ปาฐกถาธรรม เรื่อง ระดมธรรม โดย พระเทพวิสุทธิเมธี (ปัญญานันทภิกขุ) วันอาทิตย์ที่ ๗ มกราคม ๒๕๒๒ ญาติโยมพุทธบริษัททั้งหลาย ณ  บัดนี้ถึงเวลาของการฟังปาฐกถาธรรมะ อันเป็นหลักคำสอนในทางพระพุทธศาสนาแล้ว ขอ ให้ทุกท่านอยู่ในอาการสงบ ตั้งอกตั้งใจฟังด้วยดี เพื่อให้ได้ประโยชน์อันเกิดขึ้นจากการฟังตามสมควร แก่เวลา วันนี้เป็นวันอาทิตย์ที่สองของปีใหม่  อาทิตย์ที่หนึ่งผ่านพ้นไปแล้ว  เราแก่มาอีกสัปดาห์หนึ่ง อา ทิตย์นี้  วันก่อนนี้ได้พูดไว้ว่า  ปี พ.ศ.๒๕๒๒ นี้ให้ถือว่าเป็นปีแห่งการเข้าถึงธรรมะ มีคนเขามาถาม เหมือนกัน มาถามว่า ทำไมจะต้องถือว่า เป็นปีแห่งการเข้าถึงธรรมะ เวลานี้คนไม่ประพฤติธรรมกัน อยู่หรือ อาตมาก็บอกว่ามันเป็นเช่นนั้น คือว่าที่ประพฤติธรรมก็มี ที่ไม่ประพฤติธรรมก็มี ทีนี้เราควรจะ ได้มีการชักจูงโน้มน้อมจิตใจ ให้คนทั้งชาติทั้งบ้านเมืองของเรานี้ได้เห็นประโยชน์ของธรรมะ ให้เห็น ว่าธรรมะเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับชีวิต    เราจะมีชีวิตอยู่ไม่ได้ถ้าปราศจากธรรมะ    คำว่ามีชีวิตนั้น หมายความว่า มีชีวิตที่สมบูรณ์ ไม่ได้หมายความเพียงแต่ว่ามีรางกาย มีใจมีลมหายใจเข้าออกจะชื่อว่า มีชีวิต  การมีชีวิตนั้น จะต้องสมบูรณ์ด้วยคุณธรรม ถ้าชีวิตใดไม่มีคุณธรรม ชีวิตนั้นไม่สมบูรณ์ อันชีวิตที่ ไม่สมบูรณ์นั้น ไม่เรียกว่ามีชีวิตในแง่ธรรมะ แต่เรียกว่ามีชีวิตในทางวัตถุ ในทางชีววิทยาเท่านั้น แต่ ในแง่ธรรมะเราไม่ถือว่ามีชีวิต การมีชีวิตในแง่ธรรมะต้องมีธรรมะกำกับจิตใจ เวลานี้คนมีชีวิตในแง่ชีววิทยามาก แต่ไม่มีชีวิต ในแง่ธรรมะ   เพราะไม่มีชีวิตกันในแง่ธรรมะนั่นแหละ   จึงได้เกิดปัญหายุ่งยากด้วยประการต่างๆ  เฉพาะญาติโยมทั้งหลายที่มาฟังธรรมกันอยู่ที่วัดชลประทานนี้  ก็เห็นประโยชน์ของธรรมะอยู่แล้ว และ ได้ใช้ธรรมะเป็นแนวปฏิบัติในชีวิตประจำวันอยู่   นับว่าก้าวหน้าอยู่ในเรื่องนี้   เราก็ชื่อว่ามีชีวิตใน ทางธรรมแต่ว่าเพื่อนฝูงมิตรสหายของเรามีอยู่ไม่ใช่น้อย   ที่มีชีวิตแต่เพียงแง่ชีววิทยา   ไม่มีชีวิตใน แง่ธรรมะ เราควรจะทำอย่างไรกับคนอย่างนั้น นี่แหละเป็นปัญหาใหญ่เป็นเรื่องสำคัญที่เราควรจะได้ คิดกันในรอบปีใหม่ คือปี ๒๕๒๒ นี้ เพื่อจะได้โน้มน้อมจิตใจของคนเหล่านั้นให้หันหน้าเข้าหาธรรมะกัน แต่ว่าอาตมาผู้พูดอุดมการณ์นี่ขึ้นนั้น  ตัวมันน้อยเกินไป มันดังไม่ค่อยเท่าใด แต่ว่ารอให้คนตัวใหญ่พูดก็ ไม่มีใครพูดแล้วก็ไม่มีใครคิด  เขาคิดแต่เรื่องจะเสกพระกันตลอดเวลาจะขายเหรียญขายแหวนกันอยู่ ตลอดเวลา  ไม่มีใครคิดจะปลุกระดมในด้านธรรมะ เพราะฉะนั้นก็ต้องพูดไปอย่างนั้นแหละตามเรื่อง ตามราว เป็นเสียงจิ้งจกไปตามเรื่อง ทัก ๆ อะไรกันไปอย่างนั้น เมื่อวานซืนนี้นั่งรถไปแสดงธรรมที่ โรงพยาบาลศิริราช เมื่อวันศุกร์ ทีนี้นั่งรถผ่านตรงนั้นที่โล่ง ๆ เชิงสะพานพระปิ่นเกล้า ใครจะโฆษณา อะไรเขาก็เอาไปไว้ที่ตรงนั้น มันสดุดตาคนดี พอลงจากสะพานก็เจอป้ายใหญ่ ๆ งาม ๆ ป้ายที่เจอ ๆ ไม่ค่อยเจอป้ายที่ปลุกระดมธรรมะ ไม่มีป้ายอันใดที่จะชักจูงคนเข้าหาธรรมะสักป้ายเดียว แต่มีป้ายว่า มีการปลุกเสกเครื่องรางของขลัง  มีงานวัดนั้นวัดนี้ มีมหรสพ มีชื่อของนักแสดงหลายคนด้วยกัน ล้วน แต่เป็นป้ายที่จูงคนไปในทางมัวเมา  หลงใหลในเรื่องราคะตัณหากันทั้งนั้น ไม่มีป้ายที่จะให้แสงสว่าง แก่ประชาชนเลยสักป้ายเดียว เมื่อวันศุกร์ที่นั่งผ่านไปอ่านป้ายอันหนึ่งแต่อ่านไม่ตลอด  เพราะคนขับรถเขาขับผ่านไปไวหน่อย  อ่านได้แต่เพียงว่า  พิธีมหาพุทธาภิเสก  เทพมงคลาภิเสก ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์แห่งกรุงรัตน โกสินทร์  อ่านได้เพียงเท่านั้นรถมันก็ผ่านไปเสีย  เลยอ่านไม่ได้ว่าที่ไหนที่มันยิ่งใหญ่แห่งกรุงรัตนโก สินทร์ในเรื่องนี้ อาตมาอ่านแล้วก็เลยพูดกับคนขับรถที่รับว่า โง่ที่สุดในยุคกรุงรัตนโกสินทร์ บ้าที่สุดใน ยุคกรุงรัตนโกสินทร์ เรียกว่าตั้งแต่สร้างกรุงรัตนโกสินทร์มา ไม่มีป้ายอันไหนโง่เท่าป้ายอันนี้ เรียกว่า บ้าเท่ากับป้ายอันนี้อาตมาว่าอย่างนั้น  ทำไมจึงคิดไปในรูปอย่างนั้นก็คิดในแง่ธรรมะอีกเหมือนกัน คือ คิดว่าเราเป็นพุทธบริษัทเป็นผู้นับถือพระพุทธศาสนา  แต่ทำไมไม่ทำอะไรตามแบบพระพุทธเจ้า  เป็น ลูกที่ใช้ไม่ได้  คือไม่เดินตามรอยเท้าของพ่อ แต่พยายามเดินออกนอกลู่นอกทางกัน ไม่รู้ว่าวัดไหนแต่ เมื่อตะกี้นี้มีคนมาบอกแล้ว บอกว่า ป้ายที่เจ้าคุณเทศน์ออกโทรทัศน์เมื่อวาน เมื่อเช้าออกวิทยุแล้ว ประ กาศเรื่องนี้แล้วถามว่าวัดไหน   แหมวัดใหญ่เสียด้วย  วัดชั้นยอดเลยทีเดียวในประเทศไทย  คือวัด ราชบพิธนั่นเอง วัดราชบพิธ เป็นที่สถิตอยู่แหงสมเด็จพระสังฆราช ใครจะปลุกจะเสกก็ต้องไปสองวัด นี้ใกล้กัน  คือวัดสุทัศน์กับวัดราชบพิธ  สองวัดนี้เขาอยู่ใกล้กัน  เหมือนกับว่าเป็นวัดพี่วัดน้อง ถ้าพี่ทำ แล้วน้องก็ต้องทำ ถ้าน้องทำพี่ก็ต้องทำด้วยเหมือนกัน ใช้เป็นสถานที่ปลุกคนให้หลงไหลให้มัวเมากันอยู่ ตลอดเวลา พอรู้ข่าวชื่อวัดยิ่งสลดใจหนักลงไปอีก สลดใจว่าทำไมจึงทำกันอยู่ในรูปอย่างนั้น ทำไมไม่ตื่นตัว ไม่สร้างคนในด้านจิตใจ  ไม่ปลุกคนในทางภายนอก แต่ว่าให้คนไปติดอยู่แต่ในสิ่งที่เป็นวัตถุ เพียงแต่ เสกพระพุทธรูปก็เหลือเกินแล้วยังไปเสกเทวรูปแถมพกเข้าไปอีก เรียกว่าไปกันใหญ่ จนลืมว่าเราเป็น อะไร  เราเป็นลูกศิษย์ของใคร  พระพุทธเจ้าท่านสอนเรืองอะไร  อันนี้แหละอาตมาจึงนึกพูดในใจ ออกมาว่า  โง่ที่สุดในยุคกรุงรัตนโกสินทร์ป้ายแผ่นนี้  ไม่ได้ว่าใครอาตมาว่าป้ายแผ่นนั้นเอง ว่าป้าย แผ่นนี้มันไม่ได้เรื่อง เดี๋ยวใครเขาจะหาว่า ดูหมิ่นคนนั้นคนนี้ ไม่ได้ดูหมิ่นใคร ดูหมิ่นป้ายแผ่นนั้นว่ามัน โง่ที่สุดในประเทศไทย   ที่ไปเขียนไว้อย่างนั้น  ไม่ควรจะมีป้ายอย่างนั้นแล้ว  ในปีสองพันห้าร้อยยี่ สิบสองนี้  ควรจะมีป้ายว่าเรื่องอื่น  เรื่องที่จะปลุกใจคนให้ตื่นตัว ให้รักงานให้ก้าวหน้า ให้เสียสละ  ให้ซื่อสัตย์สุจริตอะไรกันอย่างนั้น เพราะเรื่องอย่างนี้แหละอาตมาจึงทนไม่ไหว เลยต้องประกาศออก ไปว่า ปีสองพันห้าร้อยยี่สิบสองควรจะเป็นปีแห่งการเข้าถึงธรรมะ เพราะว่าเราไม่ค่อยจะได้เข้าถึง ธรรมะ แต่ว่าไปติดอยู่ในเปลือกของธรรมะ ติดอยู่ในวัตถุอันไม่ใช่เนื้อของพระธรรม อย่างนี้เป็นส่วน มาก ญาติโยมทั้งหลายลองพิจารณา เมื่อวันก่อนนี้ก็อ่านหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่ง ชื่อไทยวัฒน ออกใหม่หนังสือพิมพ์นี้ของเดลิมิเร่อร์ เขา เป็นผู้ขาย  อาตมาก็อ่านอยู่  เพราะว่าคนเขียนคือคุณสมัคร  สุนทรเวช ก็ลองดูสำนวนพ่อคนนี้หน่อย  แต่ว่าเมื่ออ่านไปถึงหน้าหนึ่งก็ว่า  พุทธคุณ  เครื่องรางของขลัง  อะไรอย่างนั้นตัวหน้าเขาเขียนตัว ตลก  ๆ อ่านไม่ค่อยชัดดี แต่ว่าขึ้นต้นอย่างนั้น ทีนี้เขาเขียนเรื่องอะไร เขียนเรื่องพระอาจารย์องค์ หนึ่งบอดว่าพระอาจารย์องค์นี้  เอ่ยชื่อด้วยก็ได้เพราะมีชื่อในหนังสือพิมพ์แล้ว  ชื่ออาจารย์มั่น ทัตโต  อาจารย์มั่น  ทัตโต คนละองค์กับอาจารย์มั่น ภูริทัตโต ชื่อคล้ายกัน องค์โน้นภูริขึ้นหน้า องค์นี้มีแต่ทัต โตเฉย  ๆ ทัตโต แปลว่า ให้ ภูริทัตโต ให้ปัญญาให้ความฉลาด นี่ทัตโตเฉย ๆ อายุร้อยเอ็ดปี อันนี้ แน่หรือไม่แน่ก็ไม่รู้ใครแก่  ๆ แล้วมักอายุเกินร้อยไปทั้งนั้นทะเบียนเมืองไทยไม่ค่อยจะเรียบร้อยเอา แน่ไม่ได้  แต่ว่าให้มันเกินร้อยไว้หน่อยดี บอกว่าเป็นพระเคร่งครัดมีความเชี่ยวชาญในทางไสยเวทย์  มันเป็นเรื่องอย่างนั้นไปเรียกว่าเป็นพระที่เชี่ยวชาญในด้านไสยเวทย์ ไสยเวทย์มันอะไรโยมรู้ไหม คือ เชี่ยวชาญในด้านไสยศาสตร์ในด้านปลุกในด้านเสก  ในเรื่องน้ำมนต์ในเรื่องน้ำพร ซึ่งมันคนละเรื่อง กับทางพระพุทธศาสนา แล้วเขียนต่อไปว่าพระอาจารย์องค์นี้ เป็นเคร่งครัดในสัจจมรรคปฏิบัติ แต่ไม่ ใช่สัมมามรรคปฏิบัติ  กลายเป็นมิจฉามรรคปฏิบัติไป  คือปฏิบัติผิดไม่ได้ปฏิบัติถูกอะไรหรอก เคร่งใน เรืองอะไร เคร่งในเรื่องว่า ไม่รอดใต้สะพานเท่านั้นเอง ถ้าไปไหนมีสะพานแล้วไม่ได้ เพราะฉะนั้น อยู่เมืองอุบลไม่กล้าเข้ามากรุงเทพฯเพราะว่ารถไฟมันต้องรอดสะพาน ความจริงไม่ได้รอดมันวิ่งบนสะ พาน แต่สะพานมันโค้งเพื่อให้เกิดกำลังที่จะทรงสะพานอยู่ได้ ท่านก็ไม่ลอดจึงไม่ได้ขึ้นรถไฟ ต่อมาเขา ก็มีถนนรถยนต์ได้  แต่พอมาถึงกรุงเทพฯ เจอสะพานลอยเข้าให้แล้วท่านบอกว่าหยุด หยุดสะพานอันนี้ ลอดไม่ได้ ต้องหยุดให้ท่านลงแล้วก็เดินไปรออยู่ฟากโน้น รถจึงจะพาไปได้ แล้วเขียนต่อไปอีกว่า วันหนึ่งสภานิติบัญญัติแห่งชาติได้ไปนิมนต์หลวงพ่อองค์นี้มา เพื่อให้พรมน้ำ มนต์แก่สมาชิกทั้งหลาย แสดงว่าสมาชิกสภาซวยเต็มทีแล้ว จึงต้องไปหาหลวงพ่อมารดน้ำกัน นี่หนังสือ พิมพ์เขียน เดี๋ยวหาว่าอาตมาดูหมิ่นสมาชิกสภาอีก ไม่ได้ดูหมิ่นเขาเขียนอย่างนั้น จริงหรือเปล่าก็ไม่รู้ หนังสือพิมพ์เขาเขียนอย่างนั้นอาตมาเก็บหนังสือพิมพ์ไว้  ทีนี้ไปถึงสภามันสองชั้น มันหลายชั้นข้างหลัง  เข้าไม่ได้แล้วเพราะว่าเป็นเรือนสองชั้น   ถ้ามาวัดชลประทานฯตรงนี้นั่งไม่ได้เพราะอาคารสองชั้น  ต้องให้นั่งในสนามหญ้า  ทีนี้เมื่อเข้าไม่ได้จะทำอย่างไร ประธานสภาก็บอกสมาชิกทั้งหลายว่า ไปตั้ง แถวหน้าสภา   ให้หลวงพ่อพรมน้ำมนต์ให้  แล้วก็พรมน้ำมนต์กันเรียบร้อย  อาตมาอ่านแล้วมันเกิด ความคิดว่าเมืองไทยเราจะไปไม่รอด ถ้ามีสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติมีความคิดเพียงขนาดนี้ คือยัง ไม่มีปัญญาที่จะรักษาตัวได้เลย   ยังอาศัยน้ำมนต์หลวงพ่ออยู่แล้วจะพาประเทศไปได้อย่างไร   ญาติ โยมลองคิดดูเถอะ   มีอะไรเกิดขึ้นต้องนิมนต์หลวงพ่อมาปลุกมาเสกมาซัดทรายรอบสภาหรือเสกสาย สิญจน์วนวงรอบสภา อย่าให้ผีมันเข้าไปในสภาไม่รู้ว่าผีมันอยู่ตรงไหน ความจริงผีมันอยู่ในใจของสมา ชิกเอง  ไม่ได้อยู่ที่ไหน วงอะไรมันก็ไม่ได้รดน้ำมนต์แล้วมันก็ไม่หายรดประเดี๋ยวเดียวน้ำมนต์ก็แห้ง  แล้วน้ำมนต์นั้นจะมีฤทธิ์พิษสงอะไร มันก็น้ำธรรมดาหยดขี้เทียนลงไปนิดหน่อยไม่ใช่จะวิเศษวิโสอะไรนัก หนา  แล้วก็ไปนิมนต์หลวงพ่อประเภทที่ไม่เข้าเรื่อง  มีสัจจะที่ไม่เข้าเรื่อง  สัจจะนี่มันต้องเป็นประ โยชน์ด้วยเป็นธรรมด้วย  คือต้องดีด้วยถูกต้องด้วยจึงจะเรียกว่าสัจจะ ถ้าไม่ดีไม่ถูกไม่เรียกว่าสัจจะ  เช่นถือสัจจะว่าไม่ลอดใต้สะพานนี้มันไปไม่ได้ มันจะอยู่กันได้อย่างไรในบ้านในเมือง บางคนเรียนวิชา ของขลังผ้านุ่งเมียก็ไม่กล้าจับต้อง  ฝนตกเทลงมาจั๊ก  ๆ ผ้าเมียตากไว้ไม่เก็บ ถามว่าทำไมไม่เก็บ  บอกว่าผ้าผู้หญิงผมเก็บไม่ได้  แล้วกลางคืนไปคลำเมียหรือเปล่า ไอ้ผ้าไม่จับแต่ว่าเนื้อจับได้ แล้วมัน ไม่อัปปรีย์หนักเข้าไปอีกหรือ มันถือไม่เข้าเรื่อง บางคนถือว่าไม่รอดใต้ราวตากผ้า เพราะว่าราวนั้น ตากผ้าผู้หญิง  แล้วเกิดทางไหนคน  ๆ  นั้น เกิดทางไหนลองคิดดู นี่เขาเรียกว่ามันบ้าไม่เข้าเรื่อง  เมืองไทยถืออย่างนี้มันเยอะแยะเที่ยวถือไม่เข้าเรื่อง     บางคนบอกว่าไม่ได้เรามันถือพระถือเจ้า ไปลอดอย่างนั้นพระจะเสื่อม   ขอบอกว่าพระไม่มีเสื่อมเลย   ไอ้ถืออย่างนั้นละพระเสื่อมจากจิตใจ  เพราะไม่เข้าใจถูกตามสัจจะธรรม ไม่เชื่อตรงตามหลักพุทธศาสนาก็เลยเสื่อมไปกันใหญ่นี่เขาเรียกว่า ศรัทธางมงาย  ถือโชคถือลางถือของขลังถือสิ่งศักดิ์สิทธิ์  ว่าจะช่วยตนให้พ้นภัยอย่างนั้นอย่างนี้ เป็น ความเชื่อนอกรีตนอกรอย ไม่ใช่ความเชื่อตามหลักคำสอนในทางพระศาสนา พระพุทธศาสนาเราไม่มีอย่างนั้น  พระพุทธศาสนาสอนเราให้เข้าใจว่า  สิ่งทั้งหลายเกิดจาก การกระทำ   ไม่ใช่เกิดจากสิ่งนั้นสิ่งนี้จะดลบันดาล  ทีนี้ในสมัยนี้มีคำพูดอยู่คำหนึ่งที่ญาติโยมได้ยินอยู่ บ่อย  ๆ  ว่า วัตถุเป็นมงคลปลุกเสกวัตถุมงคลที่นั่น ปลุกเสกวัตถุมงคลที่นี่ทำกันทำกันบ่อย ๆ แต่ว่าก็ เจริญดีเพราะว่ามีลาภ พอปลุกเสกเสร็จคนไปซื้อกันใหญ่ร่ำรวยไปตาม ๆ กันนี่แหละถึงได้ปลุกเสกได้ เสกกันอยู่  อย่างนี้ร่ำรวยกันอยู่อย่างนี้  เขาจึงได้ถือว่าวัตถุนั้นเป็นมงคล ความจริงไม่มีเลยในพระ พุทธศาสนาของเรานั้นไม่ได้ถือวัตถุว่าเป็นมงคล   เราถืออะไรเป็นมงคล  ถือการประพฤติชอบด้วย กายวาจาใจเป็นมงคล ในมงคล ๓๘ ข้อที่พระพุทธเจ้าสอนไว้นั้นอ่านดูเถอะ ไม่มีมงคลข้อใดที่จะบ่งว่า มีสิ่งนั้นอยู่กับตัวเป็นมงคลเช่นบอกว่ามีเขี้ยวหมูตันแขวนคอเป็นมงคล   มีตะกรุดแขวนเอวเป็นมงคล  หรือหันหน้าไปทิศนั้นเป็นมงคล  นอนหันหัวไปทิศนั้นเป็นมงคลไม่มี  ไม่มีในพระพุทธศาสนา  พระพุทธ ศาสนาถือว่าดีชั่วอยู่ที่ความคิด   อยู่ที่การพูดการกระทำ  ถือเรื่องกรรมเป็นใหญ่ไม่ถือวัตถุเป็นมงคล  แต่ลูกศิษย์ของพระพุทธเจ้าไม่ใช่น้อย  กลับทำสิ่งที่ผิดจากหลักการทางพระพุทธศาสนา เพราะไปสอน ให้คนรับรู้ว่าวัตถุนี้เป็นมงคลวัตถุนั้นเป็นมงคล  มีหนังสือพิมพ์ประกาศว่า มีพระสี่องค์ปลุกเสกด้วยด้วย อาจารย์ขลัง  ๆ ทั้งนั้น ชื่อหลวงพ่อเงิน หลวงพ่อทอง หลวงพ่อลาภ หลวงพ่อเหลือ ถ้าใครจะซื้อทั้ง ชุดองค์ละร้อยสิบสามบาท สี่องค์สี่ร้อยกว่าเข้าไปแล้ว แล้วลงท้ายเลขเก้าด้วย คนเรามันถือเลขเก้า  ทำอะไรก็ให้มันก้าวไว้เรื่อย ๆแต่ไม่ก้าวหน้าสักที เพราะว่าถือแต่เลขไม่ก้าว แล้วมันจะก้าวไปได้ อย่างไร เขาบอกว่า ถ้าบ้านไหนบูชาพระสี่องค์นี้แล้ว บ้านนั้นจะเจริญด้วยลาภด้วยผล แล้วยกตัวอย่างว่า พ่อค้าคนหนึ่งเขามีพระสี่องค์นี้ไว้ในบ้าน  การค้าเจริญ  ความจริงยกตัวอย่างน้อยไป  ควรจะยกตัว อย่างว่าแบงค์กรุงเทพ  ฯ แบงค์กสิกรไทย มีพระสี่องค์นี้ ดอกเบี้ยจำเริญว่าอย่างนั้นยังดีกว่า คนมัน เห็นง่ายเพราะว่าแบงค์มันใหญ่ แต่ไปยกร้านค้าเล็ก ๆไม่น่าดูเลย นี่เขาเรียกว่าจูงคนให้หลงผิดให้ เข้าใจผิด ให้ไปติดอยู่ในวัตถุอันเป็นของไม่ใช่เนื้อ เป็นเปลือกกลายเป็นวัตถุเป็นมงคลไป เรานับถือพระพุทธศาสนา   ต้องช่วยกันแกะเอาสิ่งนี้ออกไป  เพราะสิ่งนี้เป็นเนื้อร้ายเป็น เนื้องอกทางธรรมะเรียกว่า เป็นมะเร็งของพระพุทธศาสนา  ที่ทำให้คนเข้าไปติดยึดอยู่ในสิ่งเหล่านี้  แล้วไม่ปฏิบัติธรรม   ยกตัวอย่างให้เห็นง่าย  ๆ  โยมเชื่อว่าวัตถุศักดิ์สิทธิ์  ไปกราบไปไหว้บนบาน ศาลกล่าว  ไปทำพิธีอะไรต่าง  ๆ อยู่ แล้วก็เสียเวลาไปในการกระทำเช่นนั้น ไม่มองดูตัวเองไม่พิ จารณาตัวเอง ไม่ศึกษาว่าอะไรมันเกิดขึ้นในตัวเรา แล้วสิ่งที่มันเกิดขึ้นนั้นมันมาจากอะไร กลับไปเชื่อ สิ่งภายนอกว่าให้เกิดสิ่งนั้นสิ่งนี้ขึ้นแล้วก็ไม่ประพฤติธรรมกัน  มัวแต่จะให้สิ่งใดสิ่งหนึ่งดลบันดาลให้ตน เป็นอย่างนั้นอย่างนี้ อาตมาเคยบอกญาติโยมหลายหนแล้วว่า ดลบันดานนั้นไม่มีในทางพระพุทธศาสนา  ที่เราจะขอสิ่งนั้นดลบันดานให้เราเป็นอย่างนั้น   ให้เราเป็นอย่างนี้นั้นไม่มีในพระพุทธศาสนา  พุทธ ศาสนาต้องทำเอาเอง  ให้ใครดลบันดาลให้ไม่ได้ เช่นขอให้หลวงพ่อนั้นหลวงพ่อนี้ดลบันดาลให้หาได้ ไม่ แต่ว่าเราจะต้องทำด้วยตัวเราเอง สิ่งภายนอกไม่สามารถจะช่วยเราได้ ที่เราทำอะไรกันอยู่ใน เรื่องวัตถุนั้น  มันเป็นเรื่องของเด็ก ๆ ทั้งนั้น ไม่ใช่เรื่องของผู้เจริญด้วยปัญญา ไม่ใช่คนที่เจริญด้วย การเข้าใจธรรมะ แต่ทำอย่างเด็ก แล้วไม่ยอมเติบโตทางจิตใจ จิตใจไม่ยอมเติบโตเป็นผู้ใหญ่ ยอม เป็นเด็กอนุบาลอยู่เรื่อยไป  ถ้าเราเป็นพุทธบริษัทอวดใครได้ว่าเรานับถือพระพุทธศาสนา  สมมติว่า ชาวตะวันตกเขาได้ศึกษาพระพุทธศาสนา  เขาศึกษาธรรมะ เมื่อเขาศึกษาธรรมะเขาเข้าใจธรรมะ  ครั้นมาถึงประเทศเราเข้า เขามาดูประเทศเรา บริษัทในเมืองไทยทั้งพระทั้งชาวบ้าน มีการกระทำ ดังที่เราเป็นอยู่นี้ แล้วเขาจะรู้สึกอย่างไร เขาคงจะงงไปทีเดียว งงว่านี่อะไรกัน เมืองไทยนี่นับถือ พระพุทธศาสนามานานแล้ว แล้วทำไมอยู่กันอย่างนี้ ทำไมประพฤติปฎิบัติในรูปอย่างนี้ เขาคงจะไม่เข้า ใจ  อันนี้มันเป็นอันตรายแก่พระพุทธศาสนา แต่บางคนเขาพูดว่าเพื่อส่งเสริมพระพุทธศาสนา อาตมา อยากพูดดัง  ๆว่า นั่นไม่ใช่การส่งเสริมพระพุทธศาสนา แต่เป็นการทำลายพระพุทธศาสนาให้หมดไป เรื่อย ๆ จากจิตใจคน หมดไปอย่างไร คือความเชื่อในพระธรรมไม่มีความเชื่อในกฏแห่งกรรมไม่มี การปฏิบัติดีปฏิบัติ ชอบตามหลักพระพุทธศาสนาไม่มี  แต่ไปเชื่อของขลังไป  เชื่อฤกษ์ เชื่อยาม เชื่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ว่าจะ ดลบันดาลให้ตนเป็นอย่างนั้นเป็นอย่างนี้  แล้วก็หาแต่เครื่องรางของขลัง คนที่มีหน้าที่ต้มมนุษย์ก็ทำแต่ เรื่องอย่างนี้ เพื่อให้คนไปซื้อไปหาหลงไหลมัวเมากัน อย่างนี้เขาเรียกว่าไม่ละอายแก่ใจในการที่เรา เป็นพุทธบริษัท ไปกระทำสิ่งที่ไม่ใช่เรื่องพระพุทธศาสนา เราควรจะกระดากอาย อาตมารู้สึกว่า กระ ดากในเรื่องอย่างนี้  เวลาทำอะไรที่มันนอกเรื่องไปแต่ละครั้ง มันไม่สบายใจเลย รู้สึกว่านี่มันไม่ใช่ เรื่องที่เราควรจะกระทำ  เพราะว่าเป็นว่าเรื่องเรื่องนอกลู่นอกทางพระพุทธศาสนา รู้สึกลำบากใจ แต่ว่าทำนาน  ๆ  ไปมันก็ชิน เลยเลอะกันไปใหญ่ อันนี้เป็นตัวอย่างชี้ให้เห็นว่า จะทำให้เสื่อม พระ พุทธศาสนาที่เสื่อมไปจากอินเดียก็เพราะอย่างนี้    คือพระเราไปเอาแบบอย่างของพราหมณ์มาหมด  แล้วก็ทำอย่างพราหมณ์ เมื่อทำเหมือนกับพราหมณ์แล้ว คนก็คิดว่าพุทธศาสนาไม่จำเป็นแล้ว เพราะว่า พระพุทธศาสนาก็เหมือนกับเราแล้ว   เลยล้มไปเท่านั้นเองคนไม่เข้าใจเนื้อแท้ของศาสนา  เลยไป ติดอยู่ในพิธีรีตองกันด้วยประการต่าง  ๆ มีอยู่แต่เพียงชื่อ เช่นมีชื่อว่าเป็นชาวพุทธมีชื่อเมืองไทยเป็น เมืองพุทธศาสนา  แต่เข้ามาดูแล้ว  ไม่รู้อะไรต่ออะไรเต็มบ้านเต็มเมืองไปหมด มีรูปเยอะแยะเอา มานับถือบูชากัน  แม้สิ่งนั้นไม่ใช่รูปพระพุทธเจ้า  แต่ว่าทำกันขึ้นก็กราบไหว้บูชากัน ถ้าทำที่อื่นก็ไม่ว่า  แต่ว่าเอาไปทำกันในวัดเอาเทวรูปไปปลุกเสกในวัด  เสกให้เป็นอะไร  เสกขึ้นมาอย่างไร แล้วมีที่ ไหนในคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนา พระพุทธเจ้าไม่ได้สอนไว้เลยว่า เธอทั้งหลายไปนั่งล้อมวงกันใช้อำ นาจจิตเสกพระเสกแหวนเหรียญ  เสกตะกรุด  เสกสิ่งเหล่านั้นสิ่งเหล่านี้ให้เป็นอย่างนั้นเป็นอย่างนี้  อาตมาบอกว่า  ไม่มีในพระพุทธศาสนา ไม่มีในคัมภีร์พระไตรปิฎกเล่มใดเลยสักเล็กน้อย คนโง่ตั้งขึ้น เท่านั้น  พิธีกรรมทั้งหลายเหล่านี้คนโง่ ๆ ตั้งขึ้นทั้งนั้น เพื่อหลอกคนโง่ ๆ กันต่อไป แต่ไม่มีอยู่ในคำ สอนของพระพุทธเจ้า  ให้ไปค้นดูก็ได้  พระใตรปิฎกแปลก็มี  ๔๕ เล่ม โยมไปอ่านดูก็ได้ ถ้าไม่เชื่อ อาตมา  แต่เชื่อก็ไม่ต้องไปค้นว่าท่านปัญญาพูดจริงแน่  ไม่หลอกเราแน่ ทีนี้มันไม่มีแต่ว่าเราทำกันขึ้น  เขาเรียกว่า เกจิอาจารย์ ไม่ปรากฏชื่อ เกจิอาจารย์ เขาแปลว่า อาจารย์คนใดคนหนึ่ง อาจารย์ที่ ไม่ปรากฏชื่อนั่นเอง ไม่รู้เป็นอะไรคนไหนอยู่วัดไหนก็ไม่รู้ เกิดในสมัยไหนก็ไม่รู้ มาตั้งพิธีเหล่านี้ขึ้น พิธีเหล่านี้มาจากอะไร มาจากความอยากได้เงินทองนั่นเอง อยากได้ลาภสักการะ เห็นว่าสิ่ง เหล่านี้คนพอใจพอที่จะขายกันได้  เลยก็ปลุกเสกกันเพื่อขายกัน แล้วก็บอกว่าท่านเสกอย่างนั้นอย่างนี้  ผู้ที่นั่งเสกทั้งหลายล้วนแต่เป็นผู้เชี่ยวชาญในไสยเวทย์ทั้งนั้น   ไสยเวทย์เป็นเรื่องไสยศาสตร์  ไสย ศาสตร์เป็นศาสตร์ของคนที่ไม่ฉลาด   ยังไม่ฉลาดยังไม่ก้าวหน้า  จึงนับถือสิ่งเหล่านั้นอยู่  ประเทศ เขมรโยมรู้ไหม เป็นปรมาจารย์แห่งไสยศาสตร์ พระเมืองเขมรเป็นหมอดูร้อยทั้งร้อย เป็นหมอดูทั้งนั้น อาตมาไปเที่ยวเมืองไพลิน  เขานิมนต์ให้ไปเทศน์ที่ไพลิน ญาติโยมไทยใหญ่ทั้งนั้นอยู่ที่นั่น มีเจดีย์อยู่ บนยอดเขา มีบันไดขึ้นแล้วก็มุงหลังคาเรียบร้อย แล้วก็ข้าง ๆ มีที่นั่งเป็นห้องหับ ๆ เรื่อย ๆ จนกว่า จะถึงยอดเจดีย์  มีพระนั่งอยู่ทุกหนทุกแห่ง  อาตมาขึ้นไปดูพระที่นั่งอยู่ทุกองค์  ดูหมอทั้งนั้น เลยไม่มี สอนธรรมะสักองค์เดียวมีกระดาษมีดวง  นั่งดูหมอทำนายทายทัก  คนก็หาดูกันอาตมานึกในใจว่าตาย แล้ว ทำแต่หน้าที่อย่างนี้แล้วศาสนามันจะอยู่ได้อย่างไร อาตมามองไปในรูปอย่างนั้น แล้วก็มีอาจารย์ เยอะแยะ เมืองไทยเราอาจารย์เก่ง ๆ มักจะเป็นลูกศิษย์พระเขมร อ้างตัวว่าไปเรียนมาจากเมือง เขมรทั้งนั้น อาจารย์หลวงพ่อเณรหลวงพ่ออะไรทั้งหลาย บอกว่า มีดนี้อาจารย์เขมรให้มา ไม้ตีพริกอัน นี้ก็พระอาจารย์เขมรให้มา  แล้วทำพิธีเอาสันมีดโขกไม้ตีพริกไปตามเรื่องตามราว  ได้มาจากเมือง เขมรทั้งนั้น  แล้วเมืองเขมรเวลานี้เป็นอย่างไร อาจารย์ขลัง ๆ ทั้งหลายหายตัวไปไหนหมด ทำไม ไม่มานั่งปลุกเสกให้เขมรแดงออกไปจากบ้านจากเมือง    แทนที่เขมรแดงจะออกจากบ้านจากเมือง  กลายเป็นพระต้องออกจากวัดไปเลย  วิ่งหนีสบงขาดกันเป็นแถวไปเลย ทั้งที่หลวงพ่อขลัง ๆ ไม่มีอำ นาจอะไรที่จะไปเสกพวกนั้นให้งงจังงังไปเลยทีเดียว มันให้ออกจากวัดไปกับชาวบ้านไปอยู่ในทุ่งใน นา แม้พระสังฆราชมันก็เอาเลี้ยงไก่เสียด้วย ซึ่งเป็นหัวหน้าปรมาจารย์ใหญ่ในการปลุกเสก มันยังเอา ไปเลี้ยงไก่เลย แล้วก็สิ้นพระชนม์ไปเท่านั้นเอง อาจารย์ทั้งหลายช่วยอะไรได้ เพราะไม่สอนธรรมะ ให้แก่ประชาชน  แล้วก็ช่วยไม่ได้  คนก็ไม่รู้พุทธศาสนา  ไม่รู้คุณค่าของพระธรรม  พวกเขมรแดงก็ ล้มบ้านล้มเมืองกันไป นี่เห็นง่าย ๆ ว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์นั้นช่วยไม่ได้ สิ่งที่จะช่วยได้ก็คือความรู้ความเข้าใจ   ในการปฏิบัติดีปฏิบัติชอบของประชาชน   ซึ่งเราจะ ต้องปลุกให้ตื่นตัวขึ้นถ้าไม่ทำอย่างนี้แล้วมันจะสายเกินไป  เมื่อมีอะไรเกิดขึ้นเราจะเอาตัวไม่รอดกัน เวลานี้ เวลานี้ยังหลับหูหลับตากันอยู่นั่งเสกกันตะพึดตะพือ ไม่รู้ว่าอันตรายมาถึงกำแพงวัดแล้วยังมอง ไม่เห็น  มันน่าสลดใจไหมละ  ญาติโยมทั้งหลายลองพิจารณา  คือท่านไม่รู้เรื่องไม่มองดูไปนอกกำ แพงมั่ง  ว่ามันมีอะไรเวลานี้  ปลุกเสกกันอยู่  แล้วคนที่ไปหาก็ไม่มีใครว่าอะไร  ไปกับลูกศิษย์พวก เหล่านั้นทั้งนั้น  สมโรงกันในเรื่องนั้นคิดหากินกันในทางนั้น  เลยเอาตัวไม่รอด ประเทศลาวอีกประ เทศหนึ่ง  อาตมาไปบ่อยสมัยก่อน  สมัยยังไม่แดง ไปเทศน์ไปสอนญาติโยม ญาติโยมสนใจไปเทศน์ที่ ไหนคนมานั่งฟังกันแน่น  ฟังกันเต็ม เทศน์ตามวัดตามที่ต่าง ๆ ทุกหนทุกแห่ง เขาสนใจฟัง เพราะว่า พระในประเทศลาวนั้นไม่สอนธรรมะเหมือนกัน  เขาเทศน์ทุกวันเหมือนกัน  แต่เอาหนังสือเก่ามานั่ง อ่านกัน เณรอ่านพระก็ไม่ค่อยอ่าน ตอนเย็นก็เณรไปอ่าน ญาติโยมก็นั่งถือดอกไม้ จุดเทียนแล้วก็ถือไว้ ด้วย  ประณมมือแต้ อาตมาไปยืนฟัง ๆ นิทานทั้งนั้น แล้วไม่ใช่นิทานชาดกด้วย นิทานพื้นบ้านพื้นเมือง  โสนน้อยเรือนงาม เรื่องอะไรต่ออะไร ปลาบู่ทอง เณรก็นั่งว่าให้โยมฟังอาตมาพูดกับพระว่านี่เทศน์กัน อยู่อย่างนี้หรือ  ท่านก็บอกว่าเทศน์กันอย่างนี้ บอกว่าตายแล้ว นี่มันจะตายตรงนี้เทศน์แบบนี้ ก็ไม่สอน ให้คนรู้ธรรมะเทศน์กันอยู่อย่างนั้นทุกวัดทุกวา   มันจะได้สาระอะไร  ทีนี้พอลาวแดงเข้ามา  เขาก็ หลอกมาในการมีความเชื่อความเลื่อมใส  เขาก็เข้าไปในวัดไหว้พระไหว้เจ้า รัฐบาลโฆษณาว่าคอม มิวนิสต์ไม่มีธรรมะ  พวกคอมมิวนิสต์เข้ามาไปไหว้พระสังฆราช ถวายของพระสังฆราช รับศีลดังเสีย ด้วย ญาติโยมรับค่อย ๆ คอมมิวนิสต์รับดัง ๆ ด้วย นี่มันไม่จริงคอมมิวนิสต์รับศีล มันไหว้พระมีศาสนา  หารู้ไม่ว่าสิงห์โตมันปลอมเป็นลูกแกะเข้ามาแล้วจะกินบ้านกินเมือง  ผลที่สุดก็ตายเลย เวลานี้เอาตัว ไม่รอดแล้วประเทศลาว พระสงฆ์องค์เจ้า เมื่อคนนี้นายกรัฐมนตรี โฆษณาให้คอมมิวนิสต์นิดหน่อย บอกว่า ประเทศลาวเขาสุขสบายดี รัฐ บาลไม่ได้รังแกประชาชน  ให้อยู่ดีกินดีกันทั้งนั้น หารู้ไม่ว่าพูดโปรยให้คอมมิวนิสต์แล้วเมื่อคืนนี้ โปรย ทางวิทยุโทรทัศน์เสียด้วยความจริงมันไม่ใช่อย่างนั้น จริงอยู่ในเวียงจันทร์เขายังไม่รุกราน ไม่รังแก  ใครมีที่ดินก็มีไป  แต่เงินไม่มีแล้ว ชาวบ้านในเวียงจันทร์เงินไม่มีแล้ว ใครมีเงินอยู่ในธนาคารไม่ได้ ถอน  ถอนไม่ได้ อาตมารู้จักคนหนึ่ง นายพิลา พันเดช เขาเป็นเอเย่นต์ปูนซีเมนต์ไทยในเวียงจันทร์  เป็นเอเย่นต์คนเดียวร่ำรวยมาก  ถามญาติโยมที่พบปะว่า  ยังอยู่ไหม คุณพิลา พันเดช อยู่ไม่ไปไหน  ไปไม่ได้เงินทองเยอะแยะเป็นห่วงแต่ไม่ได้ใช้  เบิกไม่ได้  ไปเบิกเขาถามว่าเบิกไปทำอะไร เขา ถามแล้วถามอีกพิจารณาแล้วพิจารณาอีก ผลที่สุดเขาไม่เบิกให้ เขาว่าไม่จำเป็นบ้านช่องก็มีแล้ว นั่นก็ มีแล้ว  เลยก็ไม่ได้เอา เงินทั้งหมดเขาคุมหมด ไม่ให้ใช้ให้เบิก ที่ดินบ้านช่องยังไม่ริบ แต่ว่านอก ๆ  เขาริบแล้ว  เมืองพงสาลีเมืองไกล  ๆ ออกไป เขาใช้นโยบายคอมมิวนิสต์เต็มรูปแล้ว เว้นไว้ตรง เวียงจันทร์เท่านั้น  หรือวัดก็เหมือนกัน ถ้าวัดอยู่ริมฝั่งโขงเรียกว่าเป็นหน้าต่างของร้าน แต่งงาม ๆ  หน่อย ให้คนไทยดูมีพระออกบิณฑบาต ตีกลองเพลอะไรไปตามเรื่อง คนฝั่งนี้ว่า วัดยังมี มันมีเฉพาะฝั่ง โขง เรียกว่าเป็นหน้าต่างร้านเป็นวินโด้โชว์นิดหน่อย ให้คนได้เห็นว่ามันยังอยู่เรียบร้อยแต่ลึกเข้าไป หลังร้านตายแล้ว พระต้องหุงข้าวกินเอง มันไม่ใส่บาตรแล้ว เขาไม่ให้ใส่ เขามีคนพวกหนึ่งเมื่อพระ ไปแล้วคอยติเตียนคอยว่าคอยยุอะไรอย่างนั้น   ให้พระรำคาญ  ผลที่สุดพระอยู่ไม่ได้ต้องลาสิกขาไป  เรื่องมันเป็นอย่างนั้น แต่ว่าท่านนายกท่านพูดแบบการเมือง ว่าอย่างนั้น เอาใจลาวหน่อย แต่ว่าเอาใจ ไม่เท่าไหร่มันก็ยิงเรือ นปข.เราอีก มันเป็นอย่างนั้น ยิงแล้วก็ไม่มีอะไรปราณีประนอมกันนิดหน่อย พี่ แล้วมันเสียเปรียบน้อยทุกที มันเรื่องธรรมดา น้องต่อยพี่ไม่เป็นไร พี่ต่อยน้องไม่ได้ พี่ตีน้องแม่ตีพี่ แต่ ถ้าน้องตีพี่ไม่เป็นไร  มันเป็นเด็กอย่าไปถือมันเลย  เรื่องมันเป็นอย่างนั้น ลาวมันน้องไทย ทำอะไร ไทยน้องไม่เป็นไร พี่แย่ทุกที ทีนี้ประเทศลาวล่มจมก็เพราะว่า ไม่มีการสอนคนให้เข้าใจธรรมะ แต่มีพระองค์หนึ่ง อายุไม่ยืน เสียด้วยพระองค์นี้  ตายเสียหลายปีแล้วก่อนแดงเข้าด้วยซ้ำไป  ชื่ออาจารย์ปาน อาจารย์ปานองค์นี้ แกมาอยู่เมืองไทย มาเรียนบาลีเรียนภาวนาอะไร พอกลับไปเมืองลาวก็เริ่มตั้งองค์การขึ้น ไปอยู่วัด พุทธวงศาป่าหลวง แล้วก็ปรับปรุงวัดขึ้นมีสถานที่เลี้ยงเด็กอะไรต่ออะไรหลายอย่างกิจการ ออกหนังสือ พิมพ์ทางพุทธศาสนา  ชื่อพุทธวงศ์ ออกเป็นรายเดือน แล้วเอาข้อความที่อาตมาเทศน์ในเมืองไทยไป แปลงเป็นอักษรลาว  ลงหนังสือพิมพ์บ่อย ๆ เขานิมนต์ไปเทศน์บ่อย ๆ ถ้าไปเทศน์แล้วท่านก็จัดให้ไป เทศน์ตามโรงเรียนตามวิทยาลัย  วิทยาครูค่ายดงโดก  ค่ายจินายโม้  ค่ายทหารโรงเรียนนายร้อย  โรงเรียนนายร้อยเหมือนกับคอกม้า  ไม่ใหญ่โตอะไร  เขาบอกว่าเพิ่งตั้ง  ความจริงครู ๆไปจาก สามพรานทั้งนั้น   ลูกศิษย์นายร้อยสามพรานเขาเคยอยู่ที่นี่เขาเห็นเขาก็รู้จักเพราะว่าเคยไปเทศน์ที่ สามพราน  เขาดีอกดีใจสภาพเป็นเช่นนั้น  แต่พระองค์ทำงานไม่นาน เป็นโรคลำไส้แล้วไปรักษากับ โรงพยาบาลฟิลิปินส์  ซึ่งมาตั้งอยู่ตายไปเลย เวลานี้เผาศพเรียบร้อยไปแล้ว ก็เลยดับวูบไป ไม่มีอะ ไรเหลือต่อไป นี่คือเรื่องความบกพร่องไม่สอนคนให้เข้าถึงธรรมะเราจะต่อต้านสิ่งที่เป็นอธรรม ต้องให้สิ่งที่ เป็นธรรมให้คนได้รู้ได้เข้าใจ ให้ซาบซึ้งในพระพุทธศาสนา ให้เห็นว่าพระศาสนามีประโยชน์ คนเรา จะรักสิ่งใดมันต้องรู้คุณค่าของสิ่งนั้น เช่นรักแผ่นดินรักประเทศ ถ้าเราไม่รู้คุณค่าของแผ่นดินนี้ให้น้ำแก่ เรา  ให้อาหาร  ให้เสื้อผ้า ให้ที่อยู่อาศัย ถ้าเราไม่มีแผ่นดินจะอยู่จะลำบากขนาดไหน ดูญวนที่หนี ออกจากประเทศลงเรือไปลอยเท้งเต้งอยู่หน้าเกาะฟิลิปปินส์  ไปลอยอยู่หน้าเกาะฮ่องกง ไปลอยอยู่ หน้าประเทศมาเลเซีย ขึ้นไม่ได้ เขาไม่ยอมให้ขึ้น แออัดยัดเยียดแน่นกันอยู่ในเรือ จะกินก็ลำบากจะ ถ่ายก็ลำบาก มีทั้งเด็กมีทั้งผู้ใหญ่ มีเด็กหนุ่มเด็กสาว เกิดโรคเกิดภัย นั่นเห็นแล้วว่าบ้านแตกสาแหรก แล้ว เอาแต่ตัวก็แย่เต็มทีแล้ว ลำบากเดือดร้อนขนาดไหนไม่มีแผ่นดินจะอยู่ เรานี่มีแผ่นดินอยู่อาศัยสะ ดวกสบาย  ถ้าสมมติว่าเหตุการณ์มันเป็นเหมือนกับประเทศญวนเขมรอย่างนั้น  เราจะไปไหน  ญาติ โยมลองคิดดูว่าจะหนีไปไหน   จะไปเมืองไหน  ไปแล้วจะไปทำมาหากินอะไร  คนไทยเรามันเคย กับความสบาย ไปอยู่ที่อื่นจะไปทำมาหากินอะไรสมมติว่าไปอยู่เมืองฝรั่งจะไปทำอะไร เราก็ต้องทู่ซี้อ ยู่ในประเทศไทยต่อไป หวานก็อมขมก็กลืนไม่ลง เรียกว่าหวานอมขมกลืน มันกลืนไม่ได้แล้ว ขมก็กลืน ไม่ได้ หวานก็อมไม่ได้แล้ว มันก็เดือดร้อนวุ่นวาย ทางแก้มีอยู่ทางเดียวให้คนประพฤติธรรม ทีนี้เมื่อคนประพฤติธรรมมันจะดีขึ้นอย่างไร  มันมีคำพูดอยู่คำหนึ่งที่โยมได้ยินบ่อย  ๆ ทางโทร ทัศน์  จงช่วยกันกำจัดคอร์รัปชั่นให้สิ้น  เพื่อแผ่นดินไทยอยู่รอด  นี่แสดงว่าเขามองเห็นอยู่เหมือนกัน  มองเห็นว่าอันตรายของประเทศชาตินั้นคือคอร์รัปชั่น คอร์รัปชั่นมันเกิดเพราะอะไรเกิดเพราะคนไม่มี ธรรมะไม่มีศาสนาประจำจิตใจ  ถึงมีก็มีแต่เพียงชื่อ  แต่ไม่มีข้อปฏิบัติ  ไม่เลื่อมใสศรัทธาในศาสนา อย่างแท้จริง ไม่เอาศาสนามาใช้ในชีวิตประจำวัน แต่ไปเอาเรื่องอื่นมาใช้ในชีวิตประจำวัน รู้จักพระ ที่เป็นหมอดูองค์หนึ่ง ความจริงก็ไม่เก่งกล้าอะไรเรียนหนังสือก็ไม่เก่ง แต่เข้ามากรุงเทพฯ กลายเป็น หมอใหญ่  มีชื่อมีเสียงในเวลานี้  เขาบอกว่าท่านนายพลเอกชื่อนั้นเคยมาหาผม  เขามาทำไม  ให้ ผมรดน้ำมนต์ให้  นายพลเอกชั้นใหญ่ปกครองบ้านเมือง ไปให้รพรดน้ำมนต์ให้แทนที่จะไปศึกษาธรรมะ  ศึกษาแนวทางบริหารบ้านเมือง   บริหารจิตใจจัดการศึกษาพัฒนาจิตใจคนกลับไปให้พระรดน้ำมนต์ให้  เพื่อจะได้ล้างซวย  อาตมาบอกว่า  ตายแล้วอย่างนี้  บ้านเมืองจะไปรอดได้อย่างไร  เพราะคนผู้ ปกครองบ้านเมืองยังใช้วิธีการแบบไสยศาสตร์ปกครองบ้านเมืองจะไปฝังรูปฝังรอยให้ข้าศึกตายมันไม่ ได้เวลานี้   มันต้องใช้ระบบปีนแล้ว   แต่เราไม่มีปืนจะใช้  เราใช้ระบบธรรมะ  เอาธรรมะช่วย  ช่วยอย่างไร ด้วยการชวนกันประพฤติธรรม ถ้าเราประพฤติธรรมกิเลสมันเบาลงไปความโลภน้อยลง ไป  ความหลงน้อยลงไป ความริษยาพยาบาทน้อยลงไป การแข่งดีเอารัดเปรียบมันก็น้อยลงไป มอง เห็นสิ่งที่เป็นสาระว  ว่าเป็นสาระ  แล้วเราก็จะดำเนินชีวิตถูกทาง พอดำเนินชีวิตถูกทางกิจการทั้ง หลายก็ก้าวหน้า  เป็นไปในทางที่ดีงาม  ไม่มีใครเห็นแก่ตัวไม่มีใครเอารัดเอาเปรียบ นั่นแหละเขา เรียกว่าธรรมะครองเมือง ถ้าเราให้ธรรมะมาครองเมืองแล้วเราจะอยู่รอด แต่พระธรรมครองเมือง นั้นตัวธรรมะอยู่ไม่ได้  มาครองจิตใจคนก่อนเอาธรรมะมาครองใจคนเมื่อธรรมะเข้าถึงใจคนแล้วใจ คนนั้นก็มีธรรมะ  คนมีธรรมะจะทำอะไรก็ทำเพื่อธรรมะทำเพื่อส่วนรวมทำเพื่อธรรมะ ไม่เห็นแก่ประ โยชน์ส่วนตัวสมมติว่าอย่างนี้เราจะซื้อเรือสักลำเพื่อเอามาเพิ่มให้บริษัทเดินเรือไทยทีนี้ก็มีคนไปติดต่อ  กับบริษัทต่างประเทศเพื่อจะซื้อเรือมาเป็นเรือที่ไม่เก่าเกินไปเขาใช้มาเพียงปีสองปีเท่านั้นตกลงว่า เอาแล้ว  แต่พอมาเสนอเข้าคนที่จะเซ็นกัน เลยไม่อนุมัติ แต่บอกว่าเรือไม่ดีบ้างเรือเก่าไปบ้าง อะ ไรไปบ้างว่ากันไปตามเรื่อง  ความจริงเรือมันก็เรียบร้อยสมมติว่าอย่างนั้น แต่มันไม่เรียบร้อยตรงที่ แบ่งเปอร์เซ็นต์ให้ไม่เป็นที่พอใจนี่เอง แล้วเลยก็ไม่ได้ซื้อเรือลำนั้น หรือว่าเราจะทำอะไร  แต่ว่าไม่ตกลงกัน ประมูลซื้อข้าวซื้อของ ของดีราคาพอสมควร แต่ว่า เปอร์เซ็นต์ไม่สมควร เลยไม่ซื้อ ไม่ซื้องานก็ชักช้าเสียเวลา ไม่สามารถจะทำไปได้ งานของชาติประ เทศไม่ก้าวหน้าสมมติว่ามีคนสักคนหนึ่งไปประมูลสร้างสะพานลอยได้ แล้วเมื่อประมูลสร้างสะพานลอย ได้  เหล็กเป็นอย่างไร ต้องเอาไปให้เจ้าหน้าที่พิสูจน์ก่อน ว่าเหล็กนี้ดีไหมได้ขนาดไหม เอาไปวาง ไว้  วางไว้นั่นแหละพ่อไม่พิสูจน์ให้  เฉย ๆ เจ้านี่ร้อนอกร้อนใจเพราะเวลามันจำกัดที่จะต้องทำให้ เสร็จทันเวลา ถ้าไม่เสร็จทันเวลาก็จะถูกปรับ เมื่อจะถูกปรับไปถึงถาม พิสูจน์แล้วยังครับ ยัง ยังไม่ ว่างยังไม่มีเวลา อย่างนั้นอย่างนี้ชักช้าอาทิตย์หนึ่งก็ไม่ได้ สองอาทิตย์ก็ไม่ได้ ทีนี้มีคนมากระซิบบอกว่า เครื่องมันฝืด  คุณไม่หยอดน้ำมันเครื่องมันจะเดินได้อย่างไร เชิญไปหยอดน้ำมันกันเสียหน่อย เชิญไป กินเลี้ยงกินเลี้ยงเสร็จแล้วก็ยัดใส่กระเป๋าให้เป็นที่พอใจ  รุ่งขึ้นพิสูจน์เรียบร้อยมันเป็นอย่างนั้น เท็จ จริงไม่ว่า  นี่อาตมาพูดเรื่องสมมติทั้งนั้นทีนี้เราไปติดต่อเอง สมมติว่าไปติดต่อเรื่องไฟฟ้า มันต้องใช้ ไฟ ไฟที่จะใช้ทำอะไรต่ออะไร ติดต่อเสร็จแล้วยื่นเรื่องเสร็จแล้ว พ่อเฉยอยู่นั่นไม่ไปทำให้ ไม่ไปจัด ให้สามวัน สี่วัน ห้าวัน หนึ่งอาทิตย์ สองอาทิตย์ไปตามก็แหม คนยังไม่ว่าง เดี๋ยวนี้คนมันน้อยอย่างนั้น อย่างนี้  ก็ไม่คล่องสักทีก็ไปบ่นให้ใคร  ๆ  ฟัง เอ๊าเธอมันใหม่ต่องานเกินไป ยังไม่รู้แจ้งโลกเมือง ไทยว่าเขาทำกันโดยวิธีใด  มันต้องหยอดน้ำมันบ้างซี  พอไปถึงหยอดน้ำมัน  พอหยอดเช้าบ่ายมาถึง เลยจัดแจงติดให้เรียบร้อย ความจริงมันเรียบร้อยอยู่แล้ว ไปติดง่าย ๆ แต่ว่าเครื่องมันไม่เดินเพราะ ว่าไม่ได้หยอดน้ำมันเท่านั้นเอง  แล้วน้ำมันมันต้องเป็นน้ำมันนี่เสียด้วย  น้ำมันประเภทอื่นหยอดไม่ได้  ต้องมันนี่ ยี่ห้องมันนี่ แล้วก็ใช้ได้ยี่ห้ออื่นอย่าไปหยอดเลย พอหยอดปั๊ปเครื่องเดินฉิวไปเลย อันนี้แหละมันมีทั่วไป ทำให้งานฝืดงานชักช้า เสียเวลาอะไรที่ไม่ได้แล้วไม่เอา นี่คือการไม่ประ พฤติธรรมเราไม่ประพฤติธรรมกัน  เลยไปกันใหญ่  แล้วเรื่องไม่ประพฤติธรรมไม่ใช่เรื่องใหม่  ละ เลยกันมาหลายปีแล้ว  เฉย ๆ กันมาหลายปีแล้ว ไปสนใจกันในเรื่องอื่นไม่สนใจกับการสร้างจิตใจ คน  อบรมจิตใจคน  ผู้เข้าปฏิบัติงาน  เลยงานมันก็ชักช้าทำให้เสียเวลาอะไร  ๆ ต่าง ๆ ไป ทุก เรื่องทุกประการมันเป็นอย่างนี้ พี่น้องทั้งหลายลองพิจารณาว่า ขาดธรรมะอย่างเดียวเลยมันไปกันไม่ รอด ที่นี่ถ้าเราจะให้บ้านเมืองของเราอยู่รอดเราก็ต้องหันหน้าเข้าธรรมะผู้หลักผู้ใหญ่ต้องหันหน้าเข้หา ธรรมะ ต้องทำตนให้เป็นตัวอย่างในด้านธรรม คือเป็นตัวอย่างว่าเราไม่หวังประโยชน์อะไร คนเรา อายุมาก ๆ แก่แล้วจะทำงานให้แก่ชาติแก่ประเทศ นึกว่าอีกไม่กี่ปีก็จะเข้าโลงแล้ว ฝากชื่อฝากเสียง ไว้กับบ้านเมืองสักหน่อย ทำกันอย่างจริงจังอย่าลูบหน้าปะจมูก อย่าเลือกที่รักมักที่ชัง อย่าว่าเป็นพวก ของฉัน พวกของฉันคือคนดี มีปัญญามีความประพฤติชอบ มีความเสียสละแล้วก็ถือว่าเป็นพวก แต่ถ้าคน ไม่ดีไม่อะไรแล้วอย่าเอามาเป็นพวก มันเลอะอย่าเอาแต่มือขวายกขึ้นแล้วเป็นใช้ได้ แต่ให้เป็นคนเห็น แก่ส่วนรวมเห็นแก่ประเทศชาติ  ศึกษาประวัติของคนเหล่านั้น ว่าเป็นคนจริงหรือไม่ หรือเป็นคนประ เภทใดเอามาร่วมแรงร่วมใจ    เรียกว่ารวบรวมคนดีคนมีธรรมะ    เข้ามารับใช้ประเทศชาติกัน อย่างจริงจัง ประเทศชาติจึงจะไปรอด แต่ถ้าไม่ทำอย่างนั้นไปไม่รอด หัวหน้าสำคัญกว่าใครๆ หมดหัว หน้าสูงสุดของเรานั้นไม่ต้องพูดแล้ววิเศษเหลือเกิน  คือในหลวง แต่ว่าท่านทำอะไรไม่ได้ เพราะว่า อยู่บนหิ้งบูชา ท่านเป็นตัวอย่างตลอดเวลา ไม่ได้อยู่นิ่งในวังหลวง เสด็จไปนั่นไปนี่ ไปเพื่อประโยชน์ เพื่อความสุขแก่ประชาชนทั้งนั้น ไม่ได้ไปเพื่ออะไร ทรงกระทำงานด้วยน้ำพระทัยเสียสละ เวลานี้ไป ประทับอยู่เชียงใหม่ ออกทุกวันไปดอยนั่นไปดอยนี่ ดอยที่คนอื่นไม่ไปท่านก็ไป ไปดูแม้ว อีก้อ มูเซอ มัน ทำอะไรกัน  ให้พืชไว้มันปลูกหรือเปล่า ให้แกะมันเลี้ยงเรียบร้อยไหม ให้วัวไว้มันแกงกินแล้วหรือยัง หรือว่าเลี้ยงไว้เรียบร้อย  ไปตรวจ  เกิดลูกเกิดเต้ามาเป็นอย่างไร  ถ้ามีอะไรขัดข้องมีอะไรเป็น อุปสรรค พาไปดู แล้วไม่ไปดูแต่ในหลวง พาทูตไปด้วย เพื่อจะได้ช่วยกัน พวกทูตไปดูแล้วมีอะไรพอจะ ช่วยได้พวกนั้นก็ช่วยกันต่อไป พระองค์ทรงกระทำทุกอย่างด้วยทางธรรมะ ด้วยวิถีทางของธรรมะ ไป เพื่อประโยชน์อย่างแท้จริง แต่ว่าขออภัยเถอะข้าราชการเรายังไม่เดินตามในหลวง ในหลวงเดินไป ทางนี้ แวะไปทางนี้ บาร์นั้นเสียในคลับนั้นเสีย ไปโน่นไปนี่เสียอย่างนี้ มีข้าราชการบ้านนอกคุยให้ฟัง  บอกว่า  อาจารย์ครับ เพื่อไหร่อาจารย์จะเข้าไทเทศน์ที่กระ ทรวงสักทีเทศน์เรื่องนี้ที เรื่องอะไร เรื่องว่าเวลามาตรวจงานอย่าให้ลูกน้องต้องเลี้ยง ผมมันเดือด ร้อน เบี้ยเลี้ยงก็มีค่าโรงแรมก็มี แล้วทำไมจะต้องให้พวกผมเลี้ยงอีก เลี้ยงแล้วยังจะให้พวกผมพาไป เที่ยวซ่องอีก ข้าราชการเมืองไทยมันจะไปไม่รอดตรงนี้ ไปเที่ยวหาดใหญ่ ให้ลูกน้องพาไปเที่ยวซ่อง  อย่างนี้มันใช้ได้เป็นข้าราชการ เราไปตรวจงานต้องไปอย่างเปาบุ้นจิ้น ไม่ใช่ไปอย่างอื่น ต้องเปาบุ้น จิ้นต้องไปพาผงซักฟอกเปาบุ้นจิ้นไปด้วย  จึงจะใช้ได้ เอาไปฟอกกัน ไปแล้วมันต้องเป็นตัวอย่าง ตัว อย่างแก่ลูกน้องแล้วบางทีต้องสั่งลูกน้องต้องหาเหล้าชนิดนั้นให้ดื่มด้วย มันอย่างนี้ลำบาก เพราะว่าไม่ เอาธรรมะไปเอากิเลสไป  เอาความสนุกไป ไปตรวจงานไปเพื่อความสนุก เมืองไหนไม่เจริญพ่อ ไม่แวะ  อย่างนี้เป็นส่วนมาก จึงทำให้เกิดเป็นปัญหา เพราะเราไม่ประพฤติธรรมกัน แล้วเหมือนกัน หมดใครๆ ก็เป็นอย่างนั้น เพราะฉะนั้นคนใดที่ทำอะไรไม่ดีผู้น้อยไม่ดีผู้ใหญ่ก็ไม่กล้าพูด ไม่กล้าทำอะ ไรเพราะว่าผู้ใหญ่ก็มีแผลเหมือนกัน  ขืนพูดไปเดี๋ยวอ้ายนั่นมันเกาหลังกูเข้าบ้าง จะเดือดร้อนวุ่นวาย  เลยเลอะกันไปหมดทั้งบ้านทั้งเมือง เพราะการไม่ประพฤติธรรม ปัญหามันอยู่ตรงนี้ ที่สำคัญที่มองเห็น กันอยู่ มีทางเดียวเท่านั้นที่เราจะต้องหันหน้าเข้าหาธรรมะกัน  เรารู้จักใครแล้วก็ช่วยพูดช่วยชักช่วย จูง  ให้หันหน้าเข้าหาธรรมะกัน  ให้ประพฤติดีประพฤติชอบให้เสียสละ  เพื่อประโยชน์เพื่อความสุข แก่ชาติบ้านเมือง ตัวเรานี้ไม่กี่วันจะไปกันแล้วทั้งนั้น แต่ว่าชาติอยู่ประเทศอยู่ ลูกหลานของเราอยู่ต่อ ไป  เราจะให้ลูกหลานเราอยู่อย่างไร อยู่อย่างเดินก้มหน้า ยิ้มไม่ออกอย่างคนไทยที่เคยยิ้มอย่างนั้น หรือ  อย่างนี้มันก็ไม่ได้ แต่เวลานี้เราทำเหมือนกับให้ลูกหลานอัปยศอดสู ให้ลูกหลานเดินเงยหน้าไม่ ได้ต่อไปข้างหน้า ต้องก้มหน้าก้มตาถูกบังคับเคี่ยวเข็ญด้วยประการต่างๆ เหตุการณ์อย่างนี้มันจะเกิดขึ้น ถ้าเราไม่ช่วยกันหันหน้าเข้ามาเดินตามพระพุทธเจ้า  พระธรรม  พระสงฆ์ ไม่หันหน้าเข้าหาธรรมะ  ต้องช่วยกันคนละไม้คนละมือ  ไม่อย่างนั้นแล้วจะไปไม่รอด แล้วเอาไปพูดกับใครๆ บ่อยๆ ว่าถ้าเรา ไม่เข้าหาธรรมะจะไปไม่รอด ทีนี้เข้าหาธรรมะอย่างไร ก็ต้องว่ากันอีกทีหนึ่ง วันนี้หมดเวลาเสียแล้ว  จึงขอจบไว้แต่เพียงเท่านี้ฯ