ปาฐกถาธรรม เรื่อง ทางแห่งสันติ โดย พระเทพวิสุทธิเมธี (ปัญญานันทภิกขุ) วันอาทิตย์ที่ ๑๓ พฤศจิกายน ๒๕๒๐ ญาติโยมพุทธบริษัททั้งหลาย ณ  บัดนี้ถึงเวลาของการฟังปาฐกถาธรรมะ อันเป็นหลักคำสอนในทางพระพุทธศาสนาแล้ว ขอ ให้ทุกท่านอยู่ในอาการสงบ ตั้งอกตั้งใจฟังด้วยดี เพื่อให้ได้ประโยชน์อันเกิดขึ้นจากการฟังตามสมควร แก่เวลา เมื่ออาทิตย์ก่อน ได้ทำความเข้าใจกับญาติโยมทั้งหลายในเรื่องทั้งหลายเกี่ยวกับวัตถุ ที่เรานำ มาสักการะบูชาโดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือพระพุทธรูป อันเป็นสิ่งที่เราเคารพสักการะกันมานานแล้ว เพื่อ ให้ญาติโยมเกิดความเข้าใจว่าพระพุทธรูป  ที่เรากราบไหว้กันอยู่นั้น เกิดขึ้นอย่างไร มีความเป็นมา อย่างไรบ้าง  แรกเริ่มเดิมทีนั้นมีหรือไม่ แล้วเกิดมีขึ้นเพราะอะไร เราได้กราบได้ไหว้กันอยู่เพื่ออะ ไร  เพื่อจะได้เข้าใจถูกต้อง  ไม่เข้าไปยึดถือในสิ่งนั้น ในทางที่ไม่ตรงกับการปฏิบัติในทางพระพุทธ ศาสนา  คือไปเชื่อในสิ่งนั้นว่าจะช่วยตนให้พ้นภัยพ้นอันตรายในรูปต่าง ๆ ถือเป็นของขลังไปของศักดิ์ สิทธิ์ไปแล้วก็เข้าไปวิงวอนขอร้องบนบานศาลกล่าวเพื่อให้ช่วยตนในรูปร่าง   ๆ   ซึ่งการกระทำใน รูปอย่างนั้น ไม่ตรงกับความหมายทางพระพุทธศาสนา เพราะในทางพระพุทธศาสนาของเรานั้น ไม่มี เรื่องการอ้อนวอนขอร้องในรูปอย่างนั้น  มีแต่เรื่องการศึกษาปฏิบัติเพื่อทำตนให้หลุดพ้นจากความทุกข์ ความเดือดร้อนในชีวิตประจำวัน  เป็นการช่วยตนเองด้วยการปฏิบัติธรรมะ  ไม่ใช่เอาสิ่งอื่นเข้ามา ช่วยตน เพื่อให้พ้นไปจากเรื่องอะไรต่าง ๆ ดังที่เราปฏิบัติกันอยู่ทั่ว ๆ ไป เดี๋ยวนี้พุทธบริษัทเราไม่เข้าใจชัดในเรื่องวัตถุนี้จึงได้เข้าใจไปนับถือในรูปขลัง รูปศักดิ์สิทธิ์ต่าง ๆ  นานา  แม้ว่าการนับถือจะทำให้ตนสบายใจ แต่เป็นความสบายใจเพียงชั่วครั้งชั่วคราว ไม่เป็น ความสบายใจที่เด็ดขาดตายตัว  ไม่เหมือนกับเอาธรรมะมาใช้แก้ปัญหา แต่ว่าที่ได้กระทำกันอยู่ทั่ว ๆ  ไปนั้น ก็เพราะว่าไม่เข้าใจในเรื่องนั้นตามความเป็นจริง ไม่มีใครพูดให้เราฟังว่าความจริงนั้นควรจะ เป็นอย่างไร เราเชื่อและทำกันมาตามที่เขาว่า เขาว่าอย่างนั้นว่าอย่างนี้ รับมาตั้งแต่เป็นเด็กเช่นรับ นับถือมาว่าพระพุทธรูปองค์นั้นศักดิ์สิทธิ์  อย่างนั้นอย่างนี้ ในรูปต่าง ๆ เล่าถึงอภินิหาริย์แปลก ๆ ซึ่ง คนโบราณเขามีความเข้าใจอย่างนั้น แล้วก็ถือตามกันมาในรูปอย่างนั้น ไม่ได้เข้าถึงพระพุทธเจ้าที่เป็น เนื้อแท้  แต่ไปถึงสิ่งที่เป็นวัตถุ  จนมีคำพูดกันในสมัยนี้ว่า วัตถุมงคล วัตถุมงคลนั้นไม่มี ในมงคล ๓๘  ของพระพุทธเจ้าไม่มีสิ่งอะไรที่เป็นวัตถุมงคล มีแต่เรื่องการไม่ปฏิบัติธรรมเท่านั้นที่เป็นอัปปมงคล และ มีเรื่องการปฏิบัติธรรมเท่านั้นที่ชื่อว่าเป็นมงคล    ไม่มีสิ่งวัตถุอันใดที่เป็นมงคลเลยตามหลักพระพุทธ ศาสนา เช่นเราจะถือว่าใบไม้นั้นเป็นมงคล หญ้านี้เป็นมงคลหรือว่าอะไร ๆ ที่เป็นมงคลตามที่เราเข้า ใจกันอยู่นั้น มันเป็นมงคลภายนอกพระพุทธศาสนา ไม่ใช่มงคลตามหลักคำสอนทางพระพุทธศาสนา มงคลในพระพุทธศาสนานั้น มีความหมายว่าเหตุอันให้เกิดความสุขความเจริญในชีวิต ก็เหตุที่จะ ให้เกิดความสุขความเจริญในชีวิตของเรานั้น ย่อมเป็นเหตุภายในไม่ใช่เหตุภายนอก เหตุภายในก็คือ การปรับปรุงจิตใจของเราให้เข้าทางธรรมะ  ให้ได้ใช้หลักธรรมะเป็นแนวทางชีวิต จะปฏิบัติอะไรก็ ให้เรียกว่าปฏิบัติตรงตามแนวธรรมะ   นั้นแหละเป็นอุดมมงคล   เป็นมงคลสูงสุดตามหลักคำสอนใน ทางพระพุทธศาสนา  วัตถุที่เป็นมงคลนั้นหาเป็นมงคลที่แท้จริงไม่ เป็นเรื่องหลอกเราเท่านั้นเอง คือ หลอกให้หลงให้เพลินไปกับวัตถุนั้นชั่วครั้งชั่วคราว ตราบเท่าที่เรายังมีอวิชชา คือความไม่รู้ไม่เข้าใจ ในเรื่องนั้นตามที่เป็นจริง  เราก็หลงไหลให้เพลินไปกับวัตถุนั้นชั่วครั้งชั่วคราว  ตราบเท่าที่เรายังมี อวิชชาคือความไม่รู้ไม่เข้าใจในเรื่องนั้นตามที่เป็นจริง  เราก็หลงใหลเรื่อยไป  มัวเมาอยู่ในสิ่งนั้น เรื่อยไปไม่รู้จักจบไม่รู้จักสิ้น  ไม่คิดช่วยตัวเองในการปฏิบัติแต่ไปนึกว่าวัตถุนั้นจะช่วยตนให้พ้นจากภัย จากอันตรายด้วยประการต่างๆ  อันนี้คือความหลงผิดไม่ตรงกับคำสอนในทางพระพุทธศาสนา และใน สมัยนี้กำลังมีมากขึ้น แพร่หลายขึ้น ในการที่จะจูงให้คนเหล่านั้นให้เอาวัตถุเหล่านั้นมาเป็นที่พึ่ง ยึดมั่น ถือมั่นในวัตถุนั้นว่าช่วยตนให้พ้นภัยอย่างนั้นอย่างนี้เป็นต้น  อันนี้คือการไม่ถูกต้อง  แต่ว่าทำกันอยู่มาก  เพราะอะไร  เพราะเป็นทางเจริญแห่งลาภสักการะ  เป็นทางได้มาแห่งวัตถุอีกเหมือนกัน วัตถุที่ได้ มานั่นก็คือเงินนั่นเอง  เงินได้มาจากวัตถุก็เอาไปสร้างวัตถุต่อไป คนก็ติดในวัตถุต่อไป ไม่ได้เข้าถึง ธรรมะอันเป็นตัวการปฏิบัติซึ่งเป็นเนื้อแท้ของพระรัตนตรัย เราก็ติดอยู่เพียงวัตถุ ในสมัยนี้ ควรจะได้มีการแกะเอาสิ่งที่เป็นวัตถุนั้นออกไปเสียบ้าง เพื่อจะได้เข้าถึงตัวธรรมะ อันเป็นตัวข้อปฏิบัติ จึงได้พูดกับญาติโยมให้เข้าใจในความหมายของสิ่งเหล่านี้ เพื่อจะให้เราได้รู้จักใช้ สิ่งเหล่านี้ให้เป็นคุณเป็นประโยชน์       คือใช้เพียงเพื่อเป็นเครื่องเตือนจิตสะกิดใจให้เราได้นึกถึง คุณธรรมต่อไป ไม่ใช่เอาวัตถุนั้นเป็นสรณะอย่างแท้จริง ให้ถือแต่เพียงว่าเป็นเครื่องเตือนใจสะกิดใจ เท่านั้น     เช่นพระพุทธรูปต่างๆที่เขาทำใช้นั้นเราก็ถือแต่เพียงว่าเป็นวัตถุเตือนใจให้เราได้นึกถึง คุณความดีของท่านแล้วเราได้เอาความดีนั้นมาใส่ไว้ในใจของเรา การเอาคุณงามความดีมาใส่ไว้ใน ใจนั่นแหละ เราสร้างพระพุทธขึ้นในใจ สร้างพระธรรมขึ้นไว้ในใจ สร้างพระอริยสงฆ์สาวกขึ้นไว้ใน ใจของเรา  เมื่อเราสร้างสิ่งนี้ขึ้นไว้ในใจของเรา ใจเราก็เป็นพระไป ใจเราเป้นพระเราก็สบาย  ไม่มีปัญหาคือความทุกข์ความเดือดร้อน  อันเกิดขึ้นจากความหลงผิดเข้าใจผิดด้วยประการต่างๆ และ เราจะไม่ถูกใครชักจูงไปในทางเสื่อมทางเสีย หรือจะหลอกจะต้มเราด้วยเรื่องอะไรต่างๆได้เพราะ เราไม่ได้สนใจในสิ่งที่เป็นวัตถุเหล่านั้นเราสนใจในแง่ของธรรมะ   เมื่อเราสนใจในแง่ของธรรมะ  วัตถุนั้นเป็นเรื่องที่ไม่มีค่าอะไรมากเกินไป แต่เราถึงว่าหลักธรรมคำสอน การปฏิบัติตามหลักคำสอนนั้น แหละเป็นสิ่งมีคุณค่าสูงสุดสำหรับชีวิตของเรา ถ้าเราจะถือว่าเป็นมงคลก็หมายความว่าหลักธรรมะหรือ ข้อปฏิบัตินั้นแหละเป็นมงคลสำหรับตัวเรา  จะทำให้เราเกิดความสุขความเจริญด้วยประการต่างๆไม่ ใช่เพียงวัตถุนั้นอย่างเดียว วัตถุเป็นแต่เพียงเครื่องประกอบนิดหน่อย เป็นเครื่องเตือนจิตสะกิดใจ ให้ เราได้คำนึงถึงข้อปฏิบัติและเราจะได้ปฏิบัติและเราจะได้ปฏิบัติในสิ่งนั้นต่อไปเท่านั้นเอง   อันนี้เป็น เรื่องที่ควรจะได้เข้าใจไว้ ถ้าเราได้เข้าใจในรูปอย่างนี้แล้ว เราจะมีพระพุทธรูปไว้ในบ้านก็ไม่เป็นไร และไม่ต้องหาว่า ของเก่าแก่อย่างนั้น  อย่างนี้ หรือไม่จำเป็นว่าจะต้องหาว่าสมัยนั้นสมัยนี้ หรือไม่จำเป็นว่าจะต้องไป ปลุกไปเสกให้เป็นอย่างนั้นให้เป็นอย่างนี้  เพราะเราถือแต่เพียงว่าเป็นภาพเตือนใจให้เราได้นึกถึง พระธรรมเท่านั้นเอง  เมื่อเป็นรูปทีเตือนใจได้ก็เป็นใช้ได้ เพราะเป็นเรื่องสมมติขึ้น สมมติว่านี้เป็น รูปแทนคุณความดีของพระพุทธเจ้าที่เป็นเนื้อแท้เป็นรูปแทนคุณความดีของพระพุทธเจ้าไม่ใช้แทนองค์พระ พุทธเจ้าที่เป็นเนื้อเป็นหนัง  แต่ว่าแทนพระคุณของพระองค์ท่านเพราะว่าพระคุณนั้นเป็นนามธรรม ไม่ ใช่สิ่งที่จะหยิบด้วยมือหรือดูด้วยตาได้  แต่เป็นสิ่งเราจะสัมผัสได้ด้วยใจ  เราจะเข้าถึงสิ่งนั้นด้วยจิต ของเราวัตถุนั้นเป็นแต่เพียงเครื่องกันลืมเท่านั้นเอง  เป็นเครื่องเตือนใจกันลืมให้เราได้เห็นด้วยตา  แล้วเราจะได้นึกถึงไม่หลงไม่ลืมในสิ่งเหล่านั้น เพราะฉะนั้น เมื่อเราจะมีไว้ประจำบ้าน ก็มีไว้สักรูป หนึ่งเพื่อเป็นเครื่องเตือนใจและไม่ต้องคอยเสียใจว่าฉันได้มาเป็นพระใหม่  ไม่ใช่พระรุ่นเก่า รุ่นนั้น  รุ่นนี้ ไปเห็นบ้านนั้นเขามีพระยุคสุโขทัย เชียงแสน ทวาราวดี และเราก็อยากจะมีกับเขาบ้าง จนเป็น ทุกข์เดือดร้อน บางทีก็ก็ต้องซื้อหาด้วยราคาแพง แต่ก็ไม่ใช่ที่สร้างขึ้นในสมัยเก่าแท้ เพราะว่าคนสมัย นี้เก่งในทางเลียนแบบ  เขาทำเลียนแบบของเก่าแล้วเอามาบอกเราว่านี้เก่า ถ้าเรานับถือพระพุทธ ถูกรูปแบบ เราจะไม่สนใจในเรื่องความเก่า ไม่สนใจในเรื่องความใหม่ของวัตถุนั้น เพราะเราสนใจ แต่เพียงว่าเป็นวัตถุสำหรับเตือนใจ  ให้เราได้นึกถึงพระธรรมคำสอนเป็นวัตถุเป็นเครื่องเตือนใจให้ เราได้สำนึกในการเป็นพุทธบริษัท แล้วจะได้ปฏิบัติตนตามคำสอนเท่านั้น เพราะฉะนั้น  เมื่อใครเอาอะไรมาให้เรา ถ้าเขาบอกว่านี่ของเก่านะ ราคาสูงหน่อยเราก็ บอกว่าไม่สนใจเรื่องเก่าเรื่องใหม่  ฉันสนใจแต่ว่าเป็นรูปพระหรือเปล่าเท่านั้นเอง  ถ้าเป็นรูปตรง ตามรูปที่สมมติก็แล้วกันก็ใช้ได้ไม่ว่าเก่าไม่ว่าใหม่ เรามีเท่านี้ก็ไม่ลำบากยากเข็ญ ไม่ต้องขึ้นราคากัน ให้มากมายก่ายกอง ในสมัยหนึ่งมีการตื่นพระชนิดหนึ่งขึ้นในสมัยหนึ่งขึ้นในเมืองไทยเขาเรียกว่าพระบัว เข็ม พระบัวเข็มนี้ถ้าเมืองพม่าแล้วเอามาสักรถล้อรีก็ได้ คือมันมีมากเหลือเกิน ตามวัดเมืองพม่า วัด หนึ่งๆมีพระบัวเข็มเป็นสิบๆร้อยๆทำไมจึงมีมากเพราะชาวบ้านเขาแก้บนกัน เขาแก้บนแล้วก็สร้างพระบัว เข็มกัน   พระที่มีรูปใบบัวปิดหัว   แล้วข้างล่างก็มีเข็มเสียบไว้เป็นพระที่ทำด้วยวัตถุประเภทดอกไม้  เกสรหรืออะไรอื่นที่เขาทำขึ้น หรือบางทีก็เป็นพระไม้ธรรมดา เช่น ไม้สักบ้าง ไม้อะไรบ้าง เป็นไม้ ที่แกะสลักง่าย มีมากมายตามวัดในประเทศพม่าไม่รู้ว่าใครมาโฆษณาว่าพระบัวเข็มนี้วิเศษนัก ต้องเอา ไปไว้ที่บ้านจะเจริญด้วยลาภ ด้วยสักการะ ด้วยอะไรต่างๆและวิธีเอาไปใช้ที่บ้านก็ต้องมีอ่างน้ำมาใส่ ไว้  แล้วก็มีฐานรองเอาพระบัวเข็มใส่ไว้ในน้ำ ให้มีฐานรองอย่างนั้นแล้วเอาน้ำเติมไว้บ่อยๆ กราบ ไหว้ทุกวันๆแล้วจะร่ำรวยด้วยลาภสักการะ คนแตกตื่นกันมากในสมัยนั้น คนที่อยู่ชายแดนเมืองไทยคืออำ เภอแม่สาย  ได้เอารถไปฝั่งโน้น ไปเที่ยวขอตามวัดต่างๆถวายปัจจัยแก่วัดบ้างเล็กน้อย เอามาเป็น หีบๆเลยไม่ใช่เอามาเพียงสองสามองค์ เอามาเป็นลังๆว่าอย่างนั้นแหละ เอามาแล้วก็ส่งมาขายกรุง เทพฯองค์ละสามพัน  สี่พัน  ห้าพัน ราคามันสูง อาตมาไปแม่สาย พบนายจ่าคนหนึ่งเป็นตำรวจแขวน สายสร้อยหนักสิบสลึงเห็นจะได้ เส้นเกือบจะเท่านี้ ว่าแหมสายสร้อยเส้นใหญ่จริง หลวงพ่อบัวเข็มช่วย ผม  ว่าอย่างนั้น  ช่วยอะไร  กระผมรับเอามาขาย ได้เงินมากมายก่ายกอง แล้วก็ถามว่าหลวงพ่อ ต้องการบ้างไหม พระบัวเข็ม บอกว่าคุณมีหลายองค์ไหม ได้พาขึ้นไปชั้นบนบ้าน บอกว่าหลวงพ่อเลือก เอาตามใจชอบ จะเอาองค์ไหนก็ได้ มีอยู่สองลังใหญ่ๆคำนวณได้มีสักพันองค์ในลังเหล่านั้น ยังขายไม่ หมดและยังขายเรื่อยๆไป ทำให้คนรวยขึ้นหลายคนเหมือนกัน รวยด้วยพระบัวเข็มนี้เอง ความจริงนั้น ในเมืองพม่าเรื่องธรรมดา มีวางไว้เยอะๆ เหมือนกับพระตะกั่วบ้านเราที่เขา ทำขายแถวเสาชิงช้า  เวลาญาติโยมแก้บนสั่งพระเท่าอายุ  อายุ ๗๕ปี สร้าง๗๕องค์ เอามาห่อกระ ดาษหนังสือพิมพ์ตักข้าวใส่บาตร ตักแกงใส่แล้วห่อนั้นก็ไม่ลงไปด้วย พวกเรานึกว่าคงเป็นไข่ปลาเพราะ เป็นห่อยาวๆแก้ออกมาก็เป็นหลวงพ่อ  ก็ต้องเอาไปวางไว้ตามไม้ข้างบนอย่างนี้วางไว้เรื่อยๆไปมาก มายก่ายกอง พระบัวเข็มในเมืองพม่าก็มากอย่างนั้น แต่ไม่มีใครเรียกว่าหัวแหลมกันโฆษณาพระบัวเข็ม ขึ้น แล้วก็เขียนเป็นเรื่องเป็นราวลงในหนังสือพิมพ์บางกอกไทม์บ้าง อะไรต่ออะไรบ้าง ซึ่งเป็นหนังสือ พิมพ์ประเภทปลุกใจให้คนหลงๆอยู่ทุกวันๆคนก็สนใจอยากได้  บางคนก็บอกว่าแลกรถจี๊ปสักคันก็ยังเอา  ถ้าได้พระบัวเข็มราวกับว่าถ้าได้พระองค์นั้นแล้วจะเป็นเศรษฐีขึ้นอย่างนั้นแหละ   นี่คือความเชื่อที่ผิด ทางเป็นความหลงในวัตถุๆ ไม่ใช่มีความเชื่อในด้านธรรม แต่ว่าไปติดอยู่ในวัตถุเท่านั้นเอง ว่าเป็น พระบัวเข็มแล้วก็วิเศษเลยต้องการกันเป็นการใหญ่  ก็ทำให้คนรวยขึ้นหลายคนเหมือนกัน เพราะรวย เงินพระบัวเข็ม  แต่รวยแล้วก็ไม่เท่าไรหมดอีกเหมือนกัน เพราะไม่ประพฤติธรรมชอบดื่มเหล้า ชอบ เล่นการพนัน ชอบสนุกสนาน ผลที่สุดตั้งตัวไม่ได้ คือว่ามีแต่พระข้างนอก ไม่มีพระข้างในเลยตั้งตัวไม่ ได้  นี้มันเป็นอย่างนี้ พระเก่าๆเช่นว่าพระยุคสุโขทัยก็ชอบเหมือนกัน ที่ชอบไม่ใช่ว่าเรื่องอะไรหรอก เพราะว่าพระพักตร์ท่านสวย  ยิ้มแย้มแจ่มใสดูแล้วสบายใจ เช่นเราไปดูพระพุทธชินราชที่พิษณุโลก ดู แล้วจิตใจสบายเพราะดูเหมือนว่าท่านยิ้มกับเราอย่างนั้นคนก็เข้าไปกราบไปไหว้ แต่ว่าเข้าไปไหว้ใน ฐานะเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์หมด  ไหว้เพื่อวิงวอนขอร้อง ถ้าไปดูที่โบสถ์หลวงพ่อพระพุทธชินราช มีหัวหมูให้ ท่านฉันทั้งวัน  แต่ว่าท่านก็ไม่ได้ฉันอะไร  เอาไปวางๆไว้จุดธูปจุดเทียนเซ่นไหว้ จุดลูกประทัดข้างวิ หาร ไม่รู้ว่าเรื่องอะไร ที่ต้องจุดลูกประทัดด้วยก็เสียงก้องอยู่ตลอดวัน ยิ่งวันใกล้ตรุษจีนแล้วยิ่งจุดกัน ใหญ่  เป็นการบูชาหลวงพ่อพระพุทธชินราช ก็ได้เพียงเท่านั้น ไปไหว้ไปกราบอยู่เพียงเท่านั้น แล้วก็ บอกว่าเป็นลูกหลวงพ่อบ้างหลานหลวงพ่อหลวงบ้าง แต่ว่าสังเกตุดูหลวงพ่อก็ไม่เข้าใกล้หลวงพ่อเท่าใด หรือว่าไม่ได้ปฏิบัติให้เข้าใกล้หลวงพ่อพระพุทธเจ้าเท่าใด ยังอยู่ห่าง หากแต่ว่ามีความเชื่อว่าขลังว่า ศักดิ์สิทธิ์เท่านั้นเอง ไม่ใช่ขลังแต่เพียงรูปหลวงพ่อ  อกไก่ที่ประตู  คนยังเอาอกไก่นั้นประทับลงในแผ่นผ้า  แล้วก็ ขยายแผ่นผ้านั้นด้วย  บอกว่าแผ่นผ้าอกไก่บานประตูหลวงพ่อศักดิ์สิทธิ์ โฆษณาให้เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์คนก็นิ ยมชมชอบ  เอาไปเป็นของใช้กันต่อไป คือคนนี่ในทางผิด ๆ แล้วจูงง่าย จูงในทางถูกนี่ต้องใช้เวลา สักหน่อย กว่าจะเข้าใจก็ต้องใช้เวลา แต่พอเข้าใจแล้วก็ตรงไปเรียบร้อย ในทางผิดจูงไม่ยาก เห็น ง่ายๆ มีงานผูกพัทธสีมา แล้วคนก็อยากจะได้เชือกที่ผูกหินที่เป็นพัทธสีมา โดยมากเขาทำกับหวายเอา มาถักให้เป็นปลอกแล้ววางหินบนนั้น คล้ายๆ กับสาแหรก เวลาจะฝังก็เอามีดตัดให้หล่นลงไป หวายนั้น คนต้องการหนักหนา  อยากจะได้เอาไปไว้เป็นเครื่องบูชาสักการะ ทางวัดเห็นว่าจะเป็นการได้เงิน จากหวายเลยตัดเป็นท่อนสั้นๆ  สองคงคุลี แล้วก็ใส่ตะกร้าไว้ ใครต้องการกี่ท่อนท่อนละบาทๆ ไม่ใช่ น้อยยาวเป็นกิโลเมตร ในขณะที่คนมาซื้อหวายอยู่นั้น  มีพระหนึ่งนึกสนุกขึ้นมาแกบอกว่า รั้วไก่ที่เอามาทำรั้วโบสถ์นี่ก็วิ เศษเหมือนกัน เอาไปปักไว้ที่บ้านแล้วโจรมันจะไม่เข้าบ้าน จะมีความสุขความสบาย ไม่ถึงสิบนาที รั้ว ไก่หายหมดเลย คนถอดเอาไปคนละอันๆ หมดเลย นี่แหละเรียกว่าปลูกในทางโง่มันง่าย ปลุกในทาง หลงนี่ก็ง่าย อย่างนี้เป็นตัวอย่างมีอยู่ทั่วๆ ไปในเรื่องอย่างนี้ เพราะว่าคนไม่เข้าใจ ไปยึดถือในวัตถุ เหล่านั้น ว่าเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ไป มีฤทธิ์มีเดชอาจจะช่วยตนให้พ้นอันตรายด้วยประการต่างๆ อย่างนี้ก็มี อยู่มาก ในเมืองไทยของเรา ไม่มีใครช่วยจูงคนให้เดินทางถูก หรือทำลายความเชื่อเหลวไหลที่มีอยู่ ในจิตใจนั้นให้หายไป  อันเป็นการสร้างเสริมความเห็นถูก การปฏิบัติถูกปฏิบัติชอบให้เกิดขึ้นในจิตใจ  จึงได้หลงใหลมัวเมากันด้วยประการต่างๆ   ดังที่เราเห็นกันอยู่ในเวลานี้  ความศักดิ์สิทธิ์มักจะเกิด อย่างนั้นอย่างนี้  ของเก่าอายุมากๆ  เข้าแล้วมักจะศักดิ์สิทธิ์ ถ้าสร้างใหม่ๆ ไม่ค่อยจะศักดิ์สิทธิ์เท่า ไหร่  เช่นพระที่สร้างใหม่ๆ เอาไปวางไว้คนก็ไม่ค่อยนับถือเท่าไร แต่ถ้าเป็นของเก่าหลวงพ่อเชียง แสน  สุโขทัย  หลวงพ่อทราวดี  เก่าๆ  คนก็นับถือกันว่าศักดิ์สิทธิ์  เข้าไปกราบไหว้วิงวอนขอร้อง  ปรากฎอยู่ทั่วไป  นี่เป็นการทำที่ไม่ค่อยเข้าถึงธรรมะ แต่ไปถึงวัตถุนั้น เอาวัตถุนั้นเป็นที่พึ่ง จึงขอให้ ญาติโยมได้เปลี่ยนความคิดนี้เสียใหม่ ให้เข้าใจในทางที่ถูกที่ควร ถือให้เราถือแต่เพียงว่า สิ่งเหล่านั้น เป็นสิ่งเตือนจิตสะกิดใจ  ไม่ให้เราประพฤติชั่ว ให้เราได้อยู่ในศีลธรรม แล้วจะได้มีความสุข ความ สุขที่แท้นั้นเกิดขึ้นจากการปฏิบัติธรรม เกิดจากการขัดเกลากิเลสของเราให้สะอาด ให้สว่างสงบ นั้น เรียกว่าเป็นความสุขที่แท้ ไม่ใช่ความสุขเพราะให้เห็นสิ่งนั้นสิ่งนี้ หรือว่ามีสิ่งนั้นสิ่งนี้ไว้ในบ้านแล้วก็จะ มีความสุขความสบายไม่ใช่อย่างนั้น นี่อย่างหนึ่ง ทีนี้ต่อมา  ก็มีพระเล็กๆ  ที่มีมากขึ้นในเมืองไทย  เมืองอื่นมี ประเทศอินเดียก็ไม่ค่อยมี ชาว พุทธมีน้อยในอินเดียเก่าแก่ที่มีอยู่ในบังคลาเทศในสมัยก่อน  นั่นเป็นชาวพุทธที่มีมาตั้งแต่โบราณ สืบเชื้อ สายกันลงมาตามลำดับ  เขาก็นับถือไม่เหมือนบ้านเรา คือไม่มีของขลัง ไม่มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ดังที่เรามีกัน อยู่ในบ้านเรา   ประเทศลังกาก็เหมือนกัน   อาตมาไปอยู่ลังกาเจ็ดแปดเดือนก็ศึกษาดูความเป็นอยู่ ของชาวพุทธบริษัท เขาไม่ได้ถือพระพุทธรูปองค์ใดว่าศักดิ์สิทธิ์วิเศษ แต่ว่าที่เขาไปไหว้กันอยู่มากก็คือ มันเป็นสถานที่นับเนื่องกับความเป็นมาของพระพุทธศาสนา  เช่นว่ากรนิเกลันนิยเจดีย์  เขาเรียกว่า เจดีย์ใหญ่ เขาถือกันว่า พระพุทธเจ้าเคยเสด็จมาที่นั่น คนก็ไปกราบไปไหว้สักการะบูชา สวดมนต์ไป ภาวนา   ไปปฏิบัติกิจศาสนาที่นั่นกันมาก  เพราะถือว่าที่นั่นเป็นที่ที่พระพุทธเจ้าเคยเสด็จมา  แต่ความจริงนั้นไม่เคยลงมาถึงอินเดียตอนใต้  เพราะสมัยก่อนเดินไม่ไหว  มันไกลเหลือเกิน แต่ถ้า บอกว่าเดินมาไม่ไหว ก็ว่าพระพุทธเจ้าท่านไม่ต้องเดินท่านเหาะมา จะหาเรื่องให้มาให้ได้ เหาะมา  แต่เขาก็ไปไหว้อย่างนั้น ไม่ได้ไหว้ในฐานะศักดิ์สิทธิ์ ไม่มีพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ในสถานที่อย่างนั้นแม้จะ เป็นพระเก่าสลักลงในหิน  อายุมากตั้งพันกว่าปี ก็ไม่ถือว่าศักดิ์สิทธิ์อะไร ไหว้ธรรมดาผ่านมาไปก็ไป กราบไหว้สักการะบูชา แล้วก็มีพระพุทธรูปที่เรียกว่าพระเครื่องเหมือนในบ้านเรา ในประเทศพม่า ก็ไม่มีพระแบบนี้ แต่ที่มีอยู่ในประเทศพม่าเขาเรียกว่า พระสีวลี พระสีวลีนี่เป็น พระมหาลาภ  มักจะมีตามบ้านตามเรือนเหมือนกัน นั่นก็เอียงไปในทางศักดิ์สิทธิ์เหมือนกัน ถ้ามีพระสี วลีอยู่ในบ้านแล้ว จะเจริญด้วยลาภสักการะ ก็เป็นเรื่องวัตถุเป็นมงคลไป ไม่ได้ถือหลักปฏิบัติว่าจะร่ำ รวยเพราะขยันทำงาน  รู้จักเก็บหอมรอมริบใช้จ่ายแต่พอสมควร อาชีพที่ถูกต้องไม่ขัดกับกฎหมายหลัก ศีลธรรม  ไม่ได้คิดไปในรูปนั้น แต่คิดว่ามีพระสีวลีอยู่ในบ้าน ก็จะเจริญด้วยลาภสักการะ โดยเฉพาะ ร้านค้าขาย  มักจะมีรูปพระสีวลีไว้กราบไหว้  แต่ว่าคนค้าขายบางทีก็ไม่ประพฤติธรรม  แล้วก็ค้าไป อย่างนั้นเอง  แต่ว่าที่มีว่าเป็นพระปลุกเสกศักดิ์สิทธิ์ไม่มีในพม่า  มามีก็อยู่มากอยู่ในประเทศไทยเรา  ประเทศไทยก็ไม่มากในสมัยก่อน มากขึ้นในสมัยหลัง สมัยที่ตื่นตัวกันมากในเรื่องพระเครื่องนี้ก็คือสมัย สงครามอินโดจีน  เพราะในสมัยสงครามอินโดจีนนี้ เราต้องไปรบกับฝรั่งเศส ทางพระตะบองเสียม ราช  แล้วก็มีสงครามต่อมา อาจารย์ทั้งหลายก็ต้องทำการปลุกปลอบใจทหาร เลยทำผ้ายันต์แจกบ้าง  ทำพระพุทธรูปแจกบ้าง  เหรียญยังไม่ค่อยมีในเวลานั้น  มีแต่พระพุทธรูป ทำแจกกัน แล้วก็มีเสื้อเขา เรียกว่าเสื้อยันต์ทำด้วยผ้าสีแดง เขียนตัวอักษรเขมรเต็มไปหมด เป็นรูปต่างๆ ปลุกเสกด้วยอาจารย์ วัดนั้นวัดนี้   หลวงพ่อมีอยู่หลายองค์ในจังหวัดใกล้เคียงกรุงเทพฯ  หรือในกรุงเทพฯก็มีอยู่หลายองค์  แล้วก็เลยจำหน่ายจ่ายแจกกัน  มีเพื่อนคนหนึ่งเวลานี้ตายไปแล้ว แกเห็นว่าผ้ายันต์นี้ขายดี ก็เลยจ้าง เขาทำบล็อก แล้วจ้างโรงพิมพ์พิมพ์ พิมพ์เสร็จแล้วก็เย็บเป็นรูปเสื้อ สำหรับใส่เป็นเสื้อกั๊ก บอกว่ายัง ไม่ออกอะไรอย่างนั้น แกขายเอารวยเหมือนกัน ครั้นต่อมาเกิดสงครามญี่ปุ่น  สงครามมหาเอเซียบูรพา  คนก็ต้องการสิ่งปลอบใจ  ก็เลยเกิด เครื่องรางกันเป็นการใหญ่  มีมากมายก่ายกอง  ที่นั่นที่นี่  หนังสือพิมพ์ก็ประโคมข่าว ว่าคนนั้นไปใน แนวรบแล้วก็ไม่ตาย  ที่ตายไม่เอามาพูด ความจริงตายเยอะ ถ้าเหลืออยู่สักคนแล้วก็วิเศษคนนั้น ไม่ ตายเพราะมีผ้ายันต์ของหลวงพ่อนั่นบ้าน มีอะไรใส่หมวก ยิงไม่เข้าเพราะว่ามีผ้ายันต์อยู่ใต้หมวกอะไร ต่างๆ นานา ก็เลยตื่นเต้นกัน คนก็ขายกัน พ่อค้าในตลาดก็ร่ำรวยกันเพราะเรื่องนี้หลายคนเหมือนกัน  เพราะขายกันเป็นล่ำเป็นสัน มีมหาองค์หนึ่งแกตายไปแล้วเหมือนกัน แกรวยเพราะเรื่องนี้ รวยเพราะ ลูกอม เอาตะกั่วมาทำเป็นลูกอม บอกว่าอมแล้วเดินไม่เหนื่อยชุ่มคอดี แน่นอนลูกอมเอาใส่ปากมันเย็น ปาก  น้ำลายมันก็ออกเป็นธรรมดา  แต่ว่าให้วิเศษลูกอมให้น้ำลายชุ่มคือ มันต้องทำด้วยมะขามเปียก  ผสมเกลือนิดหน่อย อมแล้วชุ่มคอดี มีเด็กหนุ่มคนหนึ่ง เขาอยู่วิทยุกองปราบสามยอด เขาทำพระขายเหมือนกัน ร่ำรวยเลย เขาซื้อ รถอย่างดีใช้ บอกว่าเดี๋ยวนี้นั่งรถสวย บอกว่าหลวงพ่อช่วย ช่วยอย่างไร ผมทำหลวงพ่อ เขามีพุทธา ภิเษกวัดไหนก็เอาไปแอบกับเขาด้วยไม่ต้องลงทุน   แล้วก็โฆษณาว่า   ได้ทำพุทธาภิเษกที่วัดนั้นวัดนี้  ด้วยพระอาจารย์ร้อยแปด  คนสิ่งเงินมาทางธนาณัติ  เขาโฆษณาทุกคืนๆ  ขายดี  จนร่ำรวย นี่เขา เรียกว่าหาโอกาส  ไม่ใช่เศรษฐีสงคราม เขาเรียกว่าเศรษฐีพระเครื่อง เขาก็ร่ำรวยได้เหมือนกัน  คนก็เอาไปใช้กัน  ก็เลยแพร่หลายมากกว้างขวางทั่วๆ  ไป คนชอบมีชอบใช้กันมีอยู่มากมายทุกหนทุก แห่ง สมัยก่อนนี้ภาคเหนือของประเทศไทย โดยเฉพาะเชียงใหม่ลำปางลำพูน พวกคนไม่ค่อยสนใจ คน เมืองเหนือสนใจวัตถุมงคลอย่างนี้น้อย พื้นฐานเขาดีเหมือนกัน คือสนใจธรรมะมาก สวดมนต์ไหว้พระ นั่งภาวนาสนใจในเรื่องอย่างนั้น พระองค์ไหนปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ เขาก็เลื่อมใสศรัทธา เพราะเขารู้ว่า อะไรดีอะไรถูก พระเครื่องอย่างนี้ไม่ค่อยก้าวหน้าเท่าใด เมื่ออาตมาไปอยู่เชียงใหม่   จะสร้างพุทธสถานก็มีกรรมการหาทุนกัน  ก็มีกรรมการที่เป็นข้า ราชการที่ตำรวจบ้างอะไรบ้างเขาไปจากกรุงเทพฯ    เขาเห็นว่าทางกรุงเทพฯเขาทำพระเครื่อง ขายกันได้เงินมากๆ  ก็มาเสนอว่าจะทำพระเครื่องขาย อาตมาบอกว่า ทำก็ทำได้แต่อย่าเอาอาตมา เข้าไปเกี่ยวข้อง อาตมามันแอนตี้เรื่องนี้อยู่แล้ว จะไปทำได้อย่างไร สอนไม่ให้คนนับถือสิ่งเหล่านี้ ทำ ด้วยไม่ได้  บอกว่าใต้เท้าไม่ต้องยุ่งพวกผมทำกันเอง  แล้วเขาก็เชิญหลวงสุวิชาญบ้าน พลโทประชา  บูรณธนิต เป็นต้น นิมนต์พระหลวงพ่อไปกันเยอะ อาตมาก็แอบไปดูเขานิดหน่อยกลางคืน ดูว่าเขาทำกัน อย่างไร  เขาปลุกเสกกัน  เอาพระมากองเข้า  ทำพระรอด แล้วก็จำหน่ายจ่ายแจก ประกฎว่าจำ หน่ายไม่ออกสมัยนั้น เพราะว่าคนที่เป็นประธานในสมัยนั้น ชื่อคุณเผ่า ศรียานนท์ เป็นประธานทำพระ เครื่อง คนไม่ค่อยเลื่อมใส เลยขายไม่ค่อยออก ยังเหลือกองอยู่ แล้วต่อมามีการฉลองสองพันห้าร้อย  รัฐบาลทำพระเครื่องสองพันห้าร้อย  พระยืนองค์เล็กๆ  ส่งไปเชียงใหม่มากมาย ฉลองกันอยู่เจ็ดวัน ขายพระได้สิบห้าองค์เท่านั้นเอง  นี่แสดงว่าคนไม่ค่อยนิยมกัน ชาวเชียงใหม่เขาเฉยๆ ไม่ค่อยสนใจ  เขาสนใจในเรื่องธรรมะมากว่า  เลยขายไม่ออก ส่งคืนมาให้รัฐบาล มาเก็บไว้วัดสุทัศน์ กองอยู่ใน โบสถ์  ไม่รู่จะทำอย่างไร ทีนี้เอาไปไว้ตามอำเภอ นายอำเภอก็ ใครมาตีทะเบียนปืนต้องซื้อพระไป องค์หนึ่ง เสียภาษีอากรเอาไปองค์หนึ่ง คนหนึ่งบางทีถึงสิบองค์ เรียกว่าขายกันไปในรูปอย่างนั้น ต่อ มาหาวิธีใหม่    ให้ประชาชนทำพิธีบรรจุพระในเจดีย์นครปฐม   แล้วพระที่บรรจุก็ต้องซื้อเหมือนกัน  คล้ายกับเราไปซื้อดอกได้ถวายพระ  ทำอย่างนี้ก็ไม่หมด ก็มอบให้มูลนิธิภูมิพโลภิกขุ ที่อยู่ที่วัดสระเกศ  มูลนิธิก็โฆษณาใหม่ ทำพิธีใหม่ทำที่สนามหลวงเลย ก็จำหน่ายกันไปกันมาก็ไม่ได้เท่าใด เลยปลัดชลอว่า เงินที่ได้นี้จะเอาไปไหน เลยทำหนังสือถึงสมเด็จสังฆราช พระสังฆราชท่านไม่รู้ มูลนิธิเขารู้เรื่องกัน  ก็เอาสร้างพุทธปริมณฑลที่ศาลายา  ก็ยังไม่หมดขายกันอยู่ ไม่รู้ว่าจะขายอีกเมื่อไร แต่ว่าบางแห่งทำ แล้วขายดี เมื่อวานนี้ไปเผาศพที่วัดวรจรรยาวาส   พระท่านบอกว่า  สมภารวัดนี้เกณฑ์ชะตาดี  ทำพระ ขายคล่อง  แต่ไม่ใช่พระเครื่อง  ทำพระบูชา พระเชียงแสนบ้าง สุโขทัยบ้าง อยุธยาบ้าง หล่อขาย  ขายดีเป็นเทน้ำเทท่า เป็นแสนองค์เลย องค์ละเท่าไร องค์ละสามร้อยบาทบ้าง ห้าร้อยบ้าง รื้อวัดนี้ หมดเลยขายได้มากๆ อย่างนี้ เรือนไม้เก่าๆ รื้อให้หมดสร้างเป็นตึกเลย ขายคล่องบางแห่ง มันอยู่ที่ คนนิยมชอบ  คนนิยมนับถือขายดี  คนเคยถามอาตมาเหมือนกัน  หลวงพ่อทำไมไม่ทำเหรียญขายบ้าง  บอกว่าเหรียญฉันทำก็ขายไม่ออก ไม่มีใครจะเอา เพราะว่าเสกไม่เป็น ไม่รู้ว่าเสกอย่างไร อย่าทำ เลยขายไม่ออก  ที่ขายดีก็ไม่ใช่เรื่องอะไร  การโฆษณาดี คนที่ทำนั่นแหละเขาโฆษณาเอง ก็ลองศึก ษาดูเหมือนกัน ทางวัดไม่ต้องลงทุนอะไร ทางวัดเอาแต่เครดิตให้เขาเท่านั้นเองง แล้วก็บริษัทเขาจัด เสร็จ เงินค่าหล่อเท่าใดเขาหักไป เหลือนั้นเป็นกำไรของวัด วัดก็ไม่ไม่เท่าใด สมมติว่าขายสามร้อย วัดจะได้ห้าสิบบาท นอกนั้นค่าทองเหลืองค่าบริการอะไรต่ออะไรว่าไปตามเรื่อง พ่อค้านี่ฉลาดหากิน คือ ว่าเข้าไปเกาะพระ หลวงพ่อวัดโน้นวัดนี้ ศักดิ์สิทธิ์ก็เข้าไปเกาะไว้ แล้วก็โฆษณาเอาทางหนังสือพิมพ์  ใบปลิวโฆษณาแจกจ่ายกันไปในที่ทั่วๆ ไป เหมือนทางปักษ์ใต้ที่เรียกว่า หลวงพ่อทวด เขาเรียกว่า หลวงพ่อทวดเหยียบน้ำทะเลจืด คือว่า ทะเลที่ตรงวัดพะโคะด้านตะวันตกมันมีน้ำจืด  น้ำมันไม่เค็ม  ที่นั่นกินได้  มันกร่อยนิดหน่อย เลยเขา โฆษณาว่า หลวงพ่อทวดเหยียบน้ำทะเลจืด ทะเลมันมีน้ำจืดอยู่แล้ว ไม่ใช่ว่าไปเหยียบแล้วน้ำทะเลมัน จืด  แต่คนก็เชื่อว่าพลวงพ่อทวดเหยียบน้ำทะเลจืด ทำไมจึงได้มีหลวงพ่อทวดขึ้น คือวัดช้างให้นี่มันชำ รุดทรุดโทรมมากเต็มทีแล้ว  แล้วก็มีพระองค์หนึ่งแกไปอยู่แล้วก็ฝันไป  ฝันว่าหลวงพ่อทวดมาแสดงตัว  จริงหรือเปล่าก็ไม่รู้  แกบอกว่าอย่างนั้น  บอกว่าให้บูรณะวัดนี้ให้เจริญงอกงามแกบอกว่า ไม่มีเงินมี ทองจะบูรณะไม่รู้จะทำอย่างไร หลวงพ่อก็บอกว่า ทำรูปฉันแล้วชาวบ้านจะได้ซื้อไปแล้วได้เงินได้ทอง  ถามว่ารูปทำอย่างไร  แสดงตัวให้เห็นว่าให้ทำอย่างนั้น  แล้วแกก็ทำขึ้นครั้งแรกทำไม่มาก  ทำประ มาณสักสองสามร้อยองค์ทำด้วยว่าน ขึ้นไปบนภูเขาทรายทอง เที่ยวไปบนภูเขาสรรหาว่านยาที่มีอยู่บน ภูเขานั้นเก็บมาหมดเลย เอามาผึ่งแดดให้แห้งทำเป็นผงแล้วทำเป็นรูป หลวงพ่อทวดทำแล้วก็จำหน่าย ต่อไป คนก็มาเอาไปตามเรื่อง แล้วมีคนหนึ่งแกเป็นนักฉายหนังเร่ เจ้าของโรงหนังฟังแกพูดแล้ว ต้องซื้อแน่  เพราะว่าแกพูดเหลือเกิน แกนั่งร้านกาแฟไหนตลาดไหนแกก็โฆษณา ไปฉายหนังก็โฆษณา เรื่องหลวงพ่อทวดศักดิ์สิทธิ์อย่างไร บอกว่าเอารูปหลวงพ่อทวดไปวางบนรางรถไฟ รถไฟวิ่งมาหยุด เลยเพราะว่าฤทธิ์หลวงพ่อทวดรถหยุดเลย พวกนั้นลงไปดูไม่เห็นมีอะไร ดูไปดูมาเจอรูปหลวงพ่อทวด ยกเอาไปกราบไหว้ต่อไป รถไปได้แล้ว โฆษณาอย่างนี้ คนฟังแล้วก็เชื่อ คนเลยนิยมแล้วต้องทำ ใหม่ทีนี้ทำมากทำเป็นพันๆเลย ครั้งที่สามที่สี่ทำใหญ่เลย ทำเป็นรูปทองเหลืองทำเป็นเหรียญ โฆษณา ทั่วประเทศไทยเลย  เวลาทำพิธีเสร็จคนไปกันมืดฟ้ามัวดินเลย ขายดีได้เงินเป็นล้าน เวลาท่านสม ภารสิ้นบุญ มีเงินอยู่ในธนาคารสามล้าน แล้วที่อยู่ในห้องที่คนเอามาให้ทิ้งไว้ นับกันอยู่สามวัน ทั้ง หมดล้านกว่า  แล้วก็เอามาสร้างวัตถุต่อไปเดี๋ยวนี้คนก็ยังไปไหว้กันอยู่ความศักดิ์สิทธิ์ยังอยู่  เพราะ การโฆษณาไม่ใช่เรื่องอะไร พอเกิดหลวงพ่อทวดขึ้นวัดเอาตามอีก มีหลวงพ่อองค์หนึ่งเกิดขึ้นอีก ที่ลำพระยามีหลวงพ่อเขาเรียกว่า หลวงพ่อกร่าง คือว่าที่นั่นมี เนินดินอยู่แห่งหนึ่งคนก็ไปไหว้ไปบูชา   มันเป็นป่าช้าเก่าคนก็ไปไหว้  ทีนี้เจ้าคุณที่อยู่วัดลำพระยา  แกก็มีหัวเหมือนกันแกฝันอีกแล้ว  แกฝันว่าหลวงพ่อมาบอกว่า ข้านี่จมดินมาตั้งหลายร้อยปีแล้ว ช่วย ขุดข้าขึ้นมาเสียทีเถอะ ขุดตรงไหนเอ๊ยไปบอกท่านทิมมา ท่านทิมวัดช้างให้ เขาลูกศิษย์หลวงพ่อทวด ฉันกับหลวงพ่อทวดก็พวกเดียวกัน พอท่านทิมมาก็เลยไปขุดทีเนินดินนั้น พอขุดลงไปก็ไปเจอหม้อกระ ดูก คนโบราณเขาเผาเสร็จแล้วเขาเอาใส่หม้อฝังดินไว้ ก็ว่านี้แหละกระดูกหลวงกร่างแล้วที่ใต้หม้อ นั้นมันมีดินสีดำๆ คือเถ้าถ่านที่เขาเผาศพสมัยก่อนไม้มันแยะเผาเป็นขี้เถ้าแล้วเอาไปฝัง เลยโกยเอา ขี้เถ้าทั้งหมดนั้นเอามาทำรูปพระหลวงพ่อนี้เอง ทำแล้วขายดีเหมือนกัน คนก็ไปซื้อไปหากัน ได้เงิน สร้างกุฏิสวยงามเรียบร้อยไปแล้วหลังหนึ่ง แล้วยังสร้างศาลาสำเร็จด้วยหลวงกร่างนี้ น่าดูเหมือนกัน คนมันเชื่ออย่างนั้น  เลยไปเอามาใช้นับถือกันทั่วๆไป ทางปักษ์ใต้มีหลายองค์ แล้วก็ยังมีทั่ววัดอื่น อีก  เกิดหลวงพ่อนั่นหลวงนี่มากมาย  หลวงพ่อบางองค์ก็เข้าสิงสามเณร  สามเณรเทศน์แต่ว่าเทศน์ แล้วมีแต่ด่าทั้งนั้น ด่าคนนั้นด่าคนนี้แล้วพอเทศน์จบนี่ต้องกินน้ำตาลเมาขันใหญ่หนึ่ง เพราะว่าหลวงพ่อ องค์นั้น สมัยเมื่อยังมีชีวิตอยู่ชอบน้ำตาลเมาเพราะฉะนั้นพอเทศน์เหนื่อยแล้วก็บอกว่า เอาน้ำตาลเมา มาให้กูกินสักขันหนึ่ง กูเหนื่อยเต็มทีแล้ว ชาวบ้านเอาน้ำตาลเมามาถวายอีก และก็เป็นหลวงพ่อไปได้  คนก็นับถือไปได้มันเป็นอย่างนี้ ฐานคือความเชื่อ     ที่ผิดนั้นมีอยู่ในใจมานานเพราะฉะนั้นใครจะชักจูงไปทางไหนก็ได้ทั้งนั้น  ศักดิ์สิทธิ์อะไรก็ได้ อ้ายโน่นก็ได้กลายเป็นเรื่องขลังไปหมดในประเทศไทย เป็นเรื่องศักดิ์สิทธิ์ไปหมด  ไม่ใช่เรื่องของพระพุทธศาสนา   ถ้าเรานับถือพระพุทธศาสนาให้ถูกต้องแล้ว   เราไม่ได้สนใจใน เรื่องความขลังในเรื่องความศักดิ์สิทธิ์เหล่านั้น แล้วก็ไม่ต้องไป เช่นสำนักต่างๆทรงเจ้าเข้าผี สำนัก นั่นสำนักนี่เราอย่าสนใจเลย อย่าไป ไปแล้วโง่หนักเข้าไปทุกวัน ถ้าไปตามสำนักนั้น เขาก็จูงไปใน ทางอะไรต่ออะไร  แล้วถ้าสนใจมากๆจะเป็นโรคประสาท  เพราะว่าไปเชื่อเจ้ามากเข้าจะเป็น โรคประสาท  ทำไมจะไม่เป็น  เพราะผีมันเข้า เชื่อผี ทีนี้ไปเป็นลูกศิษย์ผี ผีก็เข้าเลยเป็นโรคประ สาทไปเลย เพราะเชื่อผิดนั่นเอง ลูกหลานลูกเล็กเด็กน้อยของเราสอนให้มันเชื่อถูกๆไว้ อย่าให้มัน ไปหลงใหลกับสิ่งเหลวไหลเหล่านั้น  เราสอนธรรมะให้เขาเข้าใจตั้งแต่เบื้องต้น  สร้างฐานให้ถูก  แล้วต้นมันจะถูกดี  ถ้าเราสร้างฐานผิดก็จะเกิดปัญหา  มีเยอะที่คนเป็นโรคประสาทเพราะความเชื่อ เหลวไหล  เช่นว่ามีพระพุทธรูปอยู่ในบ้านวางไว้บนหิ้ง  นานๆหิ้งมันเก่า พอหิ้งเก่ามันก็เอียงไป  เห็นพระเพียงไปก็นึกว่า แย่แล้วครอบครัวเราจะแย่เลยกลัวเป็นโรคประสาทไปเลย มีอยู่ครอบครัวหนึ่ง เหมือนกับเอาโรงพยาบาลไปไว้ในบ้านนั่นแหละ พ่อบ้านก็เป็นโรคประสาท  แม่บ้านก็เป็นโรคประสาท คนที่ไม่เป็นบอกว่า ทำไมจะไม่เป็นมันเชื่อสิ่งเหลวไหลทั้งบ้านเลย อะไรๆ ก็เลอะเทอะไปหมด ไม่มีธรรมะเลยเชื่อแต่เรื่องเหลวไหล ไหว้แต่เรื่องเหลวไหลทั้งนั้น อย่างนี้อัน ตรายเหมือนกัน   ความเชื่อผิดนี้ทำให้เป็นฐานแห่งโรคภัยไข้เจ็บทางด้านจิตใจได้ลองศึกษาคนที่เป็น โรคประสาท  มีความเชื่อเหลวไหลบางสิ่งบางอย่างอยู่ในจิตใจ  เชื่อผีบ้างเชื่อเทวดาบ้างเชื่อสิ่ง ศักดิ์สิทธิ์บ้าง แม้จะเชื่อพระก็เชื่อไปในเรื่องขลังๆในเรื่องศักดิ์สิทธิ์มีฤทธิ์มีเดชไปต่างๆนานา แล้ว ผลที่สุดก็โรคประสาทกิน เพราะไม่มีปัญญาไม่รู้จักใช้สติคุ้มครองจิตใจ ปัญหามันเกิดมากขึ้น อันนี้แหละ เป็นเรื่องสำคัญ จึงอยากจะพูดให้ญาติโยมเข้าใจไว้ว่า อย่าไปหลงไหลในสิ่งเหล่านั้น ถ้าเราจะ มีไว้ก็มีไว้เป็นเครื่องเตือนใจให้เราได้ประพฤติธรรมเท่านั้น    แต่ถ้าไปเชื่อว่าสิ่งเหล่านั้นมีฤทธิ์มี เดชจะทำให้เราเป็นอย่างนั้นอย่างนี้  ถ้าไปเชื่อในรูปอย่างนั้นแล้ว ก็เป็นอันว่าเตรียมไปปากคลอง สานได้ เป็นกันแยะเป็นกันบ่อย เด็กๆก็เป็นกันบ่อย ถ้าเราจะให้เด็กของเราห้อยพระสักองค์หนึ่ง  ก็สอนให้เขาเข้าใจว่า ที่ให้ห้อยพระไว้ไม่ใช่ เรื่องอะไร เพื่อให้ได้นึกถึงพระไว้บ่อย จะได้เป็นคนไม่ขี้เกียจเหลวไหล ไม่ประพฤติชั่วไม่ดื้อไม่ รั้น คนมีพระต้องเป็นคนอ่อนโยน ต้องเชื่อฟังพ่อแม่ ต้องเคารพครูบาอาจารย์ ต้องขยันเรียนหนัง สือเรียกว่าเป็นคนดี อย่าไปเที่ยวว่านี้หลวงปู่นั้นมีไว้ป้องกันอันตราย สร้างฐานผิดให้เด็กแล้ว ที่นี้เด็ก มันก็เชื่อผิด  โตขึ้นก็ผิดไปเรื่อย  ความเชื่อเหลวไหล  ในบางครอบครัวเชื่องอย่างนั้น เชื่อหมอดู บ้างอะไรบ้าง เรียกว่าเป็นโรคหมอดูขึ้นสมองก็มี เลยจะทำอะไรก็ต้องดูหมอก่อน เลยก็ไม่ต้องทำอะ ไร หมอบอกว่าเดือนนี้ทั้งเดือนดวงไม่ดี เลยนั่งงอก่องอขิงอยู่อย่างนั้น ดวงไม่ดีไม่ต้องทำอะไรแล้ว  รอให้ดวงดีก่อนก่อนจึงจะทำ แล้วมันจะไปรอดได้อย่างไร พระพุทธเจ้าไม่ได้สอนให้เราเชื่ออย่างนั้น ให้เชื่อว่า ดีอยู่ที่เราทำ ชั่วอยู่ที่เราทำ ดีอยู่ที่เราคิด ชั่วอยู่ที่เราคิด อะไรๆเกิดขึ้นเพราะตัวเรา เอง  ไม่เพราะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ช่วยให้ เหมือนกับรถยนต์ไม่ใช่ว่าพอเจิมแล้วมันจะไม่ตกคู เขาเจิมไว้ เพื่อเป็นเครืองเตือนใจ เจิมเป็นรูปจุดๆเป็นหุ่นพระพุทธรูป ให้คนขับไว้ดูว่านี่พระนะ พระท่านว่าอย่า ประมาท  อย่าฝืนกฎจราจร ขับให้เรียบร้อย อย่างนั้นมันก็ช่วยได้ แต่นี่นึกว่าไม่เป็นไรถ้าหลวงพ่อนั้น เจิมแล้วปลอดภัยแล้วประเดี๋ยวก็ลงไปลงแช่น้ำเท่านั้นเอง เชื่อผิดมันก็เดือดร้อน เราต้องเชื่อให้มัน ถูกทาง  ให้ตรงตามหลักของพระพุทธเจ้า  นี่เป็นเรื่องที่น่าคิด  จึงนำมาพูดกับญาติโยมทั้งหลาย  ให้เข้าใจจะได้แก้ไขสิ่งเหล่านี้ยิ่งเราเกี่ยวข้องกับคนมากๆ  พยายามจูงให้เข้าในทางดีทางชอบ ชี วิตเด็กก็จะเรียบร้อย ผู้ใหญ่ก็จะเรียบร้อย ดังที่กล่าวมาก็พอสมควรแก่เวลา ขอยุติไว้เพียงเท่านี้