ปาฐกถาธรรม โดย พระเทพวิสุทธิเมธี(ปัญญานันทะภิกขุ) เรื่อง สวัสดีปีใหม่ วันอาทิตย์ที่ ๑ มกราคม ๒๕๒๑ ญาติโยมพุทธบริษัททั้งหลาย ณ  บัดนี้ถึงเวลาของการฟังธรรมะปาฐกถา  อันเป็นหลักคำสอนในทางพระพุทธศาสนาแล้ว ขอให้ ทุกท่านอยู่ในอาการสงบ ตั้งอกตั้งใจฟังด้วยดี เพื่อให้ได้ประโยชน์อันเกิดขึ้นจากการฟัง ตามสมควรแก่เวลา วันนี้เป็นวันอาทิตย์แรกของปี   พ.ศ.๒๕๒๑   ปี  พ.ศ.๒๕๒๐  ก็ผ่านไปแล้วด้วยความเรียบร้อย  ขลุกขลักบ้างมันเป็นเรื่องของบุคคล  วันเวลามันไม่มียุ่ง  มันเป็นไปตามเรื่องตามปกติ ผ่านไปเป็นลำดับๆ  จนกระทั่งหมดไปตามที่สมมติกันไว้   เรื่องวันเวลาเดือนปีนี่เป็นเรื่องสมมติ   เราเอาไปใส่เข้ากับการ โคจรของดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ว่าเป็นวินาที เป็นนาที เป็นชั่วโมง เป็นสัปดาห์ เป็นเดือน เป็นปี แล้วก็ เอาชื่อใส่เข้าไปในวันเดือนปีนั้น เช่นใส่ชื่อว่า อาทิตย์ จันทร์ อังคาร พุธ พฤหัสบดี ศุกร์ เสา เพื่อให้สะ ดวกแก่การนับ เดือนก็เอาชื่อไปใส่เข้าไป เช่นเดือนมกรา กุมภา มีนาเรื่อยไป ครบสิบสองเดือนก็ถือว่า เป็นหนึ่งปี  ทีนี้ปีนี้ก็ต้องมีชื่อเหมือนกัน  ถ้าไม่มีชื่อปีมันก็ลำบาก ไม่รู้ว่าปีไหนๆ เลยสมมติชื่อเป็นชวด ฉลู  ขาล เถาะ เรื่อยไปจนครบสิบสองปี เดือนก็มีสิบสอง ปีก็มีสิบสอง วันก็มีเจ็ด แล้วก็หมดไปโดยลำดับ ความจริงเวลาที่แท้นั้นมันวินาทีเดียว วินาทีเดียวนั่นแหละสำคัญที่สุด มันผ่านไปอย่างรวดเร็วแล้วก็ เป็นนาที เป็นชั่วโมง เป็นวันเป็นเดือน เป็นปีเรื่อยไปโดยลำดับ หมุนเวียนเปลี่ยนแปลงกันไป จนกระทั่ง สิ้นเวลาไป  พอครบสิบสองเดือนก็ถือว่าเป็นปีหนึ่ง ชีวิตของเราแต่ละคนที่ผ่านมาได้รอบปีหนึ่ง ก็สบายใจ  เมื่อคืนนี้ก็เลี้ยงกัน ฉลองกันเป็นงานใหญ่โตโดยทั่วๆไป กรมชลประทานอยู่ใกล้วัด มีฉายหนังมีลิเกมีอะไร กันสิบสองชั่วโมงเลย  จนเช้าจึงได้หยุดกัน เสียงสนั่นหวั่นไหว เรียกว่าฉลองปีเก่าส่งท้าย รับปีใหม่กันใน รูปอย่างนั้น   เพราะมนุษย์เราก็มีสนุกกันบ้างเป็นเรื่องธรรมดา  ไม่สนุกเสียเลยมันก็เสียหายเหมือนกัน  เพราะทำให้เป็นการสิ้นเปลืองในเรื่องเงินทอง  ในเรืองเวลาเรี่ยวแรง ที่เอาไปลงทุนในเรื่องสนุกจึง ต้องมีกันเป็นครั้งเป็นคราว กำหนดเท่านั้นเท่านี้วัน พอพ้นจากนั้นแล้วก็หยุดกันเสียทีหนึ่ง เช่นสนุกกันแล้วก็ ไปเที่ยวไหว้พระตามสถานที่ต่างๆ ทำบุญสุนทานเป็นการฉลองในการที่มีอายุผ่านพ้นอุปสรรคมาได้ในรอบปี หนึ่ง อย่างนั้นเขามีกำหนดไว้ แล้วก็ยังมีเรื่องอื่นๆ อีก ทีนี้สังคมในกาลปัจจุบัน คนหาเรื่องสนุกมากขึ้น สมัยก่อนเขาสนุกเป็นเทศกาลประจำเดือน ประจำ ปีเป็นครั้งเป็นคราว    เดี๋ยวนี้หาเรื่องสนุกกันมากขึ้นๆ    ก็เป็นการสิ้นเปลืองเงินทองในการใช้จ่ายใน เรื่องสนุกกันมากๆ ขึ้น อันนี้เป็นความเสียหาย แต่ถ้าเราสนุกตามแบบตามประเพณี ปีหนึ่งมันก็ไม่มากเท่าใด แล้วก็พอเหมาะพอดี  ไม่สิ้นเปลืองอะไรมากเกินไป  อย่าใช้อะไรให้มันมากก็สบายไม่เดือดร้อน นี่เรา สนุกกันมาส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่  วันนี้จิตใจของญาติโยมก็คงจะสดชื่นสบายอกสบายใจ  เพราะว่าชีวิต ผ่านพ้นมาด้วยดี  แต่ตอนสายขึ้นมาก็ร้อนหน่อย  ความจริงปีเก่ากับปีใหม่ก็เหมือนๆ  กัน  ไม่ค่อยมีอะไร แปลกกันเท่าใด อะไรที่เคยเป็นเคยอยู่ในปีเก่า มันก็เป็นอยู่กันต่อไป เช่นโรคภัยไข้เจ็บมันก็มีอยู่อย่างนั้น  ใครมีโรคเมื่อปีเก่าปีใหม่มันก็ยังมีอยู่  ไม่ใช่ว่าสิ้นปีเก่าแล้วโรคมันจะหายไปกับปีเก่าหามิได้  มันยังมีอยู่ ตลอดมา หนี้สินเงินทองอะไรต่างๆ ของปีเก่ามันก็ยังอยู่ ยังไม่หายไปไหน ยังมีอยู่ตามเดิม ความทุกข์ใน ทางใจของปีเก่า  ก็ยังยกยอดมาในปีใหม่ต่อไป เรียกว่ายกยอดบัญชีความทุกข์มาใส่เข้ามาในปีใหม่ต่อไป  เรียกว่ายกยอดบัญชีความทุกข์มาใส่เข้าปีใหม่ต่อไปอีกไม่รู้จักจบจักสิ้น   อันนี้เป็นเรื่องธรรมดาของชีวิต  เพราะว่าชีวิตมันก็ต้องมีอย่างนั้น มีได้มีเสียมีสุขมีทุกข์ มีสบายใจมีไม่สบายใจ ในทางธรรมะท่านเรียกว่า  โลกธรรม แปลว่าธรรมสำหรับชาวโลก ท่านแบ่งไว้เป็นสองฝ่าย ฝ่ายที่ชอบใจอย่างหนึ่ง ฝ่ายที่ไม่ชอบใจ อย่างหนึ่ง ฝ่ายที่ชอบใจก็คือเรื่องที่ได้ทั้งนั้น  เช่นได้ลาภได้ยศ ได้สรรเสริญ ได้รับความสุขจากเรื่องอะไรก็ ตาม  อย่างนี้ถือว่าเป็นเรื่องน่าพอใจ น่าพึงใจ ถ้าใครได้สิ่งเหล่านี้ก็สบายใจ เช่นได้ลาภค้าขายมีกำไร  ก็สบายใจ ถูกหวยถูกเบอร์ก็สบายใจ เพราะว่าเป็นเรื่องได้ ได้ยศก็มีความสบายใจ ชื่นใจ เช่นเมื่อปีเก่า นี้มีหลายคน  ยี่สิบเอ็ดคน  ได้รับเหรียญชั้นสูงเรียกว่า เหรียญรามาธิบดี เพราะว่าได้เคยปฏิบัติหน้าที่ใน ราชการมาด้วยดี คนแก่ก็มีคนหนุ่มก็มี เป็นนายร้อยก็มี เป็นนายพันนายพลก็มี ที่ได้นี่คือเหรียญตรา ก็คือได้ เกียรติได้ชื่อเสียงอันเกิดขึ้นจากการงาน      ที่ตนปฏิบัติตามหน้าที่เพื่อชาติเพื่อประเทศ     ในหลวง ท่านทรงทราบก็เลยยกย่อง  พระราชทานเหรียญชั้นสูง ชั้นอัศวินว่าอย่างนั้น ให้เป็นเครื่องตอบแทน ได้ มาก็ดีใจ ญาติมิตรสหายก็ดีใจ สมาชิกในวงศ์สกุลก็พลอยชื่นใจ ว่าสมาชิกในวงศ์สกุลของเราได้รับเหรียญ ชั้นสูงอย่างนั้น  ได้รับเกียรติจากประมุขของชาติ อย่างนี้ก็เป็นเรื่องได้สบายใจเหมือนกัน เรียกว่าใคร ได้ยศ ได้รับคำสรรเสริญเยินยอ ถ้าหากว่าใครมาพูดกับเราว่าอย่างนั้นอย่างนี้ คุณดีอย่างนั้นอย่างนี้ เรา ก็พลอยสบายใจ ในคำสรรเสริญเยินยอนั้น เพราะทุกคนขอบคำสรรเสริญ ไม่มีใครชอบถูกด่าว่า ความสุขที่เกิดขันในจิตใจของเราจะอาศัยอะไรก็ตาม อาศัยวัตถุ ความสุขที่ได้ลาภ ได้ยศ ได้รับคำ สรรเสริญเราย่อมมีความสุขใจ  อันนี้เป็นเรื่องฝ่ายดี  ฝ่ายพอใจ ถ้าเกิดไปไม่ได้ จะมีลาภ มียศ มีสรร เสริญ มีความสุขเสมอไปก็ไม่ได้ สิ่งทั้งหลายมันเปลี่ยนแปลง เรื่องนี้สำคัญมาก ญาติโยมจะต้องคิดไว้ให้ดี  ในเรื่องนี้ คือเรื่องว่าสิ่งทั้งหลายเปลี่ยนแปลง ไม่มีอะไรคงที่ถาวร อะไรๆทั้งหมดที่มีอยู่ในโลกนี้มันเปลี่ยน อยู่ทั้งนั้น เปลี่ยนอยู่ตลอดเวลา มีลาภแล้วก็อาจเปลี่ยนเป็นไม่มีลาภ เสื่อมลาภไปได้ มียศแล้วเสื่อยศไปก็ ได้  มีสรรเสริญก็มีนินทา คนไหนชอบใจเขาก็สรรเสริญ บางทีต่อหน้าเขาก็ชมพอลับหลังเขาก็ด่าเอาเสีย ด้วยซ้ำไป บางทีเราก็มีความทุกข์เข้ามาแทรกแซงในวิถีชีวิตของเรา มันเป็นเรื่องธรรมดา เพราะสิ่งทั้ง หลายมีการเปลี่ยนแปลง ลาภก็เปลี่ยนแปลง ยศก็เปลี่ยนแปลง สรรเสริญความสุขล้วนแต่เปลี่ยนแปลงทั้งนั้น เราจะต้องรู้กฎธรรมดานี่ไว้เพื่อใช้เป็นเครื่องมือแก้ไข  ในเรื่องอะไรๆ  ต่างๆ  ที่เกิดขึ้น  เช่นเรา เสื่อมจากลาภไป ก็ไม่เสียใจเกินไป เสื่อมยศก็ไม่เสียใจ ได้รับการนินทาว่าร้าย เราก็ไม่เสียอกเสียใจ  ได้รับการนินทาว่าร้าย เราก็ไม่เสียอกเสียใจ มีอะไรที่เป็นความทุกข์เกิดขึ้นในวิถีชีวิตของเราก็ไม่เสียใจ ในเรืองนั้นมากเกินไป  ให้นึกแต่เพียงว่ามันเป็นเรื่องธรรมดาๆ ที่จะเกิดมีขึ้นแก่เรา แล้วมันก็ไม่ได้อยู่ นาน  เช่นมีลาภเปลี่ยนไปเป็นไม่มีก็ได้ ไม่มีเปลี่ยนเป็นมีอีกก็ได้ ให้เราศึกษาในชีวิตของเราเอง ว่าตั้ง แต่เราเกิดมาจนกระทั่งบัดนี้ เรามีได้มีเสียอะไรๆ มามากแล้ว มีปนกันมาตลอดเวลา บางทีเราก็สูญเสีย อะไรไป บางทีก็มีคนมาชมเรา บางทีก็มาด่าใส่หน้าเอาด้วยซ้ำไป บางทีเราก็ได้รับความสุข บางทีก็ได้รับ ความทุกข์  สิ่งใดเกิดขึ้นแล้วไม่เห็นว่ามันจะอยู่ถาวร เช่นความสุขเกิดขึ้นก็ไม่ถาวร ความทุกข์เกิดขึ้นก็ ไม่ถาวร  สรรเสริญก็ไม่ถาวร ลาภก็ไม่มีความถาวรในชีวิตของเรา แต่ว่ามันเปลี่ยนอยู่ตลอดเวลา ชีวิต ของมนุษย์เราจึงขึ้นบ้างลงบ้าง ดีใจบ้างเสียใจบ้าง หัวเราะบ้างร้องให้บ้าง สลับสับเปลี่ยนกันไปอย่างนี้  อันนี้คือเรื่องธรรมดาของชีวิตที่เราทุกคนจะต้องประสบพบเห็น โลกธรรมเหมือนกับว่าของที่มีประจำโลก จึงเรียกว่า โลกธรรม แปลว่ามันมีอยู่ในโลกตลอดเวลา  เราเดินไปมันก็ต้องเจอ   เหมือนเราเดินทางไกลย่อมขึ้นที่สูงบ้างลงที่ต่ำบ้าง   นั่งรถจากกรุงเทพฯไป โคราชต้องขึ้นเนินหลายครั้ง ลงจากเนินก็หลายครั้ง คือมีขึ้นแล้วมันก็ต้องมีลง มีได้มันก็ต้องมีเสีย มีทุกข์มัน ก็ต้องมีสุข มีสุขมันก็ต้องมีทุกข์ สับเปลี่ยนกันอยู่อย่างนี้ตลอดไป การที่เราเรียนรู้ในเรื่องอย่างนี้มันจะเป็น กำไรแก่ชีวิต คือว่ามันทำให้เราไม่มัวเมาในเรื่องนั้นๆ เช่นเวลาได้เราก็ไม่ยินดี เพราะเรารู้ว่ามันก็อย างนี้  เรื่องได้มันเป็นเรื่องธรรมดา เวลาเสียไปเราก็ไม่เสียใจ เพราะเรานึกว่ามันก็อย่างนี้เหมือนกัน  กฏธรรมดามันมีอย่างนี้เรียกว่า มีได้แล้วก็ต้องมีเสีย มีสุข มีทุกข์ มีเสื่อม มีเจริญ มีพบกันมีจากกัน อะไรๆ มันก็อยู่ในสภาพอย่างนี้ทั้งนั้น เราคิดได้นึกได้ด้วยปัญญา เพราะเห็นอะไรตามสภาพที่เป็นจริงอยู่ จิตใจก็ สงบไม่วุ่นวาย  ไม่สร้างปัญหา  ไม่เกิดความทุกข์ความเดือดร้อนแก่ชีวิตมากเกินไป อันนี้เป็นเรื่องที่ญาติ โยมจะต้องพิจารณาในเวลาสิ้นปีไปแล้วเราก็มาคิดอย่างนี้ ทบทวนดูเรื่องทั้งหลาย ว่าเราประสบทั้งได้ทั้ง เสียทั้งสุขทั้งทุกข์ ทั้งดีทั้งชั่ว ทั้งความเสื่อมความเจริญ ทั้งน้ำตาทั้งเสียงหัวเราะ มันสลับสับเปลี่ยนกันอยู่ ตลอดเวลา ในขวบปีใหม่ที่จะมาถึงมันก็รูปเดียวกัน อะไรๆ มันก็เป็นในรูปเดียวกัน แต่เราไม่ควรจะให้มัน ซ้ำกันอยู่ในรูปอย่างนั้น เรื่องที่ควรไม่ให้ซ้ำในชีวิตนั้นเรื่องอะไร  คือ เรื่องความทุกข์อย่าให้ซ้ำ อย่าให้มันทุกข์ซ้ำแล้วซ้ำ อีกอยู่ตลอดเวลา เรื่องความทุกข์เป็นเรื่องแก้ได้ ไม่ใช่เรื่องแก้ไม่ได้ ในรบปีใหม่นี่เราควรจะคิดว่าเรา จะอยู่อย่างไร   จึงจะมีความสุขใจมีความสงบใจ  ไม่มีความวุ่นวายไม่มีปัญหาเกิดขึ้นในใจเราด้วยประ การต่างๆ  อันนี้เป็นเรื่องที่จะต้องคิดพิจารณาว่าเราจะอยู่อย่างไร  การอยู่ที่จะไม่ให้เป็นทุกข์นั้นต้องอยู่ อย่างผู้ประพฤติธรรม  ธรรมะอย่างเดียวเท่านั้นที่จะช่วยแก่ไขปัญหาชีวิต  ทำให้เรามีความก้าวหน้า  มี ความเป็นอยู่สะดวกสะบายตามสมควรแก่ฐานะ จึงต้องอาศัยการประพฤติธรรม การประพฤติธรรมนี่เป็นสิ่ง จำเป็นสำหรับชีวิตของเราแต่ละคน  ในบทเรียนที่ผ่านมาเมื่อปีก่อนนี้ เราก็พอมองเห็นว่าอะไรเป็นอะไร  ทีนี้เราก็ต้องหลีกเลี่ยงจากสิ่งเหล่านั้น  ไม่สร้างบทเรียนซ้ำลงไปในแบบเก่าที่เราเคยกระทำมาแล้ว แต่ เราจะต้องสร้างบทเรียนใหม่ สร้างชีวิตใหม่ อย่าให้ประวัตศาสตร์มันซ้ำรอยเดิมในเรื่องความทุกข์ความ เดือดร้อนในชีวิตประจำวัน ทีนี้ความทุกข์ความเดือดร้อนที่มันเกิด เกิดเพราะอะไร เราจะต้องศึกษาให้รู้ก่อนว่าทุกข์นี่มันเกิดที่ ไหน ก็ตอบตามหลักธรรมะได้ว่า เกิดที่ความคิดของเรานั่นเอง เกิดในใจของเรา ทุกข์ไม่ได้มาจากไหน  แต่เกิดขึ้นที่ใจของเรา ความสุขก็ไม่ได้มาจากไหน แต่เกิดขึ้นที่ใจของเรา ความสงบก็ไม่ได้อยู่ที่ไหน อยู่ ที่ใจของเรา อะไรที่มีอยู่เกิดขึ้นนั้น มันเกิดขึ้นในใจของเราทั้งนั้น ไม่ได้เกิดจากที่อื่นใด แล้วอีกประการ หนึ่งอะไรๆ ที่เกิดขึ้นในวิถีชีวิตของเรานั้น เราอย่านึกว่าอะไรจะมาช่วยดลบันดาลให้เราเป็นอย่างนั้นเป็น อย่างนี้  อันนี้ความเชื่อนี้มันไม่ถูกต้อง  อย่าไปเชื่อคำอวยพรที่เขาพูดตามแบบนิยมกัน ว่าภาษาเขาใช้อย างนั้น  เช่นพูดว่า  ขออำนาจสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายในสากลโลก  จงช่วยดลบันดาลให้ท่านมีความสุขความ เจริญ  ปราศจากทุกข์โศกโรคภัยอะไรอย่างนี้เป็นต้น  อย่าไปเชื่อว่ามันจะเป็นไปได้อย่างนั้น นั่นเป็นคำ พูดที่ให้สบายใจเท่านั้นเอง  ให้สบายใจว่าเขาให้พรแก่เราเท่านั้นเอง  แต่ว่าพรอันแท้จริงนั้นหาได้เกิด จากคำพูดเช่นนั้นไม่ หรือหาได้เกิดจากอะไรๆ มาดลบันดาลให้เราเป็นไปไม่ พระพุทธเจ้าท่านบอกว่า ถ้า สิ่งทั้งหลายที่เกิดขึ้นในชีวิตของมนุษย์ เกิดขึ้นได้จากการดลบันดาลของอะไรๆ แล้ว มนุษย์จะไม่ต้องผิดหวัง เลย จะไม่ต้องผิดหวังเลย เพราะว่าเราไปขอเอาได้ ขอจากสิ่งนั้นสิ่งนี้ได้ ไปวิงวอนเอาจากสิ่งนั้นสิ่งนี้ ได้  เช่นเรามีสิ่งศักดิ์สิทธิ์เราก็ไปวิงวอนเอา  ไปขอเอาให้ได้สิ่งนั้นสิ่งนี้  ไม่ใช่อย่างนั้น  การกระทำ อย่างนั้นจะไม่ช่วยให้เราเป็นอะไรขึ้นมา หรือว่าได้อะไรขึ้นมาเลยหามิได้ ความจริงนั้นเขาไม่ได้สอนให้กระทำในรูปอย่างนั้น  แต่ว่าคนไม่เข้าในความหมายของการกระทำ  เช่นเขาสอนว่าให้นึกถึงพระผู้เป็นเจ้า สมมติว่าในศาสนาที่มีพระผู้เป็นเจ้า เขาบอกว่าให้อ้อนวอนต่อพระ ผู้เป็นเจ้า  ไม่ใช่อ้อนวอนให้ท่านมาช่วยเรา ไม่ใช่อย่างนั้น แต่ว่าเรานึกถึงคำสอนของพระผู้เป็นเจ้าที่ผู้ แทนท่านมาสอน  สอนไว้อย่างเราเรานึกถึงคำสอน แล้วเราก็ปฏิบัติตามคำสอนนั้น นั่นแหละเป็นทางที่จะ ช่วยให้เราได้อะไรขึ้นมา ถ้าเพียงแต่ไปนั่งอ้อนวอนเฉยๆ บนบานศาลกล่าวอะไรๆ ต่างๆ ตามที่เรากระ ทำกันอยู่ทั่วๆ ไปนั้น เป็นการกระทำแบบเด็กเกินไป ไม่ใช่เป็นการกระทำของผู้ใหญ่ที่มีสติปัญญา เพราะว่า สิ่งเหล่านั้นจะบันดาลให้คนมั่งมีได้ ให้มีความสุขได้ หรือให้อะไรตามต้องการแล้ว คนเมืองแปดริ้วต้องเป็น เศรษฐีกันหมดทั้งเมือง เพราะว่าหลวงพ่อโสธรอยู่ที่นั่น ขอเอาได้ตามชอบใจ ตื่นเช้าขึ้นก็เอาธูปเทียนไป  หลวงพ่อวันนี้ขอเงินสักห้าร้อยบาท ไปถึงบ้านเงินกองอยู่ที่บ้าน อย่างนี้แล้วเมืองไทยเป็นเมืองที่ร่ำรวยกัน ใหญ่  เป็นเมืองมหาเศรษฐีเพราะว่าไปขอจากหลวงพ่อต่างๆ  ไปขอหลวงพ่อวัดโสธรบ้าง  ขอหลวงพ่อ แก้วบ้าง  วัดพนัญเชิงบ้าง  หรืออะไรต่ออะไรบ้าง อย่าว่าแต่ชาวบ้านเลย สมภารตามวัดนั้นๆ ก็ยังต้อง ขอชาวบ้านอยู่นั่นเอง เพราะว่าหลวงพ่อไม่ได้ให้ ขอไม่ได้ อะไรที่เขาว่าศักดิ์สิทธิ์นั้นไม่ใช่ช่วยได้ แต่เขา พูดไปอย่างนั้นเอง พูดตามสำนวนภาษาโลก ไม่ใช่ภาษาธรรมะ เรียกว่าพูดภาษาคน พูดว่าขอสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ทั้งหลาย  ช่วยดลบันดาลให้ท่านเป็นอย่างนั้นเป็นอย่างนี้ เราฟังแล้วก็นึกสบายใจ แต่ว่าความจริงมันเป็น ไม่ได้  สิ่งเหล่านั้นดลบันดาลให้เราเป็นไม่ได้ ตัวเราเองนั่นแหละจะดลบันดาลให้เราเป็นไม่ได้ ตัวเรา เองนั่นแหละจะดลบันดาลให้อะไรแก่เราได้  อันนี้หลักพระพุทธศาสนาสอนอย่างนั้น คือสอนว่าอะไรๆ จะ เกิดขึ้นก็ด้วยการกระทำของเราเอง  เราต้องการอะไรเราก็ต้องทำให้มันเกิดขึ้นด้วยความคิด ด้วยการ พูด ด้วยการกระทำเพื่อให้เกิดสิ่งนั้น สิ่งชั่วนี้ใครต้องการบ้าง  ความทุกข์นี่ใครต้องการบ้าง  แล้วใครเคยอธิษฐานให้ได้ความทุกข์บ้าง  ไม่มีเลย ไม่มีใครอธิษฐานว่า วันนี้ขอให้นุ่งกลุ้มในหน่อยเถอะ หรือว่าขอให้มีความทุกข์สักหน่อยเถอะ มีใคร อธิษฐานใจบ้าง ทั้งๆ ที่ไม่อธิษฐานความทุกข์มันเกิด มันเกิดเพราะอะไร เพราะว่าถ้าเราไปทำให้เหตุมัน เกิดความทุกข์  ไปหาเรื่องให้ทุกข์ไปหาเรื่องให้กลุ้มใจ เราก็มีความทุกข์ไปตามประสา มีความกลุ้มในมี ความเดือดร้อนใจไปด้วยประการต่างๆ มันอยู่ที่เราทำ แม้สิ่งนั้นเราไม่ต้องการ แต่ถ้าเราทำเหตุ ผลมัน ก็ต้องเกิดขึ้น เพราะเหตุกับผลนั้นมีความสัมพันธ์กัน เหตุอันใดก็เป็นเหตุให้เกิดผลอันนั้นขึ้นมา เหตุอย่างใด ก็เป็นเหตุให้เกิดผลอย่างนั้น เหตุให้เกิดสุขเราได้ได้สุข เหตุให้เกิดทุกข์เราได้ทุกข์ เหตุให้ยากจนเรา ก็ยากจน เหตุให้มั่งมีเราก็ได้รับความมั่งมี เหตุให้เขาเกลียดเราก็ได้รับความเกลียดชังจากคนอื่น มันอยู่ ที่เหตุทั้งนั้น ไม่ได้อยู่ที่ไหน อยู่ที่การกระทำของเราเอง อะไรๆ มันก็อยู่ทีการกระทำของเรา ความจริง หลักศาสนาก็สอนอย่างนี้ แต่ว่าคนเรายอมเป็นเด็กเสียเรื่อยไป ไม่ยกระดับจิตใจให้เป็นผู้ใหญ่ คิดแต่ภาษา พูดอย่างคนธรรมดาเสียตลอดเวลา ไม่คิดในแง่ภาษาธรรมะ เพื่อให้เกิดความเข้าใจก้าวหน้าในการปฏิบัติ ในแนวทางนั้นๆ จึงอยู่อย่างเด็กเรื่อยไป ไม่เปลี่ยนชีวิตจิตใจเป็นผู้ใหญ่ขึ้นมา ทีนี้ในรอบปีใหม่นี่เราก็ต้องคิดว่า จะเปลี่ยนภาวะทางจิตใจของเรา ทางความคิดความนึกของเรา  ให้เป็นผู้ใหญ่ที่มีปัญญา มีเหตุผล มีความเข้าใจในเรื่องอะไรๆ ทุกอย่างๆถูกต้องตามเรื่องที่เป็นจริง เช่น ในเรื่องความสุข ความทุกข์ ความมั่งมีความยากจน การได้การเสีย การเสื่อมการเจริญอะไรก็ตาม ให้ เรามาคิดตามแบบผู้ใหญ่ว่า  สิ่งเหล่านี้มันเกิดขึ้น  เพราะการประพฤติปฏิบัติของเราทั้งนั้น สิ่งอื่นเป็นแต่ เพียงตัวประกอบ   ตัวแท้ตัวการณ์นั้นอยู่ที่ตัวเราเอง   แม้พระผู้สอนศาสนาเช่นพระพุทธเจ้าของเรานั้น  ท่านก็ยอมรับอย่างตรงไปตรงมา  พระองค์บอกว่า  ตถาคตเป็นผู้ชี้ทางให้ท่านทั้งหลายเดิน  แต่การเดิน ทางนั้นเป็นหน้าที่ของเธอทุกคน  พระองค์ว่าอย่างนี้ เป็นผู้ชี้ทางให้เราเดิน พระองค์เป็นผู้ชี้ทางให้เดิน  การเดินทางนั้นเป็นหน้าที่ของเราเอง  ตำรวจจราจรยืนอยู่ตามสี่แยก  ยกมือให้รถหยุดต้องหยุด บอกว่า  ไปรถต้องไป หรือถ้าไม่มีตำรวจก็มีไฟเขียวไฟแดงพอไฟเขียวไปได้ พอไฟแดงต้องหยุด ถ้าไฟแดงเราไป ไฟเขียวไปได้ พอไฟแดงต้องหยุด ถ้าไฟแดงเราไปไฟเขียวเราหยุดมันก็ไม่ถูกเรื่องเท่านั้นเอง ธรรมะใน ศาสนาก็เหมือนกัน พระองค์ชี้ทางไว้ว่าถ้าเดินทางนี้ท่านจะมีความสุข ถ้ายืนเดินไปทางนี้ท่านจะมีความสุข  ถ้าขืนเดินไปทางนี้ท่านจะมีความทุกข์ความเดือดร้อน  ถ้าเดินไปในแนวทางนี้ท่านจะมั่งคั่งด้วยทรัพย์สมบัติ  ถ้าเดินไปในทางนี้ท่านจะลำบากยากจน  ถ้าเดินไปในทางนี้ท่านจะเป็นที่รักเป็นที่พอใจของเพื่อนบ้าน ถ้า เดินไปในทางนี้ท่านจะเป็นที่รักที่พอใจของเพื่อนบ้าน ถ้าเดินไปในทางนี้ท่านจะเป็นที่เกลียดชังของคนทั่ว ไป ท่านชี้ไว้หมดเลย บอกทางไว้ชัดเจนแจ่มแจ้ง ให้เราศึกษาทางเหล่านั้นแล้วเราก็เดินไปตามทางนั้น แล้วยังบอกไว้อีกว่า  อะไรๆ ที่จะเกิดขึ้นกับวิถีชีวิตของเธอทั้งหลายนั้น เกิดจากความคิดจากการ พูดการกระทำของเธอเอง ไม่ได้เกิดจากอำนาจอะไรมาดลบันดาลให้เป็นไป คือไม่มีอำนาจอะไรที่จะทำ ใครให้เป็นอะไร  แต่จะเป็นอะไรขึ้นมาก็ด้วยการกระทำของผู้นั้นเอง  อันนี้เป็นเรื่องสำคัญมาก เป็นพื้น ฐานที่จะก้าวหน้าในชีวิตที่จะเป็นเหตุให้เกิดความสุขความสบายใจ  เพราะอะไรๆ มันก็อยู่ที่ตัวเราทั้งนั้น  อันนี้เป็นเรื่องที่ควรจะได้ถือเป็นหลักไว้ในใจว่า  ชีวิตของเรานี้ขึ้นอยู่กับการกระทำของเรา ไม่ได้ขึ้นอยู่ กับอะไรอื่น ศาสนานั้นเป็นแผนที่ชี้บอกทางชีวิตให้เราเข้าใจ เรามีหน้าที่ศึกษาแผนที่มีหน้าทีเดินตามแผนที่  แล้วเราก็มีหน้าที่รับผลของการเดิน     ถ้าเราเดินไปเราก็ได้เส้นทางไปเรื่อยๆ     จนกว่าจะถึงจุด หมายปลายทาง พระพุทธเจ้าท่านก็เป็นผู้บอกทางไว้ เราเรียนให้รู้เราก็ปฏิบัติ แล้วเราก็จะถึงความเป็น พุทธะ คือความเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานแจ่มใสในทางจิตใจ มันถึงได้ด้วยการกระทำของเรา ไม่ได้ถึงด้วย วิธีการอย่างอื่น อันนี้เป็นเรื่องสำคัญที่ควรจะตั้งเป็นฐานไว้ในใจ ในรอบปี พ.ศ. ๒๕๒๑ ต่อไป แล้วเรา ก็พยายามที่จะเดินตามเส้นทางนั้น ในการที่จะเดินทางไปนั้น ก็อยากจะแนะนำว่า เราจะต้องมีคุณธรรมประจำใจเรียกว่า คุณธรรมชั้น พื้นฐานที่ควรมีเป็นหลักเป็นประธานไว้ในใจก่อนเป็นเบื้องต้น อันแรกก็คือ มีความเชื่อมั่นในแนวทางที่พระ พุทธเจ้าชี้ให้เดิน  เชื่อว่าทางนี่เป็นทางถูก ทางนี้เป็นทางปลอดภัย ทางนี้เป็นทางเอก เป็นทางเดินของ จิตใจของทุกคน  เมื่อเดินไปแล้วก็จะพบแต่ความสุขความสงบในชีวิตประจำวัน  ต้องเชื่อลงไป  เชื่อใน ทางที่พระพุทธเจ้าชี้ให้เดิน  ก็เท่ากับเชื่อในองค์พระพุทธเจ้านั่นแหละ เราเชื่อว่าพระองค์เป็นผู้บอกทาง  ทางนี้พระองค์ค้นพบด้วยความพากเพียรด้วยความบากบั่นของพระองค์  ไม่ใช่นั่งๆ อยู่แล้วมันรู้ขึ้นมาเฉยๆ  ไม่ใช่ ต้องคิดต้องค้นต้องทำงานหนัก ใช้สมองคิดค้นเป็นเวลานาน ไม่มีใครมาดลบันดาลให้พระพุทธเจ้ารู้  เขาเรียกว่า ไม่มีการดลบันดาลตามแบบอื่น ในบางศาสนาเขาว่า พระผู้เป็นเจ้าดลบันดาลให้คิดอย่างนั้น ให้นึกอย่างนี้  นั่นก็เพราะว่าเขาเชื่อในรูปนั้นมาก่อน เกิดมาก็เห็นการเชื่ออย่างนั้น การกระทำอย่างนั้น  เลยเชื่อว่าเบื้องบนบันดาลให้รู้ให้เข้าใจ ไม่เคารพสิทธิมนุษย์ในเรื่องอย่างนั้น คือไปเคารพอันอื่นไป แต่ ถ้าเราเคารพสิทธิของตัวเรา   ว่าเรานี้มีปัญญามีความสามารถ  มนุษย์นี้เป็นผู้มีปัญญามีความรู้มีความสา มารถ   ถ้าใช้เป็น   ให้เหมาะแก่เวลา   ให้เหมาะแก่เหตุการณ์   ใช้ติดต่อกันไปด้วยความเพียรมั่น  ด้วยความตั้งใจมั่น ก็ถึงจุดหมายปลายทางได้ พระพุทธเจ้าท่านเปิดเผยเป็นองค์แรกว่า สมองมนุษย์นี้เมื่อ ใช้แล้วจะเกิดประโยชน์ได้  ก็เท่ากับว่าเป็นการเปิดเผยครั้งแรกให้ชาวโลกรู้จักตัวเอง  รู้จักพึ่งตัวเอง  การช่วยตัวเองการพึ่งตัวเองนั้นเป็นหลักสำคัญในทางพระพุทธศาสนา แต่ว่าการช่วยตัวเองการพึ่งตัวเองนั้นต้องมีหลักมีเกณฑ์ หลักเกณฑ์นั้นก็คือธรรมะที่พระองค์วางไว้นั่น เอง เป็นหลักช่วยให้ตัวเองพึ่งตัวเอง ธรรมะเป็นเหมือนกับไม้เท้าที่เราก้าวเดิน เราค้ำกายไปเดินไปค้ำ กายไป  มันก็ช่วยให้เราเดินเป็นปกติได้  ถ้าเราทิ้งไม้เท้าเราอาจจะล้มลงไปเมื่อใดก็ได้  ยิ่งคนขาไม่ ดีด้วยแล้วทิ้งไม้เท้าไม่ได้ล้มทันที เราจึงต้องค้ำๆยันๆ ไว้ ธรรมะก็เป็นเครื่องค้ำจุนจิตใจของเรา ให้อยู่ ในสภาที่สะอาดบ้าง  สงบบ้าง  สว่างบ้าง  ตามสมควรแต่สติปัญญา หรือแก่การปฏิบัติ ให้เราเข้าใจใน รูปอย่างนี้  พระพุทธเจ้าท่านสอนให้เราช่วยตัวเองให้เราพึ่งตัวเอง  เพราะฉะนั้นต้องมีความเชื่อมั่นว่า  ทางนี้แหละเป็นทางถูกทางชอบ เป็นทางที่เราควรเดิน เมื่อเราเดินไปเราก็รู้ด้วยตัวเราเองว่า มันมีอะ ไรเกิดขึ้น เช่นเราปฏิบัติตามธรรมะ เราจะรู้สึกว่าสภาพจิตใจเราเป็นอย่างไร มีความสงบขึ้นหรือเปล่า  มีสติดีขึ้นหรือเปล่า  มีปัญญารู้เท่าทันต่อสิ่งทั้งหลายที่เกิดขึ้นหรือเปล่า เราคิดไปดูไปทำไปมันก็ค่อยรู้เอง  แล้วก็ต้องมีการเปรียบเทียบว่า  สมัยหนึ่งเราไม่ได้ศึกษาธรรมะเราไม่ได้ปฏิบัติธรรมะ  สภาพจิตใจเป็น อย่างไร  ความทุกข์ความสุขในชีวิตประจำวันเป็นอย่างไร ปล่อยเนื้อปล่อยตัวอย่างไร แต่ครั้นต่อมาเรา เริ่มศึกษาเริ่มปฏิบัติตามธรรมะเข้า  สังเกตดูตัวเราเองว่ามันเปลี่ยนไป มันมีอะไรเป็นหลักประการขึ้นใน การดำเนินชีวิต คิดดีขึ้น พูดดีขึ้นทำดีขึ้น มีสติมีปัญญารู้เท่ารู้ทันต่อสิ่งอะไรมากขึ้น ไม่หลงใหลไม่มัวเมา ในเรื่องอะไรๆ  มากเกินไป  ค่อยผ่อนคลาย  เรียกว่าลืมหูลืมตารู้จักว่าอะไรมืดอะไรสว่าง อะไรเป็น ทางอะไรไม่ใช่ทาง พอรู้พอเข้าใจ นี่ก็คือผลที่ปรากฏอยู่แล้ว โดยเฉพาะญาติโยมที่มาฟังธรรมอยู่เป็นประจำนี่ เรียกว่าเห็นผล เห็นธรรมะ แล้วก็รักธรรมะบูชา ธรรมะ  จึงได้ฟังติดต่อกันมา เพราะรู้ว่าเป็นเรื่องดีมีประโยชน์เอาไปใช้ได้ในชีวิตประจำวัน เวลาใดมี เรื่องมีปัญหา เราก็พอจะใช้แก้ไขปัญหานั้นได้ เช่นคนบางคนจิตใจวุ่นวายเร่าร้อน ไม่ค่อยมีความสงบ ทำ อะไรก็หุนหันพลันแล่นในร้อนใจเร็ว  ทำให้เกิดความเสียหายบ่อยๆ  ครั้นมาศึกษาธรรมะเข้า เรียนรู้วิธี การบังคับตัวเองมากขึ้น ก็ค่อยดีขึ้น รู้สึกว่าจิตใจดีขึ้น การทำอะไรก็ไม่วู่วามเกินไป คนเราในวัยหนุ่มมัก จะร้อนวุ่นวาย  ทำอะไรก็เอาแตกหักกันเลย  แต่มีประสบการมากเข้าก็ค่อยเปลี่ยนแปลงไป การเปลี่ยน แปลงในรูปอย่างนี้มันดีเหมือนกัน แต่ว่ามันเสียผลเพราะเราไม่รู้วิถีทาง แต่ถ้าเราเรียนรู้ทางเดินไว้เรา ไม่เสียหาย  บางคนกว่าจะเปลี่ยนได้ล้มจนแข้งขาบวงไปแล้ว หักไปบ้างก็มี อย่างนี้เขาเรียกว่า เสียท่า สาวๆ เข้าวัดข้าวาอ่านหนังสือธรรมะไว้เป็นแนวทางชีวิต ชีวิตมันจะไม่ผิดพลาด แต่ว่าจะไปในทางที่ถูกที่ ชอบ ไม่เดินอยู่ด้วยความหลงไม่เดินอยู่ด้วยความมืดบอด แต่ว่าเดินด้วยการลืมหูลืมตา รู้ว่าอะไรเป็นอะไร ตามสภาพที่เป็นจริง ชีวิตก็จะเรียบร้อย เข้าป่าแต่ตอนเช้ามันก็ได้ไม้หลายดุ้น คนโบราณว่า หมายความว่า เริ่มประพฤติธรรม เริ่มศึกษาธรรมะ เอาธรรมะเป็นแนวทางชีวิตไปแต่เริ่มเป็นวัยหนุ่มวัยฉกรรจ์ผู้นั้นจะ ไปได้ไกลมาก   ชีวิตจะมีค่าแล้วอาจจะไม่มีการผิดพลาดถึงกับย่อยยับ  เพราะรู้ว่าอะไรเป็นอะไรแต่เบ องต้น นี้มันดีมีประโยชน์อย่างนี้ เพราะฉะนั้นเราจึงต้องควรจะรู้จะได้รู้ว่า  ทางที่เราควรเดินนั้นคืออะไร พระพุทธเจ้าท่านชี้แนะ ไว้ให้แล้ว นับว่าดีสำหรับคนเราสมัยนี้ที่ไม่ต้องไปค้นหา ไม่ต้องไปเที่ยวคลำหาหนทาง พระองค์ชี้ไว้เสร็จ เขียนไว้เสร็จเลย ทางนั้นทางนี้เขียนไว้ให้เรียบร้อย เราเพียงแต่เปิดดูแล้วเอาไปใช้เท่านั้นเอง ดีหรือ ไม่ พระพุทธเจ้าเสียอีกต้องไปทำงานถึงหกปี จึงได้พบทางเดินที่ถูกต้อง เกือบเอาชีวิตไปทิ้งให้เสือกินเสีย ในกลางป่า  ที่ไปนั่งทรมานบำเพ็ญภาวนาอยู่ในป่าอดหลับอดนอนผอมจนเหลือแต่หนังหุ้มกระดูก ชีวิตเกือบ ไม่รอดในบางครั้ง   นับว่าเป็นบุญที่พระองค์ไม่เป็นอันตราย   มีชีวิตรอดมาได้  แล้วก็ได้เอาธรรมะมา แจกจ่ายสำหรับพวกเราในสมัยนี้ ถ้าเราเอาสิ่งเหล่านี้มาใช้ตั้งแต่เริ่มต้นนับว่าดี เพราะฉะนั้นจึงขอเชิญ ญาติโยมทั้งหลาย  ว่าช่วยกันหน่อย ช่วยกันหันหน้าเข้าหาพระธรรม แต่ว่าอย่าหันเข้ามาแต่เพียงคนเดียว  หลายๆ  คนไปบอกไปจูงกันเข้ามา  เพื่อฝูงมิตรสหายเราไปบอกไปจูเข้าเข้ามาหาทาง  เช่นว่าเราจะ ส่งความสุขให้เพื่อนในวันปีใหม่  แทนที่จะไปซื้อบัตร ส.ค.ส. ที่เขาพิมพ์สวยๆ ดูภาพแล้วก็สบายนิดหน่อย  อ่านข้อความที่ไม่ได้เขียนจากหัวใจอะไรซึ่งไม่ได้เขียนเอาเอง    คนอื่นเขาเขียนไว้ให้    เขียนเป็น โคลงบ้างฉันท์บ้างมันเป็นเรื่องของคนที่เขาจ้างให้เขียน บางทีเขียนคนนั้นอาจจะเป็นคนขี้เมาหยำเปก็ได้  เวลาเขียนฉันท์ต้องเติมเหล้าสักนิดหน่อยก่อนจึงเขียนได้ก็มี   แล้วเราก็ไปซื้อมาส่งไปอย่างนั้น   เพื่อน อ่านก็อย่างนั้น  แต่ถ้าเราส่งสิ่งที่มีค่าแก่เพื่อน เช่นหนังสือธรรมะสักเล่มหนึ่ง เล่มน้อยๆ ห่อใส่ซองส่งไป เป็นของขวัญแก่เขา หรือว่าเอาไปแจกแก่คนที่เราเคารพนับถือ เราเป็นผู้น้อยจะไปเตือนผู้ใหญ่มันก็ลำบาก  สมมติว่าเราเห็นอะไรท่านบกพร่องนี่จะไปบอกว่า ใต้ เท้าอย่างนั้นอย่างนี้  อวัยวะเบื้องต่ำออกมาเท่านั้นเอง  มันเดือดร้อนอย่างนั้น เราจะทำอย่างนั้นไม่ได้  ทีนี้เราเอาหนังสือธรรมะไปให้เป็นของขวัญ เลือกธรรมะที่เหมาะๆ ไปแล้วบอกว่านี่ของขวัญวันปีใหม่ ส. ค.ส. แด่ใต้เท้าพระเดชพระคุณทั้งหลายหรือเพื่อนฝูงของเราทั้งหลาย ก็ส่งไปให้ วันหนึ่งเขาจะต้องอ่าน  หรือเขาอาจจะอ่านเมื่อได้รับก็ได้  นึกว่าเพื่อนอุตส่าห์ส่งมาให้ต้องอ่านเสียหน่อย อย่างนี้มันก็ดีขึ้น มีหมอ อยู่คนหนึ่งแกตายไปนานแล้ว เป็นคนเมาเหลือเกิน เมาจนไม่ได้เรื่อง แล้วก็คนที่ไปเที่ยวติดต่อขายยาเป็น นักธรรมะ เห็นแล้วสงสาร ก็เลยซื้อหนังสือท่านเจ้าคุณพุทธทาสหลายเล่มห่อใหญ่เอาไปให้เป็นของขวัญวัน เกิด รู้ว่าหมอเกิดวันอะไร ก็ส่งไปเป็นของขวัญ แล้วกำชับว่า เวลาไหนไม่เมาขอให้อ่านเสียหน่อย คือว่า ในวันหนึ่งๆ ที่แกไม่เมามันไม่กี่ชั่วโมง มีแต่ตอนเช้าที่รักษาคนไข้ พอบ่ายเริ่มดีกรีขึ้นแล้ว แล้วก็ขึ้นเรื่อยไป จนค่ำคนมืด  ตอนเย็นคนไข้อย่ามาฉีดยาไม่ได้  เมาขนาดอย่างนั้น เลยซื้อหนังสือไปให้ แล้วก็ถามบ่อยๆ  พอเจอทีไร อ่านแล้วหรือยัง ถามบ่อยๆ จนกระดาก อ้ายนี่อุตส่าห์ซื้อมาให้ มันถามบ่อยๆ ต้องอ่านของมัน เสียทีเถอะ  อ่านตอนไหน  ตีสี่ลุกขึ้น เลยก็หยิบมาอ่าน อ่านไปอ่านไป ก็แหมรู้สึกตัว เหมือนคนที่ไม่เคย ดูกระจก  ไม่รู้ว่าผมเผ้าเป็นอย่างไร  หน้าตาเป็นอย่างไร  ว่าผอมขนาดไหนไม่รู้ พอไปดูกระจกตกใจ  โอ้ตายแล้ว  ทำไมหน้าตาเป็นอย่างนี้ ผมเผ้าเป็นกระเซิงอย่างนี้ ตกใจ อ่านไปๆ ก็รู้สึกตัวว่าแหมเหลว ไหลเต็มที ไม่สมกับที่เป็นหมอเลย ไม่สมกับที่ได้ปริญญาเป็นบัณฑิตเอาตัวไม่รอด เลยเปลี่ยนจิตใจเลิกเลย  เลิกดื่มเด็ดขาดไม่ดื่มต่อไป  แล้วก็ยังสูบบุหรี่ควันโขมง อาตมาก็นั่งเฉยๆ แกก็นึกอะไรขึ้นมาก็ไม่รู้พูดออก มาว่า   ผมนี่มันชั่วเหลือเกิน   เรื่องเหล้าเรื่องบุหรี่นี่เลิกแล้ว  ยังอ้ายนี่ยังติดอยู่ถวายอาจารย์ไปด้วย เลยถวาย แล้วก็หยุดตั้งแต่นั้นเลย นี่เขาเรียกว่าเข้าเส้นทางแล้ว เมื่อก่อนนี้เที่ยวขับอยู่ข้างถนน จะลงคู อยู่ตลอดเวลา พอได้ทีขับเข้าเลนส์ตรงดิ่งไปเลย เรียบร้อยได้สร้างบ้านช่องอยู่ ก่อนนี้ไม่มีบ้านอยู่ อยู่โก โรโกโส จังหวัดที่อยู่การเงินมันดีจะตาย ใครไปเป็นหมออยู่ที่นั่นสองปีสร้างตึกสี่ชั้นเลย แกอยู่ตึกชั้นเดียว โกโรโกโสอยู่ตรงนั้นไม่มีทางเลย พอเลิกเหล้าได้ได้สร้างบ้านสร้างช่องเรียบร้อย แต่ว่าอยู่ไม่กี่ปีมะเร็ง กินตับตายเพราะว่ามันมากเกินไป    เสียมาตั้งแต่ตอนหนุ่มก็เลยมาตายเสียเท่านั้นเอง   น่าเสียดายชี วิตอย่างนี้ พลาดท่าอย่างนี้ คือว่าไม่ได้เข้าเส้นทางเมื่อสมัยหนุ่มๆ ทีนี้เรามีเพื่อนมีฝูง  ช่วยกันหน่อย  ถ้าเรารักเพื่อนรักมิตรจริงๆ แล้วก็ช่วยกัน ช่วยดึงให้เข้าเส้น ทางหน่อย ต้อนมาให้เข้าเส้นทางให้ได้ เรียกว่า แม้จะต้องเคี่ยวเข็ญบ้างบังคับกันบ้างก็ไม่เป็นไร บังคับ ให้คนกินยานี่ไม่บาปอะไรหรอก  แต่บังคับให้กินเหล้านี่มันบาปหนักหน่อย บางทีเขาบังคับกันคนไม่ดื่มเอา หน่อยๆ เคี่ยวเข็ญให้ดื่มจนได้ พอดื่มแล้วขอบใจไชโยชนแก้วกันเลย เรียกว่าชวนกันไปในทางอย่างนั้น มัน ชวนผิด  ทีนี้เราชวนกันในทางถูก หันเข้าหาสิ่งดีสิ่งงามในปีใหม่ เจอใครก็ชักจูงเข้า หรือว่าเอาหนังสือ ธรรมะส่งไปเป็นของขวัญ  แจกเป็น ส.ค.ส. ไปอย่างนั้นก็ดี มีประโยชน์แก่เพื่อน เพราะวันหนึ่งเขาจะ ได้อ่าน  จะได้เกิดความสำนึกรู้สึกตัว ในชีวิตของเราที่เกิดมา ถ้าเราได้มีโอกาสทำเพื่อนของเราสักคน หนึ่งที่มันมืดให้สว่าง   ที่หลงทางให้เข้าทางถูกได้   นั่นแหละประเสริฐที่สุดแล้ว  ชีวิตมีค่าแล้ว  ดีกว่า ทอดกฐินทอดผ้าป่าสักร้อยวัดเสียด้วยซ้ำไป  เพราะได้ช่วยเพื่อนให้พ้นนรกขึ้นมาขุมหนึ่ง นับว่าดีเหลือเกิน  อันนี้แหละควรจะช่วยกันทำ ทำให้มาก ในปี พ.ศ.๒๕๒๑ นี่เรียกว่าเป็นปีแห่งความเมตตากรุณากัน ให้เราสร้างเมตตากรุณาต่อเพื่อมนุษย์ ต่อมิตรสหาย  ทีนี้เมตตากรุณาก็คือว่าสงสารเขา เอ็นดูเขา ช่วยเขาให้พ้นจากบาปอกุศล ไม่ว่าในรูปใด  จะเป็นเพื่อนผู้หญิงเพื่อนผู้ชาย เพื่อนผู้ใหญ่เพื่อนผู้น้อย เพื่อนรุ่นราวคราวเดียวกัน อะไรก็ตามทีเถอะ เรา พยายามที่จะดึงเขามาให้เข้าหาทางถูกทางชอบ    เช่นเรามาวัดอย่ามาคนเดียว    พยายามดึงเพื่อน มาหลอกล่อกันมาให้มาถึงวัดก็แล้วกัน เรียกว่าให้ได้มาฟังมาชิมเสียบ้าง บางทีพอชิมแล้วก็ว่าเข้าที เข้าที  ทีหลังเขาก็มาเองนั่นแหละ เราได้ทำประโยชน์อันยิ่งใหญ่แล้ว นี่แหละเป็นบุญอันยิ่งใหญ่ เรานับถือศาสนา แล้วชวนเพื่อนให้เข้าถึงธรรมะ ชักจูงเพื่อนให้เข้าถึงธรรมะนั่นแหละเป็นกุศล เป็นกิจที่เราควรจะช่วยกัน กระทำให้มาก ยิ่งสังคมในปัจจุบันนี้แล้ว อาจจะกล่าวว่าต้องเร่งแล้ว ต้องรีบด่วน เพราะอะไร เพราะสิ่ง ที่ยั่วยุจะทำคนให้เสียคนมันมากเหลือเกิน ถ้าเราไม่ช่วยกันดึงไว้เพื่อนก็จะเสีย แล้วเมื่อเขาเสียแล้วเรา เดือดร้อนด้วยหรือไม่ ลองคิดง่ายๆ ถ้าข้างบ้านเราไม่ดี เรานอนสบายไหม หลับสบายไหม กินสบายไหม  ถ้าคนข้างบ้านไม่ดีเราอยู่ไม่ได้    เดือดร้อน   มีนักเลงหัวไม้อยู่ข้างบ้านนี่เราเดือดร้อนแล้วไม่รู้มันจะ ขว้างบ้านเราเมื่อไหร่ ไม่รู้มันจะมีจี้เราเมื่อไหร่ เราไม่สบาย แต่ถ้าหากว่าคนข้างบ้านเป็นสุภาพชน เป็น สัตบุรุษเป็นคนดี เราสบายใจ ทีนี้เราต้องช่วยกัน ช่วยกันทำคนรอบบ้านเราให้เป็นคนดี ต่างคนต่างช่วยกัน บ้านนี้ทำคนสี่บ้าน  บ้านนั้นทำอีกสี่บ้าน บ้านโน้นทำอีกสี่บ้าน ตีวงออกไปเรื่อยๆ มันก็ค่อยๆ กว้างออกไป  ให้ถือว่าเป็นการกระทำที่ต้องทำ ทีนี้เราอยู่ในสำนักงานก็เหมือนกัน คนที่ร่วมงานกับเรา เราพยายามดึงคนข้างๆ เคียงๆ ก่อน เอา หนังสือไปทิ้งไว้บ้างก็ได้ เพื่อโต๊ะข้างๆ เอาหนังสือธรรมะไปวางไว้ ใครเอามาทิ้งไว้ก็ไม่รู้ ไม่รู้ว่าเรา เอาไปทิ้งไว้  บางทีเขาหยิบขึ้นอ่าน  เราชำเลืองๆ ดูเขาอ่านไป อย่าไปทักท้วงเขาว่าหมู่นี้อ่านหนังสือ ธรรมะธัมโม  เดี๋ยวเขากระดากไม่อ่านเสียอีก คนเรามันก็แปลกทำอะไรดีๆ เพื่อนทักเข้าหน่อยกูไม่ทำ แล้ว อย่าไปทักไปท้วงให้เขาอ่านไป อ่านเล่มนั้นแล้ววันหลังเอาเล่มอื่นไปวางไว้อีกก็ได้ เก็บเล่มนั้นเสีย  แล้วค่อยๆ  พูดค่อยๆ คุยกันในแง่ธรรมะ อย่างนี้มันก็ดีในวงงาน ในวงงานที่เราอยู่ร่วมกันเรียกว่ากรรม การก็ดี  นายทุนก็ดี  ถ้าว่าเป็นผู้ประพฤติธรรมแล้ว  ปัญหามันน้อย เช่นว่านายทุนมีธรรมะ ก็ย่อมมีน้ำใจ เมตตาสงสารต่อกรรมกร  ไม่เอารัดเอาเปรียบ  ให้มีความคิดว่า  คนร่วมงานของเราทุกคนเป็นคนใน ครอบครัวเดียวกันเป็นพี่น้องกัน   ใครจะมาจากไหนก็ตามใจ  เกิดมามันเท่ากันทั้งนั้นแก่เหมือนกันตาย เหมือนกัน ถือว่าเป็นพี่น้องมาอยู่รวมในครอบครัวเดียวกัน ร่วมสุขร่วมทุกข์กันเห็นอกเห็นใจกันช่วยเหลือกัน เจือจุนกันในเรื่องอะไรต่างๆ คนเรามันมีทุกข์มีปัญหาเรื่องเจ็บไข้บ้างเรื่องตายบ้างเรื่องเป็นเอาใจใส่ ช่วยกัน  ถ้ามีโอกาสที่จะช่วยได้  เรียกมาพูดมาคุยมาไต่ถามสารทุกข์สุกดิบ  ปัญหาในครอบครัวเรื่องลูก เรื่องเต้าเรื่องอะไรต่ออะไร  เพียงแต่ชวนพูดชวนคุยเขาก็สบายใจแล้ว เราเป็นนาย ถามเป็นอย่างไร  ลูกคนนั้นเป็นอย่างไร  ถ้าเรารู้จักมักจี่กัน  ไปเยี่ยมไปเยียนถึงบ้านเขา รู้ว่าเขามีลูกกี่คน เราก็ถามไป  เพียงแต่โอภาปราศัยเท่านั้นแหละ คนเหล่ากรรมกรก็ใจสบายแล้ว ใจสบายว่า นายเขาอุตส่าห์ถามถึง มี อะไรที่จะให้ช่วยเหลือบ้าง ก็ช่วยตามโอกาส ไม่ใช่ช่วยพร่ำเพรื่อ เวลาจำเป็นมีอะไรควรจะช่วยเราก็ ช่วยเหลือกัน คือให้มันเป็นกันเอง เห็นหน้ากันแล้วยิ้มกันแล้วใช้ได้ ถ้าเห็นหน้าแล้วตึงเข้าใส่กันแล้วก็อยู่กัน ไม่ได้แล้ว ไม่เท่าใดก็สโตร์แหละมันไม่ชอบกัน อย่างนี้ก็ดี กรรมกรเองก็เหมือนกัน  นึกว่านายจ้างเรานี่  เป็นผู้มีประโยชน์แก่เรา  ถ้าไม่มีนายจ้างไม่มี คนลงทุนสร้างโรงงาน เราจะอยู่กันอย่างไร จะมีงานทำหรือ นี่เขาอุตส่าห์มาลงทุนให้เรามีงานทำ เรา ก็ควรจะนึกว่าเขานี่เป็นร่มโพธิ์ร่มไทรให้แก่เรา  อาศัยกันน้ำพึ่งเรือเสือพึ่งป่าอัชฌาสัย เขาก็จิตคิดดูเล่า เราก็ใจ  คิดกันไปในรูปอย่างนั้นมันก็เข้ากันได้ เป็นพี่เป็นน้องกัน อยู่กันร่วมสุขร่วมทุกข์กัน ถ้ามีอะไรก็ เรียกมาพูดมาคุยกันฉันท์พี่น้อง      ไม่ต้องใช้วิธีการหยุดงานหยุดการให้มันวุ่นวายสร้างปัญหาให้แก่ประ เทศชาติบ้านเมือง อันนี้มันก็ได้ เพราะว่าประพฤติธรรมนั่นเอง ไม่ใช่เรื่องอะไร มีธรรมเป็นหลักประจำ ใจเป็นกันเอง มีอะไรควรจะแจกจะแบ่งให้เขาบ้าง เช่นวันปีใหม่มาประชุมกันจับฉลากแจกของขวัญคนละ เล็กละน้อย  ให้เขาสบายใจ  เลี้ยงอาหารเขาสักมื้อหนึ่งแล้วให้มันเต้นรำกันไปตามเรื่อง ใครอยากจะ สนุกก็สนุกกันไป  แต่ว่าอย่าให้มากเกินไปเดี๋ยวมันจะตีกันเอง  เอาแต่พอดีๆ  พอสมควรแก่เวลา  แจก ของขวัญเด็กๆลูกกรรมกร มีกี่คนเอามาด้วย ไม่ใช่กินแต่คนทำงานเอาลูกมาด้วย เลี้ยงลูกเต้าเอามาเลี้ยง แล้วก็เอาของขวัญแจกเด็กคนละชิ้นๆ มันก็ไม่เท่าไรหรอก ราคามันไม่มากเท่าไหร่ ของเล็กน้อยแจกให้ เด็กเคี้ยวเล่นไปตามเรื่อง เอาไปถึงบ้านมันได้เอาเล่นเฮฮาสบายใจ เป็นเรื่องผูกพันน้ำใจไว้ได้ แต่ว่า ต้องรู้จักให้ไม่ใช่ให้พร่ำเพรื่อตลอดเวลา  อย่างนั้นมันก็มากไป  เราต้องดูกาลเทสะ  คนบางคนเคยบ่น เหมือนกัน บอกว่าแหม ผมมันคนอาภัพ ทำคุณกับคนไม่ขึ้น คือทำไม่เป็น ทำพร่ำเพรื่อเกินไป ทำจนเขาน้อย ใจว่าเรานี่มันแย่มีแต่เขาให้ตลอดเวลา เขากลับน้อยใจเสียอีกให้เขาเรื่อยอย่างนั้น มันต้องดูเวลาที่ควร ให้ ให้เขาลำบากจริงๆ แล้วเราจึงสอดเข้าไปช่วย นั่นมันทำคุณขึ้น คือคนเราเมื่อใดเขาต้องการแล้วเรา ให้เขาสบายใจ แต่เขาอยู่เฉยๆ เรานึกขลังขึ้นมาก็เอาเงินไปให้เขาแจกเขา เขาเฉยๆ นึกว่ามีเรื่องอะ ไรอีกแล้วแจกเงินอย่างนี้   จะหาเสียงกับพวกกูอีกแล้ว  มันคิดไปในเรื่องอื่น  มันไม่เป็นบุญเป็นคุณเขา เรียกว่าทำไม่เป็น  เรามันต้องดูกาลเทสะว่าอะไรควรไม่ควร เวลาที่เขาจำเป็นแล้วก็สอดแทรกเข้าไป ช่วยเหลือ มันมีคุณมีค่า แต่ถ้าไม่จำเป็นก็ไม่มีคุณค่าอะไร เขากินอิ่มแล้วยังเอาข้าวไปเลี้ยงมันได้เรื่องอะ ไร เขาได้ก็อย่างนั้นเขาไม่ดีใจอะไร แต่กำลังหิวนี่เอาไปให้แล้วเขารู้สึกว่า แหม มีค่าเหลือเกิน ในเรื่องอื่นก็เหมือนกันที่จะทาคุณให้มันขึ้น   ก็ต้องรู้กาลเทสะ  แต่ถ้าเราทำโดยไม่หวังอะไรตอบ แทนก็อีกเรื่องหนึ่ง แต่ถึงกระนั้นมันก็ต้องดูเวลา ว่าอะไรควรอะไรไม่ควร ทำให้มันพอเหมาะพอดี สมาน ไมตรีต่อกันไว้ได้  จึงควรจะอยู่กันด้วยน้ำใจ  เมตตาต่อกัน ให้นึกไว้ในใจเสมอว่า สัตว์ทั้งหลายอันเป็น เพื่อนร่วมทุกข์เกิดแก่เจ็บตายด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น ร่วมทุกข์กันนั้นไม่ใช่ร่วมสุขกัน เพราะโลกนี่มันเป็นทุกข์  พระพุทธเจ้าท่านบอกว่า มันมีแต่ทุกข์เท่านั้นเกิดขึ้น ทุกข์เท่านั้นตั้งอยู่ทุกข์เท่านั้นดับไป นอกจากทุกข์หามีอะ ไรไม่ เพราะฉะนั้นเราจึงพูดว่า สัตว์ทั้งหลายเป็นเพื่อนร่วมทุกข์เกิด แก่ เจ็บ ตายด้วยกัน ทีนี้ทำอย่างไร จะให้เขามันทุกข์น้อย  เราก็ทุกข์อยู่เขาก็ทุกข์อยู่ ช่วยกันให้ทุกข์มันน้อยลงไปหน่อย ลดทุกข์ให้แก่คนทุกคน เท่าที่เราจะช่วยได้ โอกาสอำนวยให้แผ่เมตตากับใคร ให้ได้บำเพ็ญคุณธรรมข้อนี้เมื่อใดเราก็ช่วยเขาเท่า ที่เราจะทำได้  เราช่วยเขามันธรรมดา  ก็สะท้อนกลับมาหาเราเอง มันช่วยกันไปในตัวอยู่แล้ว คนใดไม่ เคยช่วยใครย่อมไม่ได้รับความช่วยเหลือจากใคร  คนไม่เคยให้ไม่มีหวังว่าจะได้หรอก แต่ถ้าให้ไว้บ่อยๆ  มันก็ได้เอง  มันมีอะไรที่จะให้เกิดการได้ขึ้นมา  มันก็เป็นเรื่องที่น่าคิดเหมือนกันในเรื่องนี้ คนบางคนว่า  เอ๊มันได้ได้ก็เพราะให้นั่นเอง เราให้แล้วมันก็ได้ เพราะฉะนั้นให้ความรักความเมตตาต่อเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน  แม้ต่อสัตว์เดรัจฉาน ให้อยู่ด้วยอารมณ์ อย่างนั้นในปีใหม่  เรียกว่าอยู่ด้วยความเมตตาปราณีต่อกัน  อยู่ด้วยการช่วยเหลือกัน มีอะไรพอที่จะช่วย เหลือเพื่อนมนุษย์ได้เราก็เข้าไปช่วยเหลือ   เท่าที่เรามีทุนมีเรี่ยวแรงมีสติปัญญา  มีความสามารถอันใด พอจะช่วยเหลือเพื่อนด้วยวิธีใด เราก็ช่วยกันเท่าที่จะอำนวยให้ได้ ความสุขความสงบในสังคมก็จะเกิดขึ้น สมความปรารถนา เพราะเราจะให้ใครมาช่วยทำให้เราเป็นสุขไม่ได้ เราทุกคนต้องช่วยกันจัดช่วยกันทำ ด้วยตัวของเราเอง   ความสุขความสงบก็จะเกิดขึ้นได้สมตามความปรารถนา  ดังที่ได้กล่าวมาเพื่อเป็น เครื่องเตือนจิตสะกิดใจแก่ญาติโยมในวันอาทิตย์ปีใหม่ ก็พอสมควรแก่เวลา ขอยุติไว้แต่เพียงเท่านี้.