ปาฐกถาธรรม โดย พระเทพวิสุทธิเมธี(ปัญญานันทะภิกขุ) เรื่อง มองในแง่ดี วันอาทิตย์ที่ 30 เมษายน ๒๕๒๑ ญาติโยมพุทธบริษัททั้งหลาย ณ  บัดนี้ถึงเวลาของการฟังธรรมะปาฐกถา  อันเป็นหลักคำสอนในทางพระพุทธศาสนาแล้ว ขอให้ ทุกท่านอยู่ในอาการสงบ ตั้งอกตั้งใจฟังด้วยดี เพื่อให้ได้ประโยชน์อันเกิดขึ้นจากการฟัง ตามสมควรแก่เวลา วันนี้ญาติโยมทั้งหลายคงจะทราบว่า ต้องตาแพ้แล้วเพราะพวกแฟนมวยทั้งหลายหวังแต่เรื่องชนะเท่า นั้น หมดดูก็ว่าชนะ โหรทั้งหลายก็ว่าชนะ ดวงชะตามันดีขึ้นเวลานั้นนั่งมุมนั้น เรื่องคิดจะชนะทั้งนั้น แต่ว่า ผลที่สุดก็แพ้ไป  เพราะว่าการชกไม่ได้ชกคนเดียว  อีกฝ่ายหนึ่งมันก็ชกเหมือนกัน  แล้วมันก็ต้องการชนะ เหมือนกัน การชกกันต่อสู้กันไม่มีใครแพ้สักคนเดียว ชนะทุกคน แต่ผลที่สุดก็ไม่ชนะทั้งสองฝ่ายเพราะเมื่อมี การทำอะไรสองข้าง  มันก็ต้องมีแพ้ข้างหนึ่ง  ชนะข้างหนึ่ง อันนี้เป็นเรื่องธรรมดา การแพ้นั้นคงจะมีคน หลายคนขาดทุน  เพราะไม่เป็นนักดูเฉยๆ  แต่วาไปเล่นพนันกันเข้าด้วย ไปเอาต้องตาเป็นฝ่ายชนะบ้าง  เอาฝ่ายโน้นเป็นฝ่ายชนะบ้าง ก็ย่อมจะมีแพ้มีชนะกันเป็นธรรมดา ถ้าเป็นนักธรรมะก็ไม่ทุกข์ไม่ร้อน คือนัก ธรรมะนี่ไม่มีเรื่องดีใจ แล้วก็ไม่มีเรื่องเสียใจ ถ้าเราใช้ธรรมะเป็นแนวทางชีวิตแล้วก็ไม่มีเรื่องอะไรที่จะ ต้องเสียใจ   ไม่มีเรื่องอะไรที่จะต้องไปดีใจ   แต่เรามีแต่เรื่องธรรมดาๆ   มองเห็นอะไรๆ  ก็เป็น เรื่องธรรมดา แล้วจะไม่เกิดปัญหาคือความทุกข์ความเดือดร้อน เมื่อตะกี้นี้ก่อนที่จะมาปาฐกถาที่กุฎีมีคนโทรศัพท์มาบอกว่าอยากจะมาพบไม่ใช่คนที่โทรศัพท์เอง แต่ว่า เพื่อนกันเขาอยากจะมาพบ ถามว่าวันนี้อยู่หรือเปล่า บอกว่าอยู่เพียงสิบเอ็ดโมง แล้วจากนั้นก็ไม่อยู่ไปธุระ ถามว่า เพื่อนที่จะมาพบนั้นมีธุระอะไร พูดทางโทรศัพท์ก็ได้ บอกว่าเรื่องมันยาว ถามว่าเรื่องอะไรที่มัน ยาว  เพื่อนเขาเสียอกเสียใจ ถามว่า เสียใจเรื่องอะไร เสียใจเรื่องลูกตาย อ๋อ เรื่องสั้นนิดเดียวมัน ไม่ยาวอะไร  เพราะว่ามันตายไปแล้วก็ตายไปแล้ว  เรื่องมันสั้น  ทีนี้ก็บอกว่า เอาเถอะไม่ต้องมาก็ได้  เพราะไม่อยู่แต่ว่าอยากจะให้เอาปัญหาไปถามคนที่เขาเสียใจหน่อย คือไปถามว่า ลูกของคนที่เกิดแล้วไม่ ตายมีไหม  ถามเขาว่าอย่างนั้นเขาคงจะอ้ำอึ้งเหมือนกัน  คงจะตอบว่า  เออมันไม่มี แล้วถามต่อไปว่า  เวลาลูกมาเกิดนี่เขาสัญญาอะไรกันไว้บ้าง  สัญญาว่าจะอยู่เท่านั้นปีเท่านี้วัน  หรือจะอยู่ให้คุณแม่ตายก่อน  คุณพ่อตายก่อน  แล้วหนูจะตายทีหลัง เขามีสัญญากันบ้างไหม แกคงจะบอกว่า เออไม่มีเหมือนกัน ไม่ได้มี สัญญาอะไรกันเขาก็ไปตามเรื่องของเขา  เขามาตามเรื่อง  เขาก็ไปตามเรื่อง  มันเป็นความผิดที่เรา เองที่เราไปคิดว่า เป็นลูกของเรามากไป แล้วก็คิดว่า คงจะอยู่ให้เราได้ดูนานๆ อย่างนี้คิดผิด เลยเกิด มีความทุกข์ความเดือดร้อนทางใจ  ลองไปตั้งปัญหาถามเขาหน่อย แกก็บอกว่า ไม่กล้าถามเขากำลังเป็น ทุกข์  จะไปช่วยเขาให้พ้นทุกข์ก็ต้องถามเขาหน่อย  ถามเป็นเชิงแนะนำตักเตือน เพื่อให้คลายจากความ ทุกข์ความเดือดร้อน คราวหนึ่งนางวิสาขาไปเฝ้าพระพุทธเจ้า  น้ำตานองหน้าไปเลยทีเดียวร้องให้  พระองค์ก็ถามว่า  เธอร้องให้เรื่องอะไร นางก็บอกว่า ร้องให้เสียใจ นัดดาหญิงคนขยันช่วยงานช่วยการทุกอย่างนั้นตายเสีย แล้ว พระพุทธเจ้าเลยบอกว่าถ้าคนในเมืองสาวัตถีเป็นหลานของเธอทั้งหมดเธอจะต้องร้องให้ทุกวันใช่หรือ ไม่  นางก็บอกว่า เป็นเช่นนั้นพระเจ้าข้า พอพระองค์ถามเช่นนั้นนางก็นึกได้ อ๋อ คนนี่มันตายกันทั้งนั้นไม่ ใช่หลานเราตายคนเดียว ก็เลยปลงตกไป ไม่ต้องเศร้าโศกต่อไป ความจริงนางวิสาขาเป็นพระโสดาบัน แล้ว แต่ว่าพระโสดาบันยังร้องให้ได้เหมือนกัน ยังเสียใจได้ เพราะว่าตัดกิเลสยังไม่หมด ยังมีความยึดมั่น ถือมั่นอะไรบางอย่างอยู่จึงต้องเศร้าโศกเสียใจ   คนเราเวลามีความทุกข์ถ้าคิดดูให้ดีแล้ว  จะมองเห็น ความจริง  ที่ได้เป็นทุกข์นี่เพราะอะไร  ก็เพราะว่าเราคิดแต่เรื่องนั้นเรื่องเดียว เรื่องทุกข์เรื่องเดียว  เรื่องที่จะเป็นเหตุให้เกิดความไม่สบายใจ  กลุ้มใจเพียงเรื่องเดียว  เรื่องอื่นมีแต่เราไม่คิด คิดอยู่แต่ เรื่องนั้น  แล้วก็นั่งกลุ้มอกกลุ้มใจ กลุ้มใจอยู่ตลอดเวลา ทำไมจึงกลุ้ม ก็กำลังคิดถึงเรื่องที่ทำให้กลุ้ม อะ ไรๆ   ที่เกิดขึ้นในใจของคนเรานั้นมันเกิดจากความคิดของเราเอง  ไม่ได้เกิดมาจากอะไรอื่น  สิ่งอื่น ภายนอกนั้นมันเป็นไปตามภาวะของมัน  สิ่งใดเกิดแล้วเป็นแล้ว  สิ่งนั้นก็มีการเปลี่ยนแปลง  แล้วก็มีการ แตกสลายไปในที่สุด ไม่ว่าอะไรเหมือนกันทั้งหมด เราคงจะเคยไปเที่ยวเมืองเก่า เช่น อยุธยา ท่านไป เที่ยวที่อยุธยาท่านได้อะไรบ้าง  บางคนไปเที่ยวแล้วโกรธพม่าหัวฟัดหัวเหวี่ยง  โกรธนักหนาพม่านี่มันใจ ร้ายมาทำลายกรุงศรีอยุธยา แล้วก็โกรธ บางคนพูดว่า แหมถ้ากูพบพม่าตอนที่เดินชมกรุงศรีอยุธยากูตีหัวมัน แน่ๆ คิดไปถึงขนาดนั้น ทำไมไม่คิดในแง่อื่นบ้าง ในแง่ที่มันจะให้เกิดปัญญา ให้เกิดอะไรที่เป็นประโยชน์ใน ทางจิตใจ คนเราไม่ค่อยนึกไปในแง่นั้น ไปคิดในแง่ราคะเสียบ้าง ในแง่โทสะบ้าง ในแง่โมหะบ้าง มักจะ อยู่ในวงจรของกิเลส   เพราะว่ากิเลสมันเกิดง่าย   แต่ว่าปัญญานี่มันเกิดยาก  ถ้าเราทำให้เกิดปัญญา เสียบ้าง จิตใจก็จะคุ้นเคยกับเรื่องทางปัญญา เมื่อคุ้นกับเรื่องทางปัญญามีอะไรเกิดขึ้น ปัญญาก็จะแทรกขึ้น มาทันที  มาปลอบโยนจิตใจเรา  มาบอกว่าเราอย่างนั้นอย่างนี้ แล้วเราก็จะไม่มีความหลงผิดเข้าใจผิด  ความทุกข์ความเดือดร้อนที่จะเกิดขึ้นทางจิตใจนั้นก็จะบรรเทาเบาบางลงไป  อันนี้มันคิดได้ คือเราคิดอีก มุมหนึ่งได้ ให้เราคิดว่าโลกเรานี้ มีหลายมุมหลายเหลี่ยมที่เราจะมอง มองไปด้านหนึ่งมันมีความกลุ้มใจ แล้ว เราไปมองอยู่ทำไมที่ตรงนั้น คล้ายๆ กับว่าหน้าต่างบ้านเรา บานหนึ่งเปิดไปแล้วเห็นน้ำคลองเน่าๆ เหม็น กลิ่นอบอวลไปทั้งหมด  เราเปิดปับมีกลิ่นเหม็น แล้วจะเปิดชมมันทำไมในด้านนั้น ปิดมันเสีย แล้วก็ไปเปิด อีกด้านหนึ่ง  อีกด้านหนึ่งนั้นเป็นสนามหญ้า เขียวสดมีต้นไม้ร่มรื่น พอเราเปิดมองไปก็สบายใจ เพราะได้ เห็นสิ่งที่ทำให้เพลินใจเย็นตา  เราก็ควรมองด้านนั้น ส่วนด้านที่มันเน่ามันเหม็นมันสกปรก มีน้ำคลำ เรา อย่าไปเปิดปิดตายมันเสียเลย  ไม่ต้องเปิดด้านนั้นต่อไป อย่างนี้ก็สบาย โลกเราหรือชีวิตของเรานั้นมันมี หลายเหลี่ยม หลายมุม หลายแง่ เราจะมองในแง่ไหนก็ได้ สิ่งต่างๆ ที่มันอยู่รอบๆ ตัวเรานั้น มีทั้งดีมีทั้ง เสีย   ถ้าเรามองเป็นอาจจะเห็นความดีก็ได้   มองไม่เป็นอาจจะเห็นความไม่ดีก็ได้  เพราะฉะนั้นคน บางคนมองอะไร แล้วมักจะเกิดกิเลส เช่น มองแล้วเกิดความโกรธ มองแล้วเกิดความเกลียด มองแล้ว เกิดความริษยา  อาฆาตพยาบาลจองเวร  มีแต่เรื่องไม่ดีเกิดขึ้นในใจ  แล้วก็นั่งกลุ้มอกกลุ้มใจด้วยประ การต่างๆ อย่างนี้เรียกว่ามองในด้านร้าย มันไม่ถูกต้อง เราควรจะมองในด้านที่ถูกต้อง ด้านที่ถูกต้องนั้น มองอย่างไร  คือมองให้รู้ว่าสิ่งนั้นคืออะไร  สภาพความจริงของสิ่งนั้นมันเป็นอย่างไร  อย่างนี้เรียกว่า  มองในด้านความจริง ด้านสัจจะ พระพุทธศาสนาของเรานั้นท่านสอนให้เรามองอะไรๆ   ตามที่มันเป็นจริง  มีคำบาลีอยู่คำหนึ่งว่า  "ยถาภูตญาณทัสนะ" หมายความว่า เห็นรู้สิ่งทั้งหลายตามที่มันเป็นจริงๆ มองสิ่งทั้งหลายให้มันรู้เห็นตามที่ มันเป็นอยู่จริงๆ  ถ้าเรามองเห็นชัดสิ่งนั้นตามที่มันเป็นอยู่จริงๆ แล้ว มันไม่เกิดอะไร แต่ว่ามันเกิดปัญญา เกิดความเข้าใจในสิ่งนั้นอย่างถูกต้อง ความวุ่นวายทางจิตใจก็ไม่มี แต่ว่าที่เกิดความวุ่นวายขึ้นนั้นก็เพระ าว่า เรามองไม่ถูกความจริงของมัน ไปมองสิ่งที่เป็นมายา สิ่งที่ไม่ใช่ของจริงของแท้ ไม่ได้ดูลงไปให้ลึก ซึ้งถึงสิ่งนั้นว่ามันคืออะไร  เนื้อแท้มันเป็นอย่างไร  การมองอย่างนี้และทำให้เกิดเป็นปัญหา สร้างความ ทุกข์ความเดือดร้อนด้วยประการต่างๆ  ทีนี้ปกติคนเรานั้น อยากจะอยู่อย่างเป็นทุกข์หรืออยากจะอยู่อย่าง เป็นสุข  คำว่า  ความสุข ในที่นี้ก็หมายความว่า สงบจิตใจอยู่เพราะรู้อะไรตามความเป็นจริง เราก็อยู่ อย่างมีความสุขความสบาย ทุกคนต้องการอย่างนั้น เมื่อเราต้องการจะอยู่อย่างสงบสุข แล้วทำไมเราจึง ไปคิดเรื่องให้มันมีความทุกข์ใจ  คิดเรื่องให้เกิดความร้อนอกร้อนใจ นั่งกลุ่มอกกลุ้มใจอยู่ด้วยเรื่องปัญหา เล็กๆ  น้อยๆ ซึ่งมันเกิดขึ้นในวิถีชีวิตของเราอย่างนี้ก็เรียกว่าคิดเรื่องให้ตนเกิดความทุกข์เอง ไม่มีใคร มาทำให้แก่เรา แต่เราทำให้แก่ตัวเราเอง มองไม่ตรงตามสภาพที่เป็นจริง เลยเกิดเป็นปัญหา ทำให้เกิด ความกลุ้มอกกลุ้มใจด้วยประการต่างๆ เรื่องบางเรื่องที่มันเกิดขึ้นในชีวิตของเรานั้น จบแล้วพูดตามภาษานักการพนันก็ว่ามันเกมแล้ว แต่ เราไม่ยอมให้มันเกม  เราเอามานั่งคิดนั่งนึกอยู่ตลอดเวลา เห็นอะไรก็คิดไปในแง่ทุกข์ทั้งนั้น เช่นเห็นข้าว ของเครื่องใช้ไม้สอยอะไรต่างๆ  ที่คนหนึ่งเคยใช้เคยสอย มองแล้วก็กลุ้มใจทำให้เกิดความทุกข์ขึ้นมาใน จิตใจ อย่างนั้นก็ เพราะว่าไม่มองให้มันรู้ชัดตามสภาพที่มันเป็นจริง จึงได้เกิดอารมณ์เช่นนั้น เพราะฉะนั้น ถ้าใครไม่อยากจะนั่งเป็นทุกข์  ไม่อยากจะเดือนเนื้อร้อนใจ มีอะไรเกิดขึ้นในชีวิตของเรา เราก็ต้องหัด คิดไปในแง่ธรรมะ ทีนี้ธรรมะพระพุทธเจ้าท่านสอนอย่างไร บางคนก็เคยอ่านหนังสือธรรมะ เคยได้ฟังคำ สอนของพระรู้ในข้อธรรมะเหล่านั้น  แต่ว่าหยิบมาใช้ไม่ได้  หรือว่าไม่รู้ว่าจะใช้อย่างไร อันนี้มันก็เป็น เรื่องลำบากอยู่เหมือนกัน เพราะฉะนั้นท่านจึงบอกว่า ต้องใช้ธรรมวิจัย หมายความว่า คิดถึงเรื่องธรรมะ ไว้บ้าง เพื่อเอามาใช้แก้ปัญหาเวลาที่เกิดความทุกข์ความเดือดร้อนขึ้นในใจ เอาสิ่งนั้นมาแก้ ธรรมะที่พระพุทธเจ้าท่านสอนไว้ถ้าเปรียบก็เหมือนกับยาแก้โรค มีประเภทต่างๆ หลายขนานหลาย แบบหลายเรื่อง   เราก็ต้องพยายามหยิบมาใช้ให้มันเหมาะแก่เรื่องแก่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในชีวิตของเรา  เราก็พอผ่อนคลายจากเรื่องที่มีความทุกข์ความเดือดร้อนใจไปได้ หรืออีกประการหนึ่งเรามาคิดว่า อะไร ที่มันเกิดขึ้นในชีวิตของเรานั้น   อย่าคิดว่ามันเสียไปเสียทั้งหมด  ให้คิดว่าที่มันดีจากเรื่องนั้นมันมีหรือไม่  อย่ามองอะไรร้ายร้อยเปอร์เซ็นต์ ถ้ามองอะไรๆ เป็นเรื่องร้ายไปทั้งร้อยเปอร์เซ็นต์แล้ว เราจะกลุ้มใจ กันเป็นการใหญ่ทีเดียว   สมมติว่ามือของเรามันไม่สบายไปเสียข้างหนึ่ง  จะเป็นอะไรก็ตามเถอะมันไม่ สบาย  ถ้าหากเราเป็นคนไม่คิดถึงธรรมะก็จะกลุ้มอกกลุ้มใจ  เห็นมือพันผ้าทีไรก็แหมกลุ้มใจ เดินมันก็ไม่ คล่อง  ทำอะไรๆ ก็ไม่คล่อง เราก็ไม่สบายใจ เพราะมือที่มีอาการอย่างนั้น แต่ถ้าเรามาคิดอีกทีหนึ่งว่า  ร่างกายของเรานี้มีส่วนทั้งหมดเท่าใด เรามีมือสองมือมีขาสองขา มีอ้ายนั่นอ้ายนี่รวมเข้าแล้วมีจำนวนเท่า นั้น ถ้าคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ตัวเลขก็ว่า ร้อยหนึ่ง ทีนี้ในร้อยหนึ่งของร่างกายเรานี้ ที่มันเจ็บอยู่มันสักกี่เปอร์ เซ็นต์  สมมติว่าให้สักสิบเปอร์เซ็นต์ สิบเปอร์เซ็นต์ที่เจ็บนั้นอีกเก้าสิบเปอร์เซ็นต์มันไม่เจ็บ มันไม่ปวดอะ ไรยังดียังใช้ได้อยู่  แล้วทำไมจึงไปเสียใจกับสิบเปอร์เซ็นต์ที่มันเสียไป อีกเก้าสิบเปอร์เซ็นต์ที่ยังดีทำไม ไม่คิดบ้าง เพราะว่ามันยังดีอยู่ตั้งมากมาย หรือว่าเสียไปยี่สิบมันยังดีตั้งแปดสิบ เสียสักห้าสิบมันก็ยังดีอยู่ห้า สิบ ตั้งครึ่งตั้งค่อนอย่างนี้ก็ไม่ใช่เรื่องที่จะทุกข์ร้อนอะไร แต่ควรจะมีความสบายใจมากกว่า เคยไปเยี่ยมคนป่วยคนหนึ่งที่ศิริราช แกเป็นพนักงานรถไฟ แล้วก็เกิดอุบัติขาต้องตัดไปเลย เหลือขา ข้างเดียวเมื่อเหลือขาข้างเดียวก็ไปนอนป่วยอยู่ที่โรงพยาบาล     ไปเยี่ยมตึกนั้นมีแต่คนป่วยผ่าตัดทั้งนั้น  บางคนก็นอนคุยกับเพื่อนกับฝูงหัวเราะกันให้กันตามประสาคนป่วย  เข้าไปนั่ง คนนั้นแกอยู่ในห้องมันปิดบัง มิดชิดหน่อย เป็นห้องพิเศษหน่อย แต่ก็อยู่ตึกชั้นเดียวกัน ก็ถามว่าเป็นอย่างไรมานอนป่วยอยู่ที่โรงพยาบาล  รู้สึกอย่างไร  แกบอกว่า  มันกลุ้มใจมาก  มองขาทีไรแล้วก็กลุ้มใจ ว่าเราเคยมีสองข้าแล้วนี่มันมีอยู่ขา เดียว แล้วนึกว่าจะเดินอย่างไรขาข้างเดียว แล้วเราก็ทำงานรถไฟเสียด้วย มันต้องขึ้นๆ ลงๆ กระโดด โลดเต้นตามสถานี  ตัวขาเดียวจะเดินอย่างไร นึกไปอย่างนั้น แล้วก็กลุ้มใจนอนไม่สบายใจ พอลุกขึ้นได้ แผลพอดีขึ้นหน่อย  แล้วก็เปิดประตูไว้แล้วมองไปข้างนอก มองไปในห้องคนป่วยนอนเป็นแถว แกมองไปดู คนเหล่านั้นมีอาการป่วยไม่เหมือนกัน  แล้วบางคนนอนคว่ำอยู่ตั้งสามเดือน ยังไม่ได้นอนหงายกับเขาเลย  เพราะว่าไปผ่าตัดกระดูกสันหลัง บางคนก็ตัดตรงนั้นบางคนก็ตัดตรงนี้ เมื่อดูคนเหล่านั้นก็รู้สึกว่าเขายิ้มหัว กันอยู่  คุยข้ามเตียงกันเสียด้วยซ้ำไป  อยู่เตียงนี้คุยกับโน้นเตียงโน้น คุยข้ามเตียงกันเสียด้วยซ้ำไป อยู่ เตียงนี้คุยกับเตียงโน้นเล่าเรื่องอะไรเฮฮากันไปตามเรื่อง  สนุกสนานกันไป  ไม่เห็นใครนั่งกลุ่มใจ ไม่ เห็นใครนอนกลุ้มใจ  แต่ว่ามีความสบายใจ  แกก็นึกว่าเรานี่มานั่งกลุ่มอยู่คนเดียว  แต่คนป่วยอื่นๆ  ตั้ง มากมายไม่เห็นใครกลุ้ม เลยนึกตั้งปัญหาถามตัวเองว่า ทำไมเขาไม่กลุ้มมันเกิดความคิด คนเราถ้าคิดอะไรมันมีอะไรดีขึ้น  เกิดความคิดว่าทำไมคนอื่นเขาไม่กลุ้ม  ทำไมเรานั่งกลุ่มอยู่คน เดียว  คิดไปๆ  ก็คิดได้ว่า  ที่เขาไม่กลุ่มเขาคงคิดว่าไม่ใช่เราคนเดียวที่เป็นอย่างนี้ มีคนอื่นเป็นกันตั้ง หลายคน  ไม่ใช่เราคนเดียว  เราไม่ได้อยู่โดดเดี่ยวในโลกนี้ของคนเจ็บ  ไม่ได้เป็นอย่างที่เรียกว่ารุน แรงกว่าใครๆ  เพราะมีใครที่รุนแรงกว่าตัวมีอยู่  คนเรามักจะคิดในแง่นี้เหมือนกัน คิดว่า ฉันเป็นคนที่มี ทุกข์ที่สุดในโลก เจ็บป่วยที่สุดในโลก ลำบากที่สุดในโลก เอาอะไรมาวัดว่าตนมันหนักกว่าเพื่อน คนอื่นเขา ก็หนักเหมือนกัน เขาก็คงคิดอย่างนั้นเหมือนกัน การคิดว่ามันมากมันหลักทำให้ไม่สบายใจ แต่ถ้าคิดเสียอีก แง่หนึ่งว่า  มันก็ไม่รุนแรงเกินไปหรอก ยังมีอะไรๆ ดีอยู่ ยังมีสิ่งที่เรียกว่า เป็นบุญกุศลอยู่บ้าง ที่เป็นแต่ เพียงเท่านี้ไม่ถึงขนาดนั้น  เช่น ตัดขาไปข้างหนึ่ง ถ้าคิดไปอีกทีมันก็ยังดีที่เสียขาไปข้างเดียว เพราะขา อีกข้างหนึ่งยังใช้ได้ แม้ว่าจะต้องใส่ขาปลอมก็ยังดี เพราะขาหนึ่งมันยันตัวเองได้ ดีกว่าตัดสองขา ถ้าตัด สองขาเห็นจะไปไม่ไหว ต้องนั่งอยู่กับที่ตลอดเวลา ถ้าคิดไปอย่างนั้นก็พอมีอารมณ์แจ่มใส เพราะมองเห็น ความสุขในความทุกข์อยู่  มองอย่างนี้มันก็สบายใจ ไม่มีเรื่องที่จะทำให้เดือดเนื้อร้อนใจมากเกินไป แกก็ มองไปคิดไปก็เลยสบายใจไปกับพวกนั้นด้วย  แล้วทีหลังก็ออกมานั่งหน้าห้องได้คุยกับพวกนั้น  ได้ปัญญาว่า  มนุษย์ทั้งหลายไม่มีใครที่จะเป็นปกติตลอดไป  แต่ว่ามีความเจ็บไข้ได้ป่วย แล้วโรคภัยไข้เจ็บนี่เป็นเรื่องที่ เลือกไม่ได้ เราจะเลือกว่าให้เป็นอย่างนั้นให้เป็นอย่างนี้ อย่าเป็นโรคอย่างนั้นอย่าเป็นโรคอย่างนี้ ใคร เลือกได้  ถ้าเลือกได้หมอต้องเก่งกว่าเพื่อน เพราะหมอแกรู้ว่าโรคอะไรหนักโรคอะไรเบา แต่ว่าหมอก็ เลือกไม่ได้  หมอรักษาโรคมะเร็งก็เป็นโรคมะเร็งได้ รักษาวัณโรคก็เป็นวัณโรคได้เหมือนกัน เพราะว่า ไม่มีข้อจำกัด  ไม่มีระเบียบเกี่ยวกับเรื่องนี้ มีระเบียบแต่เพียงให้เรารู้ว่าเลือกไม่ได้ สิ่งทั้งหลายเป็นไป ตามธรรมชาติ เราจึงไม่ควรจะวิตกกังวลอะไรมาเกินไป ในเรื่องเกี่ยวกับความเจ็บไข้ได้ป่วย ที่เกิดขึ้น ในชีวิตของเรานี้อย่างนี้อันหนึ่ง อีกอันหนึ่งที่เห็นง่ายๆ  การสูญเสียทรัพย์สมบัติอะไรต่างๆ  นานาที่เรามีเราได้ไว้ มันก็เป็นความ ทุกข์ไม่ใช่น้อยเหมือนกัน เช่น เรามีเงินอยู่สักพันบาท เราก็มีแผนว่าจะซื้อสิ่งนั้นซื้อสิ่งนี้ ขณะนั่งรถไปเพื่อ จะจัดจะทำนั้น เกิดมีขโมยเข้ามาขี้เอาเงินของเราไป เราก็ต้องกลุ่มใจเสียใจ ในจำนวนเงินที่เราเสีย ไป  เพราะว่าเราคิดว่าจะใช้อย่างนั้นจะใช้อย่างนี้  แล้วบางคนก็กลุ้มอยู่หลายวัน นึกถึงเรืองนั้นเมื่อใด แล้วก็กลุ้มเมื่อนั้น อย่างนี้ก็เรียกว่ายังไม่เข้าใจความจริงของชีวิตเหมือนกัน เรื่องความจริงนั้นเป็นอย่าง ไร ทรัพย์สมบัติทั้งหลายที่เรามีเราได้ไว้นี้ ไม่แน่ว่ามันจะอยู่กับเราตลอดไป ไม่มีหลักประกันอะไรเลยว่า สิ่งทั้งหลายมันจะอยู่กับเราตลอดไป  มันอาจจะจากเราไปวันใดวันหนึ่งก็ได้ วันหนึ่งเราจะจากมันไปก็ได้  ไม่ใครก็ใครข้างหนึ่งต้องจากกัน  เพราะเมื่อมีพบกันแล้วมันก็ต้องมีการจากกัน มีแล้วมันอาจจะไม่มีสักวัน หนึ่งเมื่อได้มันก็ต้องมีการเสีย สิ่งเหล่านี้มันเป็นของคู่กัน เรื่องอะไรๆ ในโลกนี้มันคู่กันทั้งนั้น มีได้มีเสียมี สุขมีทุกข์ มีดำมีขาวมียาวมีสั้น มีสูงมีต่ำมีอะไรอย่างนั้นอย่างนี้ อันเป็นเรื่องธรรมดาที่มีอยู่แก่คนทั่วไป ถ้า เราเอาคนจำนวนหลายๆ คนมานั่งคุยกันในเรื่องเหล่านี้ ก็จะพบว่าในหมู่คนเหล่านั้นที่ต้องสูญเสียอะไรไป นั้นก็มีอยู่ไม่ใช่น้อย บางคนเสียเอาขนาดหนัก ขนาดที่เรียกว่าเกือบหมดเนื้อหมดตัวก็มี แต่ว่าก็ไม่เสียใจ อะไรมากเกินไป  ถ้ามีธรรมะเป็นเครื่องประคับประคองใจ  แต่ถ้าไม่มีหลักธรรมเป็นเครื่องประคับประ คองใจแล้วก็ย่อมจะมีความทุกข์ทางใจ  เพราะมองเห็นแต่เรื่องเสีย ไม่คิดว่าธรรมดามันจะเป็นอย่างนั้น อย่างนี้ มาคิดแต่ว่าเรานี่เป็นคนอาภัพ ได้มาแล้วหายไปเสียอย่างนั้นอย่างนี้ อย่างนี้ก็กลุ้มใจแย่ แต่ถ้าเรา คิดว่าเอเราก็เคยอ่านข่าวหนังสือพิมพ์  ฟังข่างทางวิทยุ เขาอ่านอยู่ทุกวันเรื่องอย่างนี้ สิ่งเหล่านี้เราฟัง แล้วฟังเฉยๆ  ทำไม เราเอามาเป็นเครื่องเตือนใจเราบ้าง ในเมื่อเวลาเราเกิดความทุกข์ความเดือด ร้อนขึ้น  หรือคิดในแง่ธรรมะว่า  เดิมทีนั้นเราไม่มีอะไร  แล้วเรามามีขึ้นแล้วทีหลังก็คือความไม่มี  มัน เวียนอยู่จุดนี้ มีแล้วก็ไม่มี แล้วก็มีแล้วก็ไม่มี มันอยู่บริเวณนี้มันไปไหนไม่ได้ วนเวียนกันอยู่ตลอดเวลา เรา จะไปทุกข์ร้อนอะไรกับเรื่องอย่างนั้น  แต่เรามามองดูมันด้วยปัญญา  ให้เห็นว่าสภาพสิ่งทั้งหลายมันก็เป็น อย่างนี้เหมือนกันทุกคน ถ้าเอามาคุยกันแล้วก็จะรู้ความจริงว่า ใครต้องสูญเสียอะไรไปบ้าง ใครต้องมีอะ ไรบ้าง นี่คิดได้อย่างนี้แล้วก็สบายใจ ทีนี้เรื่องของธรรมะเหมือนกัน บางทีเราก็เป็นคนสนใจธรรมะ แต่สนใจในแง่ไหน สนใจในแง่เอา ธรรมะไปใช้ในชีวิตประจำวันหรือเปล่า  หรือสนใจแต่เพียงสักแต่ว่าฟังๆ  ไปตามเรื่อง หรืออ่านไปตาม เรื่อง อ่านอยู่ฟังอยู่แต่ว่าเวลาเกิดอะไรขึ้นไม่หยิบมาใช้ การสนใจธรรมะในรูปนั้นก็เรียกว่า ในขั้นปริยัติ  คือในขั้นศึกษาเล่าเรียนให้รู้ไว้ พอจะคุยกับใครๆ ได้ในสังคม เวลาใครคุยธรรมะขึ้นคุยกันพูดอะไรขึ้นเรา ก็พูดได้ แสดงว่าเป็นคนทันสมัยในเรื่องนั้น แต่ว่าหาได้เอามาใช้เป็นหลักปฏิบัติเพื่อแก้ไขปัญหาชีวิตของตน ไม่ มีอาหารสำหรับที่จะกินแต่ว่ากินไม่เป็น มีกับข้าวมีของสดอะไรที่จะปรุงเป็นแกงเป็นกับได้เยอะ แต่ว่า ปรุงไม่เป็น เวลาหุงข้าวเสร็จแล้วกินข้าวกับเกลือเท่านั้น มีกับข้าวอื่นก็ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร ปรุงไม่เป็น  หรือว่าหยิบขึ้นมากินเข้าไปดื้อๆ  กินเนื้อเข้าไปบ้างกินผักเข้าไปบ้าง แต่ไม่ได้เอาเนื้อเอาผักเหล่านั้นมา ปรุงให้มีรสชาติ  อย่างนี้มันก็ไม่ดี เราจึงต้องเอามาปรับปรุงว่าควรใช้อย่างไรในแง่ธรรมะนั้นๆ เอามา ใช้ให้เป็นประโยชน์ ไม่ใช่เพียงแต่อ่านเฉยๆ รู้ไว้เฉยๆ บางคนอาจจะนับถือศาสนาในแง่อื่นไป เช่น ในแง่ของความศักดิ์สิทธิ์ นึกว่าศาสนาจะช่วยตน แต่ว่า ตนไม่ปฏิบัติตามหลักในทางศาสนา  เอาแต่ว่าความศักดิ์สิทธิ์ของธรรมะจะช่วยตนได้  เช่นว่าเรียนอะไร บางอย่าง  สมมติว่าเรียนสวดมนต์  สวดทุกคืน ค่ำเข้าก็สวด บางทีสวดไปในความขลังความศักดิ์สิทธิ์ไป  เช่นว่ามีคาถาเขาเรียกว่า คาถาชินบัญชร คนชอบสวดกัน ใช้ในรูปสวดเท่านั้นเอง สวดเพื่อความขลังเพื่อ ความศักดิ์สิทธิ์  ในรูปอย่างนั้น เรื่องสวดมนต์เราไม่ได้สวดเพื่อความขลัง สวดเพื่อให้จำได้ เพราะสมัย ก่อนนี้ไม่มีหนังสือตำหรับตำรามาก ใครได้มาก็เอามาเรียนต่อกับอาจารย์เขาเรียกว่าต่อหนังสือค่ำ พอค่ำ ก็ไปว่าให้อาจารย์ ว่าที่ต่อไปเมื่อเย็นวันก่อนนี้จำได้แล้วหรือยัง ต้องไปท่องให้อาจารย์ฟัง อาจารย์ฟังว่า ถูกต้อง  แล้วก็ต่อให้ใหม่ไป แล้วก็ไปสวดกันต่อไป สวดให้มันจำ หรือว่าจำหมดแล้วก็ต้องสวดบ่อยๆ เพื่อ ซ้อมความจำ จะได้แคล่วคล่องว่องไวในเรื่องที่ตัวสวด อย่างนี้เขาเรียกว่าสวดมนต์เพื่อให้เกิดความจำ ทีนี้ศาสนาของเรานั้นมันมีคลุกเคล้ากันอยู่กับเรื่องไสยศาสตร์เรื่องอะไรๆ ต่างๆ มาปนกันอยู่เยอะ  ที่ได้ปนเข้านั้นมันเพราะอะไร ก็เพราะว่าคนอินเดียนี้มีศาสนาพราหมณ์อยู่ก่อน แล้วก็เกิดพุทธศาสนาขึ้นใน ภายหลัง เวลาชาวอินเดียเขามาเมืองไทย พวกหนึ่งก็นับถือศาสนาพราหมณ์ พวกหนึ่งก็นับถือศาสนาพุทธ  พวกที่นับถือศาสนาพราหมณ์เป็นพวกเข้าใกล้พระราชามหากษัตริย์    ดังที่ปรากฏว่าพราหมณ์เป็นที่ปรึกษา ของพระเจ้าแผ่นดิน เรียกว่า ปุโรหิต มาอยู่ในตำแหน่งปุโรหิต สกุลในเมืองไทยนี้มอยู่หลายสกุล ที่ได้สืบ ต่อมาจากพราหมณ์ซึ่งมาเป็นปุโรหิตในสมัยพระนารายณ์มหาราช  เช่น  สกุลจันทโรจน์วงศ์  สกุลบูรณศิริ  สกุลสิงห์เสนีย์  หลายสกุล  มาจากต้นตอเดียวกันคือพราหมณ์นั่นเอง ทีนี้พราหมณ์ที่มาอยู่ในราชสำนักเอา ธรรมเนียมของพราหมณ์ใส่เข้าไปในราชสำนักทั้งดุ้นทั้งแท่ง         พิธีกรรมอะไรต่ออะไรใส่ไว้เยอะ  แล้วพราหมณ์นี่อยู่ใกล้องค์พระมหากษัตริย์  พระอยู่ไกล พระอยู่วัด ไม่อยู่ในฐานะราชการ พราหมณ์อยู่ใน ฐานะราชการ  มีโอกาสที่จะทูลองค์พระมหากษัตริย์ในเรื่องอะไรๆ ต่างๆ คนอยู่ใกล้ก็ย่อมได้รับการปรึก ษามากเป็นธรรมดา  เช่น พระมหากษัตริย์จะทำอะไรก็ถามคนที่นั่งอยู่ใกล้ นี่จะทำอย่างไร ทำเวลาไหน  พวกพราหมณ์ก็บอกว่า  ต้องทำอย่างนั้นทำอย่างนี้  ตามพิธีของศาสนาพราหมณ์ พระไม่ได้เป็นที่ปรึกษาใน แง่นั้น  ถ้าพระจะได้เข้าไปในวังบ้างก็เรียกว่า พราหมณ์แนะนำอีกทีหนึ่ง บอกว่านิมนต์พระมาด้วย ถ้าไม่ บอกให้นิมนต์พราหมณ์ก็กินคนเดียว   พระเป็นผู้พลอยเขา  พระพุทธศาสนาเรียกว่าพลอยศาสนาพราหมณ์  เพราะว่าพราหมณ์เขามีอำนาจมีอิทธิพลอยู่ในราชสำนัก  อะไรๆ ก็ทำตามแบบพราหมณ์ไปทั้งหมด ดูวางศิ ลาฤกษ์  พราหมณ์เป็นผู้กำหนดเวลา เป็นผู้ทำอย่างนั้นทำอย่างนี้ พระเป็นตัวประกอบเท่านั้นเอง ไปสวด ชยันโตนิดหน่อย แต่ว่าเรื่องอะไรนั้นอยู่ที่พราหมณ์ เวลาก็พราหมณ์เป็นผู้บอก ให้ทำเวลานั้นเวลานี้ ให้ตั้ง หัวหมูบายศรี ปักศาลเพียงตา แล้วพราหมณ์ไปยืนสั่นกระดิ่งอยู่ตรงนั้น เขาเรียกว่าแกว่งบัณเฑาะอะไร ไปตามเรื่อง เป็นตัวการสำคัญไป พระเป็นตัวประกอบไปนั่งอยู่ตรงนั้น ไม่ได้เข้าไปใกล้พิธีรีตองอะไรเขา หรอก เรื่องมันเป็นอย่างนี้ ทีนี้พวกพราหมณ์เขามีคาถา  เขาเรียกพระเวทสำหรับที่จะสวดในเวลาทำพิธีต่างๆ  นานา  อา ถรรพเวท พวกอาถรรพ์สวดแล้วมันเกิดความขลังความศักดิ์สิทธิ์ตามความเชื่อของเขา เมื่อเขามีความเชื่อ อย่างนั้นอยู่  พวกเราที่นับถือพระพุทธศาสนาก็เลยไปเรียนแบบเขามา  เอาคำสอนของพระพุทธเจ้าเป็น ความขลัง เป็นความศักดิ์สิทธิ์ไป เมื่อสมัยเด็กๆ นี้ได้รับคาถาอาคมจากผู้หลักผู้ใหญ่ไว้หลายเรื่องเหมือนกัน คาถาป้องกันอหิวาต์ก็มี  ให้ว่าทุกคนสวดทุกคืน  คาถาป้องกันอหิวาต์พระท่านสอนให้บอกว่า  คุเล จุเค  พุทธมันตานัง สัพพสัตตานัง อินทเสฎฐัง กุมภัณพานัง ปีตาเจวะ ยักขัง ปัตตัง ทิสวา ปลายันติ ว่าอย่างนั้น เราก็ว่าไปตามเรื่อง  เวลาเกิดโรคอหิวาต์ระบาดก็สวดทุกคืน  จะเป็นเพราะอำนาจคาถา  หรือว่ากิน ของสะอาดก็ไม่รู้ จึงได้รอดมาได้จนได้มาเทศน์อยู่นี่ เขาเรียกว่า ใช้ไปในรูปคาถา แล้วก็ให้คาถาเสกน้ำ ล้างหน้าตื่นเช้าจะข้างหน้าเอาน้ำมาใส่ขัน  บอกว่าเสกเสียก่อนจะได้มีคนรักคนเอ็นดู ก็เสกไปตามเรื่อง  เสกอยู่หลายปีเหมือนกัน  เสกน้ำล้างหน้า  แล้วก็มีคาถาอยู่บทหนึ่งเรียกว่ายิงไม่ออกคาถานั้นว่า  สัตถา  ธนุง  กาตุง  นะ อทาสิ เพิ่งมาพบเข้าในธรรมบทนี้เอง เวลามาเรียนบาลีพบเข้า เอ๊ามาอยู่นี่เอง คา ถานี้เป็นคำพูดเกี่ยวกับพระพุทธเจ้า  คือว่าพรานในป่าจะไปยิงสัตว์ ไปพบพระพุทธเจ้าก็ตรงเข้าไปจะยิง ด้วย ทีนี้พระองค์กระทำให้พรานนั้นยิงไม่ได้ คำนี้เขาเอาเป็นคาถา คือให้เพียงแต่เงื้อธนูขึ้นยิงไม่ได้ เขา บอกว่านี่ยิงไม่ออกท่องไว้เถอะก็ท่องเล่นๆ  ไว้มันก็จำมา ครั้นโตขึ้นมาเรียนศึกษาธรรมะอะไรเข้าก็รู้ว่า  สิ่งเหล่านี้ไม่เข้าเรื่อง เขาสอนให้เรียนไว้ก็ไม่เข้าเรื่อง ก็เลยจางไป แต่ยังจำอยู่ได้ เพราะฉะนั้นคนที่สวดมนต์บางคนจึงสวดมนต์ในเรื่องความขลังความศักดิ์สิทธิ์ไป นึกว่าจะช่วยตนให้ พ้นภัย เช่น สวดคาถาชินบัญชรบ้าง สวดคาถารัตนสูตรบ้าง กรณียเมตตสูตรบ้าง สวดไว้ป้องกันภัย หรือว่า สวดคาถาอันหนึ่ง  เขาเรียกว่าคาถาพญานกคุ่ม  สวดบ่อยๆ ไฟไม่ไหม้บ้าน แหมถ้าคนกรุงเทพฯ สวดกัน มากๆ  ท่าจะดี ไฟมันไม่ไหม้กรุงเทพฯ สวดคาถานี้ แต่ว่ามันป้องกันไม่ได้ ถ้าคนยังประมาทยังมัวเมายัง หลงใหลกันอยู่  ยังป้องกันไม่ได้  ทีนี้เราก็สวดไปตามความเชื่ออย่างนั้น ไม่ได้สวดเพื่อให้จำแล้วเอาไป ปฏิบัติเลย  สิ่งนั้นช่วยตนไม่ได้ เมื่อช่วยไม่ได้ก็นึกว่า เอ๋ เราก็สวดมนต์ทุกคืนทำไมไม่ช่วย อย่างนี้มันก็มี  นี่คือความเขวไป เข้าใจผิดไปนั่นเอง ความจริงไม่ใช่เรื่องอย่างนั้นที่จะมาช่วยเรา เรื่องที่จะช่วยเรานั้น คือเรื่องที่เรารู้ธรรมะ  เข้าใจธรรมะแล้วนำธรรมะมาปฏิบัติในชีวิตประจำวัน ธรรมะก็จะช่วยเราได้ให้ พ้นภัย  ตัวอย่างที่เห็นง่ายๆ  เช่นว่า พวกรถยนต์ประเภทต่างๆ จะมียันต์อะไรมากมายติดไว้ที่หน้ารถบน เพดาน ติดยันต์อะไรต่างๆ ไว้ นั่นเขาถือเป็นเรื่องขลังเรื่องศักดิ์สิทธิ์ นึกว่าถ้ามีสิ่งเหล่านั้นแล้วจะไม่มีอัน ตราย  ไม่ได้นึกถึงข้อธรรมะที่แท้จริง  ธรรมะของพระพุทธเจ้าสอนว่าจะไม่มีอันตรายต่อเมื่อเราไม่ประ มาท คำว่าไม่ประมาท ก็คือไม่ลืมตัว ไม่เผลอมีความสำนึกอยู่ขณะปฏิบัติหน้าที่นั้นๆ เช่นว่าเราขับรถเราก็ ไม่ลืมตัวไม่เผลอตัว นึกอยู่เสมอว่าการขับรถมันอันตราย เพราะรถมันวิ่งเผลอนิดเดียวก็ลงคูก็ได้ อาจจะ ชนกับสิบล้อก็ได้ อาจจะชนเสาไฟฟ้าก็ได้ ผู้ที่ขับรถจึงต้องประพฤติธรรมคือว่าไม่ประมาท มีสติกำกับอยู่ใน ขณะทำงานอยู่ตลอดเวลา และในการขับรถนั้นต้องไม่นานเกินไป ไม่ทรมานเกินไป เช่น ขับรถกลางคืนมัน อาจจะง่วงเมื่อใดก็ได้ รถดีๆ ชนกันตายเยอะไป เช่น รถทัวร์ไปชนกับรถสิบล้อ นั่นเพราะอะไร ไม่ฝ่าย ใดฝ่ายหนึ่งง่วงเต็มที่  แล้วมันเผลอเผล็บเดียวมันก็ชนกันได้  ถ้าเราง่วงแล้วยังขืนขับไปนี่เรียกว่า ประ มาทแล้วไม่นึกถึงภัยอันตรายที่จะเกิดขึ้นแก่ตน แก่คนโดยสาร ก็เป็นเหตุให้เสียหาย แต่ถ้าเราถือตามคำสอนของพระพุทธเจ้าว่า  ไม่ประมาท  เป็นทางไม่ตาย  ถ้าประมาทเป็นทาง แห่งความตายพอรู้สึกตัวว่าง่วงก็หยุดเสียหน่อย หยุดแล้วก็นอนให้มันงีบเสียสักสิบนาทียี่สิบนาทีก็ใช้ได้ หรือ มิฉะนั้นก็ลงไปล้างหน้าล้างตาให้ตามันสว่างไสว  แล้วยืดเส้นยืดสายให้มันกระปรี้กระเปร่า แล้วก็ขึ้นขับต่อ ไป เมื่อรู้สึกว่าง่วงก็หยุดอีกอย่าไปเกรงใจคนในทางไม่เข้าเรื่อง บางทีเกรงใจว่าคนโดยสารเขาจะบ่น  เขาต้องการไปไวๆ  ถูกแล้วคนโดยสารต้องการจะไปไวๆ  แต่ว่าไปให้ถึงบ้านไม่ใช่ไปแวะโรงพยาบาล  หรือไปแวะสุสานไม่ใช่อย่างนั้น  เราก็นึกว่าพาคนไปบ้านไม่ใช่พาคนไปสุสาน  ก็ขับด้วยความระมัดระวัง  อย่างนี้ธรรมะรักษาเราเพราะเราประพฤติธรรมเพียงแต่สวดมนต์เฉยๆ มันช่วยไม่ได้เราจะต้องประพฤติ ธรรมก็หมายความว่า  จะทำอะไรด้วยความไม่พลั้งเผลอ รู้จักระมัดระวังในการกระทำ และไม่ทำอะไร เกินขอบเขตเกินพอดีไป  ตัวอย่างเห็นง่ายการเดินทางไกลนี่อันตราย  มีงานสนุก เช่นมีการชกมวยกันที่ อุดร  คนกรุงเทพฯ อาจจะเหมารถคันใหญ่ๆ ไปดูกัน ต้องไปอย่างรีบร้อนเพื่อให้ทันการชก เสร็จแล้วรู้ว่า แพ้อย่าอยู่เลยกลับบ้านกันเถอะ ขับรถกลับบ้าน กลับมาด้วยอาการรีบร้อน เพื่อจะให้ถึงบ้าน เกิดอุบัติเหตุ ตายกันไป หรือว่ามีงานประเภทประจำปี เช่นงานสงกรานต์ที่เชียงใหม่ คนก็แห่กันไปเที่ยว ถ้าจะไปเที่ยว ก็ได้ ไปเวลาอื่น คนเราอย่างนี้แหละ  เวลาคนไม่มากไม่ชอบ  เวลาคนน้อยๆ ไม่ค่อยไป เช่นไปไหว้พระเวลาคน มากไปไหว้อะไรไม่ได้  เจอพระเลยเจอแต่คนทั้งนั้นพระไม่ได้เจอ  โยมเคยไปงานพระบาทเวลาเขามี งาน ไปดูหนวกหูที่สุดเลยในงาน ลำโพงมันมากแผดเสียงขายของกัน เปิดเพลงกัน เราจะไปนั่งไหว้พระ บาทให้มันชุ่มใจไม่มีเวลา พวกมันขึ้นมาเยอะ มันดันกัน แย่งกันขึ้นเหมือนกับขึ้นเมรุเผาศพอย่างนั้น แย่งกัน ขึ้นไป  ไม่รอ  อัดขึ้นไปๆ ไปพระบาทอย่างนั้นเวลาไหนตั้งสติได้ มีเวลาไหนจะคิดถึงความกรุณา ปัญญา  บริสุทธิ์ของพระพุทธเจ้า   ไม่มีเวลา   ต้องลงมาแล้วก็อึดอัดแหมเกือบแย่เลย  บางคนกระเป๋าหายไป  บางคนอะไรหายไปแล้ว นักล้วงมันก็ไปไหว้พระบาทเหมือนกัน ไปแย่งเอาตอนคนขึ้นนั่นแหละ มันเรื่องอะ ไร  แห่ไปทำไปเวลาอย่างนั้น ว่างๆ วันเสาร์วันอาทิตย์หยุดงานหยุดการ พาลูกไปไหว้พระบาทหน่อยไป เวลาเขาไม่มีงาน อากาศดีฝุ่นไม่ฟุ้ง จะไปนั่งชะง่อนผาไหน จะไปไหว้อะไรก็ได้ สมภารเขาเปิดให้ทั้งนั้น แหละ  เราก็ไปบอกขออนุญาตไหว้พระบาท  ไปถึงนั่งนานๆ  นั่งให้สงบใจ แล้วก็นึกถึงพระพุทธคุณ พระ ธรรม  พระสงฆ์ให้สบาย  แล้วก็กลับบ้าน อย่างนี้มันก็ปลอดภัย ไม่ต้องแข่งกันวิ่งตั้งแต่กรุงเทพฯ ถึงพระ บาทมันเสียเวลา  ไหว้พระที่ไหนก็อย่างนั้น  เช่นไปไหว้พระหลวงพ่อโสธรนี่ก็เหมือนกัน  อาตมาไปยืนดู เวลาเขามีงาน ไปยืนดูนอกโบสถ์หรือทางหน้าต่าง วุ่นวายสับสนที่สุดเลย พวกหนึ่งจะไหว้ อีกพวกหนึ่งจะ ขึ้นไปปิดทองหลวงพ่อ แล้วเวลาขึ้นปิดทองปีนป่ายขึ้นไป บางคนจะปิดหน้าผาก ตัวเล็กก็ปีนขึ้นไป บางคนจะ ปิดปลายจมูก บางคนจะปิดหัวไหล่ ทำไม่อย่างนั้น คงจะบนบานศาลกล่าวไว้ ถ้าปวดหน้าผากก็ขอให้หายจะ ปิดทองหน้าผาก จมูกไม่สบายก็จะปิดทองที่จมูก เที่ยวอุตริบนบานศาลกล่าวจะปิดตรงนั้นตรงนี้ เขาเล่าว่า  หลวงพ่อองค์หนึ่งชักจะศักดิ์สิทธิ์อยู่เหมือนกัน เจ้านั่นก็บนบานว่าจะไปปิดทองหลวงพ่อ  ไปถึงผมจะปิดทองหลวงพ่อ  เอาซิปิดที่มือก็ได้  ไม่เอาไม่ได้ปิดมือ เอ็งจะปิดตรงไหน ผมจะปิดตรงโน้น หลวงพ่อ อ้ายนี่มันอุตริบนบานไม่เข้าเรื่อง กูจะเปิดให้มีปิดอย่างไรวะ เลยก็เอาไม้เท้าส่งไป นี่ปิดหัวไม่ เท้านี่  อ้าวนั่นก็เลยเอาทองไปปิดไม้เท้าแทนของหลวงพ่อ  นี่เขาเรียกว่ามันไม่เข้าเรื่อง  อุตริบนบาน ศาลกล่าวไม่เข้าเรื่อง   ทำอะไรแปลกๆ  แผลงๆ  ไม่เข้าเรื่อง  แล้วหลวงพ่อก็เหลือเกิน  นั่งให้คน ปิดทองอยู่ได้ กลายเป็นตุ๊กตาไป นี่มันเรื่องอะไร มันสนุกอะไรที่คนมาปิดทอง ไม่ใช่เรื่องอะไร อยากดัง นั่นเอง  ไปไหนมีทองปิดไปตรงนั้นตรงนี้  คนเห็นว่าหลวงพ่อศักดิ์สิทธิ์เสียแล้ว เรียกว่าไม่เข้าเรื่อง ชัก จูงคนไปในทางศักดิ์สิทธิ์ คนก็เชื่อเรื่อยไปในรูปอย่างนั้น ซึ่งมันไม่ได้เรื่องอะไร เราอย่าไปตื่นเต้นกับสิ่ง เหลวไหลอย่างนั้น  เวลาจะไปไหนก็ไปด้วยความตั้งอกตั้งใจ  ไม่ประมาท ไม่ใช่ไปแห่กันไปมากๆ มันไม่ ไหวคนมากไม่ดี  ไปเวลาคนไม่ไปเที่ยว  คนไม่มีสบาย  ขับรถสบาย ขึ้นดอยสุเทพก็ไม่ต้องไปรอเข้าคิว  เพราะคนไม่มาก เดินไปสบายชมอะไรต่ออะไรเสร็จแล้วก็กลับบ้าน แต่คนก็ไม่ไป ชอบไปในเวลาอย่างนั้น เพราะฉะนั้นจึงมีเรื่องมีอุบัติเหตุกันบ่อยๆ ไปไหนเราอย่ารีบร้อน  ไปตามสบาย ขับรถตามสบาย จะรีบไปไหน ออกเช้าๆ พักไปเรื่อยๆ วิ่ง สักร้อยกิโลพักเสียหน่อย  พักคนด้วย  ร่มไม้ดีก็พักเสียหน่อยพอหายเหนื่อยก็เดินทางต่อไป ชมนกชมไม้ไป ตามเรื่อง  อย่างนี้มันก็ไม่มีอะไรที่เรียกว่าเป็นอันตราย แต่ว่าบางทีก็ไปอย่างรีบร้อน คราวหนึ่งไปพบคุณ นายคนหนึ่ง  รถไปชนกับรถทหาร เลยไปขอสตางค์ผู้การบอกว่าทหารมันไม่มีสตางค์ให้หรอก แล้วงบประ มาณไม่มีเสียด้วยที่ชนแล้ว  เงินจ่ายไม่มี จะไปเอากับพลขับมันก็ไม่มีสตางค์ให้ คุณนายจะเอาอะไร อาต มาก็นั่งอยู่ด้วย  ฟังเขาคุยๆ กัน เลยหันมาถามหลวงพ่อวัดไหน ผู้การบอกว่าอยู่วัดชลประทานฯ ช่วยดูให้ ดินหน่อยทำไมหมู่นี้มันโชคร้ายนักหนา แล้วก็พูดต่อไปอีกอาตมายังไม่ได้พูดอะไร ตั้งแต่ได้หลวงพ่อดำมาไว้ ในบ้านไม่ดีเลย อาตมาถามว่า อะไรหลวงพ่อดำ บอกว่าพระพุทธรูป พระพุทธรูปสมัยไหน สมัยเชียงแสน  ก็พอใช้ได้สมัยเชียงแสนเอามาไว้ในบ้าน ทำไม่เรียกหลวงพ่อดำ คือผิวดำ พระโบราณ สีดำๆ เลยเรียก หลวงพ่อดำ บอกว่าตั้งแต่มีหลวงพ่อดำมีเรื่องบ่อยๆ ถามว่า ก่อนนั้นไม่เคยมีเรื่อง บอกว่ามีเหมือนกัน มัน ไม่ถี่เหมือนคราวนี้ ถามว่าที่รถไปชนกันมันไปมาอย่างไร บอกว่า ไปหัวหินไปชนกับรถทหาร บอกว่า นี่ไม่ ใช่เรื่องของหลวงพ่อดำ เมื่อคนนายจะไปได้ปรึกษาหารือหลวงพ่อดำหรือเปล่า บอกว่าไม่ได้ปรึกษาอะไร  แล้วไปไหว้หรือเปล่า  ไหว้เฉยๆ  หรือว่าไหว้คิดอย่างไร ไหว้ว่าขอให้พระคุ้มครองจะเดินทางไปหัวหิน  บอกว่าไปไหว้คุ้มครองแล้วหลวงพ่อดำยังไม่คุ้มครอง    เลยไปชนกัน   บอกว่า   คุณนายไปไหว้ให้คุ้ม ครองอย่างนี้มันจะถูกหรือ ไม่ถูกเรื่อง แกก็ถามว่า ที่ถูกทำอย่างไร เราควรจะไหว้พระแล้วก็เอาความดี ของพระใส่ใจไปด้วย  ความดีคืออะไร  คือความไม่ประมาท  ไม่เผลอ  เวลาจะไปตรวจตรารถราให้ เรียบร้อย  แล้วก็พูดกับคนขับให้เข้าใจ ว่าอย่าขับไวๆ อย่าประมาทมันจะไปชนกับรถอื่นเข้า จะเสียหาย  เตือนๆ ไว้ให้ระมัดระวัง แล้วคนในรถทุกคนก็ต้องช่วยกันเป็นหูเป็นตา ดูแลกัน อย่างนี้มันก็ปลอดภัย วันนั้น คนขับคงจะประมาท บอกว่า เมื่อคืนมันไปเที่ยวกัน แล้วรุ่งเช้าจะพาไปหัวหิน มันก็บ่นเมื่อคืนเที่ยวมากง่วง นอน  ไม่เชื่อพระว่าง่วงนอนไม่ควรจะไป  ก็พักเสียก่อน คนง่วงมันขับรถได้เมื่อไหร่ ขับแล้วมันไปชนกัน  แล้วจะไปโทษหลวงพ่อดำได้อย่างไร  มันควรจะโทษคนขับที่มันไม่เอาเรื่อง  คุยให้แกฟัง แกก็ฟังไม่ตาม เรื่อง แกคงไม่เชื่อเพราะแกไม่เคยเข้าวัด แกจะเชื่ออย่างไร คนเราถ้าไม่เคยเข้าวัดพูดอะไรถูกๆ ให้ฟังไม่รู้เรื่องหรอก หาว่าองค์นี้พูดไม่เข้าเรื่อง หาว่าพระ ไม่ได้เรื่องด้วยซ้ำไป เพราะคนไม่รู้เรื่องแล้วเราให้เรื่องถูกก็ไม่เข้าใจ ถ้าช่วยเป่ากระหม่อมหรือพรมน้ำ มนต์แกก็ชอบใจมากกว่า เขาเรียกว่ามีจิตใจเป็นเด็กตลอดเวลา ไม่คิดจะเป็นผู้ใหญ่กับเข้าบ้างเลย มีแต่ เรื่องปลุกๆ เสกไปตามเรื่องตามราว ไม่ได้คิดว่าเราควรจะทำอย่างไร ใช้ธรรมะในรูปใด ฟังธรรมะก็ ดีอ่านก็ดี ฟังแล้วก็ต้องจำไว้เอาไปใช้ในชีวิตประจำวัน เวลาจะไปไหนนึกว่าควรจะเอาธรรมะข้อไหนไป ด้วย  เวลาจะทำอะไรก็นึกว่าควรจะเอาธรรมะข้อไหนมาประกอบกับการกระทำ ถ้าเราจะไปหาใครจะ เอาธรรมะข้อไหนไป เพื่อให้มันเป็นประกอบให้มันดีขึ้น เอาธรรมะไปใช้ จะไปหาใครต้องไปอย่างคนใจ เย็น  อย่าใจร้อนอย่าเอาทิฐิมานะไปพูดกับเขา  ต้องพูดกับเขาด้วยความอ่อนน้อมถ่อมตน ยกให้เขาใหญ่  คนเรามันชอบใหญ่ทั้งนั้น ถ้าให้เขาใหญ่แล้วเขาสบายใจ ทำให้เขาเล็กนิดเดียวเขาไม่ชอบ เราก็ถ่อมตัว เข้าไปทำให้เขาเอ็นดูอย่างนี้มันก็สบาย ไม่ต้องลงนะหน้าทองไม่ต้องเสกคาถาอะไร ทำใจให้อ่อนน้อมใจ เย็น  อะไรควรขัดคอก็อย่าไปขัดเขาก่อน  เรื่องนี้มันสำคัญ  พูดเอาอกเอาใจเขา อย่างนี้เขาเรียกว่า  ฉลาดมีไหวพริบในการที่จะไปพูดไปจา หรือว่าจะไปทำสัญญากู้เงินกับใครก็ต้องใช้ธรรมะคืออย่าเป็นคนสะ เพร่า อ่านหนังสือทุกตัวอ่านให้เข้าใจความหมาย เพราะมันมีอะไรซ่อนอยู่ในถ้อยคำ คนฉลาดยิ่งมีโอกาส โกงได้ง่าย  เราต้องอ่านให้ละเอียดอ่านหลายเที่ยวต้องระมัดระวัง ถ้อยคำนิดเดียวเอาเราเข้าคุกก็ได้  ทำให้เราต้องเสียเงินเสียทองก็ได้  เพราะฉะนั้นอ่านละเอียดให้เข้าใจเรียบร้อย  ถ้าเป็นเรื่องใหญ่สำ คัญต้องขอเอาไปทบทวนดูเพื่อเอาไปปรึกษาผู้รู้  แล้วสามวันจะมาเซ็นไม่ผิดพลาด เขาเรียกว่า "ช้าๆ ได้ พร้าเล่มงาม  ทำผลีผลามขาดทุน"  โบราณเขาว่าไว้  เพราะฉะนั้นเราต้องรอบคอบมีสติคอยควบคุมอยู่ ตลอดเวลา  ต้องปรึกษาผู้รู้  อย่าทำอะไรง่ายๆ คนเดี๋ยวนี้มันคิดจะต้มคนมีเยอะแยะ เผลอไม่ได้ต้มเอา เลย เห็นเป็นหรูโคราชเสียเรื่อย มันต้องรอบคอบในเรื่องอะไรต่างๆ อย่าไปเสียท่าเขาง่ายๆ ยิ่งเราเป็นเด็กๆ อยู่ในวัยหนุ่มวัยฉกรรจ์ จะเป็นหญิงก็ตามชายก็ตาม เขาต้มเอาง่ายๆ โดยเฉพาะ ลูกสาวทั้งหลายระวังตัว  หนุ่มๆ ทำยิ้มๆ กริ้มๆ ชวนไปเที่ยวนั่นเที่ยวนี่ เอื้อเฟื้อดื่มนั่นดื่มนี่ ไม่รู้มันใส่อะ ไรไว้บ้างในนั้น  เราอย่าไปดื่มง่ายๆ บอกว่า อ้ายนี่ไม่ชอบดื่มเลยน้ำอัดลมอย่างนี้ กาแฟดำก็ไม่ชอบ อะ ไรๆ  ก็ไม่ชอบแล้วเธอชอบอะไรชอบน้ำฝน มันไม่มีให้ดื่มน้ำฝน แล้วเราก็เอาตัวรอดเพราะเราดื่มแต่น้ำ ฝน  น้ำอื่นไม่ดื่มเขาก็ใส่อะไรเราไม่ได้ เพราะไม่มีน้ำฝนให้เราดื่ม มันต้องฉลาดมีไหวพริบ เรียกว่าใช้ ธรรมะใช้อย่างนั้น  นี่เป็นข้อคิดง่ายๆ เพื่อเอามาเป็นเครื่องเตือนใจ พูดมาก็พอก็สมควรแก่เวลา จึงยุติ ไว้แต่เพียงนี้