ปาฐกถาธรรม โดย พระเทพวิสุทธิเมธี(ปัญญานันทะภิกขุ) เรื่อง ปัญญา วันอาทิตย์ที่ ๑๐ ธันวาคม ๒๕๒๑ ญาติโยมพุทธบริษัททั้งหลาย ณ  บัดนี้ถึงเวลาของการฟังธรรมะปาฐกถา  อันเป็นหลักคำสอนในทางพระพุทธศาสนาแล้ว  ขอให้ทุกท่านอยู่ในอาการสงบ   ตั้งอกตั้งใจฟังด้วยดี   เพื่อให้ได้ประโยชน์อันเกิดขึ้นจากการฟัง  ตามสมควรแก่เวลา เมื่อวานนี้อุบาสิกาคนหนึ่งมาที่กุฏิเปิดอ๊อดลงมา  ไม่ได้เปิดประตูคุยกันที่หน้าต่าง  ถามว่า เรื่องอะไรหนูมาธุระอะไรบอกว่า  อยากให้หลวงพ่อดูให้หน่อย  ว่าที่บ้านมีอะไร บอกว่าดูไม่เห็น เพราะว่าอยู่ที่วัด    จะไปดูเห็นได้อย่างไรว่าที่บ้านมีอะไร   แกก็บอกว่าพี่ชายเคยบวชเป็นพระ หลายปี บอกว่าให้มาหาหลวงพ่อที่วัดชลประทานรังสฤษฏ์ให้ช่วยดูให้ ว่าที่บ้านมันมีอะไร บอกว่าฉัน ดูไม่เห็นดูไม่ได้เขาบอกว่าที่บ้านหนูมันแย่เต็มทีมีเสียงก๊กๆเก๊กๆตลอดเวลา  นอนไม่หลับ  บอกว่า เสียงมันเป็นแต่เสียงเท่านั้น  ไม่ได้หยิกเล็บเจ็บเนื้ออะไรซักหน่อยหนึ่ง  นอนฟังให้มันเพลินๆไปก็ ได้   หรือไม่ฟังหลับเสียก็ได้  นึกว่าเป็นเสียงนกเสียงหนู  เสียงอะไรดังอยู่บนเพดานเพราะว่า เพดานอาจจะมีรูให้พอหนูเข้าไปได้มันก็ดัง  ที่กุฏิของฉันมันก็ดังอยู่ตลอดเวลาบนเพดาน ฉันก็ไม่ว่า อะไร  เพราะรู้ว่ามันเป็นหนู  ฉันรู้ว่ามันเป็นหนูเลยไม่กลัวอะไร  ถึงไม่ใช้หนูก็ไม่กลัวเสียเฉยๆ เพราะมันไม่ได้ทำให้หัวแตกหัวแตนอะไรจะไปกลัวอะไร   ทีนี้เขาบอกว่า   หนูนอนไม่หลับได้ยิน เสียงตลอดเวลา  บอกว่าหูเธอมันไม่ดี  ประสาทมันหลอนตัวเองไม่ใช้เรื่องที่บ้านอะไร  บอกว่า อยากให้หลวงพ่อนั่งทางในดูให้สักหน่อย ว่าจะมีอะไร บอกว่าไม่ต้องนั่งทางใน บอกว่านั่งแหละมัน มีอะไรๆอย่างนั้น   บอกว่าไม่ต้องกลัวกลับไปนอนให้สบายๆกลางคืนก่อนนอนไหว้พระเสีย   เขา บอกว่าหนูไหว้พระทุกคืนเสียงมันก็มีอยู่ก็บอกว่าเอามันเป็นเพื่อนเสียก็แล้วกัน    ฟังให้มันเพลินไป เหมือนเสียงนกเสียงวิทยุ  ชั่งหัวมันดังก็ดังไป  พอมันดังขึ้นมาก็พูดว่า ดังไปเถอะตามสบาย ฉันรู้ แล้วว่าแกคือใคร  ฉันไม่กลัวหลอกทำเสียงเท่านี้ถ้าเอาฆ้อนมาทุบหัวฉัน ฉันจึงกลัว แกก็รบเร้าจะ ให้ดูให้ได้  บอกว่าฉันดูไม่ได้ฉันไม่ได้ เรียนนั่งทางในแบบบ้าๆบอๆ เหมือนอย่างกับเขานั่งกัน ถ้า ฉันนั่งก็ไม่ได้ดูอะไรอย่างนั้น    ฉันนั่งสงบใจเพื่อจะดูตัวเองดูความคิดความอ่านดูกิเลสดูนามดูรูป  ให้เห็นว่ามันไม่เที่ยงเป็นทุกข์เป็นอันตรายอย่างไร  ไม่ใช้นั่งทางในแบบบ้าๆ  ที่เขานั่งกันทั่วๆไป  แกก็ยังไม่ไปมีพระพุทธรูปเป็นฉากอยู่อันหนึ่ง   เลยบอกว่าเอานี่ไปเอาไปติดไว้ที่ประตูบ้าน  เข้า ไหว้ออกไหว้ก็แล้วกัน เขาบอกว่าบ้านมีสองชั้นเอาไว้ข่างล่างจะเดินข้ามไป บอกว่าติดไว้ที่เสามัน ไม่ถูกฝน  แล้วก็เดินอยู่ข้างบนพระท่านไม่ว่าอะไร  เอาไปติดไว้ก็แล้วกันเลยก็ไป  หายไปนึกใน ใจว่าเออพ้นไปเสียที กูเบื่อเต็มทีแล้วว่าอย่างนั้น เรื่องมันเป็นอย่างนี้ นี่มันเป็นอย่างนี้คนเราไม่รู้ไม่เขาใจว่า  อะไรมันเป็นอะไร ก็กลัวไปด้วยประการต่างๆ กลัวนั่นกลัวนี้กลัวสิ่งที่ไม่เป็นสาระไม่เป็นแก่นสาร  เพราะขาดปัญญานั่นเอง ไม่ใช่เรื่องอะไร ไม่มี ปัญญาในเรื่องต่างๆ  แล้วก็กลัวไป  เป็นผู้นับถือพระพุทธศาสนาจริง แต่ว่าไม่รู้จักคำสอนของพระ พุทธเจ้า  ไม่รู้ว่าควรไหว้อะไร ถืออะไร ควรคิดอย่างไร ควรนึกอย่างไร ไม่รู้ไม่เข้าใจ เพราะ ว่าในวงการชาวพุทธในประเทศไทยเรานั้น       มันมีสิ่งที่เหลวไหลเจือปนอยู่มากมายก่ายกอง หลายประการ  ซึ่งไม่ใช่เป็นเรื่องของพระพุทธศาสนา รับสืบทอดกันมาโดยไม่รู้ไม่เข้าใจ หรือว่า รู้ว่ามันไม่ใช่ก็ยังอุตส่าห์รับไว้   ที่รับไว้เช่นนั้นก็เพื่ออะไรเพื่อดึงลาภสักการะมาสู่ตน  เพราะว่า คนประเภทหนึ่งเขาต้องการสิ่งเหล่านั้น   เมื่อเขามาในรูปอย่างนั้นก็พอจะหลอกจะต้มได้นี้ถ้าเป็น พระองค์อื่นก็บอกว่า  ในบ้านหนูนี่มันมีอะไรไม่ดีอยู่มันต้องทำพิธีสะเดาะกันเสียหน่อย  ก็ต้องไปทำ พิธีสวดมนต์สวดพระสะเดาะอะไรกันไปตามเรื่อง  มันก็ได้สตางค์กันเท่านั้นเอง  แต่ว่ามาที่นี่ไม่อ ยากจะทำอย่างนั้น    เงินทองมันก็อยากได้อยู่เหมือนกันเอามาทำโน่นทำนี่    แต่ไม่อยากจะได้ จากความโง่ความเขลา  อยากจะได้จากคนที่  รู้เรื่องเข้าใจธรรมะถูกต้อง แล้วก็มีความยินดีใน การให้  เพื่อประโยชน์แก่พระศาสนา หรือเพื่อสร้างสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่ประชาชนมากกว่า ไม่อ ยากได้ในทางอย่างนั้น  อันนี้มันมีกันอยู่ทั่ว  ๆ  ไปในหมุู่พุทธบริษัท  คือความเชื่อแบบเก่า ๆ งม งายอะไรนั่นเอง ในวันที่  ๑๒  จะไปเชียงใหม่ เขานิมนต์ไปเทศน์ที่อำเภอสารภี พอรู้ว่าจะไปมีคนเขียนจด หมายมาบอกแล้ว บอกว่าท่านเจ้าคุณขึ้นมาเทศน์ที่อำเภอสารภี ช่วยเทศน์เรื่องขึด ๆ กันเสียหน่อย คือว่าความเชื่อเรื่องเหลวไหลมันมีอยู่มากเหมือนกันในทางภาคเหนือเขาเรียกว่ามันขึด     ขึด หมายความว่าขัดข้องนั่นเอง ไม่สะดวกไม่สบาย มีอันนั้นอันนี้ทำให้เป็นเหตุเป็นปัญหา เขาเรียกว่า มันขึดอยู่บ่อย  ๆ เช่นว่าเกิดไม่สบายในครอบครัวมีคนไปดูว่า ในบ้านนี้มันมีของขึดอยู่เช่นบางทีไม้ ตงมันไม่ดีอยู่อันหนึ่ง   บอกว่านี่แหละมันขึดอยู่ตรงนี้   ต้องรื้อไม้นั้นออกไป   คราวหนึ่งที่จังหวัด สงขลามีแม่หญิงคนหนึ่งแกเป็นคนหลังค่อมหลังโกง  อยู่หน้าวัดที่อาตมาอยู่  มาเช้ามืดมาถึงบอกว่า  ดิฉันแย่แล้ว   แย่อย่างไรบอกว่าที่บ้านมันมีของไม่ดีอยู่   อันหนึ่ง  ปักษ์ใต้เขาไม่เรียกว่าขึดเขา เรียกว่าเดือด  เดียดนี้มาจากคำว่าเสนียดนั่นเอง แต่ว่ามีนเพี้ยนไปเป็นคำว่าเดียดไป ถ้าถูกวัตถุ อะไรเขาเรียกว่าถูกเดียด  ถ้าภาษากรุงเทพฯ เขาเรียกว่า ถูกเสนียด เช่นว่าเสาต้นนั้นมันเป็น เสนียดเป็นจัญไร  แกคือว่าเป็นคนขี้โรค  ไม่ค่อยจะสบายเพราะร่างกายไม่ค่อยปกติ เป็นคนหลัง ค่อมหลังโกงมาตั้งแต่เล็กแต่น้อย   เลยไปหาหมอ  หมอเขาบอกว่า  ในบ้านมีของไม่ดีอยู่ชิ้นหนึ่ง  ถามว่าอะไรบอกว่าไม้อันใหญ่ ๆ ที่เอามาทำตงบ้านไม่ดี แกกลับมาถึงเห็นว่าไม้อันนั้นมันเป็นไม้ตะ เคียนเสียด้วย  ไม้ตะเคียนดีไม้ตะเคียนทอง เขาว่าอันนี้มันไม่ดี ไปวัดบอกว่า ดิฉันกลุ้มใจเสียใจ แล้ว  ไม้ที่บ้านมันไม่ดีอยู่อันหนึ่ง  ต้อเอาออก  ก็แนะนำแกว่า จะเอาออกทำไมไม้มันแข็งแรงอยู่ แล้ว  ควรจะเอาไว้ต่อไป แกไม่เชื่อพระเชื่อหมอมากกว่า ควรจะเอาไว้ต่อไป แกก็เลยให้คนงัด เอาไม้นั้นมาถวายวัด  เลยบอกว่าดีเหมือนกัน  แล้วแกก็ไปอยู่บ้านที่เปลี่ยนตงอันนั้น  แต่ก็ไม่ดีขึ้น เพาะว่าร่างกายของแกไม่สบาย   มีโรคเป็นประจำอยู่  ไม่เหมือนคนอื่นเขาแล้วจะไปแก้ที่เอาไ ม้ออกมันก็ไม่ได้ เขาบอกว่าท่านเจ้าคุณไปเทศน์แล้ว  ช่วยเทศน์ทำลายเรื่องขึดนี้เสียที  ก็จะไปเทศน์อยู่ เหมือนกันเรื่องนี้เขาบอกมาแนะแนวมาให้ไปเทศน์อย่างนั้น    ความจริงอยู่เชียงใหม่สิบปีรื้อเสีย หลายอย่างแล้ว  รื้อของแหลงไหลออกไปได้ตั้งเยอะ คนที่เขามีความเชื่อผิดๆอะไรแล้วก็มีจิตใจที่อ่อนน้อมยอมรับฟัง   ก็เปลี่ยนไปได้มาก   แต่ว่ามันไม่ทั่วพระนี่แหละตัวการณ์สำคัญพูดกันไปกันมา  เรียกว่าพระเป็นตัวการณ์  ใหญ่ทีไม่ยอมให้โยมเปลี่ยนความคิดเข้ามาในทางที่ถูกที่ชอบ  ทำไมจึง ไม่ยอมให้เปลี่ยน ก็เพราะแกได้ผลจากการกระทำอย่างนั้น เรื่องลาภสักการะแล้วอีกประการหนึ่ง ถ้าโยมเปลี่ยนไปโยมฉลาดมากขึ้นมา  พระตามไม่ทันเพราะว่าโยมเข้าใจธรรมะ  พระไม่เข้าใจก็ ไม่รู้จะอยู่กันอย่างไรเลยแกก็ขัดคอเสียทุกที    ไม่ยอมให้โยมเปลี่ยนแปลงไปให้เชื่อเหลวไหลอยู่ อย่างนั้นตลอดเวลา อันนี้ทำให้เกิดความเสียหายแก่วงการพระศาสนาของเราอยู่ไม่ใช่น้อยแล้วมีมากๆเสีย ด้วย หลวงพ่อทั้งหลาย ทำให้เกิดความเขวความเข้าใจผิดในเรื่องอะไรต่างๆ ญาติโยมมาก็สอน ให้หลงให้งมงาย ให้เชื่อแต่เรื่องวัตถุอะไรอย่างนั้นอย่างนี้ ไม่สอนให้เข้าใจธรรมะ ไม่สอนให้พึ่ง ตัวเอง ให้ช่วยตัวเองด้วยปัญญาตามหลักคำสอนของพระพุทธเจ้า จึงได้มีสิ่งงมงายเกิดขึ้นอยู่ตลอด เวลา อันเรื่องนี้เป็นเรื่องที่น่าคิดอยู่ประการหนึ่ง เมื่อคืนนี้เขานิมนต์ให้ไปพูดที่มัสยิสตลาดพลู ว่ากันเสียนานตั้งแต่สองทุ่มจนถึงเที่ยงคืนจึงได้ เลิกกัน อาตมาก็นั่งปิดแล้วปิดอีกคนหลายคนพูดพูดกันมากเรื่องหลายประการ เราไปดูในหมู่อิสลาม ชนเขา เขาไม่ค่อยมีความเชื่อประเภทเหลวไหล คือคัมภีร์เขาสอนไว้อย่างใดเขาเรียนเขารู้เขา ศึกษาเขาอ่านเขาสอนกัน เขามีโรงเรียนสอนพระคัมภีร์ เด็กหนุ่มๆสาวๆ เขารู้เขาเข้าใจ เรื่อง เหลวไหลมักจะไม่ค่อยจะมีมาก  แต่ว่าในหมู่พุทธบริษัทเราเรียกว่ารับไว้ทั้งหมด ความเชื่อไม่เข้า เรื่องอะไรต่างๆ เอามากองไว้มากมายก่ายกอง มันไม่ใช่เรื่องของพระพุทธศาสนาสักหน่อยแต่ว่า เอามารับไว้ศึกษากันไปบอกกันไป แล้วโดยมากก็อยู่กับวัดไม่ได้อยู่ที่ไหน ขออภัยวัดบางวัดไม่ได้สอน ศาสนาให้ใครเลย มีแต่ทำหมอดูปลุกเสกลงเลขลงยันต์ ประเดี๋ยวประกาศพุทธาภิเสกอีกแล้ว ไม่เห็น ว่าวันนั้นประกาศนัดปาฐกถาหรือว่าแสดงธรรม  เรื่องที่ถูกต้องให้ญาติโยมทั้งหลายฟัง คิดแต่จะหา สตางค์จากความโง่เขลาของญาติโยมอยู่ตลอดเวลา  แล้วญาติโยมจะดีขึ้นได้อย่างไร  เพราะไม่ สอนไม่อบรมให้ญาติโยมเข้าใจในข้อธรรมะอันเป็นหลักคำสอนของพระพุทธเจ้า   คิดแต่จะปลุกจะ เสกกันอยู่ตลอดเวลาทำพิธีรีตรอง   อันนี้แหละคือการทำลายพระพุทธศาสนา  คอมมิวส์นิสต์ไม่มา แต่ว่าเราช่วยกันทำลายกันเสียเองตลอดเวลา   เพราะไม่สอนให้เกิดความรู้ความเข้าใจ  อันนี้ ถามอาตามาคืออึดอัดอยู่ในใจเต็มทีแล้ว  เพราะว่าน้ำใจรักพระพุทธเจ้าพระธรรม พระสงฆ์ที่แท้ ไม่ได้รักพระพุทธเจ้าปลอมๆ   ดังที่เขารักกัน  ทีนี้เมื่อเห็นอะไรไม่เหมาะไม่ควรทนไม่ค่อยจะได้  แล้วมักจะพูดออกไปแรงๆ  บ่อยๆ เพราะว่าความรักในน้ำใจมันมีอยู่ แต่ว่าพูดทีไรเขาก็ว่าท่านปัญ ญาบ้าๆ บอๆ อย่างนั้นแหละ คนดีเขาว่าเป็นคนบ้า คนบ้าเขาว่าเป็นคนดีไป โลกมันแปลกอย่างนี้ สมเด็จโตท่านก็ว่าไว้เหมือนกันว่า พออ้ายโตดีแล้วมันว่าอ้ายโตบ้า พออ้ายโตบ้าขึ้นมา มันว่า อ้ายโตดี  แปลว่าเวลาใดท่านทำเรื่องขลังๆ  ท่านบ้า เขาว่าท่านดี พอท่านเคร่งครัดขึ้นมาพูดจา ถูกต้อง เขาหาว่าบ้าเสียอีกแล้ว นี่มันเป็นเสียอย่างนี้ เพราะความเชื่อมันฝังหัวใจเรื่องไม่ถูกต้อง ไม่ได้สนใจในข้อปฏิบัติ อันเป็นเรื่องธรรมะ พระพุทธเจ้าของเรา ท่านสอนเรื่องธรรมะไม่ได้สอน ในเรื่องอื่น    สอนให้เราปฏิบัติธรรมะเป็นตัวแทนพระองค์   ให้เอาธรรมะเป็นครูเป็นอาจารย์ก็ หมายความว่าให้ศึกษาธรรมะให้ปฏิบัติธรรมะ อย่างถูกต้องแท้จริง ไม่ให้ไปทำสิ่งอะไรอื่นให้เกิดขึ้น แต่ว่าในสมัยต่อมาๆมันค่อยๆหมุนไปตามโลก ตามวิสัยของชาวโลกที่เปลี่ยนไปตามวัตถุอะไรๆมากขึ้น เช่นพระพุทธรูปเป็นต้นมีมากขึ้นๆ ก็เพราะว่าอาศัยอิทธิพลรูปเคารพที่มาจากอื่นเลยมีขึ้น เรามีไว้ก็ ไม่ใช่ไหว้เพื่อความขลังเพื่อความศักดิ์สิทธิ์ เพื่อให้ได้นั่นได้นี่เป็นพิธีวอนขอร้อง ซึ่งมันขัดกับหลักคำ สอนของพระพุทธเจ้า เรามีไว้เพียงแต่เป็นเครื่องเตือนจิตสะกิดใจ ไม่ใช่มีไว้มากมายเกินไป หรือ ว่าไม่ใช่มีไว้เพื่อให้ท่านช่วยเราแต่เรามีไว้เพื่อเป็นสิ่งเตือนใจ ให้เรานึกถึงพระธรรม แล้วจะได้ ปฏิบัติตามคำสอนของพระธรรมเท่านั้น  แต่ว่าเขาชอบกันในเรื่องอย่างนี้  ก็ดูโครงการพุทธมณฑล หลายปีแล้วยังไม่เสร็จสักที เรื่องสร้างพระใหญ่อาตมาคนหนึ่งไม่เห็นด้วยว่าสร้างทำไม เมืองไทย หลวงพ่อใหญ่ๆมีหลายองค์แล้ว   ถ้านิมนต์มาสัมมนาสักที   สนามหลวงให้พอให้นั่งแล้วต้องยืนแล้ว เวลานี้หลวงพ่อใหญ่ๆทั้งหลาย หลวงพ่อวัดพนันเชิง หลวงพ่อวัดอินทร์ หลวงพ่อวัดไหนๆนิมนต์มาให้ หมด  เรียกว่าสัมมนาหลวงพ่อใหญ่ๆกันสักที  แล้วจะคิดสร้างทำไมอีก  ควรจะสร้างสิ่งที่เป็นประ โยชน์มากกว่านั้นเป็นประโยชน์มากกว่านั้น เป็นคุณเป็นค่ามากกว่านั้น ประเทศไทยต้องการสิ่งที่เป็น ประโยชน์กว่านั้นมันมีอยู่  แต่ไม่รู้ตั้งโครงการไว้อย่างไร  ก็สร้างประดับบารมีเท่านั้นเอง ว่าได้ สร้างในสมัยนี้ ทีนี้สิ่งที่จำเป็นมันยังมีมาก  โรงเรียนยังมีไม่พอ  โรงพยาบาลก็ยังไม่พอ ถ้าหากว่าเราจะ เรี่ยไรเงินญาติโยมไปสร้างโรงเรียนตามบ้านนอก สร้างโรงพยาบาลคนก็ให้มากมายก่ายกอง ก็ดู ในสมัยรัฐบาลท่าน  ธานินทร์  กรัยวิเชียร เจ้าฟ้าชายแต่งงาน ท่านเรี่ยไรสร้างโรงพยาบาลได้ ตั้งกี่สิบหลัง เวลานี้เปิดไปบ้างแล้ว อย่างนี้ได้ประโยชน์อย่างนี้มันก็ได้ประโยชน์ดีกว่าจะเรี่ยไรไป สร้างพระสูง  25 เมตร ซึ่งมันสูงเกินไป พระปฐมเจดีย์ก็สูงพออยู่แล้วแถวนั้น ที่พระปฐมเจดีย์ก็มี พระร่วงโรจนฤทธิ์ยืนอยู่    คนที่ไปไหว้พระไม่กี่คนหรอก    ไปสั่นติ้วนี่มากเหลือเกินสั่นกระบอก  เรียกว่าไม่เข้าไปหาพระ  แต่เข้าไปหาผีกันอยู่ตลอดเวลา ตีพระพุทธรูปเป็นผีไม่ได้ตีเป็นพระ ไป แล้วก็จะขอ  ขออ้ายนั่นขออ้ายนี่อย่างน้อยก็ขอหวยขอเบอร์  เข้าไปไหว้สักทีก็ขอหวยขอเบอร์เพื่อ ลาภสักการะ  มันเป็นเสียอย่างนี้ อย่างนี้เขาเรียกว่าขาดปัญญา ไม่มีปัญญาในทางธรรมะของพระ พุทธเจ้า ทีนี้เราจะต้องเข้าถึงพระพุทธเจ้าในแง่ปัญญาเสียบ้าง เมื่อวันก่อนนี้ก็ได้พูดในแง่ว่าความกรุณา  พระพุทธเจ้าท่านมีคุณคือความกรุณาประจำน้ำพระ ทัย ได้แผ่ไปในสรรพสัตว์ทั้งหลาย ได้ทรงใช้ชีวิตของพระองค์เพื่อประโยชน์เพื่อความสุขแก่บุคคลอื่น อยู่ตลอดพระชนม์ชีพ แม้ตอนใกล้จะปรินิพาน ก็ยังเมตตาสงสารบำเพ็ญกรุณาปรานีแก่คนที่ไปถามปัญ หาคนสุดท้าย   แล้วก็ตอบให้เขาเข้าใจเขาได้เข้ามาบวชในพระศาสนา   เป็นสาวกองค์สุดท้าย ของพระผู้มีพระภาค สิ่งที่พระองค์ปฏิบัติอยู่ตลอดเวลานั้นเป็นเรื่องของความกรุณาปรานีทั้งนั้น เรา นึกถึงข้อนี้เราก็ทำใจเราให้มีความกรุณาปรานีแก่สรรพสัตว์ทั้งหลายเหมือนกับที่พระองค์ได้ทรงกรุณา อยู่อย่างนั้น ก็เรียกว่าเรามีพระประจำใจ พระตัวนี้สำคัญนักหนา ถ้าเรามีไว้ในใจแล้วเราปลอดภัย ด้วยประการทั้งปวง  ไม่มีอันตรายอันใดเกิดขึ้น  ลองประพฤติดูไปไหนด้วยน้ำใจกรุณา หน้าตายิ้ม แย้มแจ่มใส  เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่แก่คนทั่วไป  อันตรายมันไม่มีเกิดขึ้นแก่เรา เพราะเรามีพระธรมอยู่ ในใจ มีพระกรุราประจำใจ ทีได้พูดให้ฟังในวันก่อนแล้ว วันนี้ก็จะพูดต่อไปอีกหน่อยหนึ่งในเรื่องพระ ปัญญาคุณของพระพุทธเจ้า  ที่เราควรจะคิดถึง  แล้วก็สร้างเสริมให้เกิดขึ้นในจิตใจของเรา  คือ สร้างปัญญานั่นเอง คำว่า   ปัญญา  นี่หมายถึงอะไร  หมายถึงความรู้แจ้งในสิ่งอะไรต่างๆ  ตามสภาพที่เป็น จริง  ไม่ใช่รู้เพียงผิวเผิน  ไม่ใช่รู้สักแต่ว่ารู้เฉยๆ แต่ว่ารู้ชัดเห็นชัดในสิ่งนั้นตามสภาพที่เป็นจริง  ไม่ว่าสิ่งนั้นมันเป็นอะไร  เรารู้จริงในสิ่งนั้นรู้ว่าสิ่งนั้นคืออะไร  มันเกิดมาจากอะไร มันตั้งอยู่ใน รูปอย่างใด  มันเป็นประโยชน์อย่างไร เป็นโทษอย่างไร เราควรจะเข้าไปเกี่ยวข้องกับสิ่งนั้นใน รูปอย่างใด  อันนี้เรียกว่าเป็นผู้มีปัญญาในเรื่องนั้น เข้าใจในเรื่องนั้น พระพุทธศาสนาของเรานั้น เป็นศาสนาแห่งปัญญา   ควรจะพูดว่าเป็นศาสนาแห่งปัญญา  เรื่องความเชื่อก็มีเหมือนกันแต่ต้องมี ปัญญากำกับไปด้วย ถ้าเราดุหมวดธรรมะในทางพระพุทธศาสนา ไม่ว่าจะเป็นธรรมะหมวดใด ถ้ามี ศรัทธาอยู่แล้ว  ก็ต้องมีปัญญาคือศรัทธาเป็นข้อแรก แล้วต่อไปข้อสุดท้ายก็ต้องมีปัญญา ทำไมจึงเป็น อย่างนั้น ก็เพราะว่าถ้าศรัทธากับปัญญานี้ไม่อยู่ด้วยกันแล้ว มักจะงมงายไม่เข้าใจสิ่งนั้นตามสภาพที่ ควรจะเข้าใจ เพราะฉะนั้นท่านจึงให้มีปัญญาและศรัทธาควบคู่กัน เท่ากับว่าปัญญาคุมศรัทธา ให้เป็น ไปในทางที่ถูกต้องก้าวหน้าให้เหมาะให้ควรนั่นเอง แต่ถ้ามีศรัทธาล้วนๆก็มักจะงมงายไป ก็เหมือน ตัวอย่างพวกอารามิกชนที่หนังสือพิมพ์เขาลงข่าวในประเทศอะไร    นี่เขาเรียกว่าศรัทธาไม่เข้า เรื่อง  ไม่มีปัญญาไม่มีความคิดความอ่านทั้งทั้งที่เป็นชาวตะวันตกซึ่งเจริญด้วยการศึกษา  แต่ในแง่ ของธรรมะในแง่ของศาสนายังแย่อยู่เหมือนกัน พออ่านข่าวนี้แล้วนึกว่าอ้ายนี้แย่มาก มันถอยหลังไป ตั้งหลายร้อยปีทีเดียว จิตใจของคนพวกนี้คือไปเชื่อหัวหน้าที่เขาเรียกว่า หลวงพ่อ ที่ได้คนเหล่านั้น ไป  จะไปตั้งนิคมใหม่อยู่กันอย่างเคร่งครัดในทางศาสนา  แต่นายคนนี้แกมีกลเม็ดเด็ดพรายในวิธี การหาเงินแก  คือแกเป็นคนจัดสรรที่ดินก่อน เรียกว่าหาวิธีการจักสรรรอย่างฉลาดแล้วก็ใช้จิตวิท ยาในการจูงใจคน  ผลที่สุดพอได้เงินพอสมควรแล้ว  ก็ดำเนินนโยบายใหม่ แกมีเงินเยอะแยะได้ ข่าวว่าอย่างนั้น หนังสือพิมพ์ลงข่าวว่ามีเงินมาก เที่ยวฝากไว้ในสวิตบ้างตะวันออกกลางบ้าง ประ เทศไหนๆแต่ว่าใช่ชื่อหลายชื่อ แล้วได้ข่าวต่อไปว่าเวลาจะตาย ยังทำพินัยกรรมมอบไว้กับคนคนหนึ่ง ว่าให้ยกเงินทั้งหมดเหล่านี้ให้แก่ผู้ก่อการร้ายปาเลสไตร์  ทำไมมันไปถึงอย่างนั้น จิตใจแกคงจะ เป็นอะไรคงจะบกพร่อง เขาเรียกว่าจิตวิกลวิการ แต่ว่าจิตวิกลวิการอย่างนั้นคนก็ยังเชื่อ ยังเป็น ลูกศิษย์กัน ชวนกันไปตายถึงเก้าร้อยกว่าคน ภายหลังสำรวจแล้วตั้งเก้าร้อย นี่เขาเรียกว่าเชื่อโดยไม่มีปัญญา   มันก็เสียหาย  ในบ้านเมืองเราก็มีเหมือนกันที่เชื่อแบบ ไม่มีปัญญา  พอเขามีข่าวอะไรขึ้นที่ไหนไปกันใหญ่เลย  หลวงพ่อศักดิ์มาแล้วกุฏิจะพังเสียให้ได้ ไป ขอนั่นขอนี่  อย่างน้อยก็ไปขอชานหมากเอามาเก็บไว้เป็นที่ระลึก  เหมือนทางใต้มีอยู่องค์หนึ่งสมัย ก่อนตายแล้ว ขาท่านด้วน คนที่ขลังๆร่างกายมักจะไม่เหมือนเพื่อน คือมีอะไรแปลกอยู่สักหน่อย คือ มีปมด้อย  มีปมด้อยก็ต้องหาเรื่องอะไรที่มันปิดปมด้อยอยู่หน่อยแต่ว่าความจริงท่านก็ดีอยู่ ใจคอท่าน เยือกเย็น ไม่ค่อยอะไรแต่ชาวบ้านหลงผิด เขาเชื่อว่าท่านเก่งอย่างนั้นหมากนี้เคี่ยวไม่หยุด คนตะ บันไปให้  พอจะใส่ปากคายคำเก่าออกมา  คนก็เอาผ้าเช็ดหน้ารับไป  ดีอกดีใจ อาตมาไปภูเก็ต  ท่านไปภูเก็ตเจอโยมคนหนึ่งถามว่า   โยมไปหาหลวงพ่อคล้ายแล้วยัง  ไปแล้วค่ะ  โยมได้อะไร มาบ้าง ได้ชานหมากมาคำหนึ่ง บอกว่าของดีๆไม่เอา ไปเอาของที่เอาจะทิ้งกระโถนมา เอามาทำ อะไร เขาบอกว่าดี นี่แหละเชื่อไม่เข้าเรื่อง เขาบอกว่าดีดีอย่างไรก็ไม่รู้ มันมีอยู่ทั่วๆไป ศรัทธา แบบงมงาย ในกรุงเทพฯไม่ใช่ย่อยเก่งกว่าหัวบ้านหัวเมืองเสียด้วยซ้ำไป ลองมีหลวงพ่อขลังๆมีอะ ไรขลังๆขึ้น  จะต้มคนกรุงเทพฯต้มง่าย อาตมาไม่อยากต้มถ้าจะทำ ทำให้เก่งกว่าใครๆด้วยซ้ำไป  เรียกว่าต้มอย่างมีเทคนิค นี่เขาเรียกว่าความเชื่องมงายมันไม่ได้เรื่องอะไร ศรัทธาที่ไม่มีปัญญามัน เสียหาย เพราะฉะนั้นพระพุทธเจ้าท่านจึงสอน  ศรัทธาสอนปัญญาให้มันสมดุลกัน  ให้ถ่วงกัน  ให้มี ความเชื่อต้องใช้ปัญญาแต่ว่าในทางพระพุทธศาสนาเรานั้นให้ปัญญาเดินหน้า  ศรัทธาเดินหลัง  ให้ สังเกตอย่างนี้อย่างหนึ่ง  คือว่าข้อธรรมะที่ท่านเรียงไว้  ตัวใดสำคัญไว้ข้างหลัง ตัวที่ไม่สำคัญไว้ ข้างหน้า  ขึ้นหนึ่งไม่สำคัญ  เช่นว่า  พละห้า  ขึ้นต้นด้วยศรัทธาคือ  กำลังศรัทธา  กำลังวิริยะ  กำลังสติ  สมาธิ ปัญญา ห้าอย่าง ตัวศรัทธาขึ้นหน้าไม่สำคัญ ตัวหลังคือตัวปัญญาเป็นตัวสำคัญ หรือ ธรรมะหมวดอื่นเหมือนกัน  เช่นอริยทรัพย์เจ็ด ขึ้นต้นก็ศรัทธาเหมือนกัน ลงท้ายก็ปัญญาอีก ตัวหลัง ตัวสำคัญหนักหนา  ในข้อธรรมะท่านเรียงไว้อย่างนั้น  เพราะฉะนั้นทางพุทธศาสนาเรานี้ถือว่าปัญ ญาต้องนำศรัทธา  ศรัทธามาทีหลัง  ศรัทธาแท้มาทีหลัง  ชั้นต้นเรียกว่ายอมรับ  ยังไม่ใช่ศรัทธา  เรียกตามภาษาธรรมะเขาเรียก  อธิโมกข์  อธิโมกข์หมายความว่า  น้อมใจรับฟังในสิ่งนั้น ครั้ง รับฟังจำเอาไปคิดพิจารณา เมื่อพิจารณาแล้วเห็นแจ่มชัดด้วยตัวของตัวเอง เข้าใจเหตุของเรื่องนั้น ถูกต้อง   แล้วก็เกิดความเชื่อที่แท้   ความเชื่อที่แท้ต้องมาหลังปัญญา  ไม่ใช่มาก่อน  มาก่อนนั้น เพียงว่ายอมรับฟังเท่านั้นเอง แล้วก็เกิดศรัทธาแท้ในเรื่องนั้นขึ้นมา ทีหลังพระพุทธเจ้าเวลาท่านจะ สอนใคร ท่านมักจะกล่าวคำว่า ทำใจให้ดี คิดให้แยบคาย เราจะพุดให้ฟัง ณ บัดนี้นี่เป็นการเตือน ให้มีสติในการฟัง  ในการคิด  ไม่ใช่ว่าพอพูดแล้ว  พระพุทธเจ้าพูดฉันเชื่อแล้ว  พระองค์ไม่ต้อง การอย่างนั้น แต่บอกว่าคิดให้ดีทำใจให้แยบคายคำว่าทำใจให้แยบคาย หมายความว่าไตร่ตรองให้ ละเอียด ให้รอบคอบ อย่าเชื่อง่ายๆ พระองค์ต้องการอย่างนั้น ครั้งหนึ่งท่านพูดธรรมะกับพระสารีบุตร  พอพูดจบลงไปแล้ว  ท่านก็ถามพระสารีบุตรว่าเชื่อ หรือยังสารีบุตร  พระสารีบุตรตอบทันทีว่า  ยังไม่เชื่อพระเจ้าค่ะ พระองค์กลับชมเชยว่าชอบแล้ว  สัตบุรุษไม่เป็นคนเชื่อง่าย   แต่ต้องเอาไปคิดไปตรองให้รอบคอบเสียก่อนจึงเชื่อ  นี่หลักพระพุทธ ศาสนาเป็นอย่างนี้  ขอให้โยมเข้าใจไว้ เพราะฉะนั้นถ้าเราใช้ปัญญาใช้แว่นส่องสักหน่อย อย่ารับ เอาง่ายๆ ไม่ว่าอะไร รับฟังไว้อย่าไปตื่นเต้น อย่าไปตระหนกตกใจหรือว่าอย่าไปทำอะไรให้มันยุ่ง ยาก เพียงแต่รับฟังไว้ใจเย็นๆ ใจสงบๆรับไว้ก่อน แล้วก็เอามาพิจารณาสอบสวน ถามผู้รู้ผู้เข้าใจ  ว่าเรื่องมันอะไรเป็นอย่างไร แล้วเราจะไม่พลาด ไม่เสียแก่ใครๆเป็นอันขาด แต่ถ้ายอมรับง่ายๆ แล้ว จะเสียท่าเขาเท่านั้นเอง พอเขาว่ามีอะไรก็ไปแล้ว อย่างนี้เป็นตัวอย่าง มันเสียหายแก่จิตใจ ของเราในเรื่องอย่างนี้ นี้อันหนึ่ง ทีนี้ปัญญาในทางพระพุทธศาสนา  ที่พระพุทธเจ้าต้องการให้เราศึกษานั้น  หมายถึงปัญญาอะ ไร    เรื่องของปัญญามันก็มีหลายชั้นเหมือนกัน    เช่นปัญญาในด้านการเป็นอยู่ในชีวิตประจำวัน อย่างชาวโลกทั่วๆไป ก็คือปัญญาในการทำมาหากิน การค้าการขาย การทำราชการ หรือการทำอะ ไรก็ตามก็ต้องใช้ปัญญา    ปัญญาอย่างนี้ท่านเรียกว่าเป็นขั้นโลกีย์    มันพัวพันอยู่ในชีวิตของโลก ของชาวบ้าน แต่ก็ต้องมีปัญญา อยู่ในโลกต้องอยู่อย่างผู้มีปัญญา ถ้าไม่มีปัญญาแล้วเราจะเสียเปรียบ คนที่ฉลาดกว่าเราเสมอไป เพราะฉะนั้นเราจึงต้องทำการศึกษาหาความรู้ความเข้าใจ พุทธบริษัท เรานั้นจะต้องตื่นตัวอยู่ตลอดเวลา ในการศึกษาหาความรู้ความเข้าใจ เพื่อนำมาใช้ในชีวิตประจำ วันของเรา สุดแล้วแต่หน้าที่การงานที่เราจะต้องปฏิบัติ เราจะทำงานอะไร เช่นสมมติว่าเราเป็น คนค้าขาย  ก็ต้องตื่นตัวในการศึกษาหาความรู้ในทางการค้า  ให้รู้ว่าต้องทำอย่างไร  ตลาดต้อง การอะไร  ชาวโลกสนใจในเรื่องอะไร แถวถิ่นนี้เขาต้องการซื้ออะไร ชอบซื้อของถูกหรือว่าของ แพง    ต้องศึกษาต้องให้เข้าใจการงานการค้าก็จะเป็นไปด้วยความสะดวกสบาย   ถ้าเราเป็น เกษตรทำไร่ไถนา ก็ต้องศึกษาเรื่องพืชเรื่องดินเรื่องปุ๋ยเรื่องตลาดที่เราจะต้องไปขาย ว่าเวลานี้ ตลาดเขาต้องการอะไร เขาสนใจในเรื่องอะไร ต้องหมั่นฟังวิทยุที่เขาจะประกาศให้รู้ว่าอะไรเป็น อะไร   แล้วควรจะปลูกอะไรให้เหมาะแก่กาลแก่สมัย  ถ้าเราทำไม่เหมาะแก่เวลาแก่ความต้อง การของสินค้ามันก็ขายไม่ได้เราก็ขาดทุน ลงแรงสูญเปล่า อันนี้มันก็เรื่องขาดปัญญา ไม่สามารถจะ ทำอะไรได้ให้ก้าวหน้า คนทำราชการก็ศึกษากฎหมายระบอบราชการ     สนใจในเรื่องที่เราจะต้องเกี่ยวข้องอยู่ ตลอดเวลา อันนี้เป็นเรื่องจำเป็น เราพุทธบริษัทต้องถือหลักไว้ในใจว่าตื่นตาตื่นใจในเรื่องแสวงหา ความรู้ เพื่อทำตนให้เป็นผู้มีปัญญา อย่าทำอะไรด้วยความเขลา อย่าทำอะไรด้วยความไม่รู้ไม่เข้า ใจลงไปเป็นอันขาด   ยิงเป็นเรื่องที่จะต้องติดต่อกับคนด้วยแล้ว  ต้องฉลาดให้ทันคนทันเหตุการณ์  เพราะมนุษย์สมัยนี้ขออภัยเถอะมันเอาเปรียบกันเหลือเกิน เผลอไม่ได้เล็กๆน้อยๆก็ต้องเอา ทีนี้เรา จะทำอะไรติดต่อกับใครต้องรอบคอบรอบรู้ อย่าให้เหมือนกับโยมคนหนึ่งที่มาเล่าให้ฟัง บอกว่าแหม  ดิฉันไปหลงพระพรหมเสียเข้าไปตั้งล้าน  ทำอย่างไรเสียตั้งล้าน ท้าวมหาพรหมเข้าทรง เข้าทรง แล้วบอกว่าที่บ้านเพมีบ่อน้ำมัน  ถ้าสูบขึ้นมาแล้วจะรวยกันใหญ่ แล้วคนทรงเขาเรียกหุ้นโยมคนนี้แก อยากได้มากๆเลยลงทุนไปตั้งล้านหนึ่ง แล้วไม่ได้คืนสักสตางค์แดงเดียว เลยมาบอกว่า ทำอย่างไร ดีเสียไปตั้งล้านแล้ว  อาตมาก็บอกว่า สมน้ำหน้าแล้วแหละที่โง่ บริษัทน้ำมันเจาะอยู่ในอ่าวไทยยัง ไม่ได้เรื่องเลย ท้าวมหาพรหมที่ไหนมาบอกว่ามีน้ำมันที่บ้านเพ บ้านเพมันมีแต่ปลาหมึกเท่านั้น ไม่ศึก ษา  บ้านอยู่ตรงไหน อยู่แถวงามวงศ์วาน วัดชลประทานจุดตะเกียงส่องอยู่ไม่มา มัวแต่ไปบ้าพระ พรหมอยู่ฉิบหายก็ดีแล้ว นี่เรียกว่าไม่เข้าเรื่องไปเชื่อสิ่งที่ไม่เข้าเรื่อง เลยก็เกิดเป็นปัญญาอย่างนี้  นี่ไม่มีปัญญาไม่ปรึกษาผู้รู้  ผู้ชำนาญการไปเชื่อพระพรหมที่ไหนก็ไม่รู้ โยมอย่าไปเที่ยวหลงท้าวมหา พรหมท้าวเวสสุวรรณท้าวนั่นท้าวนี้ หลวงปู่นั่นหลวงพ่อนี่พวกนักต้มตุ๋นทั้งนั้น พวกนี้หากินทางต้มคนทั้ง นั้น  เราอย่าไปใครเลยเราเชื่อธรรมะของพระพุทธเจ้า  เชื่อพระพุทธเจ้าองค์เดียวพอแล้ว ขาด ปัญญาจึงได้ไปเสียท่าเขาในรูปอย่างนั้น  มีบ่อยๆโยมไปเสียท่าเขาแล้วมาคุยให้ฟัง นี่แหละไม่ศึกษา ขาดปัญญา ไม่อ่านข่าวคราว่าเขาต้มกันอย่างไร เขาหลอกกันอย่างไร ในโลกมนุษย์วิธีการมันเยอะ แยะมากมายก่ายกอง นี่อยู่ในโลกมันก็ต้องเป็นอย่างนั้น OPT 1.50!B„!F$Nn