้วเรื่องอะไรมันก็ไม่ยืดยาวออกไป เพราะว่ามันจบเรื่องกันเพียงเท่านั้น อะ ไรมันก็จบแล้ว  ไม่ต่อกันไปอีก  แต่ว่ามนุษย์เราโดยมากชอบต่อให้ยาว ไม่ชอบตัดให้สั้น เรื่องอะไร แล้วก็ต้องให้ยาวออกไปเรื่อยไป ให้มันดังไปเรื่อยๆ ไป อันนี้มันก็เสียหาย พระพุทธเจ้าสอนให้เราตัด เสีย ไม่ให้เราต่อให้มันยาว อะไรที่เป็นของเล็กอย่าไปทำให้ใหญ่ แต่ทำของใหญ่ให้กลายเป็นของเล็ก ทำเรื่องที่มันจะใหญ่ให้มันเล็กนิดเดียว จนกระทั่งว่าไม่มีอะไร แล้วก็ไม่ต้องทำอะไรให้มันวุ่นวายกัน ต่อไป เพราะถือว่าการกระทำของใครก็ตามมันเป็นบทลงโทษอยู่ในตัวแล้ว เป็นข้อเตือนใจคนนั้นอยู่ใน ตัวแล้ว คนเรามีการศึกษามีปัญญาพอสมควร  พอคิดพออ่านได้ ถ้าทำอะไรผิดลงไปเขาสำนึกเหมือนกัน  สำนึกว่ามันผิดไปแล้ว  แล้วคิดว่าจะกลับใจจะเปลี่ยนใจ  เพื่อทำในรูปใหม่ต่อไป เราก็ควรจะให้โอ กาสแก่เขา ตามฐานะของเรื่อง เรื่องบางอย่างมันเล็กให้โอกาสระยะสั้น ถ้าเรื่อมันขนาดกลางขึ้นไป ก็ยาวไปหน่อย ถ้าเรื่องมันใหญ่ก็ต้องให้โอกาสแก่เขานานๆ เพราะของมันใหญ่จะทำอะไรทันท่วงทีไม่ ได้  เหมือนเรือลำใหญ่กลับลำทันทีมันก็ไม่ได้ มันต้องถอยไปถอยมา รถยนต์หางยาวๆ ของเราถ้าไป จอดแล้วจะออก  ต้องถอยไปถอยมา ที่มันแคบต้องถอยหลายที หน้านิดหน่อยหลังนิดหน่อย กว่าจะ หลุดไปได้มันต้องหลายที   แล้วก็ออกได้เรียบร้อยขับต่อไปได้  เรื่องการงานทั้งปวงในสังคมมนุษย์ก็ เหมือนกัน บางเรื่องมันใหญ่ทำท่วงทีก็ไม่ได้ แก้ทันทีก็ไม่ได้ เวลานิดหน่อยนี่ไม่พอต้องทำไปนานๆ หา ประสพการณ์ไป คนเราบางทีไม่มีความรู้เรื่องบางเรื่อง ไม่มีความชำนาญในเรื่องบางเรื่อง เอามา ให้ทำมันต้องดูก่อน  เรียนรู้ในงานกันไปก่อนว่า  จะทำอย่างไร เช่นเราอยู่ในราชการในหน้าที่หนึ่ง  แล้วก็ย้ายมาอีกหน้าที่หนึ่ง  ไม่ใช่มาถึงแล้วก็คล่องไปได้เมื่อไร คนเคยขับรถแบบหนึ่งแล้วมาขับรถอีก แบบหนึ่ง ต้องเข้าเกียร์ทดสอบ เหยียบครัชเปิดน้ำมัน กว่าจะออกรถได้ต้องหลายที ไม่ใช่ว่าพอเข้าไป นั่งแล้วก็ออกเลย    ไปได้ชนกับสิบล้อมันไม่ลำบากอะไร    แต่ถ้าจะไปได้เรียบร้อยไปได้สวยมัน ต้องลองดูก่อน อะไรเป็นอะไรต้องเรียนต้องศึกษา ทีนี้งานอะไรก็เหมือนกัน  คนเราเข้าไปทำมันต้องเรียนงาน เรียนงานก่อนจะทำอย่างไร จะ แก้อย่างไร  ปัญหาเรื่องนั้น  เรื่องเศรษฐกิจจะแก้อย่างไร เรื่องการบ้านการเมืองเรื่องจะสัมพันธ์ กับคนนี้คนนั้นจะทำอย่างไร ต้องใช้ความคิดความอ่านไม่ใช่ว่าจะทำอย่างเนรมิตได้ ไม่ใช่กระทาชาย เสกมะม่วงนี่ ที่เขาเอามาแสดงเล่นกล พอเสกปั๊บโตกินลูกได้เลย แต่ว่าต่อมาก็เสกไม่ได้ เหมือนกัน เพราะขาดคุณธรรม  เขาถามว่าเรียนมาจากใคร เรียนมาจากอาจารย์ทิสาปาโมกข์ ลบหลู่อาจารย์ เดิม  เสกทีหลังไม่เป็นเพราะใจมันฟุ้งซ่าน  ไม่มีฐานคือธรรม เสกไม่ได้ถูกจับไปฆ่าเสียเท่านั้นเอง  เพราะฉะนั้นเราต้องให้อภัยกันในเรื่องอะไรๆ ในครอบครัวก็ดี ในการงานก็ต้องนึกว่าต้องมีเวลา  ปล่อยเขาหน่อยให้เขาทำให้เต็มที่ ให้เวลาเขาระยะเวลามันต้องนานหน่อย ถ้าคิดอย่างนี้แล้วมันก็ไม่ ลำบาก สิ่งทั้งหลายก็จะเรียบร้อย เป็นไปด้วยดี นี่มันเป็นอย่างนี้ ในเรื่องชีวิตของคนเรามันต้องมีธรรมะเป็นฐาน เพราะฉะนั้นอาตมาจึงใคร่จะขอเชิญชวนญาติ โยมทั้งหลายว่า เรามาเดินตามพระพุทธเจ้ากันเถิด เดินตามเส้นทางที่พระพุทธเจ้าท่านชี้ให้เดิน เดิน ตามทางที่พระอริยสงฆ์ท่านเดินแล้วกันเถิด  เพื่อไปถึงจุดหมายปลายทาง ทางของใครก็เดินไป แล้ว เวลาเดินทุกคนต้องแผ่เมตตาไว้ในใจ  ว่าเพื่อนข้างขวาข้างหน้าของเรานั้นเป็นเพื่อนเกิด แก่ เจ็บ ตายด้วยกันทั้งนั้น เป็นเพื่อนร่วมเดินทางด้วยกัน อย่าไปขัดแข้งขัดขากันทำร้ายกัน อย่าเบียดเบียนกัน  แต่ว่ามีทางใดที่จะช่วยคนข้างขวาได้ คนข้างซ้ายได้ คนเดินไปหน้าเราได้หรือข้างหลังเราได้ อย่าใจ จืดใจดำ  ควรช่วยเหลือ ช่วยด้วยการยิ้มกับเขาก็ยังได้ ช่วยด้วยการให้วัตถุสิ่งของก็ยังได้ ช่วยด้วย การแนะนำพร่ำเตือนให้เขาได้รู้ว่า  อะไรถูกอะไรผิอะไรควรอะไรไม่ควร เท่านี้ก็ยังได้ คนเราถ้า มีน้ำใจแล้วมันก็ช่วยกันได้ทั้งนั้นแหละ  ไม่วิธีใดก็วิธีหนึ่ง  เพราะฉะนั้นจึงต้องตั้งฐานเอาไว้ในใจว่า  เราทั้งหลายที่เป็นศิษย์ของพระพุทธเจ้า  เราจะเชิญพระพุทธเจ้ามาเป็นผู้นำครอบครัวของเรา เชิญ พระธรรมมาเป็นกระจกแว่นแก้ว   ส่องทางชีวิตของเรา  เชิญการปฏิบัติของพระอริยสงฆ์ที่เรียกว่า  ปฏิบัติดีปฏิบัติตรงปฏิบัติเป็นธรรม ปฏิบัติเพื่อออกจากทุกข์นี้มาเป็นเพื่อนเดินทางกับเรา แล้วเราเดินไป สู่ความเป็นสันติภาพ  ความสงบทางด้านจิตใจ ขณะนั้นก็เดินด้วยความสงบไม่ทะเลาะกับใคร ไม่เพ่ง โทษใคร  ไม่หาเรื่องใคร ไม่ทำใครให้เดือดร้อนเพราะการเดินทาง นี่แหละคือสิ่งที่ต้องการ ขอให้ เราทั้งหลายที่เป็นพุทธบริษัทนี้ได้ทำตนให้เป็นตัวอย่างแก่ชาวโลกทั้งหลาย ว่าเราคนไทยผู้นับถือศาสนา พุทธนี้ มีหลักมั่นอยู่ในใจว่า เราจะพอกพูนทางแห่งสันติ สร้างความสุขความสงบในสังคม สิ่งใดที่จะเป็นไปเพื่อความทุกข์ความเดือดร้อน เพื่อกระทบกระทั่งกันแม้เพียงนิดหน่อย เราจะ ไม่ทำถ้าใครมาทำกับเรา เราก็เป็นผู้ให้อภัย ไม่ถือโทษโกรธตอบ เพราะถือว่าการกระทำของคนนั้น  ไม่ใช่ตัวแท้ตัวจริง ที่เขาทำแต่กิเลสมันเกิดขึ้น คนเราที่เกิดกิเลสเป็นคนน่าสงสาร น่าเห็นใจ เพราะ ฉะนั้นใครมีกิเลสประเภทใด ก็นึกว่าเป็นคนน่าสงสาร ไม่ใช่เป็นคนที่เราจะไปซ้ำเติม แล้วมีทางใดที่ จะช่วยเขาได้ เราคิดไปในทางช่วยเขาได้ อย่างนี้แหละเป็นการคิดชอบ ถ้าเรามีน้ำใจอย่างนี้เราก็ จะได้พบกับความสุขใจ  สบายใจ  นั่งก็เป็นสุขนอนก็เป็นสุขตลอดเวลา เพราะไม่มีปฏิฆะความเคียด แค้นไม่มีความพยาบาทต่อใคร    ตัวร้ายที่จะทำลายก็คือความเห็นแก่ตัว   มันเป็นมารร้ายที่เราจะ ต้องมองไว้ ถ้ามันจะเกิดต้องไล่ตะเพิดให้มันออกไป แล้วเราก็อยู่ด้วยความสุขตามสมควรแก่ฐานะ ดัง ที่ได้กล่าวมาก็พอสมควรแก่เวลา ขอยุติไว้แต่เพียงเท่านี้.