ปาฐกถาธรรม เรื่อง เลี้ยงกายเลี้ยงใจ โดย พระเทพวิสุทธิเมธี (ปัญญานันทภิกขุ) วันอาทิตย์ที่ ๑ ธันวาคม ๒๕๒๐ ญาติโยมพุทธบริษัททั้งหลาย ณ  บัดนี้ถึงเวลาของการฟังปาฐกถาธรรมะ อันเป็นหลักคำสอนในทางพระพุทธศาสนาแล้ว ขอ ให้ทุกท่านอยู่ในอาการสงบ ตั้งอกตั้งใจฟังด้วยดี เพื่อให้ได้ประโยชน์อันเกิดขึ้นจากการฟังตามสมควร แก่เวลา เมื่อตะกี้นี้ญาติโยมได้ทำวัตรสวดมนต์ เพื่อเป็นการท่องบ่นถึงหลักคำสอนในทางพระพุทธศาสนา  อันเป็นบทสวดเป็นเครื่องเตือนจิตสะกิดใจให้เกิดความคิดนึกในทางที่ถูกที่ชอบ   บทสวดมนต์แต่ละบท แต่ละตอนนั้น  ล้วนแต่เป็นคำสอนที่เตือนใจเรา  ให้เกิดความคิดในทางดีงามทั้งนั้น การสวดมนต์ใน ทางศาสนาของเรานั้นไม่ใช่เป็นการสวดเพื่อวิงวอนขอร้องอะไรๆ จากสิ่งหนึ่งสิ่งใดแต่ว่าเราสวดเพื่อ ท่องบ่นคำสอนไม่ให้ลืม เพื่อจะเป็นเครื่องเตือนจิตสะกิดใจ ให้เราได้คิดนึกในเรื่องนั้นบ่อยๆ คนโบรา ณเขาพูดว่าสวดมนต์เป็นยาทา ภาวนาเป็นยากินยาทาเท่านั้นหมายความว่าเป็นยาที่ทาภายนอก เช่นว่า เป็นโรคบวมก็เอายามาทา  เพื่อให้ความบวมลดน้อยลงไปหรือว่าความเจ็บปวดน้อยลงไป สวดมนต์ก็ คล้ายกับเป็นยาทาภายนอก เพื่อให้ร่างกายเป็นปกติ ส่วนภาวนานั้นเป็นยากิน   หมายความว่าเป็นเครื่องฟอกอย่างแท้จริง  ให้จิตใจเราสะอาด, สว่าง,สงบขึ้น  จึงต้องทำควบคู่กันไปตลอดเวลา ถ้าเรามีการสวดมนต์บ่อยๆ ก็จะเป็นเครื่องช่วยสะ กิดใจให้เกิดความคิดความนึกในทางที่ถูกที่ชอบ แล้วก็เพื่อกันไม่ให้ลืมเรื่องที่เราจะนึกจะคิดในทางจิต ใจ  เพราะฉะนั้นผู้ที่เรียบเรียงบทสวดมนต์เหล่านี้ จึงเรียบเรียงเอาเรื่องที่สำคัญที่สุดมาให้เราสวด เราบ่นเพราะว่าคำสอนในทางพระพุทธศาสนาที่เป็นเรื่องสำคัญนั้น ก็สอนไม่ให้มีความยึดมั่นในขันธ์ห้า นั่นเอง คราวหนึ่งพระไปลาพระพุทธเจ้า เพื่อจะเดินทางไปสั่งสอนประชาชน พระพุทธเจ้าท่านถามว่า เธอได้ไปหาแล้ว  คือตามปกติเวลาพระจะไปไหน  ก่อนจะมาทูลลาพระพุทธเจ้า ก็มักจะไปหาพระ สารีบุตรก่อน การที่ไปหาพระสารีบุตรนั้น ก็เพื่อจะไปรับคำแนะนำในการที่จะออกปฏิบัติงานสั่งสอนประ ชาชนในที่ต่างๆ   เพราะว่าพระสารีบุตร  เป็นผู้เข้าใจในเรื่องหลักการสอนแก่ประชาชนแล้วก็รู้ว่า ควรจะสอนอะไร ให้คนเหล่านั้นเกิดความรู้สึกความเข้าใจ พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงเตือนพระทั้งหลาย ไว้ว่า เมื่อจะไปไหนควร จะไปปรึกษาหารือ กับท่านพระสารีบุตรก่อนพระองค์จึงได้ถามอย่างนั้น พระ เหล่านั้นก็กราบทูลว่าได้ไปหาพระสารีบุตรแล้ว    พระองค์ก็ได้ถามต่อไปอีกว่าพระสารีบุตรได้กล่าว กับพวกเธออย่างไร  พระเหล่านั้นก็กราบทูลว่า พระสารีบุตรได้กล่าวแนะนำว่า สิ่งทั้งหลายไม่ควรจะ เข้าไปยึดมั่นถือมั่น สิ่งทั้งหลายก็คือนามรูปนั่นเอง ได้แก่ขันธ์ห้าเป็นสิ่งไม่ควรจะเข้าไปยึดมั่นถือมั่นว่า เป็นตัวเป็นตนเป็นเราเป็นเขา อันนี้เป็นคำเตือนของท่านสารีบุตร ท่านรับคำนี้มาจากพระผู้มีพระภาค เจ้า  เพราะว่าศาสนาของพระผู้มีพระภาค  ก็มุ่งสอนในเรื่องอย่างนั้น สอนให้รู้ว่า ขันธ์ห้า คือ รูป  เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ อันรวมกันเข้าเป็นชีวิต เป็นตัวตนตามสมมติเป็นสิ่งไม่ควรจะเข้าไปยึด ถือมากเกินไป เพราะเมื่อเข้าไปยึดมั่นแล้ว ก็จะเป็นเหตุให้เกิดความทุกข์ความเดือดร้อนในทางจิตใจ ด้วยประการต่างๆ เรื่องนี้เป็นหลักที่สำคัญอันหนึ่งในทางพระพุทธศาสนา เพราะฉะนั้น ท่านจึงเอามา ผูกเป็นบทสวดให้เราสวดว่า อิธะ ตะถาคะโต โลเก อุปปันโน พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า เกิดขึ้นแล้วในโลกนี้ แล้วก็ทรงสอนเรื่องอย่างนี้ ที่เราสวดไปนั้นเป็นการสวดคำสอน เช่นสวดว่า รูปัง อนิจจัง  รูปไม่เที่ยง เวทนาอนิจจา เวทนาไม่เที่ยง สัญญาอนิจจา สัญญาไม่เที่ยง สังขารา อนิจจา  สังขารไม่เที่ยง  วิญญานัง อนิจจัง วิญญาณไม่เที่ยง ก็เพื่อจะให้เรารูปหลักความจริงของชีวิต ว่ามัน ไม่เที่ยงไม่แท้อย่างไร ปกติของคนเราทั่วๆไปนั้น  มักจะมองอะไรในสิ่งที่ตรงกันข้ามกับความจริง ความจริงมันเป็น อย่างหนึ่งแต่เรามองเป็นอีกอย่างหนึ่ง   การมองตรงกันข้ามกับความจริงนั้น   ก็เรียกว่ามองผิดไป  วิปลาสคลาดเคลื่อนไปเพราะการมองผิดไปในรูปอย่างนั้น      เป็นเหตุให้เกิดความทุกข์ทางใจ  ความทุกข์ทั้งหลายที่เกิดขึ้นในใจของเรานั้น  ก็เนื่องจากว่าเราไม่เข้าใจในเรื่องนั้นๆ ตามสภาพที่ ควรจะเข้าใจ ความจริงมันเป็นอย่างหนึ่ง แต่เราเข้าใจเป็นอีกอย่างหนึ่ง เมื่อเราเข้าใจผิดไป จากความจริง ก็ย่อมจะเป็นปัญหา ทำให้เกิดความทุกข์ความเดือดร้อน คล้ายกับคนเห็นเชือกเป็นงู ไป  หรือเห็นงูเป็นเชือกไป  เห็นเชือกเป็นงูมันก็ผิด เห็นงูเป็นเชือกมันก็ผิดเหมือนกันให้โทษทั้งนั้น  เช่นว่าเราเห็นเชือกเป็นงูเราตกใจวิ่งหนี  อาจจะไปหกล้มแข้งหักขาหักก็ได้ เห็นงูเป็นเชือกก็นึก ว่าเป็นเชือกเลยไปจับเข้า  พอไปจับเข้างูก็แว้งกัดเรา ทำให้เกิดความทุกข์ความเดือดร้อนในภาย หลัง อย่างนี้เรียกว่าเป็นเรื่องของความเห็นผิดไปจากความจริง จึงเป็นเหตุให้เกิดปัญหา ในทางพระ พุทธศาสนานั้นสอนให้เรามองอะไรให้ชัดแจ๋วตามสภาพที่เป็นจริง คือมองให้เห็นว่า ความจริงมันเป็น อย่างไร เนื้อแท้สิ่งนั้นเป็นอย่างไร ในภาษาธรรมท่านเรียกว่า ยถาภูตัง ญาณทัสสนัง พูดสั้นๆ ว่ายถา ภูตญาณ ยถาภูตญาณ แปลว่าความรู้ที่ถูกต้องตามที่เป็นจริง เรื่องความรู้ที่ถูกต้องตามสภาที่เป็นจริงนี้ มันกินความได้ทุกแง่มุม ไม่ว่าในเรื่องอะไรอันเกี่ยว ข้องกับชีวิตของเราแล้ว ถ้าเรารู้ชัดรู้ถูกต้องตามที่เป็นจริง มันก็ไม่ยุ่งอะไร แต่ถ้ารู้ไม่จริงแล้วมันก็ยุ่ง ทำให้เกิดเป็นปัญหามีความทุกข์มีความเดือดร้อนในทางจิตใจด้วยประการต่างๆ  มีคนเป็นจำนวนไม่ ใช่น้อย  ที่รู้อะไรก็รู้ผิดพลาดไป คิดเขวไป ออกนอกลู่นอกทาง แล้วก็เป็นเหตุให้เกิดความเดือดเนื้อ ร้อนใจ  กังวลใจอยู่ตลอดเวลา  จะยกตัวอย่างให้เห็นง่ายๆ  เรื่องในครอบครัวไม่ใช่เรื่องอื่นไกล  เพราะว่าในครอบครัวนี้ย่อมมีปัญหา  มีอะไรๆ เกิดอยู่เสมอด้วยกันทั้งนั้น ในบางครอบครัวมักจะมีปัญ หาเกิดขึ้น คือปัญหาเดี่ยวกับว่า มีสมาชิกในครอบครัวเข้าใจผิดในเรื่องบางสิ่งบางประการ แล้วก็เกิด ความวุ่นวายขึ้นด้วยประการต่างๆ ตัวอย่างที่เห็นง่ายๆ คือปัญหาลูกเต้าที่เราเอามาเลี้ยงไว้บ้าง หรือ ว่าเป็นลูกที่ติดพ่อมาบ้างติดแม่มาบ้าง มักจะมีปัญหา ลูกติดพ่อไม่ค่อยจะมีปัญหาเท่าใด แต่ลูกติดแม่มักจะ มีปัญหาเกิดขึ้นในครอบครัว มีคนคนหนึ่งแกก็เล่าเรื่องให้ฟังว่า เรื่องปัญหานี้มันเกิดขึ้นก็เพราะความเข้าใจผิดของเด็ก คือ ว่าพ่อบ้านนี้แกได้ภรรยามา ภรรยาก็ไม่ใช่ตัวเปล่ามีลูกผู้หญิงติดมาด้วยคนหนึ่ง เด็กยังเล็กอยู่ไม่รู้ประ สีประสาไม่รู้เรื่องอะไรหรอก  พ่อก็มีความรักมีความเอ็นดูลูกอย่างดี  ไม่เคยนึกว่าเป็นลูกของคนอื่น  แต่นึกว่าเป็นลูกของตัว ต่อมาอยู่กินด้วยกันก็มีลูกอีกสองคน เป็นผู้ชาย แกบอกว่าแกมีลูกของแกเองเป็น ชายสองคน  แต่ในใจนั้นยังรักลูกผู้หญิงมาก เพราะว่าในครอบครัวไม่มีลูกผู้หญิง มีอยู่คนหนึ่งก็รักใคร่ เอ็นดูเป็นอย่างดี ไม่ได้มีความรังเกียจเดียดฉันท์อะไร ก็ให้การศึกษาเล่าเรียน เรียนดีไปโดยลำดับ  จนกระทึ่งจบชั้นมัธยมศึกษา   แล้วก็เข้าไปเรียนในโรงเรียนสูงขึ้นต่อไป   ในขณะที่เรียนอยู่ในโรง เรียนชั้นสูงนี่แหละ  ยายของเด็กมาเยี่ยมบ่อย ๆ คุณยายนี่คงจะขาดความรู้สึกนึกคิดในทางที่ถูกที่ชอบ  เป็นคนที่ปากไม่ค่อยจะดี  พูดคุยอะไรให้หลานฟัง คุยไปคุยมาก็เผลอไป เลยบอกว่าเธอรู้ไหมว่าพ่อนี้ ไม่ใช่พ่อของเองหรอกพ่อของเองเขาตายไปนานแล้ว แล้วแม่ของเองไปมีคนคนนี้แหละ คนนี้ไม่ใช่พ่อ ของเอง นี่เรื่องเสียมันเกิดแล้ว คือเด็กพอรู้ว่าไม่ใช่พ่อเท่านั้น มันเกิดอารมณ์ขึ้นมา เกิดความคิดขึ้น มา  นี่ไม่ใช่พ่อเรา  เรานึกว่าเป็นพ่อของเรามาเสียนาน เริ่มเปลี่ยนแปลงทางจิตใจ มีอาการกระ ด้างกระเดื่อง  จะพูดจะจาอะไร ๆ ไม่ค่อยเชื่อไม่ค่อยฟังแล้วก็มักจะโต้เถียงอะไรต่าง ๆ นานาหลาย เรื่องหลายประการ แกก็สงสัยว่าทำไมเด็กมันเปลี่ยนไปมากอย่างนั้นหรือว่ามันไปเรียนสูงขึ้นมันตื่นตัว ในเรื่องเสรีภาพมากไปพ่อแม่สอนไม่ค่อยได้  ไม่อยากให้ยุ่งคิดไปในแง่นั้น แต่ว่าทีหลังก็มาคิดได้ ว่า คุณยายนี่น่าจะบอกอะไรแก่หลานเสียแล้ว  เลยยายมาก็ถามเรื่องถามราว  พูดจากันดี  ๆ ยายก็ว่า เออคุย  ๆ  ข้าก็บอกเขาไป อันนี้เด็กมันไม่มีความคิดที่ไม่มีความคิดคือไม่ได้นึกว่าถึงไม่ใช่พ่อเกิดตัว มาก็จริงแต่ว่าได้เลี้ยงตัวมา     ให้การศึกษาเล่าเรียนเลี้ยงดูอย่างดีก็เป็นเสมือนหนึ่งพ่อเหมือนกัน  เพราะเขาเลี้ยงเรามาอย่างดี  แต่คิดไม่ได้ ความนึกในใจว่าไม่ใช่พ่อนั้นมันรุนแรง จนกระด้างกระ เดื่องเพราะไม่ได้คิดว่าเขามีบุญคุณแก่เรา   ถ้าเราคิดไม่ได้แล้วมันก็ยุ่ง   แล้วผู้ใหญ่ก็ไม่มีใครที่จะ กล่าวสอนกล่าวเตือน เวลาไปพบไปปะเพื่อนฝูงเพื่อนก็เหมือนกัน  เพื่อนนี้ก็มักจะทำให้เสียเหมือนกัน คือแทนที่จะพูด แนะแนวทางให้ความเป็นอยู่ในครอบครัวเขาดีขึ้น กลับไม่มีความคิดที่จะพูดอย่างนั้น แต่ไปพูดยุแหย่ให้ เกิดความแตกแยกเช่นพูดว่าเองอย่าไปไว้ใจนะ ไม่ใช่พ่อ เดี๋ยวดึกดื่นเที่ยงคืนเขาเข้ามาหาแกแล้วมัน จะยุ่ง  มันไปเสียถึงขนาดอย่างนั้น  แกบอกว่า แหมมันพูดไม่เข้าท่าเลยเพื่อนฝูง ผมไม่มีความคิดใน รูปบ้า  ๆ  บอ  ๆ  อย่างนั้นเลย  อายุก็ป่านนี้แล้วเลี้ยงมาก็นึกว่าเป็นลูกเป็นเต้า  ไม่เคยคิดใน ทางอกุศล แต่ว่าเพื่อนมันยุอย่างนั้น พูดให้เข้าใจผิดอย่างนั้น อยู่มาวันหนึ่งเขากำลังนั่งซักผ้าอยู่ พ่อก็ กลับมาจากขับรถ  อาชีพขับรถ  กางเกงมันเปื้อนก็เลยถอดบอกว่าลูกช่วยซักกางเกงให้พ่อด้วย เขา มองด้วยสายตาเขม็งทีเดียว มองด้วยสายตาไม่อยากซัก แล้วไม่เพียงแต่ไม่ซักยังพูดออกไปด้วยว่าไม่ ซัก  ไม่ใช่พ่อของหนูนี่ เอาไว้ให้แม่ซักก็แล้วกัน แกก็นึกขุ่นขึ้นมาเหมือนกัน เลยก็พูดว่า ลูกเข้าใจผิด เสียแล้ว ไม่ใช่พ่อที่เกิดมาก็จริงแต่ว่าพ่อรักเหมือนลูก พ่อเลี้ยงลูกอย่างดีมีความรู้สึกว่าเป็นลูกของพ่อ ตลอดเวลา เรื่องเพียงเท่านี้ทำให้พ่อไม่ได้เป็นพ่อก็ไม่ว่าอะไร ไม่อยากซักด้วยมือก็ไม่เป็นไร เพียง แต่เอาน้ำที่ซักผ้าของลูกแล้วใส่ไว้ในถังเอากางเกงของพ่อใส่ลงไป  แล้วเทลงพื้นเอาเท้าเหยียบ ๆ  สักสามสี่ครั้งก็ใช้ได้แล้ว ไม่ซักด้วยมือซักด้วยเท้าก็ยังได้ พูดไปในรูปอย่างนั้น อยู่ต่อมาเด็กคนนั้นก็อยู่ไม่ได้ในบ้านนั้น หนีไปเลย พอหนีไปพ่อกับแม่ก็กลุ้มใจ เที่ยวตามหาไปที่ นั่นไปที่นี่  ทุกหนทุกแห่งที่จะตามไปได้  เพราะเข้าใจว่าอาจจะหนีไปในเรื่องอื่น เลยก็ไปถามที่โรง เรียน  ครูที่โรงเรียนเขาตั้งปัญหาเอาเองว่า  คุณไปดุว่าอะไรเด็กให้เจ็บช้ำน้ำใจ แกก็นึกในใจว่า  พุทโธ่  ลูกเต้าเดี๋ยวนี้พูดกันไม่รู้เรื่องแล้ว พูดอะไรกันไม่ได้แล้วหรือ ที่ครูตั้งปัญหาถามอย่างนั้น แกก็ เลยไม่สนทนากับครูคนนั้น ผลที่สุดเที่ยวสืบเสาะตามบ้านเพื่อนฝูงมิตรสหาย ก็ได้พบตัวโดยบังเอิญคือว่า เขาไปนั่งทำเกี่ยวกับรถ เด็กมันเดินออกมาเจอเข้าพอเห็นมันก็วิ่งหนีเลย แกขึ้นรถวิ่งตามไป เด็กมัน เดินแกขับรถมันก็ทันกัน  พอทันก็บอกว่า ลูกจะหนีพ่อไปไหน พ่อกับแม่เที่ยวตามหามาสิบกว่าวันแล้วไม่ เป็นอันกินอันนอน งานการก็ไม่ได้ทำ อะไรก็เสียหายไปเยอะแยะ กลับบ้านเถอะลูกเอ๋ยอย่าไปคิดอะ ไรให้มันวุ่นวายไปเลยพากลับมาบ้าน   แต่ก็ยังไม่ค่อยจะเรียบร้อย  ยังกระด้างกระเดื่องอยู่  ยังมี ความรู้สึกในรูปเช่นนั้นอยู่   อันนี้มันเป็นปัญหาอยู่เหมือนกัน  ซึ่งอยากจะคิดวาควรจะทำอย่างไรดีใน เรื่องอย่างนี้ นี่รายหนึ่งที่เกิดปัญหาอย่างนี้ ทีนี้อีกรายหนี่งมีปัญหาคล้ายกัน   คือว่าแกก็บวชอยู่นาน  เป็นท่านมหาด้วย  แล้วก็เป็นคนใจอี อารมณ์เย็นไม่ขี้โกรธขี้เคืองอะไรใครอยู่วัดอยู่บ้านก็อย่างนั้น     อยู่วัดก็ทำประโยชน์มาพอสามควร  เวลาจะลาสิกขาก็สร้างกุฏิไว้ให้วัดหลังหนึ่ง  สร้างไว้เป็นอนุสรณ์บอกว่าจะตายแล้วคือจะสีกแกว่าจะ ตายแล้ว แล้วก็มาลาสิกขาไปมีครอบครัวไม่มีลูก ก็อยากจะมีลูกกับเขาบ้าง ก็เลยไปขอลูกเขามาเลี้ยง ลูกที่เอามาเลี้ยงเป็นเด็กตัวแดงนอนในเบาะ  มันไม่รู้ว่าอะไรเป็นอะไร  เอามาเลี้ยงอย่างดี  ถ นุถนอมกล่อมเกลี้ยงเลี้ยงอย่างดี จนกระทั่งเข้าโรงเรียนก็ให้เล่าเรียนจนจบชั้นมัธยม มันก็เป็นวัยทีน เอจขึ้นมาแล้ว   แกก็อยากจะให้เรียนอาชีวะต่อไป  เพราะว่าสมองที่จะไปเรียนชั้นเตรียมที่จะเข้า มหาวิทยาลัยไปไม่รอด   คะแนนมันต่ำก็เลยบอกว่าให้เรียนอาชีวะ  วันหนึ่งก็เรียกลูกมานั่งใกล้  ๆ  บอกว่าลูกเอ๋ยที่เรียนมาเท่านี้มันไม่พอกินพอใช้หรอกพ่ออายุแก่แล้วไม่กี่วันก็จะจากลูกไป  อยากจะให้ ลูกเรียนอาชีพไว้บ้าง   เพื่อจะได้เป็นทางทำมาหากินต่อไป  พอพูดอย่างนั้นมันบอกว่า  ผมไม่เรียน  เรียนเท่านี้ก็พอแล้วแกก็อธิบายต่อไปตามวิสัยของท่านมหา  อธิบายไปยืดยาวเจ้านั่นโกรธขึ้นมา  มัน บอกว่า   พ่อนี่พูดกันไม่รู้ภาษาบอกว่าผมไม่เรียนจะมาเคี่ยวเข็นให้ผมเรียน  ผมโตแล้วปล่อยผมบ้าง  ผมรู้ว่านี่ไม่ใช่พ่อผม มันออกลวดลายมันว่าไม่ใช่พอ เจ้าพ่อท่านมหาบอกว่า ลูกเอ๋ยอย่าไปคิดอย่างนั้น เลย พ่อเอาตัวเจ้ามาตั้งแต่ตัวน้อย ๆ ถนอมกล่อมเกลี้ยงเลี้ยงอย่างดี เพื่อให้เจ้าเจริญเติบโตเป็นผู้ เป็นคนพ่อจึงพูดจาอย่างนี้อย่างนั้น ให้เข้าใจด้วยความรักความเมตตา พูดไปพูดมามันโกรธขึ้นมา เข้า ไปคว้าอีโต้มาจะสับหัวพ่อเสียแล้ว หลานของพ่อนั่งดูอยู่มันมาเงื้ออีโต้ มันเอามีดดาบที่อยู่ใกล้ตัวพุ่งบึบ เข้าไป แทงตรงหน้าอกพอดีตายเลย จบฉากกันไปตอนหนึ่ง คนนั้นก็ต้องไปโรงพักกันไปตามเรื่อง ทำ ไมมันจึงเป็นอย่างนั้นความคิดมันทำไมจึงเป็นอย่างนั้น อันนี้น่าคิดมาก นี่รายหนึ่ง วันหนึ่งมีเด็กหนุ่มคนหนึ่งมาที่ศาลาหลังกุฏิ  มาถึงก็บอกว่า ผมมีปัญหาว่าอย่างนั้น มีความทุกข์มี ความเดือดร้อนใจ   ถามว่าปัญหาอะไรที่เธอมีความทุกข์ความเดือดร้อนใจ   เขาบอกว่ามีปัญหาใน ครอบครัว  เธอเป็นคนมีครอบครัวแล้วหรือยัง เป็นชายโสด แล้วมันเดือดร้อนอะไร เขาบอกวา มัน อย่างนี้   พ่อแม่ที่เลี้ยงผมไม่ใช่พ่อแม่ผม  พ่อแม่ผมตายเสียตั้งแต่ผมไม่รู้เรื่อง  เขาเอามาเลี้ยงไว้  แล้วถามว่า ที่เขาเลี้ยงเขาเลี้ยงอย่างไร เลี้ยงอย่างคนใช้หรือว่าเลี้ยงอย่างลูก ก็เลี้ยงอย่างลูกให้ ผมเล่าเรียนอะไรต่ออะไร  เวลานี้เธอทำอะไร  ผมทำงานอยู่ที่กรุงเทพฯ แล้วมีอะไร พ่อแม่ส่งจด หมายว่าให้ผมกลับไปจะให้แต่งงาน  แล้วจะให้เปิดร้านค้าขายที่โน่น  ผมรู้สึกว่าพ่อแม่ของนี่ลำเอียง  ถามว่า  ลำเอียงอย่างไร  อะไร  ๆ  ก็ให้แต่ลูกของตัว แต่กับผมนี่ให้น้อย ๆ ไม่เท่าเทียมกัน พอ พูดอย่างนั้นอาตมาก็ว่า  เอเรานี่มันต้องการมากไปเสียแล้ว  เราต้องคิดให้ดี  พ่อแม่ที่เกิดเรามานี่  ท่านตายเสียไม่มีได้เลี้ยงเรา  ถ้าสองคนนี้ไม่เอาเรามาเลี้ยงเราจะเป็นอย่างไร เราจะอยู่ได้ไหม  มีชีวิตเติบโตมาจนถึง่ขนาดนี้ได้ไหม  คิดให้ดี เท่าที่เขาเลี้ยงเรามาก็เป็นบุญคุณเหลือหลายแล้ว คนที่ เรียกว่าพ่อว่าแม่นั้นไม่ใช่เพียงคนที่เกิดสองคนเท่านั้น  คนใดอุปถัมภ์ค้ำชูเราก็อยู่ในฐานะพ่อได้แม่ได้ เหมือนกัน  เป็นพ่อที่ประเสริฐเพราะเขาไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับเรา พ่อแม่เลี้ยงเราเรียกว่าเลี้ยง ตามเรื่องที่เราจะต้องเลี้ยง จิตใจมันสัมพันธ์ในสายเลือด แต่นี่คนสองคนนี้ไม่ได้เป็นอะไรกับเราเลย  แต่เขานำเรามาเลี้ยงไว้อุปถัมภ์ค้ำชูเราอย่างดี เราควรจะบูชาน้ำใจเขา ควรจะสรรเสริญน้ำใจเขา ว่าเขามีน้ำใจเมตตากรุณายิ่งกว่าพ่อแม่ผู้ให้กำเนิด เพราะได้เลี้ยงเรามา ถ้าไม่มีคนเลี้ยงเราจะลำ บาก หรือว่ามีเลี้ยงเช่นว่าเอาไปให้คุณหญิงเพียรเลี้ยง หรือให้กรมประชาสงเคราะห์เลี้ยงไว้ ฐานะ มันจะดีเหมือนกับที่เขาเลี้ยงเราอย่างนี้ไหม  ลองคิดดูให้ดีเรื่องนี้ ทีนี้เขาก็มีลูกเป็นธรรมดา ลูกของ เขาเขาก็จะต้องให้อะไรต่ออะไร บางส่วนเขาก็แบ่งให้เราเราควรพอใจในสิ่งที่เขาให้ สมมติว่าเงินบาทหนึ่ง เขาให้แก่ลูกของเขาแปดสิบสตางค์ เขาให้เธอยี่สิบสตางค์เธอก็ควรจะ พอใจแล้ว  ดีกว่าเขาไม่ให้เสียเลย เขาให้ยี่สิบนั้นควรพอใจแล้ว แต่ว่าคนมันไม่ได้คิดในแง่นั้นหรอก  มันจะเอามากกว่านั้นจะให้เท่าเทียมกัน มันขาดความรู้สึกเจียมเนื้อเจียมตัวคนเรามันเป็นอย่างนั้น ถ้า มีสิทธิจะได้อะไรแล้วจะเอาเสียท่าเดียว จะเอาให้มากท่าเดียว แต่ไม่ได้คิดว่าสิทธิของเรามันมีเท่า ใด  ควรจะได้ขนาดไหน  ไม่ได้คิดอย่างนั้นจึงได้เกิดความต้อยเนื้อต่ำใจขึ้นมา เวลานี้พ่อแม่ที่เลี้ยง เธอสองคนกังวลใจถึงเธอ  เพราะเธอมาอยู่ไกล อยากจะให้ไปอยู่ใกล้ๆอยากจะให้แต่งงานแล้วไป เปิดร้านขายของใกล้กันนั่นคือเขาตั้งใจจะให้เธอ   ให้ภรรยาแก่เธอให้บ้านแก่เธอแล้วให้เธอทำมา หากิน เขาจะเป็นพี่เลี้ยงให้ อย่างนี้จะหาที่ไหน คนที่จะอุปถัมภ์เธอจะหาที่ไหน ที่เธอคิดจะไม่ไปว่าพ่อ แม่รักไม่เท่ากันนั้นมันผิด  สิ่งที่เขาให้แก่เธอมันมากเหลือเกินแล้ว  เท่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบันเติบโตมา ขนาดนี้แล้ว ได้มีความรู้ความสามารถขนาดนี้ใครให้ เธอไม่ลองคิดดูบ้าง ๆ พูด ๆกันจนรู้เรื่อง เข้า ใจ เขานั่งนิ่งพักใหญ่หนึ่ง แล้วก็ว่าพรุ่งนี้เห็นจะต้องกลับบ้านเสียที มันรู้เรื่องมันก็กลับ พรุ่งนี้กลับบ้าน เสียที   ผมมันไม่ได้ฟังธรรม  แล้วก็ไม่รู้เรื่องอะไร  เพื่อนฝูงทั้งหลายมันก็ไม่ได้พูดให้ผมฟังเหมือน อย่างที่หลวงพ่อพูดเลย  ใครมันจะพูดเพื่อนฝูง มันไม่ใช่นักธรรม นักศาสนา เขาจะพูดอย่างไร เรา ต้องคิดว่าเราเติบโตมาได้ด้วยอะไร  ใครเลี้ยงเราใครให้อะไรแก่เรา เราต้องตอบแทนเขา คนที่ ให้อะไรแก่เรา แม้นิดหน่อย ก็ต้องสำนึกในหน้าที่ที่ได้รับ จึงจะเป็นการชอบการควร พอพูดเข้าเรื่อง เช่นนั้นเขาก็เลยเข้าใจ คิดในใจว่าต้องกลับพรุ่งนี้เพื่อไปตามความประสงค์ของพ่อแม่ที่เลี้ยงผมมา มัน เข้าใจขึ้นมาอย่างนั้น ทีนี้คนเรามันไม่ค่อยได้พูดกันอย่างนั้น มีเด็กคนหนึ่งเขามีแม่เลี้ยง แต่ก็ไม่ค่อยถูกกัน ที่คนเราถ้า ไม่ถูกกันแล้วไปพูดที่ไหนก็ระบายออกไป  เป็นอย่างนั้น  คนอยู่ในบ้านนี้ ถ้าออกไปจากบ้านนี้แล้วเจ้า ของบ้านไม่มีดีไม่มีอะไรดีเลยเจ้าของบ้าน  มันออกไปแล้วมันก็ว่าไม่ไหวเจ้าของบ้าน  แม่บ้านก็ปาก เปียกปากแฉะ  พ่อบ้านก็ขี้เหนียว  ลูกคนนั้นก็เป็นอย่างนั้นคนนี้ก็เป็นอย่างนี้ มันว่าอย่างนั้นทั้งนั้น ทีนี้ คนฟังที่ไม่มีธรรมะในใจ โอ ท่ามันจะแย่ อย่าว่าแต่บ้านเลย วัดก็เหมือนกัน สมภารเจ้าวัดอยู่ ๆ ถ้า พระองค์ไหนออกไปจากวัดสักองค์หนึ่ง สมภารแย่ทุกทีไม่ได้ความเลยเจ้าคุณอย่างนั้นอย่างนี้ การเงิน การทองเลอะเทอะ   นั่นไม่ดีโน่นไม่ดีไปเที่ยวโพนทนาให้เจ้าบ้านเขารู้เขาฟัง   บางทีคนฟังแล้วก็ มาบอก อาตมาบอกว่า เรื่องของเขา เขาจะพูดอะไรมันก็เรื่องของเขาเราเชื่อหรือเปล่า ผมไม่เชื่อ ดีแล้วที่ไม่เชื่อ ถ้าเชื่อก็เลอะอีกคนหนึ่งเท่านั้นเอง มันเป็นอย่างนั้นธรรมดา เราได้ยินใครเขาออกไป จากบ้านเราแล้วไปพูดในรายกายแล้วอย่างนั้นเฉย ๆ เรื่องธรรมดามันก็ต้องเป็นอย่างนั้น แล้วเราไป สรรเสริญคนบ้านนี้  เป็นเครติดเป็นเกียรติแก่เรา  คนที่เขาจะรับเราไว้ เขามองเห็นเราว่าคนนี้มี คุณธรรม   เพราะออกจากบ้านไหนก็ไม่นินทาบ้านนั้น  แม้มีงานเขาก็ไม่รับให้ทำงาน  เพราะอะไร  เพราะรับไว้พอมันออกจากบ้านกูมันก็นินทากูอีก   แล้วใครมันจะเอา  นี่แหละเขาเรียกว่าคนมันไม่มี ความคิด มันจึงทำในรูปอย่างนั้น พระสงฆ์องค์เจ้าสามเณร  ศิษย์วัดชาวบ้านก็เหมือนกัน  ถ้าเป็นคนมีความคิดเขาไม่นินทาคนที่ เคยอยู่ออกไปแล้วก็สรรเสริญเยินยอคนเหล่านั้น  หลวงวิจิตรฯ  แกเคยเขียนไว้ในหนังสือว่า ที่ฝรั่ง เศสเขามีสภานักปราชญ์ราชบัณฑิต คล้ายกับราชบัณฑิตบ้านเรา ทีนี้เราถ้าหากว่าคนใดออกไป คนที่เข้า มาใหม่ต้องสรรเสริญคนนั้นมากมาย  มาถึงยืนในที่ประชุมเขาสรรเสริญคนคนนั้น เขาออกไม่มีความดี อย่างนั้นมีความรู้อย่างนั้น   มีความสามารถอย่างนั้นเป็นธรรมเนียมเขาอย่างนั้น   เรียกว่า  สรร เสริญคนที่ออกไปว่าเป็นคนดี ไม่ใช่พอออกไปแล้วคนนั้นระยำตำบอนใช้ไม่ได้ อย่างนี้มันเสีย เรื่องมัน เสียหาย  บ้านเมืองมันจะเสียหายก็เพราะความคิดของคนอย่างนี้  คนหนึ่งทำงานทำการอยู่  พอตก จากตำแหน่งไม่มีดีเลย  ชั่วอย่างนั้นอย่างนี้ฉิบหายอย่างนั้นอย่างนี้ ไม่มีอะไรดี ความจริงเขาก็ดีที่ทำ มาเขาก็ดีเหมือนกัน แต่ว่าเรื่องไม่พูดแล้ว ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น เพราะว่าคนเราไม่เอาสติพูดไม่เอา ปัญญาพูด แต่เอากิเลสเข้ามาพูด พูดด้วยอำนาจกิเลส พูดด้วยอารมณ์แค้นบ้าน เพราะว่าเคยเจ็บช้ำน้ำ ใจ  ทีนี้ไม่ได้ด่าแล้วมันไม่ภูมิใจ เลยด่าเสียทีก่อนนี้ด่าไม่ได้ ด่าให้เจ็บสักทีเลยด่า พอได้โอกาสก็ด่า อย่างนั้นอย่างนี้ ให้มันเสียหายไปเลย แต่เปล่า คนที่ถูกด่านั้นไม่ได้เป็นคนเสียหายอะไร เพราะว่าถ้า เราด่าแล้วคนมันจะเสียหายเมื่อไหร่ เสียหรือไม่เสียมันอยู่ที่การกระทำของเขา ทางพระท่านบอกว่า  สุทฺธิ  อสุทฺธิ ปจฺจตฺติ ความบริสุทธิ์ไม่บริสุทธิ์เป็นเรื่องเฉพาะตัว นาญฺโญ อญฺญํ วิโสธเย ใคร ๆ จะ มาทำใครให้บริสุทธิ์ก็ไม่ได้  จะให้เศร้าหมองก็ไม่ได้ อันนี้เป็นหลักใหญ่อันนี้ถ้าเราใช้แล้วก็สบายมาก  ไม่วุ่นวายใจไม่เกิดปัญหาในจิตใจ   เช่นใครเขาว่าเราชั่วอย่างนั้นอย่างนี้   เรารู้ว่าเราไม่ได้ชั่ว อย่างนั้น ก็ไม่มีอะไร ไม่ได้เกิดอะไรเสียหาย ไม่เกิดความทุกข์ความเดือดร้อนในจิตใจ ครั้งหนึ่ง มีเวรัญชพราหมณ์มาเฝ้า พระพุทธเจ้ามาถึงก็พูดอย่างนั้นอย่างนี้ ว่าพระองค์ไม่มีรสมี ชาติเลย หมายความว่าพระองค์เป็นคนไม่ได้เรื่อง พระองค์บอกว่าถูกแล้วพราหมณ์ เราไม่มีรสมีชาติ เพราะว่า  รสแห่งรูปเสียงกลิ่นรสสัมผัสอันเป็นเรื่องกามคุณนั้น  เราได้ละเสียนานแล้ว  เราไม่ได้ ยีนดียินร้ายในรสเหล่านั้น  อันเป็นภาษาของชาวบ้าน แทนที่พระองค์จะขุ่นเคือง เพราะพระพุทธเจ้า ท่านโกรธไม่ได้ไม่มีดวงใจจะโกรธท่านว่างจากกิเลส แต่ว่าท่านกลับพูดในทางธรรมะไปเลย บอกว่า  ถูกแล้วท่านว่าเราไม่มีรสชาติ  เพราะไม่เคยได้ยินดีในรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส อันเป็นเรื่องของ กามมานานแล้ว เขาเรียกว่า ไม่มีรสชาติ แล้วบอกอีกว่าพระองค์เป็นคนไม่ผุดไม่เกิด หมายความว่า เป็นคนเสียใหญ่แล้วไม่ผุดไม่เกิด  พระองค์บอกว่า ถูกต้องอย่างยิ่งพราหมณ์ เพราะว่าความเกิดของ เราเป็นครั้งสุดท้ายแล้วในชาตินี้ เราไม่มีการเกิดอีกต่อไป การเกิดขึ้นแห่งกิเลสใด ๆ ในน้ำใจของ เราไม่มีเราจึงเป็นผู้ที่เรียกว่า ไม่ผุดไม่เกิดแล้ว พระองค์ตอบไปในรูปอย่างนั้น ทุกแง่ไม่ว่าพราหมณ์ จะว่าอย่างไร พระพุทธเจ้าก็ตีโต้กลับมาในทางอย่างนั้น เรียกว่าไปในทางดีอันนี้เป็นบทเรียนเหมือน กัน เป็นคติสอนใจว่า เรานี้อยู่ในโลกย่อมมีคนรักมีคนชัง มีคนชมมีคนติ อย่าไปหวั่นไหวโยกโครงกับคำ เหล่านั้น เพราะว่าถ้าเราหวั่นไหวโยกโครงกับคำเหล่านั้นแล้ว ไม่มีเวลาสงบใจเลย ยิ่งคนที่ต้องทำ งานเกี่ยวข้องกับคนมาก ๆ แล้วเป็นเรื่องธรรมดา ชอบก็มีชังก็มี มนุษย์ในโลกนี้ถ้าชอบก็ต้องชม ถ้าชัง เขาก็ต้องติ    ถ้าเราไปหวั่นไหวกับคำเหล่านั้น    แต่เอาสิ่งนั้นมาพิจารณาด้วยปัญญา    เพื่อจะ ปลดปล่อยความทุกข์ทางใจออกไป อย่างนี้มันก็สบายใจ ไม่มีปัญหาอะไรที่จะเกิดขึ้น เพราะเราคิดได้ นึกได้ ปัญหามันเป็นอย่างนั้น ทีนี้หันมาพูดเรื่องเด็กในครอบครัวต่อไป ว่าเราควรจะทำอย่างไรดี มันมีปัญหาอยู่ว่าเราควรจะ ให้เด็กรู้เรื่องตามความเป็นจริงหรือไม่หรือควรจะอำพรางไว้อันนี้เป็นเรื่องที่จะต้องคิดอย่างรอบคอบ  ถ้าให้รู้มันก็ได้เหมือนกัน ดีไปเรื่องหนึ่งให้เขารู้ว่าเขาเป็นมาอย่างไรได้มาอยู่อย่างไร เช่นเราเอา เด็กมาไว้ในครอบครัวก็บอกให้รู้เสียว่าเขาเป็นมาอย่างไร แต่ว่าเรามีความรักความเอ็นดูเราจึงเอา มาเลี้ยงไว้  เพราะมันเป็นเรื่องธรรมดา อย่าว่าแต่คนเลยแม้แต่สัตว์เดรัจฉานที่เราเอามาเลี้ยงไว้ เราก็รักมัน  สุนัขตัวน้อย ๆ น่าเอ็นดูเราก็รักมัน ถึงเวลาก็อยากให้มันกินอาหาร อยากให้มันอาบน้ำ ให้มันพักผ่อนอะไรไปตามเรื่อง ถ้าเห็นหายไปเราก็นึกว่ามันหายไปไหนเที่ยวดูเที่ยวแลว่ามันยังอยู่หรือ เปล่า ถ้ารู้ว่าใครเอาไปไปอยู่ในครอบครัวที่สบายก็พอสบายใจ แต่ถ้ามันไปตุรัดตุเหร่เป็นหมาตกยาก  เราก็สงสารมัน นั่นมันสัตว์เดรัจฉาน ทีนี้คนมันมีสภาพชีวิตจิตใจเหมือนกับเรา เราเอามาเลี้ยงไว้เรา ก็ถนุถนอมกล่อมเกลี้ยงเลี้ยงอย่างดี  คืออย่าเลี้ยงแต่เพียงร่างกาย  อันนี้สำคัญมาก เลี้ยงจิตใจเขา ด้วย ให้เขาเจริญด้วยคุณธรรม คนที่เลี้ยงลูกบางคนที่เลี้ยงแต่เพียงร่างกาย  ไม่ได้เลี้ยงทางด้านจิตใจ  ยิ่งลูกที่ไม่ใช่ลูกเรา แล้วเรามักจะเลี้ยงแต่เพียงร่างกาย ไม่สนใจในเรื่องเลี้ยงจิตใจ จึงเป็นเหตุให้เกิดปัญหา ทีนี้ควรจะ ตั้งต้นว่าเลี้ยงกายด้วยเลี้ยงใจด้วย   การเลี้ยงใจก็คือต้องพูดให้เขาเกิดความสำนึกคิด  เช่นคิดใน แง่กตัญญู ในแง่ความอ่อนน้อมถ่อมตน หรือในแง่อื่น ๆ แม้ธรรมะส่วนลึกเราก็ควรสอนให้เขาเข้าใจตั้ง แต่เบื้องต้น  การสอนธรรมะสอนได้ทุกโอกาส เช่นเราพาเด็กเดินไปในสวนชมดอกไม้ เรามีดอกไม้ เป็นบทเรียนได้   มีใบไม้เป็นบทเรียนได้   มีต้นไม้เป็นบทเรียนบทสอนใจได้   สอนให้เขาได้เห็น ธรรมชาติของชีวิต ธรรมชาติของสรรพสิ่งทั้งหลายว่า มันไม่เที่ยงอย่างไร มันมีความทุกข์อย่างไร มัน มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปในรูปอย่างใดค่อยป้อนเข้าไปในจิตใจของเขา วันละเล็กละน้อย ให้เขารู้ว่าอะ ไรเป็นอะไรในเรื่องชีวิตมันคืออะไรเขาจะได้เข้าใจตัวอย่างเช่นเห็นใบเหี่ยวหล่นเกลื่อนไปหมด เรา ควรจะถือเป็นบทเรียนเป็นเครื่องสอนใจเด็กได้  แล้วก็สอนเราเองด้วย ชี้ให้เห็นว่า นี่คือธรรมชาติ ของสิ่งทั้งหลาย  สิ่งทั้งหลายมันมีการเกิดขึ้นในเบื้องต้น เช่นใบไม้มันเกิดเป็นยอดเล็ก ๆ แล้วก็ค่อย โตขึ้น ๆ จนกระทั่งเต็มที่ เป็นใบแก่แล้วก็มีใบแก่อยู่ที่ต้นไม้ ใบอ่อนที่ต้นไม้มันก็มีเราชี้ชวนให้เขาดูเพื่อ ศึกษาธรรมะจากต้นไม้  ว่านี่คือธรรมชาติส่วนหนึ่งของชีวิต ซึ่งมีการเกิดขึ้นมีการเปลี่ยนแปลง มีการ แตกสลายไป อะไร ๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตเราก็เหมือนกัน ร่างกายเราก็เหมือนกัน  เรานี่เมื่อก่อนก็เป็นเด็กตัวน้อย ๆ นอนอยู่ในเบาะเดินก็ไม่ได้ วิ่งก็ ไม่ได้นอนเฉย ๆ ต้องมีคนคอยประคบประหงมเรา คนที่ประคบประหงมเรานั่นแหละ คือผู้ที่เอ็นดูเรา สงสารเรา  ให้เราอยู่สุขสบาย  ถ้าเรานอนอยู่ไม่มีใครมายกเราเราลุกขึ้นไม่ได้  ไม่มีใครเอาอา หารมาให้เราก็กินไม่ได้ ได้แต่ร้องเท่านั้น แต่ว่ามีคนประเภทหนึ่งที่รักเราสงสารเรา ผู้นั้นก็คือพ่อแม่ ของเรา  แต่ถ้าหากว่าพ่อแม่ของเราไม่มี  คนที่มีน้ำใจเสมอพ่อแม่ก็มี เขามาดูแลเรามาเลี้ยงดูเรา  คนที่มีเลี้ยงดูเราโดยไม่ได้เกิดเรานั่นแหละ คือคนที่รักเราจริง ๆ เพราะเราไม่ได้เป็นอะไรกับเขา  แต่เขามีน้ำใจเป็นธรรมมีความรักเรามีความสงสารเรา เอาเรามาเลี้ยงไว้ ช่วยให้เราได้เติบโตขึ้น ได้มีร่างกายขนาดนี้แล้วจะเติบโตต่อไป นี่คือความรักความเมตตาที่พระพุทธเจ้าท่านสอนไว้ พระพุทธ เจ้าท่านสอนให้คนมีความรักความเมตตา   เราก็ควรจะขอบคุณพระพุทธเจ้าว่าสอนคนให้เป็นอย่างนี้  เราจึงได้มีความสุขความสบาย ถ้าพระพุทธเจ้าไม่มีในโลกไม่ได้สอนธรรมะไว้ให้คนปฏิบัติ คนก็ไม่มีน้ำ ใจเมตตากรุณา  ไม่สงสารแก่เราเราก็ลำบาก  นี่พระพุทธเจ้าท่านช่วยเราไว้ เพราะฉะนั้นเราจึง ไหว้พระองค์ทุกวัน  ๆ  อรหัง สัมมาสัมพุทโธ ภควา แล้วเราก็ไหว้คนที่ช่วยเราด้วย พูดให้เขาเข้า ใจว่า  คนที่เลี้ยงคือผู้มีบุญคุณแก่เรา เรามีชีวิตมาได้ก็เพราะผู้นั้น ควรจะตอบแทนเขาเท่าที่จะทำได้  ก็ไม่ต้องการอะไรขอให้ทำดีก็แล้วกัน  ให้ตั้งใจศึกษาเล่าเรียน ให้มีความก้าวหน้า ก็สบายใจแล้วพูด ให้เขาเข้าใจอย่างนั้น คอยเตือนคอยแนะคอยบอกเขา ถ้าเป็นลูกคนเดียวก็ไม่มีอะไรหรอก  ไม่มีเครื่องเทียบ แต่ถ้ามีลูกของเราด้วย อันนี้ต้องระวัง  คือว่าต้องทำอะไรให้สม่ำเสมอ เช่นว่าให้เสื้อแก่ลูกเราก็ต้องให้เขาด้วย สีต้องเหมือนกันอะไร ๆ มัน ต้องเหมือนกัน   อย่าให้ความคิดเปรียบเทียบว่า  ของที่สวยกว่าของน้องไม่สวยคิดอย่างนั้นแล้วเกิด ความน้อยเนื้อต่ำใจ ความน้อยเนื้อต่ำในใจคนมันสะสมทีละน้อย ๆ ค่อยมากขึ้น ๆ จนกลายเป็นเรื่อง ใหญ่   เพราะความน้อยเนื้อต่ำใจมันไม่ใช่เรื่องเล็ก  มันสะสมถึงกับฆ่ากันตาย  ถึงออกไปเป็นคอม มิวนิสต์อยู่ในป่า เพราะความน้อยเนื้อต่ำใจเพราะฉะนั้น การกระทำอะไรต้องคิดว่า อย่าให้เกิดการ เปรียบเทียบแล้วอย่าให้เกิดความน้อยเนื้อต่ำใจ   ในระหว่างคนสองคน  เช่นเรามีเด็กสองคนเรา ต้องนึกว่า ต้องให้เขาเหมือนกัน ตัดเสื้อให้เหมือนกัน ให้สตางค์ก็เท่ากันแต่อย่าให้มาก ๆ มันจะสุรุ่ย สุร่ายมากเกินไป  เรามีสตางค์ไม่ใช่จะให้ลูกจ่ายมาก ไม่ได้เดี๋ยวมันจะเสียคน ให้น้อย ๆ ให้พออยู่ ได้ ฝืด ๆ ไว้หน่อยดีมันจะได้เกิดปัญญาความคิดความอ่าน แต่ว่าบางทีเราเป็นพ่อแม่ กลัวนักกลัวลูกจะ ลำบาก กลัวลูกจะลำบากนั่นแหละลูกจะเสียคน ถ้าเรากลัวลูกจะสบายลูกจะแข็งแรงต่อ ๆ ไปข้างหน้า มันจะเก่ง มันสู้มันเก่ง ถ้าเรากลัวมันจะลำบากสบายเสียเรื่อง เลยกลายเป็นคนอ่อนแอ ไม่เข้มแข็ง ไม่รู้จักช่วยตัวเอง   ไม่รู้จักพึ่งตัวเอง  เพราะฉะนั้นให้แต่พอสมควร  แล้วให้เขาแล้วเขาสบายใจ  เวลาจะพูดอะไรก็ต้องพูดพร้อม  ๆ  กันให้เขารู้ ทีนี้ถ้าหากว่าลูกของเราอยู่ด้วย ถ้าจะพูดอะไรเป็น เรื่องเฉพาะ บอกว่าอย่าไปรังแกน้องให้สงสารเขาบ้าง เขาอย่างนั้นอย่างนี้ คอยพูดคอยแสดงไว้ ถ้า มีเรื่องทะเลาะเบาะแว้งกัน  อย่าดุเด็กที่ไม่ใช่ลูกแท้ของเรา แต่ว่าต้องใจเย็น ๆ ค่อยพูดค่อยจากัน ไป     แม้เด็กคนนั้นผิดก็อย่าลงโทษต่อหน้าอีกคนหนึ่ง    เขาจะเกิดความน้อยเนื้อต่ำใจขึ้นมาทันที  เรื่องอย่างนี้มันยุ่งเหมือนกันต้องระมัดระวัง ที่ให้เกิดความรู้สึกว่าไม่มีอะไรลำเอียง มีแต่ความเที่ยง ธรรมในเด็กสองคนนั้น เด็กก็จะอยู่กันอย่างพี่อย่างน้อง มีเหมือนกันบางครอบครัวลูกที่เอามาเลี้ยงกับลูกของตัว  อยู่กันอย่างพี่น้องเลย มันรักกันดีช่วย เหลือกันดีแล้วบางทีลูกที่เอามาเลี้ยงกลับดีกว่าลูกของตัวเองด้วยซ้ำไป   มีอยู่ครอบครัวหนึ่งที่ปักษ์ใต้  แกเป็นคนปักษ์ใต้แต่ว่าไปค้าขายอยู่ที่สิงคโปร์   มีฐานะร่ำรวยพอสมควร  ต่อมาก็กลับมาอยู่ที่สงขลา  ลูกมีสองคน  ลูกที่เอามาเลี้ยงคนคนหนึ่งเป็นลูกหัวปี  ลูกของตัวเป็นลูกคนเล็ก ลูกที่เอามาเลี้ยงมีปัญ ญากว่ามีความสามารถมากกว่า  แล้วก็ทำอะไร  ๆ ได้ดี ลูกของตัวไม่ค่อยเก่งเท่าใด ต่อมาพ่อตาย ลูกที่เป็นลูกเลี้ยงรักน้องจริง ๆ ช่วยเหลือดูแลเอาใจใส่รักษาทรัพย์สมบัติไว้อย่างดีไม่ให้เสียหาย รู้สึก ว่าเด็กที่เอามาเลี้ยงนั้นมีคุณธรรม มีความรู้สึกผิดชอบชั่วดี แล้วก็คอยดูแลน้องอย่างดีคอยป้องกันไม่ให้ เกิดความเสียหายน้องก็เคารพพี่อย่างดีเหมือนกัน ไม่ได้นึกว่าเป็นลูกคนอื่น นึกว่าเป็นสมาชิกผู้คุ้นเคย ในครอบครัวอย่างพี่น้อง  เขาอยู่กันอย่างสบายไม่มีเรื่องทะเลาะเบาะแว้งทรัพย์สมบัติก็ไม่มีเรื่องยุ่ง ยากอะไร เพราะว่าน้ำใจของคนที่เป็นพี่นั้นมีความเสียสละให้แก่น้อย เมื่อเขาเสียสละให้แก่น้องน้อง ก็รักเคารพ ไม่โต้เถียงแม้ในเรื่องอะไร ๆ ธรรมะมันช่วยไว้ได้ เรียกว่าคนหนึ่งมีธรรมะเอาชนะคน หนึ่งได้ การชนะกันด้วยธรรมะนี่ชนะถาวร แต่ชนะกันด้วยวิธีคดโกงหลอกลวงเอารัดเอาเปรียบ มันก็ ได้เหมือนกันแต่มันไปไม่นาน    พอเขารู้แกวเข้าเท่านั้นเขาจะไม่ไว้ใจ    ขาดความนับถือความนิ ยมชมชอบ แล้วผลที่สุดก็ไปไม่รอด สู้ชนะกันด้วยธรรมะไม่ได้ หลักการมันเป็นอย่างนี้ เพราะฉะนั้นจึง ควรจะได้ปฏิบัติต่อกันในรูปอย่างนั้น ทีนี้เราเป็นคนอื่นถ้ามีใครสักคนหนึ่งในครอบครัวหนึ่ง  มาปรารภกับเราว่าคุณแม่อย่างนั้นคุณพ่อ อย่างนี้หรือว่าพ่อของตัวแต่แม่ไม่ใช่  แล้วก็มาพูดว่าแม่อย่างนั้นเราควรจะทำอย่างไร ในฐานะที่เรา ได้รับฟังเรื่องอย่างนั้น เราควรจะช่วยเขาดีหรือว่าเราควรจะซ้ำให้มันจมดินลงไปเลยดี ที่ว่าซ้ำลงไป ก็หมายความว่า  เห็นด้วยว่าเธอนี่ไม่ได้รับความเป็นธรรม เห็นด้วยว่าเธอนี่ถูกเขารังเกียจอย่างนั้น อย่างนี้  แล้วก็พูดไปในทางเห็นอกเห็นใจว่าแหมมันแย่จริงแม่เลี้ยงของเธอนี่มันไม่ไหว อย่างนี้ไม่ได้ ช่วยเด็กคนนั้นเลยแม้แต่น้อย  แต่ว่าจะทำให้เด็กคนนั้นเจ็บช้ำน้ำใจมากขึ้น  ว่าเรานี่มาอยู่กับยักษ์กับ มารไม่ได้อยู่กับมนุษย์เลย ไปพบคนนี่จะแนะนำกลับซ้ำเติมลงไปอีกในรูปอย่างนั้น นั่นคือไม่ถูกธรรมะไม่ ถูกต้อง เราควรจะถือหลักประจำไจว่า เมื่อคนอื่นเป็นทุกข์มา ต้องช่วยให้คลายจากความทุกข์ คนอื่น ร้อนมาเราจะต้องทำให้เขาเย็น เมื่อเขาแตกแยกมาเราต้องทำให้เขาสมานสามัคคีกลมเกลียวเป็นน้ำ หนึ่งใจเดียวกันต่อไป  ทีนี้จะทำอย่างไร มันอยู่ที่วิธีการ วิธีการที่จะให้เขาเย็นลงไปนี้จะทำอย่างไร ให้เขารักสามัคคีกันนี้จะทำอย่างไร นั่นต้องใช้ปัญญาใช้ความคิดในการที่จะพูดจาโน้มน้าวจิตใจคนคนนั้น ให้เกิดความสำนึกรู้สึกผิดชอบขึ้นมา นี่เป็นหน้าที่ในฐานะที่เราเป็นผู้สนใจในธรรมะ ฟังธรรมอยู่บ่อย ๆ ให้ใช้สัมมาวาจา    ในเรื่องนี้ให้มาก    คือพยายามที่จะประเล้าประโลมจิตใจของเขาให้คลาย จากความขึ้งเคียดเกลียดชังคนในครอบครัว   แต่ให้เกิดความรู้สึกว่าเขาก็ดีเหมือนกันไม่ใช่เขาเสีย  อย่างนี้จะเป็นทางช่วย ทีนี้มันอยู่ที่การพูดว่าเราจะพูดอย่างไร ก็ฟังสถานการที่คนนั้นเล่าว่าเรื่องมันเป็นอย่างไรที่เขา เล่ามา  อย่าเห็นว่าเขาเล่าถูกต้องเสมอไป เพราะว่าคนไม่ชอบกันมันก็ต้องเล่าเรื่องที่ไม่ดี มันเป็น ธรรมดา เราต้องคิดว่าเรื่องนี้มันอาจจะมีจริงสักเปอร์เซ็นต์หนึ่ง แต่ว่าแต้มสีเข้าไปเยอะแยะ ทีนี้เรา ต้องหาวิธีว่าอย่าไปคิดอย่างนั้น อย่าไปนึกในแง่ร้ายอย่างนั้น เขาคงไม่ทารุณถึงขนาดอย่างนั้น คงจะ มีน้ำใจมากกว่านั้น แต่บางทีเราอาจจะไม่เข้าใจกันควรจะคิดกันเสียใหม่ ให้เห็นว่าเขาก็ดีเหมือนกัน  ยิ่งถ้าเป็นคนที่เรารู้จักมักจี่ เราก็เห็นเขาก็ดี จิตใจเขาก็ดีเป็นคนเข้าวัดเข้าวา รักษาศีลฟังธรรมอยู่  ไม่น่าจะทำอย่างนั้นอย่างนี้  พูดจาให้เขาเข้าใจ  ให้เขาคลายลงจากความร้อนใจ คลายจากความ เคียดแค้นชิงชังคนนั้นคนนี้ มันจะดีขึ้น เราก็ต้องปรารภเรื่องนี้ขึ้นเหมือนกัน ให้เขาฟังว่าเป็นอย่างนั้น อย่างนี้ แนะนำฉันท์เพื่อน เพื่อให้เขาได้เกิดการเปลี่ยนแปลง ให้ได้หันหน้าเข้าหากัน ถ้าปากเราได้ มีโอกาสทำคนที่เกลียดกันให้รัูกัน  ทำคนโกรธให้หายโกรธจากกัน ทำศัตรูให้กลายเป็นมิตรกันแล้วนั่น แหละเป็นบุญเหลือเกิน  เป็นมหากุศลยิ่งกว่าทำบุญทอดกฐินเจ็ดวัดในรอบปีด้วยซ้ำไป  แต่ถ้าทำคนให้ แตกกันนี่ไม่ไหว มันร้อนใจวุ่นวายกันใหญ่ นี่เป็นเรื่องสำคัญที่ควรจะแนะนำพร่ำเตือนเขา สามีภรรยาก็เหมือนกัน  ถ้าขุ่นมาเราต้องหาเรื่องกลบเกลื่อนให้สบายใจ ถ้ามีเวลาใดที่จะจูง เขาได้ วันหลังเจอบอกว่า วันก่อนพบคุณผู้ชาย เขาพูดสรรเสริญคุณทุกอย่าง ไม่เห็นพูดเรื่องร้ายเลย  เขาว่าดีอย่างนั้นดีอย่างนี้ วันหลังมาพบคุณผู้ชายก็ว่า เขาบ่นถึงคุณอยู่ จากไปหลายวันเขาบ่นคิดถึงอยู่  เขาว่าแหมตั้งแต่คุณผู้ชายไปเขาคิดถึงอยู่  พวกนั้นใจก็ดีขึ้น ไม่ได้ต้องไปหากันเสียทีเดี๋ยวก็ไปเจอกัน เท่านั้นเอง  พูดไปในรูปอย่างนั้น  หรือมิฉะนั้นก็หาอุบาย  นัดคนสองคนให้มาเจอกันเข้า แล้วมากิน ข้าวร่วมกัน  เราเป็นคนกลาง  ให้เขาคุยกันตามประสมผลที่สุดเขาก็ดีกันเท่านั้นเอง ถ่านไฟเก่าไม่ ต้องเป่ามันก็ลุกเอง ไม่ลำบากเดือดร้อนอะไรในเรื่องอย่างนี้ เราต้องมีอุบายจูงคนให้รักกัน อย่าไป ให้เขาเกลียดเขาชังกันไม่ว่าในเรื่องอะไร เราช่วยให้คนสบายมันดีวิเศษ  เรียกว่าทำตามคำสอนของพระพุทธเจ้า ในข้อที่ว่า อยู่เพื่อให้ คนอื่นสบายพูดเพื่อให้คนอื่นสบาย  ทำเพื่อให้คนสบาย  อะไร ๆ เราก็ให้คนอื่นสบายใจ ไม่ใช่จะคุ้ย เขี่ยกันแต่เรื่องชั่วร้ายไม่มีดี พระพุทธเจ้าท่านบอกว่า คนใดชอบพูดเรื่องความชั่วของคนอื่น ความชั่ว ของคนนั้นเจริญขึ้นในใจ ถ้าเราพูดแต่เรื่องความชั่วของคนอื่น ความชั่วในใจเรามันก็เจริญเพราะอะ ไร เพราะเราคิดแต่เรื่องความชั่ว พูดแต่เรื่องความชั่ว แม้มันไม่ใช่ของเราแต่เราเอามาคิดบ่อย ๆ มาพูดบ่อย  ๆ ใจเราก็โน้มเอียงไปในทางนั้น ไม่ดีการเพ่งโทษคนอื่นก็ไม่ดีเหมือนกัน เราจึงควรจะ อยู่ด้วยการเพ่งแง่ดี  ไปนั่งที่ไหนถ้าจะเอาเรื่องของใครไปพูด เอาเรื่องดีไปพูดสบาย เรื่องชั่วเรา อย่าพูด เพราะเราต้องการให้คนอื่นดูตัวอย่างในทางดี แล้วก็จะมีอะไรดีขึ้น เพราะฉะนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสไว้ว่า ผู้ใดมีปกติเพ่งความชั่วของผู้อื่น ความชั่วของตัว มันเจริญขึ้น  แต่ถ้ามีปกติดูความเจริญของคนอื่นความดีก็จะดีขึ้นในใจเราเหมือนกัน มันเป็นอย่างนี้จึง ขอให้ได้คิดเรื่องนี้กันแล้วสบายใจ วันนี้พูดมาก็พอสมควรแก่เวลา ขอยุติไว้แต่เพียงนี้