ปาฐกถาธรรม เรื่อง พระจริยาวัตรของนายหลวง โดย พระเทพวิสุทธิเมธี (ปัญญานันทภิกขุ) วันอาทิตย์ที่ ๔ ธันวาคม ๒๕๒๐ ญาติโยมพุทธบริษัททั้งหลาย ณ  บัดนี้ถึงเวลาของการฟังปาฐกถาธรรมะ อันเป็นหลักคำสอนในทางพระพุทธศาสนาแล้ว ขอ ให้ทุกท่านอยู่ในอาการสงบ ตั้งอกตั้งใจฟังด้วยดี เพื่อให้ได้ประโยชน์อันเกิดขึ้นจากการฟังตามสมควร แก่เวลา วันนี้เป็นวันอาทิตย์แรกของเดือนธันวาคม ตรงกับวันที่ ๔ ธันวาคม ซึ่งเราทั้งหลายถือว่าเป็นวัน สำคัญวันหนึ่งของชาติบ้านเมือง    เพราะว่าเป็นวันคล้ายวันประสูติของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวซึ่งเรา เรียกว่า  วันเฉลิมพระชนม์พรรษา  พิธีการเฉลิมพระชนม์พรรษาปีนี้  ได้จัดทำเป็นพิเศษหลายอย่าง หลายประการ  ก็เพราะว่าองค์ประมุขของพวกเราทั้งหลายมีพระชนมายุครบห้าสิบพระชันษา  เสวย ราชสมบัติมาครบหมื่นวันพอดี  ในวันที่  ๕ เรียกว่า ครบหนึ่งหมื่นวันพอดี ประชาชนชาวไทยทั่วไปนั้น  แม้แต่ชาวต่างประเทศที่มาอยู่ในประเทศไทย ย่อมมีความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ท่าน  ที่ได้รับความสุขสบายตามสมควรแก่ฐานะ   ก็ย่อมจะมีความปลื้มอกปลื้มใจเป็นธรรมดา  ญาติโยมทั้ง หลายทุกถ้วนหน้าย่อมมีความรู้สึกดีใจ ในการที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระชนม์มาได้ถึง ๕๐  ปี แล้วก็มีพระอนามัยสมบูรณ์ มีความเป็นอยู่ที่เป็นประโยชน์ เป็นความสุขแก่ประชาชนตลอดมา อันนี้นับ ว่าเป็นบุญของพวกเราชาวไทยทั้งหลาย   ที่ได้มีองค์ประมุขประกอบด้วยธรรมะ  เรียกว่าเป็นธรรม มิกมหาราช  คือพระราชาผู้ทรงธรรมอย่างแท้จริง  ทรงปฏิบัติพระองค์เป็นประโยชน์แก่ประชาชน ราษฎร์ทั่วไป ทุกเวลานาทีที่พระองค์จะทรงกระทำได้ ถ้าเราสำรวจดูพระจริยาวัตรของพระองค์แล้วก็จะพบว่า ได้ทรงกระทำอะไรอย่างมากมาย ที่ เป็นประโยชน์แก่ชาติแก่บ้านเมือง  ไม่มีพระเจ้าแผ่นดินพระองค์ใดที่เข้าถึงประชาชน ยิ่งไปกว่าพระ เจ้าแผ่นดินของเราพระองค์นี้  แม้ในหลวงรัชการที่  ๕ ก็พยายามทรงเข้าถึงประชาชนอยู่เหมือนกัน  แต่ว่าในสมัยปัจจุบันนี้ ประเจ้าอยู่หัวรัชการที่ห้าเข้าถึงประชาชนแต่บางส่วน แต่ในหลวงองค์ปัจจุบันนี้ เข้าถึงประชาชนทุกหนทุกแห่ง   แม้คนที่อยู่บนดอยบนภูเขา   อยู่ในป่าในดงห่างไกลจากความเจริญ  เช่นพวกชาวเขาในจังหวัดภาคเหนือ พวกกระเหรี่ยงในจังหวัดเพชรบุรี ราชบุรี กาญจนบุรี พระองค์ ก็ได้เสด็จไปเยี่ยมเยียนคนเหล่านั้น  ผูกมิตรกับคนเหล่านั้นให้ความอุ่นอกอุ่นใจแก่คนเหล่านั้นตลอดมา  จนคนเหล่านั้นเคารพรักในพระองค์เหมือนกันรักพ่อของตนเองก็ว่าได้   อันนี้เป็นพระจริยาวัตรอันน่า เลื่อมใสขององค์พระมหากษัตริย์ของเราที่ได้ทรงปฏิบัติตลอดมา พระองค์เสด็จไปในที่ใดก็เรียกว่าไป อย่างพระสุคต คือไปดีมาดีตามหลักสุคโตในหลักทางพระพุทธศาสนา สุคโตในทางพระพุทธศาสนานั้น หมายความว่า  มาดี  อยู่ดี ไปดี มาเพื่อประโยชน์เพื่อความสุขแก่คนเหล่านั้น อยู่เพื่อประโยชน์เพื่อ ความสุขแก่คนในที่นั้น     เวลาจากไปก็ทิ้งสิ่งที่เป็นประโยชน์ไว้ให้คนเหล่านั้นได้ใช้สอย    ทิ้งคุณ งามความดีไว้เป็นเครื่องประทับใจของคนทั้งหลาย ให้ได้เคารพสักการะบูชา อย่างนี้เรียกว่า เป็นสุคโต เหมือนพระผู้มีพระภาคเจ้าของชาวเราทั้งหลายนั้น ได้พระนามว่า พระสุคต หรือสุคโต ก็เพราะ พระองค์อุบัติมาเพื่อประโยชน์เพื่อความสุขแก่ชาวโลกทั้งหลาย  ดำรงชนม์ชีพอยู่ถึงแปดสิบปี แต่ว่าปฏิ บัติหน้าที่ในฐานะพระพุทธเจ้าเป็นเวลาสี่สิบห้าปี สี่สิบห้าปีนั้นเป็นสี่สิบห้าปีแห่งการกระทำสิ่งซึ่งเป็นประ โยชน์เป็นความสุขแก่ประชาชนตลอดเวลา  ด้วยการแจกธรรมะให้แก่เขาเหล่านั้น คนได้รู้ได้เข้าใจ ธรรมะมากมาย ได้พ้นไปจากความทุกข์ความเดือดร้อนในชีวิตประจำวันมากมาย แล้วพระองค์ก็เสด็จ ปรินิพพาน เมื่อพระชนมยุแปดสิบพระชันษา งานที่พระองค์ทำนั้นยังเหลือมาจนถึงพวกเราทุกวันนี้ พระ องค์จึงได้ชื่อว่าเสด็จมาสู่โลกนี้ดี     อยู่ในโลกก็ดี    สิ้นพระชนม์จากโลกนี้ไปแล้วก็ทิ้งสิ่งที่เป็นคุณ งามความดีให้ชาวเราทั้งหลายได้นำมาใช้ดับทุกข์ดับร้อนต่อมา   จนกระทั่งบัดนี้ยังไม่จบสิ้น  เราจึง เรียกพระองค์ว่า   พระสุคต   พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของเราพระองค์นี้   ทรงดำเนินชีวิต ตามรอยบาทของพระพุทธเจ้า คือพระองค์อยู่เพื่อประโยชน์เพื่อความสุขแก่ประชาราษฎ์ ไม่ได้อยู่เพื่อ ความสุขสบายเฉพาะส่วนพระองค์ แล้วก็ไม่ต้องเสด็จไปไหน อยู่ที่ในวังสวนจิตรตลอดเวลา เพราะว่า สะดวกสบายทุกประการแล้ว  แต่พระองค์หาทรงกระทำเช่นนั้นไม่ เพราะพระองค์มีความสำนึกในน้ำ พระทัยว่า  พระองค์เป็นพระเจ้าแผ่นดินเพื่อบำบัดทุกข์บำรุงสุขประชาราฏร์ เพื่อช่วยเหลือประชาชน ให้พ้นไปจากความเดือดร้อนทางกายทางใจ เพราะฉะนั้นจึงไม่สามารถประทับนิ่งอยู่ในพระราชวังได้  ได้เสด็จไปในที่ต่างๆ อยู่ตลอดเวลา ไปเหนือไปใต้ ไปภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ไปภาคตะวันออกทั่ง ประเทศเขตไทยสถานที่ใดที่ไม่มีใครเขาไป พระองค์เสด็จไป แม้ในบางแห่งเราทั้งหลายหวาดวิตกกังวลว่า จะมีภยันตรายเกิดขึ้นแก่พระองค์ แต่ว่าพระองค์ หาทรงหวาดกลัวต่อสิ่งเหล่านั้นไม่  เพราะว่าทรงไปในที่นั้น  ด้วยน้ำพระทัยที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความ เมตตากรุณา เอาธรรมะของพระพุทธเจ้าเป็นเกราะป้องกันพระองค์ คือความมีเมตตากรุณาประจำใจ นั่นเอง  แล้วเสด็จไปแม้ในถิ่นที่มีพวกผู้ก่อการร้ายชุกชุม ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น เพราะว่าพระองค์ไม่ได้ เป็นพิษเป็นภัยกับใครๆ     แต่ว่าไปเพื่อประโยชน์เพื่อความสุขความสบายแก่คนทั้งหลาย    จึงได้ รอดปลอดภัยทุกหนแห่ง อันนี้เป็นเครื่องแสดงถึงน้ำพระทัยว่า มีแต่ความเมตตากรุณาต่อประชาราษฎร์  พระองค์ตั้งพระทัยไว้ว่าจะทำแต่ประโยชน์ทำความสุขแก่ประชาชน เหมือนกับพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เป็น บรมครู ภายหลังได้ตรัสรู้แล้ว พระองค์ก็ได้ตั้งจิตอธิษฐานว่า เราจะมีชีวิตอยู่เพื่อประกาศธรรมะ อัน เป็นประโยชน์เป็นความสุขแก่มหาชน เมื่อธรรมะยังไม่ตั้งมั่น ประชาชนยังไม่เข้าใจหลักธรามะที่พระ องค์ตรัสรู้  พระองค์ก็ยังจะไม่เสด็จปรินิพพาน  เมื่อใดสัจจธรรมตั้งมั่นอยู่ในโลกแล้ว พระองค์จึงจะ ปรินิพพาน ต่อจากนั้นพระองค์ก็เสด็จไปในที่ต่างๆ ทุกหนทุกแห่ง เพื่อแสดงธรรมแก่ประชาชนเหล่านั้น  ให้ได้รู้ได้เข้าใจในหลักธรรมะ  ให้รู้จักนำธรรมะไปใช้ให้เป็นประโยชน์  เป็นดวงประทีปนำชีวิตไป ตลอดพระชนม์ชีพของพระองค์สี่สิบห้าพรรษา    ในฐานะเป็นพระพุทธเจ้าได้ทรงปฏิบัติหน้าที่เพื่อประ โยชน์เพื่อความสุขแก่ชาวโลกอย่างสมบูรณ์ ไม่มีที่ติ แม้เมื่อมีสาวกเกิดขึ้นในวงการพระพุทธศาสนาแล้วพระองค์ก็ได้ส่งสาวกเหล่านั้นไปช่วยปฏิบัติ งาน คำสั่งที่พระองค์ส่งสาวกไปนั้น ก็สั่งว่า "เธอทั้งหลายพ้นแล้วจากบ่วงอันเป็นทิพย์จากบ่วงอันเป็น ของมนุษย์  เธอทั้งหลายจงเที่ยวไปเพื่อประโยชน์เพื่อความสุขแก่มหาชน"  ใช้คำบาลีว่า หิตายะ สุ ขายะ หิตายะก็แปลว่า เพื่อประโยชน์ สุขายะก็แปลว่า เพื่อความสุขแก่มหาชน จึงสอนพรหมจรรย์หรือ ธรรมอันไพเราะเบื้องต้น  ท่ามกลางในที่สุดแก่เขา  คนที่มีกิเลสน้อยๆ  บังปัญญาบังดวงตามีอยู่ แต่ เพราะไม่ได้ยินฟังธรรม จึงไม่รู้ไม่เข้าใจ เธอทั้งหลายจงไปสอนเขาเถอะ ไปเปิดดวงตาให้เขาได้ เห็นแสงสว่างเถิด  แม้เราเองก็จะไปเหมือนกัน คำหลังนี่สำคัญมาก ไม่ใช่เพียงแต่สั่งให้คนอื่นให้ทำ งาน แต่พระองค์ก็ได้ทรงกระทำด้วยเหมือนกัน เมื่อสั่งเหล่าสาวกออกไปแล้ว พระองค์ก็บอกว่า เรา ก็จะไปเหมือนกัน  แล้วพระองค์ก็เสด็จไปสั่งสอนประชาชนในที่ต่างๆ  เหมือนกับสาวก  พระผู้มีพระ ภาคจะทรงหยุดพักเพียงสามเดือนในฤดูกาลเข้าพรรษา    พอออกพรรษาแล้วก็ทรงจาริกไปเพื่อประ โยชน์เพื่อความสุขแก่ประชาชนต่อไป   จนกระทั่งอายุแปดสิบร่างกายไปไม่ไหว  แต่ก็ยังเดินทางอยู่ ตลอดเวลา ถ้าเราอ่านในมหาปรินิพพานสูตร อันกล่าวถึงเรื่องของการปรินิพพานของพระพุทธเจ้า จะ เห็นว่าท่านเดินทางเรื่อยไป จนกระทั่งถึงวันเพ็ญเดือนหกไปถึงสวนสาละแห่งมัลละกษัตริย์ แล้วก็เดิน ไปไม่ไหว ถ้าพูดตามภาษาเราๆง่ายๆ ก็ว่า ไปล้มลงข้างทางเดินแล้วก็นิพพาน แต่ว่าไม่ใช่ล้มแล้วดิ้น สิ้นใจไม่ใช่อย่างนั้น   ไปถึงนอนแล้วก็ลุกไม่ไหว  แต่ก็ยังตรัสสิ่งซึ่งเป็นประโยชน์แก่ประชาชนตลอด เวลา จนกระทั่งปรินิพพานหมดลมหายใจ คำตรัสครั้งสุดท้ายพระองค์ตรัสว่า "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สังขารธรรมทั้งหลายเป็นของไม่เที่ยง  เธอทั้งหลายจงทำประโยชน์ตนและประโยชน์ผู้อื่นให้ถึงพร้อมด้วยความไม่ประมาทเถิด"  อันนี้เป็นโอ วาทสุดท้ายของพระพุทธเจ้า ที่ฝากเป็นตราประทับไว้แก่ชาวโลก ให้ได้รู้ได้เข้าใจ ได้ปฏิบัติตนให้เป็น ประโยชน์แก่ตนแก่ท่าน ที่ว่าให้เป็นประโยชน์ตนนั้นไม่ใช่ประโยชน์ทางวัตถุ แต่ว่าประโยชน์ในทางขูด เกลาจิตใจให้สะอาดปราศจากสิ่งเศร้าหมองใจ     ให้ได้ผลที่เป็นความสุขอันเกิดขึ้นจากการปฏิบัติ ธรรมอย่างรวดเร็ว นี่เรียกว่าประโยชน์ตน แล้วก็ชักชวนคนอื่นให้รู้ให้เข้าใจให้ปฏิบัติในคุณธรรมนั้นต่อ ไป  อย่างนี้เรียกว่า  ประโยชน์ตน  แล้วก็ชักชวนคนอื่นให้รู้ให้เข้าใจให้ปฏิบัติในคุณธรรมนั้นต่อไป  อย่างนี้เรียกว่า  ประโยชน์ผู้อื่น  คนเราจะอยู่เพื่อประโยชน์ตนอย่างเดียวไม่ได้  แต่ต้องคิดถึงประ โยชน์แก่ผู้อื่นต่อไปด้วย เช่นเรื่องการศึกษาวิชาการเมื่อเราจบการศึกษาแล้ว เราก็ต้องใช้วิชานั้นให้ เป็นประโยชน์เป็นความสุขแก่บุคคลอื่นต่อไป  สมมติว่าเราเรียนวิชาแพทย์จบแล้ว เราก็มีปณิธานแน่ว แน่อยู่ในใจว่า  จะใช้วิชานี้เพื่อประโยชน์  เพื่อความสุขแก่ประชาชนในด้านการแพทย์ จบการศึกษา แล้ว  เราก็ต้องตั้งใจว่าจะใช้วิชานี้ให้เป็นประโยชน์แก่ประชาชนในเรื่องเกี่ยวกับการศึกษา หรือว่า เราจบวิชาอะไรก็ตาม เช่นว่าเรียนกฎหมายจบแล้ว ไม่ใช่ว่าจะออกไปเป็นทนายความเพื่ออาชีพเพื่อ เงินทองอย่างเดียว หรือเป็นผู้พิพากษาอย่างเดียว แต่ต้องคิดไว้ในใจว่า เราจะใช้วิชากฎหมายนี้เพื่อ ผดุงไว้ซึ่งความยุติธรรม  เราจะไม่ใช้วิชานี้เพื่อประโยชน์เพื่อความสุขของเราเอง เราจะใช้วิชานี้ เพื่อเบียดเบียนใครๆ  ที่รู้เท่าไม่ถึงการณ์ ที่ไม่ฉลาดในเรื่องอะไรๆ ต่างๆ อย่างนี้เรียกว่าเรียนจบ แล้วรู้จักใช้วิชาให้เป็นประโยชน์แก่บุคคลอื่นต่อไป พระสงฆ์องค์เจ้าในพระพุทธศาสนาเรานี้ก็เหมือนกัน  เมื่อเรียนจบแล้วเราจะอยู่เฉยๆ ไม่ได้  จะนอนอยู่ในกุฏิตลอดเวลาไม่ได้ แต่ว่าต้องใช้วิชาธรรมะที่เราได้เรียนแล้วนี้ให้เป็นประโยชน์แก่ญาติ โยมชาวบ้าน ด้วยการแจกแจงแสดงธรรมให้เขาเข้าใจในหลักปฏิบัติในชีวิตประจำวัน เพื่อให้เขาอยู่ อย่างมีความสุขมีความสงบ  ไม่ใช่อยู่อย่างมีความร้อนใจ อย่างตกนรกหมกไหม้อยู่ตลอดเวลา อันนั้น เป็นเรื่องที่ควรกระทำตามแนวทางของพระพุทธเจ้าในเรื่องนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของเรา พระองค์นี้ ได้ทรงปฏิบัติพระองค์สมกับเป็นพระเจ้าแผ่นดิน เพราะว่าพระเจ้าแผ่นดินนี้ เขาเรียกกันว่า กษัตริย์ เรียกว่าราชา หรือมหาราชาบ้าง เรื่องของราชานี่เกิดขึ้นอย่างไร ศัพท์นี้มันเกิดขึ้นอย่างไร มีเรื่องเล่าไว้ในพระสูตรในคัมภีร์ฑีฆนิกายของพระพุทธศาสนา  ว่าในครั้งกระโน้นเมื่อประชา ชนยังไม่เจริญในวัตถุ  ยังอยู่กันตามแบบธรรมชาติ ไปหาเผือกหามันมากินเป็นอาหาร หรือแม้จับสัตว์ มากินก็กินทั้งดิบๆ ไม่มีการหุงต้ม เพราะยังไม่มีไฟใช้ยังไม่รู้จักไฟ ยังไม่มีบ้านเรือนอยู่อาศัย ยังไม่มี ความเจริญด้วยอารยะธรรมซึ่งเป็นด้านวัตถุเลยแม้แต่น้อย เขาอยู่กันตามเรื่องตามธรรมชาติ แต่ว่าก็ มีกิเลสอยู่ในใจเหมือนกัน  กิเลสนี้มันเกิดมาคู่กับโลก  มีมนุษย์เกิดขึ้นในโลกก็มีกิเลสเกิดตามมาด้วย  กิเลสทีเกิดขึ้นก็คือตัวความเกียจคร้าน  ความเกียจคร้านนี้เกิดขึ้นแกคนคนหนึ่งในสมัยนั้น ให้เราจำ ไว้ว่าความเกียจคร้านนี้เป็นเรื่องแรกที่เกิดขึ้นก็ว่าได้ เป็นเหตุให้เกิดความยุ่งยากสร้างปัญหาอะไรๆ ขึ้นหลายอย่างหลายประการ    นายคนนั้นแกเกิดความเกียจคร้านในการที่จะไปป่า    เพื่อหาผล หมากรากไม้มากินนอนดัดหลังอยู่ในที่พัก นอนไปนอนไป มันก็หิว ก็ไม่รู้ว่าจะกินอะไร แต่ว่ามีเผือกมัน ผลไม้ที่คนอื่นเขาเก็บมาวางไว้เหลือแล้วก็ดีๆด้วย  แกก็เลยไปเอามากินตามชอบใจ กินอย่างนี้บ่อยๆ  คนที่เป็นเจ้าของกลับมาก็สังเกตเห็นว่าของมันขาดหายไป   ไม่ครบตามที่ได้ตั้งไว้   เมื่อก่อนมันไม่ เคยมีเหตุการณ์เช่นนี้  มันไม่เคยหายอย่างนี้  เหตุการณ์นี้เพิ่งเกิดขึ้น แล้วเขาก็คิดกันว่าทำไมมันจึง เกิดขึ้น ใครเป็นผู้ทำให้เหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้น ก็เลยมีคนสะกดรอยดู คือไม่ไปป่าแล้วก็แอบดูอยู่ว่าใคร เป็นตัวการทำของให้หายไป  ก็ได้พบนายคนนั้นคนขี้เกียจ  หยิบเอาของนั้นมากลืนเข้าไปในท้องเสีย หมด  ก็เลยจับได้เอาไปบอกแก่เพื่อนฝูงในที่ประชุม คือกลางคืนเขานั่งคุยกันอย่างนั้นไม่มีกองไฟ นั่ง คุยกันเขาก็จับตัวไปแสดงในที่ประชุม  ที่ประชุมก็เห็นว่าเป็นคนไม่ดี การกรำเช่นนี้ไม่ดี เพราะความ เกียจคร้านจึงเป็นเหตุให้ไปขโมยของคนอื่นมากิน ก็เลยบัญญัติขึ้นว่า ต่อไปนี้ ใครทำอย่างนี้ไม่ได้ ถ้า ขืนทำอย่างนี้แล้วก็ต้องไล่ออกจากหมู่บ้าน  สมัยนั้นไม่มีคุกขังคน การขังคุกเขาไม่กลัว ไล่ออกจากหมู่ เขากลัว   เพราะว่าอยู่คนเดียวมันอยู่ไม่ได้  เสือเอาไปกินเสียเท่านั้นเอง  มนุษย์ในป่ามันต้องอยู่ รวมกันมากๆ ถ้าอยู่คนเดียวมันก็ตายไว เลยกลัวการถูกขับไล่ออกจากหมู่ เลยก็ประพฤติตนเรียบร้อย ไม่ยุ่งยาก ต่อมาก็มีเหตุการณ์บางอย่างเกิดขึ้น  คือมีการแก่งแย่งกันเรื่องของกินของใช้ ไม่ตกลงกันตีกัน ทะเลาะกัน เพราะว่าไปเห็นต้นไม้ผลงามๆ มันก็แย่งกัน ต่างคนต่างอยากได้ เลยไปแย่งกันเกิดเป็น ปัญหาตีกันจนหัวร้างข้างแตก ได้รับความเจ็บปวด คนเราเวลาเจ็บปวดรวดร้าว มันเกิดความคิดเกิด ปัญญัติขึ้นเหมือนกันเหมือนกันเวลาสบายๆไม่ค่อยคิดอะไร  แต่พอไม่สบายมันเกิดความคิดขึ้นมา ก็เลย เกิดความคิดขึ้นมาว่า  ทำไมเราจึงต้องตีกัน ทำไมเราจึงทะเลาะกัน ก็รู้เพราะเรากันอย่างไม่มีหัว หน้า  ไม่มีใครเป็นผู้ดูแลจัดเรื่องจัดราวให้แก่พวกเรา เราจึงได้ทะเลาะเบาะแว้งกันไม่ได้การแล้ว  พวกเราต้องจัดการหาหัวหน้าไว้สักคนเถิด ก็เลยมีการประชุมกัน แล้วก็คัดเลือกเอาคนหนึ่งขึ้นเป็นหัว หน้า  คนที่เป็นหัวหน้าเขาเลือกเอาคนที่เก่งกว่าเพื่อนในทางกำลังกาย  แล้วก็มี่ความคิดความอ่านดี กว่าเพื่อนในหมู่นั้น   คนนั้นก็ได้รับเรื่องขึ้นเป็นหัวหน้า  การเป็นหัวหน้าไม่ไช่เป็นเอาเฉยๆเป็นโดย การมหาชนมติให้เป็น  เลือกให้เป็น ครั้นเมื่อได้รับเลือกให้เป็นหัวหน้าแล้วคนคนนั้นก็ได้จัดการไม่ให้ ต้องทะเลาะกันต่อไป คือแบ่งไว้เป็นเขตๆไป ว่าพวกนี้หากินในเขตนี้ คนพวกนี้หากินในเขตนี้ คนพวก นี้หากินในเขตนี้  แบ่งสันปันส่วนเป็นเขตไป  คนที่แบ่งเขตนี้เขาเรียกว่า เป็นขันติยะหรือว่าเป็นกษัตริย์  ก็คือมีหน้าที่แบ่งที่ดินจัดสันปันส่วนให้คนอยู่กันสบายนั่นเอง แล้วก็เป็นหัวหน้าเพื่อน ทำอะไรให้เกิดประ โยชน์เป็นความสุขแก่คนเหล่านั้น    เขาจึงได้พูดออกมาว่า    ราชา    ราชา   ราชานี้พูดออก มาด้วยความปลื้มใจ  มันล้นในหัวใจ  เลยเปล่งเสียงออกมาว่าราชา  ราชา คำว่าราชานั้นแปลว่า  บุคคลที่ทำกิจให้บุคคลอื่นสบายใจ   เพราะฉะนั้นจึงเอาศัพท์นี้มาใช้กับตำแหน่งของคนทิ้งเป็นหัวหน้าคือ พระราชา พระราชาก็คือบุคคลที่ทำให้บุคคลอื่นสุขสบาย ผู้มีหน้าที่ที่ทำให้ใครสบายใจนั่นเองที่เรียกว่า พระราชา   ข้าราชการก็คือผู้ทำงานแทนองค์พระราชาในตำแหน่งหน้าที่นั้นๆ   เพราะฉะนั้นข้าราช การก็คือคนที่ทำงานให้คนอื่นสบายใจ เป็นผู้ต่างหูต่างตาพระราชา ในตำแหน่งหน้าที่นั้นๆนับว่าเป็นตำ แหน่งที่มีเกียรติ  ไม่ใช่ตำแหน่งรับใช้ประชาชน แต่เป็นตำแหน่งที่ช่วยให้ประชาชนเกิดความสุขสบาย  จึงเป็นตำแหน่งที่เราควรภูมิใจ  ถ้าเราเป็นข้าราชการเพราะคำว่าราชามีความหมายไปในแง่นี้ ผู้ที่ เป็นราชาจึงเป็นบุคคลที่มีน้ำใจสูงน้ำใจเสียสละเพื่อประโยชน์ความสุขแก่ประชาชนตลอดเวลา ในหลวงรัชกาลที่ห้าได้ตรัสไว้ในที่แห่งหนึ่งว่า    การเป็นพระเจ้าแผ่นดินไม่ไช่เรื่องเอบงสบาย ไม่ใช่ตำแหน่งที่จะให้เกิดความมั่งมีศรีสุข  แต่เป็นตำแหน่งที่ลำบากยากจน  เป็นตำแหน่งที่ต้องอดทน เป็นพิเศษเพื่อช่วยเหลือประชาราษฎรทั้งหลายให้อยู่เย็นเป็นสุข    ไม่มีความทุกข์ร้อนในเรืองทุกสิ่ง ทุกประการภาระอันหนักมาตกอยู่บนบ่าพระราชา      ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อยยิ่งในสัยปกครองด้วยระ บอบสมบูรณาญาสิทธิราชด้วยแล้วอะไรก้อยู่ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทั้งนั้นเพราะฉะนั้นในหลวง รัชกาลที่ห้าท่านจึงตรัสว่า มันเป็นภาระอันหนัก มงกุฎของกษัตริย์นี่มันหนักเหลือเกิน ตัวมงกุฎไม่หนัก หรอก ถ้าเป็นให้ดีให้มีประโยชน์ เพื่อให้เกิดความสุขแก่ประชาชนแล้วมันหนัก เป็นอะไรก็ตามถ้าเป็น เฉยๆแล้วไม่มีเรื่องอะไร  เป็นพ่อบ้านเป็นแม่เรือนถ้าเป็นเฉยๆมันก็ไม่หนักอะไร แต่ถ้าเป็นให้มีประ โยชน์แล้วก็หนักเป็นสมภารเจ้าวัดก็เหมือนกันเป็นฉันแล้วนอน  ฉันแล้วนอนก็ไม่หนักอะไร  มันหนักวัด ไม่ใช่หนักอะไร  ถ้าเป็นแล้วจะทำประโยชน์ให้วัดวาแก่ประชาชนชาวบ้านนี่มันหนัก  ไม่ใช่หนักเล็ก น้อย  อาตมาเป็นแล้วรู้ว่ามันหนักแค่ไหน  แต่ว่าเรามีภาระที่ต้องแบก  มีหน้าที่ที่ต้องทำ ก็ต้องทำจน สุดความสามารถในตำแหน่งหน้าที่นั้นๆ  ทิ้งเสียก็ไม่ได้  รับเข้าแล้วก็ต้องเป็นจนตาย  เมื่อใดที่ร่าง กายมันบอกว่าไม่ไหวแล้วก็เลิกกันตอนนั้น  เพราะว่าไปไม่รอด แต่ถายังรับใช้คนได้ก็ต้องทำต่อไป นี่ มันหนักตรงนี้ การเป็นพระเจ้าแผ่นดินมันหนักตรงนี้ แล้วก็ไม่ใช่เป็นเพื่อความมั่งมี มั่งมีก็ไม่ได้ แต่ว่า มีกินมีใช้พอสมควร  ตามตำแหน่งหน้าที่  จะให้มั่งมีเหมือนมหาเศรษฐีมันก็ไม่ได้ ไม่มีโอกาศที่จะทำ อย่างนั้น เพราะคนเป็นพระเจ้าแผ่นดินนั้นประพฤติชั่วไม่ได้ ไม่เหมือนคนธรรมดาประพฤติชั่วได้ พระ เจ้าแผ่นดินประพฤติชั่วไม่ได้ ต้องอยู่ในคุณธรรมตลอดเวลา ละเลิกธรรมะทิ้งธรรมะก็ไม่ได้ ระเบียบอันใดที่เป็นข้อวัตรปฎิบัติที่พระราชาต้องปฎิบัติที่พระราชาต้องประพฤติ   ต้องประพฤติ อย่างสมบูรณ์เรียบร้อย บกพร่องไม่ได้ อันนี้เป็นเรื่องที่หนักไม่ใช่น้อย ที่จะต้องอยู่ในระเบียบอย่าวนั้น ตลอดเวลา  ในหลวงเมื่อเสด็จประเทศอเมริกาจึงพูดกับนักหนังสือพิมพ์ว่า  พวกท่านนี่เป็นนักหนังสือ พิมพ์นี่สบายมาสัมภาษณ์แล้วไปเขียนๆกลับมานอนบ้านสบาย แต่ฉันเกิดมาเป็นพระเจ้าแผ่นดิน ต้องเป็น พระเจ้าแผ่นดินยี่สิบสี่ชั่วโมง ไม่มีเวลาสบายกับใครๆหรอก ต้องเป็นพระเจ้าแผ่นดินตลอดเวลา เรา ฟังแล้วก็นึกว่า  พระเจ้าแผ่นดินนี่นอนไม่หลับ ท่านก็นอนหลับตามเรื่องนั่นแหละ แต่ว่าก็หลับอย่างพระ เจ้าแผ่นดินอีกทำอะไรก็ต้องมีระเบียบอยู่ตลอดเวลา  หลับแล้วก็ต้องตื่นเวลาเท่านั้นตื่นตามเวลาตลอด ไป  จะไปถือโอกาสว่าวันนี้นอนตื่นสายหน่อยก็ไม่ได้  ต้องตื่นตามเวลา เพราะว่าต้องทำพระองค์ให้ เป็นตัวอย่างแก่คนทั้งหลายอยู่ตลอดเวลา  เมื่อคราวเสด็จหัวเมืองโดยเฉพาะไปที่เชียงใหม่ประทับที่ สำนักงานเทศบาล เวลานั้นยังไม่มีวังภูพิงค์ราชนิเวศน์ เจ้าหน้าที่ก็คุ้นเคยกับอาตมาบอกว่า แหมเรา จะแย่งตื่นก่อนในหลวงสักคืนนี่มันไม่ทันสักที  ในหลวงตื่นก่อนทุกที  บอกว่า  เอาละคืนนี้จะตื่นก่อนใน หลวงให้ได้พอตื่นในหลวงตื่นแล้ว  คือท่านตื่นตามเวลา ตื่นแล้วสรงพระพักตร์สรงน้ำอะไรเสร็จแล้วก็ เจ้าหน้าที่ต้องเตรียมธูปเตรียมเทียนไว้ถวายท่าน พอได้ธูปเทียนก็เข้าห้องพระจุดธูปจุดเทียนบูชาพระ นั่งสงบพระทัยอยู่ในห้องพระประมาณครึ่งชั่วโมง  จึงเสด็จออกมาทำอะไร  ๆ  ต่อไป เขาบอกว่า ท่านทำย่างนี้ทุกคืนๆไม่มีงดเว้นบูชาพระไหว้พระทุกวัน  ก่อนบรรทมตื่นบรรทมก็ทำอย่างนั้น คือทำเป็น กิจวัตรสิ่งใดทำแล้วทำเป็นกิจวัตร  เราชาวบ้านวันนี้นึกขลังขึ้นมาไหว้พระหน่อย  พรุ่งนี้กูขี้เกียจนอน เลยแต่พระเจ้าแผ่นดินขี้เกียจไม่ได้  จะไม่ทำก็ไม่ได้ คือว่าเป็นเรื่องที่จะต้องทำ อะไรที่ต้องกระทำ ต้องทรงกระทำตามเวลาที่ได้นัดหมายไว้ ทีนี้เราลองนึกดูว่าเหนื่อยขนาดไหนหนักขนาดไหน  พระองค์ท่านเหนื่อยขนาดไหน ในประเทศ ไทยเรานี้อาตมามานั่งมองดูแล้วไม่มีใครเหนื่อยเท่าพระเจ้าแผ่นดิน    แต่ว่าถึงท่านเหนื่อยท่านก็ไม่ บอกใครว่าท่านเหนื่อยเหลือเกิน   ไม่บอกใครให้ทราบว่าฉันหนักใจเหลือเกิน  พูดไม่ได้  พระขันติ ธรรมมีอยู่ในน้ำพระทัยเต็มเปี่ยม   ไม่สามารถจะเปล่งวาจานั้นออกมาได้  คนเป็นหัวหน้าคนเขาจะ พูดว่าเหนื่อยไม่ได้   พูดว่าหนักใจก็ไม่ได้   แสดงความอ่อนแอก็ไม่ได้  ต้องเข้มแข็งอยู่ตลอดเวลา  ลองนึกดูว่าหนักหรือไม่ในการที่จะต้องเป็นอย่างนี้  ถ้าเราลองไปเป็นเข้าก็จะรู้สึกว่า  อ้อมันลำบาก  ไม่สบายการเป็นพระเจ้าแผ่นดิน มีลูกมีเต้าก็ไม่ใช่ว่าจะไปทำอะไรได้ตามสบาย ในหลวงรัชกาลที่ห้า ท่านบอกว่าอย่านึกว่าเป็นลูกพระเจ้าแผ่นดิน ไปทำอะไรแล้วจะไม่ผิด มันผิดเท่ากับลูกชาวบ้านเหมือน กันจะต้องลงโทษเหมือนกัน  ท่านว่าลุกของท่านอย่างนั้น ไม่ใช่ว่าเป็นลูกพระเจ้าแผ่นดินแล้ว ขออภัย เถอะ  ไปเบ่งกับใครต่อใครได้  ต้องอยู่ในสภาพที่เรียกว่า มีความผิดได้ถ้าผิดกฎหมาย ไปอยู่เมือง นอกจะไปแสดงตัวว่าเป็นลูกเจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดินไม่ได้   มันเปลืองสตางค์ซื้อของมันแพง   ต้องไปอยู่ อย่างคนธรรมดาอย่าไปบอกใครว่า ฉันเป็นพริ้นซ์เป็นเจ้าฟ้าขึ้นมามันยุ่งอย่างนั้น ท่านสอนลูกของท่าน ให้สงบเสงี่ยมเจียมตัว  ให้ระมัดระวังตนให้ประพฤติตนให้เรียบร้อย  เพราะฉะนั้นพระโอรสของรัช กาลที่ห้าทุกพระองค์ เรียนจบสำเร็จวิชาการ แล้วมารับใช้ประเทศชาติทั้งนั้น เสียอย่างเดียวอายุน้อย เท่านั้นเอง  แต่ละองค์มีอายุน้อย  ๆ  สี่สิบกว่าพระชันษาก็สิ้นพระชนม์แล้ว ไม่ได้มีโอกาสรับใช้ประ เทศนาน  ๆ  ทั้งที่เก่ามีความสามารถมีความรู้ เช่นกรมหลวงราชบุรี ท่านก็เก่งทางกฎบัตรกฎหมาย  กรมพระกำแพง กรมพระชัยนาท อยู่ไม่นานทั้งนั้นอายุน้อย ๆ ท่านเหล่านี้ แต่ว่าอยู่เพื่อประโยชน์ พระพุทธเจ้าว่าอยู่ในโลกวันเดียวด้วยความพากเพียรด้วยการใช้ชีวิตให้เป็นประโยชน์  ดีกว่า คนที่อยู่ไม่ทำอะไรตั้งร้อยปี อยู่ร้อยปีไม่ได้ใช้ชีวิตให้เป็นประโยชน์ไม่มีค่า อยู่วันเดียวแต่ใช้ชีวิตให้เป็น ประโยชน์มีค่ามากกว่า  แม้ท่านจะมีพระชนมายุน้อยแต่ก็ได้ทำประโยชน์มากหลาย เป็นตราประทับไว้ เหนือแผ่นดินไทย ว่าท่านเกิดมารับใช้แผ่นดิน สมกับว่าเป็นลูกพระเจ้าแผ่นดินทำหน้าที่อย่างดีงาม อัน นี้เป็นตัวอย่าง พระเจ้าอยู่หัวของเราพระองค์นี้ พร้อมด้วยสมเด็จพระบรมราชินีนาถ พระราชธิดาพระ ราชโอรสเหมือนกันหมด  ทำหน้าที่เหมือนกัน เหน็ดเหนื่อยเท่ากัน ไปไหนไปด้วยกันเข้าถึงประชาชน ด้วยกันทั้งนั้น ชาวบ้านชาวเมืองที่ได้มีโอกาสพบพระเจ้าแผ่นดินเขาปลื้มใจเหลือเกิน มีคนที่นราธิวาสคนหนึ่ง ชื่อนายอ้วน แกเป็นกำนันเก่า เป็นคนดีอยู่ในศีลในธรรมเรียบร้อยมาก  แล้วก็ขยันทำมาหากิน มีสวนเงาะสวยยาง ไม่รู้เรื่องอะไรในหลวงเสด็จไปสวนตาคนนี้ได้ไปนั่งคุยกัน ใต้ต้นเงาะใหญ่เป็นเวลาตั้งชั่วโมง แกเขียนจดหมายมาเล่าความปลื้มใจทนไม่ได้ต้องเขียนมาเล่าให้อ าตมาฟัง บอกว่าเจ้าคุณเอ๋ยตั้งแต่เกิดมาเป็นนายอ้วน ไม่มีตอนไหนที่จะดีใจเท่าตอนนี้ ดีใจที่ในหลาง เข้าไปในสวน  แล้วไปนั่งไต่ถามความเป็นอยู่ของชาวบ้านในท้องถิ่น เรื่องอะไรต่ออะไรหลายเรื่อง หลายประการ   แกเป็นคนช่างพูดช่างคุยพอสมควรแล้วก็เป็นคนขยันงาน  ก็เลยกราบทูลถวายอย่าง เรียบร้อย แกบอกว่าถึงแม้จะตายไปก็ไม่เสียดายแล้วชาตินี้ เพราะว่าได้สนทนากับในหลวงแล้ว ปลื้ม ใจนักหนา นี่มันเป็นความรู้สึกอย่างนั้น สมมติว่าเรา ๆ นั่งอยู่ในบ้าน แล้วในหลวงโผล่มาในบ้าน จะ ทำอย่างไร มันจะเป็นลมเอาเท่านั้นเอง ไม่ใช่เป็นลมเพราะอะไร ดีใจในหลวงเสด็จมาถึงบ้านดีใจ หนักหนา ถือว่าเป็นศิริมงคลแก่ตัวแก่สวน แก่บ้านแก่เรือนของเรา ในหลวงเสด็จไปนราธิวาสขึ้นไปถึง บนบ้านเข้าไปในครัว  ไปชะเง้อมองเข้าไปในครัวของชาวบ้าน  พี่น้องอิสลามดีใจเหลือเกินปลื้มใจ คุยกันไม่ขาดปาก  ถ้าเจอใครก็ต้องคุยเรื่องในหลวงก่อน ประทับใจ นี่แหละเขาเรียกว่า ทรงใช้สัง คหะอุบาย สังคหะอุบายของพระพุทธเจ้ามีสี่อย่าง  คือ ทานการให้ ปิยวาจา พูดจาอ่อนหวาน อัตถจริยา  ประพฤติตนให้เป็นประโยชน์แก่ผู้อื่น  สมานัตตา  ไม่ถือเนื้อถือตัวพระองค์ทรงทำครบ ไปไหนก็ให้ให้ ความสุขด้วยการให้เขาเห็นพระเจ้าแผ่นดินนี่ก็ให้แล้ว  เห็นพระองค์พระราชินีพระราชธิดา  นี่ก็เป็น ความสบายใจแล้ว พูดจาอ่อนหวานกับคนเหล่านั้น ทุกคนที่ได้ยินได้ฟังก็ปลื้มใจ แล้วก็ประพฤติสิ่งที่เป็น ประโยชน์แก่คนเหล่านั้นทุกโอกาสนอกจากนั้นแล้วก็ไม่ถือพระองค์  ไปนั่งบนบ้านเขาได้ไปพบพวกอีก้อ บนดอยที่อำเภอแม่จันทร์ เขาคุยว่านี่ในหลวงมานั่งตรงนี้ เก้าอี้เตี้ย ๆ ในหลวงนั่งตรงนี้ แล้วมาซดน้ำ ชากับเขา เขาว่าอย่างนั้น น้ำชาอีก้อก็ไม่น่ากินอะไรแต่ว่าในหลวงไปเสวยแล้ว แล้วจะไม่ประทับใจ อย่างไร  อีก้อเหล่านั้นเขาสบายใจ  แล้วเอาวัวไปให้ไว้ตั้งสิบกว่าตัวถามว่าวัวใคร วัวในหลวงว่า อย่างนั้น ถามว่าหลวงไหน หลวงที่บางกอกเอามาให้ ให้เราทุกคนให้ช่วยกันเลี้ยงไว้ ช่วยกันเลี้ยงวัว ในหลวงไว้อ้วนท้วนแข็งแรง ทั้งนั้น วัวบ้าง แพะบ้าง แกะบ้างเอาไปให้ไว้ เอาปลาไปให้เขาทำบ่อ เลี้ยงปลานิล  ปลานิลนี่เป็นปลาในหลวงท่านเอามาเลี้ยงมีพันธุ์มากก็เอาไปแจก  เดี๋ยวนี้ปลานิลแพร่ หลายทั่วประเทศไทย  แต่ในหลวงเองนั้นท่านไม่เสวยปลานิลเลย  เสวยไม่ได้  บอกว่าเลี้ยงมันมา เหมือนอย่างลูกจะไปกินมันอย่างไร คือเสวยแล้วนึกว่าเหมือนเสวยเนื้อลูกของพระองค์ เพราะเลี้ยง มานาน  น้ำพระทัยเป็นอย่างนี้  เป็นที่ชื่นอกชื่นใจแก่ประชาราษฏร์ผู้ได้ประสบพบเห็นได้เข้าใกล้ ได้ สนทนากับพระองค์ นี่เป็นเรื่องที่เรียกว่าเป็นพระมหากรุณา ที่ได้เสด็จไปหาประชาชนเหล่านั้น คุณธรรมของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  เขาเรียกว่าทศพิธราชธรรม มีอยู่สิบประการด้วยกัน เอา มาสำรวจตรวจสอบแล้ว  ในหลวงของเราปฏิบัติครบถ้วนทุกประการ ไม่ขาดตกบกพร่อง มีอะไรบ้าง  คือเรื่องทาน  เรื่องแรกเรียกว่า  ทานัง  หมายถึงการให้  ให้สิ่งที่เป็นวัตถุสิ่งที่เป็นประโยชน์เป็น ความสุขแก่ผู้อื่นนี่เรียกว่าทานในหลวงทรงกระทำสมบูรณ์เรียบร้อยทุกโอกาสเท่าที่ทรงกระทำได้ เอา ของไปให้เขา  ในสมัยก่อนนี้ท่านหญิง วิภาวิดี รังสิต เป็นผู้รับของจากสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวไปเที่ยว ให้ประชาชน  โดยเฉพาะจังหวัดสุราษฏร์ ท่านผู้หญิงท่านไปมาก แล้วท่านก็ไปสิ้นพระชนม์ที่นั่น ไปทำ ประโยชน์แก่คนเหล่านั้น  พวกก่อการร้ายมันยิง ความจริงไม่ได้ตั้งใจหรอก มันไม่ได้ตั้งใจจะยิงท่าน หญิงคือเฮลิคอปเตอร์บินผ่านหัวกู กูยิงทั้งนั้น มันตั้งใจอย่างนั้น มันไม่รู้หรอกว่าท่านหญิงไป เพราะว่า ท่านหญิงท่านคุ้นกับประชาชนแถวนั้น ตั้งแต่คนแก่ไปจนถึงเด็กน้อย ๆ รู้จักท่านทั้งนั้น ท่านไปเที่ยวเดิน ตามหมู่บ้าน  ไปเอาของไปให้  เคยพบท่านที่ทุ่งสง ไปเทศน์ที่โรงปูนแล้วไปพักที่นั่น ท่านก็ไปพักที่นั่น  เลยบอกว่า  ท่านหญิงมีของมาแจกคน บอกว่า ไม่ใช่ของดิฉัน ของพระราชทาน ในหลวงใช้มา ดิฉัน เป็นคนรับใช้เอาของมาให้ชาวบ้าน เอาไปที่ไหนก็ให้คนรู้ว่าเป็นของพระราชทาน ไม่ใช่ของผู้ไปแจก  ไม่ใช่ของท่านหญิง   ของพระราชทานท่านหญิงเป็นรับใช้เอาไปแจกชาวบ้าน  ชาวบ้านได้รับแจกไว้ แล้วก็เรียกว่าเป็นเครื่องปลื้มใจ บางทีนับแจกผ้าก็ไม่อยากจะนุ่ง อยากจะเก็บไว้ กลัวไปนุ่งแล้วมันจะ ขาดไปเสีย ของในหลวงเอาไปห่อผ้าแล้วไปวางไว้บนหิ้ง บางบ้านทำอย่างนั้น เขาให้นุ่ง นุ่งแล้วมัน ก็ขาดเสียเท่านั้นเอง ของในหลวงกว่าจะได้มันลำบากไม่นุ่ง ใส่ถุงไว้ดู อย่างนั้นก็มีนี่คือความสำนึกใน น้ำใจของชาวบ้านทั่วไป พระองค์ได้ทรงบำเพ็ญทานในเรื่องอาหารเรื่องเสื้อผ้า ในเรื่องหยูกยา ใน เรื่องเหย้าเรือนที่อยู่อาศัย ไม่กี่วันนี้ได้ข่าวว่าสมเด็จพระบรมราชินีนาถ ไปสร้างบ้านให้พวกแม่ชี ที่วัด ป่าอุดมสมพรเมืองสกลนคร สำนักที่ท่านอาจารย์ฝันอยู่ ไปสร้างบ้านให้พวกแม่ชีอยู่ เพราะเห็นว่าอยู่กัน แออัดยัดเยียดลำบาก  พระราชินีประทานสร้างบ้านให้  ให้ที่อยู่อาศัย  บางทีเสด็จไปพบคนป่วยหนัก  อาการไม่ไหวเช่นหน้าเป็นแผลไปทั้งหน้า   หมอบ้านนอกรักษาไม่ได้ถ้าอย่างนั้น  กินยาต้มไปก็กินไป อย่างนั้นไม่หาย ทรงอนุเคราะห์ในคนไข้ในบรมราชูปถัมภ์ ส่งโรงพยาบาล เคยคุยกับนายแพทย์ศิริราชว่าต้องเตรียมไว้เสมอเตรียมห้องไว้พิเศษสำหรับคนไข้ของสมเด็จ ท่าน ของในหลวงท่าน เพราะว่าภาคเหนือเจอก็ส่งมาแล้ว ส่งมาที่เชียงใหม่บ้าง เชียงใหม่บางทีก็ไม่ มีเครื่องมือพอก็ส่งมากรุงเทพฯให้หมอผู้ชำนาญรักษา บางคนไม่มีตาตาบอด ให้มาใส่ดวงตาให้ ให้ได้ เห็นแสงสว่างสบายใจเที่ยวอวดใคร  ๆ นี่ตาของในหลวงท่านให้ เพราะทรงอนุเคราะห์ช่วยให้มีตา  ช่วยอนุเคราะห์มากมายอย่างนี้  คนไข้มากปีหนึ่งๆ มากมายส่งมาให้รักษาเป็นคนไข้ในพระบรมราชูป ถัมภ์   นี่คือการให้ที่ทรงปฏิบัติสม่ำเสมอตลอดมาไม่ขาดระยะ   ศีล  เราพิจารณาดูศีลพระเจ้าแผ่น ดินท่านสมบูรณ์เรียบร้อย แล้วก็พูดส่วนลึกว่าน้ำพระทัยเป็นปกติ อยู่ด้วยพระเมตตาพระกรุณานี่เรียกว่า  เป็นศีลอยู่โดยปกติแล้ว  นี่ศีล มีการบริจาค ญาติโยมนึกว่ามีทานแล้วยังมีบริจาค คำว่า บริจาคนี้ ไม่ ได้หมายถึงวัตถุจาคะเขามีสองตัว  ว่าทานคำหนึ่ง จาคะ คำหนึ่ง ทานนั้นหมายถึงการให้วัตถุสิ่งของ  เช่นให้เสื้อผ้าให้หยูกยาให้เงินให้ทองอย่างนี้เรียกว่า  ให้ทาน ส่วนจาคะนั้นให้สิ่งที่เป็นกิเลสออกไป จากตัว  เช่นทำลายความเห็นแก่ตัวให้เบาไปนี่เรียกว่า  จาคะ  ทำลายความตระหนี่ให้เบาไป ทำ ลายความโลภ ความโกรธ ความหลงให้หายไปเรียกว่า จาคะ ขูดเกลาจิตใจให้สะอาดปราศจากสิ่ง ชั่วร้าย  ที่นี้คนที่บำเพ็ญจาคะก็คือว่า  เป็นผู้รู้จักใช้ชีวิตให้เป็นประโยชน์แก่ผู้อื่น  เป็นผู้ไม่เห็นแก่ตัว  เรียกว่ามีการบำเพ็ญจาคะอยู่ตลอดเวลา พระเจ้าอยู่หัวของเราทรงบริจาคอยู่ตลอดเวลาเพราะไม่มี เรื่องอะไรที่เรียกว่าเป็นการเห็นแก่ตัว  แต่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวมทั้งนั้น นี่เรียกว่าทรงบริจาคอยู่ ตลอดเวลา ประการต่อไปเรียกว่า อาชวะ หมายความว่า เป็นผู้ซื่อสัตย์ ซื่อสัตย์ต่อธรรมะ ซื่อสัตย์ต่อพระ รัตนตรัย    ซื่อสัตย์ต่อหน้าที่ที่มีต่อประชาราษฎร์   ได้ทรงปฏิบัติในเรื่องนี้อยู่อย่างสมบูรณ์เรียบร้อย  เรียกว่ามีอาชวะ มีความซื่อสัตย์อยู่ในน้ำพระทัย มัทวะ ข้อต่อไปเรียกว่า มัทวะ หมายความว่าเป็นผ อ่อนโยน อ่อนน้อมไม่แข็งกระด้าง ไม่ดื้อไม่ถือดี รับฟังความคิดความเห็นของคนอื่นตลอดเวลาเสด็จไป ที่ใดก็ไปด้วยน้ำพระทัยอ่อนโยน  ไม่แข็งกระด้างเข้าไปหาใครก็เข้าไปด้วยความอ่อนน้อมถ่อมตน ไม่ ได้เข้าไปด้วยฐานะว่า  ฉันเป็นราชา ฉันเป็นใหญ่ ฉันเป็นนาย ไม่ใช่อย่างนั้น น้ำพระทัยไม่มีลักษณะ อย่างนั้น  มีแต่ความสุภาพอ่อนโยนตลอดเวลา  ใครได้เห็นแล้วก็สบายใจ คนเราได้เห็นความสุภาพ ของคนอื่นสบายใจได้เห็นความกระด้างถือดีของใครนี้ไม่สบายใจ   ไม่ว่าใครลูกเต้าของเราถ้ามันด อกระด้างดูแล้วรำคาญตา  ใคร ๆ ที่อยู่กับเราถ้าเป็นคนกระด้างดื้อถือดี เรารำคาญ แต่ถ้าเป็นคนสุ ภาพอ่อนโยน  อ่อนน้อมสบายใจ  น้ำพระทัยของในหลวงท่านเป็นเช่นนั้นจึงเรียกว่ามีมัทวัง ข้อต่อไป เรียกว่า ตปะ หมายความว่า บำเพ็ญเพียร เผากิเลสให้เร่าร้อนการปฏิบัติหน้าที่นั่นแหละคือการเผา สิ่งชั่วร้ายในน้ำพระทัยให้หายไป มีความเพียรบำเพ็ยกิจตามหน้าที่ไม่ย่นย่อท้อถอย ไม่กลัวความยากลำ บาก  ไม่กลัวความกันดารในถิ่นที่จะไป  นี่เรียกว่า  ทรงมีตบะ  มีอำนาจมีธรรมะเป็นเดช  เป็นศิ ริมงคลสำหรับพระองค์อยู่ตลอดเวลา  อักโกธัง  ไม่โกรธใคร  ไม่เกลียดใคร ไม่ริษยาพยาบาทอา ฆาตจองเวรต่อไคร ใครทำอะไรก็ไม่ควรโกรธ ในหลวงท่านโกรธใครไม่เป็น เคยถามคนอยู่ใกล้ในหลวงรัชกาลที่หกในเรื่องนี้ว่าในหลวงรัชกาลที่หกนี่เคยโกรธใครบ้างไหม  คนที่อยู่ใกล้นี่เป็นคนอยู่ในห้อง  เป็นคนปูที่หลับที่นอนนวดฟั้นบาทาของในหลวงทีเดียว บอกว่า แหมไม่ เคยเห็นเลยตั้งแต่อยู่กันมาไม่เคยเห็นกริ้วใครเลย  ถ้าใครทำอะไรไม่เป็นที่ถูกพระทัยท่านนั่งเฉย ๆ  ไม่แสดงออกให้คนอื่นรู้ว่าโกรธ อย่างดีเพียงตรัสบอกมาเบา ๆ ว่า ซุ่มซ่าม นี่หนักแล้ว เปล่งวาจาว่า ซุ่มซ่าม  ทำอะไรไม่น่าดู เดี๋ยวเขาหาว่าพระเจ้าแผ่นดินเลี้ยงคนไม่เป็น ไม่กริ้วอย่างดุร้าย เพราะ พระเจ้าแผ่นดินสมบูรณาญาสิทธิราชพูดอะไรเป็นกฎหมายคำพูดนี่คือกฎ หมาย  มีเรื่องอยู่ในหนังสือประ วัติครูเรื่องหนึ่ง คุณหลวงอะไรแกสอนหนังสือดี ในหลวงเสด็จไปไม่รู้เนื้อรู้ตัว ไปยืนดูเขาสอนอยู่ ใน หลวงรู้ว่าครูนี่สอนดีมาก  รับเงินเดือนเก้าสิบบาทตลอดชีวิต ทีนี้ตายเลยเก้าสิบอยู่ตลอดชีวิตไม่ได้ขึ้น กับเขาเลย  ขึ้นไม่ได้ขัดพระบรมราชโองการ ออกแล้วก็ยังเก้าสิบอยู่นั่นแหละ จนตายได้เก้าสิบบาท เท่านั้น แต่ว่าความจริงได้มากออกแล้วเงินเดือนไม่ถึงเก้าสิบ แต่ก็ต้องได้เก้าสิบ นี่เขาเรียกว่า คำ ของพระราชาเป็นสัจจะ ไม่มีใครทำลายได้เป็นตัวกฏหมายสมัยนั้น เพราะฉะนั้นในหลวงท่านไม่พูดอะ ไร พูดว่าชั่วก็ไม่ได้ คือคำพูดของพระเจ้าแผ่นดินเขาเรียกว่าเป็นคำศักดิ์สิทธิ์ ตรัสอะไรออกไปไม่ได้ พระเจ้าแผ่นดินสมัยก่อนท่านไม่ค่อยไหว้พระ  คือว่าพระบางองค์บวชไม่ตลอด พระเจ้าแผ่นดิน ไหว้แล้วสึกแล้วมันอัปรีย์จัญไร เพราะฉะนั้นไม่ไหว้หรอกไหว้บางองค์ ไหว้พระสังฆราชอะไรอย่างนั้น  คือว่าแน่แล้วองค์นี้ไม่สึกแล้ว  แต่ถ้าสงสัยท่านไม่ไหว้ เพราะว่าไหว้แล้วมันไม่เป็นมงคลสำหรับผู้ไหว้  ผู้รับไหว้ เดี๋ยวในหลวงไหว้แล้วไปสึก เขาเอย ไม่ได้น๊ะสึกไม่ได้ในหลวงไหว้แล้ว เลยไม่กล้าสึกใน หลวงไหว้แล้ว เพราะฉะนั้นเรื่องในหลวงนี่เป็นเรื่องสำคัญ คุณธรรมของพระองค์มีครบทั้งสิบประการ  อักโกธัง ไม่โกรธใคร อวิหิงสัญจะ คือไม่เบียดเบียนใคร แล้วก็มีขันติคือความอดทน อวิโรธนัง ไม่มี ความขุ่นมัยในน้ำพระทัยแม้แต่น้อย   นี่เป็นคุณธรรมที่ต้องประพฤติ  เป็นพระเจ้าแผ่นดินต้องประพฤติ ธรรม  เพราะฉะนั้นพระองค์ก็ทรงประพฤติสิ่งเหล่านี้สมบูรณ์เรียบร้อย  วันนี้พูดเรื่องพระเจ้าแผ่นดิน หน่อย  เพราะว่าเป็นวันใกล้วันเฉลิมพระชนม์พรรษาพรุ่งนี้ก็เป็นวันเฉลิมแล้ว พวกเราก็ตื่นแต่เช้าทำ บุญตักบาตรอะไรไปตามประเพณี  แล้วก็ตั้งจิตอธิษฐานอวยพรให้ในหลวงพร้อมทั้งสมเด็จพระบรมราชิ นีนาถ ราชธิดา รวมทั้งสมเด็จพระราชชนนีศรีครินทร์ด้วย ท่านองค์นี้ก็เหลือเกิน ไม่หยุดไม่หย่อนอายุ เจ็ดสิบห้าแล้ว  ก็ไม่เหน็ดเหนื่อยกับเขาเลย  ไปแหมเห็นรูปแล้วสาธุ ให้ทรงพระเจริญยิ่ง ๆ ขึ้นไป เถอะ  เกิดมาเพื่อช่วยเหลือประชาชนจริง ๆ นี่เขาเรียกว่า เทพเจ้ามาเกิด เหมือนกับนารายณ์อว ตารมาเกิดเพื่อประโยชน์เพื่อความสุข นับว่าเป็นบุญเป็นกุศลของพวกเราชาวไทย ที่ได้พบพระประมุข แห่งชาติผู้ประพฤติธรรม เป็นธัมมิกมหาราชด้วยประการฉะนี้ วันนี้พูดมาก็พอสมควรแก่เวลา จึงขอยุติ ไว้เพียงนี้