ปาฐกถาธรรม โดย พระเทพวิสุทธิเมธี(ปัญญานันทะภิกขุ) เรื่อง วิธีอบรมลูกหลาน วันอาทิตย์ที่ ๑๕ มกราคม ๒๕๒๑ ญาติโยมพุทธบริษัททั้งหลาย ณ  บัดนี้ถึงเวลาของการฟังธรรมะปาฐกถา  อันเป็นหลักคำสอนในทางพระพุทธศาสนาแล้ว ขอให้ ทุกท่านอยู่ในอาการสงบ  ตั้งอกตั้งใจฟังด้วยดี  เพื่อให้ได้ประโยชน์อันเกิดขึ้นจากการฟัง ตามสมควรแก่เวลา เมื่อวานนี้เป็นวันที่  ๑๔ มกราคม ทางราชการถือว่าเป็นวันเด็ก เมื่อวานนี้เด็กก็คงจะได้ไปเที่ยว เตร่สนุกสนานกันตามเรื่องตามราว  การจัดงานวันเด็กทุกปีก็เกี่ยวกับเรื่องการเที่ยวเป็นส่วนใหญ่ แต่ปีนี้ ได้ทราบข่าวว่า มีการจัดนิทรรศการในเรื่องที่เป็นประโยชน์ เช่นนิทรรศการเรื่องสิ่งเสพติดให้เด็กเห็นว่า มีโทษมีทุกข์อย่างไร  หรือแสดงอะไรต่างๆ  อันเป็นประโยชน์แก่การศึกษา  ก็นับว่าเป็นการก้าวหน้าใน เรื่องการจัดงานวันเด็กประการหนึ่ง วันนี้ใคร่ที่จะพูดกับญาติโยมสักเล็กน้อยในเรื่องเกี่ยวกับเด็กๆ เพราะ เราถือว่าเป็นเรื่องสำคัญ เป็นอนาคตของชาติของประเทศ ในเวลานี้เขาเรียกว่า เด็กนี่เป็นทรัพยากรสำ คัญของชาติ ในทางพระพุทธศาสนามีพระพุทธภาษิตอยู่บทหนึ่งว่า ปุตฺตา วตฺถุมนุสฺสานํ แปลว่า บุตรเป็นที่ตั้ง แห่งมนุษย์ทั้งหลาย  ถ้าพูดภาษาง่ายๆ ก็พูดได้ว่า บุตรเป็นผู้สืบต่อมนุษย์ต่อไป คือทั้งหญิงชายเขาเรียกว่า บุตร คือทั้งหญิงชายเขาเรียกว่าบุตร คือทั้งหญิงชายลูกหญิงชายของเราทุกครอบครัว เป็นผู้สืบต่อวงศ์สกุล  สืบต่อเรื่องชาติเรื่องบ้านเมือง  เรื่องความก้าวหน้าอะไรทุกสิ่งทุกประการให้เจริญต่อไป  จึงถือว่าเป็น เรื่องสำคัญสำหรับครอบครัวสำหรับประเทศชาติ ที่จะดำเนินก้าวหน้าต่อไปตามสมควรแก่ฐานะ เพราะฉะนั้นในทางศาสนา  ก็ได้บัญญัติระเบียบการไว้เหมือนกัน ว่าพ่อแม่ควรจะทำอย่างไรกับลูก ของตน เพื่อให้ลูกของตนมีความเจริญก้าวหน้าทั้งกายทั้งใจ ชีวิตก็จะได้เป็นประโยชน์แก่ครอบครัวต่อไปใน กาลข้างหน้า อันนี้ควรจะถือว่าเป็นเรื่องสำคัญที่จะต้องช่วยกันคิดช่วยกันทำ เพราะว่าในครอบครัวทั่วๆ ไป นั้น ย่อมจะมีความปรารถนาความมีบุตร ความปรารถนาที่จะมีบุตรนั้นมีไว้เพื่ออะไร หลักใหญ่ก็เพื่อจะได้พึ่ง พาอาศัยเมื่อเราแก่ชรา  เมื่อเราเจ็บไข้ได้ป่วย  เพื่อทรัพย์สมบัติที่เราหาไว้ได้จะไม่เสียหาย จะมีผู้รับ มรดกตกทอดต่อไป ผู้ที่จะได้รับมรดกต่อไปนั้นก็คือบุตรธิดาของเรานั่นเอง เพราะฉะนั้นจึงเป็นความอุ่นใจ ของคนที่มีบุตรมีธิดาในครอบครัว  ครอบครัวใดไม่มีบุตรมีธิดา ก็มีความทุกข์ความเดือดร้อนใจ ในศาสนา ฮินดูจึงได้มีนรกไว้ขุมหนึ่ง  เขาเรียกว่าปุตตนรก นรกขุมนี้สำหรับพ่อแม่ที่ไม่มีลูกชาย มีลูกหญิงแล้วก็ยังไม่ พ้นนรกของอินเดีย ต้องมีลูกชายด้วยจึงจะพ้นนรกไป เขาเรียกว่าปุตตนรก นรกนี้ไม่ได้อยู่ใต้ดินหรือว่าอยู่ ที่ไหนอะไรหรอก แต่หมายความถึงว่าพ่อแม่มีความร้อนอกร้อนใจ เพราะไม่มีบุตรไว้สืบสกุล มีลูกหญิงนี้สืบ สกุลไม่ได้ เพราะว่าเมื่อแต่งงานแล้วก็ไปอยู่กับสามี มีครอบครัวไปก็ขาดจากสกุลนี้ไป แต่ว่าลูกชายเป็นผู้ สืบสกุลของพ่อแม่ เพราะฉะนั้นพ่อแม่ที่ไม่มีลูกชายนี้ ทางอินเดียเขาถือว่าตกนรกขุมนี้ทีเดียว แล้วอีกประการหนึ่งเวลาตาย ลูกชายจะต้องเป็นคนจุดไฟเผาศพก่อนเพื่อน ไม่ใช่ให้คนมีเกียรติจุด เหมือนบ้านเรา บ้านเราต้องหาเป็นคนมีเกียรติในสมาคมนั้น เป็นผู้จุดเพลิงเป็นคนแรก อินเดียนั้นเขาทำ เป็นระเบียบมาตั้งครั้งโบราณ   ลูกชายคนหัวปีของครอบครัวจะต้องเป็นผู้จุดไฟเผาบิดามารดา  ถ้าไม่มี ลูกชายคนหัวปีก็รองลงไป ถ้าไม่มีลูกชายเลย ก็เอาหลานชายคนใดคนหนึ่งขึ้นมาเป็นผู้จุด เช่นบัณฑิตเนรูห์ ท่านมีแต่ลูกหญิง  คือท่านผู้หญิงอินทิราคานธีไม่มีลูกชาย  แต่ลูกผู้หญิงมีลูกชายสอนคน  คือสัญชัย สัญเชษฐ์  เพราะฉะนั้นเมื่อเนรูห์ตายเจ้าสัญชัยที่มีชื่อเสียงอยู่ในปัจจุบันนี้ ที่ทำยุ่งอยู่นั่นแหละเป็นผู้จุดไฟเผาก่อนใครๆ เขาทำกันมาอย่างนั้น  เพราะฉะนั้นในเวลาเผาศพเขาไม่ต้องมองว่า  ใครมีเกียรติกี่คนมานั่งอยู่ในที่นี้  เจ้าลูกชายไปจุดเลยคนอื่นก็ไปจุดตามกันต่อไป   เมื่อไม่มีบุตรชายก็เป็นทุกข์ว่าใครจะเผาศพเราเป็นคน แรก ใครจะรับมรดกของเรา ใครจะดูแลเราเมื่อเจ็บไข้ได้ป่วย วงศ์สกุลของเราก็คงจะขาดสูญไป อันนี้ เป็นความทุกข์ของครอบครัวอันหนึ่งของพ่อแม่ทั่วๆ  ไป  เพราะฉะนั้นจึงอยากจะมีบุตรหญิงชายไว้สืบสกุล  บางคนมีลูกหญิงตั้งหลายคน  ไม่มีลูกชายก็นึกว่าขอให้มีลูกชายสักคนเถอะ  เที่ยวไปบนบานศาลกล่าวไหว้ โน่นไหว้นี่  เพราะให้มีสมใจ  บางทีมันก็มีบางทีก็ไม่มี  เรียกว่ามีความทุกข์อยู่ แต่ถ้ามีลูกหญิงลูกชายใน ครอบครัวแล้วก็สบายใจ เช่นมีลูกสองคนชายกับหญิงคนหนึ่งพ่อแม่ก็สบายใจ อย่างนี้เป็นตัวอย่าง ในครอบครัวเด็กๆ     นี่เป็นเครื่องปลื้มใจ    ครอบครัวใดมีเด็กอยู่ในครอบครัวมากๆ    ก็มี ความสบายอกสบายใจ บางครอบครัวมีลูกหลายคน แล้วก็มีหลานมากๆ ก็ยังคุยอวดได้ว่ามีหลานเท่านั้นคน เท่านี้คน   เป็นความปลื้มในเวลาไปไหนก็มีหลานตามหลังเป็นพรวนทีเดียว  คุณย่าคุณยายก็สบายใจว่ามี หลานมากๆ ถึงแม้จะจ่ายเงินจ่ายทองเลี้ยงดูก็ไม่ทุกข์ไม่ร้อน มีความปลื้มใจว่ามีมากๆ ดี ทำไม่จึงดี คือว่า คนเราถ้ามีพวกมากก็ดี สกุลใหญ่หมายความว่ามีคนมากๆ เท่ากับมีพวกมาก เมื่อมีพวกมากก็จะได้ร่วมใจกัน ทำมาหากิน  แล้วเป็นที่เกรงขามของคนอื่น  เช่นในครอบครัวใดมีลูกมากๆ หลานมากๆ เพื่อนเขาเกรง  โอ้ไม่ได้มีพวกมากครอบครัวนั้นสกุลนั้นเขาใหญ่ ใหญ่หมายความว่ามีสมาชิกมากเขาก็ยำเกรง เพราะฉะนั้น พ่อแม่ปู่ย่าตายาย มีความภูมิใจในเรื่องลูกเรื่องหลาน แต่ว่าความภูมิใจนั้นก็เป็นเหตุให้เกิดทุกข์ได้เหมือน กัน  เพราะว่าความทุกข์มันเกิดจากความรัก  พระท่านกล่าวว่า  ปิยโต  ชายเก  โสโก ความโศกมา จากความรัก  ไม่มีความรักมันก็ไม่มีความทุกข์  ทีนี้คนเรายังอยู่ในโลกยังตัดกิเลสไม่ได้ ก็ย่อมจะมีความ อาลัยใยดีในเรื่องของครอบครัวอยู่  อันนี้เป็นธรรมดาของคนทั่วๆ ไป แต่ว่ามีลูกนี้ถ้าไม่ดีแล้วก็เดือดร้อน เหมือนกัน คนโบราณจึงพูดว่า  ลูกที่ตายไปแล้ว กับลูกที่ยังไม่เกิดนั้น ดีกว่าลูกที่เกิดมาแล้วสร้างความทุกข์ให้ แก่ครอบครัว  คนที่ตายไปแล้วมันไม่ได้ทำให้เดือดร้อนต่อไป เดือดร้อนประเดี๋ยวประด๋าวคือเสียใจว่ามัน ตายไปแล้ว  หรือว่าคนที่ยังไม่เกิดก็ไม่ได้สร้างความทุกข์อะไรให้  แต่คนที่อยู่ทำแต่เรื่องเดือดร้อนใจให้ แก่พ่อแม่นั่นแหละเขาเรียกว่า ตัวนรก เป็นผู้สร้างขุมนรกให้แก่พ่อแม่ ทำให้พ่อแม่มีปัญหาทำความยุ่งยากลำ บากใจอยู่ตลอดเวลา ปัญหามันจึงเกิดมีอยู่ในครอบครัวอย่างนี้ ทีนี้ปัญหาเหล่านี้แก้ได้หรือไม่ ถ้าหากว่าเรา ประพฤติธรรมเอาคำสอนในทางพระพุทธศาสนามาปฏิบัติ ก็สามารถแก้ได้เหมือนกัน ไม่ให้สิ่งชั่วสิ่งร้ายเกิด ขึ้นในครอบครัวได้ แต่ว่าคนเรามักจะมีข้อเสียอยู่ประการหนึ่ง มีอะไรเกิดขึ้นในครอบครัวแล้วไม่มองดูที่ตัว ว่าเราทำผิดอะไร  เช่นมีลูกไม่ดีไม่ได้คิดว่าตัวไม่ดีด้วยหรือเปล่า พ่อแม่ไม่ค่อยได้คิดว่าตัวบกพร่องอะไร  เลี้ยงลูกอย่างไรได้สั่งสอนอบรมลูกอย่างใด ไม่ค่อยได้คิดพิจารณา ไปคิดแต่เพียงว่าลูกมันไม่ดี มันไม่ดี มัน ไม่ดีอยู่ตลอดเวลา  แต่พ่อแม่ไม่ดีนั้นไม่ได้คิดถึงบ้างเลย จึงไม่สามารถจะแก้ปัญหาอะไรบางอย่างได้ ใน ทางธรรมะท่านจึงสอนว่า  พ่อแม่นี้เป็นผู้สำคัญในครอบครัว  เป็นผู้นำของลูก ท่านจึงเปรียบว่าเป็นพรหม ของบุตรธิดาบ้าง เป็นเทวดาบ้าง เป็นครูคนแรกบ้าง เป็นมิตรในเรือนบ้าง เป็นผู้ช่วยเหลือลูกด้วยประ การต่างๆ ทุกสิ่งทุกประการ เป็นทุกอย่างของลูก แต่บางทีพ่อแม่ก็กระทำผิดไปในเรื่องบางสิ่งบางอย่าง เพราะฉะนั้นคนที่เป็นพ่อแม่ เรียกว่าเริ่มต้นจะเป็นพ่อแม่ก็ดี หรือว่าเป็นพ่อเป็นแม่แล้วก็ดี จะต้องมี ความคิดอยู่อันหนึ่งว่า  เราเป็นพ่อแม่แล้ว  มีคนคอยดูเราอยู่ตลอดเวลา ผู้นั้นคือลูกของเรานั่นเอง ลูกนี่ คอยดูแม่ อย่าว่าแต่ลูกเลย แม้แต่สัตว์เดรัจฉานมันก็ดูแม่มันอยู่ตลอดเวลา คอยติดตามแม่ แม่อยู่ตรงไหนมัน ก็อยากจะอยู่ตรงนั้น  ลูกหมาน้อยๆ  ที่เลี้ยงไว้  ถ้าเอาไปไว้ในกุฏิปิดประตูไว้ มันต้องมานั่งอยู่ตรงประ ตูมองทางช่องเล็กๆ  เพราะแม่มันนอนอยู่ทีหน้าประตูที่บันได  มันต้องนอนมองอยู่ตรงนั้น สูดกลิ่นแม่มันอยู่ ตรงนั้นเอง แต่พอเปิดประตูมันกระโดดลงไปเลยงับคอแม่มันบ้างงับหางบ้าง มันแสดงความปลื้มใจ เหมือน ได้พบอะไรๆ  ที่สำคัญทีสุดในชีวิต คือแม่นั่นเอง คนก็เหมือนกันยิ่งกว่าสัตว์เดรัจฉาน แปลว่าลูกนี่คอยดูพ่อ แม่อยู่ตลอดเวลา คอยถ่ายทอดนิสัยใจคออะไรต่างๆ จากพ่อแม่ ทีเราเรียกกันว่า กรรมพันธุ์ กรรมพันธุ์นั้น ไม่ใช่ติดมาจากสาบเลือดไม่ใช่  แต่ว่ามันติดเพราะการถ่ายทอดนิสัย เพราะความใกล้ชิดนั่นเอง เช่นว่า ลูกอยู่กับพ่อใกล้ชิดพ่อมากมักจะถ่ายทอดนิสัยจากพ่อ       รวมความว่าทั้งพ่อทั้งแม่เป็นภาพตัวอย่างที่ลูก จ้องมองอยู่ตลอดเวลา  ถ้าจะเปรียบลูกก็เหมือนกับกล้องถ่ายรูป ที่คอยถ่ายภาพพ่อภาพแม่ไว้ในใจของตัว ตลอดเวลา ถ้าเราแสดงภาพดีๆ งามๆ ให้ลูกเห็น ลูกก็ถ่ายภาพที่ดีที่งามไว้เอาไปใช้เป็นนิสัยต่อไป แต่ถ้า เราแสดงภาพไม่ดีให้ลูกเห็น ลูกก็ถ่ายภาพที่ไม่ดีนั้นไว้ในจิตใจของตัวเหมือนกัน อันนี้เป็นเรื่องธรรมดาที่มี อยู่ทั่วๆ  ไป เพราะฉะนั้นเราจะสังเกตเห็นได้ว่า ลูกพ่อใดแม่ใดก็ตามก็มักจะมีนิสัยคล้ายพ่อคล้ายแม่ คน ไทยเราจึงพูดเป็นคำพังเพยว่า ลูกไม้หล่นไม่ไกลต้น หมายความลูกไม้นี่หล่นอยู่ใต้โคนไม้แหละ เราไปใน ป่าเห็นลูกไม้อะไรหล่นอยู่แหงนขึ้นไปดูเถอะลูกต้นนั้นแหละ  มันไม่หล่นไปไกลต้นของมัน แต่อยู่ใต้ต้นตลอด เวลา ฉันใด ลูกเต้าของคนนี่ก็เหมือนกัน ไม่ได้หล่นไปไกลจากนิสัยใจคอความเป็นอยู่ของพ่อแม่ มันจะถ่าย ทอดเอาไปทุกสิ่งทุกอย่าง นี่เรื่องสำคัญมาก เพราะฉะนั้นผู้ที่เป็นพ่อเป็นแม่ของเด็กนี่แหละ  ต้องนึกเป็นเครื่องเตือนใจไว้เสมอว่า มีคนที่คอยดู เราและเอาเราเป็นตัวอย่างอยู่  ผู้นั้นก็คือลูกหญิงลูกชายของเรานั่นเอง พ่อแม่จึงต้องมีความระมัดระวัง ตัวอยู่ตลอดเวลา   ต้องประพฤติตนอยู่ในศีลธรรม  มีระเบียบบังคับตัวเองในเรื่องการพูดการจา  การ แสดงออกกิริยาท่าทาง อะไรทุกสิ่งทุกอย่างที่เราแสดงออกไปนั้น เราต้องระมัดระวังที่สุด เพราะว่าเด็ก มันจะจำเอาไป  เด็กนี่ยังไม่รู้จักเลือกเฟ้น  ยังไม่รู้ว่าอันใดดีอันใดชั่ว  อันใดเป็นความเสื่อมอันใดเป็น ความเจริญ  ยังไม่เข้าใจ  เพราะฉะนั้นเมื่อเห็นคุณพ่อคุณแม่ทำอะไร ก็มักจะเอาไปเป็นตัวอย่างในชีวิต ของเขา  ฝังไว้ในจิตใจ  สิ่งใดที่เรารับไว้ตั่งแต่เป็นเด็กน้อย ๆ มันฝังแน่นเหลือเกินญาติโยมลองสังเก ตุดูตัวเราเองแต่ละคนเถอะ  มีหลายเรื่องหลายประการที่เรารับมาจากพ่อแม่ของเรา ตั้งแต่น้อย ๆ ถ้า เราอยู่ใกล้แม่เราก็รับของคุณแม่มาก   ถ้าเราอยู่ใกล้พ่อเราก็รับของพ่อมาก   สิ่งนั้นมันฝังแน่นในจิตใจ เรียกว่ากลายเป็นนิสัย  เป็นสันดานก็ได้ เพราะว่าในสมันนั้นจิตใจของเรายังสะอาดอยู่ยังไม่มีอะไรเป็น พื้นฐาน เพราะฉะนั้นสิ่งที่เรารับไว้จากพ่อแม่นี่มันไปสร้างฐานขึ้นในจิตใจของเรา ทำให้เราเป็นอย่างนั้น เป็นอย่างนี้ เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญมาก ซึ่งเราเรียกกันว่าเป็นกรรมพันธุ์ ผู้ที่สร้างกรรมพันธุ์ให้แก่ลูกนั้นคือพ่อแม่ แล้วก็ยังมีคนเกี่ยวข้องอีกสองคู่คือ คุณปู่คุณตา คุณย่า คุณยายด้วย  เพราะว่าอยู่ในครอบครัว  คนไทยเรานี้ก็มีดีอยู่เรียกว่าอยู่ด้วยกัน พ่อแม่ ปู่ตา ย่ายาย อยู่ ด้วยกัน  แล้วในสถาบันครอบครัวก็ถือว่า พ่อแม่ ปู่ย่า ตายายเป็นสถาบันที่สูงสุดในครอบครัว เป็นผู้ที่ควร แก่การเคารพสักการะบูชา  ครอบครัวใดเคารพนับถือบิดามารดา ปู่ตา ย่ายาย ครอบครัวนั้นจะไม่ล่มไม่ จม  เพราะมีฐานทางใจดีงาม  แล้วก็อยู่ด้วยกันมีความสุข แต่ว่าบางทีอาจจะเสียหายได้เหมือนกัน เช่น  คุณปู่  คูณตา คุณย่า คุณยายนี่มีความรักหลานมากไป รักหลานมากกว่าลูกเสียอีก เคยถามคนแก่บางคนว่า  ลูกกับหลานนี่รักอันไหนมาก บอกว่ารักหลานมากกว่าอย่างนั้น ทำไมจึงได้รักหลานมาก ลูกมันโตแล้วไม่น่า เอ็นดูแล้วเก้งก้างพิกลอยู่  แต่ว่าหลานน้อย ๆ นี้น่าเอ็นดู น่ารักน่าเห็นอกเห็นใจ เพราะฉะนั้นจึงเอาใจ มากมักจะช่วยเหลือในกิจการทุกสิ่งทุกอย่าง  บางทีหลานทำผิดคุณแม่ดุ  ย่าเข้าไปเกี่ยวข้อง คุณยายเข้า ไปเกี่ยวข้องอย่าไปดุมัน  มันเป็นเด็กน้อย  ๆ มันไม่รู้อะไรหากว่าคุณแม่จะตีหลานก็มาตีฉันอย่าไปตีหลาน เลย  แล้วใครจะไปตีคุณย่าคุณยายได้ จะไปตีได้อย่างไร นี่มันเป็นปัญหา ทีนี้เด็กพอคุณแม่ดุก็วิ่งเข้าไปหา คุณย่า  วิ่งเข้าไปหาคุณยาย คุณย่าคุณยายเลยเป็นเกราะป้องกันเด็กไว้ไม่ให้คุณแม่ดุคุณแม่ตี เด็กก็เลยได้ ใจ คุณแม่พูดอะไรก็อ้างย่าอ้างยายเสียตลอดเวลา เพราะฉะนั้นคนที่มีวัยอยู่ในปูนย่าปูนยายก็ต้องทำเฉย  ๆ  เสียบ้าง นึกว่าลูกของเขาไม่ใช่ ลูกของฉัน  แต่มันหลานต่างหาก  อย่าไปยึดถือมากเกินไป  ให้เขาบอกเขาสอนเขาแนะกันไปตามเรื่อง ราวของเขา  เราอย่าเข้าไปสอดแทรก  เรียกว่าไม่แทรกแซงกิจการในประเทศของลูกเขามันจะไม่ยุ่ง มากเกินไป  นี่บางทีมันจะแทรกแซงมากไปหน่อย  แทรกแซงจนเด็กเสียคน ทีนี้พ่อแม่ก็บ่นว่าลูกผมมันเสีย เพราะคุณแม่ ท่านเอาใจมากเกินไป เราจะว่าท่านก็ไม่ได้เกรงใจ ทำให้เสียหาย เพราะฉะนั้น  คุณย่าคุณยายต้องเฉยในบางครั้ง  จะสอนหลานก็ได้แต่ว่าทีหลังเวลาเขาทุบเขาตีกัน แล้ว  หยุดร้องให้กันแล้วก็เรียกมา แล้วก็ค่อยพูดค่อยจาค่อยแนะนำ ท่านเตือนว่านี่แหละหนูทำผิดอย่างนั้น อย่างนี้ไม่ดีนะ  แม่เขาต้องตี  ต้องสอน แม่เขารักหนูจึงต้องเฆี่ยนต้องตีอย่างนี้ ทีหลังหนูต้องจำใส่ใจไว้  อย่าประพฤติสิ่งใดที่ขัดใจแม่ต่อไปนี่เรียกว่า  ช่วยแนะนำช่วยเตือน  ถ้าไม่สอนอย่างนั้นเด็กมันก็ไม่รู้เรา เรียกมาสอนทีหลัง   มาพูดเอาอกเอาใจแนะนำว่า   ทีหลังอย่าได้ทำอย่างนั้นอีกแม้ย่านั่งอยู่ก็ช่วยไม่ได้  ยายนั่งอยู่ก็ช่วยไม่ได้หรอก  เพราะเป็นเรื่องของคุณแม่จะต้องสอนลูก  เมื่อแม่ของลูกเล็ก  ๆ  ยายก็ตี อย่างนี้เหมือนกัน เวลาแม่ดื้อยายก็ตีอย่างนี้เหมือนกัน เด็กก็รู้ว่าคุณแม่เมื่อเด็ก ๆ ก็ถูกคุณยายตีเหมือนกัน ทีนี้เด็กมันก็พอเข้าใจเรื่องแต่ถ้าเราไปโอ๋เสียมากเกินไปหลานได้ใจอ้างคุณยายเป็นเกราะทุกที  อย่างนี้มันก็เป็นเหตุให้เกิดความเสียหายส่วนคุณปู่ตานั้นไม่ค่อยยุ่งเท่าไหร่หรอกเพราะไม่ค่อยเอาใจใส่  เพราะไม่ใช่เรื่องอะไร  คุณย่าคุณยายนี่แหละยุ่งมาก  อยู่สักหน่อย เอาใจใส่อยู่พิเศษ ไม่ได้ไปไหนก็อยู่ กับลูกกับหลาน  อย่างนี้ต้องช่วยกันแก้ไขอย่าไปป้องกันเด็กมากเกินไป เรียกว่ารักมากเกินไปก็ไม่ได้ รัก แต่พอดีพองาม ตะล่อมกล่อมเกลาหลานน้อย ลูกน้อยให้เป็นคนดีต่อไป อันนี้ก็เป็นเรื่อหนึ่ง ทีนี้เรื่องของพ่อแม่นั้นก็ยึดหลักไว้ว่า   เราจะต้องห้ามลูกไม่ให้กระทำความชั่วแนะนำลูกให้ กระทำความดีให้ได้รับการศึกษา  วิชาการ  ตามสมควรแก่ฐานะ แก่สติปัญญาของเขา ครั้นเมื่อศึกษาจบ แล้วอย่าให้อยู่เฉย ๆ ต้องหางานหาการให้เขาทำ เช่นเด็กหนุ่ม ต้องหางานให้เขาทำให้เพลิดเพลินด้วย การงานที่เขาทำ  ครั้งเมื่อเห็นว่าเขาพอจะเป็นฝั่งเป็นฝาตั้งเนื้อตั้งตัวได้เป็นหลักเป็นฐานต่อไปก็จัดหาคู่ ครองที่สมควรให้  มอบทรัพย์ให้สักก้อนหนึ่งเอาไปทำทุนเพื่อเอาไปทำมาหากินต่อไปอันนี้เป็นหน้าที่ของพ่อ แม่ตามหลักธรรมะที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแนะนำผู้ครองเรือนไว้ด้วยอาการเช่นนี้  เรื่องการห้ามไม่ให้ กระทำความชั่วนี่เป็นเรื่องแรกเรื่องสำคัญที่สุด เรื่องที่จะสอนเด็กไม่ให้กระทำความชั่วนั้น เราสอนด้วยวิ ธีสองประการ ทำให้ดูเป็นตัวอย่างแล้วก็พูดให้เขาฟังบ่อยๆ ในเรื่องไม่ดีไม่งาม แต่ว่าเรื่องนี้ไม่สำคัญเท่า กับการทำให้ดู การกระทำให้ดูนี่เป็นภาพประทับใจเป็นเรื่องที่เด็กได้มองเห็นอยู่ตลอดเวลา เพราะฉะนั้น เราจะต้องคอยควบคุมตัวเองบังคับตัวเองไว้  ตัวอย่างเช่นการพูดการจาเป็นเรื่องสำคัญ  บางทีอาจจะ เผลอไปพูดคำหยาบคายออกไปบ้างกับคนนั้นกับคนนี้   เช่นว่ากับคนใช้หรือกับใครๆ   ไม่ดีทั้งนั้นเรื่องคำ หยาบคายพระพุทธเจ้าท่านบอกว่า  พึงเปล่งวาจางาม  หมายความว่าพูดคำดีสุภาพเรียบร้อยไว้เสมอ ยิ่ง กับคนใช้ด้วยแล้วยิ่งสำคัญที่สุด  อย่าได้พูดคำหนักๆ กับเขาเป็นอันขาด เพราะอะไร เพราะคนใช้มันมีปม ด้อยอยู่ในใจ มีความรู้สึกต่ำต้อยน้อยอกน้อยใจ สมัยก่อนไม่มีหรอกปมด้อยอย่างนี้ เดี๋ยวนี้คนมันปลุกระดมกัน ปลุกระดมให้เห็นว่าคนหนึ่งอย่างนั้นคนนั้นอย่างนี้   นายทุนเป็นอย่างนั้นกรรมกรเป็นอย่างนี้   บ่าวเป็น อย่างนั้นนายเป็นอย่างนี้ คนไดที่เป็นคนรับใช้อยู่ในบ้านก็จงรักภักดีต่อนาย นายจะพูดจะว่าอะไรก็ไม่ถือว่า อะไร แม้จะดุ บางทีทุดตีก็ไม่ว่าอะไร เรียกว่าเฉยๆ เพราะอะไร เพราะไม่มีใครไปยุนั่นเอง ไม่มีใคร ไปพูดอย่างนั้นอย่างนี้ ไม่มีคนคอยยุคอยแหย่ เดี๋ยวนี้มีคนประเภทหนึ่งที่คอยยุแหย่เพื่อผลประโยชน์ของเขา ไม่ใช่เรื่องอะไร ให้คนมันแตกกันดีแยกกันดีเขาคิดอย่างนั้น ยุเข้าให้ถึงในครอบครัว แม้คนใช้เดี๋ยวนี้ก็ถือ สิทธิ์บางอย่าง อันนั้นใช้ได้อันนี้ใช้ไม่ได้ นอกเวลามันต้องมีพิเศษอะไรอย่างนี้ ไม่เหมือนสมัยก่อน คนอยู่ใน บ้านจะปลุกขึ้นดึกดื่นก็ไม่ว่า เดี๋ยวนี้ไม่ได้แล้ว มีคุณยายคนหนึ่งแกตักบาตรทุกวันๆ  ตักมากๆ  เสียด้วย แล้วต่อมาหายไปไม่ตักบาตร ก็เคยไปรับ บาตรเสมอก็ไม่เยี่ยม  ไปคุยถึงเรื่องอื่น  แล้วว่าคุณโยมหมู่นี้ไม่เห็นตักบาตร แหม ใจอยากจะตักทุกวันๆ  แต่ตักไม่ได้  เพราะคนใช้เขาไม่ยอมตื่นหุงข้าวตอนตีสี่ ก็เรียกว่าถือสิทธิ์ขึ้นมาแล้ว ถือเสรีภาพขึ้นมาแล้ว  ไม่เหมือนคนใช้สมัยก่อน  หลังสงครามไม่เอาแล้ว พอให้ตื่น ไม่ไหว จะให้ตื่นอะไรแต่ดึกกำลังนอนสบาย  จะให้ลุกไปหุงข้าวต้มแกง  เขาไม่รับจ้าง  มาอยู่พอทำอย่างนั้นคืนสองคืนหายไปแล้ว  คนใหม่มาก็ไปอีก  เลยต้องเลิกไม่ทำต่อไป  นี่แสดงว่าเขาตื่นตัวในเรื่องสิทธิ์ขึ้นมา เพราะว่ามีคนบอกว่าเรามีสิทธิอย่างนั้น อย่างนี้  มันเป็นอย่างนี้ เพราะฉะนั้นเราต้องคอยระวังเสียแล้ว แม้การพูดก็เหมือนกัน กับคนใช้ ถ้าเรา พูดคำหนักๆ  เขาโกรธขึ้นมา  มันเอาตัวอย่างกัน ข่าวในหนังสือพิมพ์มันมี มันทำตัวอย่าง เกิดความเสีย หาย เพราะฉะนั้นเราต้องพูดนิ่มนวล เวลาโกรธเราไม่พูดกับใครๆ นั่งเฉยๆ เพราะเราไม่เป็นตัวเอง ในเวลานั้น  เรานั่งสงบใจ  ถ้านั่งตรงนั้นไม่ได้ก็รีบเข้าห้องไปเสีย ปิดประตูเสียแล้วก็นอนเสีย หายใจ ยาวๆ สักเก้าสักสิบครั้ง ตั้งตัวใหม่พอใจเย็นแล้วก็ค่อยออกมาพูดจากันใหม่ พูดเป็นน้ำเป็นนวล ทำอย่างนั้น ไม่ถูกทำอย่างนี้มันของเสียหาย ไม่ดี ของนี้ราคามันก็แพง ไม่ใช่ได้มาเปล่าๆ พูดจาแนะนำ ทีหลังควรจะ ทำอย่างนั้นอย่างนี้  มันก็เกิดอารมณ์สบายใจ  คนเราพูดกันเวลาโกรธไม่ได้ ผู้ฟังก็ไม่สบายใจ ผู้พูดก็ไม่ สบายใจ เดือดร้อนกันทั้งนั้น แล้วอีกอย่างหนึ่งลูกน้อยของเราก็จอมองเห็นว่าคุณแม่พูดอย่างนั้น เขาจะไป มั่งเวลาเขาโกรธเขาก็พูดอย่างนั้นด้วยเหมือนกัน   พูดคำเช่นนั้นออกไป  อย่างนี้เรียกว่าเป็นตัวอย่างที่ แสดงเรื่องไม่เหมาะออกไปให้เขาเห็น เราต้องระมัดระวังก่อนจะพูดจา คนที่เป็นพ่อเป็นแม่นี่ไม่ใช่เรื่องง่าย   คิดดูให้ดีแล้วมันเรื่องยาก  ไม่ใช่เป็นกันอย่างสนุกสนานไป อย่างนั้นมันง่าย แต่ถ้าเป็นด้วยความตั้งอกตั้งใจมันยาก เพราะว่าต้องมีระเบียบบังคับตัวเอง ถ้าพูดภาษา ไทยๆ ก็ว่า ต้องเป็นผู้ดีอยู่ตลอดเวลา เมื่ออยู่ต่อหน้าลูกของเราเผลอไม่ได้เดี๋ยวมันจะถ่ายทอดไปเป็นนิสัย ของเด็กต่อไป อันนี้เป็นเรื่องที่จะเสียหาย ลูกเราจะได้ถ่ายทอดเรื่องอย่างนี้ไว้ การพูดให้ฟังการทำให้ดู ในเรื่องอะไรต่างๆ มีเรื่องหนึ่งสำคัญอยู่เหมือนกันว่า  ความเคารพกันในครอบครัว เราต้องแสดงให้เด็กของเราเห็น  เช่นเรามีคุณแม่อยู่มีคุณพ่ออยู่ หรือมีคุณปู่คุณตา คุณย่าคุณยายอยู่ในครอบครัว เราต้องแสดงความเคารพนับ ถือกันตามลำดับชั้นลงมา  กับคุณปู่คนตา  คุณย่าคุณยาย  คุณพ่อคุณแม่ต้องแสดงความเคารพกันให้เด็กเห็น  แสดงความนอบน้อมความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่  ความเอาใจใส่การเป็นการอยู่ของท่าน ทำให้เด็กของเราได้ เห็นไว้   ผลมันจะดีเมื่อเราแก่   เมื่อแก่ลงไปเด็กมันจะได้ว่า   แม่เคยทำกับคุณยายอย่างนั้นทำกับคุณ ลุงอย่างนี้   เขาจำแบบไว้  อันนี้เขาเรียกว่าเป็นจารีตประเพณีในครอบครัว  ถ้าว่าเราทำสืบต่อกันมา โดยลำดับแล้ว   เด็กมันก็จำได้เอาไปใช้ต่อไป   ถ้าเราเฉยเมยไม่เอาใจใส่  เวลากินก็ไม่เอาใจใส เวลานอนก็ไม่เอาใจใส่   เจ็บไข้ได้ป่วยก็ไม่เอาใจใส่   เวลาเราแก่ลงเราจะไม่ได้รับการเอาใจใส่ จากลูก เวลานี้มีความสะดวกสะบายอยู่อย่างหนึ่งเรื่องเจ็บป่วย จ้างพยาบาลมาดูแล้วเราไม่เกี่ยวข้อง ก็ ไม่ได้เหมือนกัน  ต้องเข้าไปเยี่ยมเยียนดูแล  เวลาเข้าไปถ้าเรามีลูกก็เอาเข้าไปด้วย ลูกจะได้เห็นบท เรียนของชีวิต  ว่าเราปฏิบัติต่อคุณพ่อคุณแม่ คุณปู่คุณตา คุณย่าคุณยายเวลาเจ็บไข้ได้ป่วยอย่างไร เด็กมันก็ เห็นเป็นตัวอย่าง  เวลาเราแก่ลงเขาจะได้จำได้ เอาไปใช้ในชีวิตประจำวันต่อไป ประโยชน์มันเกิดแก่ เราไม่ได้หายไปไหน อันนี้เป็นเรื่องสำคัญ ให้ดูว่าครอบครัวใดที่พ่อแม่ไม่เอาใจใส่ดูแลต่อบุคคลที่เจริญในสกุล พอต่อมาก็ลำบาก เพราะฉะนั้น จึงมีระเบียบอยู่อันหนึ่งว่า เชษฐปจายีเชษฐสตรีหมายความว่า เคารพต่อเชษฐบุรุษเชษฐสตรีในครอบครัว  ผู้ทีมีอาวุโสในครอบครัวต้องเคารพ     การเคารพกันตามลำดับชั้นมันเป็นระเบียบของสังคม     เป็น การสร้างสรรความเจริญความก้าวหน้าในชีวิตในครอบครัวในการงานการเป็นอยู่    สังคมใดที่ไม่มีการ เคารพกันตามอาวุโส  สังคมนั้นไม่ค่อยจะเรียบร้อย  ต่างคนต่างอยู่ต่างไป มันก็เกิดปัญหา แต่ถ้ามีความ เคารพกันตามลำดับ  เช่นน้องเคารพพี่ พี่ก็เคารพพี่คนโตต่อๆ ไป พี่ก็เคารพแม่ มันเรียงลำดับกันอย่างนี้  ความเป็นระเบียบมันมีใจครอบครัว    ระเบียบในครอบครัวนั่นแหละมันเป็นระเบียบของชาติ   เพราะ ทุกครอบครัวทำอย่างนี้แล้วก็ชาติมันก็เป็นไปในรูปนั้นเหมือนกัน เรื่องของชาติก็คือเรื่องของครอบครัว ถ้า ในครอบครัวดีชาติมันก็ดี   แต่ถ้าในครอบครัวทุกครอบครัวไม่ได้ความ  คนในชาตินั้นก็ไม่ได้เรื่องได้ราว เหมือนกัน  นี่เป็นเรื่องที่น่าคิดในเรื่องนี้  เพราะเป็นทางส่งเสริมสิ่งดีสิ่งงามให้เกิดขึ้นในสังคมของเรา ได้ประการหนึ่ง  นี่คือการห้ามไม่ให้ลูกได้เห็นสิ่งชั่วสิ่งร้าย  แล้าเราก็แนะนำในเรื่องดี  การแนะนำใน เรื่องดีต้องหมั่นพูดหนั่นสนทนากันในเวลาว่างๆ หาโอกาสที่จะสนทนากับลูกของเราให้เป็นเรื่องสบายใจ การคุยกับเด็กอย่าคุยให้เป็นเรื่องหนักใจ  อย่าให้เอาจริงเอาจังกันมากเกินไป เคร่งเครียด คุยกันใน สนามหญ้าแล้วเราก็คุยกันด้วยเรื่องนั้นเรื่องนี้  เล่านิทานให้ฟังบ้าง เล่าเรื่องชีวิตของคนให้ฟังบ้าง หรือ ได้เห็นสิ่งนั้นสิ่งนี้รอบ  ๆ ตัว เราก็เอามาพูดให้ฟังว่า สิ่งนั้นมันดีอย่างไร สิ่งนั้นไม่ดีอย่างไร วันละเล็ก ละน้อยค่อยสอนไปค่อยเตือนไป  แต่ว่าทำให้สม่ำเสมอ  ไม่ใช่ว่านาน  ๆ ทำกันทีหนึ่ง อย่างนี้ไม่ได้ อา หารต้องกินทุกวัน  น้ำต้องดื่มทึกวัน  ลมหายใจต้องสูดเข้าสูดออกอยู่ทุกวัน  สิ่งที่เป็นประโยชน์แก่จิตใจก็ เหมือนกัน เราต้องทำสม่ำเสมอ ถึงเวลาไปนั่งคุยกันในสนามหญ้า ไปเดินคุยกันตามกะถางต้นไม้ ให้เด็ก ดูต้นไม้สวย  ๆ  งาม  ๆ คุยกันเรื่องต้นไม้ก็เป็นเรื่องศีลธรรมไปในตัว ในไม้มันมีสภาพอย่างไร อะไร อย่างไรก็คุยกันไป  สอนกันไป  ให้เขารู้จักเมตตาต่อต้อนหมากรากไม้  มีสัตว์เลี้ยงเราก็สอนให้เขากัน สัตว์เลี้ยง แสดงความกรุณาปราณี ต่อสัตว์เหล่านั้น ให้เด็กเกิดอารมณ์ในทางดี แล้วเด็กก็สบายใจกลับมา ถึงบ้านได้คุยกับคุณพ่อคุณแม่บ้าง ได้สนุกกันในคารอบครัวบ้านมันก็เป็นสวรรค์ ทีนี้  ถ้ากลับมาคุณพ่อก็ไม่เอาใจใส่ คุณแม่ก็ไม่เอาใจใส่ หน้าบึ้งหน้าตึงไปหมดทั้งสองข้าง เด็กมัน ก็ไม่รู้จะมองหน้าใคร  มองหน้าพ่อเป็นยักษ์วัดแจ้ง มองหน้าแม่ก็เป็นยักษ์วัดโพธิ์ ที่นี้มันยุ่ง มันจะไปไหน  มันก็ออกจากบ้านไปโน่นหน้าโรงหนัง  เจอเพื่อนพวกเดียวกันเยอะแยะสนุกใหญ่เลย   เด็กที่ไปนอนอยู่ ตามหน้าโรงหนังนี่มันรักกันจริงๆ มีอะไรก็เอามากินกันคนละนิดละหน่อย ได้กล้วยมาผลหนึ่งคนนั้นกัดคำ หนึ่งส่งไปให้คนนั้นกัดคำหนึ่ง   ส่งไปให้คนนั้นกัดคำหนึ่งมีขนมก็แบ่งกันกิน  มันกักกันเหลือเกินนอนคลุกอยู่ กับขี้ฝุ่น มันอยู่ด้วยอารมณ์ชื่นใจสบายใจ   มันกักกันมันก็อยู่กันได้แต่พอมาถึงบ้านไม่เห็นใครรัก   มัน ขาดความอบอุ่นเขาเรียกว่าอย่างนั้น  ถ้าเป็นบ้านเราไม่ควรจะเรียกว่าอบอุ่นเพราะมันอุ่นเหลือเกินแล้ว  ควรจะเรียกว่า มันขาดความเย็นอกเย็นใจ มาถึงบ้านมันร้อนไปหมด มองหน้าใครก็ร้อน คุณแม่ก็เอาแต่ดุ  คุณพ่อก็เอาแต่ดุ  มีแต่เรื่องอย่า  อย่าไม่  ไม่ อยู่ตลอดเวลา เด็กมันไม่รู้เรื่องว่าอย่าเพราะอะไร ไม่ เพราะอะไร  ไม่เพราะอะไร  คือว่ามีแต่ห้ามแต่ไม่บอกเหตุผลให้เด็กเข้าใจว่าทำไมไม่ควรทำอย่างนั้น อย่างนี้ มันไม่รู้เรื่อง ทำไมมีแต่เรื่องอย่า อย่า อยู่ตลอดเวลา มีแต่เรื่องไม่ ไม่อยู่ตลอดเวลา มันเดือด ร้นใจ  ทีนี้เราต้องพูดอธิบายให้เขาเข้าอกเข้าใจ  ว่าอันใดถูกอันใดผิด  อันใดดี อันใดชั่ว เรื่องเล็กๆ  น้อยๆ เราก็คอยบอกค่อยเตือนเขา หรือว่าเก็บรวมรอดไว้ได้ ค่อยพูดกันตอนกลางคืนก็ได้ กลางคืนนี่เราอยู่ในครอบครัวคนโบราณเขาทำ  สมัยนี้บางครอบครัวอาจจะทำ  แต่บางครอบครัว อาจจะละเลยไปเสียแล้ว  เพราะละเลยเรื่องนี้แหละปัญหามันจึงมีมากขึ้นในครอบครัว คือละเลยการนำ เด็กเข้าไหว้พระสวดมนตร์ตอนก่อนนอน เราควรจะนำเด็กไหว้พระสวดมนตร์ ในบ้านเรามีห้องพระอย่ามี ไว้เฉยๆ  อย่ามีไว้ว่าเรามีพระเชียงแสน  มีพระสุโขทัย  มีพระอู่ทอง แล้วมันจะเจริญ ไม่ใช่อย่างนั้น  บางบ้านเขาถือว่ามีเชียงแสน  สุโขทัย อู่ทอง ครอบครัวจะเจริญ ถ้าเอาไปวางไว้เฉยๆ มันจะเจริญขึ้น ได้อย่างไร กลายเป็นของรกบ้านไปเท่านั้นเอง ไม่ได้สาระอะไร เรามีพระไว้สำหรับเข้าไปกราบไหว้บู ชา เพื่อจะได้นึกถึงพระ เพราะฉะนั้นเวลากลางคืนก่อนหลับก่อนนอนควรจะมีเวลาสักหน่อย มีกระดิ่งเล็กๆ ไว้สักใบหนึ่ง กริ่ง กริ่ง เด็กมันรู้แล้ว เด็กมันหัดง่ายสักวันสองวันเดี๋ยวมันก็ไปเตือนแม่ แม่ลืมเด็กมันไป บอกแม่ไหว้พระกันเถอะมันจะนอนไม่ใช่อะไร มันไปเตือนแม่ด้วยซ้ำไป เราหัดเด็กอย่างนั้น ให้ไปนั่งพร้อม หน้า  จุดธูปเทียนบูชาสักการะ ให้เด็กรู้ พูดให้เข้าใจเวลาจะไหว้ ไม่ใช่ถึงเอ้าไหว้พระไหว้พระ เราก็ ต้องพูดว่าเรานี่คนไทย เรานับถือพระพุทธศาสนา ชาติไทยเมืองไทยได้อยู่เย็นเป็นสุข ก็เพราะอาศัยพระ ธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า  บารมีพระธรรมนี่แหละรักษาคุ้มครองจิตใจคนไทยให้อยู่เย็นเป็นสุข วันนี้ เรามีชีวิตมาเรียบร้อยตลอดเวลา  โดยอาศัยบารมีธรรมของพระพุทธศาสนา เรามากราบพระกันก่อนนะ ลูกนะ  พ่ออยู่ก็กราบพร้อมกันมานั่งพร้อมหน้ากัน ถ้าไม่มีก็คุณแม่ คือว่าศาสนานี้ฝากไว้กับคุณไม่ คุณพ่อนี่ไม่ ค่อยมาบ้านกลางค่ำกลางคืนบางทีเที่ยวเถลไถล ไม่ค่อยอยู่บ้าน เพราะฉะนั้นให้กับแม่เถอะแม่เป็นผู้รักษา ไว้  คุณแม่อยู่ก็จัดทำไป นำลูกไหว้พระ ไหว้ตามแบบนี้แหละ เอาแปลเลย อรหัง สัมมาสัมพุทโธ ว่าดังๆ  ลูกว่าไม่ได้แม่ก็ว่าไปดังๆ  ให้ลูกฟังไปก่อน  พอนานๆ เด็กมันก็คล่องเด็กมันจะไวของอย่างนี้ พอเด็กจำ สวดมันพร้อมหน้าเลย  พอแม่ขึ้นอรหัง  ลูกก็รับว่า  สัมมาสัมพุทโธ ภควา พระผู้มีพระภาคเจ้า เป็นพระ อรหันต์  ดับเพลิงกิเลสเพลิงทุกข์สิ้นเชิง  สนุกเลย ในครอบครัวนั้นสวดมนตร์กันสนุกสนานเด็กสวดมนตร์ เรียบร้อย  เสร็จแล้วก็ให้นั่งสงบนิดหน่อย อย่าให้ถึงห้านาทีมันจะนานไปเอาสักสองนาที นั่งสงบใจทำใจ ให้สงบ  ฝึกเด็กให้รู้จัดอดทนรู้จักบังคับตัวเอง  ให้ความควบคุมตัวเองได้  เสร็จแล้วเราก็สนทนากันใน เรื่องธรรมะวันละนิดละหน่อย เล่าเรื่องพระพุทธเจ้าให้เด็กฟังบ้าง เล่าเรื่องความงามความดีบ้าง เสร็จ แล้วให้เด็กกราบคุณแม่ก่อนไปนอน  คุณแม่ก็ให้พระว่า ขอให้ลูกเป็นผู้มีจิตใจเจริญงอกงามในทางธรรมนะ ลูกนะ ให้พรอย่างนั้น อย่าให้พรว่า เออหลับให้สบายนะลูกนะมันจะหลับกันใหญ่เลยถ้าอย่างนั้น ถ้าให้พรว่า เป็นสุข เป็นสุข มันเป็นความเพ้อฝัน ไม่ได้เรื่องอะไร แต่เราพูดเป็นข้อเตือนใจว่า ขอให้ลูกของแม่จง เป็นผู้เจริญในคุณงามความดี ตามหลักคำสอนของพระพุทธเจ้า แล้วให้ลูกไปนอน แม่ก็ไปจัดแจงเรื่องหลับ เรื่องนอนของลูกให้เรียบร้อย   อย่างนี้ทำทุกคืนๆ   เด็กจะมีนิสัยโน้มเอียงมาในทางพระศาสนา   จะ ว่านอนสอนง่ายจะไม่ลำบาก มีพ่อแม่หลายคนมาบ่นว่า แหมลูกผมนี่สอนยาก ที่สอนยากเพราะอะไร คือไม่ได้สอนมาตั้งแต่ตัวเล็ก ตัวน้อยๆ ไม่อ่อนไม่ดัดมาดัดเอาเมื่อมันแก่แล้ว ต้นตะโกเท่าข้อมือแล้วเราจะไปดัดได้อย่างไร ดัดมันก็หัก ละซี้  ทีนี้เรามันต้องดัดมาตั้งแต่ต้นน้อยๆ  แต่งดัดกิ่งดัดก้านมาตั้งแต่ต้นน้อยๆ มันก็ได้รูปทรง การดัดคนก็ เหมือนกัน ต้องฝึกต้องสอนมาตั้งแต่ตัวน้อยๆ จึงจะได้ เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ต้องทำในปัจจุบันแล้ว สมัยก่อนนั้น ไม่สู้กระไรหรอก เพราะอะไร เพราะสิ่งแวดล้อมไม่มีในทางชั่ว มีแต่เรื่องดีเรื่องงามเรื่องความสบายทั้ง นั้น  คนกรุงเทพฯ สมัยก่อนลองถามคนที่มีอายุขนาดหกสิบเจ็ดสิบเวลานี้ว่า กรุงเทพฯ สมัยก่อนเป็นอย่าง ไร  มันเงียบๆ  เหงาๆ  ไม่ครึกครื้นเหมือนกับสมัยนี้  สิ่งชั่วร้ายมันไม่ค่อยมี  แต่เดี๋ยวนี้มีทุกหัวระแหง ทุกอย่างมันเยอะ  ครูฝ่ายชั่วมันมาก ครูฝ่ายดีมันน้อยในสังคมปัจจุบันนี้ เพราะฉะนั้นเราจะต้องดึงไว้ ถ้า ไม่ดึงไว้   ผีมันดึงไปเรามันลำบากเดือดร้อนเท่านั้นเอง   เราจึงต้องคอยดึงคอยสอนคอยเตือน  คอย พูดคอยจาแนะนำไว้ทุกโอกาส เห็นอะไรที่พอจะเอามาเป็นบทเรียนให้ลูกได้ เราต้องสอนต้องพูดให้ฟัง นั่ง รถไปเห็นอะไรก็ต้องพูดให้ลูกฟัง  พูดให้ลูกรู้เรื่อง นั่นมันเป็นอะไรเพราะอะไร ทำไมมันเป็นเช่นนั้น นั่น แหละเขาเรียกว่า  ความชั่ว ความไม่ดีไม่งาม หาเรื่องคุยกันไปเรื่อยๆ ตลอดไปในเรืองแนะนำอย่างนี้  เรียกว่าแนะนำอยู่ทุกโอกาสที่จะพึงกระทำได้ นานๆ  เราพาลูกมาเที่ยวที่วัดมาวัดวาบ้างเป็นครั้งคราว  พามาเพื่อให้เด็กได้คุ้นกับสถานที่วัดวา อาราม แต่ว่าทางวัดนี้ยังไม่ได้จัดให้เรียบร้อย ความจริงมันต้องมีอีกอันหนึ่ง คือว่าโยมพาเด็กมาต้องมีอีก แห่งหนึ่ง มีพระสักองค์รวมเด็กไปนั่งอยู่ทางโน้นให้ไกลออกไปหน่อย ไม่ให้ได้ยินเสียงหนวกหูจากลำโพงนี้  แล้วไปนั่งคุยกันสนุกตามใต้ร่มไม้  อันนี้เป็นโครงการฝันไว้ในใจแต่มันยังทำไม่ได้  ยังไม่พร้อม  ถ้ามีคน แล้วก็นึกว่าต้องเอาเด็กไปสักแห่งหนึ่ง  ไปนั่งประชุมกันตรงไหนๆ  แล้วก็คุยกันเรื่องน้อยๆ ให้พอเด็กได้ เพลิดเพลินในด้านสนุกสนานบ้าง   เช่นเล่าเรื่องนิทานบ้างเรื่องชาดกบ้าง   อะไรต่ออะไรมีภาพประ กอบบ้าง ให้เด็กเขาได้ดูได้ชมกัน เสร็จแล้วเลี้ยงน้ำหวานคนละถ้วยก็ยังดี ให้เด็กกินแล้วก็สบายใจ เด็ก จะมีนิสัยว่า เออไปวัดนี่สนุกดี หัดมาตั้งแต่ตัวน้อยๆ เดี๋ยวนี้เราไม่ได้เอาเด็กมาอย่างนั้น พ่อแม่เคยบ่นว่า อย่างนั้น นี้เรามันผิด มันผิดที่เรา ไม่ค่อยเอาใจใส่ในเรื่องลูกเรื่องหลาน พอโตขึ้นแล้วว่าไม่นอนสอนไม่ ฟัง มันมีความคิดอะไรมากเกินไปเสียแล้ว เราจึงค่อยสอนไปตั้งแต่ตัวน้อย กล่อมเกลานิสัยใจคอไปเรื่อยๆ คนโบราณไม่ได้สอนเมื่อเด็กเล็ก   เขาสอนมาตั้งแต่ในท้องเขาสอนอย่างโรโยมอาจจะไม่รู้  เอ้พูดกัน อย่างไรอยู่ในท้อง  คือเมื่อมีท้องแม่เป็นคนรักษาศีล เขาสวดมนตร์ภาวนา เขาควบคุมจิตใจ คือโกรธใคร ไม่ได้  ขณะมีท้องเขาไม่ให้โกรธใคร ไม่ให้เกลียดใคร ไม่ให้ริษยาใคร ทำใจให้ดีให้มีอารมณ์สดชื่น ให้ พอใจในเรื่องให้ทานในเรื่องรักษาศีล พอใจเรื่องภาวนา สวดมนต์ไหว้พระนี่เรื่องแม่ ทีนี้พ่อก็เหมือนกัน  เรียกว่าต้องช่วยแม่ เวลามีท้องพ่อต้องไม่เที่ยวไม่เตร่กลับบ้านตามเวลา รู้จัก เอาอกเอาใจ รู้ว่าเวลานี้แม่กำลังเขียนภาพอันสวยงามอยู่ ถ้าเราทำให้เกิดโมโหแทนที่จะเขียนภาพหน้า มนุษย์สวยๆ  เขียนเป็นรูปยักษ์ไปเลยมันเป็นอย่างนั้น  ต้องช่วยกันอย่างนี้ช่วยกันจึงจะดี นกมันยังช่วยกัน เลย  สมัยก่อนอยู่ในเชียงใหม่เห็นนกสองตัวมันมีหน้าต่างตาข่าย  แล้วก็มีซุ้มพวงแสดอยู่ตรงหน้าต่าง เอ๊  นกสองตัวมันมาทำอะไรกัน  มันทำรังมันช่วยกันทำรัง  ช่วยกันคาบหญ้ามาทำรัง อาตมาก็นั่งดูมันไม่เห็น เพราะดูข้างในหน้าต่างดูมันสบายเลย  มันก็ช่วยกันทำรังหลายวัน พอเสร็จเรียบร้อยตัวเมียมันนอนออก ไข่เลย  ออกไข่มาสามฟอง  เมื่อขณะตัวเมียออกไข่นึกในใจว่า นกนี่มันมีวัฒนธรรม มันมีระเบียบรู้เวลา เวลาเมียกำลังกกไข่ กูต้องหาหนอนไปเลี้ยง มันบินมาให้ทุกวันมาถึงป้อนเลยแล้วมันก็หายไป แล้วเอามา อีกแล้วมันก็ทำอยู่อย่างนั้น จนกระทั่งว่าออกลูกมาสามตัว เมื่อลูกออกมาสามตัว สองตัวนี่ก็ออกช่วยกันไปหา อาหารมาป้อนลูก มันเป็นสัตว์ประหลาด สุนัขพ่อมันไม่รู้จักลูก อาตมาเคยสังเกตนกนี่มันทั้งสองฝ่ายช่วยกัน พอกระทั่งลูกออกขนบินได้  สองตัวบินนำจากพุ่มแดด  ไปพุ่มลำใยไปพุ่มมะม่วง แล้วก็บินกลับมา พอลูกบิน เก่งไปเลยไม่กลับมาอีกแล้ว เรียกว่าไปเที่ยวได้ตามสบาย คิดว่านี้มันรู้จักวัตรฐากกันดี ปรนนิบัติเอาใจ ใส่ มนุษย์เราควรจะเก่งกว่านกทั้งสองตัวนั้น  เวลาภรรยาตั้งท้องตั้งครรภ์ต้องเอาใจใส่ไปไหนก็เอา ของมาฝากถามสารทุกข์สุขดิบ  คือให้เกิดความสบายใจ  ให้เกิดความอุ่นใจ อย่าให้เกิดความทุกข์ความ เดือดร้อน  ทีนี้แม่ใจเย็นใจสบาย ลูกก็เรียบร้อย สังเกตุดูหลายครอบครัว ลูกเกิดมาไม่ค่อยจะเรียบร้อย เกะกะ ถามว่าทำไมมันเกะกะลูกคนนั้น คนอื่นไม่เกะกะ ตอนนั้นมันยุ่ง แม่กับพ่อมันทะเลากันทุกวันลูกเกิด มาไม่เรียบร้อย แล้วลูกยังชื่อว่า เจ้าวุ่นเสียด้วย เดี๋ยวนี้ก็ยังอยู่คนชื่อวุ่น แก่กว่าอาตมา เวลานี้ไปเจอกัน หูตึงเวลานี้ อาตมายังถามคุณป้าว่า ทำไมลูกชายคนนี้จึงชื่อวุ่น เวลาตั้งท้องเจ้าหนี้ทะเลาะกับพ่อมันบ่อยๆ  จึงชื่อวุ่น  ลูกก็ไม่ค่อยเรียบร้อย  นี่มันเป็นอย่างนี้  นี้เป็นความจริง ถ้าทุกคนเรียบร้อยสงบลูกก็ดี นี้เรา ต้องสอนเวลาลูกแต่งงานต้องสอนให้เขาเข้าใจในเรื่องนี้ เรานิมนต์พระไปงานแต่งงานไม่ใช่ต้องการให้ ไปพรมน้ำมนตร์เฉยๆ น้ำมนตร์ไม่ต้องพรมก็ไม่เป็นไร ก็เท่านั้นแหละ เรียนว่าเป็นธรรมดา ทีนี้ต้องพรมน้ำ ธรรมลงไปในใจของคู่บ่าวสาวให้เขารู้ว่า  ต่อไปนี้ต้องรับผิดชอบแล้วจะกินจะอยู่กันอย่างไร  ควรจะทำ อย่างไรเรื่องอะไรต่ออะไรมันหลายเรื่อง    ต้องสอนให้เขาเข้าใจจะดีขึ้น   พ่อแม่มีหน้าที่อย่างนี้ที่จะ ต้องสอนมาแต่เริ่มต้น โดยลำดับขึ้นมาจนกระทั่งเขาออกมาสู่โลก รู้เดียงสาเราค่อยฝึกค่อยสอนไป จนกระ ทั่งเด็กไปโรงเรียนเราก็อย่านึกว่าครูสอนแล้วไม่ได้ ครูมีเวลาน้อยแล้วก็ถือว่าไม่ใช่ลูกของฉัน ลูกศิษย์มัน ไม่ใช่ลูกเกิด  สู้พ่อแม่ไม่ได้หรอก  แต่ว่าครูก็สำคัญเหมือนกันมีส่วนช่วย คือว่าคนสามคู่คือพ่อแม่ ครู พระ  ต้องช่วยกัน  นักบวชในศาสนา  ไม่ว่าศาสนาไหนต้องช่วยกัน แม่ พ่อ เป็นผู้เริ่มต้น ครู ต่อไปพระนี่ช่วย อีกทีหนึ่ง ร่วมแรงร่วมใจกัน แต่ว่าพระนี่ลำบากหน่อย ถ้าโยมไม่เอามาก็ไม่มีโอกาสสอนเหมือนกัน แต่ถ้า เอามาใกล้ก็ช่วยกันสอน เวลานี้เช่นหน้าต้อนพาลูกมาให้บวชเสีย  ๒ เดือน ยี่สิบวัน สิบห้าวัน อย่าบวชน้อยๆ หน้าร้อนต้อง เอามาบวชเดือนหนึ่งอย่างน้อย เดือนครึ่งสองเดือน หรือตลอดปิดเทอมก็ได้ เอามาไว้วัดนี่สบายใจดีไม่ยุ่ง ไว้บ้านเดี๋ยวเราไปธุระโน่นเด็กมันก็ไปเที่ยวมันว่างโรงเรียนปิด เอ้ามาฝากวัดเสียเลย สมภารเจ้าวัด ท่านช่วยอบรมบ่มนิสัยมันก็ดีจะช่วยญาติโยม ปรากฏว่าค่อยดีขึ้น พวกที่บวชแล้วมันค่อยยังรู้ชั่วรู้ประสีประสา ขึ้นหน่อย นี่เป็นการช่วยกัน ถ้าได้ช่วยกันทุกฝ่ายเด็กของเราก็จะดีขึ้นทุกโอกาส  มีอีกสิ่งหนึ่งที่ลำบากใจคือสิ่งแวดล้อม อันนี้ทำ ไม่ได้ พ่อแม่ ก็ทำไม่ได้ ใครๆ ก็ทำไม่ได้ ต้องรัฐบาลถึงจะทำได้สิ่งแวดล้อมที่เหลวไหล ต้องแก้สิ่งแวดล้อ ม  แต่ว่าเราจะไปแก้เขาก็ไม่ได้  เราแก้ในครอบครัวของเรา  ให้ลูกของเรารู้ว่าไอ้นั่นไม่ดี ไอ้นี้ไม่ดี  เพื่อมันจะได้เข้าใจเรื่องราวถูกต้องตามสภาพที่เป็นจริงต่อไป เด็กมันก็จะไม่เหลวไหลออกนอกลู่นอกทาง  อันจะเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่ชีวิตแก่การงานของเขา เรื่องมันก็จะเป็นไปด้วยความเรียบร้อย อัน นี้เป็นเรื่องที่น่าคิด วันนี้วันอาทิตย์ก็นำเรื่องนี้มาปรารภกับญาติโยม ผู้เฒ่าผู้แก่ พ่อ แม่ ทั้งหลาย ให้ช่วยกัน คิดถึงอนาคตของเด็กให้มาก  สร้างเด็กให้ดีชาติของเราก็ดี  ถ้าเราสร้างเด็กเละเทะ ชาติก็ไปไม่รอด  ความสำคัญมันอยู่ตรงนี้ เพราะฉะนั้นต้องสร้างตั้งแต่ตัวน้อยๆ  ค่อยกล่อมเกลา ค่อยสั่งสอนให้เขาได้เชื่อฟัง พ่อ แม่ เป็น เรื่องสำคัญ ไอ้เรื่องเชื่อฟังเป็นบาทฐานอันแรก ฝึกให้เชื่อฟังก่อน ถ้าไม่เชื่อไม่ฟังแล้วไปไม่รอด เรื่องที หลังลำบาก มันไปเชื่อคนอื่นโน่น ไม่เชื่อพ่อ เชื่อแม่ เชื่อคนอื่นมากกว่าทีนี้มันก็ลำบาก เพราะฉะนั้นให้เขา เชื่อฟังพ่อ แม่ ให้มีความจงรักภักดีต่อ พ่อ แม่ ให้มาก แล้วก็จะเอาตัวรอดได้ ไม่เกิดความเสียหาย นึก ถึงเรื่องนี้แล้วก็เอามาปรารภสู่กันฟัง  เพื่อเป็นแนวคิดสำหรับญาติโยมทั้งหลาย  บางครอบครัวก็เรียกว่า เรียบร้อย เลี้ยงดี ลูกก็เจริญก้าวหน้า แต่อาจจะมีบางครอบครัวมีปัญหาก็ช่วยกัน แก้ที่เราด้วย แก้ที่ลูกด้วย แก้กันทั้งสองฝ่ายเรื่องทั้งหลายก็จะเป็นไปในที่ทางที่ถูกต้อง ดังที่กล่าวมาก็พอสมควรแก่เวลา ขอจบไว้สำ หรับวันนี้เพียงเท่านี้.