ปาฐกถาธรรม โดย พระธรรมโกศาจารย์ (ปัญญานันทะ) เรื่อง วิธีควบคุมจิต ณ โรงเรียนพุทธธรรม วัดชลประทานฯ ปากเกร็ด นนทบุรี วันอาทิตย์ที่ ๒๖ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๒๑ ญาติโยมพุทธบริษัททั้งหลาย ณ   บัดนี้  ถึงเวลาของการฟังปาฐกถาธรรมะ  อันเป็นหลักคำสอนในทางพระพุทธศาสนาแล้ว  ขอให้ทุกท่านอยู่ในอาการสงบ ตั้งอกตั้งใจฟังด้วยดี เพื่อให้ได้ประโยชน์ อันเกิดขึ้นจากการฟัง ตามสมควรแก่เวลา วันนี้ฝนตกตั้งแต่เช้ามืด กรุงเทพฯตกหรือเปล่าก็ไม่รู้ นึกในใจว่าโยมคงจะมาลำบาก จะมากันน้อย  แต่ก็มากันอยู่มากพอสมควร แสดงว่าญาติโยมทั้งหลายมีจิตใจมั่นคง ในเรื่องธรรมะ  ฝนจะตก ฟ้าจะร้อง แดดจะออก ก็ไม่ทุกข์ไม่ร้อนก็มาตามที่เคยมา เป็นเรื่องที่น่าสรรเสริญในน้ำใจ  เมื่อวานซืนนี้อาตมาไปโคราช  ไปที่วัดป่าธรรมดา  ชื่อวัดป่าธรรมดา เพราะว่ามีพระไปตั้งสำนักอยู่ที่นั่น  เพื่อปาฐกถาแก่ญาติโยม  แล้วตอนกลางคืนได้ฉายหนัง เรื่องเกี่ยวกับสิ่งที่เป็นสาระให้เขาดูกัน  แต่ว่าคนดูไม่ค่อยมาก  พอฉายได้รอบเดียวก็ลุกขึ้นหนี เขาว่าไม่เห็นสนุกอะไร เพราะเป็นหนังเกี่ยวกับวัดวาอาราม พวกนั้นนึกว่าเป็นหนังเรื่องก็เลยมา  พอจบรอบก็ลุกขึ้นหนีกัน วันรุ่งขึ้นก็เดินทางไปอำเภอพิมาย ที่อำเภอนี้ได้พบเรื่องดีเรื่องหนึ่ง ที่เขาทำกันอยู่ที่นั่น คือท่านเจ้าคณะอำเภอพิมาย เป็นพระที่ว่องไว ก้าวหน้า สนใจที่จะเผยแพร่ธรรมะ  ได้ตั้งกลุ่มหนุ่มสาวชาวพุทธขึ้น เขาก็นิมนต์ให้ไปเทศน์กับกลุ่มนี้โดยเฉพาะ แต่ว่ามีคนเฒ่าคนแก่มาร่วมด้วยเป็นจำนวนมาก ไปเทศน์ที่บ้านเขาเรียกว่าบ้านรังกา  เป็นหมู่บ้านใหญ่ ญาติโยมมีศรัทธาดี กลุ่มหนุ่มสาวที่มาฟังนี้ประมาณเจ็ด-แปดร้อยคน น่าดู คือว่าเป็นเด็กหนุ่มๆสาวๆ ทั้งนั้น เด็กสาวมากกว่าหนุ่ม เรื่องมาวัดนี่ผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย เขามาพร้อมเพรียงกันดี ช่วยกันจัดช่วยกันทำ ปูเสื่อสาด ตั้งน้ำ ปูอาสนะ รับแขกที่มา ช่วยกันทำเรียบร้อย ซ้อมสวดมนต์กันอยู่ก่อนที่จะไปเทศน์ แล้วก็ไปเทศน์ให้ฟังเป็นเวลาครึ่งชั่วโมง เขาก็สนใจฟังกันดี ความจริงคนหนุ่มสาวควรจะได้เข้าวัดมากกว่าคนแก่ เพราะว่ากำลังมีพิษมีภัย เหมือนม้ากำลังฝีเท้าดี ถ้าไม่มีบังเหียนดี คนขี่ดีแล้วก็จะไปกันใหญ่ แต่ถ้าไม่มีคนจัดรวมกันเข้ามันก็ไปกันไม่ได้ ที่อำเภอนั้นเขาได้รวมกลุ่มกันทุกตำบล แล้วก็มีการอบรม มีการสวดมนต์ไว้พระ มีการนำไปพัฒนาตามบริเวณบ้าน หรือตามวัดวาอาราม จุดมุ่งหมายสำคัญคือต้องการจูงเด็กหนุ่มสาวเข้าวัด ให้รู้จักพระรัตนตรัย คือพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นเรื่องสำคัญ เขาจัดขึ้นก็เป็นเรื่องที่เรียกว่า  น่าอนุโมทนา เรื่องอย่างนี้ตามบ้านนอกจัดง่าย แต่ถ้าในเมืองใหญ่ก็จัดยากเหมือนกัน  ที่เชียงใหม่อำเภอดอยสะเก็ด นายอำเภอสมัยนั้น เป็นผู้ที่สนใจในเรื่องนี้  ก็ได้ตั้งกลุ่มอะไรกันขึ้น พร้อมเพรียงกันดี แต่พอย้ายมาเป็นนายอำเภอเมือง บอกว่าจัดไม่ไหวในเมือง  สู้ไม่ได้  ไม่รู้จะรวมอย่างไร มันก็เป็นเรื่องทีแปลก แต่ก็ไม่เป็นไร ใช้วิธีป่าล้อมเมืองไปก่อน ตามแบบที่เขาพูดกันอยู่ หมายความว่าไปจัดตามบ้านนอก แล้วเอาคนบ้านนอกมาเย้ยคนในเมือง  ให้เห็นว่าคนบ้านนอกเก่งกว่า  มีอะไรดีกว่า  มีความก้าวหน้ากว่า  ก็เป็นเรื่องที่ดีอยู่เหมือนกัน  ได้พบได้เห็นแล้วก็นำมาเล่าให้ญาติโยมฟังว่า เป็นเรื่องที่ริเริ่มถูกต้องในทางสร้างสรรทางด้านจิตใจ ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมในกาลต่อไปข้างหน้า วันนี้ฝนตกในตอนเช้า  พวกเราก็ตั้งใจมาวัดด้วยความเต็มใจ  เรื่องฝนนี่เป็นเรื่องธรรมดา มีอยู่ทั่วๆไป เวลานี้ เรียกว่าฝนตกผิดฤดูกาล เมื่อวานนี้เดินทางมาฝนตกแถวปากช่อง ตกมากอยู่เหมือนกัน แต่พอถึงสระบุรีไม่มีฝนตกจนกระทั่งถึงวัด ที่วัดมาตกเมื่อเช้านี่เอง ฝนตกมันก็ดี ต้นไม้ก็ชุ่มชื่น คนก็จะเย็นอกเย็นใจ ดีกว่าแดดออก แต่ถ้าแดดไม่ออกเลยก็ไม่ได้เหมือนกัน สิ่งทั้งหลายมันต้องมีความสัมพันธ์กัน มีฝนบ้าง มีแดดบ้าง สุขบ้างทุกข์บ้างปะปนกันไป ได้บ้างเสียบ้างอันเป็นเรื่องธรรมดาของชีวิต ชีวิตของเรามันก็มีสภาพเช่นนั้น พูดถึงฝนฟ้าอากาศแล้วก็นึกถึงพุทธภาษิตบทหนึ่ง ที่มีอยู่ในคัมภีร์ธรรมบทของพระพุทธเจ้า พระองค์ตรัสว่า "บ้านเรือนที่มุงไม่ดี ฝนย่อมรั่วรดได้ฉันใด บุคคลผู้ไม่มีความสำรวมระวัง กิเลสย่อมเกิดขึ้น กุ้มรุมจิตใจได้ง่ายฉันนั้น เหมือนกัน" พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรื่องนี้ก็ปรารภขึ้นว่า บ้านเรือนที่อยู่อาศัย ถ้าหลังคามุงไม่ดี บังไม่ดี ฝนตกลงมาก็จะเกิดความทุกข์ความเดือดร้อน เพราะฉะนั้นคนอยู่บ้านอยู่เรือนจะต้องดูแลหลังคาบ้านให้เรียบร้อย เพื่อไม่ให้ฝนรั่วรดลงมา เมื่อเช้าตื่นขึ้นฝนตกก็เลยเดินไปที่กุฏิสร้างใหม่    ไปดูว่าหลังคาที่เขามุงนี่มันเรียบร้อยดีหรือเปล่า เดินดูทุกห้อง ทุกมุม ว่าฝนมันรั่วบ้านหรือเปล่า ดูทั่วแล้วก็สบายใจ ว่าฝนตกหนักก็ไม่รั่ว หลังคานี้พอใช้ได้แล้ว ไม่เป็นไร บ้านเรือนที่เราอยู่อาศัยก็เหมือนกัน  ต้องระมัดระวังไม่ให้สิ่งอะไรรั่วเข้ามา ฝนรั่วก็ไม่ได้  อะไรอื่นรั่วรดก็ไม่ได้ ทำให้เสียสุขภาพทางร่างกาย การเป็นอยู่ก็จะไม่เรียบร้อย ทีนี้พูดถึงร่างกายของมนุษย์เรา  พระพุทธเจ้าท่านบอกว่า ถ้าไม่สำรวม ก็เรียกว่ากิเลสมันรั่วรดใจได้ง่าย   กิเลสที่มารั่วรดใจนั้น  ความจริงมันไม่ได้มาจากภายนอก  สิ่งภายนอกเป็นเครื่องก่อให้เกิดกิเลสขึ้น ธรรมชาติของคนเรานั้น มีคนส่วนมากเข้าใจผิดอยู่ คือเข้าใจว่าเรามีกิเลสมาตั้งแต่เกิด  พอเกิดมาก็มีกิเลส  เป็นนิสัย  เป็นสันดาน มาอยู่ตลอดเวลา หรือบางคนมักจะกล่าวว่า  กิเลสเป็นของดั้งเดิมที่มีอยู่ในจิตใจของเรา ถ้าพูดอย่างนี้มันไปเข้ากับคัมภีร์ศาสนาอื่นเขา โดยเฉพาะศาสนาคริสเตียน เขาบอกว่าคนเรามีบาปดั้งเดิมมา เพราะฉะนั้นต้องทำพิธีล้างบาป  เช่นเวลาใครจะไปเป็นคริสเตียน ก็จะต้องทำพิธีล้างบาป ล้างบาปบางทีก็ไปล้างกันที่แม่น้ำ  พระเยซูก่อนที่จะเป็นผู้สอนศาสนา ได้พบนักบวชชื่อโยฮัน มีอาหารคือตั๊กแตนป่ากับน้ำผึ้งเป็นอาหาร แล้วทำพิธีรับศีลน้ำให้แก่พระเยซู คือเอาพระเยซูลงไปในแม่น้ำ แล้วก็ให้ดำหัวลงไปผุดขึ้นสองสามครั้ง ก็ถือว่าเป็นการล้างบาปให้หมดไป อันนี้มันก็คล้ายๆกับของอินเดีย ความจริงอินเดียกับท้องถิ่นนั้นมันก็ห่างกัน สมัยนั้นการไปมาก็คงจะถึงกัน เพราะว่าห้องร้อยปีหลังพุทธปรินิพพาน การเดินทางแถวนั้นก็คงจะไปมาถึงกันได้ เพราว่าพวกกรีซมาตีอินเดียได้แล้วก่อนพระเยซูเกิด คืออเล็กซานเดอร์ เกิดก่อนพระเยซู  ยกทัพมาตีอินเดีย วัฒนธรรมประเพณีอะไรๆของอินเดียคงจะไหลหลั่งไปสู่แถวนั้น เพราะฉะนั้นนักบวชนั้นจึงนำพระเยซูลงไปล้างบาป   เรียกว่ารับศีลน้ำ  ที่เขาเรียกว่าทำพิธีแบ๊บติ๊ชให้ด้วยวิธีการอย่างนั้น   นั่นก็เพราะเขาเชื่อว่า  คนเรานี้มีบาปดั้งเดิมติดตัวมา แล้วก็ไปทำพิธีอย่างนั้น  ความจริงบาปนั้นมันไม่อยู่ที่ผิวหนัง ไม่ได้อยู่ที่ร่างกาย แต่ว่ามันอยู่ที่จิตใจ การไปทำวิธีเพียงเท่านั้นมันจะไปช่วยได้อย่างไร จะชำระออกได้อย่างไร ทำไม่ได้ แต่ที่ทำนั้นเขาเรียกว่าเป็นพิธี  ตามที่เขาเชื่อกันในรูปอย่างนั้น เท่านั้นเอง คล้ายกับพวกพราหมณ์เขาไปล้างบาปในเมืองพาราณสี คือในแม่น้ำคงคา มันก็ล้างไม่ได้หรอก แต่ว่าเขาเชื่ออย่างนั้น เชื่อว่าบาปมันหลุดไปกับน้ำ ถ้าว่าได้อาบน้ำแล้วบาปมันก็หายไปกับกระแสนน้ำ ตายไปก็จะได้ไปสวรรค์ นั่นเป็นความเชื่อเก่าแก่ที่มีมาตั้งแต่โบราณ ว่ามีบาปดั้งเดิม ทีนี้พุทธศาสนาของเรานั้น ไม่ใช่อย่างนั้น พระพุทธเจ้าไม่ได้มีความเชื่อตามแบบเก่า แต่พระองค์มีความคิดในรูปใหม่ ได้ปฏิรูปความนึกคิดของคนในรุ่นเก่าให้เป็นคนที่ก้าวหน้าขึ้นในด้านจิตใจ ในด้านธรรมะ ด้วยการบอกให้รู้ว่าบาปมันไม่ได้อยู่ที่ผิวกาย ไม่ได้อยู่ข้างนอกแต่ว่าอยู่ข้างใน     เช่นคราวหนึ่งพระองค์เสด็จไปริมฝั่งแม่น้ำคงคา     ในสมัยนั้นเป็นนักขัตตฤกษ์พิเศษมีการอาบน้ำใหญ่     คือตามตำราของพวกดูดาวเขา     ว่าวันนั้นเป็นนักขัตตฤกษ์พิเศษไปอาบน้ำกันเป็นงานใหญ่   คนเป็นจำนวนแสนไม่ใช่เล็กน้อย  พระองค์ก็เสด็จไปที่นั่นเหมือนกัน เพื่อจะไปพบปะคนเหล่านั้น จะได้ไปทำความเข้าใจเรื่องปัญหาชีวิตในแง่นี้เสียบ้าง  เมื่อพระองค์ไปพบคนเหล่านั้นก็ถามเขาว่า  พวกท่านมาทำไมกันมากมายอย่างนี้  เขาก็บอกว่ามาอาบน้ำตามประเพณีของอินดูที่เคยทำกันมาก่อน  พระองค์ก็ถามว่าพวกเรามาอาบน้ำอาบเพื่ออะไรกัน  พวกเหล่านั้นก็บอกว่าอาบเพื่อล้างบาป ตายแล้วจะได้ไปเกิดในสวรรค์  พระองค์ก็เลยถามเขาว่า ถ้าอย่างนั้น กุ้ง หอย เต่า ปลา ที่เกิดในแม่น้ำคงคา   แช่อยู่ในแม่น้ำนี้   ตายไปก็คงจะไปเกิดในสวรรค์ด้วยซิ  ครั้นถามอย่างนี้พวกพราหมณ์ไม่ยอม  ไม่ยอมให้กุ้ง หอย เต่า ปลา ไปสวรรค์ เลยตอบว่าไปไม่ได้ พระองค์ก็บอกว่า  เขาเกิดในนั้น  อยู่ในนั้น ตายอยู่ในนั้น มากกว่าที่ท่านมาอาบเสียอีกยังไปสวรรค์ไม่ได้ แล้วท่านมาอาบเพียงแว๊บเดียว มันจะไปได้อย่างไร พูดเช่นนี้ก็เพื่อให้เกิดข้อคิดนั่นเอง พูดให้เขาคิดว่ามันเกิดอยู่ในน้ำ แช่อยู่ในน้ำยังไปไม่ได้ แล้วเรามาอาบประเดี๋ยวประด๋าวมันจะไปได้อย่างไร พูดเพื่อให้ฉุกคิดขึ้นมาในใจ แล้วพระองค์ก็บอกว่า บาปบุญนั้น มันไม่ได้อยู่ที่ผิวกาย  มันไม่เหมือนกับขี้ฝุ่นขี้โคลนที่มาจับอยู่ตามผิวหนัง บาปบุญเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในใจ เป็นเรื่องของจิตแท้ๆ  เราจะมาล้างเพียงร่างกายนั้นมันล้างไม่ได้ ถ้าจะล้างสิ่งที่เป็นบาปคือความชั่วในใจ เราก็ต้องล้างด้วยการประพฤติสิ่งที่ตรงกันข้ามกับสิ่งที่เกิดบาป คือทำดีนั่นเอง ต้องล้างด้วยศีล ต้องล้างด้วยสมาธิ ต้องล้างด้วยปัญญา ไม่ใช่ล้างด้วยน้ำดังที่ท่านกระทำกันอยู่ดังนี้  คนที่ฟังนั้นบางคนก็เข้าใจ  แต่ว่าไม่ยอมปล่อย เพราะว่าคนเรามันก็อย่างนี้ เขาเรียกว่ามีอุปาทาน คือการยึดติดอยู่ในเรื่องอะไรๆ ต่างๆ ไม่ค่อยจะปล่อยจะวาง แม้จะเกิดความรู้ความเข้าใจ ยอมรับในสิ่งที่คนอื่นพูดให้ฟัง แต่ว่าความรู้สึกอันเป็นส่วนลึกในจิตใจนั้นยังไม่ยอม ยังไม่ยอมปล่อย อย่างนี้เขาเรียกว่ามีอุปาทานมั่นคง เหนียวแน่น ก็ปล่อยไม่ได้ ก็ยังทำอย่างนั้นต่อไป การที่พระพุทธเจ้าท่านไปพูดเช่นนั้นก็เพื่อทำความเข้าใจให้รู้ว่า บาปมันไม่ใช่อย่างนั้น แต่บาปมันเป็นของที่เกิดขึ้นในใจของเราด้วยอารมณ์ภายนอกที่มากระทบ ทีนี้หลักการในพุทธศาสนา  เกี่ยวกับบาป-บุญ นั้นมันเป็นอย่างไร คือเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นชั่วครั้ง ชั่วคราว เพราะมีอะไรมากระทบนั่นเอง ไม่ใช่มีอยู่เดิมตลอดเวลา ใจเรานี่ไม่ได้เป็นบาปอยู่ตลอดเวลา   แล้วก็ไม่ได้เป็นบุญอยู่ตลอดเวลา  แต่ว่ามันเป็นอยู่ตามธรรมชาติของมัน  การเป็นอยู่ตามธรรมชาติของมันนั้น คือเป็นอยู่ชนิดที่เรียกว่า ไม่มีอะไร มันเฉยๆ ปกติมันไม่มีอะไร จะเรียกว่าดีก็ไม่ได้ จะเรียกว่าชั่วก็ไม่ได้ จะเรียกว่าสุขก็ไม่ได้ จะเรียกว่าทุกข์ก็ไม่ได้ มันเป็นกลางๆ อยู่อย่างนั้นเอง เพราะไม่มีอะไรมาคุ้ยมาเขี่ย มันก็อยู่ในสภาพกลางๆ  ไม่เรียกว่าเป็นบุญเป็นบาป  แต่ที่เป็นบุญ เป็นบาปขึ้นในใจของเรา หรือว่าเป็นกุศลเป็นอกุศลขึ้นในใจของเรานั้น ก็เพราะสิ่งภายนอกเข้ามากระทบ แล้วก็ทำให้เกิดความคิดปรุงแต่งขึ้นมา อันนี้เขาเรียกว่าความคิดปรุงแต่ง ความคิดปรุงแต่งที่เกิดขึ้นในใจของเราที่เราสวดมนต์ว่า  สังขารา อนิจจา สังขารา ทุกขา สังขารา อนัตตา สังขารตัวนี้แหละเรียกว่า  การปรุงแต่งของจิต เมื่อเกิดการปรุงแต่งขึ้นก็เป็นไปในรูปต่างๆ เช่นปรุงแต่งให้เป็นกุศลก็ได้  เป็นอกุศลก็ได้  สุดแล้วแต่อารมณ์และเรื่องที่มากระทบ  สมมติว่าเราได้เห็นอะไร แล้วสิ่งนั้นมันก็ก่อให้เกิดการปรุงแต่งขึ้นในใจของเรา ทำให้เราเกิดอะไรขึ้นในใจ เช่นเกิดความโลภบ้าง เกิดความหลงบ้าง เกิดความริษยา พยาบาทบ้าง หรือว่าเกิดความรู้สึกศรัทธาเลื่อมใส อยากจะทำบุญสุนทานต่างๆ อันนี้เรียกว่าเป็นเรื่องปรุงแต่ง มันเกิดขึ้นเพราะอามรณ์มากระทบจิตใจของเรา   มันมากระทบที่ตรงไหน  ก็มากระทบประตูนั่นเอง ทวารที่เราเรียนว่า  ตา  หู  จมูก  ลิ้น  กาย ทวารห้า คือประตูตา ประตูหู ประตูจมูก ประตูลิ้น  ประตูกาย  แล้วมันก็เป็นเกิดการปรุงแต่งขึ้นที่จิตใจของเรา  ทำให้จิตของเราเปลี่ยนสภาพจากความสงบขึ้นมา  จากการไม่ดีไม่ชั่ว  กลับกลายเป็นเรื่องดีเรื่องชั่วขึ้นมา สุดแล้วแต่มันจะมากระทบปรุงแต่ง อันนี้เรื่องเกิดขึ้น เมื่อเรื่องอันใดเกิดขึ้นแล้ว  ไม่ใช่มันจะอยู่ถาวรอย่างนั้นหามิได้  มันก็ดับไป สิ้นไป ความดีเกิดขึ้นมันก็ดับไป ความชั่วเกิดขึ้นมันก็ดับไป พระพุทธศาสนาสอนให้เราเข้าใจว่า อะไรๆ  ที่เกิดขึ้นนั้น  มันเกิดขึ้นชั่วขณะเท่านั้นเอง  เกิด-ดับอยู่ตลอดเวลา  เมื่อมีเชื้อสิ่งนั้นก็เกิดขึ้น  หมดเชื้อสิ่งนั้นก็แตกดับไป คล้ายๆกับไป ไฟไม่ได้มีอยู่ตลอดเวลา แต่ว่ามันเกิดขึ้นเพราะการกระทบของสิ่งที่ก่อให้เกิดไฟ ในสมัยโบราณเกิดไฟก็เพราะว่า เอาหินกับเหล็กมาตีกัน หรือเอาไม้สองอันมาสีกัน เขาเรียกว่าไม้สีไฟ นั่งสีจนกระทั่งมันเกิดความร้อน แล้วก็มีเชื้อไปวาง  พอเกิดความร้อนก็ติดไฟขึ้นมา ไม้ที่จะเอามาสีไฟต้องเป็นไม้แห้ง ไม่ชุ่ม ไม่เปียก  เป็นไม้แห้งสนิท แล้วเอามาสีกัน สีกันจนเหงื่อไหลไคลย้อย กว่าจะลุกเป็นไฟขึ้นมา เพราะฉะนั้นคนโบราณเขาจึงติดไฟไว้ตลอดเวลา พวกฤาษีชีไพรที่อยู่ในป่านั้น ต้องคอยเพิ่มเชื้อไฟให้ลุกไว้เสมอ เพราะถ้ามันดับไปแล้วยากที่จะทำให้ติดอีก จะต้องนั่งสีกันจนเหงื่อไหลอีก  เพราะฉะนั้นจึงมีอุบายให้บูชาไฟ หมายความว่าต้องเอาใจใส่ในกองไฟ ต้องคอยเพิ่มเชื้อให้มันลุกอยู่  แล้วก็สืบต่อกันได้ เมื่อสมัยเด็กๆ ก็ยังเห็น แต่ว่าไม่ได้สีไฟแล้ว ใช้ไม้ขีด แต่ไม้ขีดไฟหายาก เมื่อสมัยเด็ก บ้านไหนมีไฟบ้านอื่นก็มาจุดต่อกัน เอาพวกขยะมูลฝอยพวกใบไม้แห้งๆ มาจุดไฟบ้านนี้ เอาไปหุงข้าวบ้านโน้นต่อบ้านโน้นๆ ต่อไป ไม่ใช่ทุกบ้านจะมีไม้ขีดไฟเสมอไปในสมัยก่อน เพราะฉะนั้นบางบ้านไฟไม่ดับเลยคอยเอาไม้มาใส่ไว้ พวกแกลบบ้าง  อะไรต่อมิอะไรบ้าง  มามุ่นไว้ตลอดเวลาให้มันกรุ่นอยู่ พอต้องการก็ไปเป่าให้มันลุก แล้วก็ไปจุดเป็นเชื้อเพลิงต่อไป  อันนี้ก็เพราะว่าวัตถุมันหายาก ไฟเกิดขึ้นเพราะการสัมผัสของไม้สองอัน เกิดความร้อนแล้วก็เกิดไฟขึ้นมา ถ้ายังมีเชื้ออยู่ไฟมันก็ยังลุกอยู่ ถ้าหมดเชื้อเมื่อใดไฟมันก็ดับเมื่อนั้น  ฉันใด กิเลสก็เหมือนกับไฟ ฉันนั้น เพราะฉะนั้นในที่บางแห่งท่านจึงเรียกว่า ไฟกิเลส เช่น ราคัคคิ ไฟคือราคะ โทสัคคิ ไฟคือโทสะ โมหัคคิ ไฟคือโมหะ ไฟคือความริษยา ไฟคือความพยาบาท เรียกว่าเป็นกองไฟทั้งนั้น ไฟกิเลสมันเกิดขึ้นในใจแล้วทำให้ร้อน  เช่นความโลภเกิดขึ้นมันก็ร้อน  ความโกรธเกิดขึ้นมันก็ร้อน  ความหลงมันเกิดขึ้นก็ร้อน ไม่ร้อนเปล่าทำให้มืดมัวไปมองไม่เห็นอะไรชัดเจนแจ่มแจ้ง  อันนี้มันเป็นไฟที่ลุกขึ้นในใจของเรา ลุกขึ้นแล้วมันก็ดับไป แต่ว่าเรามักจะใส่เชื้อให้มัน เชื้อที่เราเอามาใส่นั้นคืออะไร คือการรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ไม่รู้เหตุผลของสิ่งนั้นๆ ว่าสิ่งนั้นมันเกิดขึ้นอย่างไร  มันตั้งอยู่ด้วยอะไร แล้วพิษสงมันขนาดไหน เราไม่รู้ เมื่อไม่รู้เท่าทันมันก็เพิ่มเชื้อ การเพิ่มเชื้อไฟก็คือการคิดถึงสิ่งนั้นบ่อยๆ เช่นเราคิดถึงสิ่งที่เราชอบใจ ก็เกิดไฟราคะ  คิดถึงสิ่งที่เราไม่ชอบใจ  ก็เกิดไฟโทสะ หรือว่าเกิดไฟโมหะขึ้นมาในใจของเรา นี่เพราะเราเพิ่มเชื้อคือการวิตกนั่นเอง เขาเรียกว่าวิตก วิจารณ์ เป็นภาษาธรรมะ เมื่อมีวิตกวิจารณ์ขึ้นก็หมายความว่า เพิ่มเชื้อเพลิงให้เกิดขึ้นในกองไฟ กิเลสของเรามันก็เกิดเรื่อยไป  ทีนี้เมื่อเกิดบ่อยๆ ก็เรียกว่าเป็นนิสัย คือความเคยชินนั่นเอง เช่น เป็นคนขี้โกรธ เป็นคนขี้เกลียด เป็นคนมักริษยา เป็นคนใจร้อนใจเร็ว เป็นคนประเภทชอบทำใจตัวเอง   อะไรต่างๆ   สิ่งเหล่านี้เราอย่านึกว่าเป็นของดั้งเดิม  มันเป็นของใหม่  แต่ว่าเราทะนุถนอมมันไว้  รักษามันไว้ด้วยความหลง จนบางคนมักจะพูดว่า "ของเก่าแก่เอาออกยากเต็มที" คือว่าสะสมมันนาน มันเกิดขึ้นแล้วก็เอาสะสมไว้ๆ จนกลายเป็นเรื่องใหญ่โตขึ้นในจิตใจของเรา แล้วเราก็เลยเข้าใจผิดว่าสภาพจิตของเราเป็นเช่นนั้น สภาพจิตของเรามีอาการเช่นนั้นอยู่ตลอดเวลา  อันนี้คือความหลงผิด ไม่ถูกตรงตามหลักของพระพุทธศาสนา ถ้าเราเกิดความหลงอย่างนั้น มันเสียหายอะไรบ้าง มันเสียหายตรงที่เราไม่ได้ขูดเกลานั่นเอง  แล้วก็เสียตรงที่ว่าเราเชื่อผิดไปเสียแล้ว  เชื่อว่ามันเอาออกไม่ได้  เพราะมันเป็นของเก่า มันเป็นเรื่องเรื้อรัง บางคนก็หลงหนักลงไปกว่านั้นอีก คือนึกว่ามันติดสันดานมาตั้งแต่ชาติก่อน  ภพก่อนโน้น เป็นของเก่าเสียเหลือเกิน อย่างนี้ก็ยิ่งไปกันใหญ่ ยิ่งไม่มีทางจะขูดจะเกลาได้  เพราะเรานึกว่ามันเก่า เก็บมานานแล้ว เก็บมาตั้งห้าร้อยชาติแล้ว มันไปกันใหญ่ ติดมาตั้งห้าร้อยชาติมันก็ลำบากเต็มที จึงใคร่จะขอทำความเข้าใจใหม่ในเรื่องนี้ คืออย่านึกว่า มันดองมานานถึงขนาดนั้นเลย อย่านึกว่ามันดองมาเป็นปีๆ อย่างนั้น ให้นึกแต่เพียงว่า มันเกิดขึ้นเมื่อได้กระทบอะไรนี่เอง แล้วเราเผลอไป ประมาท ไม่ได้คิดว่ามันเกิดจากอะไร มีอะไรหล่อเลี้ยง แล้วเราก็เลยติดอยู่ในสิ่งนั้น หลงผิดอยู่ในสิ่งนั้น นึกว่าสิ่งนั้นเป็นของถาวร อันนี้ไม่ใช่หลักพระพุทธศาสนา เป็นเรื่องเกิดขึ้นเป็นขณะๆ เขาเรียกว่า ขนิกวาท หมายความว่า เกิด-ดับๆ อยู่ตลอดเวลา ถ้าเรามาเข้าใจในเรื่องนี้ รับความคิดความเห็นแบบนี้ของพระพุทธเจ้า มันจะง่ายแก่การแก้ปัญหาต่างๆ  เกี่ยวกับจิตใจของเรา เพราะเรารู้ว่ามันไม่ใช่ของติดอยู่นานอะไร แต่มันเป็นของใหม่ๆ ที่เพิ่งเกิดขึ้นใหม่ๆ เท่านั้นเอง ถ้าเราจะไม่ให้มันเกิดก็ได้ เราจะให้มันดับไปเสียเลยก็ได้ เพราะสิ่งที่จะเกิดนั้นเรารู้เส้นทางของมันว่ามาทางไหน คล้ายๆกับว่าในบ้านของเรา   มีสัตว์บางอย่างเข้ามาในบ้าน  เช่นหนูเป็นต้น  หนูมันเข้ามาอยู่บนเพดาน เวลาเรานอนกลางคืนมันชวนกันเล่นกีฬา  เสียงกุกกักๆ อยู่บนเพดานเรานอนไม่หลับ มองว่าอะไรอยู่บนเพดาน  ไม่มีอะไร  หนูมันเล่นกีฬากัน แล้วเผลอๆ มันก็ลงมาห้องครัว เปิดเข้าไปในตู้หยิบนั่นหยิบนี่ไปกิน  ทีนี้เรารู้หรือเปล่าว่ามันเป็นหนู ถ้าไม่รู้ว่าเป็นหนูบางทีกลัวเข้าไปใหญ่  ผีหลอกแล้ว บ้านนี้อยู่ไม่ได้แล้วผีหลอกทุกคืน เราก็นึกว่าช่างทำเรียบร้อยแล้ว หนูมันจะเข้าไปอยู่อย่างไร มันคงจะเป็นผี เลยกลัวผีนอนสะดุ้งหวาดกลัวผี พอกลัวผีก็เข้าใจผิดอีก นึกว่าผีนี่มันต้องไล่ด้วยของขลัง เลยไปหาผ้ายันต์มาปิดประตูบ้าง อะไรต่ออะไร ทำพิธีรีตรองต่างๆ แต่เจ้าผีหนูก็ยังไม่หนียังกุกกักๆ อยู่ทุกคืน เราก็เลยตกใจใหญ่ บางทีอาจจะคิดขายบ้านก็ได้  นี่เพราะความไม่รู้ไม่เข้าใจ แต่ถ้าเรารู้ชัด เข้าใจชัดว่าอ้อไอ้หนูขึ้นไปวิ่งนี่หนูแน่ๆ   แล้วเราจะทำอย่างไร  เราก็ต้องตรวจดูว่าหนูมันเข้ามาทางไหน  หาเส้นทางมันให้พบแล้วเราก็สกัดเส้นทางมันเสีย เจ้าหนูจะไม่เกิดขึ้นในบ้านต่อไป หรือถ้าเข้ามาก็หาอุบายล่อมัน  เอากล้วยวางไว้ อย่าเอากล้วยเฉยๆ เอาอะไรมาวางไว้ด้วย พอหนูมากินกล้วย มันก็ยับติดไว้เลย เราก็จับมันไป แต่ว่ายับอย่างนั้นบางทีหนูตายเลย มันยับแรงตายคากับเลย  เราต้องใช้วิธีอื่น ฝาครอบก็ได้ พอมันติดในฝาครอบแล้ว พอเปิดฝา แมวเขาก็จัดการเรียบร้อย เราไม่ได้รู้เห็นเป็นใจหรอก แมวเรื่องของแมว ไม่เป็นบาปเป็นเวรอะไร แมวก็คาบหนูไป อย่างนี้เป็นตัวอย่างที่บนกุฏิอาตมาปีก่อนก็มีอยู่บนเพดาน มันลงมาตามเสาลงจนลื่นเลย  ลงทุกคืน  เลยรู้ว่าหนูนี่เองอยู่บนนี้ รู้ว่ามันมาทางไหน มันมาทางกิ่งมะม่วง กิ่งมะม่วงมันพาดบนหลังคา  หนูมันต่ายต้นมะม่วงแล้วไปกิ่ง แล้วมีรูเข้าไปได้ หนูนี่พอมีรูหัวเข้าไปได้ตัวมันก็เข้าได้ มันก็เข้าไปเกิดลูกเกิดเต้าวิ่งกันเป็นสนามกีฬาไปเลย ต่อมาก็ใช้อุบาย  เอาถังน้ำไปวางไว้เอาของกินไปวางไว้ เอาน้ำไปวางไว้ด้วย มันกินแล้วมันต้องกินน้ำเหมือนคนเหมือนกัน เลยมันไปว่ายน้ำต๋อมแต๋มๆ ทีละตัวๆ ลงไปว่ายน้ำในถัง แล้วยกไปเทที่สนามหญ้า เดี๋ยวนี้ไม่มีแล้วเพราะตัดกิ่งมะม่วงออก เลยไม่มีหนูรบกวนต่อไป นี่เล่าเรื่องหนูให้ฟังว่าเราต้องรู้ทางมันฉันใด เรื่องกิเลสก็เหมือนกัน เราต้องรู้ว่ามันเกิดมาทางใด มาทางไหน อะไรเป็นเหตุเป็นปัจจัย อันนี้ต้องใช้สองอย่าง  เขาเรียกสติ  กับปัญญา  ตัวสติกับตัวปัญญานี้ใช้มาก เพราะฉะนั้นในหมวดธรรมะในหมวดต่างๆ  ต้องมีสติปัญญากำกับอยู่เสมอ เราจึงได้ยินพระท่านพูดบ่อยๆ ว่า ต้องใช้สติปัญญาเป็นเครื่องกั้นกิเลส สติเป็นเครื่องกั้น ปัญญาเป็นเครื่องกรองอีกทีหนึ่ง กั้นแล้วกรองไว้อีกทีหนึ่ง สองอย่างมาร่วมมือร่วมใจกัน แล้วเจ้ากิเลสมันหลุดเข้ามาไม่ได้  มันไม่เกิด เพราะอารมณ์ที่มากระทบมันถูกสติกั้นไว้ ปัญญากรองไว้ มันติดอยู่ตรงนั้น มันไม่หลุดเข้าไปถึงข้างใน  ไม่ไปรบกวนจิตใจของเราได้ เพราะเราคอยปิดคอยกั้นมันไว้ ธรรมะสองตัวนี้ต้องคอยใช้ไว้  ตัวสติใช้กั้นไว้ก่อน  แล้วปัญญาก็มาพิจารณา เมื่อเรากักไว้แล้วเราก็มาพิจารณาว่า  สิ่งนี้คืออะไร มันเกิดขึ้นอย่างไร มีพิษสงอย่างไร ให้ทุกข์ให้โทษอย่างไร  เราก็เอามาแยกแยะพิจารณาเรื่อยๆ  ไป  เอาทีละตัวพิจารณาทีละเรื่อง  ไม่พิจารณาทีเดียวแล้วจะจบเรื่องไม่ใช่  ต้องค่อยพิจารณาไป เรียกว่า ค่อยรู้เท่ารู้ทันมากขึ้น เข้าใจเรื่องปัญหาชีวิตมากขึ้น  เข้าใจเรื่องอะไรต่างๆ  ชัดเจนแจ่มแจ้งมากขึ้น เมื่อเราเข้าใจชัดในเรื่องเหล่านั้นมันก็หมดฤทธิ์ไปเอง  ไม่รบกวนเราให้เกิดความทุกข์ความเดือดร้อนได้ เพราะเรารู้ว่าอะไรมันเป็นอะไรถูกต้องมากยิ่งขึ้น อันนี้เป็นเรื่องสำคัญ  แต่ว่าเบื้องต้นต้องยอมรับหลักการเสียก่อน  ถ้าไม่ยอมรับหลักการว่า กิเลสไม่ใช่ของดั้งเดิม อะไรๆ ที่เกิดขึ้นนั้นมันเป็นเรื่องเกิดขึ้น ดับไป เกิดขึ้นดับไปอยู่ตลอดเวลา   อย่างนี้เรียกว่ารับหลักการดั้งเดิมก่อนเป็นขั้นมูลฐาน  เมื่อรับหลักการขั้นมูลฐานไว้ได้อย่างนี้แล้ว   ต่อจากนั้นเราก็คอยพิจารณาอะไรเป็นเหตุให้เกิดขึ้น  ทางเกิดของกิเลสมันก็  ทางหู  ทางตา  ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ เรียกว่าหกอย่าง ที่เราเรียกว่าอายตนะหกบ้าง  ทวารหกบ้าง  อายตนะแปลว่าที่ต่อ  คืออายตนภายในมันไปต่อกับภายนอก  ภายในก็มี  ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ภายนอกก็คู่กัน รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ  และธรรมารมณ์  รูปมาต่อกับตา  เสียงมาต่อกับหู  กลิ่นมาต่อกับจมูก  รสมาต่อกับลิ้น  โผฏฐัพพะมาต่อกับกายประสาท ธรรมารมณ์ก็เกิดขึ้นที่ใจของเรา มันต่อเนื่องกันอย่างนี้ เมื่อสิ่งเหล่านี้มาเชื่อมโยงกันเข้าแล้ว มันก็เกิดปฏิกิริยาขึ้นมาทันที เช่นตาเห็นรูปก็เกิดความรู้ทางตา หูได้ยินเสียงก็เกิดความรู้ทางหู จมูกได้กลิ่นก็เกิดความรู้ทางจมูก รสกระทบลิ้นก็เกิดความรู้ทางลิ้น หรือทางประสาทลิ้น โผฏฐัพพะมากระทบกับร่างกาย ก็เกิดความรู้ทางกายประสาท ธรรมารมณ์มากระทบใจก็เกิดความรู้ทางใจขึ้น มันเกิดขึ้นอย่างนี้ เรียกว่าวิญญาณทางตา  วิญญาณทางหู  วิญญาณทางจมูก  วิญญาณทางลิ้น วิญญาณทางกาย แล้วก็วิญญาณที่จิตของเรา มันเกิดขึ้นอย่างนี้ วิญญาณก็เป็นของปรุงแต่ง    เกิดขึ้นจากอายตนะภายในกระทบกับอายตนะภายนอก แล้วก็เกิดวิญญาณขึ้น  เมื่อเกิดวิญญาณแล้ว  ตา-รูป วิญญาณทางตา หู-เสียง วิญญาณทางหู จมูก-กลิ่น  วิญญาณทางจมูก ลิ้น-รส วิญญาณทางลิ้น กาย-โผฏฐัพพะ วิญญาณทางกาย ใจ-ธรรมารมณ์  วิญญาณทางใจ สายอย่างนี้มันมารวมกันเข้า เช่น ตา-รูป-ความรู้ทางตารวมกันเข้า รวมกันอย่างนี้ เขาเรียกว่าผัสสะ หรือว่าสัมผัส หมายความว่ามันมาประชุมกันเข้า พอรวมกันเข้าสามเรื่องก็เกิดเวทนาขึ้นในใจของเรา ปรุงแต่งแล้วเกิดเวทนา แล้ว เวทนาคือสิ่งปรุงแต่ง  ปรุงแต่งจิตของเราให้เกิดความรัก ให้เกิดความชัง ให้เกิดความอยากได้ ให้เกิดความไม่อยากได้  สิ่งทั้งหลายบางทีก็อยากจะได้ บางทีก็ไม่อยากจะได้ ถ้าอยากจะได้ก็เกิดราคะ  ความเพลิดเพลินยินดี ถ้าไม่อยากได้เกิดโทสะ จิตมันหงุดหงิดงุ่นง่าน เกิดประทุษร้ายขึ้นมา อยากจะผลักดันไอ้สิ่งนั้นออกไป แล้วก็เกิดโมหะคือความไม่รู้ไม่เข้าใจในเรื่องนั้นถูกต้อง เรียกว่าเกิดความหลงขึ้นมาในจิตของเราอีกทีหนึ่ง มันเกิดเป็นไปกันในรูปอย่างนี้ตลอดเวลา ตราบเท่าที่เรายังมีสติไม่พอ มีปัญญาไม่พอ พอสติไม่ทันปัญญาไม่พอก็เกิดเรื่อยไป ปรุงแต่งเรื่อยไป เพราะฉะนั้นในวิถีชีวิตของเราในวันหนึ่งๆ  นี้ เราเกิดความเพลิดเพลิน เกิดความขัดข้อง  เกิดความหลง เกิดความริษยา เกิดอะไรต่ออะไรมากมายก่ายกอง แล้วในขณะที่สิ่งเหล่านั้นมันเกิดกระทบอยู่ในตัวของเรานั้น เราสังเกตดูว่ามันร้อนหรือเย็น มันสุขหรือทุกข์ มันวุ่นวายหรือว่ามันสงบ   ถ้าพิจารณาแล้วก็จะเห็นว่ามันร้อน   มันร้อนทั้งนั้น  ร้อนด้วยความอยาก ร้อนด้วยความไม่อยาก อยากนี่ก็ร้อน เช่นอยากจะไปไหน ใจมันก็ร้อนอยากจะไป เช่นฝนตกอย่างนี้ สมมติว่าเราอยากจะไปไหน มันไปไม่ได้เพราะว่าฝนมันตก ทีนี้เราเป็นอย่างไร รู้สึกหงุดหงิดงุ่นง่าน บางทีอาจจะด่าฝนด้วยซ้ำไป ทั้งๆ ที่ฝนก็เป็นไปตามเรื่องของฝนนั่นแหละ   แต่เราก็นึกด่าว่าฝนเจ้ากรรมอะไรมาตกวันนี้  เราไม่สบายใจ  ด่าไปด้วยอำนาจโมหะ  คือความหลง นั่นเอง หลงด่าฝน ด่าแดด ด่าลม คนโบราณเขาห้ามนะ เขาห้ามว่าอย่าด่าแดด  ด่าฝน ด่าลม ทำไมเข้าห้ามไม่ให้ด่า เขาว่ามันเป็นเครื่องเสียหายต่อไปภายหน้า เป็นอัปมงคล ที่เป็นอย่างนี้ก็เพราะมันเสียนิสัย ด่าจนกระทั่งแดดลมฝน ถ้าเจอคนก็มิด่ากันใหญ่หรือ ทีนี้ถ้าด่าแดดด่าลมปากไม่เจ่อละ ถ้าเจอคนแล้วไปด่าก็ปากเจ่อเท่านั้นเอง เรื่องมันอย่างนี้ เขาจึงสอนว่าอย่าไปด่าแดด ด่าลม ด่าฝน มันจะเสียผู้เสียคน มันจะเกิดความเสียหายแก่จิตใจด้วยประการต่างๆ   อันนี้เขาห้าม  มีอยู่ในหนังสือเขาเรียกว่า สวัสดิรักษา   เป็นหนังสือเกี่ยวกับเรื่องรักษาความสุข  ความสวัสดีในชีวิต  ห้ามไม่ให้ทำอย่างนั้น ไม่ให้ทำอย่างนี้ แต่บางอย่างไม่เข้าท่าก็มีเหมือนกันในหนังสือนั้น แต่บางอย่างเขาก็เข้าทีอยู่ เขาไม่ให้หัดนิสัยอย่างนั้น ไม่ให้ว่าไม่ให้ด่ามันร้อน เรื่องร้อนใจ อยากได้ก็ร้อน ไม่อยากได้ก็ร้อนเหมือนกัน ถ้าอยากได้มันก็ร้อนอย่างหนึ่ง อยากผลักดันให้ออกไป มันก็ร้อนอีกแบบหนึ่ง  รวมความว่ามันไม่ดี ถ้าใจปรุงแต่งแล้วมันก็ไม่ดี ไอ้ที่ดีมันอยู่ตรงไหน ดีตรงที่จิตเรามันไม่ถูกปรุงแต่ง  ถ้าเรามีจิตไม่ถูกปรุงแต่งก็เรียกว่าเรามีจิตเป็นพุทธะขึ้นมา เป็นผู้รู้ขึ้นมาทันที   รู้อะไรถูกต้องขึ้นมา  แล้วก็เป็นเองอย่างแท้จริง  สภาพมันอยู่คงที่หน้าตาดั้งเดิมของมันปรากฏอย่างอย่างนั้น  ไม่ถูกฉาบด้วยกิเลส เรียกว่าไม่ถูกปรุง สภาพจิตมันก็เป็นอย่างนี้    สภาพที่ไม่ถูกปรุงแต่งเป็นของมีอยู่แล้ว   ไม่ใช่ไม่มีมันมีอยู่แล้ว   เพราะฉะนั้นเราได้ยินคำพูดบางคำที่เขาบ่นว่า   พุทธะมีอยู่ในตัวท่านแล้ว  พระพุทธเจ้ามีอยู่ในตัวท่านแล้ว แต่ท่านไม่รู้จักไปเที่ยวค้นหาภายนอก ไปหาพระพุทธจากข้างนอกมันจะพบได้อย่างไร คล้ายกับว่าแว่นตาอยู่บนหน้าผาก แล้วก็เที่ยวมองหา มองหาอยู่นั่น หลานมันเห็นว่า คุณย่ามองหาอะไร หาอะไร หาแว่น ว่าอย่างนั้น หลานก็เลยบอกว่าก็แว่นอยู่ที่หน้าผากของคุณย่าเอง ก็เลยร้องว่าอ้อข้ามันแก่แล้วก็อย่างนี้แหละ เขาเรียกว่าไปหลงหาในที่ๆ ไม่ควรหา ในที่ควรหาไม่หา พระพุทธเจ้าไม่ได้อยู่ข้างนอกตัวเรา พระพุทธเจ้าที่แท้มันมีอยู่แล้ว มีอยู่แล้วในตัวเรา พระพุทธที่แท้ก็คือจิตไม่ถูกปรุงแต่งนั่นเอง ไม่ถูกปรุงแต่งด้วย ความรัก ความชัง ความโกรธ  ความหลง ความอะไรๆ อารมณ์ภายนอกไม่มีฤทธิ์ ไม่มีเดชที่จะปรุงแต่งจิตได้เมื่อใด เมื่อนั้นจิตเราก็เป็นพุทธะ เรียกว่าเราเข้าถึงความเป็นพุทธะ การเข้าถึงการเป็นพุทธะนั้น  ความจริงไม่ควรจะเรียกว่าเข้าถึง  เรียกว่าเราได้เปิดเผยสิ่งที่ปกปิดอยู่ให้ปรากฏ  แล้วก็ให้เห็นสิ่งที่เป็นเนื้อแท้ สิ่งที่มาปกปิดนั้นก็คือความยึดถือในเรื่องกิเลสนั่นเอง มันปิดไว้ ความโลภ ความโกรธ ความหลง ความริษยา พยาบาท กิเลสประเภทต่างๆ  มันมาปิดจิตของเราไว้ เราจึงไม่เป็นองค์พุทธะ แต่พอเราเปิดสิ่งนั้นด้วยสติ ด้วยปัญญา เราก็พบทันที เพราะฉะนั้นให้ญาติโยมเข้าใจว่า พุทธะที่แท้คือจิตที่ไม่ถูกปรุงแต่งนั้นมันมีอยู่แล้ว   แต่เรามักจะเผลอไป  มักจะประมาทไป  ถูกมันปรุงมันแต่งเข้าตลอดเวลา  จึงได้เกิดเป็นปัญหาขึ้นในชีวิตของเรา  ถ้าหากว่าเราไม่อยากจะสร้างปัญหา เราก็ต้องมีสติคอยควบคุมไม่ให้จิตเราถูกปรุงแต่งด้วยอะไรๆ แม้อะไรมากระทบก็เรียกว่าตีกลับออกไป  ตีกลับออกไปด้วยความรู้เท่าคือปัญญา  ความรู้ทันคือสติ เอาสติใช้ก่อนคือคอยกำหนดรู้ไว้   แล้วพอกำหนดรู้สิ่งนั้นก็ผลักมันออกไป  มันก็ไม่เกิดพิษสงแก่เรา  แล้วเราก็พิจารณาต่อไปว่า  สิ่งนั้นคืออะไร มันมาในรูปใด มาอย่างไร ไปอย่างไร สิ่งนั้นก็ค่อยผ่อนคลายลงไป  การปฏิบัติในเรื่องนี้ก็คือคอยควบคุมตัวเราเองไว้ ด้วยสิต ด้วยปัญญา ควบคุมตัวเองก็ควบคุมจิตของเรานั่นเอง  ไม่ให้มันคิดฟุ้งซ่าน ไม่ให้มัวเมา ไม่ให้หลงไหล ไปในเรื่องอะไรๆ  ต่างๆ  เราคอยควบคุมมันไว้  เพื่อจะให้อยู่ในสภาพที่เรียกว่า  สะอาดอยู่ สว่างอยู่ สงบอยู่ ถ้าจิตเราอยู่ในสภาพสะอาด สงบ สว่าง แล้วมันก็ไม่วุ่นวาย ไม่เกิดปัญหา ไม่เกิดความเร่าร้อนในทางจิตใจ  ฝนไม่รั่วรดเราก็นั่งสบาย  จิตใจอยู่ในสภาพเป็นปกติอยู่ตลอดเวลา    อันนี้เป็นเรื่องที่น่าคิดอยู่เหมือนกัน   จึงเอามาเสนอให้ญาติโยมได้เอาไปพิจารณา เพื่อจะได้รักษาสภาพจิตของเราให้มันสงบในที่ทุกแห่ง ไม่ว่าฝนจะตก แดดจะออก รถจะติด อะไรมันจะมีอะไรขึ้น จิตใจมันก็เฉยๆ สิ่งเหล่านั้นไม่เกิดมาให้เป็นความคิดปรุงแต่งอะไรขึ้น  ในทางที่เป็นเรื่องอะไรขึ้นมา  เราก็อยู่ได้อย่างสงบ เราถึงความเป็นพุทธเจ้าถึงพุทธะคือความสงบนั้น ด้วยอาการอย่างนี้ ดังที่ได้แสดงมา สำหรับวันนี้ก็พอสมควรแก่เวลา ขอจบไว้แต่เพียงนี้.OPUSF #(-27