ปาฐกถาธรรม เรื่อง พระที่แท้จริง โดย พระเทพวิสุทธิเมธี (ปัญญานันทภิกขุ) วันอาทิตย์ที่ ๖ พฤศจิกายน ๒๕๒๐ ญาติโยมพุทธบริษัททั้งหลาย ณ  บัดนี้ถึงเวลาของการฟังปาฐกถาธรรมะ อันเป็นหลักคำสอนในทางพระพุทธศาสนาแล้ว ขอ ให้ทุกท่านอยู่ในอาการสงบ ตั้งอกตั้งใจฟังด้วยดี เพื่อให้ได้ประโยชน์อันเกิดขึ้นจากการฟังตามสมควร แก่เวลา พวกเรามาฟังธรรมกันทุกวันอาทิตย์เป็นประจำ  ออกพรรษาแล้วก็ฟังกันเรื่อยไป มีเทศน์กันไป เรื่อยๆ มีคนโทรศัพท์มาถามว่า ออกพรรษาแล้วยังเทศน์หรือเปล่า ก็มีเทศน์กันตลอดไป ออกพรรษาใน พรรษา  ไม่มีการหยุด มีธุระก็ว่าไป ว่างจากธุระก็มาฟังไว้เป็นข้อเตือนจิตสะกิดใจ ให้เกิดความนึก คิดในทางที่ถูกที่ชอบ อันจะช่วยให้เกิดความก้าวหน้าในการศึกษา ในการปฏิบัติธรรมะตามสมควรแก่ฐานะ เรื่องที่นำมาพูดกันทุกวันอาทิตย์ ก็มีหลายเรื่องหลายประการ บางเรื่องก็เป็นการพูดเพื่อแก้ไข ความเข้าใจที่ไขว้เขว ในปัญหาชีวิตด้วยประการต่างๆ บางครั้งก็เพื่อแก้ไขลัทธิประเพณีที่เราเชื่อกัน มา  แต่ว่าไม่ถูกความหมาย  ก็แนะนำเพื่อให้ญาติโยมเกิดความรู้ความเข้าใจ จุดมุ่งหมายสำคัญของ การแสดงธรรมในวัดชลประทานนี้  ก็เพื่อจะชี้แนะแนวทางที่ถูกที่ชอบ  ให้แก่ญาติโยมทั้งหลาย อันใด ผิดก็บอกว่าผิด อันใดถูกต้องก็ไม่แตะต้อง เพราะว่ามันถูกดีอยู่แล้ว ความจริงตั้งแต่เริ่มแสดงธรรมมา เป็นเวลาก็หลายปีแล้ว ตั้งแต่หนุ่มจนกระทั่งแก่ถึงบัดนี้ ก็มีจุดหมายอยู่ไม่เปลี่ยนแปลง คือจุดหมายเพื่อ จะแก้ไขปรับปรุงความเข้าใจ  การกระทำของญาติโยมพุทธบริษัททั้งหลาย ให้ใกล้ต่อคำสอนของพระ พุทธเจ่ามายิ่งขึ้น เพราะว่าในการปฏิบัติที่เราทำทำกันมานั้น บางทีก็ทำตามกันมา แต่ไม่รู้จุดหมายว่า ทำเพื่ออะไร สาเหตุของเรื่องนั้นเป็นมาอย่างไร ไม่เข้าใจความหมาย ก็ประพฤติปฏิบัติตามๆ กันมา  การกระทำในรูปอย่างนั้น  ไม่เกิดผลในทางละในทางเจริญ  จึงต้องทำความเข้าใจกันว่า ในทางที่ ถูกนั้นเป็นอย่างไร ทีนี้ในการพูดจาแก้ไข   บางทีก็กระทบกระเทือนจิตใจของคนที่มีความเชื่อ  ยึดมั่นอยู่ในเรื่อง เหล่านั้น   ความเชื่อที่ยึดมั่นอยู่นั้นกระทบกระเทือน   เพราะว่าเคยทำมาอย่างนั้น  ประพฤติมาใน รูปอย่างนั้น  นานมาแล้ว ก็ไม่ยอมจะเปลี่ยนแปลง อันนี้ก็ลำบากใจอยู่สักหน่อย แต่ถ้าหากว่า เราฟัง แล้วก็มีเหตุผลควรแก่การพิจารณา  อะไรมี่ไม่ถูกต้องก็เปลี่ยนแปลงเสียให้เป็นการถูกต้อง อะไรที่ถูก ต้องก็ทำต่อไป  อันนี่จะช่วยให้เราเข้าใจอะไรดีขึ้น ให้นึกถึงครั้งสมัยพระพุทธเจ้าของเรา พระพุทธ เจ้าสอนศาสนา  ก็เพื่อแก้ไขความเชื่อผิดๆ ของคนอินเดียสมัยนั้น โดยเฉพาะชาวอินเดียโบราณ ก็มี ความเชื่อตามแบบเก่าๆ ที่มีมานานแล้ว ไม่มีการเปลี่ยนแปลง การที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลงก็เพราะว่า  ไม่มีคนกล้าที่จะเปลี่ยนแปลง ไม่มีใครกล้าที่จะพูดความจริงยิ่งไป่กว่านั้น ให้เขารู้เขาเข้าใจ ก็เลยถือ ปฏิบัติกันมาในรูปอย่างนั้น   พระพุทธเจ้าได้ออกบวชแสวงหาสัจจธรรมในโลก   เมื่อได้รู้ได้เข้าใจ ค้นพบธรรมะแล้ว ก็นำไปสอนประชาชน สิ่งใดที่ไม่ถูกต้องพระองค์ก็บอกว่า อย่างนั้นไม่ถูก พระองค์ก็ ใช้ถ้อยคำอย่างชนิดที่เรียกว่า นุ่มนวลไม่กระทบกระเทือนเท่าไหร่นัก เพราะว่าคนอินเดียนั้นเป็นเผ่า อริยะ เพราะฉะนั้นพระองค์จึงบอกว่า อริยชนเขาไม่ทำกันอย่างนี้ เขาก็สงสัยว่า อริยชนนั้นเขาประ พฤติกันอย่างไร  พระองค์ก็บอกว่า  ต้องทำอย่างนี้  ที่ถูกต้องเป็นอย่างนี้ คนเหล่านั้นก็เข้าใจแล้วก็ เปลี่ยนความคิด   เปลี่ยนการกระทำไปในทางที่ถูกตรง  แต่ว่าเวลาสี่สิบห้าสิบปีที่พระองค์ทรงปฏิบัติ งานนั้น  ยังน้อยเกินไปสำหรับการแก้ไขความคิดเห็นของคน ซึ่งเกรอะกรังกันมานานเหลือเกิน ก็ได้ พอสมควร แล้วเอกสารการสอนทั้งหลายก็เหลือมาจนกระทั่งถึงพวกเราในสมัยนี้ เราทั้งหลายก็ได้นำ มาใช้เป็นหลักปฏิบัติต่อไป คัมภีร์ต่างๆ  ในทางพระพุทธศาสนานั้น  มีอยู่ในภาษาบาลี  สมัยก่อนนี้การศึกษาไม่แพร่หลาย  คนรู้บาลีมีน้อยหาได้ยาก เพราะว่าการศึกษาไม่ทั่วถึง แล้วคนที่รู้ก็ไม่ค่อยจะศึกษาให้ลึกซึ้ง ไม่นำเอา เนื้อแท้ในคัมภีร์นั้นมาพูดให้ญาติโยมชาวบ้านฟัง  การที่ท่านไม่พูดให้ฟังนั้นก็เพราะนึกว่า ฟังแล้วจะไม่ เข้าใจ  หรือตัวท่านเองก็อาจจะไม่ได้สนใจในเรื่องอย่างนั้นก็ได้ ทำไปตามเรื่องตามราวตามประ เพณีที่เคยประพฤติปฏิบัติกันมา สืบๆต่อกันมาเพียงสักว่าประเพณี แต่ว่าการกระทำอะไรตามประเพณีนั้น ก็ช่วยรักษาพระพุทธศาสนาส่วนเปลือกไว้ได้มากเหมือนกัน ครั้นมาถึงสมัยพวกเราในยุคปัจจุบันนี้ พูดถึง ด้านการศึกษาก็มีความก้าวหน้าพอสมควร ในด้านโลกก็ศึกษากันมาก จนกระทั่งถึงขั้นมหาวิทยาลัย ได้ ปริญญาเป็นบัณฑิตกันทั้งชั้นต่ำชีนกลางชั้นสูง พระสงฆ์องค์เจ้าก็มีการศึกษากว้างขวางขึ้น ได้เรียนบาลี กันมากๆ  แล้วก็แพร่หลายขึ้นมากขึ้นไปทุกวันเวลา ควรที่จะได้นำข้อความอันถูกต้องตามหลักธรรมคำ สอนของพระพุทธเจ้ามาพูดให้ญาติโยมทั้งหลาย ได้เกิดความรู้ความเข้าใจกันบ้าง จึงได้มีการพูดกันดัง ในรูปที่เราได้ยินได้ฟังกันอยู่นี้ แต่ว่าการพูดในเรื่องความจริงนั้น ย่อมจะกระทบกระเทือนจิตใจคนที่ยังไม่เข้าใจความจริงอยู่ บ้าง  เป็นธรรมดา ถ้าเรากลัวว่าเป็นการกระเทือนแล้ว เลยไม่พูด ก็ไม่มีทางที่ญาติโยมทั้งหลายจะ ได้รู้ความจริง  จะได้เข้าใจความจริง  อะไรที่ผิดก็จะต้องผิดเรื่อยไป ไม่สามารถจะเปลี่ยนให้เป็น การถูกต้องได้ เพราะการเกรงใจกันนั่นเอง ความเกรงใจในการแก้ไขสิ่งผิดให้กลายเป็นสิ่งที่ถูกนั้น  เป็นความเกรงใจที่ใช้ไม่ได้ เพราะจะเป็นเหตุให้เกิดความเสื่อมเสียหาย แก่สถาบันทางพระศาสนา  ซึ่งเราถือว่าสถาบันนี้    เป็นสิ่งสูงสุดมีคุณค่าแกชาวโลกมากเหลือเกิน    เราก็ต้องมีการปรับปรุง ตามสมควร  ความจริงเรื่องการปรับปรุงนั้นไม่ใช่ปรับปรุงหลักอะไร  เพียงแต่ว่าทำความเข้าใจให้ ถูกต้องตรงตามความหมายของเรื่องเท่านั้นเอง เรื่องมันมีอยู่แล้วเรียบร้อยอยู่แล้ว แต่ว่าไม่ได้เข้าใจ ตรงตามเป้าหมาย ตามความหมายที่พระพุทธเจ้าทรงประสงค์ เราก็มาพูดจาทำความเข้าใจ เพื่อให้ ญาติโยมเข้าใจตามความหมายนั้นอย่างถูกต้องชัดเจนยิ่งขึ้น เป็นการกระทำที่ต้องกระทำในสมัยนี้แล้ว  ถ้าไม่ทำจะเสียหายอย่างไร  เดี๋ยวนี้คนในโลกมีคนเป็นสองประเภท  คือประเภทหนึ่งนั้นมีความเชื่อ อย่างเดียวไม่ใช้ปัญญาเลย เรียกว่าเอาแต่ความเชื่อ มีศรัทธาเป็นความเชื่อเท่านั้น แต่ไม่มีปัญญาเข้า ไปกำกับความเชื่อนั้น   ความเชื่อนั้นจึงไม่ค่อยจะเรียบร้อย  อีกพวกหนึ่งนั้นมีปัญญาเข้าไปกำกับด้วย  โดยเฉพาะคนมี่มีการศึกษาก้าวหน้าในวิทยาการต่างๆ   ย่อมมีปัญญามีความคิดความอ่าน  มีข้อสงสัย  เช่นเห็นเขาทำอะไรก็มักจะสงสัยว่า ทำไมจึงทำอย่างนั้น ทำไมจึงทำอย่างนี้ อย่างนี้มีมาก คนสงสัย มากขึ้นทุกวันเวลา เมื่อสงสัยแล้วมันก็มีปัญหาในใจ ถ้าไม่มีใครแก้ข้องสงสัยนั้น อาจจะทำให้เกิดการ ไม่ก้าวหน้า ในการประพฤติธรรมก็ได้ เพราะสงสัยอยู่ ความสงสัยลังเลนี้มันเป็นนิวรณ์ เขาเรียกว่ามันเป็นเครื่องกั้นจิตไม่ให้บรรลุความดี ให้เราสัง เกตง่ายๆ ว่าเวลาใดที่เราลังเลใจนี้ เราไม่ก้าวหน้า เราทำอะไรไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องส่วนตัว  ส่วนรวมอะไรก็ตามเถอะ ถ้ามีความสงสัยแคลงใจขึ้นมาแล้ว ทำไม่ได้ ไปก้าวหยุดอยู่ตรงนั้น เพราะ ความสงสัย  พอเราทำลายความสงสัยนั้นเสียได้ ก็ก้าวต่อไป ไม่ต้องอะไร เราขับรถไปถึงสามแยก ไม่รู้จะไปไหนดี มันก็งงอยู่ตรงนั้น แล้วคันหลังว่าทำไมไปหยุดอยู่ตรงนั้น ทีหยุดก็เพราะว่าไม่รู้ว่าจะไป ทางไหน ทางขวาหรือซ้ายดี หรือจะไปตรงดี นี้คือความลังเล แต่พอรู้ว่าต้องเลี้ยวขวา หักเลี้ยวทันที  บางทีไม่ดูขวาเพื่อนขับชนเอาก็มีเหมือนกัน  นี้เรียกว่าไปได้ เพราะว่ามันหายสงสัยแล้ว ในชีวิตของ การประพฤติธรรมก็เหมือนกัน ถ้าเกิดสงสัยแคลงใจแล้ว ก็จะเกิดความเบื่อหน่ายไม่เข้าหาแนวทางที่ ถูกต้อง จึงเป็นความจำเป็นที่เราจะต้องพูดแก้ความสงสัยของคนสมัยนี้ให้คลายไป ด้วยการชี้ให้เห็นว่า เนื้อแท้นั้นเป็นอย่างไร  ที่ถูกนั้นเป็นอย่างไร เมื่อเขาได้ยินได้ฟังแล้วก็เกิดความเข้าใจว่า อ๋อ พระ พุทธศาสนาเป็นอย่างนี้ หลักคำสอนของพระพุทธเจ้าเป็นอย่างนี้ แล้วก็มองเห็นว่ามันเป็นหลักการที่รับ ได้  นำมาใช้ในชีวิตประจำวันได้  ไม่ใช่เรื่องงมงาย ไม่ใช่เรื่องที่ใช้ไม่ได้ในสังคมยุคปัจจุบันนี้ คน เหล่านั้นยินดีรับสิ่งที่ถูกต้อง อันเป็นเนื้อแท้ของพระพุทธศาสนา ถ้าเราไม่พูดกันเสียเลย  เขาก็นึกว่า  อ้อ  มันเป็นอย่างนี้ งมงายทำกันอย่างนี้ ไม่มีอะไรที่ เรียกว่าดีงาม เขาก็ยิ่งเบื่อหน่ายใหญ่ ผลที่สุดเขาก็กลายเป็นคนที่ไม่มีศาสนา ไม่มีหลักประทำใจ ทำ อะไรก็ทำไปตามเรื่องตามราว นี่คือผลเสีย แต่ถ้าพูดทำความเข้าใจกับเขา เขาก็ได้รู้ว่าเป็นเช่นนั้น  เช่นเรามีหนังสือประเภทที่ทำความเข้าใจ เขาก็ซื้อไปอ่าน ความสงสัยนั้นก็หายไป แล้วก็รู้ว่าเนื้อแท้ ของพุทธธรรมนั้นคืออะไร เขาก็ไม่สงสัยต่อไป เขาก็ยินดีจะนำมาปฏิบัติ ถ้าพูดถึงสิ่งที่เป็นของจริงแท้ในพระพุทธศาสนาแล้ว เราไม่ต้องกลัวเลย ไม่ต้องกลัวว่าใครจะ มาพิสูจน์ ใครจะมาทำอะไรนั้นไม่ได้ เพราะทนต่อการพิสูจน์ ทนต่อการทดสอบทุกประการ เพราะพระ พุทธศาสนานั้นเป็นสัจจะ เป็นความจริงแท้ ใครจะเอาไปพิสูจน์ในแง่ใดรูปใดก็ได้ทั้งนั้น เราไม่กลัวใน เรื่องอย่างนี้ แต่ถ้ามันเป็นของเท็จของเทียมนี่น่ากลัว ถ้าเขาเข้าใจว่าของเทียมนั้นเป็นของแท้ ของ ไม่ถูกว่าเป็นของถูก ของไม่จริงว่าเป็นของจริงนี่อันตราย เขาเอาไปพิสูจน์แล้วเห็นว่ามันเก๊เลยไม่รับ เมื่อไม่รับเขาก็จะไม่มีหลักสำหรับจิตใจ นี่มันเป็นอย่างนี้ เพราะฉะนั้นที่พูดอะไรออกไปในรูปของการแก้ไขปัญหานั้น  เพื่อจุดหมายอย่างนี้ เพื่อให้คนที่มี การศึกษามีปัญญาสมัยใหม่ได้เข้าใจ  และเพื่อแก้ไขความงมงายต่างๆ  ที่ญาติโยมมีอยู่บ้างเพราะรับ มาก่อน เพื่อให้รู้ว่าที่ถูกนั้นมันเป็นอย่างไร แล้วเราก็จะได้รับเอาที่ถูกไว้ คนที่เป็นคนมีปัญญามองเรา ประพฤติปฏิบัติ  หรือการทำเขาก็จะดูหมิ่นเราไม่ได้  เขาจะเห็นว่า พุทธบริษัทเป็นผู้มีปัญญา มีความ เข้าใจ มีเหตุมีผล ทำอะไรถูกต้องตามหลักเกณฑ์ ไม่งมงาย ประโยชน์มันได้ทั้งสองฝ่าย เพราะฉะนั้น ญาติโยมที่ได้ฟังอะไรแล้วก็อย่านึกว่าเป็นอย่างนั้น   แต่ให้นึกว่าสิ่งที่พูดออกไปนั้นเพื่อปรับปรุงแก้ไข  เพื่อขจัดเพื่อเกลาสิ่งทั้งหลายถูกต้องดีขึ้น ขอให้ญาติโยมเข้าใจอย่างนี้ ตัวอย่างที่จะพูดทำความเข้าใจประการแรกคือว่า   คือได้อ่านหนังสือเล่มหนึ่งเขาไปเที่ยวสว นโมกข์ แล้วบอกว่าที่สวนโมกข์นี้ไม่มีสัญญลักษณ์ในทางพระพุทธศาสนา คือมีพระพุทธรูปองค์นิดเดียวคือมี หน้าตักกว้างห้านิ้วเท่านั้นเอง  แต่ว่ารูปอื่นนั้นใหญ่โตมโหฬาร เขาไม่สบายใจ อ่านแล้วรู้สึกว่ายังไม่ เข้าใจถูกต้องในเรื่องนี้จึงอยากจะทำความเข้าใจกับญาติโยมบ้างในเรื่องนี้  เผื่อจะมีความไขว้เขว  เช่นเราไปในวัดสมมติว่าในศาลาไม่มีพระพุทธรูปเราก็ไม่สบายใจ  ไหว้แล้วไม่รู้จะไหว้อะไรเพราะ เราเคยไหว้พระพุทธรูปติดอยู่ตลอดเวลา พอไม่เห็นพระก็ไหว้ไม่ถูกต้อง อย่างนี้ก็เพราะว่าไปติดอยู่ใน สิ่งนั้นที่เป็นรูปของวัตถุ  ติดมานานเพราะมีพระพุทธรูปมานานแล้ว ความจริงอันเป็นเนื้อแท้นั้นมันเป็น อย่างไร พระพุทธรูปนี้เกิดขึ้นเพราะอะไร มีมาในสมัยใด ก็จำเป็นที่จะต้องเล่าให้ญาติโยมฟังสักเล็ก น้อยว่า เมื่อพระพุทธเจ้าของเราจะเสด็จปรินิพพานนั้นพระอานนท์ชอบถามปัญหาเรื่องอะไรหลายเรื่อง  หลายประการ  ถ้าไปอ่านในพระสูตรเขาเรียกว่า ปรินิพพานสูตร เป็นสูตรเกี่ยวกับเรื่องก่อนนิพพาน ของพระพุทธเจ้าแล้ว  เราจะพบว่า พระอานนท์นี่ถามหลายเรื่องหลายประการ เรื่องเล็กเรื่องน้อย ถามทั้งนั้น  แล้วพระองค์ก็ตอบทุกอย่าง  มีปัญหาหนึ่งที่พระอานนท์ทูลถามว่า เมื่อพระองค์ยังทรงพระ ชนม์อยู่  ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกาได้เข้าเฝ้าใกล้ ๆ ได้ฟังธรรม และได้ถือเอาพระองค์เป็นครู เป็นอาจารย์  ในคำบาลีใช้คำว่า สัตถา สัตถาแปลว่าเป็นครูหรือเป็นอาจารย์นั่นแหละ ครั้นเมื่อพระ องค์ปรินิพพานแล้ว  พวกภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา จะถือเอาใครเป็นตัวแทนพระองค์ต่อไป เอา ใครเป็นสัตถาเป็นครูแทนพระองค์ต่อไป  เมื่อพระอานนท์ถามอย่างนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าตอบอย่าง ไร  พระองค์ก็ตอบว่า โย โว อานนฺท ธมฺโม จ วินโย จ เทสิโต โส มมจฺจเยน สตฺถา ว่า ดูก่อน อานนท์ ธรรมวินัยอันใดที่เราได้สอนแล้ว บอกแล้ว แก่เธอทั้งหลาย ธรรมวินัยนั่นแหละจะเป็นครูเป็น อาจารย์แทนเราต่อไป  อันนี้ญาติโยมต้องจำไว้ให้ดี จำไว้ให้ดีว่า สิ่งแทนพระองค์พระพุทธเจ้าที่พระ องค์ตรัสไว้ คือธรรมวินัย ตัวธรรมวินัยนี่เป็นตัวแทนองค์พระพุทธเจ้า เป็นครูเป็นอาจารย์แทนองค์พระ พุทธเจ้า  เมื่อพระองค์นิพพานแล้ว ก็ถือธรรมวินัยเป็นสิ่งแทนองค์พระพุทธเจ้าต่อมา ให้เราจำหลักนี้ ไว้ในใจให้มั่น   แล้วถ้าเราจะเข้าถึงก็เข้าถึงตรงนี้  เข้าถึงธรรมวินัยของพระพุทธเจ้า  ก็คือเอา ธรรมวินัยมาเป็นดวงประทีปนำทางชีวิต เอามาปฏิบัติในชีวิตประจำวัน ถ้าเรามีหลักธรรมวินัยอยู่ในใจของเราเรียกว่า เรามีพระพุทธเจ้า เรามีพระธรรม พระสงฆ์ อยู่ในใจของเรา  นี่คือเริ่มแรกยังไม่มีวัตถุใดเป็นเครื่องเคารพแทนองค์พระพุทธเจ้า ครั้นในสมัยต่อ มา    คือว่าประเทศอินเดียถูกรุกรานเอเซียมานานแล้ว    รุกรานมาตั้งแต่หลังพุทธปรินิพพานประ มาณสองร้อยปี  คือก่อนพระเจ้าอโศกมหาราช ก็เริ่มรุกรานประเทศอินเดีย คนที่มารุกรานนี้เป็นพวก กรีกช์ อันคนกรีกซ์ในสมัยก่อนนั้นนับถือเทวรูปนับถือรูปเคารพ รูปเคารพเป็นเทวรูปทั้งนั้นเทพเจ้านานา ชนิดมีมากมายก่ายกอง ในกรุงเอเธนส์ที่เป็นเมืองหลวงเขาในสมัยนี้ ในสมัยก่อนเป็นนครหลวงเป็นที่ อยู่ของนักปราชญ์ราชบัณฑิต  คนสำคัญ ๆ เกิดในกรีกซ์มากเช่น นักปราชญ์ปราโต โสเกรตีสอะไรนี่  เกิดรุ่นเดียวกับพระพุทธเจ้าเหมือนกัน เป็นชาวกรีกซ์ ชนชาวกรีกซ์ในสมัยนั้นเจริญด้วยปัญญาพอสมควร แต่ว่าเขานับถือเทวดา จึงทำรูปเทวดาไว้กราบไหว้บูชาสักการะถ้าใครไปเที่ยวกรุงเอเธนส์ในสมัย นี้จะเห็นเทวสถานร้าง ๆ มีอยู่มากมาย กลายเป็นจุดสนใจของนักท่องเที่ยว ก่อนคริสเตียนเข้าไปถึง เขาอย่างนั้นเขาไหว้อย่างนั้น นับถือมากทีเดียว ครั้นเมื่อพวกชาติกรีกซ์ ซึ่งมีพระเจ้าแผ่นดินในสมัยนั้น คืออเล็กซานเดอร์มหาราชนั่นเองยกทัพมาตีอินเดียตอนเหนือ  เมื่อเข้ามาเขาก็เอาวัฒนธรรมมาด้วย  กองทัพกับวัฒนธรรมมาด้วยกัน ประเทศใดไปตีประเทศใดได้ ก็ต้องนำวัฒนธรรมเข้าไปเผยแผ่เพราะ ถือว่าการเผยแผ่วัฒนธรรมนั้นเป็นการครอบงำจิตใจคน    ทำให้คนต้องตกเป็นทาสได้ในรูปอย่างนั้น เหมือนกัน  เขาก็นำวัฒนธรรมรูปเคารพมาด้วยเพื่อให้คนอินเดียเห็น คนอินเดียเห็นเข้าก็นึกว่าดี คือ คนเรานี่ถ้าแพ้ใครก็มักจะนึกว่าอะไร ๆ ที่เขาผู้ชนะทำมันดีทั้งนั้น เห็นดีเห็นงามก็อยากจะทำมั่ง สมัยก่อนนี้ แม้ในศาสนาฮินดูก็ไม่มีรูปเคารพนับถือเทวดาเหมือนกันแต่ไม่มีรูปเคารพ นับถือพระ พรหม นับถือพระศิวะ นับถือพระวิษณุ แล้วเทวดาอื่น ๆ อีกมากมายก่ายกอง แต่ไม่มีรูปสำหรับเคารพ  คือยังไม่มีความคิดที่จะทำรูป ครั้นเห็นรูปเคารพของกรีกซ์เข้าคนเหล่านั้นก็เกิดความคิดว่าเราต้องทำ บ้าง  แต่ว่าเมื่อถึงบทจะทำนี่ทำไม่ถูกเพราะว่าไม่รู้จะทำรูปอย่างไร พระอิศวรหน้าตาเป็นอย่างไรก็ ไม่รู้  จมูกเหมือนคนหรือเปล่าก็ไม่รู้ ก็เลยทำเครื่องหมายแทนพระศิวะ ที่เขาเรียกว่าศิวลึงค์นั่นเอง  นั่นแหละอันแรกที่ชาวอินเดียสร้างขึ้นเขาเรียกว่า ศิวลึงค์ มาไว้เป็นที่บูชาสักการะ ถ้าไปเที่ยวอินเดีย โดยเฉพาะ  ที่พุทธคยา  พวกมหันต์ที่นับถือพระศิวะยังอุตริเอาศิวะลึงค์ไปปักไว้ที่เจดีย์พุทธคยา ชาว พุทธอยากจะขุดออกแต่พวกนั้นไม่ยอม แขกไปไทยมาก็เอาพรมไปปูทับไว้เสีย ไม่ให้เห็นรูปอย่างนั้น ถ้า หากว่าไปดูวัดมหันต์ที่พุทธคยาเต็มไปหมดเลย ศิวลึงค์อันเล็กอันน้อยไหว้กันเกรอะไปเลยทีเดียว นี่คือ รูปเคารพอันแรกที่เกิดขึ้นในอินเดีย แล้วต่อมาก็ค่อยแตกแขนงมาเรื่อย ๆพัฒนาการมาเรื่อย ๆ จนเป็น คนจริง ๆ เป็นรูปพระศิวะจริง ๆ รูปพระพรหมสี่หน้าจริง ๆ แล้วรูปคนนั้นคนนี้มากมาย ชาวพุทธก็ยังไม่ทำรูปพระพุทธเจ้า เพราะไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร แล้วเขาเคารพต่อพระพุทธเจ้า ทำแล้วมันจะไม่เหมือน  แล้วไม่น่าไหว้ เอาไปไว้ในที่ที่ไม่เหมาะก็ไม่สมควรเลยก็ไม่ทำ แต่ว่าอิทธิ พลของการไหว้รูปมันมากขึ้นทุกวันเวลา ความต้องการของประชาชนก็เกิดขึ้นคนเรานี้มีอยู่อย่างหนึ่งที่ เรียกว่าสำคัญ  เขาเรียกว่า  ลัทธิเอาอย่าง ใครทำอะไรก็ชอบเอาอย่างเขา ลัทธิเอาอย่างหลาย เรื่องหลายประการแพร่หลายเร็วมาก     ในสมัยนั้นก็เช่นเดียวกัน    เห็นว่าคนฮินดูเขาทำสิ่งไว้ เคารพกราบไหว้เช่นนั้น ชาวพุทธน่าจะทำมั่ง แต่ว่าไม่ทำรูปพระพุทธเจ้าทำเครื่องหมายแทนองค์พระ พุทธเจ้า ถ้าโยมไปที่ไชยาจะเห็นรูปข้างโรงมหรสพทางวิญญาณมีมากมาย นั่นที่เอามาปะไว้เป็นเครื่อง ศึกษาให้เห็นว่า ความเป็นมาของพระพุทธรูปเป็นอย่างไร ไม่ใช่ศิลปะที่ธรรมดา แต่เป็นศิลปะทางตำ นานทางประวัติศาสตร์ของรูปเคารพ คนที่ไปดูเผิน ๆ แล้วว่าไม่รู้เอาอะไรมาติดไว้ข้างผนัง หรือว่า เอารูปแขกมาติดไว้ข้างวิหาร  นั่นไม่ได้ดูด้วยปัญญา ไม่ได้ดูด้วยการศึกษา ดูผ่าน ๆ พ้นไป แล้วก็ไม่ ได้อะไรเกิดขึ้น ความจริงเป็นสิ่งที่ดีที่เอามาทำก็เพราะว่า ต้องไปเที่ยวถ่ายตามที่ต่าง ๆ ในอินเดีย ใช้เวลาหลายเดือน ท่านเจ้าคุณพุทธทาสท่านไปใช้เวลาหลายเดือนใช้เวลาศึกษาเรื่องต่าง ๆ ไม่ได้ ไปเที่ยวอย่างคนที่ไปชั่วครั้งชั่วคราวกลับมาได้นิดหน่อย นี่ท่านไปจริงไปดูทีหนึ่งก็ดูหลายวัน เช้าขึ้นเดิน ดูพิจารณาว่ามันเป็นมาอย่างไร  มีความหมายอย่างไรดูละเอียด  เรียกว่าไปเรียนไปศึกษาอย่างแท้ จริง แล้วถ่ายรูปมาด้วย ชาวพุทธเราไม่ทำรูปพระพุทธเจ้าก็ทำเครื่องหมายแทนไว้  เช่นว่าในการประสูติของเจ้าชาย สิทธัตถะ เขาไม่ทำรูปเจ้าชายแต่ว่าทำรูปดอกบัว เป็นดอก ๆ เรียงไว้หลายดอก เป็นเครื่องหมายว่า เจ้าชายเกิดขึ้นในโลกแล้วทำไมเอาดอกไปแทนการประสูติ เพราะดอกบัวเป็นดอกไม้สะอาดเป็นดอก ไม้ที่สวยงาม  คนพออกพอใจ  ถือว่าเป็นของสูง เลยทำดอกบัวแทนเครื่องหมาย แล้วรูปดอกบัวที่ทำ แทนการประสูตินี้ไม่ใช่ทำรูปอย่างเดียว  มีหลายแบบหลายอย่าง ใส่ในแจกันสวยงามก็มี บานเฉย ๆ  ก็มี  ทำเป็นลวดเป็นลายประดับสวยงาม  ล้วนแต่เป็นเครื่องหมายแทนการประสูติของเจ้าชายทั้งนั้น  รูปนางมายาเขาทำ  รูปสาวใช้เขาทำไว้  รูปเทวดาเยอะแยะ  มากราบไว้  แต่เจ้าชายไม่มี  มี แต่ดอกบัวเป็นเครื่องหมายแทน อันนี้เป็นตัวอย่าง เวลาอสิตดาบสซึ่งเป็นผู้คุ้นเคยกับพระเจ้าสุทโธทนะ รู้ว่าพระเจ้าสุทโธทนะมีพระโอรสเป็นชายก็ไปเยี่ยม  พระเจ้าสุทโธทนะสั่งสาวใช้ให้ยกเจ้าชายมา ให้พระฤาษีดู ถ้าเราไปดูรูปปั้นซึ่งรูปนี้เอามาจากศานจิในอินเดีย ที่เจีดีย์เก่าแก่ที่สุดในโลกก็ว่าได้สาวใช้ ถือเบาะมา  บนเบาะไม่มีอะไร  ที่ไม่มีอะไรนั้นทำให้คนคิดเอาเอง คิดว่านี่แหละเจ้าชายนอนอยู่บน เบาะนี้เห็นเสียเลยไม่คิด ไม่เห็นนั่นแหละดีกว่า พระฤาษียกมือไหว้ แสดงอาการชั้นแรกยิ้ม ๆ แล้วก็ ร้องให้ ยิ้มเพราะว่าดีใจที่ได้เห็นเจ้าชายรูปงาม เสียใจว่าแก่แล้วไม่ได้อยู่ชมบุญเจ้าชายเมื่อเติบโต เป็นผู้ใหญ่ก็เลยร้องให้  เขาเขียนภาพฤาษีให้ดูด้วย  แต่รูปเจ้าชายไม่มี เพราะเขาไม่ทำรูปเคารพ ของพระพุทธเจ้าไว้ นี่เป็นตัวอย่าง ต่อไปจากนั้นเช่นว่าภาพเสด็จออกบวช  เขามีรูปม้า มีเบาะอานพร้อม มีเทวดากางร่มด้วย มี นายฉันนะจูงม้าด้วย  แล้วก็บนหลังม้าไม่มีอะไรทิ้งว่างไว้เฉย  ๆที่ว่าไว้เฉย  ๆ ให้คนคิดว่า นี่เจ้า ชายสิทธัตถะนั่งบนหลังม้านี้ออกบวช  รูปออกบวชนี้บางรูปเขาทำถึงกับเทวดาเอามือรับเท้าม้าไว้ด้วย  ที่เอามือมารับเท้าม้าเป็นเครื่องหมายว่าออกบวชกลางคืน คือว่าไม่มีเสียง เอามือรับไว้ม้ามันวิ่งไม่ดัง ไม่ใช่ออกกลางวันไม่ใช่ออกต่อหน้าพระเจ้าสุทโธทนะหรือพระราชวงศ์ ออกไปกลางคืนจึงทำม้าให้มี คนรับไว้อย่างนั้น นั่นก็เป็นเครื่องหมายแทนเหมือนกันครั้นเมื่อออกบวชแล้ว ตอนตรัสรู้เราจะเห็นว่า มีภาพอะไรเขามีต้นโพธิ์ บนต้นโพธิ์มีพวงมาลัยดอกไม้เต็มไปหมดคนเอามาไหว้บูชา ใต้ต้นโพธิ์นั้นเขา ทำเป็นแท่นไว้เฉย  ๆไม่มีรูปพระพุทธเจ้าบนนั้น  ให้รู้ว่าพระองค์นั่งบนแท่นตรงนี้แล้วได้ตรัสรู้พระสัม มาสัมโพธิญาณ ทำเพียงเท่านั้นเอง ภาพต่อไปคือภาพแสดงปฐมเทศนา เขาไม่ทำรูปเหมือนกัน แต่ทำ รูปวงล้อธรรมจักร  เป็นเครื่องหมายแทนธรรมจักกัปปวัตนสูตร  แล้วก็มีกวางหมอบสองตัว แสดงว่า เทศน์ครั้งแรกที่สวนกวางใกล้เมืองพาราณสี  ไม่มีรูปใครทั้งหมด แต่ว่าในตอนหลังก็มีรูปปัญจวัคคีย์แต่ ไม่มีรูปพระพุทธเจ้า   เขาทำไว้เพียงเท่านั้นภาพที่นิพพานก็เหมือนกัน  เขาทำต้นสาละสองต้นแล้วมี แท่นตรงกลาง  บนแท่นนั้นไม่มีใคร  ให้ใครมองแล้วเห็นว่าพระพุทธเจ้านิพพานที่ตรงนี้  แม้รูปอื่นอีก มากที่เขาทำไว้ล้วนไม่มีรูปพระพุทธเจ้าทั้งนั้น ครั้งนี้เรียกว่าครั้งแรกเมื่อยังไม่มีรูปเคารพ ใช้เท่านี้ไป ก่อน ญาติโยมคงเคยไปพระแท่นอุตรดิตถ์  เขาเรียกว่าพระแท่นศิลาอาสน์ พระแท่นศิลาอาสน์ที่อุตร ดิตถ์นั้นเขาทำขึ้นเลียนแบบสมัยยังไม่มีพระพุทธรูปนั่นเอง  ได้ทำแท่นเช่นนั้นไว้ แต่ว่าในตอนหลังเขา เอาพระพุทธรูปไปวางบนแท่น ทำให้เสียรูปทรงทางโบราณคดีไป ที่แท้ไม่มีอะไรบนนั้น ควรจะทิ้งว่าง ไว้อย่างนั้นเพื่อให้คนได้ศึกษาว่า  เดิมมันเป็นอย่างไร  แท่นเปล่า  ๆ ไม่มีอะไร ครั้นต่อมาเมื่อไป กราบไปไหว้อยู่อย่างนี้  จิตใจคนชอบขยายชอบทำอะไรให้มันมากขึ้นไป ก็เลยเห็นว่าไม่มีรูปพระพุทธ เจ้า  เอาแต่พระบาทก็ยังดี  เลยก็ทำพระบาทไว้ไหว้พระบาทของพระพุทธเจ้าที่ทำในอินเดียนั้นไม่มี ลวดไม่มีลายอะไร  เป็นรอยเท้าธรรมดา  ๆ  ที่เขาแกะลงไปในแผ่นหิน แต่พอมาถึงเมืองไทยลวด ลายพราวไปหมดเลย เช่นพระบาทที่สระบุรีเป็นต้นมีลวดลายมาก ญาติโยมอาจจะนึกว่าพระบาทที่สระ บุรีพระพุทธเจ้ามาเหยียบไว้บนรอยหินนั้น   รอยลึกลงไปตั้งครึ่งเมตรเลย   ความจริงหินมันเป็นอยู่ อย่างนั้น  แต่ว่าพระเจ้าทรงธรรมท่านเป็นกษัตริย์ครองกรุงศรีอยุธยา  ท่านเป็นพระมาก่อนมีความรู้ ทางศาสนาอะไรดีท่านคงไปในป่าในดงไปพบรอยนั้นไว้ครั้นต่อมาออกไปเป็นพระเจ้าแผ่นดิน ต้องสร้างอะไรให้คนไว้ไหว้บ้าง อีกประการหนึ่งท่านออกไปเรียกว่าไม่ค่อยจะเรียบร้อย คือลูกศิษย์ทำ ให้ลูกศิษย์ไปปฏิวัตินั่นเองไม่ใช่อะไร   ปฏิวัติเอาพระเจ้าแผ่นดินออกไป   เลยตัวจะเป็นเองก็ไม่ดี  เลยบอกว่าหลวงพ่อเป็นเถอะสึกดีกว่า คนซุบซิบนินทาข่าวลือว่าอย่างนั้น ว่าพระเจ้าแผ่นดินองค์นี้เป็น อย่างนั้นอย่างนี้  ท่านต้องการจะกลบข่าวลือให้มันหายไป ก็เลยพบพระพุทธบาท กลายเป็นคนบุญหนัก ศักดิ์ใหญ่ขึ้นมา  เพราะว่าก่อนนี้ไม่มีเลยไปพบเข้าที่นั่นให้นายพรานบุญไปพบเข้า  เลยเป็นเรื่องเป็น ราวพวกเราไปกราบไปไหว้กันอยู่  นี่ก็เลียนแบบมากจากสมัยที่ยังไม่มีพระพุทธรูป  มีแต่พระบาทเป็น เครื่องหมายแทน ชั้นแรกก็มีรอยเดียว รอยข้างซ้ายหายไปไหน เลยก็ทำสองรอยขึ้นมา เลยกลายเป็น พระพุทธบาทสองรอยขึ้นมาแล้วก็ทำเป็นแข้งขึ้นมาหน่อยหนึ่งเรียกว่า  พระยืน ที่อุตรดิตถ์ มีวัดสองวัด บนเนินเดียวกัน วัดพระแท่นวัดพระยืน วัดพระแท่นของคณธรรมยุตินิกาย วัดพระยืนของพระมหานิกาย  เถียงกันอยู่ตลอดเวลาสองวัดนี้ นี่เขาเรียกว่าไม่เข้าถึงพระพุทธเจ้า ขณะที่เราคิดจะเถียงทะเลาะกัน ไม่มีพระเวลานั้น มีกิเลสเข้ามาอยู่ในใจ ลืมนึกถึงพระพุทธเจ้าลืมนึกถึงธรรมะ ลืมนึกถึงพระสงฆ์ว่าคือ อะไร เป็นถ้อยเป็นความกันจนถึงโรงศาลในสมัยนั้น ครั้นต่อมาเมื่อไหว้กราบอย่างนี้อยู่นานเป็นเวลาไม่ใช่น้อย เจ็ดร้อยปีที่มีรูปมาโดยลำดับ ๆ ตั้ง เจ็ดร้อยปี  จึงเกิดมีพระพุทธรูปขึ้นอย่างจริงจัง  พระพุทธรูปชั้นแรก ๆ ในอินเดียเขาทำด้วยหินแกะ สลักสวยงามมาก  ทำจีวรเป็นกลีบเลยทีเดียว ที่ทำอย่างนั้นเพื่ออะไร ให้ผิดกับรูปเทวดา เพราะรูป เทวดาเขาทำก่อนแล้ว  พวกที่จะสร้างพระพุทธรูปก็ต้องทำให้ผิดจากรูปเทวดา คนไปเห็นรู้ว่ารูปพระ พุทธเจ้า  จะทำอย่างไร  ต้องให้มีผ้าห่ม รูปเทวดาไม่มีผ้าห่ม แล้วพระเศียรพระกรรณก็ให้แปลกสัก หน่อยอะไร  ๆ  ก็ให้แปลกไปหมด  เขาแกะสลักอย่างสวยงามฝีมือดีแต่ว่ารูปงาม  ๆ เหล่านี้ถูกทำ ลายพอใช้เหมือนกันเช่นต่อยจมูกทุบแก้มให้แหว่งไปเสียบ้างนั่นฝีมือของคน พวกหนึ่งซึ่งชอบทำลาย ไม่ ใช่คนชาติฮินดูแต่ว่าคนอีกประเภทหนึ่งแต่ถึงกระนั้นไปดูแล้วยังเห็นว่าสวยงาม  พระพุทธรูปเกิดขึ้นมา โดยลำดับ ๆ มา อย่างนี้ จนกลายเป็นพระพุทธรูปขึ้นมาให้คนได้กราบได้ไหว้ ครั้นเมื่อมีเป็นองค์พระพุทธรูปขึ้นแล้ว ก็ทำตามเรื่องราวเช่นทำปางนั้นปางนั้นนี้อะไรต่างๆ คือ ทำตามตำนานนั่นเอง  เช่นปางสะดุ้งมาร ก็นั่งขัดสมาธิ เอามือขวาตบหัวเข้าไว้ นั่นทำตามแบบตอน ใกล้จะตรัสรู้ว่ามีมารมารบกวน  แล้วทำท่าจะลุกขึ้นสึกขึ้นได้เอามือตบขาไว้  อย่าลุกขึ้นต้องทำต่อไป  อย่าคลายความเพียรเพราะตั้งใจไว้แล้วว่าจะให้สำเร็จ ถ้าไม่สำเร็จอย่าลุกจากที่นั่ง คือก่อนที่จะนั่ง ลงทำความเพียร ปูหญ้าคาแปดกำมือรองแล้วพระองค์ก็ตรัสว่า เลือดเนื้อจะเหือดแห้งไป เหลือแต่หนัง หุ้มกระดูกก็ช่างมันเถอะ  สิ่งใดจะสำเร็จด้วยความเพียรด้วยความบากบั่นของคน ถ้าไม่สำเร็จสิ่งนั้น เราจะไม่ลุกจากที่นี่เด็ดขาด อันนี้เรียกว่าอธิษฐานใจอย่างแรงกล้า ยอมตายให้กระดูกผุอยู่ตรงนี้ไม่สำ เร็จ  แต่พอทำไปๆ ถูกกิเลสรบกวน พญามารไม่ใช่ใครที่ไหน แต่ว่าเขาทำเป็นภาพพญามารขี่ช้างคีรี เมฆตัวใหญ่ แสดงความยิ่งใหญ่ของกิเลสไม่ใช่เรื่องอะไร ว่ากิเลสมันยิ่งใหญ่นักมันครอบงำมนุษย์ไปทั่ว โบก หมายความว่ากิเลสมันมารบกวนนั่นเอง แล้วอีกข้างหนึ่งเขาเขียนเป็นรูปมารเหมือนกันแต่ว่าถือ ดอกไม้  อะไรๆ  กลายเป็นดอกไม้ ข้างใต้ภาพนั้นมีนางธรณีนั่งบิดน้ำมวยผมให้ไหลไปท่วมมาร มีจร เข้มากินมารทั้งหลายตายไปตามๆ  กัน  ภาพนางธรณีนั้นคือ  พระพุทธเจ้าท่านอ้างแผ่นดินเป็นพยาน  หมายความว่า  พระองค์นึกถึงความมั่นคงของแผ่นดิน  ความอดทนของแผ่นดิน แล้วทำใจให้หนักแน่น เหมือนแผ่นดิน ไม่พ่ายแพ้แก่มารมารบกวน เลยก็ชนะมาร นี่เขาทำภาพพระสะดุ้งมารไว้ แล้วภาพอื่น  เช่นภาพนั่งสมาธิ  มือขวาวางบนมือซ้าย  เขาเรียกว่า ปางสมาธิ ยังไม่สะดุ้ง มารก็นั่งปางนั้น  ถ้าเราเห็นพระยืนยกมือข้างเดียว  ยกมือขวา มือขวาก็ห้ามมารเหมือนกัน บอกว่า เองอย่ามายุ่งกับข้า  ข้าตั้งใจจะปฏิบัติเพื่อความหลุดพ้นจากความทุกข์  ยกสองมือเขาเรียกว่า พระ ปางสมุทร คือห้ามญาติ ญาติทะเลาะกันเรื่องน้ำในแม่น้ำโรหิณี ปีนั้นฝนแล้งจัด น้ำน้อยไม่พอใช้ เลยทะ เลาะกันแย่งน้ำกัน  พระองค์ก็ไปเทศน์ไปสอน  ก็ไปยกมือห้ามว่าอย่ารบกัน แล้วก็มีปางอื่นๆ อีกมาก มายก่ายกอง ตามประวัติใครๆ ก็ทำขึ้นเรื่อย นี่คือตำนานเป็นมาอย่างนี้ พระพุทธรูปจึงเกิดขึ้นในโลก ให้คนได้กราบไหว้สักการะ เมื่อเรากราบไหว้พระพุทธรูป  ควรจะกราบไหว้อย่างไร  ควรจะทำใจอย่างไร เดี๋ยวนี้พระ พุทธรูปกลายเป็นวัตถุศักดิ์สิทธิ์ เป็นของศักดิ์สิทธิ์ไปในรูปหนึ่ง คนเข้าไปกราบไหว้โดยเอาการวิงวอน  ขอร้องบนบานศาลกล่าว   เพื่อให้ได้สิ่งที่ตนประสงค์   การกระทำในรูปนั้น  อยากจะบอกญาติโยม โดยตรงไปตรงมาว่า  ผิดหลักการของพระพุทธศาสนา เพราะพระพุทธศาสนาสอนให้ปฏิบัติธรรม ไม่ ใช่สอนให้ไปวิงวอนขอร้องบนบานศาลกล่าว เช่นเราไปไหว้หลวงพ่อวัดพนันเชิง วัดหลวงพ่อโสธร วัด อะไรก็ตามใจ ที่ไหว้กันอยู่ทั่วๆ ไปนั้น พูดอย่างไม่เกรงใจ ก็ว่ายังไหว้อย่างเด็กเกินไป ไม่ได้ไหว้อ ย่างคนมีสติมีปัญญา มีความคิดมีความอ่าน แล้วเป็นเด็กมาเป็นร้อยๆ ปี ไม่ใช่เป็นเด็กๆ อยู่น้อย เป็น เด็กอยู่นาน ไม่ยอมเจริญเติบโตในทางด้านจิตวิญญาณ ยังเป็นเด็กเรื่อยไป แตะต้องไม่ได้ ใครไปแตะ ต้องเข้าโกรธเอาเลย หาว่ามาดูหมิ่นดูแคลนพระพุทธเจ้าอะไรต่างๆ นานา ซึ่งเนื้อแท้ไม่ใช่อย่างนั้น  เราไม่ได้ไหว้เพียงเพื่อให้นึกถึงพระคุณของพระองค์  เช่นเราเข้าไปกราบพระพุทธรูปก็ต้องไปกราบ  เพื่อเอาภาพนั้นเป็นสิ่งจูงใจ ให้ได้นึกไปถึงจริยาวัตรอันดีอันงามของพระองค์ ให้นึกถึงพระคุณที่มีอยู่ใน พระองค์ว่ามีอะไรบ้าง  เช่นเรานึกถึงพระคุณเก้าประการ ที่เราสวดมนต์แปลว่า อิติปิโสภควา แม้ เพราะเหตุอย่างนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น อรหัง เป็นพระอรหันต์อับเพลิงกิเลสเพลิงทุกข์ได้ สิ้นเชิง เราต้องนึกไปถึงเรื่องเหล่านั้น หรือว่านึกย่อๆ สั้นๆ เอาเพียงสามเรื่องก็ได้ ก็คือพระกรุณา คุณ พระปัญญาคุณ และพระบริสุทธิคุณ เมื่อเราเข้าไปกราบนั่งไหว้ก็นึกถึงพระคุณของท่าน หรือถ้าเราเคยอ่านพุทธประวัติ เราก็ไปนั่งนึกทบทวนประวัติความเป็นมาของพระพุทธเจ้า เพื่อ ให้เกิดความรักความเคารพต่อพระองค์  เราเห็นความดีเราก็รักมากขึ้นเคารพมากขึ้น ถ้าไหว้เฉยๆ  ไม่มีอะไรเท่าใด  นอกจากว่าทำใจให้หยุดได้ชั่วขณะหนึ่ง แต่ว่าไม่ก้าวหน้าเท่าใด นอกจากว่าทำใจ ให้หยุดได้ชั่วขณะหนึ่ง  จึงควรนึกว่าพระองค์ดีอย่างไร  นึกให้ละเอียดตามประวัติที่เราได้อ่านได้ศึก ษามา แล้วเราก็ควรอธิษฐานใจว่า เราจะสร้างพระพุทธเจ้าขึ้นไว้ในใจของเรา สร้างอย่างไรสร้าง ไว้ใน ก็คือเอาพระคุณของท่านนั่นแหละมาใส่ไว้ในใจของเรา เช่นพระพุทธเจ้าท่านมีความกรุณาต่อชาวโลก   เราก็ทำใจให้มีความกรุณาหัดสงสารหัดเอนดู เพื่อนมนุษย์ทั้งหลาย ให้นึกอยู่ในใจว่า เพื่อนมนุษย์ทั้งหลายเป็นผู้เกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกัน เราไม่ คิดจะเบียดเบียนใครไม่คิดจะทำใครให้เป็นทุกข์เดือดร้อน เรามีใจอิ่มเอิบไปด้วยความเมตตา กรุณา  เห็นใครเราก็นึกแผ่เมตตาขอให้เป็นสุข ขอให้มีความเจริญ ขอให้มีความก้าวหน้า ถ้าใครเจริญเราก็ พลอยยินดี  เราไม่ริษยาใคร  ไม่เบียดเบียนใคร อย่างนี้เรียกว่า เราสร้างพระขึ้นไว้ในใจ มีพระ เมตตา  มีพระกรุณาประจำจิตใจ  คนที่มีพระกรุณาประจำใจนี่แหละยิงไม่เข้า ไม่มีใครมายิงคนประ เภทนั้นหรอก  เพราะเราไม่เคยคิดจะเบียดเบียนใคร  ใครจะมาเบียดเบียนเรา  จะไปไหนเราก็ นิมนต์พระกรุณา ใส่ใจไป เราจะทำอย่างไร เช่นลงจากบ้านเราก็บอกตัวเองว่า เราจะไปด้วยน้ำใจ กรุณา  เราไปเพื่อประโยชน์เพื่อความสุขแก่คนทั้งหลาย  มีโอกาสใดมีอะไรที่ข้าพเจ้าได้ใช้ชีวิตของ ข้าพเจ้าให้เป็นประโยชน์แก่ผู้อื่นแก่มนุษย์ทั้งหลายได้บ้าง  เรานึกถึงอย่างนั้นแล้ว คอยหาช่องทางโอ กาสที่จะทำอะไรให้เป็นประโยชน์แก่เพื่อนมนุษย์ แม้ใครจะทำอะไรให้แก่เราในทางร้าย  เรายิ้มรับด้วยหน้าชื่นตาบาน  เราไม่โกรธ แต่เรา สงสารว่าแหมทำไม่จึงปล่อยจิตปล่อยใจให้ตกต่ำอย่างนั้น  ทำไมจึงให้กิเลสครองงำอย่างนั้น ทำไม่มี ความคิดความอ่านปล่อยตัวปล่อยใจให้ตกอยู่ในอำนาจของกิเลส   ทำอย่างไรหนอจึงจะช่วยยกจิตใจ คนนั้นให้มันสูงขึ้นสักหน่อย คิดไปในรูปอย่างนั้นไม่โกรธไม่เคืองใคร ไม่ก่อความร้าวรานให้เกิดขึ้นแก่ ใคร ๆ นี่เรียกว่าเรามีพระ เราไปกับพระจะทำอะไรก็ต้องทำอย่างคนมีพระ จะต้องคิดว่าสิ่งที่เราจะ ทำนี้จะเกิดอะไรบ้าง กระทบกระเทือนใครบ้างใครจะเดือดร้อนเพราะการกระทำของเราบ้าง เรา ไม่ได้อยู่เพื่อให้ใครเดือดร้อน เราคิดไว้ในใจอย่างนี้ตลอดเวลา อย่างนี้ก็เรียกว่าเรามีพระอยู่ตลอด เวลา  พระกรุณาฝังแน่นอยู่ในจิตใจ คนมีน้ำใจกรุณาอย่างนี้ไม่โกรธใครเลย ไม่เกลียดไม่ริษยาใคร เลย ไม่อยากจะได้ของอะไร ๆ ของใคร ๆ เขาเราทำอะไรของเราเอง เป็นคนคิดช่วยตัวเอง พึ่ง ตัวเองมันดีหรือไม่  ถ้าเรามีพระถูกต้องก็มีอยู่ในรูปอย่างนี้  เราจะไม่ลำบากใจเราสร้างพระขึ้นไว้ ข้างในพระข้างในไม่หนัก   ไม่ต้องผูกคอ  ไม่ต้องใช้สายสร้อยเส้นละสิบสลึงถ้าเราผูกพระไว้ในใจ แล้วขโมยเอาไปไม่ได้ขโมยยิ่งเอาไม่ได้ใหญ่เพราะใจมันไม่รู้จักพระ  มันจะเอาไปได้อย่างไร เรา สบายใจดีไม่มีอันตราย เรามีพระไว้ในบ้าน ญาติโยมเข้าใจว่ามีพระไว้คุ้มครองบ้านเรือน ถ้าเพียงแต่มีพระไว้เฉย ๆ  คุ้มครองไม่ได้ให้มีพระเชียงแสน พระอู่ทอง พระสุโขทัย สามองค์ก็คุ้มครองไม่ได้ คนโบราณเขาถือว่า ถ้ามีสามองค์นี้แล้ววิเศษเลย  ถ้าสมมติว่าเจ้าของบ้านมี  พระเชียงแสน สุโขทัย อู่ทอง แต่เปิดบ่อน การพนันทุก  ๆ วันแล้วจะเจริญได้อย่างไร จะก้าวหน้าไปได้อย่างไร มันไปไม่ได้ เราใช่มีอย่างนั้น แล้วจะคุ้มครองได้  เรามีสักองค์หนึ่งก็พอแล้วไม่มาก มีมากบางทีก็เอาไปประกวดกัน ไม่ใช่ของเล่น  เรามีไว้ในบ้านสำหรับสักการะบูชา เวลาใดเรากลุ้มใจเราเข้าห้องพระจุดธูปจุดเทียนบูชานั่ง ทำจิต ใจให้สงบ ภาวนาระลึกถึงคุณพระพุทธเจ้า ว่าพระพุทธเจ้าดับเพลิงกิเลสเพลิงทุกข์ได้สิ้นเชิง แล้วเรา เป็นลูกศิษย์ของพระพุทธเจ้า  อะไรมันกำลังอยู่ในใจเรา เพลิงกิเลสเพลิงทุกข์กำลังเผาใจอยู่ เรา เป็นลูกศิษย์ของพระพุทธเจ้าทำไม่เพลิงเผา ก็เราไม่เข้าหาพระพุทธเจ้าเพลิงมันก็เผาเอาละซิ เรา มาอยู่ในห้องพระพุทธรูปแล้ว  แต่นี่เป็นแต่เพียงรูปข้างนอก  เนื้อแท้ของพระพุทธเจ้านั้นคืออะไร คือ คุณธรรม คือความกรุณา ปัญญา ความบริสุทธิ์ เราต้องทำใจให้บริสุทธิ์ ใจบริสุทธิ์ก็เรียกว่า เรามีพระ ใจจะบริสุทธิ์มันก็ต้องมีปัญญา ไม่มีปัญญาก็บริสุทธิ์ไม่ได้ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ปญฺญาย ปริสุชฺฌติ  คนย่อมบริสุทธิ์ด้วยปัญญา  ปัญญานั้นก็คือเอามาคิดนึกตรึกตรอง  แยกแยะวิเคราะห์วิจัยในเรื่องความ ทุกข์ของเราว่าเราทุกข์เรื่องอะไร  ทำไมจึงต้องกลุ้มใจ  กลุ้มใจเพราะอะไร ความกลุ้มมันเกิดขึ้น เพราะอะไร วางได้ไหม ปลงได้ไหม ความกลุ้มมันก็เหมือนวัตถุ เราถือของหนักเมื่อยแขนเราก็วาง ได้  ความกลุ้มมันก็วางได้เหมือนกัน แต่เราไม่วางกลับยึดไว้มั่นคงเลยทีเดียว ไม่ยอมปล่อยยึดให้มัน กลุ้มต่อไป  นี่มันถูกหรือผิด มันผิด เป็นความโง่หรือความฉลาด ท่านว่ามันโง่ถ้าทำอย่างนี้ แล้วทำไม ไม่เป็นคนฉลาดบ้าง  ทำไมไม่ปล่อยไม่วางบ้าง  ปล่อยไม่ลงเพราะอะไร เพราะไม่รู้ว่ามันคืออะไร  เหมือนกับเราไปขยำของสกปรกแล้วก็นั่งบ่นอยู่ว่า เหม็นจริง ๆน้ำก็มีสบู่ก็มีแต่ไม่ล้าง แล้วนั่งเหม็นอยู่ มันเรื่องอะไร  เราไปล้างเสียมันก็หมดเรื่อง ของที่มาเกาะอยู่ในใจเราก็วางมันเสีย พระพุทธเจ้า ท่านสอนให้ปล่อยให้วางเราไปยึดไว้  ยึดให้มันกลุ้มใจ ยึดอะไรไว้ ยึดว่าสิ่งนั้นเป็นของเรา แล้วมัน เป็นของเราจริงหรือเปล่า เมื่อก่อนเรามีสิ่งนั้นหรือเปล่าคิดดูให้ดีคิดไปคิดมาเมื่อก่อนไม่มี ถ้าเอามา คิดเสียบ้างก็พอจะปลงจะวางลงได้ มันเป็นเรื่องธรรมดา หรือว่าคนเราเคยเป็นใหญ่เป็นโตมีอำนาจวาสนาเช่นว่าเป็นอะไรต่ออะไรทีหลังไม่ได้เป็น ถ้า ไปนั่งคิดกลุ้มใจมันก็ไม่ใช่เรื่อง  ไม่ใหญ่จริง  คนใหญ่จริงไม่ทุกข์ ใหญ่จริงต้องใหญ่แบบพระพุทธเจ้า  ไม่ทุกข์อะไร ใหญ่ไม่จริงก็กลุ้มใจนั่งเป็นทุกข์เป็นร้อนด้วยประการต่าง ๆ แต่ถ้าเราคิดถึงหลักธรรมะ เราจะไม่กลุ้ม  คนเราไม่ได้ใหญ่ตลอดเวลา  เมื่อก่อนเราเป็นเด็กแล้วเราก็โตขึ้น  ๆ  เป็นผู้ใหญ่  เวลานี้เรากำลังจะเล็กลงไปอีกแล้ว  กำลังแก่ ไปยืนที่หน้ากระจกแล้วมองดูผมกำลังหงอก ผิวหนังก็ เริ่มย่นยู่ ตาก็ชักไม่ค่อยดี หูก็ชักตึง ๆ อะไร ๆ มันก็เปลี่ยนแปลงไปหมดแล้ว ร่างกายเราก็ยังเปลี่ยน แปลง ตำแหน่งหน้าที่การงานก็เปลี่ยนแปลง ความใหญ่ก็ต้องเปลี่ยนแปลง ถ้านึกได้อย่างนั้นมันก็สบาย ใจ  เราต้องคิดในแง่ว่าสิ่งทั้งหลายมันก็ต้องเปลี่ยนแปลง ไม่มีอะไรมั่นคงถาวร พระพุทธเจ้าท่านว่า ไว้อย่างนั้น เราก็นึกถึงพระพุทธเจ้านึกถึงคำสอนเอามาเป็นหลักปฏิบัติ คิดให้มันสบายใจอย่าไปคิดให้ ร้อนอกร้อนใจ ขณะใดเราคิดแล้วร้อนใจเรียกว่า เราโง่ไป เราหลงไปแล้ว เราลืมพระพุทธเจ้าเสีย แล้ว  พระพุทธเจ้าท่านสอนให้คิดไม่ให้ร้อนใจ  แต่ให้เบาใจโปร่งใจ  เรียกว่าทำจิตให้ว่าง ไม่ใช่ เรื่องอะไรว่างเพราะไม่ยึดถือเบาเพราะไม่ยึดถือเท่านั้นเอง ไม่ใช่จิตว่างแล้วไม่มีอารมณ์มันมีแต่ว่า มีด้วยอาการที่รู้เท่ารู้ทันไม่ไปยึดมั่นถือมั่นอยู่ในเรื่องนั้นว่าเป็นตัวเราของเรา         รู้จักปล่อยรู้ จักวางอย่างนี้ใจก็สบาย ขอให้ญาติโยมเข้าใจไว้อย่างนี้ วันนี้พูดมาก็สมควรแก่เวลาขอจบไว้เพียงเท่า นี้ก่อน