เรื่องนิพพานคือดับความอยาก วันอาทิตย์ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2521 ญาติโยมพุทธบริษัททั้งหลาย ณ  บัดนี้ถึงเวลาของการฟังธรรมะปาฐกถา  อันเป็นหลักคำสอนในทางพระพุทธศาสนาแล้ว  ขอให้ทุกท่านอยู่ในอาการสงบ   ตั้งอกตั้งใจฟังด้วยดี   เพื่อให้ได้ประโยชน์อันเกิดขึ้นจากการฟัง  ตามสมควรแก่เวลา หน้าที่อากาศร้อนเต็มที นึกว่าจะไม่บ่นแล้วแต่เห็นโยมบอกว่าร้อนเสียหน่อย ร้อนกันจนเหงื่อ ไหลไคลย้อย กลางคืนนอนไม่ต้องห่มผ้า เพราะว่าเหงื่อมันออกมากอยู่ตนไหนก็ร้อน กลางคืนถ้าจะ นอนให้สบายก็ต้องนอนในสนามหญ้าแล้วก็ไม่ร้อน มันไม่ร้อนอากาศแต่ว่าเรื่องอื่นมันจะร้อนทีหลังมัน จะยุ่งอีก ไม่เหมือนโบราณ สมัยโบราณถ้าจะร้อน ๆ อย่างนี้คนเขาลงไปนอนที่แคร่ใต้ถุนบ้านสบาย  ไม่มีอะไร  เดี๋ยวนี้นอนอย่างนั้นเดี่ยวมันก็เรียบร้อยกันเท่านั้นเอง  บ้านเมืองไม่ปกติ  ที่ไม่ปกติก็ เพราะว่า  คนเราขาดธรรมะ ไม่ค่อยนำเอาหลักธรรมไปใช้ในชีวิตประจำวันกัน จึงเกิดปัญหากัน ด้วยประการต่าง  ๆ พวกเราที่มาวัดได้ฟังธรรมกันเป็นเครื่องระงับทุกข์ ระงับร้อนทางใจ ก็ค่อย ผ่อนคลายความทุกข์ทางใจบ้างตามสมควรแก่การปฏิบัติ คือยิ่งมีความรู้มากฉลาดมาก ความทุกข์มัน ก็ยิ่งน้อย แต่ถ้ายิ่งเขลามากฉลาดน้อยลงไป ความทุกข์ก็ยิ่งมากขึ้น อันความทุกข์ที่เกิดขึ้นในชีวิตของเรานั้น เกิดจากความเขลานั่นเอง คือไม่รู้ไม่เข้าใจว่าอะ ไรเป็นอะไร เลยไปยึดไปหลงไปเข้าใจผิดในเรื่องต่าง ๆ สร้างความทุกข์ความเดือดร้อน ถ้าเรา รู้เราเข้าใจความทุกข์มันก็ไม่เกิดขึ้น เพราะเรารู้ว่าอะไรเป็นอะไร เหมือนคนรู้ว่าไฟมันร้อนใคร จะไปจับไฟก็รู้ว่าไฟมันร้อน  แต่ถ้าไม่รู้ว่าไฟมันร้อนไปหลงจับเข้า พอจับเข้ามือไหม้พองไป ทำให้ เกิดความทุกข์ทั้งสองอย่าง   เรื่องอื่นมันก็เป็นอย่างนั้น   พระพุทธเจ้าสอนให้เราเป็นผู้ฉลาดใน เรื่องกระบวนการของชีวิตให้รู้ว่าอะไรเป็นอะไรถูกต้อง ให้รู้ว่าอะไรมันเกิดจากอะไร แล้วจะได้ ปรับปรุงแก้ไขสิ่งที่เกิดขึ้นให้ตายไป   ตามสติตามความสามารถที่เราจะมีได้   เพราะฉะนั้นการ เรียนธรรมะจะช่วยแก้ไขปัญหาชีวิต  คือความทุกข์ความเดือดร้อนได้มากทีเดียว  ถ้าเรายิ่งเรียน มากยิ่งรู้มากใช้เป็นก็เป็นประโยชน์ แต่ถ้าเรียนรู้แล้วไม่ใช้ก็ไม่ได้ประโยชน์อะไร คนที่รู้ธรรมแล้ว ไม่ใช้  พระพุทธเจ้าท่านว่าไว้ว่า บอกว่า "เหมือนคนเลี้ยงวัวไม่เคยกินนมวัวเลย มัวแต่รีดนมให้ คนอื่นกิน ตัวเองหาได้กินไม่ หาได้รู้รสของนมวัวไม่ ว่ามีรสชาติเป็นอย่างไรรู้แต่จำนวนโคว่ามีจำ นวณเท่านั้นเท่านี้ แล้วเขาก็รีดนมเอาไปกินกันสบาย ตัวเองหาได้ลิ้มรสของความหวานอร่อยไม่ฉัน ใด " ผู้ที่รู้ธรรมะแม้มาก ถ้าไม่ได้มีการปฏิบัติ ก็ไม่ได้ประโยชน์จากธรรมะที่เรารู้ " เพราะฉะนั้น การฟังก็ดี การอ่านจากหนังสือก็ดีเราฟังเพื่อให้รู้ อ่านเพื่อให้รู้ รู้แล้วเพื่อจะนำไปใช้ในชีวิตประจำ วัน  เพื่อแก้ปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น จะได้ผ่อนคลายจากความหนักเป็นความเบา จากความทุกข์ให้ เป็นความสุขขึ้นมาบ้างตามสมควรแก่ฐานะ เมื่อพูดถึงธรรมะที่พระพุทธเจ้าท่านแสดงไว้นั้น  ถ้าพูดตามแบบสมัยนี้ ก็มักจะว่ามีสองอย่าง  เขาเรียกว่าโลกีย์ธรรมะอย่างหนึ่ง โลกุตตรธรรมอย่างหนึ่ง โลกีย์ธรรมนั้นหมายถึงข้อปฏิบัติที่อยู่ใน ระบบของชาวโลก  คำว่า  โลกีย์หมายความว่าเป็นไปกับโลก อยู่ในโลกอยู่ในสังคม เราจะประ พฤติตนอย่างไรเพื่อให้อยู่ได้สบาย  ไม่ยุ่งยากลำบากเดือดร้อน  ธรรมะอย่างนี้มีข้อปฏิบัติอยู่มาก มาย  หลายเรื่องหลายประการ  สุดแล้วแต่เราจะเลือกใช้ให้เหมาะแก่เหตุการณ์  แก่บุคคล แก่ เวลาที่เกิดเรื่องนั้น  ๆ  ถ้าเรานำมาใช้เป็นแล้วก็เป็นคุณค่า ทำให้เราสบายอกสบายใจ ธรรมะ อย่างนี้เรียกว่าโลกีย์ธรรม  ถ้าพูดให้เข้าใจง่าย ก็อยู่ในขั้นศีลธรรมนั่นเอง เป็นเครื่องปลอบโยน จิตใจในขณะที่เราเกี่ยวข้องกับบุคคลกับเหตุการณ์อะไร  ๆ ต่าง ๆ แล้วจะได้พ้นไปจากความทุกข์ ความเดือดร้อนตามสมควรแก่ฐานะ  หรือว่าเป็นเหตุให้เราอยู่อย่างสงบสุขกับเพื่อนมนุษย์ในสังคม  อันนี้เรียกว่าเป็นฝ่ายโลกีย์ธรรม ส่วนโลกุตตรธรรมนั้นเป็นไปเพื่อความพ้นโลกหรือพ้นจากความทุกข์ในโลกไปทีเดียว  เรื่อง โลกุตตรธรรมนั้นเป็นเรื่องปัญหาเกี่ยวกับทางจิตใจโดยเฉพาะเป็นเรื่องที่เราเอาชนะความทุกข์ ความเดือดร้อน ทางจิตใจที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน เป็นเรื่องที่เป็นประโยชน์มากเป็นธรรมสำหรับ แก้ทุกข์อย่างแท้จริง อันธรรมะที่เป็นขั้นโลกีย์ธรรมนั้นไม่ใช่เรื่องแก้ทุกข์ของบุคคล แต่เป็นเรื่องใน สังคมอยู่กันอย่างมีความสุขความสบาย   เพราะว่าคนเราเมื่อมาอยู่รวมกันเข้า  ก็ต้องมีหลักมีระ เบียบว่าจะต้องปฏิบัติอย่างไร บุคคลเหตุการณ์สถานที่ที่เราใช้คำพูดว่า เหตุ ผล บุคคล เวลาที่เรา เข้าไปเกี่ยวข้อง ถ้าเราปฏิบัติได้เหมาะสมกับบุคคลกับเหตุการณ์กับสิ่งแวดล้อม เราก็จะมีความสุข ใจสบายใจ ความสุขใจสบายใจในแง่นี้ก็หมายความว่า ไม่กระดาก ไม่เกื้อเขิน ไม่ต้องมานั่งเสีย ใจในภายหลังว่า  แหม เราพูดสิ่งที่ไม่ควรในที่นั้น เรากระทำในสิ่งไม่ควรในที่นั้น หรือว่าเราไป แสดงความโข่งไว้ในที่นั้นๆแล้วก็มานั่งร้อนอกร้อนใจ  เพราะว่าเราไม่รู้ว่าอะไรควรอะไรไม่ควร เช่นธรรมะหมวดที่หนึ่งเรียกว่าสัปปุริสธรรม  7 อย่าง ให้รู้เหตุ รู้ผล รู้ตัวเราเอง รู้ประมาณ รู้ เวลา รู้บุคคล รู้ประชาชน นี่เขาเรียกว่าเป็นข้อปฏิบัติในสังคมโดยเฉพาะ เช่นรู้จักตัวว่าเรานี้เป็น ผู้ใหญ่ เราเป็นผู้น้อย เราอยู่ในฐานะอะไร ควรจะทำตัวอย่างไรเมื่อเข้าไปเกี่ยวข้องกับบุคคลนั้น ๆ อย่างนี้เรียกว่ารู้จักตัวของเรา แล้วรู้จักเรื่องอะไรต่าง ๆ ว่ามันมีเหตุมีผลสำพันธ์กันอย่างไร  อะไรเกิดขึ้นจากอะไร การแก้ไขเรื่องนั้นควรจะแก้ไขอย่างไร อะไรเป็นเหตุอะไรเป็นผล เราจะ ได้รู้ได้เข้าใจจะได้จัดถูก  ถ้าเราไม่รู้จักเหตุผลของเรื่องมันลำบากเพราะไม่รู้อะไรเป็นเงื่อนต้น  อะไรเป็นตรงกลาง อะไรเป็นปลายเงื่อนของสิ่งนั้น ๆ การจะแก้ไขมันจะยุ่งยาก บรรดาความยุ่งยากทั้งหลายที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันนั้นก็เพราะเราไม่รู้ต้นสายปลายเงื่อน ของสิ่งนั้น  ๆ  ไม่รู้ว่ามันตั้งต้นอย่างไร แล้วมันเจริญงอกงามมาด้วยวิธีใด ผลที่เกิดขึ้นเป็นความ ทุกข์ความสุขอย่างไร แล้วมันเจริญงอกงามมาด้วยวิธีใดผลที่เกิดขึ้นเป็นความทุกข์ความสุขอย่างไร  เราไม่เข้าใจไม่รู้ชัดในเรื่องนั้น เรียกว่าขาดเหตุผลในชีวิต ตัวอย่างให้เห็นง่าย ๆ เช่นว่าคนใจ ร้อนใจเร็ว ขี้โกรธอะไรกระทบนิดกระทบหน่อยก็ไม่ได้ อย่างนี้ก็เรียกว่าเป็นคนเจ้าอารมณ์ คนเจ้า อารมณ์ก็คือคนไม่มีเหตุผลนั่นเอง  ไม่ได้คิดได้ตรองว่าอะไรเป็นอะไร  อะไรควรจะโกรธหรือไม่ ควรจะโกรธ  อะไรควรจะทำอย่างไรไม่เข้าใจ ใจมันร้อนใจเร็ว ใช้อารมณ์เป็นเครื่องประกอบ  ก็เรียกว่าขาดเหตุผลนั่นเอง  เราจึงพูดกับคนบางคนว่า  เป็นคนไม่มีเหตุผล เราว่าเขาอย่างนั้น คนที่ไม่มีเหตุผลก็คือ คนที่โกรธง่ายเกลียดง่าย คนที่ทำอะไรง่าย ๆ ใจน้อยใจเร็วถ้าเป็นเหมือนน้ำ เขาเรียกว่า น้ำมันตื้นพอเรือผ่านมาหน่อยก็เป็นตมไปเลยทีเดียว แต่ถ้าน้ำมันลึกเรือผ่านไปน้ำมันก็ ไม่ขุ่นไม่ข้น    เพราะน้ำลึกใบจักรที่พัดก็พัดแต่ผิวน้ำไม่ถึงดินไม่ถึงโคลน   ไม่มีขี้ฝุ่นสกปรกขึ้นมา  อย่างนั้นเขาเรียกว่าเป็นคนร่องลึก   แต่ถ้าเป็นคนร่องตื้นเขาเรียกว่าขุ่นง่ายข้นง่ายอะไรกระทบ นิดกระทบหน่อยก็ไม่ได้ใจร้อนใจเร็วหุนหันพันแล่น   แล้วคนที่มีอารมณ์ประเภทอย่างนั้นไม่สบายใจ  หน้านิ่วคิ้วขมวดอยู่ตลอดเวลาอย่างนี้เขาเรียกว่าคนใจร้อนเป็นคนขาดเหตุขาดผล   หรือในเรื่อง บางเรื่องอารมณ์มันก็แรงเกินไป เช่นว่ามีความรักแรง มีความเกลียดแรง มีความริษยารุนแรง ก็ มีคิดแต่เรื่องไม่ดีไม่งามทั้งนั้นมองอะไรก็มองแต่เรื่องร้าย  ไม่มองในแง่ดี ไม่มองในแง่ที่เป็นประ โยชน์ไม่มองในแง่ที่จะให้เย็นใจสงบใจ  แต่มองหาแต่เรื่องร้อนอย่างนี้คำโบราณเขาพูดว่า  "ฟื้น ฝอยหาตะเข็บ  "นั่นเองฝอยมันกองอยู่แล้วตะเข็บมันอยู่ข้างล่างถ้าเราเดินไปเฉย ๆ มันก็ไม่เป็น ไร มันไม่กัดเราแต่เราอุตส่าห์เอาไม้ไปเขี่ยฟื้นฝอยหาตะเข็บ หรือฟื้นอะไรขึ้นมาให้มันเกิดเรื่องขึ้น มา เหมือนหนังสือพิมพ์ลงข่าวว่าร้านเสริมสวยร้านหนึ่งเขาเอาห่อของขวัญไปให้ก็สงสัยแล้วแหละ ว่ามันจะเป็นลูกระเบิด เอาไม้ไปเขี่ยดูหน่อย ไปเขี่ยมันก็ระเบิดขึ้นมา ต้องนำส่งโรงพยาบาลเป็น แถว นั่นถ้าเป็นคนมีปัญญาหน่อย เออน่ากลัวจะเป็นลูกระเบิด อย่าไปเขี่ยเอาไปวางไว้นอกร้านให้ ไกล ๆหน่อย อย่าไปแตะต้องเป็นห่ออย่างไร ก็ให้อยู่อย่างนั้นอย่าไปยุ่งแล้วก็ไปบอกตำรวจ บอกว่า ของขวัญห่อหนึ่งสงสัยว่ามันจะเป็นลูกระเบิด ขอเชิญไปดูหน่อยเถอะ อย่างนี้มันปลอดภัย ที่ปลอดภัยก็ เพราะมีปัญญา ใจไม่ร้อน นี่ที่เปิดสงสัยว่าเขาจะให้อะไรแก่เรา เรื่องอยากได้มันก็มีอยู่เหมือนกัน แต่ใจหนึ่งก็กลัวว่าน่าจะไม่ใช่เป็นของขวัญที่มีค่าเสียแล้ว น่าจะเป็นของขวัญที่ทำให้มือหักแขนฉีกไป แล้ว  แล้วไปเปิดมันทำไมถ้าสงสัยอย่างนั้น เอาไปวางไว้ข้างนอกมันก็ปลอดภัยแต่ว่าคนเรามันนึก ไม่ค่อยได้ในเรื่องอะไรต่าง ๆ เพราะความรู้สึกทางใจมันมีแรง ความอยากจะดูอยากจะดูอยากจะ รู้ว่าอะไรเป็นอะไรบ้าง  ของเขาให้ใคร  ๆ  ก็ชอบใจทั้งนั้นแหละ  อยากจะปอกดูว่ามันมีอะไร  ความจริงช้า  ๆ  ไว้ก่อน ถ้าสงสัยแคลงใจแล้วก็อย่าไว้ในที่มีอันตราย เอาไปวางไว้ไกล ๆ ตัว หน่อยแล้วก็ไปหาคนที่รู้ให้มาดูหน่อยว่ามันจะมีอะไร อย่างนี้มันก็ไม่เสียเรื่อง ไม่เดือดร้อน เพราะ ว่าเราเป็นคนรอบคอบ เรื่องความรอบคอบ ก็เป็นเรื่องสำคัญเหมือนกัน เราต้องฝึกให้เป็นคนรอบคอบ ละเอียดละ ออมีความปราณีต ในทางจิตใจ ทำอะไรต้องละเอียดรอบคอบจึงจะดี มีเรื่องหนึ่งที่เห็นง่ายคนส่ง ธนาณัติมาทางไปรษณีย์ โดยมาปิดซองแล้วก็มักจะติดเข้าไปด้วย ติดใบจดหมายติดธนาณัติเอไม่ออก  นี่เพราะอะไร ทากาวมากเกินไป พอทากาวมาก กาวมันก็ล้น เข้าไปติดข้างใน เวลาส่งมาก็เปิด ยาก คนที่ส่งไม่เคยเปิดซองก็ไม่รู้ แต่คนเคยเปิดซองนี้รู้ว่าอย่างนี้ไม่ได้ ทีนี้ถ้าเราจะส่งอย่างนั้นก็ เอากระดาษรองเสียก่อน วางไว้ตรงที่มันจะปิดซองเวลาติดกาวแล้วมันก็ติดกับกระดาษแผ่นนั้น ไม่ ติดใบธนาณัติหรือจดหมาย     ทำให้ขาดข้อความไปอันนี้คนส่งไม่ค่อยรู้เพราะว่ามอบให้เจ้าหน้าที่ ไปรษณีย์เขาปิดลงไป       ไม่รู้ว่ามันจะเปื้อนจะติดอะไรมันจะเสียหาย       นี่เขาเรียกว่า ขาดความรอบคอบรอบรู้ในเรื่องอะไร  ๆ ต่าง ๆ เรื่องอื่น ๆ ก็มีถมไปที่เราทำให้เกิดความ เสียหาย   บางทีเรื่องเล็กกลายเป็นเรื่องใหญ่ขึ้นมา  เรื่องไม่น่าจะเกิดมันก็เกิดขึ้นมา  เพราะ ความบกพร่องความสะเพร่าของตัวนั่นแหละ ไม่ใช่เรื่องอะไร เวลาหน้าร้อนอย่างนี้มีงานอยู่งานหนึ่ง คืองานสงกรานต์ งานสงกรานต์คนชอบไปเที่ยวกันนัก ไม่รู้เรื่องอะไรที่จะต้องไปเที่ยวงานสงกรานต์  จะต้องไปดูเขาสาดน้ำกัน  แล้วก็ไปเที่ยวกันสนุก ใหญ่  ความจริงเมืองเชียงใหม่มันก็อยู่อย่างนั้น แม่น้ำปิงมันก็อยู่อย่างนั้น แต่ว่าคนไม่ไป ถ้าไม่ใช่ สงกรานต์  พอสงกรานต์ก็แห่กันไป  รถก็แน่น  โรงแรมก็แน่นอะไร  ๆ ก็คึกคักไปทั้งนั้น มันสนุก  อารมณ์คนเรามันสนุกตรงนี้  ตรงคนมาก  ๆ  ได้เบียดได้แทรกกัน ได้อึดอัดกันเสียหน่อย บอกว่า แหมมันสนุกเหลือเกิน ถ้าใครถามว่า เป็นอย่างไรไปสงกรานต์เชียงใหม่ แหมสนุกเกือบตาย สนุก เกือบตายยังดี แต่สนุกเกือบรอดนี่มันชักจะแย่ ไปกันอย่างนั้น แล้วก็มีอุบัติเหตุเสมอ รถชนกันอะไร กัน   บอกว่า   แหมโชคร้ายไปงานสงกรานต์คราวนี้   รถขนกัน  มันไม่ใช่เรื่องโชคร้าย  แต่ เรื่องความประมาทไม่ระมัดระวัง  เช่นว่าไปเที่ยวก็ไปกันใหญ่ไปถึงเชียงใหม่กลางคน  ตองเช้า เที่ยวกัน  กลางคืนก็ไปโน้นไปนี่ดูงานเขาเที่ยวดึกดื่น  เช้าออกรถ คนขับก็นั่งขับรถซึม ๆ ไปตาม เรื่อง  ขับรถง่วงนี้วินาทีเดียวเท่านั้น  อันตรายแล้ว ลงคูก็ได้ชนกับรถสิบล้อก็ได้ ชนรถน้ำมันก็ได้  หรือว่าจะไปชนกับอะไรก็ได้ อุบัติเหตุรถยนต์มันแผลบเดียวจริง ๆ ไม่ใช่นานอะไร อันตรายเหลือ เกิน อาตมานั่งรถไปไหน ๆ มักจะนั่งใกล้ ๆ คนขับ คือว่านั่งใกล้คนขับไม่ใช่เรื่องอะไรหรอก เท่า กับว่าเป็นผู้ช่วยเขาหน่อย  คอยพูดคอยเตือนคอยแนะนำอะไรเขา อย่าให้เขาขับเกินพอดี อย่าให้ ประมาท  แล้วก็ตาดูด้วย  สิบล้อแซงขึ้นมา  แหมมันใหญ่คันนี้ เราเห็นจะสู้ไม่ไหวเบา ๆ หน่อย  มันก็จะได้เบาอย่าไปสู้กับสอบล้อ มันมวยคนละชั้นไม่ไหว อ้ายแสบชกกับไอ้เคลย์ จะเก่งสักเท่าใด อ้ายแคลย์มันน็อคตาย มันใหญ่กว่า เลยก็คอยห้ามคอยเตือนไว้ ก็ปลอดภัยทุกทีกลางค่ำกลางคืน ยิ่ง กลางคืนยิ่งระวังใหญ่ แล้วมันจะอันตราย จะเสียชื่อ เลยก็คอยคุมไว้ ปลอดภัยทุกที ที่นี้คนเราไปเที่ยวนี่มันเสียอย่างหนึ่ง  เที่ยวเฉย  ๆ มันไม่สนุก มีอะไรต้องดื่มกันหน่อยดื่ม แล้วก็ต้องร้องเพลงกันอะไรกัน พวกร้องเพลงก็ร้องไปคนขับก็ขับไปแล้วบางทีก็เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ใจดี เหลือเกิน  คนขับรถดี  ๆ  เอาอ้ายนี้หน่อย เอาหน่อย ๆ คนขับบอกว่าไม่ได้ นิดหน่อยไม่เป็นไร  เคี่ยวเข็นให้ตายกัน  ไม่ใช่เรื่องอะไร ให้คนขับดื่มด้วย ดื่มแล้วมันก็เกิดเรื่อง ตายกันเป็นแถวไป  อันนี้เป็นเรื่องน่าเสียใจในเหตุการณ์เช่นนั้นที่เกิดขึ้น   บางทีคนดี  ๆ  ก็พลอยไปตายกับเขาด้วย แล้วคนดีตายก็มักจะถูกบ่นอีกเหมือนกัน บ่นว่า แหมเขาเป็นคนพระคนเจ้า เคร่งครัดศาสนาไหว้พระ สวดมนต์กลางคืนก่อนนอกนี่สวดคาถาชินบัญชรทุกคืน   ๆ   คาถาชินบัญชรไม่รู้สวดไปอย่างนั้นไม่รู้ เรื่องอะไร สวดไปตามอารมณ์ขลัง ถ้าสวดแล้วมันขลัง บางคนสวดได้ วันก่อนนั่งรถไปกับคนคนหนึ่ง แกบอกว่า ผมนี่สวดมนต์ทุกคืน สวดอะไร สวดคาถาชินบัญชร แล้วแก่ว่าให้ฟังด้วย บอกว่าผมสวด อย่างนี้  แหมจำแม่นดี  แต่ไม่รู้ว่าอะไรเป็นอะไรในคาถานั้น อย่างนี้มันยังคุ้มไม่ได้หรอก เพราะ เพียงแต่สวดเฉย ๆ อย่างนั้น เราจะต้องนำถ้อยคำที่เราสวดเราบ่นนั้นมาใช้ด้วย มาใช้ในชีวิตประ จำวันของเรา เราสวดมนต์จริงแต่ว่าเวลาทำอะไรไม่รอบคอบ มีความประมาทในเรื่องนั้น บทสวด มนต์นั้นจะช่วยอะไรได้  มันคนละเวลาคนละเรื่อง  ขณะสวดใจมันสงบ มันอยู่กับบทสวดว่า จิตใจ สงบ แต่ว่าพอออกจากบทสวดแล้วไปไหน ๆ เราลืมไปว่าเราควรจะใช้อะไรบ้าง ในการเดินทาง ในการทำกิจอย่างนี้ ธรรมะมันมีหลายระยะ เริ่มต้นทำอย่างนั้นต่อไปทำอย่างนั้น ต่อไปทำอย่างนั้น  เรื่องหนึ่งทำในเวลานั้นอีก เรื่องหนึ่งทำในเวลาโน้น มันต้องเข้าใจ ทีนี้เราใช้ไม่ถี่ถ้วนใช้ไม่ละเอียด บางทีก็ใช้อยู่เรื่องเดียว เป็นยาหม้อใหญ่ครอบจักรวาลไป เลยทีเดียว แล้วพอไม่เกิดประโยชน์ก็ว่า เอเราก็ทำอย่างนั้นมานาน ทำไมไม่เกิดคุณเกิดค่า มีอุบา สิกาสองคนอยู่ที่ตลาดพัทลุง  ที่นี้เกิดไฟไหม้  อุบาสิกาคนหนึ่งไฟไหม้เกือบเกลี้ยงว่าอย่างนั้น  แต่ อีกคนหนึ่งไม่ถูกไหม้  ทีนี้สองคนมานั่งคุยกันที่วัด  บอกว่า แหมดิฉันทำบุญกันเหลือเกิน สร้างวัดวา อารามสร้างโน้นสร้างนี่ทำไมบุญไม่ช่วย  ไฟไหม้เรียบไปเลย  อีกคนหนึ่งว่าของฉันบุญช่วย มันไม่ ไหม้  ทำไมบุญช่วย  ด้านนี้ลมมันไม่มา ลมมันไปด้านนั้นเรื่อย สมมติว่าไหม้ด้านนี้ ลมมันพัดไปโน้น  แต่ของโยมคนหนึ่งแก่อยู่ด้านนี้ลมมันไม่มา  มันอยู่เหนือกระแสลมเลยไฟไม่ไหม้ ไม่ไหม้แกบอกว่า  ดิฉันนี้บุญช่วย อีกคนหนึ่งไฟไหม้หมดบอกว่าบุญไม่ช่วย มันเป็นอย่างนี่ บุญมันเป็นเรื่องเหมือนกัน มัน เป็นเรื่องเฉพาะเรื่องไป ไม่ใช่ว่าอย่างหนึ่งแล้วก็ใช้อย่างหนึ่ง เหมือนกับยาปวดหัวก็ต้องแก้ปวด หัว เราจะไปกินยาแก้ปวดหัวแก้ปวดท้องด้วยมันก็ไม่ได้ ยาทาข้างนอกเราจะกินเข้าไปข้างมนมันก็ ไม่ได้ ทิงเจอร์ใส่แผลจะเอาไปกินไม่ได้ ถ้าขืนกินเข้าไปก็ชักดิ้นชักงอเท่านั้นเอง เรื่องบุญกุศลนี้ ก็เหมือนกัน คนบางคนบอกว่าลุกชายไม่ได้ความเลย ก็ทำบุญจริงให้ทางไปวัดไปวา แต่ว่าไม่ได้สั่ง สอนอบรมลูกชายให้รู้คุณค่าของชีวิต  ทีนี้ลูกชายเกะกะเกเร  ผลาญทรัพย์สมบัติของคุณแม่ คุณแม่ก็ บ่นว่าทำไมไม่ช่วย มันบุญไม่ทั่วถึง ทำบุญเรื่องนี้แต่ว่าบุญเรื่องโน้นไม่ได้กระทำประพฤติธรรมไม่ทั่ว ถึง เลยไม่ได้รับความคุ้มครองจากธรรมะเท่าที่ควร เราจึงต้องคิดว่าอะไรเหมาะอะไรควร  อะไรควรใช้เวลาใด อะไรควรใช้ในเวลาใดใช้ ให้มันครบถ้วน  ถ้าใช้ครบถ้วนแล้วมันก็คุ้มครองได้ ไม่ใช่ว่าทำเรื่องเดียวแล้วก็คุ้มไปหมด ให้ทาน เรื่องเดียวจะคุ้มหมดก็ไม่ได้รักษาศีลเรื่องเดียว จะคุ้มหมดก็ไม่ได้ มันคุ้มไม่หมด เขาต้องใช้กันอยู่ ตลอดเวลาในข้อนั้น ๆ การใช้ธรรมะที่ควรใช้ได้ทุกเมื่อก็คือสติปัญญา ซึ่งต้องใช้ตลอดไป ทำอะไร ต้องมีสติต้องมีปัญญาควบคุม พูดง่าย ๆ ว่าต้องคิดก่อนจึงทำ ขณะทำอยู่เราก็ต้องรู้ว่าเรากำลังทำอะ ไร  ต้องมีความรู้สึกทั่วอยู่ในขณะนั้นที่เราเรียก สติสัมปชัญญะ สตินั้นรู้สึกตัวก่อนที่จะพูดก่อนที่จะทำ  รู้สึกตัวก่อนที่จะเดิน ก่อนที่จะนั่ง ก่อนที่จะทำอะไรทุกอย่าง ให้รู้สึกตัวว่าจะทำ สิ่งนั้นเรียกว่า สติ  ส่วน สัมปชัญญะ นั้นหมายความว่า เมื่อทำอยู่ก็รู้อยู่ว่าเรากำลังทำอะไร เรากำลังปฏิบัติในเรื่องใด ใจมันอยู่กับเรื่องนั้น ไม่เผลอไม่ลืมในเรื่องนั้น สองเรื่องนี้เขาเรียกว่ามีอุปการะมาก คือทำให้เกิด การคุ้มครองเกิดการรักษา ตัวอย่างเช่นคนขับรถก่อนขึ้นรถก็ต้องรู้สึกตัวว่าเรากำลังจะออกรถ จะ ออกไปไหน กำลังขับอยู่ก็ต้องมีสัมปชัญญะ ว่าเรากำลังทำหน้าที่ขับรถ เราจะเผลอไม่ได้ เราจะลืม ตัวก็ไม่ได้  ไปดูเรื่องอื่นไม่ได้ต้องดูเส้นทางที่เราจะไป ดูขวาดูซ้าย ดูไฟเขียวดูไฟแดง อะไรไป ได้อะไรไปไม่ได้จะต้องอยู่กับเรื่องอย่างนั้น อย่างนี้เรียกว่ามีสติสัมปชัญญะ แม่ครัวหั่นผักเมื่อจะหั่นก็ต้องรู้ว่าผักอะไร เราจะหั่นอย่างไร แล้วมือจังตรงไหนมีดอยู่อย่าง ไร  ต้องรู้ล่วงหน้า  รู้เรื่องที่จะทำ กำลังทำก็ต้องรู้ ไม่ใช่มือหั่นผักตาไปดูใครอยู่หรือไปดูลูกชาย ลูกสาวอยู่  มือก็หั่นไปตาก็ดูไป เดี๋ยวก็หั่นเอามือเท่านั้นเอง พอหั่นนิ้วก็บ่นอีก ทำไมไม่รู้มีดบาดมือ เอาได้  ก็เพราะว่าไม่ระมัดระวังในเรื่องอย่างนี้ จึงได้เกิดเป็นปัญหาขึ้นมา ทำให้เกิดความทุกข์ ความเดือดร้อนด้วยประการต่าง ๆ เราจึงต้องมีสติสัมปชัญญะ คอยดูคอยแลในเรื่องอะไร ๆ ต่าง ๆ  ให้เป็นการเรียบร้อย  การปฏิบัตินั้นก็จะไม่ยุ่งไม่ยาก  สิ่งทั้งหลายก้าวหน้าเป็นไปด้วยดี  นี่ เรื่องมันสำคัญ จะไปไหนจะทำอะไร ต้องมีสติสัมปชัญญะกำกับอยู่ตลอดเวลาคือให้รู้ว่าอะไรถูกอะไร ผิดอะไรดีอะไรชั่ว    อะไรจะเป็นเหตุให้เกิดความเสื่อม   อะไรจะเป็นเหตุให้เกิดความเจริญ  อย่างนี้เป็นเรื่องที่เราจะต้องใช้เป็นหลักประจำจิตใจ   ถ้าเราได้ใช้หลักเหล่านี้เป็นประจำ   ก็ สบายปัญหามันน้อย  แต่ว่าไม่ใช่ว่าจะง่าย  ๆ  มันต้องอบรม อบรมหมายความว่าทำให้มากทำให้ บ่อย  ๆ  ถ้าเราทำให้มากทำให้บ่อย ๆ มันค่อยดีขึ้น ค่อยคล่องตัวขึ้น ก็เหมือนกับเราหัดทางร่าง กาย  หัดกายบริหารหัดชกมวย หัดยูโดอะไรก็ตามใจ เราจะต้องทำบ่อย ๆ พอทำบ่อย ๆ แล้วก็ คล่องตัว มีอะไรเกิดขึ้นมือมันก็ป้องกันได้ทันที เพราะว่านิสัยมันเคยอย่างนั้น ใครจะทำอะไรเราก็ ต้องยกมือป้องกันได้หลบได้ทันท่วงที อย่างนี้เพราะว่าเคย เคยหัดไว้อย่างนั้นเป็นคนแคล่วคล่องว่อง ไว เพราะทำบ่อย ๆ เรื่องเกี่ยวกับใจเราก็เหมือนกัน ถ้าเราหัดทำบ่อย ๆ หัดนึกหัดคิด หัดทำอะ ไรด้วยการใช้หลักธรรมประกอบไว้เสมอแล้ว   เราก็จะเป็นคนไม่ผิดพลาดในเรื่องอะไรต่าง  ๆ  การกระทำก็จะเรียบร้อยขึ้นมันอยู่ที่ตรงนี้ นี่อย่างหนึ่ง อีกอย่างหนึ่งธรรมมะที่เรียกว่า    ขั้นโลกุตรธรรมนั้น    หมายความว่าเป็นข้อปฏิบัติเพื่อ ความพ้นทุกข์อย่างแท้จริง  เด็ดขาดขึ้นไปเป็นเรื่อง ๆ บางทีเราที่เป็นชาวบ้าน อาจจะคิดว่าขั้นนี้ ไม่จำเป็นสำหรับเรา  เพราะเรายังไม่ต้องการความดับทุกข์อย่างนั้น  หรือบางคนพูดว่าผมยังไป นิพพานไม่ได้หรอก  ยังจะอยู่ในโลกกันต่อไป  แล้วจะต้องทำอย่างนั้นจะต้องทำอย่างนี้ พูดอย่างนี้ แสดงว่ายังไม่เข้าใจความหมายของธรรมมะ  อันเป็นสิ่งเกื้อกูลในชีวิตประจำวัน  ธรรมที่เป็นขั้น สูงนั้นเอามาใช้ได้แม้ในชีวิตของชาวบ้าน แม้ในชีวิตประจำวันที่เราทำงานทำการกันอยู่นี้แหละ จะ เป็นคนค้าขาย ทำข้าราชการ ทำนาทำสวน ทำธุรกิจอะไรก็ตาม เราอย่านึกว่าสิ่งนั้นไม่จำเป็นสำ หรับเรา  นั่นคือ  ความเข้าใจผิด  เพราะว่าหลักธรรมะที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ โดยเฉพาะใน เรื่อง  โลกุตรธรรมนี้ เป็นข้อปฏิบัติที่จะช่วยเราให้พ้นจากความทุกข์ความเดือดร้อน แล้วเราลอง ถามเราดูว่า    เราต้องการความพ้นทุกข์หรือไม่   หรือว่าอยากจะจมอยู่ในกองทุกข์ตลอดเวลา  ทุกคนก็ตอบเหมือนกันว่า     ไม่ต้องการจะจมอยู่ในกองทุกข์    แต่เราต้องการจะให้มันหลุดพ้น จากความทุกข์ความเดือดร้อน เมื่อเราต้องการความหลุดพ้นจากความทุกข์ความเดือดร้อน ธรรมะ อันใดเป็นเครื่องเกื้อกูลแก่การพ้นทุกข์นี้มันจำเป็นหรือไม่ ลองพิจารณา ถ้าพิจารณาแล้วก็จะเห็นว่า มันจำเป็น เหมือนกันที่เราจะต้อง นำมาใช้ในชีวิตประจำวันของเรา พูดถึงเรื่องความดับทุกข์หรือที่เขาพูดว่า  พระนิพพาน ญาติโยมอย่านึกว่ามันเป็นของสูงเกิน ไป อย่านึกว่าเป็นของสุดเอื้อม อันนี้เพราะว่าการเทศน์สมัยก่อนทำให้ญาติโยมท้อแท้อ่อนอกอ่อนใจ  อ่อนอกอ่อนใจอย่างไร คือว่า พูดให้เห็นว่ามันสูงเกินไป สูงสุดสอยว่าอย่างนั้น นั่นคือสอนให้เข้าใจ ผิด  ให้ไม่รู้จักนำสิ่ง นั้นมาใช้ให้เป็นประโยชน์ในชีวิตประจำวัน ความจริงหลักธรรมของพระพุทธ เจ้า ไม่ใช่ของสุดเอื้อม ไม่ใช่สิ่งเหลือวิสัย ไม่ใช่เรื่องที่คนปฏิบัติไม่ได้ ถ้าเป็นของสุดเอื้อมสุดวิสัย ปฏิบัติไม่ได้แล้ว จะเป็นประโยชน์อะไรแก่ชาวโลก พระองค์ลงทุนมานานถึงหกปีที่ศึกษาค้นคว้า ได้ มาแล้วก็เอามาใช้ไม่ได้ มันจะเป็นประโยชน์อะไร ลงทุนมากมายเอาชีวิตเข้าแลก แล้วเอามาใช้ ไม่ได้มันก็ไม่คุ้มกันเท่านั้นเอง  นี่คือการสอนมันไม่ถูกเรื่อง  สอนให้เห็นเป็นสิ่งเหลือวิสัย กว่าจะ บรรลุได้ต้องบำเพ็ญบารมีสิ้นภพแสนกัลป์อนันตชาติ    นี่มันมากเหลือเกินเกิดตั้งแสนชาติกว่าจะถึง พระนิพพาน  แล้วก็ยังบอกว่า พระพุทธเจ้าบำเพ็ญบารมีมาหลายร้อย หลายพันชาติหลายแสนชาติที เดียว จึงได้เป็นพระพุทธเจ้า ญาติโยมพอได้ฟังเช่นนี้ก็นึกว่า กูไม่ไหวแล้ว มันไกลเหลือเกิน ไกล เหลือเกินไม่ไหวแล้ว เอาแต่เพียงเท่านี้ก็พอแล้ว เลยก็ไม่ก้าวหน้าต่อไป นี่คือวิธีการนั่นเอง ไม่ ใช่เรื่องอะไร วิธีการสอนมันก็ไม่ถูกต้อง ทำให้ญาติโยมมองเห็นแล้วมันไกลสุดเอื้อม เหมือนกับเอา โยมไปขึ้นภูเขาทองด้านบรรไดชันอย่างนั้น มองแล้วขึ้นไม่ไหว แต่ถ้าไปอีกด้านหนึ่ง มันค่อยขึ้นเลาะ ขึ้นไป  ก็พอไปได้ แล้วขึ้นไปยืนยิ้มบนยอดภูเขาทองได้ดูกรุงเทพฯ ได้ว่าสลัมมันอยู่ตรงไหนพอดูได้  วิธีการสอนให้เห็นว่ามันยากลำบาก  คล้ายกับขึ้นภูเขาด้านชัน  แต่ถ้าเราสอนว่ามันไปได้ ใช้ในชี วิตประจำวันได้ ก็เหมือนขึ้นเลาะขึ้นไป เวียนขึ้นไป มันก็ขึ้นได้ นี่เท่านี้เอง เพราะฉะนั้นขอให้ญาติโยมเข้าใจใหม่ว่า  เรื่องของการดับทุกข์ หรือ เรื่องพระนิพพานนั้น  ไม่ใช่เรื่องสุดเอื้อม ไม่ใช่เรื่องที่เราจะเอาไม่ถึง เป็นสิ่งที่เราทำได้ ก็เวลาสิ่งใดมันเกิดขึ้นในใจ ของเรา แล้วเรารู้สึกร้อนเราอยากจะให้มันเย็นหรือไม่ เช่นเวลาเกิดความโกรธมันร้อนใจ เรา อยากจะให้มันเย็นหรือไม่  อยากจะดับความโกรธหรือไม่  เกิดความหลงมันร้อนใจ เราอยากจะ ดับความร้อนหรือไม่ หรือเกิดหลงมันร้อนใจ เราอยากจะดับความร้อนหรือไม่ หรือเกิดความโลภขึ้น มาแล้วก็ร้อนอกร้อนใจ  อยากได้อะไรก็นั่งร้อนอยู่ ลุกขึ้นนั่งลงเดินไปเดินมา เหมือนกับชมดติดจั่น  เราอยากจะดับหรือไม่  ทุกคนถ้ารู้สึกตัวว่าไม่สบายก็อยากจะดับเหมือนกัน  แล้วเขามีวิธีให้ดับสิ่ง เหล่านี้ เราควรจะนำมาใช้หรือไม่ นั่นแหละควรจะนำมาใช้แล้ว เพราะมันเป็นประโยชน์ในการทำ ความทุกข์ความเดือดร้อนในจิตใจให้มันเบาไป ให้มันหายไป การดับทุกข์ได้มันก็เป็นนิพพานอยู่ในตัว แล้ว  เช่นเกิดความโกรธถ้ามันดับไปเองนั่นไม่ใช่นิพพาน คือมันดับเพราะหมดเชื้อ หมดเชื้อจะให้ โกรธ  มันดับไปเฉย ๆ แต่ว่าโกรธเสียเต็มที่แล้ว โกรธสิบห้านาทีแล้วจึงดับ อย่างนี้ไม่ใช่การปฏิ บัติธรรม มันเป็นเรื่องธรรมชาติที่ดับไปเอง เราไม่ได้ทำอะไร เหมือนกับไฟไหม้บ้าน ไหม้จนหมด เชื้อแล้วก็ดับเอง อย่างนั้นมันไม่ได้อะไร ให้มันดับเพราะเอาน้ำไปดับเอาเคมีไปฉีดเข้าแล้วไฟมัน ดับ   มันไหม้ไม่หมดทั้งหลัง  หรือว่าไหม้สักหลังหนึ่ง  บ้านใกล้เรือนเคียงไม่ไหม้  อย่างนี้ใช้ได้  เรียกว่าใช้หลักการเป็นเครื่องช่วย ในเรื่องกิเลส นี้ก็เหมือนกัน ความโลภเกิดขึ้น ความโกรธเกิดขึ้น ความร้อนอกร้อนใจอะไร ต่าง ๆ เกิดขึ้นในใจของเรา ถ้าเรานั่งให้มันเผาอยู่อย่างนั้น แล้วไม่ใช่เผาเฉย ๆ ไม่ใช่เผาแต่ ในใจมันจะเผาของข้างนอกด้วย เผลอ ๆ อะไร ๆ ก็ขว้างมันไปทุบมันไป เห็นหน้าใครก็ว่ามันไป  ด่ามันทุกคน อย่าเข้ามาใกล้วันนี้อารมณ์ไม่ดี อย่างนั้นแล้วมันจะเป็นสุขได้อย่างไร ในขณะนั้น จิตใจ มันกระวนกระวายร้อนกลุ้มอยู่อย่างนั้น  มันดีไหม  ถ้าสมมติว่าเรามีอะไรสักอย่างหนึ่งเราใช้เป็น  พอมันเกิดปั้บเราก็ดับปุ๊บ  มันดีไหมละถ้าเราดับได้อย่างนั้น  มันก็ดีมันเผาไม่นาน  มันลนไม่นาน แล้วก็นั่งสงบใจได้  นั่งยิ้มได้แล้วก็ยิ้มเยาะตัวเองว่า  เมื่อตะกี้นี้กูเป็นอะไรไปก็ไม่รู้  มันอาการ พิกล  ๆ รู้ตัวแล้วเราก็ดับมันทันที มันก็สบาย นี่มันดับไปแล้ว ความโกรธดับไป ก็เรียกว่า ความ โกรธนิพพาน ความโลภดับไปมันก็นิพพานไป ความอยากอะไรดับไปก็เรียกว่า นิพพานไป สมมติว่า กลางค่ำกลางคืนเขามีงานอะไรกันในเมืองโน้น เราอยากจะไปดูกับเขาหน่อยแล้วกำลังแต่งเนื้อ แต่งตัว ไปนั่งอยู่ที่ตู้เครื่องแป้ง กำลังแต่งนั่นแต่งนี้มันเกิดปัญญาขึ้นมาในขณะนั้น เกิดความคิดขึ้นมา  นี่เราจะไปทำไม  ไปดูอะไรของเหล่านั้นมันน่าดูไหม แล้วที่เราไปนี่คนจำนวนสักเท่าใด โอ้มาก มายต้องเบียดต้องเสียดกัน  อากาศก็ร้อนเหงื่อไหลไคลย้อย แล้วเวลาไป เผลอ ๆ ใครมาจี้เรา เอาข้าวเอาของเราไปก็ได้ หรือเกิดอะไรขึ้นเปรี้ยงปร้างกระเด็นมาถูกเราเข้าบ้าง มันเดือดร้อน เปล่า  ๆ  ถ้าไม่ไปจะได้ไหม เราคิดขึ้นได้หอย่างนั้น พอคิดได้ เอ ก็ไม่จำเป็นอะไร ไม่ไปก็กิน ข้าวได้ยังนอนหลับอยู่นี่ ไม่ได้เสียหายอะไร แต่ไปมันต้องเสียหลายอย่าง อย่างน้อยเสียสตางค์ ค่า รถไปเที่ยวงานเสียสตางค์ค่าผ่านประตู เดินไปเดินมาคอแห้งเสียสตางค์ค่าเครื่องดื่ม บางทีเห็นอะ ไรเขาขายดีก็ต้องกินเข้าไปอีก มันเรื่องเสียมาก แต่ถ้าไม่ไปมันก็ไม่เสียอะไรเลย แล้วก็ได้พักผ่อน สบายพรุ่งนี้จะได้ตื่นแต่เช้าจะได้ไปทำงานต่อไป พอคิดอย่างนี้ความอยากที่จะไปมันหายไป หายไป ก็เลยลุกขึ้นไม่แต่งตัวเลย แต่งเหมือนกับแต่งเข้านอนดีกว่าอย่างนี้เขาเรียกว่า ความอยากนั้นตัวนั้น มันหาย มันนิพพานไปแล้ว ความอยากตัวนั้นมันหายไปเมื่อครั้งหนึ่งเราดับได้ ต่อไปมันเกิดอะไรขึ้น อีกเราก็เอาอันเก่ามาคิดแบบเก่า  วิธีการเก่ามาดับต่อไป  ดับได้แล้วเราก็สบายใจ เรื่องนั้นมัน หายไปมันค่อยหายไปเรื่อง  ๆ  ค่อยดับไป  ๆ โดยลำดับ อย่างนี้เรียกว่าดับแบบซ้ำ ๆ ไม่ใช่ดับ แบบชนิดรวดเร็วทันใจ  เพราะเรายังไม่ถึงขั้นนั้น เอาเพียงขั้นนี้ไปก่อน อารมณ์ต่างเกิดขึ้นดับไป  ความโกรธเกิด เราก็พยายามดับความโกรธ ความริษยาเกิดก็ต้องดับความริษยา ความอยากเกิด ขึ้นก็พยายามดับความอยากนั้นไป เป็นเรื่อง ๆ ไป เราอยากจะไปซื้อข้าวซื้อของ เขาโฆษณาในหนังสือพิมพ์บ้าง หรือทางโทรทัศน์บ้าง เรานึก ว่า  แหมอ้ายนี่เขาโฆษณาบ่อย  ๆ เรายังไม่ได้ใช้ ลองไปซื้อมาดูหน่อย แล้วก็รีบไป วันเสาร์หยุด งานไปกัน  นึกว่าวันเสาร์นี้คนมันมากเหลือเกินต่างคนต่างไป  ต่างคนต่างซื้อ คนก็มากแล้วมันก็ แน่นเข้าไปในร้านก็ลำบาก เดินเผลอ ๆ ถูกล่วงกระเป๋า เพราะคนมันมากดูแลไม่ทัน ไม่ซื้อวันนี้จะ ได้ไหม  มันรีบร้อนไหม  จำเป็นจะต้องใช้ไหม ของเก่าที่มีอยู่แล้ว มันพอจะใช้ได้ไหม เข้าไปสำ รวจดูหน่อยยังมีอยู่เยอะแยะ ยังพอใช้ได้ทั้งนั้น เลยเกิดปัญหาขึ้นว่าอยากไม่เข้าเรื่องเลย ไปยืนที่ หน้ากระจกชี้หน้าตัวเอง  ว่าแกมันอย่างนี้  อะไรมาล่าไม่ได้ อยากเสียเรื่องเลย วันนี้ดีที่มีปัญญา มาทันท่วงที  เลยหักห้ามใจไว้ได้ไม่ต้องไปจ่ายประหยัดไว้ได้เยอะ เราก็ไม่ไป นี่ก็นิพพานไปแล้ว เรื่องความอยากตัวนั้น  มันหายไปจากจิตใจของเรา ทำให้เราสบายอกสบายใจ มีเรื่องอะไรอีก เยอะแยะที่มันเกิดขึ้นแล้วร้อนอกร้อนใจ สมมติว่า เรานัดใครไว้สักคนหนึ่ง ถึงวันแล้วที่จะต้องมาใจ ร้อน เวลาใจร้อนเป็นอย่างไร มองดูบ่อย ๆ ดูต้นทาง ต้นทางที่คนจะเดินมา ดูต้นทางที่เราจะเข้า มา เช้าไม่เห็นมา สายก็ไม่เห็นมา เที่ยงแล้วก็ไม่เห็นมา ไม่ได้ทำอะไรในวันนั้น นั่งจ้องดูต้นทาง เหงื่อนี้ก็ออก   ทำไมจึงออก  ไม่ใช่ร้อนอากาศร้อนใจ  ร้อนใจเหงื่อออกมาก  ร้อนอากาศนี้มัน ออกตามเรื่อง แต่ร้อนใจเหงื่อออกเหมือนกัน ทำไมเหงื่อออกเพราะร้อนใจ สมองทำงาน คิดนึกอะ ไรต่ออะไรให้วุ่นวาย หัวใจก็ต้องทำงานมาก สูบเลือดไปเลี้ยงสมอง เพราะสมองกำลังยุ่งมาก สั่ง งานสั่งการปั่นป่วนรวนเร หัวใจก็ทำงานฉีดเลือดขึ้นสมองมาก ทีนี้เมื่อใจเต้นแรง ร่างกายมันก็ร้อน โลหิตที่ฉีดซ่านไปทั้งตัว เกิดความร้อนกาย ความร้อนกายมันเกิดจากความร้อนใจก่อน ถ้าสมมุติว่า อากาศร้อนแต่ใจเราเย็น ใจเราสงบมันไม่รุนแรง ร้อนที่ผิวนอกแต่ถ้าอากาศร้อนด้วยใจร้อนด้วยยิ่ง รุนแรงใหญ่เลยไม่เป็นปกติ  ลุกขึ้นนั่งลงอยู่ทำอะไรก็ไม่ได้ แล้วบางทีคิดล่วงหน้าอีก วันนี้มาว่าให้ เจ็บเทียวทำไมอย่างนั้นทำไมอย่างนี้ วางแผนจะดุเขาบ้างจะว่าเขาบ้าง อะไรเขาบ้างตามเรื่อง  ล้วนแต่เรื่องร้อนทั้งนั้น นึกแต่เรื่องร้อนอยู่ตลอดเวลา นึกไม่ได้ทำไมอย่างนั้น ทำไมอย่างนี้ ทีนี้มาฟังธรรมะเข้าบ้าง พระท่านบอกว่า ให้แก้เสียอย่างนี้ไม่ดี พอมันเกิดอะไรขึ้นอย่างนั้น ก็นั่งลงอะไรนี่อะไรตัวเราเวลานี้กำลังเป็นอะไร กำลังคิดอะไร กำลังนึกเรื่องอะไร เรื่องที่คิดที่ นึกนี้มันเป็นเรื่องร้อนหรือว่ามันเป็นเรื่องสงบเย็นเป็นเรื่องที่วุ่นวาย  หรือว่าเป็นอย่างไร นั่งลงพิ จารณาการที่นั่งลงพิจารณานั้นเรียกว่า  ใช้ธรรมะแล้ว คือใช้สติแล้ว สติมันมาทำให้เกิดว่าอะไรนี่ เขาเรียกว่าคิดได้ตัวสติมันมาพอสติมาว่าอะไร ตัวสัมปชัญญะก็มาว่าต้องแยกแยะหน่อยวิเคราะห์ปัญ หาที่มันเกิดขึ้นในใจของเรา  ว่าอะไรเป็นอะไรทำไมมันเกิดอย่างนั้น ทำไมรู้สึกอย่างนั้น ฐานมัน ก็อยู่ที่เราต้องการจะมี จะได้ในเรื่องอะไร ๆ ต่าง ๆ แล้วเราก็รู้สึกมันไม่ได้ทันใจ มันช้าไป มัน ไม่เหมือนใจ แล้วก็หงุดหงิดงุ่นง่านขณะที่ใจมีสภาพเช่นนั้น มันเป็นสุขไหม มันไม่มีความสุข แต่มันมี ความทุกข์ ความเดือดร้อนใจ การที่ทำให้ตนเป็นทุกข์มันดีไหม พระท่านบอกว่า ไม่ได้เรื่องเลย มัน เป็นความโง่ชนิดหนึ่งที่หาเรื่องส่วนตัว นั่นแหละเขาเรียกว่า แกว่งเท้าหาเสี้ยน เสี้ยนมันอยู่ตามที่ เราก็เที่ยวแกว่งเข้าไปให้มันตำเล่นสักหน่อย  มันเรื่องอะไร เท้าอยู่ดี ๆ ไปแกว่งให้เสี้ยนมันตำ  มันเรื่องอะไร แล้วก็เจ็บปวด จิตใจเราก็เหมือนกัน ปกติมันก็สงบไม่วุ่นวายอะไร แต่ว่าเราไปหา เรื่องใจมันเที่ยวแกว่งไปในเรื่องนั้นแกว่งไปในเรื่องนี้  หาเรื่องให้มีความทุกข์ใจ  หาเรื่องให้มี ความเดือดร้อนใจ เลยก็ถูกหนามตำใจเราเหมือนกับที่เขาเรียกว่า หนามยอกอก เจ็บใจนักร้อนใจ นัก  อย่างนี้มันก็มีอาการหนักขึ้นทุกวัน นี่แหละเขาเรียกว่า เป็นบทเรียนเบื้องต้น บันใดขั้นต้นแห่ง การเป็นโรคประสาท  คนเราที่เป็นโรคประสาทเพราะว่าขาดความควบคุมตัวเอง  ขาดการควบ คุมจิตใจแล้วก็ปล่อยให้คิดฟุ้งซ่านไปด้วยประการต่าง   ๆ   ไม่รู้จักปล่อยไม่รู้จักวาง  ไม่รู้จักดับ  เรื่องที่ควรจะดับไม่รู้จักแก้เรื่องที่ควรแก้  ไม่ใช่ปัญญาเป็นเครื่องพิจารณาในสิ่งนั้น  ๆ  เราจึงมี ความทุกข์เรื่อยไป  ถ้ายังแก้ไม่ได้ยิ่งเพิ่มหนักขึ้นหนักขึ้น  ๆ รุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ ดีกรีมันสูงขึ้น ชั้น แรกดีกรีมันเพียงนี้  เหมือนกับปรอท  ครั้งแรกเรียกว่า  เพียงสักหนึ่ง  ต่อไปแล้วก็สิบแล้วก็ยี่สิบ  สามสิบ สี่สิบ รุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ อารมณ์รุนแรง ยิ่งรุนแรงมากขึ้น ความรู้สึกนึกคิดก็แรงขึ้น จนกระ ทั่งว่าแรงจัด  พอแรงจัดนี่เป็นโรคประสาทแล้ว กระทบไม่ได้อะไรก็ไม่ได้ให้วุ่นวายไปหมด แล้วก็ แก้ไม่ได้ เวลาจะแก้ก็ไม่แก้ตามหลักธรรมะ  โน่นจะไปหาหมอ  หาหลวงพ่อวัดนั้นวัดนี้ วันรดน้ำมนต์ บ้าง  ให้สะเดาะเคราะห์บ้าง รดสักสิบโอ่งมันก็ไม่หายสะเดาะสักร้อนหนมันก็ไม่ออกอะไรอย่างนี้  ก็เคราะห์มันไม่ใช่กลอนประตูจะสะเดาะออกไปได้หรือ มันเป็นเรื่องที่เราสร้างขึ้นเอง เราคิดขึ้น เอง แล้วเราเข้าใจผิดว่ามันมี อยู่ในตัวเราตลอดเวลาอันนี้แหละขอให้ญาติโยมเข้าใจเสียใหม่ว่า อะไร  ๆ  ที่เป็นกิเลสนั้นมันไม่ได้อยู่ในตัวเรา  เราได้ยินคำพูดว่า ให้ละความโลภ ให้ละความ โกรธ ให้ละความหลง เราก็นึกว่า เรามันมีความโลภอยู่ เรามีความโกรธอยู่ เรามีความหลงอยู่  พระท่านจึงสอนให้ละอันนี้ คือฟังผิดนั้นเอง ที่ท่านพูดอย่างนั้นก็หมายความว่า เมื่อมันเกิดก็ให้มันละ เสีย  แต่เนื้อแต่ความจริงนั้น  เราโดยปกติมันไม่มีความโลภไม่มีความโกรธ ไม่มีความหลง ไม่มี ความริษยา  ไม่มีอะไร ๆ ทั้งนั้น บรรดากิเลสทุกประเภทไม่ว่าจะขนาดไหน มันไม่มีอยู่ในใจของ เรา  อันหนึ่งที่ควรจะคิดให้ดี  ก็คือว่า บางท่านก็สอนเขวไปเหมือนกัน สอนว่าจิตของเรานี้มันมีกิ เลสมาตั้งแต่เดิมมีอยู่ตลอดเวลานี่คือผิดหลักพระพุทธศาสนา  พระพุทธศาสนาไม่ได้บอกว่า จิตของ เรานั้นมีบาปอยู่ตลอดเวลา  แล้วจิตคนเราไม่ได้มีบาปมาตั้งแต่เดิม บาปดั้งเดิมไม่มีไม่ใช่มีบาปมา แต่ชาติก่อนภพก่อน  มันไม่ใช่อย่างนั้นมันเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน แล้วเราไม่รู้เท่ารู้ทันสิ่งนั้น  ปล่อยให้มันเกิดขึ้นบ่อย  ๆ  เมื่อเกิดบ่อย  ๆ  มันก็ชินกับเรื่องอย่างนั้น  โกรธบ่อย ๆ เราก็ชิน กับความโกรธ  โลภบ่อย ๆ เราก็ชินกับความโลภ เกลียดบ่อย ๆ เราก็ชินกับความเกลียด ริษยา บ่อย  ๆ  จิตใจมันก็ชินกับความริษยา ทำอะไรมากมันก็เป็นอย่างนั้น เราสร้างมันขึ้นเรียกว่าเรา สร้างนิสัยสร้างสันดานให้เกิดขึ้น เดิมมันไม่เป็นอย่างนั้น แท้จริงมันไม่ได้เป็นอย่างนั้น พระพุทธเจ้าท่านจึงบอกว่า  จิตของเรานั้นเป็นธรรมชาติผ่องใสคือไม่มีอะไรมากระทบมันก็ ไม่มีอะไร สิ่งที่มากระทบคืออารมณ์ มาจากข้างนอก รูปมากระทบตา เสียงมากระทบหู กลิ่นมากระ ทบจมูก  รสเข้าทางประสาทลิ้น กายได้กระทบอะไรใจมันคิดในเรื่องเก่า ๆ ที่เคยพบเคยเห็น ก็ เกิดเป็นเรื่องขึ้นในใจของเรา นี้มันก็ใหม่ทั้งนั้น มันใหม่เรื่อยไม่ใช่เก่าอะไร มันกระทบแล้วก็เกิด  กระทบแล้วก็เกิด ถ้าสมมติเราหลับตาเสีย ใครเดินไปเดินมาเราก็ไม่เห็น เราไม่รู้สึกอะไรต่อสิ่ง นั้น  ไม่รู้สึกรัก ไม่รู้สึกชัง ต่อสิ่งนั้นเพราะเราไม่เห็น ถ้าเราหูไม่ได้ยินใครเขาพูดคำหยาบเราก็ ไม่รู้พูดคำอ่อนหวานเราก็ไม่รู้  เพราะหูเราไม่ได้ยินแต่พอหูได้ยิน ได้ยินเสียงหยาบ แหมมันพูดกับ เราอย่างนั้นดูหมิ่นเกลียดชังเรา เกิดการปรุงแต่งขึ้นในใจ ถ้าเขาพูดอ่อนหวาน น่าฟังอยากจะฟัง บ่อย ๆ มันเกิดอารมณ์อย่างนั้นขึ้นมากลิ่นเข้ามากระทบจมูก เพราะเราอยู่ในระยะที่จะได้กลิ่น ถ้า อยู่ห่างมันก็จะไม่กระทบอะไร   เช่นว่ามีอะไรเน่าอยู่สักแห่งหนึ่ง   ถ้าเราเดินไปในระยะที่รัศมี ของกลิ่นนั้นจะเข้าจมูกเราได้ เราก็ได้กลิ่นถ้ากลิ่นนั้นเป็นของเหม็น เหม็นขึ้นมาทันทีเกิดอารมณ์ขึ้น มาทันทีว่าไม่ชอบ ถ้าเป็นของหอมก็ฮึดขึ้นมาเหมือนกัน เออ เข้าทีดีมันอยู่ตรงไหน อุตส่าห์เที่ยวดม เที่ยวด้อมเข้าไป เพื่อจะดูต้นทางของเรื่อง รสผ่านลิ้นก็เหมือนกัน ลิ้นอยู่โดยปกติก็ไม่มีเรื่องอะไร แต่ถ้าเรากินน้ำตาลกินของหวาน  กินขนม กินแกงเผ็ดอะไรอย่างนี้ กินของที่เราชอบใจก็อร่อยขึ้น มาทีเดียวมันเป็นอย่างนั้น มันเกิดจากการกระทบ ถ้าไม่กระทบมันก็เฉย ๆ ร่างกายถ้าไม่กระทบอะ ไรก็ไม่ปัญหาอะไร  นี่แหละแสดงว่ามันไม่มีอยู่  แต่พอสิ่งนั้นมากระทบมันก็เกิดขึ้น ที่ได้เกิดในทาง ไหนก็ตามเพราะเราขาดตัวสติและปัญญา  ไม่มีเครื่องกำกับอยู่ในขณะนั้น สติมันไม่พอ ปัญญามันไม่ พอ เรารับสิ่งนั้นด้วยความไม่รู้เท่ารู้ทัน เพราะเราไม่ได้ฝึกฝน ไม่ได้อบรมในเรื่องนั้นไว้ แต่ถ้าเราได้มีการฝึกฝนอบรมไว้เราไม่เป็นไรอารมณ์มากระทบก็ปัดได้ทันที   รูปเข้าตาปัด ออกไป เสียงเข้าหูปัดออกไป กลิ่นมากระทบจมูกปัดออกไป รสกระทบลิ้นปัดออกไป กายถูกต้องอะ ไรก็ปัดออกไป  อะไรเกิดขึ้นเราก็ปัดออกไป  ๆ  เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นไม่ใช่ตัวเดิม  ไม่ใช่สิ่งที่ เรียกว่าหน้าตาดั้งเดิมของเรา หน้าตาดั้งเดิมของเราสะอาด สว่าง สงบอยู่ แต่อะไรมากระทบก็ กลายเป็นสกปรกเร่าร้อน   วุ่นวาย   ของมันมาทีหลังไม่ใช่ของเดิมเราอย่านึกว่าเรามีอย่างนั้น อย่างนี้เช่นคนบางคนพูดว่าฉันมันอย่างนี้ไม่ใช่  เราหลงผิดไปว่าเราเป็นอย่างนี้  เช่น  เป็นคนขี้ โกรธก็รู้ว่าฉันมันเป็นคนใจร้อน มันไม่ได้ร้อนมาก่อน แต่เราไปฝึกให้ร้อน เราฝึกผิดสร้างผิดขึ้นไว้ ในใจเรื่องอะไรอื่นเหมือนกัน เราเที่ยวสร้างผิดรูปผิดหนทาง แล้วก็ไปตู่ว่าเป็นของเรา เพราะฉะ นั้นให้เขาเข้าใจใหม่ว่ากิเลสมันไม่มีอยู่ที่เรา  เราไม่มีกิเลส มันเกิดขึ้นเพราะการกระทบของสิ่ง ภายนอก  เรียกว่าอารมณ์ กับอายตนะของเราคือตา หู จมูก ลิ้น กายนี้แหละ พอกระทบแล้วมันก็ เกิดอะไรปรุงแต่งขึ้นมา ถ้าเราระงับการปรุงแต่งได้สบายใจ ญาติโยมเคยไปตามงานศพได้ยินพระ ท่านบังสกุล  "อนิจจา วต สังขารา อุปาทวยธัมมิโน อุปปัชชิตวา นิรุชฌันติ เตสัง วูปสโม สุโข"  แปลว่า  สังขารทั้งหลายไม่เที่ยงเกิดขึ้นและดับ  เกิดแล้วเสื่อมไป  การสงบสังขารเป็นความสุข  สงบสังขารไม่ใช่ว่าตายแล้ว มันเป็นสุขไม่ใช่อย่างนั้น ตายแล้วไม่สุขไม่ทุกข์ ไม่ดีไม่ชั่ว ไม่มีอะไร ทั้งนั้นมันไม่ดีไม่ชั่ว เป็นสักแต่ว่าธาตุไม่ใช่สัตว์ไม่ใช่บุคคล ตัวตนเราเขาแล้ว แต่ว่าเมื่อเรามีชีวิตอยู่ จิตมันถูกปรุงแต่งเรียกว่าปรุงแต่งให้เป็นสังขารขึ้นมาเป็นความโลภ เป็นความโกรธ เป็นความหลง เป็นความริษยา เป็นพยาบาท เป็นอะไร ๆ ต่าง ๆ นี่เขาเรียกว่า จิตถูกปรุงแต่ง   ถ้าถูกปรุงแต่งแล้วเป็นทุกข์ไม่ว่าเรื่องอะไรเป็นทุกข์ทั้งนั้น  ของชอบก็เป็นทุกข์  ของชังก็เป็นทุกข์  ท่านจึงบอกว่า เตสัง วูปสโม สุโข การสงบสังขารคือการสงบใจไม่ให้ถูกปรุง แต่ง  เป็นความสุข  การสงบใจไม่ใช่ถูกปรุงแต่งก็หมายความว่า เราคอยควบคุมตัวเองไว้ทุกโอ กาสในเมื่อตาได้เห็นรูป หูได้ยินเสียง จมูกได้กลิ่น ลิ้นได้รส กายได้ถูกต้อง อะไรก็คอยควบคุมไว้ เมื่อควบคุมไว้ได้สิ่งนั้นไม่เป็นทุกข์ไม่เป็นภัย เราจะนั่ง ยืน เดินสงบใจ เขาเรียกว่า เป็นตัวเอง  ตัวเองมันอยู่ที่ตรงนี้ หน้าตาดั้งเดิมมันอยู่ที่ตรงนั้น อันนี้ขอให้เข้าใจให้ถูกต้องด้วยว่า กิเลสไม่มีอยู่ ที่ตัวเรา แต่ว่ามันเกิดขึ้นเพราะการกระทบของอะไร ๆ แล้วเกิดขึ้น เกิดขึ้นแล้วมันก็ดับ แต่ว่าเรา ไปยึดไว้ไปคิดมันไม่รู้จักการบังคับตัวเองในเรื่องการคิดนึกตรึงตรอง  ปล่อยให้คิดไปในเรื่องไม่ดี จนกระทั่งนั่งเศร้าใจ  สมมติว่าใครตายจากเราไปคิดเสียใจอยู่ตลอดเวลาทำไมไม่คิดในแง่ไม่ให้ เสียใจบ้าง  เช่นคิดว่ามันเป็นเรื่องธรรมดา คนเราเกิดมาแล้วไม่ตายหาที่ไหน ตายทั้งนั้น แล้วก็ ตายนี้มันไม่แน่นอน  เป็นเด็กก็มี  เป็นหนุ่มสาวก็มี เป็นคนแก่ก็มี คิดเป็นในแง่ว่าความจริงมันเป็น อย่างนั้นใช้ปัญญาเสียบ้าง  อะไรที่เราคิดด้วยปัญญาแล้วมันไม่ทุกข์ แต่ถ้าคิดด้วยความเขลาเมื่อใด แล้วมันเป็นทุกข์เมื่อนั้น อันนี้เป็นเรื่องที่ขอให้ญาติโยมเข้าใจไว้ ว่าความดับทุกข์นั้นเป็นสิ่งจำเป็นสำ หรับชีวิตเรา  เราเอามาใช้ได้ทุก ๆ แล้วเราจะดับมันไปเรื่อย ๆ รู้เท่าทันอะไรหมดตามสภาพที่ เป็นจริง เราก็ไม่เป็นทุกข์ต่อไป นี่เป็นเรื่องที่นำมากล่าวในวันนี้ก็พอสมควรแก่เวลาจึงยุติไว้เพียงนี้