ปาฐกถาธรรม โดย พระเทพวิสุทธิเมธี(ปัญญานันทะภิกขุ) เรื่อง วันวิสาขบูชา วันอาทิตย์ที่ ๒๑ พฤษภาคม ๒๕๒๑ ญาติโยมพุทธบริษัททั้งหลาย ณ บัดนี้ถึงเวลาของการฟังธรรมะปาฐกถา อันเป็นหลักคำสอนในทางพระพุทธศาสนาแล้ว ขอให้ทุกท่านอยู่ในอาการสงบ ตั้งอกตั้งใจฟังด้วยดี เพื่อให้ได้ประโยชน์อันเกิดขึ้นจากการฟัง ตามสมควรแก่เวลา วันนี้เป็นวันเพ็ญกลางเดือนหก  ซึ่งเราถือกันว่าเป็นวันเพ็ญพิเศษในรอบปี  เป็นวันคล้ายวันประสูติ  ตรัสรู้และปรินิพพานของพระผู้มีพระภาคเจ้า  ซึ่งเราเรียกกันว่า  วันวิสาขบูชา  วิสาขเป็นชื่อของดาวฤกษ์ดวงหนึ่ง และการบูชาก็คือการระลึกถึง การกราบไหว้ การเคารพ ต่อพระผู้มีพระภาคเจ้า ทำไมเราจึงได้ถือว่าวันเพ็ญเดือนหกหรือวันวิสาขะ เป็นวันสำคัญ  เพราะเป็นวันคล้ายวันประสูติ  ตรัสรู้ ปรินิพพานของพระผู้มีพระภาคเจ้า การเกิดขึ้นของเจ้าชายสิทธัตถะที่สวนลุมพินี ซึ่งในสมัยนี้อยู่ในประเทศเนปาลตอนใต้ การตรัสรู้ของพระองค์ที่ใต้ต้นโพธิ์ที่ตำบลพุทธคยา ในแคว้นพิหารในประเทศอินเดีย และการเข้าสู่ปรินิพพาน คือตายนั่นเอง ที่ใต้ต้นสาละ ณ สวนของพวกมัลลกษัตริย์ในเมืองกุสินารา  มันตรงกันคือบังเอิญวันมาตรงกันเข้าพอดี เป็นเรื่องมหัศจรรย์อยู่ เราจึงได้ถือว่าวันวิสาขะ เป็นวันบูชาสามประการ บูชาการเกิดขึ้น บูชาการตรัสรู้ และเป็นวันที่เราระลึกถึงการปรินิพพานของพระพุทธเจ้า ถึงได้ถือว่าเป็นวันสำคัญอย่างยิ่ง ในวงการพระพุทธศาสนา ทุกชาติทุกภาษาที่นับถือพระพุทธศาสนาในวันนี้  เขาจะมีการประชุมกันเป็นพิเศษ  ณ ที่ใดที่หนึ่ง เช่นในประเทศที่ไม่มีวัดในทางพระพุทธศาสนา เขามักจะไปเช่าห้องประชุมใหญ่ๆ เพื่อการประชุมในวันวิสาขะบูชา แต่ถ้าที่ใดมีวัดทางพระพุทธศาสนา ก็ไปประชุมกันที่นั่น ในประเทศอินเดียซึ่งเป็นถิ่นเกิดของพระพุทธศาสนา ณ ที่ใดมีสมาคมมหาโพธิ์ซึ่งเป็น สมาคมที่ตั้งขึ้นเพื่อฟื้นฟูพระพุทธศาสนาอยู่แล้ว  เขาก็จัดให้มีการประชุมกันเป็นพิเศษ และมีคนที่มีความรู้ความเข้าใจในเรื่องพระพุทธศาสนามาพูดให้ในที่ประชุมฟัง เป็นการประชุมเพื่อน้อมจิตระลึกถึงพระองค์ ผู้ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณอย่างยิงต่อชาวโลกทั้งหลาย ในเมืองไทยเรานี้เรียกว่า เป็นเมืองที่มีพระพุทธศาสนามั่นคง พระมหากษัตริย์เป็นประมุข ทรง เป็นผู้อุปถัมภ์ทางพระศาสนา  ได้จัดการทำวิสาขบูชาทุกปีมา  แต่ว่าที่ทำกันทั่งไปนั้นก็คือการไปเวียนเทียนรอบพระอุโบสถ  ซึ่งเป็นการเคารพแบบหนึ่ง  ตามธรรมเนียมที่เคยกระทำกันมาตั้งแต่โบราณ  ถ้าถึงวันวิสาขะถ้าเราไปเพียงแต่เวียนเทียนเท่านั้น ความสำคัญของวันวิสาขะบูชามันก็น้อยไป เราควรจะทำอะไรให้มันยิ่งกว่านั้นให้พิเศษมากขึ้นไปกว่านั้น  การที่จะทำอะไรให้ยิ่งให้เป็นพิเศษในวันวิสาขะบูชานั้น เราจะทำอย่างไร การบูชาต่อพระผู้มีพระภาคเจ้านั้น มีสองประการ เรียกว่า บูชาด้วยอามิสคือดอกไม้ธูปเทียนนั่นประการหนึ่ง บูชาด้วยการปฏิบัติ คือการกระทำจริงด้วยกายวาจาใจตามคำสอนของพระองค์นั้นประการหนึ่ง ในการบูชาทั้งสองประการนั้น พระผู้มีพระภาคทางสรรเสริญการปฏิบัติบูชา ในวันที่พระองค์ใกล้จะปรินิพพานนั้น มีคนเอาดอกไม้มาบูชาพระองค์เป็น จำนวนมาก  เพราะเป็นการบูชาครั้งสุดท้ายที่พระองค์จะเห็นได้  พระองค์ได้ตรัสกับพระอานนท์ว่า "การบูชาด้วยดอกไม้มากมายอย่างนี้ ยังไม่ชื่อว่าเป็นการบูชาอย่างถูกต้องแท้จริง" การบูชาที่ถูกต้องแท้จริงนั้นเป็นอย่างไร พระองค์ได้ตรัสว่า "ดูก่อนพระอานนท์ ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกาใด เป็นผู้ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม ปฏิบัติชอบยิ่ง ปฏิบัติธรรมะ อยู่  ผู้นั้นได้ชื่อว่าสักการะเคารพนับถือ  บูชาตถาคต ด้วยการบูชาอันสูงสุด" การบูชาอันสูงสุดนั้นก็คือการปฏิบัตินั่นเอง การปฏิบัติกายวาจาใจให้ตรงตามคำสอนของพระพุทธเจ้าเป็นการบูชาแท้ เป็นการบูชาที่ทำให้พระพุทธศาสนาดำรงอยู่ได้ ถ้าเราบูชาด้วยดอกไม้เท่านั้น ไม่ได้ปฏิบัติในด้านกายใจอย่างแท้จริง พระศาสนาก็มีแต่เพียงพิธีการ ซึ่งมีความหมาย น้อย เราจะต้องให้พระพุทธศาสนานี้อยู่ในจิตใจของเราทั้งหลาย พระพุทธศาสนาจะอยู่ในจิตใจของเราได้นั้น  ก็ด้วยการที่เราทั้งหลายปฏิบัติบูชา  เพราะฉะนั้นในวันวิสาขะบูชานี้เราควรคิดว่า เราจะทำอย่างไรจึงจะเป็นการบูชาพระพุทธเจ้าเป็นพิเศษในวันนี้ ให้เป็นเป็นการบูชาเป็นพิเศษสักหน่อยในวันวิสาขะบูชา ในวันวิสาขบูชานี้คนจะไปวัดกันตั้งแต่เช้ามืด คือไปกันตั้งแต่ตีสี่ แล้วก็ไปตีระฆังให้พระลุกขึ้น เพื่อจะ ได้มาให้ศีลแก่ญาติโยม  ญาติโยมสมาทานศีลกันตั้งแต่เช้ามืด  แต่งตัวนุ่งขาวห่มขาวกันทั้งนั้น  เพื่อแสดงความบริสุทธิ์ในเครื่องนุ่งห่ม  แล้วก็สมาทานศีลอุโบสถ  ปกตินั้นเขาก็ถือศีลห้ากันอยู่ แต่ในวันพระวิสาขะนี้เขาถืออุโบสถศีล การถืออุโบสถศีลของชาวลังกานั้น ไม่ใช่ถือเฉพาะคนเฒ่าคนแก่ คนหนุ่มคนสาวก็ถือ เด็กเล็กๆก็ยังไปถือศีลกับเขาด้วย เพราะพ่อ แม่บอกว่าวันนี้เป็นวันเกิด ของพระพุทธเจ้า เป็นวันที่เราควรจะได้บูชาพระองค์เป็นพิเศษ ด้วยการปฎฺิบัติตนเป็นพรหมจารี ท่านธรรมปาละซึ่งเป็นคนมีชื่อเสียงของชาวลังกา  เป็นผู้ฟื้นฟูกิจกรรมทางพระศาสนา  ก่อตั้งสมาคมมหาโพธิ์ ซึ่งเป็นสมาคมที่ทำงานเผยแผ่พระพุทธศาสนาไปต่างประเทศ ท่านเล่าว่าในสมัยเป็นเด็ก ท่านได้ถือศีลในวันวิสาขะ ประพฤติพรหมจรรย์วันหนึ่ง แต่ว่าความรู้สึกที่ได้ไปกระทำในวันนั้น มันฝังแน่นอยู่ในจิตใจเหลือเกิน แล้วกลายมาเป็นคนที่เสีย สละชีวิต เสียสละความสุขเพื่อพระพุทธศาสนา สละบ้านเรือนออกไปทำงานให้แก่พระพุทธศาสนา จนทำให้ชาวโลกตะวันตกได้รู้จักพระพุทธศาสนามากขึ้น อันนี้ก็คืออิทธิพลเกิดจากการปฎฺิบัติกิจรักษาอุโบสถนั่นเอง ในเมืองไทยเรานี้ยังทำกันไม่ค่อยจะแพร่หลาย พวกเด็กๆไม่ได้มีสักวันหนึ่ง ที่จะได้ทำอะไรเพื่อเป็นการบูชาพระพุทธเจ้า แม้เราที่เป็นผู้ใหญ่ก็ยังทำ กันอย่างไม่จริงจัง  มีบ่างน้อยๆไม่มากเกินไป  ความจริงในรอบปีหนึ่งเราควรจะมีสักวันหนึ่ง เป็นวันที่เราเก็บเนื้อเก็บตัวถือศีลกันอย่างแท้จริง ในวันนี้แหละเป็นวันที่ควรถือ เพราะเป็นวันเกิดของพระพุทธเจ้า เราก็จะได้ทำใจให้เข้าใกล้พระพุทธเจ้ามากยิ่งขึ้น การเข้าใกล้พระพุทธเจ้าก็ต้องเดินไปตามทางศีล ทางสมาธิและปัญญาแล้วเราจะได้พบพระพุทธ เจ้า  พระพุทธเจ้าที่เราพบนั้นคือความสงบของใจ ความสะอาดปราศจากสิ่งเศร้าหมอง ความสว่างด้วยปัญญา รู้แจ้งเห็นจริงในสิ่งทั้งหลายตามสภาพที่เป็นจริง อันนี้แหละคือองค์พุทธะที่เราจะได้พบได้ในสมัยปัจจุบัน เพราะพระพุทธเจ้าที่เป็นเนื้อเป็นหนังนั้น เราหาโอกาสพบไม่ได้แล้ว พระองค์ได้เสด็จปรินิพานไปแล้ว แต่ว่ายังเหลือคำสั่งสอนอยู่ พระองค์ได้ ตรัสแก่พระอานนท์ว่า "ดูก่อนอานนท์ ธรรมวินัยอันใดที่เราได้สอนแล้วบอกแก่เธอทั้งหลาย ธรรมวินัยอันนั้นแหละจะเป็นครูอาจารย์แทนเราต่อไป" อันนี้เป็นเครื่องประกาศให้ชาวโลกรู้ว่า ธรรมวินัยนั้นเป็นตัวแทนพระพุทธเจ้า ถ้าเราคิดถึงพระพุทธเจ้าเราก็ต้องคิดถึงธรรมวินัย   แล้วเอาธรรมวินัยนั้นมาใส่ในจิตใจของเรา   คือเอามาปฏิบัติก็ได้ชื่อว่าเราอยู่กับพระพุทธเจ้า  เราเป็นญาติกับพระพุทธเจ้า  มีความคุ้นเคยอย่างยิ่งกับพระพุทธเจ้า  พระพุทธเจ้านั่งอยู่ในใจของเรา  เพราะเราเอาธรรมวินัยมาเป็นหลักปฏิบัติในชีวิตประจำวัน  แล้วเราเองก็จะมีความสุขสงบ  มีความเจริญก้าวหน้าในชีวิตในการงานอันนี้จึงเป็นเรื่องที่ควรจะได้คิดทำกัน  และอีกประการหนึ่งในวันวิสาขบูชาอย่างนี้  เราควรจะได้สงบจิตสงบใจ  วางภาระยุ่งๆกันเสียวันหนึ่ง  ความจริงทางราชการก็สนับสนุนในเรื่องนี้  เพราะมีการหยุดงานในวันอาทิตย์  ทางราชการก็หยุดงานกัน แม้เรื่องอะไรที่เคยกระทำก็ได้หยุดกันในวันนี้ การชกมวยในวันอา ทิตย์ วันนี้ดูเหมือนจะไม่ชกกัน เรียกว่าหยุดชกกันเสียวันหนึ่งเพื่อพระพุทธเจ้า ความจริงน่าจะหยุดฉายหนังทั่วประเทศ ขาดภาษีไปบ้างนิดหน่อย ถวายพระพุทธเจ้าไป แล้วก็หยุดแข่งม้าในวันอาทิตย์ด้วย อันนี้ก็เรียกว่าเพื่อบูชา เพราะว่าสิ่งนั้นมันเป็นอบายมุข ขัดกับหลักในทางพระพุทธศาสนา แต่ว่าจะหยุดหรือเปล่าไม่ทราบ คนเขาไปเวียนเทียนกันที่วัดเบญจะ สนามม้า ราชตฤณามัยก็เต็มเหมือนกัน ก็แย่เหมือนกัน ก็แย่เต็มที ควรจะได้ปิดกันเสียสักวันหนึ่ง เพราะว่าตรงกับวันวิสาขบูชา ทีนี้เราทั้งหลายควรจะได้มาพักผ่อนทางใจ  ทำใจให้สบายเสียสักวันหนึ่ง  ใจที่สบายนั้นต้องรู้จักปล่อยวางภาระ  ตัดความกังวลห่วงใยอะไรออกไป ทำใจให้เป็นอิสระ ให้เป็นไทแก่ตัวสักวันหนึ่ง วันอื่นๆนั้นเราไม่ได้เป็นไท แต่ว่าเรามีข้อผูกผันทางใจมากเหลือเกิน ด้วยภาระหน้าที่การงาน หมกมุ่นอยู่ด้วยปัญญามีความเดือดร้อนใจ แต่ว่าในวันวิสาขะนี้ เราจะหยุดหมดไม่เกี่ยวข้องกับอะไร เราจะพักผ่อนอย่างแท้จริง ทั้งกายทั้งใจเมื่อพักผ่อนแล้วนั่งอยู่เฉยๆมันก็ไม่ได้เรื่องอะไร เราควรจะได้น้อมจิตระลึกถึงพระพุทธเจ้า นึกถึงอะไร นึกถึงพระคุณของท่านที่มีต่อชาวโลกทั้งหลาย ว่าพระองค์ได้กระทำอะไร อันเป็นประโยชน์แก่ชาวโลก ที่เหลือมาจนกระทั่งถึงทุกวันนี้ เรามานึกดูตามเรื่องราวที่เคยอ่านเคยศึก ษา  เช่น  พุทธประวัติ  เป็นต้น  เราก็จะรู้ว่าพระองค์พระพุทธเจ้านั่น ท่านเกิดในสกุลมั่งคั่ง เพราะพระบิดาเป้นกษัตริย์ครองเมืองกบิลพัสดุ์ในประเทศเนปาลคือประเทศอินเดียในสมัยนี้ พวกเนปาลก็จะเอากบิลพัสดุ์ไปไว้ในประเทศตนเหมือนกัน อินเดียก็จะมาเอาไว้ประเทศตนเหมือนกัน แต่ว่าที่ประสูติย้ายไม่ได้ เพราะว่ามีเสาหินปักไว้เป็นหลักฐานอยู่ใน ประเทศเนปาล ส่วนเมืองกบิลพัสดุ์นั้น อินเดียเขาบอกว่าอยู่ในประเทศอินเดียเขาขุดพบแล้ว มีสถานที่ซากโบราณวัตถุอะไรต่ออะไรเป็นเครื่องหมาย แต่เนปาลก็บอกว่า เขาก็พบเหมือนกันมีอยู่อีกแห่งหนึ่ง ไม่รู้ว่าของใครกันแน่ แย่งจุดสำคัญคือเมืองกบิลพัสดุ์ อันเป็นเมืองของพระเจ้าสุทโธทนะ เจ้าชายสิทธัตถะได้เกิดขึ้นในพระครรภ์ของพระนางมายาเทวี  และก็มีแต่ความสุขความสบาย  ตั้งแต่เกิดมาไม่เคยได้รับความเดือดร้อนอะไร เพราะว่าพระเจ้าสุทโธทนะและพระนางมายานั้น เอาพระทัยใส่ แต่ว่าพระนางมายาอยู่ได้เจ็ดวันก็สวรรคตไป เรื่องสวรรคตก็เป็นเรื่องธรรมดา เพราะว่าท่านคลอดบุตรเมื่ออายุมากแล้ว สตรีคลอดบุตรเมื่อ อายุมากนี่อันตราย  แต่ว่าสมัยนี้ไม่เป็นไร  เพราะว่าเขาผ่าเปิดหน้าท้องเอาเด็กออกมาได้ สมัยก่อนไม่มีการผ่าตัดอย่างนั้นก็เป็นการคลอดตามธรรมดา และไปคลอดในป่าซึ่งการบริหารอะไรคงจะไม่เรียบร้อย พระนางกลับบ้านอยู่เจ็ดวันก็สวรรคตไป แต่ก็ไม่ลำบาก เพราะว่าพระแม่น้าชื่อพระนางปชาบดีโคตมี ได้รับหน้าที่เลี้ยงดูอย่างดีตลอดมา พูดถึงความ สุขที่ได้รับในวังนั้นนับว่าอุดมสมบูรณ์ ไม่มีอะไรขาดตกบกพร่อง มีอะไรทุกอย่างเรียบร้อย ถ้าเป็นเราๆท่านๆก็คงจะมัวเมาหลงใหลอยู่ในสิ่งเหล่านั้น ไม่อยากจะจากไปแต่ว่าเจ้าชายสิทธัตถะท่านไม่อย่างนั้น ท่านไม่พอใจที่จะอยู่ในวัง แต่ว่าอยากไปอยู่ในป่า ทำไมจึงอยากไปอยู่ในป่า เพราะมีความคิดในทางที่จะใช้ชีวิตให้เป็นประโยชน์แก่มหาชน การอยู่ในวัง ก็ทำชีวิตให้เป็นประโยชน์ได้  แต่ว่าอยู่ในขอบเขตจำกัด  ประเทศที่พระองค์เกิดนั้นไม่ใช่รัฐใหญ่พระองค์ก็ได้บอกไว้ในภายหลังว่า  พระองค์เป็นชาวแคว้นศากยะเป็นเมืองออกของแคว้นโกศลอีกทีหนึ่งคำว่าเป็นเมืองออกนั้นหมายความว่าเป็นเมืองอารักขา แคว้นโกศลนันเป็นแคว้นใหญ่ ติดต่อกับแคว้นมคธซึ่งเป็นแคว้นใหญ่ด้วยกัน ทีนี้แคว้นกบิลพัสดุ์นั้นหรือแคว้น สักกะนั้นมันเล็ก   ก็เลยไปอิงอาศัยแคว้นโกศลซึ่งเป็นแคว้นใหญ่   อันนี้พระพุทธเจ้าท่านตรัสเองเล่าเองทีเดียวบอกว่าเป็นเมืองออกของแคว้นโกศล   บ้านเมืองของพระองค์นั้นมีอาชีพหลักคือการทำนา   เพราะฉะนั้นพระบิดาจึงชื่อสุทโธทนะ  เขาแปลว่า  พระเจ้าข้าวขาว  โอทนะก็แปลว่าข้าว  สุทธะก็แปลว่า  บริสุทธ์  เพราฉะนั้นชาวจีนเขาแปลว่า พระเจ้าข้าวขาว   บิดาของพระพุทธเจ้าชาวจีนเขาแปลว่าพระเจ้าข้าวขาว   พระองค์ก็อยู่สบายทุกอย่างในวัง   เพราะต้องการให้ลูกชายสืบสกุลเป็นพระเจ้าแผ่นดินต่อไป   อันนี้เป็นเรื่องธรรมดาของบิดามารดาที่มีลูกชาย  ก็อยากจะให้ลูกชายสืบสกุลต่อไป  ไม่อยากจะให้ออกไปบวชเป็นฤาษีชีไพรหรอก  และมีคำทำนายของพวกฤาษีไว้ด้วยฤาษีเข้าไป เยี่ยมแล้วบอกว่า เจ้าชายถ้าอยู่ครองเมืองแล้วจะเป็นพระเจ้าแผ่นดินที่ยิ่งใหญ่ ถ้าออกมาบวชจะเป็นบรมครูของโลก พระเจ้าสุทโะทนะก็ไม่อยากให้ออกบวช จึงผูกมัดด้วยประการต่างๆ จับแต่งงานตั้งแต่อายุสิบหกปี เพื่อให้หลงใหลมัวเมาอยู่ในชีวิตอย่างนั้นแต่พระองค์ก็ไม่หลงใหลในสิ่งเหล่านั้น ชอบปลีกตัวไปนั่งอยู่ในสวนผู้เดียว นั่งเงียบๆ นั่งคิดนั่งนึกอะไร ต่างๆพระองค์ชอบนึกชอบคิด เห้นอะไรก็มักสนพระทัย เอามาคิดนึกด้วยประการต่างๆจึงชอบมานั่งคนเดียวบ่อยๆ ต่อมาก็ได้เห็นคนแก่คนเจ็บคนตาย อันนี้หมายความว่าคิดถึงความแก่ความเจ็บไข้ของมนุษย์ คิดถึงความตายที่จะเกิดแก่คนทุกคน ว่าเป็นของที่จะต้องเกิด คนเราเกิมาแล้วก็ต้องแก่ต้องเจ็บแล้วก็ต้องตาย ถ้าเกิดมาแล้วแก่เจ็บตายไปโดยไม่ได้ทำอะไรอันเป็นประโยชน์แก่เพื่อนมนุษย์แล้ว การเกิดนั้นก็จะไม่มีความหมาย การเป้นพระเจ้าแผ่นดินก็ทำได้ใน วงจำกัด  จึงคิดว่าควรจะทำอย่างไร  ชีวิตจะเป็นประโยชน์แก่คนมากๆ ยังปลงไม่ตกว่าจะทำอย่างไรดี ต่อมาก้ได้เห็นนักบวชเข้า ก็เลยเปล่งวาจาว่า" สาธุ โข ปพพชชา"บวชดีแน่ เลยตัดสินว่าต้องออกบวช พอดีกับในวันนั้นพระนางพิมพาคลอดพระโอรส เป็นชาย ขณะที่พระนางพิมพาคลอดบุตรนั้นพระองค์ไปนั่งอยู่ในสวนดูนกดูปลาเพลินอยู่ เขาก็ไปบอกว่า เจ้าหญิงคลอดบุตรแล้ว พระองค์ก็พูดออกมาว่า"ราหุโล อุปปนโน" หมายความว่าบ่วงเกิดแล้ว บ่วงผูกคนมันมีสามบ่วง เขาเรียกว่า บุตรผูกคอ ภรรยาผูกมือ ทรัพย์ผูกเท้า โคลงโลกนิติเขาเขียนไว้ว่า  มีบุตรบ่วงหนึ่งเกี้ยว พันคอ  ทรัพย์ผูกบาทาคลอ หน่วงไว้  ภรรยาเยี่ยงบ่วงคอ รึงรัด มือนา  สามบ่วงใครตัดได้ ก็พ้น สงสาร ตัดบ่วงได้แล้วก็ไม่ต้องยุ่งในสังสาระต่อไป  ทีนี้เราทุกคนมีบ่วงด้วยกันทั้งนั้น  บุตรผูกคอ  ภรรยาผูกมือ ทรัพย์ผูกเท้าไปไหนไม่ได้สายโซ่ทรัพย์ผูกไว้ มันเป็นอย่างนี้ พระองค์จึงได้พูดว่าบ่วงเกิดแล้ว คือบ่วงลูกนั่นเอง แล้วก็คิดว่ามันจะไปกันใหญ่ ถ้าหากว่าอยู่ในวังต่อไปมันจะไปกันใหญ่ คิดว่าจะทำอย่างไรดีก็เลยนึกว่าวันนี้เป็นวันตัดสินใจครั้งสุดท้าย ก็ เลยนั่งรถกลับวัง  นั่งรถกลับมา  มีผู้หญิงคนหนึ่งเขายืนอยู่ที่หอข้างบน  เรียกว่าที่มันยื่นออกไปที่ปราสาทสำหรับมองดูวิวทัศน์อะไรต่างๆ  คล้ายกับกุฏิหลังใหม่ที่มียื่นออกมาอย่างนั้น  ยืนมองอะไร  ทีนี้มองไปก็เห็นเจ้าชายนั่งรถมา  แม่หญิงคนนั้นก็พูดเป็นบทเพลงขึ้นมาว่า  "นิพพุตานูน  สา มาตา นิพพุโต นูน โส บิตา นิพพุตานูน สา นารี ยสสาย อีทิโส ป ติ"เจ้าชายนี้เป็นบุตรของมารดาใดเป็นบุตรของบิดาใด เป็นสามีของหญิงใด ผู้นั้นดับทุกข์ได้แน่ คืออยู่กับเจ้าชายนี้ไม่มีทุกข์ ภรรยาก็ไม่มีทุกข์ เขาใช้คำว่า นิพพุตะ ซึ่งแปลว่า ดับทุกข์ได้ พระองค์ได้ยินคำว่า นิพพุตะซึ่งแปลว่า ดับทุกข์พอพระทัยมาก เลยถอดสายสร้อยคอรางวัลแม่คนนั้นไปเลย แล้วเสด็จเข้าวัง ผลที่สุดก็เสด็จออกบวชในคืนวันนั้น การเสด็จออกบวชของพระองค์เขาเรียกว่ามหาภิเนษกรม เป็นการออกอันยิ่งใหญ่ เป็นการเสียสละอันยิ่งใหญ่ของมนุษย์ชาติก็ว่าได้ เพราะว่าออกไปจากความสุขสมบูรณ์พูนสุขทุกประการ ออกไปอยู่ในป่า เสี่ยงเหลือเกินไม่รู้ว่าจะได้อะไรจากการออกไป เป็นการออกไปอย่างเสี่ยง คล้ายกับชายหนุ่มที่ไม่ชอบอยู่บ้าน ออกไปผจญภัยหางานหาการทำอะไร อย่างนั้นแหละ พระองค์ก็ออกไปผจญภ้ยเพื่อแสวงหาสัจจธรรม นับว่าเป็นการเสี่ยงเอาชีวิตเข้าแลก จะได้หรือไม่ได้ก็ไม่รู้ยังไม่แน่นอน แต่ว่าพระองค์ก็ตัดสินพระทัยว่าต้องออกไปแน่ ๆ อันนี้ไม่ใช่เรื่องเล็ก เรื่องใหญ่โตมากเราลองนึกถึงจิตใจของเราเอง สมมติว่าเรามีครอบครัว มีลูกน้อยน่าเอ็นดูเราจะไปได้ไหมจะทิ้งไปได้ไหม หรือว่าเรามีเมียรักรูปสวย ทิ้งไปได้ไหม  เรามีหวังที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีในสมัยหน้าเราจะทิ้งไปได้ไหม  หรือว่ามีหวังว่าจะได้เป็นอะไรที่ใหญ่ยิ่งในโลกนี้ใครจะทิ้งไปได้บ้าง  โยมทั้งหลายลองคิดดู  คนที่ทิ้งไปได้ไม่ใช่เล็กน้อย จะเรียกว่าเป็นคนใจหินก็ไม่ถูก ที่เขาเรียกว่า เป็นคนใจหินก็ไม่ถูก ที่เขาเรียกว่า เป็นคนใจหินในเรื่องหนังมันไม่ใช่อย่างนั้น เราควรจะเรียกว่าเป็นคนมี คุณธรรม  มีความรู้สึกที่ไม่เหมือนใคร เป็นความรู้สึกประเภทที่จะทำอะไร ๆ ที่เป็นประโยชน์อย่างเหลือหลายจึงได้ออกไปอย่างนั้น ออกไปอย่างชนิดที่เรียกว่ายอมตายดาบหน้า เพื่อไปหาสิ่งที่จะช่วยชาวโลกให้พ้นจากความทุกข์ความเดือดร้อน ทีนี้การออกไปนี้พระองค์แต่งตัวอย่างไร ก็นุ่งหม่อย่างนักบวช ก็คงจะเตรียม ๆอะไรไว้บ้าง แต่ว่าในหนังสือนั้นเขา ทำให้มีปาฏิหารย์หน่อยบอกว่าเทวดาเอาผ้ามาให้  ว่าอย่างนั้น  ถ้าไม่ว่าอย่างนั้นมันก็ไม่สนุก  เพราะฉะนั้นจึงเขียนให้มั้นสนุกหน่อย เทวดาเอาผ้ามาให้ ตัดพระโมฬีแล้วเทวดารับเอาไปเลยอเอาไปเลยเอาไปเก็บไว้ในสรวงสวรรค์ ใครตายจึงจะได้ไปนมัสการกัน เพราะฉะนั้นคนจะตายเขาจึงจัดดอกไม้ใส่มือให้ ดอกไม้นั้นเจาบอกว่าเอาไปไหว้พระธาตุจุ ฬามณี  แต่ว่าได้ไปหรือเปล่าก็ไม่รู้ แต่ว่าไปวัดมกุฏ วัดโสมนัส วัดธาตุทองนั้นแน่นอน อยู่ใกล้วัดไหนก็ไปวัดนั้น ที่เขาทำไว้อย่างนั้นก็เพื่อให้เกิดความมหัศจรรย์หน่อย เราตัดเอาแต่เพียงว่าเสด็จออกไปนุ่งผ้าธรรมดา ๆ แบบนักบวช ไม่ใช่แต่งตัวอย่างกษัตริย์ เครื่องแต่งกายทุกอย่างที่พระองค์มีถอดหมดมอบให้นายฉันนะ บอกว่านายฉันนะกลับวังเอาม้าไปด้วย  นายฉันนะก็ไม่อยากกลับเหมือนกันเพราะรักเจ้านาย แต่พระองค์บอกว่า ฉันไม่ใช่เจ้าชายแล้วฉันเป็นนักบวช ไม่ต้องมีใครมารับใช้ฉัน ฉันอยู่ตามลำพังเพื่อหาความสงบไปเถอะ นายฉันนะก็กลับด้วยน้ำตา พาผ้าผ่อนกลับวังจูงม้าไปด้วย พระองค์ก็อยู่อย่างนักบวช  ให้เราลองนึกสักเล็กน้อยว่า  แหม  ออกไปอยู่ในป่า  เราเคยอยู่ในกรุงเทพฯ ว่าอย่างนั้น เคยนั่งรถยนต์สบายๆ แล้วก็เกิดสงครามขึ้นมาต้องหนีออกไปอยู่ในทุ่งนาที่ลำบากๆ รู้สึกอย่างไร อาหารก็ไม่เหมือนเดิม ที่นอนก็ไม่เหมือนเดิม ไฟฟ้าก็ไม่มีเตาแก๊สก็ไม่มี เครื่องทำความเย็นก็ไม่มี อะไรๆ ที่เคยกินเคยใช้มันขาดไป หมดทุกอย่าง  รู้สึกอย่างไร  ลองคิดเปรียบเทียบอย่างนั้น  คงจะเป็นทุกข์สักหน่อย เพราะมันไม่เหมือนเดิม ทีนี้เจ้าชายท่านออกไปนอนที่ไหน นอนบนดิน นินใต้ต้นไม้ ต้านไม้เป็นหลังคา แล้วก็นอนอย่างนั้น อาหารมื้อแรกได้มาจากไหน ก็ถือภาชนะไปในบ้านแถวนั้น คนแถวนั้นก็ไม่ใช่คนที่เจริญด้วยโภชนาการอะไร กินไปตามเรื่องไม่ใช่กินถูกต้องตามหลักโภช นาการเท่าไหร่  กินพออยู่ได้ พระองค์ก็ได้รับมา เอามาถึงจะฉัน ลองนึกถึงเราก็แล้วกัน นึกว่าเราไม่เคยกินอาหารอย่างนั้น สมมติว่าเราไปเจอข้าวเหนียวปลาร้า กว่าจะกินได้ก็ต้องท่องปฏิสังขาโยเสียหลายจบ มันไม่ใช่เรื่องเล็ก ถ้าเราคิดแล้วจะซึ่งว่าพระองค์จะฉันอย่างไร ต้องนั่งพิจารณากันหลายตะหลบ ผลที่สุดก็คงจะฉันได้ พออยู่ไปได้ เสวยเพื่ออยู่ เพื่อศึกษาธรรมะต่อไป  แล้วก็ออกเดินทางไป อยู่ในสำนักต่างๆ ที่เขาเล่าลือกันว่าเก่งๆ ในสมัยนั้น เก่งตรงไหนต้องไป ไปเพื่อเล่าเรียนเพื่อศึกษาทดสอบ แล้วเรียนจริงศึกษาจริงทีเดียว ทำจริงทุกอย่าง จนกระทั่งอาจารย์ยกย่องว่าเก่งกว่าศิษย์ทั้งหลาย ขอให้อยู่ในที่นี่สอนศิษย์กันต่อไป ไม่ยอมเพราะยังดับทุกข์ไม่ได้ จิตตมันยังไม่พ้นไปจากความทุกข๎ ยังมี อะไรๆ  ยังห่วงอยู่ในใจไปต่อไปศึกษาต่อไปหมดความรู้ของอาจารย์แถวนั้นแล้วก็ไปทำเอง  เขาว่าทำทุกกรกิริยานี่ทางพ้นทุกข์ เอาลองดู เอามันหน่อย แล้วก็ทำจนกระทั่งว่าล้ำหน้าคนอื่น ทำำเก่งกว่าใครๆ จนร่างกายซูบผอมเหลือแต่หนังหุ้มกระดูก จะล้มหมดชีวิตพอฟื้นขึ้นมาก็นึกได้ว่ากูจะแย่แล้ว ถ้าขืนทำอย่างนี้ต่อไปมันจบเห่กันแน่ไปไม่รอดเลิกเถอะ แล้ว เสวยอาหารกันใหม่บำรุงร่างกายให้เกิดความแข็งแรงตามเดิม แล้วก็ไปถึงพุทธคยา เห็นต้นโพธิ์ร่มหนาทุ่งหญ้าเขียวสด มีแม่น้ำอยู่ใกล้ๆ สมัยก่อนมันอยู่ใกล้ เดี๋ยวนี้ห่างไปหน่อย เดี๋ยวนี้มันก็ไม่ร่มรื่น มีขี้หมูมีกระต๊อบคนจนเต็มไปหมดในบริเวณนั้น มันไม่สะอาดแล้วไม่เหมือนเมื่อก่อน ป่าบริสุทธิ์มนุษย์ไม่เข้าไปยุ่ง ทรงเห็นว่าที่นี่แหละเหมาะสำหรับบำเพ็ญเพียร ก็เลยบำเพ็ญวิธีใหม่ต่อไป ทำไปๆ ก็ได้พบความจริง จิตสงบบริสุทธิ์เรียบร้อย หมดจากความทุกข์ด้วยประการทั้งปวง จึงได้นามว่า พุทโธ แปลว่า ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานแจ่มใส แล้วก็ทำหน้าที่สอนคนต่อไป อันนี้เป็นเรื่องที่เราควรจะนำมาพิจารณา พิจารณาในแง่ใด ในแง่ความเสียสละของพระองค์ ว่าเป็น ยอดแห่งบุคคลผู้เสียสละจริงๆ  เอาครูอาจารย์ทั้งหลายที่สอนศาสนามาเปรียบเทียบกันเข้ามานั่งเปรียบเทียบกับพระพุทธเจ้า  เราจะเห็นว่าพระองค์เสียสละอย่างยอด เพราะมีอะไรให้เสียสละด้วย บางคนไม่มีอะไรหรอก แต่นี่พระองค์มีทุกอย่าง มีมเหสี มีลูก มีทรัพย์สมบัติ มีตำแหน่งหน้าที่มีอะไรพร้อมทุกอย่าง ประการที่จะเสียสละ แล้วพระองค์ก็เสียเสีย สละไป  แต่ว่าในประเทศลาวในเวลานี้เขาไม่เทศน์อย่างนี้เขาบอกว่า เจ้าชายสิทธัตถะที่ออกบวชก็เพราะเห็นว่า พระบิดาไม่ยุติธรรม เอาเปรียบคนยากคนจนแบบนายทุนทั้งหลายทั่วไป พระองค์ทนไม่ไหวที่จะอยู่กับบิดาที่เอาเปรียบคนทั้งหลายอย่างนั้น เลยหนีออกไปเพื่อตั้งแนวต่อสู้เพื่อช่วยเหลือคนยากคนจนต่อไป เขาเรียกว่าพระสมัยใหม่ พระสีแดงๆ ไม่ ห่มจีวรสีเหลืองแล้วห่มจีวรสีแดง  แล้วก็เทศน์ใหม่เทศน์ไปในรูปอย่างนั้น  อันนี้ไม่ใช่พระในประเทศลาวเพิ่งเทศน์ ประเทศจีนเขาเทศน์ก่อนแล้ว คือประเทศจีนเขาเขียนพุทธประวัติเขาเขียนในรูปอย่างนั้น เขียนไปในแนวว่าเจ้าชายสิทธัตถะมองเห็นความไม่เป็นธรรมทั้งหลายในราชสำนัก แล้วก็เลยออกบวช เขาเขียนไปในรูปอย่างนั้น เพื่อให้เห็นว่าน้ำใจ ของเจ้าชายนั้นช่วยเหลือคนยากคนจน พวกนายทุนทั้งหลายนี่แย่เต็มที อันนี้มันไม่ถูกตามหลักการ คือไม่ตรงตามพระบาลี บาลีทางพระพุทธศาสนาไม่ได้ว่าไว้อย่างนั้น ตำราไม่ได้ว่าไว้อย่างนั้น พระองค์ออกไปก็เพราะว่า  มันมีความทุกข์ทางใจ  อยากจะช่วยชาวโลกให้พ้นทุกข์ พระบิดาของพระองค์ก็เป็นผู้เรียบร้อยไม่เสียหายอะไร ไม่ได้เอารักเอาเปรียบใคร พระองค์ยังเล่าไว้ในที่แห่งหนึ่งว่า ในวังของพระองค์นั้นแม้คนใช้ก็ได้รับอาหารดี ไม่ใช่กินข้าวเกรียนกับน้ำผักดอง คือในบ้านบางแห่งนั้นเขาให้คนใช้กินอาหารเลว แต่ในวังของพระ องค์นั้นพระองค์เล่าไว้ในที่แห่งหนึ่งว่า  ในราชสำนักนั้นคนใช้ทุกคนได้รับอาหารอย่างดี เสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่มอย่างดี แสดงว่าไม่ได้เอารัดเอาเปรียบ แต่ให้ความสุขสบายแก่ทุกคนที่อยู่ภายใต้ร่มโพธิ์ร่มไทรของพระบิดา พวกศากยะเขาทำอย่างนั้นไม่ได้เอารัดเอาเปรียบ พระองค์ไม่ได้เห็นเรื่องอย่างนั้น เห็นแต่ความสุขความสบาย ในความสุขนั้นมันมีพิษเหมือน กัน  มีความทุกข์อยู่ในความสุข  ความทุกข์อยู่ในความสุขถ้ามองไม่จริงแล้วมันไม่เห็น ถ้ามองให้ซึ้งเราจะเห็นว่าในความสุขนั้นมีความทุกข์อยู่ ในความสบายนั้นมันมีความไม่สบาย ในสิ่งที่มีอะไรๆนั้นมันมีอะไรที่แสดงว่า มันไม่เป็นเช่นนั้นตลอดไป พระองค์เห็นอย่างนั้น เลยก็ออกไปด้วยน้ำใจที่เสียสละ เมื่อเรามานึกถึงความเสียสละของพระผู้มีพระภาคเจ้าใน แง่ที่ออกไปบวช  หรือว่าในแง่อื่นก็มีตลอดเวลาถ้าเราอ่านไปแล้วก็จะพอใจมาก ยิ่งอ่านยิ่งรักพระพุทธเจ้า ฝรั่งเขาเขียนหนังสือเกี่ยวกับพุทธประวัติ เขาเขียนคำนำไว้ว่า ยิ่งรู้จักพระองค์มากเท่าใด ยิ่งรักพระองค์มากเท่านั้น ยิ่งได้ศึกษาเรื่องพระองค์มากเท่าใดยิ่งอยากจะประพฤติปฏิบัติตามพระองค์มากเท่านั้น อันนี้เขาเขียนยืนยันไว้ คนมีความรู้เขาเขียน ไว้อย่างนั้น  คือยิ่งอ่านแล้วมันก็ยิ่งซึ้ง เราควรอ่านบ่อยๆ ถ้าอ่านแล้วจะเป็นเครื่องดลใจให้เกิดกำลังภายใน พูดง่ายๆว่าเกิดกำลังภายใน เช่นเราเป็นคนเบื่อหน่ายไม่อยากทำงานทำการ อ่านเรื่องพระพุทธเจ้าแล้วเกิดความกระตือรือร้นในการที่จะปฏิบัติหน้าที่ เมื่อเรามีความไม่สบายใจ เราไปอ่านเข้าความไม่สบายใจนั้นจะหายไป เพราะอ่านหนังสือประ เภทอย่างนั้น ประวัติของพระองค์เรียกว่าเป็นประวัติที่สมบูรณ์  ไม่มีอะไรที่บกพร่อง  เรียบร้อยตลอดเวลา  ตั้งแต่ประสูติจนตรัสรู้ สอนคนก็เรียบร้อยตลอดเวลา ไม่มีอะไรบกพร่องเสียหาย พระชนมายุยืนถึงแปดสิบปี ไม่ใช่เล็กน้อย อู่ในประเทศอินเดียอยู่ถึงแปดสิบปีนับว่าพอใช้ อายุยืนกว่าครูอาจารย์เหล่านั้นมาเปรียบเทียบ มีอายุน้อยกว่าพระพุทธเจ้าทั้งนั้น พระ พุทธเจ้าอยู่ได้ถึงแปดสิบพระชันษา  ไม่มีใครรังเกียจ  มีอยู่คนเดียวที่รังเกียจคือเทวทักเท่านั้น  เป็นยอดอันธพาลรังเกียจถึงพระพุทธเจ้า นับว่าเป็นยอดเหมือนกัน ยอดอันธพาล คนอื่นเขาไม่ได้รังเกียจรังแกพระองค์เลย เพราะอะไรจึงเป็นเช่นนั้นเพราะน้ำพระทัยเต็มเปี่ยมไปด้วยความเมตตาปรารถนาความสุขความเจริญแก่สรรพสัตว์ทั้งหลาย พระองค์ดำ รงชีวิตอยู่หลังจากตรัสรู้แล้ว ดำรงอยู่เพื่ออะไร พระองค์บอกว่า เราจะมีชีวิตอยู่เพื่อธรรมะเพื่องานนั่นเอง งานที่พระองค์ทำนั้นคืออะไร  คือการชี้ทางบรรเทาทุกข์ชี้เกษมศาสต์ให้คนทั้งหลายเข้าใจ  นั่นคืองานในชีวิตประจำวันของพระองค์  ทำไม่เห็นแก่เหน็ดแก่เหนื่อยทำตลอดเวลา แม้แต่เวลาประชวรหนักนอนอยู่ใต้ต้นไม้ นอนดินไม่ใช่นอนบนเตียงบนตั่งอะไรหรอก ใครจะไปหามาทัน เพราะว่าเดินๆ ไปก็เดินไม่ไหวแล้ว ถ้าพูดภาษาชาวบ้านก็พูดว่า เดิน ไปล้มลงข้างทางแล้วก็ปรินิพพาน  แต่ไม่ใช่ล้มชักดิ้นชักงอไม่ใช่อย่างนั้น เดินๆ ก็เดินไม่ไหว เลยบอกอานนท์ว่า อานนท์ ปูผ้าลงเถอะ เราจะนอนแล้วจะไม่ลุกขึ้นอีกต่อไปแล้ว แปลว่าเดินต่อไปไม่ได้ หมดกำลังอ่อนเพลียเต็มที แล้วเลก็ประทับนอนง่ายๆ มีผ้าสังฆาฏิผืนเดียวปูนอนเท่านั้น ไม่มีหมอนไม่มีท่อนไม้หนุนต่างพระเขนย ไม่มีอะไรนอนใต้ต้นไม้ใต้ร่มต้น ไม้สองต้น  แล้วก็ในขณะนั้น ถ้าเราอ่านดูพุทธประวัติตอนปลายแล้วจะพบว่า มีคนมาถามพระองค์ก็สนทนาเรื่อย สนทนากับพระแนะเรื่องนั้นแนะเรื่องนี้ตลอดเวลา แล้วก็เปิดโอกาสว่ามีอะไรข้องใจถามเสีย อย่างต้องเป็นทุกข์ในภายหลังว่าอยู่เฉพาะหน้าแล้วไม่ได้ถาม แต่ไม่มีพระองค์ใดจะถามเลยสักองค์เดียว ทีไม่มีใครถามเพราะอะไร เพราะว่าพระที่ประ ชุมกันอยู่ทั้งหมดอย่างน้อยก็เป็นโสดาบัน คนอยู่ในนั้นโสดาบัน คนอยู่ในขั้นโสดาบันนั้นหมดข้อสงสัยแล้ว ไม่เหมือนเราทั้งหลายที่สงสัยกันอยู่ในเวลานี้หลายเรื่อง อย่างน้อยสงสัยว่า ตายแล้วไปไหน ไม่น่าจะสงสัยเลย เรื่องนั้นไม่ต้องคิดให้มันยุ่ง คิดเรื่องอยู่ดีกว่า ว่าจะอยู่อย่างไร จะทำอะไรให้มันดีมันถูก มันเป็นประโยชน์ ตายแล้วมันเป็นเรื่องของคนอื่นเขา เอาไปเผาเอง อย่าไปคิดให้มันมาก หรือคิดว่าจะตายแล้วไปไหน คิดให้มันยุ่งใจ เสียเวลาเปล่าๆ ไม่ต้องคิดอย่างนั้น พระขั้นโสดาบันท่านไม่มีอะไรที่จะถาม จึงไม่มีผู้ถามอะไร แต่พระองค์ก็ยังพูดแนะแนวทางต่อไป คนที่ถามมากก็คือพระอานนท์ ถามหลายเรื่อง เรื่องจะต้องทำอย่างนั้นจะต้องทำอย่างนี้ มีเรื่องหนึ่งที่พระอานนท์ถามคือ  เรื่องเกี่ยวกับเรื่องศพ  ว่าเมื่อนิพพานแล้วจะให้จัดศพอย่างไร  พระพุทธเจ้าท่านตอบว่าอย่างไร ตอบว่า นั่นมันไม่ใช่เรื่องของพระ เรื่องของชาวบ้าน กษัตริย์ คฤหบดีที่เขาเลื่อมใสตถาคตเขาจัดของเขาเอง เธอไม่ต้องวิตกกัวลด้วยเรื่องอย่างนั้นหรอก พระอานนท์ก็กราบทูลว่า ทราบอยู่ในเรื่องนั้น แต่ถ้าไม่ถามไว้  เวลาพระองค์นิพพานแล้วเขามาถาม  ข้าพระองค์ไม่รู้จะตอบอย่างไร ก็เป็นที่สติไม่สมบูรณ์ไป เพราะฉะนั้นต้องถามไว้เสียหน่อย พระองค์ก็บอกว่า ให้ปฏิบัติอย่างศพของพระเจ้าจักรพรรดิ์ แล้วก็บอกว่าทำอย่างไร ทำอย่างนั้นๆ ทุกประการ ก็บอกไว้ให้เรื่องของชาวบ้านไม่ใช่เรื่องของพระ อันนี้ก็สำคัญที่พระอานนท์ท่านถาม แล้วก็ยังมีเรื่องอื่นอีกที่น่าศึกษาน่า รู้น่าสนใจ  เราอ่านแล้วจะเห็นว่าได้อะไรหลายอย่างเป็นประโยชน์แก่ชีวิต  เพราะฉะนั้นว่างๆ เราก็ควรจะได้อ่านเพื่อเป็นเครื่องเตือนใจ มีลูกมีเต้าก็ให้เขาอ่านเสียบ้าง จะได้รู้จักพระพุทธเจ้ามากขึ้น เอามาอ่านให้แม่ฟังก็ได้ เป็นสบทานไปในตัวว่า ลูกอ่านหนังสือคล่องหรือเปล่า อ่านได้เรียบร้อยหรือเปล่า อ่านแล้วก็สนทนากันในเรื่องอย่างนั้น ก็นับว่า เป็นเรื่องเป็นประโยชน์  ใครมีความทุกข์ความเดือดร้อนใจ  ลองเปิดหนังสือพุทธประวัติอ่านดูประเดี๋ยวก็หายกลุ้ม หายทุกข์ไป ถ้าเกียจคร้านขึ้นมาแล้วอ่านเรื่องพระพุทธเจ้าก็หายเกียจคร้าน จะกลายเป็นคนที่ขยันขันแข็งเอางานเอาการ เพราะได้เห็นตัวอย่างชีวิตของพระองค์ แล้วเมื่อเราอ่านไว้แล้วเราก็คิดได้ง่าย มองเห็นเมื่อใด นั่งคิดก็จะเกิดศรัทธา เกิดความเลื่อมใส คนนับถือศาสนาก็มีความศรัทธามั่นในผู้ที่ตั้งศาสนา  ถ้าเราเป็นพุทธบริษัท  เราก็ต้องมีศรัทธามั่นคงในพระพุทธเจ้า  ในพระธรรม พระสงฆ์ ถ้าศรัทธาง่อนแง่นคลอนแคลนแล้วก็ไปไม่รอด ไม่ได้ปฏิบัติเพราะไม่เชื่อมั่นในสิ่งนั้น แต่ถ้าเราเชื่อมั่นแล้วเราจะเดินรุดไปข้างหน้าไม่มีถอยหลัง ไม่เปลี่ยนแปลงชีวิต ชีวิตก็เรียบร้อยเป็นไปด้วยดี เหมือนกับขับรถ ตามเส้นทางที่ถูกต้อง  ไม่เกิดอุบัติเหตุ  แต่ถ้าขับไม่เข้าเส้นทางแล้วก็เกิดความเสียหาย ชีวิตของเราก็เป็นเช่นนั้น เพราะฉะนั้นถ้าเรานึกไว้บ่อยๆ แล้วก็จะดี เช่นเรามานึกถึงน้ำพระทัยที่เสียสละของพระพุทธเจ้า เราก็ควรจะคิดว่าเราจะทำอย่างพระพุทธเจ้าบ้างไหม ไม่เอาร้อยเปอร์เซ็นต์เอาพอสมควร คือคิดในด้านเสียสละ เพื่อประโยชน์แก่กันและกัน  สังคมมนุษย์ในปัจจุบันนี้  ต้องการอะไรมาก  ต้องการน้ำใจเสียสละให้แก่กันและกัน  โดยเฉพาะในเมืองไทยเรานี้ ต้องการสิ่งนี้มาก เรื่องความเสียสละ ความเสียสละนี้ถ้าประพฤติกันให้แพร่หลาย จะช่วยรักษาชาติได้ รักษาบ้านเมืองได้ รักษาพระพุทธศาสนาไว้ได้ ในทางตรงกันข้าม ถ้าเราเป็นคนเห็นแก่ตัว มุ่งทำอะไรเอาประโยชน์ส่วนตัวเป็นส่วนใหญ่  ไม่คิดถึงความเดือดร้อนเสียหายของใครๆ  อันนี้จะทำให้เราอยู่ไม่รอด  และชาติก็จะอยู่ไม่รอด  ประเทศจะล่มจม เพราะฉะนั้นจึงควรจะได้คิดไว้ในแง่ว่า เสียสละให้แก่กันและกัน อยู่ด้วยกันก็ต้องเสียสละให้แก่กัน เช่นสามีภรรยาอยู่ด้วยกัน คุณธรรมชั้นพื้นฐานที่สำคัญที่สุดก็คือการเสียสละ ต่างคนต่างเสียสละต่อกัน สามีก็อยู่เพื่อภรรยา ภรรยาก็อยู่เพื่อสามี  พอเรามีลูกเราก็เปลี่ยนไปอีกอันหนึ่ง เราทั้งสองอยู่เพื่อลูกต่อไป ทำอะไรๆ ทุกอย่างเพื่อลูกทั้งนั้น ความจริงพ่อแม่ก็ทำอยู่อย่างนั้นแล้วเพื่อลูกทั้งนั้น แต่ลูกมักก็ไม่ค่อยรู้ว่าพ่อแม่ทำเพื่อตัว ลูกก็เหมือนกันรู้ว่าพอแม่ทำเพื่อตัวก็ยิ่งเอาใหญ่  จะไถอยู่ตลอดเวลา  จะเอาเสียเรื่อย เอาใหญ่เอาไปแล้วใช้ไมค่อยเรียบร้อย สุรุ่ยสุร่ายเที่ยวเตร่เหลวไหล เพราะนึกว่าบ่อทรายยังมีน้ำอยู่ ไม่เป็นไรควักจากคุณแม่ก็ได้ แต่กับคุณพ่อไม่กล้าแหยมเท่าใด เพราะว่าขึงตาเอาไว้ชักจะกลัว แต่คุณแม่ใจอ่อนพอทำท่าเข้าหน่อยก็เอาไปลูกได้ใจ อย่างนี้ก็ลำ บากเหมือนกัน  ลูกทำให้พ่อแม่ลำบาก  เราเป็นลูกของพ่อแม่ต้องนึกถึงคววามเสียสละของพ่อแม่  ว่าพ่อแม่เสียสละเพื่อเราขนาดไหน  แล้วเราจะเสียสละให้ทท่านบ้างไม่ได้หรือ  เสียสละเรื่องอะไร คือไม่ทำเรื่องอะไรให้ท่านร้อนอกร้อนใจเท่านั้นเองทนเอาสักหน่อยอย่าให้พ่อแม่ต้อนร้อนอกร้อนใจ อย่างนี้พ่อแม่ก็สบายใจ ลูกก็ก้าวหน้างอกงามในทางศีกล ทางธรรมชีวิตเรียบร้อยไม่เสียหาย นายกับบ่าวสมัยนี้เขาไม่มีนายมีเบ่า  เขาเรียกว่านายจ้างกับลูกจ้าง  เราอยู่กันอย่างเสียสละแล้วมันก็ไม่เสียหายนายจ้างมีนำใจเสียสละเพื่อลูกจ้าง ให้เขากินเขาใช้พอสมควร ไม่ให้ฟืดเคืองเกินไปปฎิบัติตามแนวทางของพระพุทธเจ้า เช่นว่าหางานให้ทำพอเหมาะแก่กำลัง เจ็บไข้ได้ป่วยดูแลรักษา ให้รางวลับางเมื่อเขาทำดี หรือในกลสมัยที่ควรให้  เช่นวันปีใหม่  วันตรุษ  วันสงกรานต์  เราก็ให้รางวัลเขาบ้าง เป็นสินนำใจ คนเราไม่ใช้ต้องการแต่เงินอย่างเดียวน้ำใจที่ำสัคัญ คนที่เก่งในการที่เขารู้จักให้ ให้พรำเพื่อก็ไม่ได้เสียหายเป็นเรื่องทำไป นายเราให้อยู่อย่างนี้ มันเฉยๆ ทีนี้เราต้องดูเวลาว่าเวลาไหนเขาทุกข์ร้อน เช่นภรรยาเขาคลอดบุตร ควรช่วยแล้ว เจ็บไข้ได้ป่วย คุณพ่อคุณแม่เขาตาย  ช่วยเหลือเขาเก็บศพ  อันนี้มันผูกนำใจคนบางคนบ่นว่าช่วยมันเยอาะมันไม่รู้จักบุญคน นั้นแหละเขาเรียกว่า ไม่รู้จักเวลาที่จะให้เพราะฉะนั้นเราต้องให้เวลาที่เขาต้องการ คนอิ่มแล้วให้กินมันก็อย่างนั้น มันเฉยๆถึงกินแล้วมันก็ไม่นึกถึงอะไร แต่ถ้าหิวท้องกิ่วเราให้แล้วแหมมันชื่นใจเหลือเกินนี่มันเป็นอย่างนี้ ต้องรู้จักให้ เสียสละในเวลาควรเสียสละ ไม่ใช้ให้อ ยู่เรื่อยไปไม่ใช้อย่างนั้นเราต้องคอยดูโอกาสที่เหมาะย ว่าจะให้อะไรเมื่อไรแก่ใครเราก็ให้ นายจ้างให้แก่ลูกจ้าง  ลูกจ้างก็ต้องให้แก่นายจ้างเหมือนกัน  ให้อะไรแก่นายจ้าง ทำงานให้ดี อย่าหลีกเลี่ยงงาน อย่าเกียจคร้าน ให้รู้จักหน้าที่ ทำให้สมกับเงินเดือนที่เขาให้ ไม่ใช้มีหน้าที่อย่างหนึ่ง พอลับหลังนั่งคุยกันเสียนี่ พอนายมาก็รีบกระวีกระวาดทำใหญ่เลย พอนายไปก็นั่งคุยกันต่อไป มันเป็นเสียอย่างนี้ จางคนมาสรางกุฎิใหม่รู้จักคนขึ้นเยอาะ  เขาทำพอพระเดินไป  ทีนี้พระท่านแอบดูทางหน้าต่าง  มันมีกระจกไปยืนแอบดู มันนั่งคุยกันเป็นชั่วโมง พอพระเดินมามันก็ลุกขึ้นทำ ผลที่สุดก็บอกว่า พรุ่งนี้ไม่ต้องมา จ่ายสตางค์ให้แล้วก็บอกว่า พรุ่งนี้ไม่ต้องมาเพราะว่ามันขยันเหลือเกิน ทำงานเหลือเกินเลยบอกให้ เอาเถอาะให้คนอื่นเขาจ้างบ้าง ที่นี่พอแล้ว เขาเรียกว่าไม่ให้ตระหนี่แรงงาน ตระหนี่ความ รู้ตระหนี่ความสามารถอย่างนี้มันก็ไม่ได้ เราจะเอาแต่ว่าเราให้มันก็ไม่ได้ ถ้าเราจะเอาเราต้องให้ ถ้าไม่ให้แล้วจะเอาอย่างไร มันต้องปลูกก่อนผลจึงจะเกิด คนเรามันต้องให้ เพราะฉะนั้นท่านจึงบอกว่า  เอาชนะคนตระหนี่ด้วยการให้  ใครเป็นคนตระหนี่ถี่เหนียวเราให้บอ่ยๆมันทนไม่ไหว  แหม ให้นานแล้วต้องให้คืนเสียบ้างเถอะมันเอาชนะตรงนั้น ต้องชนะด้วยอาการอย่างนั้น พระพุทธเจ้าท่านให้มากเหลือเกิน ให้จนกระทั่งว่าเหลือเป็นทุนอยู่ถึงพวกเราจนทุกวันนี้ เพราะฉะนั้นเราต้องช่วยกันเดินตามรอยยุคลบาทของพระ พุทธเจ้ามากๆแล้วมีอะไรที่เราจะปฏิบัติตามรอยพระพุทธเจ้าได้ ช่วยกันเพื่อความสุขความสงบของพวกเราทั้งหลาย เพื่อชิาตเพื่อบ้านเมืองเพื่อโลกจะได้อยู่เย็นเป็นสุขกันต่อไป ดังที่ได้กล่าวมาพอสมควรแก่เวลา จึงขอยุติไว้แต่เพียงนี้OPT 1.50พระองค์กบิลพัสดุ์พระพุทธเจ้าพระเจ้าข้าวขาวบ่วงผูก!B„!$NŸ