ปาฐกถาธรรม เรื่อง การอบรมเด็ก โดย พระเทพวิสุทธิเมธี (ปัญญานันทภิกขุ) วันอาทิตย์ที่ ๑๔ มกราคม ๒๕๒๒ ญาติโยมพุทธบริษัททั้งหลาย ณ  บัดนี้ถึงเวลาของการฟังปาฐกถาธรรมะ อันเป็นหลักคำสอนในทางพระพุทธศาสนาแล้ว ขอ ให้ทุกท่านอยู่ในอาการสงบ ตั้งอกตั้งใจฟังด้วยดี เพื่อให้ได้ประโยชน์อันเกิดขึ้นจากการฟังตามสมควร แก่เวลา เมื่อวานนี้เป็นวันเสาร์ที่  ๑๓ มกราคม ทางราชการได้จัดงานอย่างหนึ่ง ซึ่งเขาจัดกันทั่วๆไป  แต่ว่าวันอาจจะไม่ตรงกันก็ได้  เขาเรียกว่างานวันเด็ก  งานวันเด็กนี้เขาจัดกันทุกประเทศ เพราะ งานนี้มันเป็นงานขององค์การสหประชาชาติตั้งขึ้น   เขามีวันอะไรหลายอย่าง  แต่มีอยู่งานหนึ่งเขา เรียกว่า งานวันเด็ก จุดหมายของการจัดงานวันเด็กก็เพื่อจะให้ทุกชาติทุกภาษา ได้สนใจในเรื่องเด็ก เป็นพิเศษ แล้วจะได้ช่วยกันประคับประคองร่างกายจิตใจ ให้เจริญเติบโตเพื่อเป็นพลเมืองดีของชาติ ของโลกต่อไป   อันนี้คือจุดหมายสำคัญที่องค์การสหประชาชาติต้องการ   เพราะว่ามองเห็นว่าเด็ก บางประเทศอยู่ในสภาพลำบาก ขาดแคลนอาหารเสื้อผ้า ขาดแคลนเรื่องศึกษาเล่าเรียน เติบโตขึ้นก็ จะเป็นปัญหาแก่ชาวโลกต่อไป  แต่ในบางประเทศนั้นพอไปได้  บางประเทศยังไม่ไหว  เขาจึงได้มี การกระตุ้นเตือนกันขึ้น  เพื่อให้ทุกชาติทุกประเทศมีความสนใจในเรื่องของเด็กกันเป็นพิเศษสักหน่อย  ประเทศเราก็มีวันเด็กกันมาหลายปีแล้ว ทำกันทุกปี แล้วปีหนึ่งๆก็มีคำขวัญของท่านนายกรัฐมนตรีออกมา คำหนึ่ง  เช่นในสมัยก่อนคำขวัญของท่านนายก ว่าไปในรูปว่า เป็นเด็กดีมีศีลธรรมอะไรไปต่างๆ นา นา  ซึ่งมีกันทุกปี ในปีนี้ก็เขียนป้ายตัวโตๆ ว่า เด็กไทยคือหัวใจของชาติ ก็เท่ากับเตือนทุกคนให้รู้ว่า  อนาคตของชาตินั้นอยู่ที่เด็ก  แต่ว่าเด็กนั้นก็ขึ้นอยู่กับผู้ใหญ่ คือพ่อแม่ มันมีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกันอยู่ ตลอดเวลา การจัดงานวันเด็กทั่วไปนั้น  เมื่อสังเกตแล้วก็มุ่งไปในทางสนุกสนานกันเป็นส่วนมาก เช่นเปิด สวนสัตว์เขาดินวนาให้เด็กไปเที่ยว  เปิดสภาผู้แทนราษฎรให้เด็กเข้าไปชมเปิดที่นั่นที่นี่ เพราะฉะนั้น  ในวันเด็กจึงเต็มไปด้วยความสนุกสนาน ตามสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ เช่นแดนเนรมิตรหรือว่าแดนอะไร ที่เขาจัดทำขึ้น  ก็จัดรายการเป้ฯพิเศษ เป็นเรื่องสนุกทั้งนั้น รวมความว่าในวันเด็กที่ผ่านมานั้น เด็ก ได้สนุกกันเต็มที่ พ่อแม่ก็ต้องควักกระเป๋าเกือบขาดไปตามๆ กัน เพราะต้องจ่ายสตางค์แก่เด็กเหล่านั้น ให้ไปเที่ยวไปเตร่ไปสนุกสนานกันเสียวันหนึ่ง  อันนี้หรือคืองานวันเด็ก ถ้าเราทำงานวันเด็กกันเพียง เท่านี้ อาตมานั่งคิดๆ ดูว่าผลที่จะได้นั้น มันก็เรื่องความสนุกเท่านั้นเอง ได้เที่ยวได้เล่นแล้วคุณพ่อคุณ แม่ก็ต้องควักสตางค์เพิ่มขึ้นจากค่าอาหารปกติอีกวันหนึ่งนั่นคือการจัดงานวันเด็ก  ซึ่งไม่เป็นประโยชน์ เกื้อกูลแก่จิตใจในทางสร้างสรรค์ แต่เป็นประโยชน์เกื้อกูลในทางสนุกสนานเบิกบานใจ ทำให้เด็กได้ นึกว่า ปีหนึ่งเราได้สนุกกันทีหนึ่งเท่านั้นเอง ไม่มีอะไรที่เป็นพิเศษมากขึ้นไปกว่านั้น อันนี้เป็นเรื่องที่น่า คิดกันอยู่เหมือนกัน    ว่าถ้าเราจัดงานกันแต่เพียงเท่านั้น   จะมีอะไรเกิดขึ้นใจจิตใจของเด็กบ้าง  แล้วควรจะจัดอย่างไร   เพื่อจะได้สร้างสรรค์จิตใจเด็กกันบ้าง  โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปีนี้ทางองค์ การสหประชาชาติ ได้ประกาศว่าเป็นปีเด็กสากล หมายความว่า เป็นปีสำคัญที่จะได้เอาใจใส่ดูแลเด็ก กันเป็นพิเศษ ได้ทราบว่าปีนี้ที่สวนโมกข์ไชยา ท่านเจ้าคุณท่านให้เอาเด็กไปจัดงานวันเด็กกันที่สวนโมกข์ ยัง ไม่ทราบรายละเอียดว่ามีการจัดการเป็นประการใดบ้าง  แต่ว่าไม่กี่วันพระคงจะรายงานมาให้ทราบ  ว่าท่านได้จัดเป็นอย่างไร  รูปใด เพราะว่าท่านเคยพูดอยู่เสมอเหมือนกัน บอกว่าที่จัดงานวันเด็กกัน อยู่ทุกปีๆนั้น มันได้ประโยชน์ไม่คุ้มค่ากับการลงทุน ไม่ได้เป็นการสร้างสรรค์จิตใจเด็กให้ก้าวหน้า ใน ทางดีทางงาม  นอกจากว่าเป็นการปล่อยเด็กเสียวันหนึ่ง  ให้ได้เที่ยวเล่นสนุกสนานกันเท่านั้น ส่วน ผลที่จะเกิดขึ้นอย่างแท้จริงนั้น ยังมองไม่เห็นว่าจะได้อย่างไรบ้าง ท่านคงจะคิดปัญหานี้อยู่เหมือนกันใน วันที่มีงานวันเด็ก  ปีนี้เลยติดต่อกับเจ้าหน้าที่อำเภอไชยา  บอกว่างานวันเด็กปีนี้ขอให้ส่งเด็กมาที่สว นโมกข์   แล้วก็จะได้จัดกับเด็กเหล่านั้นในรูปต่างๆ  ก็คงจะมีการให้ความรู้ความเข้าใจ  ให้ความ คิดความเห็น  หรือว่าให้เด็กสนทนาโต้ตอบปัญหาต่างๆ ในด้านธรรมะธัมโมอะไรกันอย่างนั้น รายละ เอียดคงจะไปกันในรูปอย่างนั้น ซึ่งจะได้ทราบกันในวันพระหลัง จะได้นำมาเล่าให้ญาติโยมฟังต่อไปว่า ท่านทำอย่างไร ทีนี้ปีนี้ที่เขาถือว่าเป็นปีเด็กสากล เราควรจะทำอะไรบ้าง ในฐานะที่เราเป็นพ่อแม่ เป็นปู่เป็น ตาเป็นย่าเป็นยาย  หรือว่าเป็นครูเป็นอาจารย์  เป็นผู้มีเรื่องเกี่ยวกับเด็กของเรา  เราควรจะจัด การกันอย่างไร สิ่งทั้งหลายจึงจะก้าวหน้าไปใจทางที่ดีที่ชอบ คนที่มีความสัมพันธ์กับเด็กน่าจะทำอะไร ให้ดีกว่าที่เป็นอยู่   เมื่อวันวานทางบ้านเมตตาเขาส่งจดหมายมานิมนต์ให้อาตมาไปที่บ้านเมตตาที่นั่น  ให้ไปเทศน์แต่ไม่ว่างเมื่อวาน  ก็เลยบอกว่า ไม่ว่าง พูดโทรศัพท์กัน เขาบอกว่า อยากจะให้เจ้าคุณ มาเทศน์เหลือเกิน บอกว่าบ้านเมตตามาตั้งอยู่ปีกว่าแล้ว แล้วอยู่ห่างจากวัดชลประทานไม่ถึงสิบกิโล เมตร   จะเอาไปเทศน์เมื่อไหร่ก็ได้  หรือว่าติดต่อนิมนต์พระไว้สัปดาห์หนึ่งไปเทศน์สักครั้งหนึ่งก็ได้  เพราะว่ามีพระหลายองค์ในวัดนี้ แต่ว่าพวกคุณไม่ได้สนใจในเรื่องศาสนาเลย ซึ่งเด็กของพวกคุณเป็น พวกพิการในทางในทั้งนั้น ควรจะเอาหมอไปเช็คกันบ่อยๆ ไปพูดกันบ่อยๆ แต่ไม่สนใจ กลับจะเอาไป เทศน์วันเดียวในวันเด็กแล้วก็หายหน้าไป อย่างนั้นมันไม่ได้ประโยชน์คุ้มค่ากัน เขาบอกว่า ผมไม่ใช่หัว หน้า ผมจะเรียนหัวหน้าให้ทราบว่า เจ้าคุณพูดว่าอย่างไร เขาจะเรียนหรือปล่าวก็ไม่รู้ นี่เขาเรียกว่า อยู่ใกล้เกลือกินด่าง ไม่ค่อยสนใจที่จะเอาอะไรไปให้กับเด็ก นอกจากว่าเอาไปขังๆ ไว้แล้วก็ให้ฝึกอะ ไรไปตามเรื่องตามราว  ถ้าว่าอยู่ไกลไปถึงบางนามันก็ลำบากหน่อย  ที่จะนิมนต์ไป ตรงนี้มันง่ายนิด เดียว  นิมนต์เมื่อไหร่ก็ได้ ดูเหมือนเขาคิดว่าการนิมนต์พระไปเทศน์มันใหญ่โตเหลือเกิน เพระคิดว่า เป็นเรื่องใหญ่จึงไม่ค่อยได้พูดกัน   ความจริงมันเป็นเรื่องเล็กน้อย   เพียงแต่เรามานัดหมายว่าวัน ไหนท่านว่างก็ให้ไปเท่านั้น  พระเราพร้อมอยู่เสมอที่จะทำประโยชน์แก่สังคม แต่ว่าผู้ที่ทำงานนั้นเขา ไม่ค่อยจะสนใจ  ในการที่จะมาประสานงานติดต่อ เลยก็ไม่มีโอกาสที่จะไปทำอะไรกับเขา อย่างนี้ เป็นเรื่องที่น่าคิด เพราะฉะนั้น  เราที่เป็นผู้ที่ทำงานเกี่ยวกับเด็ก ในปีเด็กสากลนี้ เราควรคิดว่าเราควรจะทำ อย่างไรกับเด็กของเราเป็นพิเศษ ในเรื่องเกี่ยวกับชีวิตความเป็นอยู่ สำหรับคนที่ลูกเติบโตเป็นผู้ใหญ่ แล้ว  ก็ไม่มีปัญหา แต่ว่าก็มีหลานอีกเหมือนกัน ที่เราจะต้องจัดการกับเขาต่อไป ปัญหามีว่าเราจะจัด การอย่างไร เพื่อให้เด็กของเรามีความคิดความนึกก้าวหน้า มีการกระทำในทางที่ถูกที่ชอบ พ่อแม่เป็น คนสำคัญที่สุดในเรื่องนี้ เพราะว่าเด็กอยู่กับพ่อแม่นานกว่าอยู่กับใครๆ พ่อแม่บางทีก็ซัดไปให้ครูทั้งหมด  เวลาเด็กทำอะไรไม่ดีก็ว่า  อ้ายนี่ไปโรงเรียนแล้วครูมันไม่สอน ไปว่าครูโน่น ความจริงนั้น ควรจะ โทษตัวเองว่าไม่สั่งไม่สอนอบรมมากว่า  เพราะเด็กไปอยู่กับครูที่โรงเรียนนั้น วันหนึ่งประมาณห้าชั่ว โมงเท่านั้น แล้วโรงเรียนเดี๋ยวนี้นั้น การสอนเด็กต้องทำกันอย่างรีบเร่งเหลือเกิน ครูคนหนึ่งเข้าชั้น สอนๆๆ เสร็จแล้วก็ออกไป เหมือนกับมาเทน้ำรดหัวเด็ก รีบเทให้มันหมดกระบอก แล้วก็ออกไปเท่านั้น เพราะระบบการสอนมันเป็นรูปอย่างนั้น  ไม่เหมือนสมัยก่อนที่เราเป็นกันอยู่ ครูคนเดียวแกสอนเรา ทุกวิชา ประจำชั้น ม.ไหนแกก็สอนอยู่นั่นสอนอยู่คนเดียว แล้วครูคนนั้นแก่รู้นิสัยเด็กหมด รู้ว่าเด็กมีนิสัย อย่างไร   มีความประพฤติอย่างไร  มีการปฏิบัติตนอย่างไร  ท่านรู้หมดสามารถที่จะควบคุมเด็กได้  เรียกมาดุมาว่าได้  ว่าเด็กนั้นมีนิสัยอย่างไร ครูบางคนสอนอยู่ เด็กที่สอนรุ่นแรกโตไป ออกไปทำมา หากินแล้ว เอาลูกมาให้ครูคนนั้นสอนอีก แล้วครูยังพูดกับเด็กที่เข้ามาว่า อ้ายเธอนี่ไม่เหมือนพ่อ เด็ก คนนั้นก็ไปบอกพ่อว่าครูว่าอย่างนั้น  พ่อก็ว่า  ถูกแล้วครูเพียงแต่ว่ายังดี  สมัยก่อนแกไม่ว่าฟาดกับไม้ บรรทัดแก่นมะม่วงมือแดงไปเลย  ครูแกสอนประจำทุกวัน แกรู้นิสัยว่าเด็กเป็นอย่างไร เติบโตขึ้นจะ เป็นอย่างไร ครูมองเห็นอนาคตของเด็กได้ แต่ว่าในสมัยนี้นั้น  ครูกับเด็กใกล้ชิดกันน้อยไป  เพราะว่าไปสอนถึงสอนตามตารางเวลา ครู วิชาเลขเข้าไปสอน  สอนเสร็จออกไป ครูศีลธรรมเข้าไปสอน ไม่ได้คลุกคลีกับเด็ก ทีนี้มีครูต่างหาก เรียกว่าครูผู้ปกครอง ครูผู้ปกครอง ครูผู้ปกครองจะปกครองเด็กตั้งสามสี่พันในโรงเรียน จะรู้จักเด็ก ทุกคนคงจะไม่ไหว เพราะเด็กมันมากเหลือเกิน ระบบเก่าเขาดีกว่า ครูคนไหนสอนชั้นไหนก็สอนอยู่ชั้น นั้น  แล้วเด็กทุกคนที่สอนแกก็รู้หมด เรียกว่าประจำห้องไปเลยทีเดียว สมัยก่อนห้องเรียนมันน้อย ชั้น  ม.๑  ก็มีห้องเดียว เดี๋ยวนี้มีถึงห้าหกห้อง ก็แบ่งครูไปสอนชั้นใดก็ชั้นนั้น ครูก็จะได้คุ้นเคยกับศิษย์ จะ ได้เกิดความรักความเคารพต่อครูอย่างแท้จริง  เวลาเติบโตขึ้นครูยังตามไปดุได้ครูสมัยก่อน เด็กโต แล้วยังตามไปดุได้  เห็นครูยังกลัวอยู่เหมือนสมัยเป็นนักเรียน เพราะว่าเคยอยู่กันนาน เคยดุเคยว่า เคยสั่งสอนตักเตือน   เขาจำสิ่งเหล่านี้ไปได้ด้วยความเรียบร้อย  อันนี้เป็นเรื่องที่เรียกว่าเป็นประ โยชน์แก่เด็กอยู่ไม่ใช่น้อย แต่เดี๋ยวนี้มันคนละแบบ แต่ว่าพ่อแม่ไม่ควรจะไปโทษครู หาว่าครูไม่สั่งสอน ไม่อบรม ไม่ควรจะพูดอย่างนั้น แต่ควรคิดว่าเราเองนั่นแหละไม่ได้สั่งสอนอบรมเด็ก ทีนี้เราต้องเอา ใจใส่กันให้มากเป็นพิเศษ  อยากจะถามว่าท่านทั้งหลายที่เป็นมารดาบิดาของเด็กในปัจจุบันนี้ ท่านทำ หน้าที่ของความเป็นพ่อเป็นแม่สมบูรณ์แล้วหรือยัง อันนี้เป็นปัญหาอยู่ ถามเราเองว่า เราได้ทำหน้าที่นั้น สมบูรณ์เรียบร้อยแล้วหรือยัง บางคนอาจจะบอกว่า  แหม ไม่ค่อยมีเวลาในการที่จะสั่งสอนลูก พูดว่าไม่มีเวลาไม่ถูก คนใด พูดว่าไม่มีเวลาแสดงว่า  ไม่รู้จักจัดเวลาในชีวิตประจำวันให้เป็นประโยชน์ เช่นว่าเราพบใครสักคน หนึ่ง  แล้วพูดว่า  แหม  ไม่มีเวลาจะทำสิ่งนั้นสิ่งนี้ นี่แส่ดงว่าจัดเรื่องเวลาไม่ถูกต้อง จึงพูดว่าไม่มี เวลา  ให้เราคิดถึงคนที่เขามีงานมากๆ ในสมัยก่อน เช่นองค์พระมหากษัตริย์งานท่านมากเหลือเกิน  สมัยก่อนทรงเป็นสมบูรณาญาสิทธิราช งานอะไรๆ ก็ต้องอยู่ที่ในหลวงทั้งนั้น ต้องเซ็นต้องสั่งทั้งนั้น เซ็น หนังสือขนาดไหนลองไปถามท่านอธิบดี  หรือใครต่อใครดูว่า  หนังสือที่ต้องเซ็นนี้ขนาดไหน  นั่นเป็น งานกรมเดียว แล้วงานของประเทศชาติมันหนังขนาดไหน พระเจ้าแผ่นดินงานหนังขนาดไหน แต่ทั้งๆ  ที่ทรงมีงานมากมายอยู่อย่างนั้น ยังมีเวลาที่ท่านจะทำอย่างอื่นได้อีก เช่นมีเวลามาเขียนหนังสือบทละ ครบ้าง  ร้อยแก้วบ้างเรื่องดี  ๆ  ทั้งนั้น  เช่นในหลวงรัชกาลที่ห้า ท่านมีเวลามาเขียนหนังสือเช่น  นิทราชาคริต  อาบูหะซัน ซึ่งเป็นหนังสือที่ดีมีประโยชน์ท่านเอาเวลาที่ไหนมาเขียน เวลาเสด็จไปต่าง ประเทศก็คงจะวุ่นวานไปนั่นไปนี่   แต่ท่านก็มีเวลาเขียนจดหมายยาวๆ  ที่เราเรียกกันว่า  หนังสือ ไกลบ้าน   พระราชนิพนธ์ไกลบ้านวันหนึ่งไม่ใช่เขียนฉบับเดียว  เขียนถึงลูกสาว  เขียนถึงพระพันปี  เขียนถึงเสนาบดี   ในวันหนึ่งเขียนจดหมายถึงคนกี่คน  สี่ห้าคนเป็นอย่างน้อย  เขียนยืดยาวเป็นจด หมายที่มีคติ มีข้อน่าศึกษาน่ารู้น่าเรียนจากจดหมายเหล่านั้น เขียนอย่างละเอียดเห็นอะไรมาเล่าหมด  เช่นว่าเขียนจดหมายถึงเจ้าฟ้านภานพดลไปนั่งเสวยพระกระยาหาร ใครนั่งตรงไหนบนโต๊ะ ท่านบอก หมด  อาหารมีอะไรบ้าง แล้วก็มีการพูดการคุยกันด้วยเรื่องอะไร ก็ว่าไว้ละเอียดในหนังสือเหล่านั้น  เราดูแล้วก็ว่าท่านเอาเวลาที่ไหนมาเขียน เวลามันมีแต่ว่าคนเราจัดเวลาได้หรือเปล่า ในการที่จะทำอะไร ๆในชีวิตประจำวัน ถ้าคนใช้ เวลาเป็นแล้วทำงานได้มาก  เพราะว่าแบ่งเวลาได้  เวลานี้เราทำเรื่องนี้  พ้นจากเรื่องนี้ก็ไปทำ เรื่องโน้นต่อไป ทำอย่างนี้ไม่เหนื่อย เพราะมันเปลี่ยวงานอยู่ในตัวเช่นเวลานี้เขียนเรื่องหนัก ๆ ต่อ มาเขียนเรื่องเบาสมอง   เขียนเรื่องอ่านเล่นเรื่องสนุกเสียบ้าง  หรือว่าทำอะไรอื่นไปเสียบ้างก็มี เวลาตลอดไป ในหลวงรัชกาลที่หกท่านทรงประพันธ์อะไรไว้เยอะ เคยถามคนที่อยู่ใกล้เป็นมหาดเล็ก รับใช้อยู่ในห้องพระบรรทม  ถามว่าท่านเอาเวลาไหนมาเขียน บอกว่าท่านทำงานตลอดเวลา ตื่นขึ้น ต้องทำอย่างนั้นอย่างนี้เป็นระเบียบไปหมด   มีเวลา  เวลานั้นทำเรื่องนั้นเวลานั้นทำเรื่องนี้  แล้ว เวลาทำอะไรก็มีน้ำพระทัยจดจ่ออยู่ในเรื่องนั้น  เป็นสมาธิอยู่ในเรื่องนั้นตลอดเวลา เพราะฉะนั้นถ้า เราไปดูลายพระหัตถ์ที่ทรงเขียนไว้  ไม่ค่อยมีการขูดการฆ่าการลบ จิตเป็นสมาธิเขียนอะไรได้เรียบ ร้อย  แม้เขียนภาษาร้อยกรองซึ่งเป็นคำกาพย์คำโคลง  คำกลอนท่านก็แต่งไปได้อย่างรวดเร็วเร็ว เรียบร้อย นี่แสดงว่ามีสมาธิในการทำงาน รู้จักเปลี่ยนเวลาเปลี่ยนฉากของงาน เวลานี้แสดงฉากนี่ว่า เต็มที่ พอปิดฉากนั้นมาตรงนี้ต่อไป ปิดเรื่องนี้ไปเรื่องนั้นต่อไป งานติดต่อกันไปตลอดเวลา เราอย่านึก ว่าคนทำงานอย่างนี้เขาจะเหนื่อย ไม่เหนื่อยยิ่งสบาย คนเราถ้าได้ทำงานมันสบายใจมีจิตใจสดชื่นรื่น เริงอยู่ในสิ่งที่เราทำ  ไม่มีความทุกข์  คนมีความทุกข์คือคนว่างงาน ไม่มีอะไรจะทำ ลองอยู่ว่าง ๆ  ไม่มีอะไรจะทำจะนั่งกลุ้มใจ  คิดเรื่องวุ่นวาย แต่ถ้าเรามีงานมีการที่จะต้องจัดต้องทำอยู่ตลอดเวลา แล้ว  เราจะไม่มีเรื่องยุ่งใจแต่จะมีความเพลิดเพลินสนุกสนานอยู่กับเรื่องนั้นเรื่องนี้ ลองจัดเวลาใน รูปอย่างนี้ดู แล้วท่านจะรู้สึกว่าสบายใจ โดยเฉพาะในครอบครัวของเรา  เราควรจะมีเวลาที่จะได้พูดได้คุยกันกับลูกของเรา เด็กนั้น บางทีมันก็ว้าเหว่เหมือนกัน มันมีปัญหามีเรื่องอะไรเกิดขึ้นในจิตใจ ไม่รู้จะระบายกับใคร เมื่อไม่รู้จะ ระบายกับใครก็ต้องหาทางระบายด้วยการออกจากบ้านไป  แล้วก็ไปเที่ยวเตร่พบเพื่อนพบฝูง ได้เกิด ความสนุกสนานร่าเริง มันก็มองเห็นว่าดีกว่าอยู่แล้วก็เลยหลงติดเพื่อนคนนั้น ถ้าเพื่อนดีมันก็ไม่เป็นไร  แต่ว่าเพื่อนดีถ้าไปพบอย่างนั้นมาหายาก  มักจะเป็นเพื่อนที่มีความคิดการเป็นอยู่แบบเดียวกัน  มันมา เจอเข้าเลยก็เรียกว่า  เรามันใจเดียวกัน  เลยก็ไปกันใหญ่ เตลิดเปิดเปิงไปใหญ่อันนี้เป็นความผิด ของใคร  ถ้าพูดกันไปแล้วโทษใครไม่ได้แต่ก็ต้องโทษพ่อแม่ที่ได้ได้เอาใจใส่ในเรื่องความเป็นอยู่ของ ลูกเสียเลย   เอาใจไปในเรื่องอื่น   บางคนทำงานเป็นประโยชน์แก่สังคม  เช่นทำงานด้านสังคม เคราะห์ มัวแต่ไปสงเคราะห์คนอื่น ลูกของตัวไม่ได้สนใจเลย ผลที่สุดลูกเหลวไหลไม่ได้สาระ อันนี้มัน ผิดไม่ถูก เราจะทำงานอะไรที่เป็นประโยชน์แก่ผู้อื่น ก็ทำไปเถอะไม่ว่าอะไร แต่ว่าอย่าทิ้งงานภายใน บ้านเป็นอันขาด ถ้าทิ้งงานในบ้านแล้วจะเกิดความเสียหายเรื่องมันจะยุ่งกันใหญ่ เคยดูหนังอินเดียทางโทรทัศน์เรื่องหนึ่ง คุณแม่เป็นนักสังคมเคราะห์ที่มีชื่อมีเสียง ไม่ค่อยได้อยู่ บ้านเดี๋ยวไปที่นั่นที่นี่  มีเรื่องอยู่ตลอดเวลา ปล่อยลูกอยู่บ้านคนเดียวลูกก็เหงาหงอยสร้อยเศร้า ไม่มี เพื่อนไม่มีฝูง  แล้วต่อมาลูกไปสนิทกับแขก แขกขายถั่ว คือมันมาขายทุกวัน มาขายแล้วมันมาคุยกันกับ เด็กคนนั้น เด็กนั้นก็มีความสุขความสบายร่าเริง เวลาไปโรงเรียนก็ไปคุยเมื่อพบกับแขกคนนั้น อยู่กับ แขกนั้นตลอดเวลา ทีหลังแม่เห็นว่าไม่ได้แล้วลูกเราไปคบกับคนชั้นต่ำ เพราะอินเดียก็ถือชั้นวรรณะอยู่ หน่อยแขกกรรมการขายถั่วเป็นคนชั้นต่ำ  ห้ามไม่ให้ลูกไป ไม่ให้แขกนั้นเข้ามาในบ้าน แขกนั้นมันก็ทน ไม่ได้เหมือนกัน มันสงสารเด็กถึงไม่ได้มาเขาปิดประตูไม่ให้เข้า มันก็มาเที่ยวเดินอยู่หน้าบ้านแล้วมัน ก็ร้อง  ถั่วมัน  ถั่วมัน ๆ ไปตามเรื่อง เจ้าหนูน้อยก็คิดถึงเพื่อนเหลือเกิน อยู่ไม่ได้เหมือนกันต้องขึ้น ไปยืนบนหน้าต่าง  มองดูไปที่ข้างนอก  พอเห็นแขกคนนั้น มันก็โบกไม้โบกมือยิ้มหัวอะไรไปตามเรื่อง  สบายใจแขกก็สบายใจหนูน้อยนั้นก็สบายใจ  หาโอกาสไปพบปะหาสู่กันอยู่เสมอ ต่อมาแม่กวดขันไม่ให้ พบกันเลย  ลูกไม่สบายเป็นไข้  เมื่อเป็นไข้ไม่สบายก็หาหมอมาตรวจอาการ ก็ไม่มีอะไรมาก ก็เป็น โรคที่เหงาหว้าเหว่นั่นเอง  บอกว่าต้องให้คนที่เขาชอบมาอยู่ใกล้ ๆ อาการโรคนี้จะหาย ใครที่เขา ชอบ  แขกขายถั่วเท่านั้นที่เขาสนุกสนานคุยด้วย ก็จำเป็นต้องเอามาด้วย เอามาให้อยู่กับเด็กคนนั้น  แล้วจิตใจของเด็กก็ค่อยสบายขึ้น มีความสุขกว่าเดิม แจ่มใสอะไรขึ้นมา วันหนึ่งเขาแสดงละครกัน เวลาแสดงละครก็มีคนเข้าไปดูเยอะแยะ แขกนั้นก็เข้าไปดูเหมือนกัน นั่งดู  ๆ เจ้าหนูนั้นก็ลงจากเวทีมา ยังไม่แสดงก็มาคุยกันอยู่กับแขกนั้น ใคร ๆ ก็มองเด็กคนนี้มันคุย กับใครไม่รู้ แม่ก็สบายใจ เลยก็มาดึงไป เด็กก็ร้องให้ไปกลางคน ผลที่สุดเด็กมันก็พูดขึ้นมาว่า คุณแม่ เอาแต่ดุหนูอย่างเดียว  ควบคุมหนูอย่างเดียวแล้วไม่รู้ว่าหนูต้องการอะไรบ้าง  แม่มัวแต่ไปเที่ยวสง เคราะห์คนอื่น  แต่ในบ้านของแม่ แม่ไม่สงเคราะห์อะไรเลย เขาว่าอย่างนั้น เรื่องมันจบลงตรงนั้น  เพื่อให้เห็นว่าใครที่ทำงานนอกบ้านมาก  ๆ นั้น อย่าละเลยงานในบ้านด้วยประโยชน์ตนก็อย่าให้เสีย  ประโยชน์ผู้อื่นก็อย่าให้เสีย   ต้องรู้จักปลีกตัวปลีกเวลาที่จะไปทำงานอะไรที่เป็นประโยชน์  แต่ว่ามี เวลาที่เราจะมาดูแลลูกของเรา มานั่งคุยกันกินอาหารร่วมกัน สนทนาปราศัยกัน ถามถึงเรื่องการเล่า การเรียน การบ้านที่ครูให้มา ได้ทำอะไรมีข้อขัดข้องอะไร เอามาเรียนมาสอนมาเตือน ชี้แนะให้เด็ก ได้เกิดความอุ่นอกอุ่นใจ เขาเรียกว่าต้องการความอบอุ่นใจ เด็กที่ไม่มีความอุ่นใจโตขึ้นมักจะเป็นอะไรไห อาชญากรมากเกิดจากความหว้าเหว่ในทางจิตใจ ไม่ได้รับความอบอุ่นจากครอบครัว เช่นพ่อกับแม่แยกกัน หรืออยู่ด้วยกันแต่ว่าเถียงกันทุกวัน ประลอง ฝีมือกันทุกวัน  เด็กก็อารมณ์ไม่สบายมีความหงุดหงิดเกิดขึ้นในใจ ได้เห็นแต่สิ่งไม่ดี ได้ยินแต่คำหยาบ  ได้เห็นภาพที่เป็นเรื่องไม่สงบใจทั้งนั้น   โตขึ้นมันไปเป็นอาชญากรได้  ถ้าเราไปศึกษาชีวิตของพวก อาชญากรทั้งหลาย โดยมากมาจากสภาพครองครัวที่มีปัญหาด้วยกันทั้งนั้น มีมากมายก่ายกอง พ่อแม่นำ เด็กมาวัดหลายคนสืบไปสืบมาแล้วก็มักเป็นรูปอย่างนั้น  พ่อไม่สนใจบ้าง โดยมากพ่อไม่เอาใจใส่ แม่ ไม่รู้จะทำอย่างไรลูกของตัวจะทิ้งขว้างได้อย่างไร แต่พ่อนั่นอิสระหน่อยไม่สนใจ เลยเกิดปัญหาขึ้นใน ครอบครัว  ปัญหาเหล่านี้ลำบาก ถ้ามันโตแล้วก็แก้ยาก จึงต้องแก้มาตั้งแต่ตัวน้อย ๆ คอยประคบประ หงมโดยปกติจิตใจของเด็กนั้น มันไม่มีชั่วมาตั้งแต่เกิด อันนี้โยมต้องเอาใจไว้ด้วย มันไม่ได้มีสันดานชั่ว มาตั้งแต่เกิด เราอย่านึกว่ามันชั่วมาตั้งแต่ชาติก่อนโน้น ไม่ใช่อย่างนั้น แต่ที่ได้รับมีความชั่วขึ้นก็เพราะ ว่า สิ่งแวดล้อมการเป็นอยู่ในครอบครัวทุกวัน ๆ มันเป็นบทเรียนเป็นสิ่งที่จะซึมเข้าไปในจิตใจของเด็ก เหมือนกับน้ำหมึกซึมเข้าไปในกระดาษซับ  ถ้าเราไปซับสีดำมันก็ดำไปทั้งกระดาษ ถ้าไปซับสี่แดงกระ ดาษมันก็เป็นสีแดงไป จิตใจเด็กก็เหมือนกัน เมื่อเด็ก ๆ ยังบริสุทธิ์เรียบร้อยไร้เดียงสา เอาลองสัง เกตดูเด็ก ๆ มันง่าย ง่าย ๆ ตรงไปตรงมา ทำอะไรไม่มีเล่ห์มีเหลี่ยมอะไร เป็นเด็กที่น่ารักน่าเอ็น ดู แต่ว่าสิ่งแวดล้อมที่เขาได้พบได้เห็นทุกวันเวลามันจะทำให้เขาเปลี่ยนสภาพไปได้ เพราะฉะนั้นเรา จะต้องระวังสิ่งเหล่านี้ในครอบครัวของเรา คนที่มีครอบครัวแล้วก็ต้องมีความคิดอันหนึ่งเป็นฐานไว้ในใจ        คือคิดว่าเรามีข้อผูกพันธ์ ทางครอบครัว เราไม่ใช่คนอิสระอย่างเมื่อก่อน ไม่ใช่ชายโสดหญิงโสดแล้วที่จะไปไหนมาไหนทำอะไร ตามชอบใจ  แต่เรามีพันธะได้ผูกมัดสัญญากันไว้ในวันแต่งงาน เพราะวันแต่งงานนั้นเอาด้ายมาผูกหัว เข้าแล้ว  เท่ากับว่าผูกหัวสองหัวให้มันเป็นหัวเดียวเขาเอามงคลมาสวมหัวไม่ใช้สวมเฉย  ๆ  เกิด มงคลอะไรหามิได้  แต่เพื่อเป็นเครื่องเตือนใจ  เตือนใจว่าตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป เธอทั้งสองเป็นคน เดียวกัน เรียกว่ามีความคิดความเห็นตรงกันอยู่กันอย่างชนิดน้ำมนต์ในขัน คือน้ำมนต์ในขันแยกไม่ได้มัน อยู่ในภาชนะอันเดียวเท่านั้น  จิตใจก็เป็นเหมือนกับน้ำในขัน  อยู่ในสภาพอย่างนี้ นี่เป็นข้อผูกมัดเป็น สัญญาที่เกิดขึ้นในสังคม  ในพิธีรีตอง ซึ่งคนโบราณเขาได้ตั้งไว้ เมื่อเราได้รับการผูกพันธ์อย่างนี้แล้ว  ก็ต้องสำนึกในหน้าที่อยู่ตลอดเวลา ว่าเรามีหน้าที่ที่จะต้องทำอะไรบ้าง คู่ผัวตัวเมียที่อยู่กันนั้น ต้องเสีย สละให้แก่กันและกัน สามีอยู่เพื่อภรรยา ภรรยาอยู่เพื่อสามี ไม่ใช่อยู่เพื่อตัวแล้ว ถ้าอยู่เพื่อตัวแล้วก็อยู่ กันไม่นาน  พอเห็นแก่ตัวขึ้นมา จะทำอะไรเพื่อตัวขึ้นมาแล้ว อยู่ไม่ได้ ต้องอย่าจากกัน ที่เขาหย่า ๆ  กันนั้นไม่ใช่เรื่องอะไรหรอก   เรื่องความไม่ให้แก่กันและกัน  ไม่เสียสละแก่กัน  เห็นแก่ตัว  เห็น แก่ความสุขส่วนตัว  เห็นแก่นั่นแก่นี่อะไรต่างๆ นานแล้วก็หย่าจากกัน หย่ากันแล้วไปอยู่บ้านเฉย ๆ  ไม่ได้อุตส่าห์ให้สัมภาษณ์เสียเรื่อย เรื่องอย่า ๆ กันไม่ใช่เรื่องอะไร เรื่องเห็นแก่ตัวทั้งนั้นอยากเที่ยวอยากสนุกอยากคบเพื่อน ถ้า มีผัวมีเมียอยู่มันก็ไม่สบาย  อิสระไม่พอ  อยากจะอิสระเสรีในทางกิเลส  แล้วก็ต้องเลิกกัน มันไม่มี เรื่องอะไรบางคนอยู่กันจนมีลูกโตเป็นหนุ่มเป็นสาวแล้ว ยังอุตส่าห์อย่ากันได้ ไม่ใช่เรื่องอะไร ไม่เข้า วัดเสียบ้าง  ถ้ามาวัดชลประทานเสียบ้าง มันก็พอจะนึกออกว่า ไม่ได้เจ้าคุณแกว่าไว้อย่างนั้นอย่างนี้  เราต้องเอามานึกตรึกตรองกันบ้าง โตป่านนี้แล้วยังทำเป็นเด็กไปได้มันน่าขายหน้า มันจะได้ยับยั้งชั่ง ใจ  จะได้ทนอยู่กันต่อไป  เพราะชีวิตครองเรือนนั้นต้องเป็นชีวิตที่ต้องอดทน ไม่ใช่ชีวิตที่สบายอะไร  ต้องอดทนเพราะฉะนั้นลินคอล์ลประธานาธิบดีอเมริกา วันจะแต่งงาน แต่งเนื้อแต่งตัว หลายชายเข้า ไปถามว่า  คุณลุงจะไปไหน  แกตอบคำเดียวว่า  ลุงจะไปนรก หมายความว่าไปแต่งงานไปตกนรก  แล้วชีวิตลินคอล์ลมันตกนรกจริง ๆ ชีวิตแต่งงานไม่มีความสุขเลยเพราะว่าภรรยาแกนั้นเรียกว่า เป็น ผู้ดีเก่า  มีสาแหรกติดมาจากฝรั่งเศสนิดหน่อย  ไม่ใช่แปดสาแหรกอะไรหรอก มันติดมาจากฝรั่งเศส  เรียกว่าเป็นผู้ดีเก่า ข่มนายลินคอล์ลตลอดเวลาหาว่านายลินคอล์ลเป็นคนบ้านนอกไร้การศึกษา แม้เป็น ประธานาธิบดี  แล้วแกก็ใช้อำนาจกับประธานาธิบดีอยู่ตลอดเวลาใคร ๆ เขาก็ไม่ค่อยพอใจแกหรอก  เวลาประธานาธิบดีตายแล้วก็ไม่มีใครสนใจแก   แกก็มีแต่เรื่องทุกข์เรื่องเศร้าจนกระทั่งตายไปในที่ สุดนี้เรื่องนี้ เพราะว่ามันลำบากในการแต่งงาน คนแต่งงานแล้วต้องอดทนต้องหนักแน่น ต้องมีสติมีปัญญาคิดนึกตรึกตรอง อย่าคิดแต่เรื่องตัว อย่า คิดเข้าข้างตัว   อย่าใช้อารมณ์  แต่ว่าต้องใช้เหตุผลในเรื่องอะไร  ๆ  ต่าง  ๆ  อยู่ตลอดเวลา  รวมความว่าต้องประพฤติธรรมอยู่ตลอดเวลา แล้วที่สำคัญก็คือว่า เสียสละให้แก่กันและกันเมื่อยังไม่มี ลูกเต้า  ผู้ชายก็ต้องนึกว่า  เราอยู่เพื่อภรรยา  ภรรยาก็ต้องอยู่เพื่อสามี ต้องคิดอย่างนั้น ให้กันอยู่ ตลอดเวลา  มีแต่เรื่องให้  หนักก็เอาเบาก็สู้อยู่กันอย่างนั้น ครั้นพอมีลูกขึ้นมาก็นึกว่า ต่อไปนี้เราทั้ง สองก็อยู่เพื่อลูก   ทำอะไร  ๆ  ก็ไม่ใช่เพื่อตัวแล้ว  ทำเพื่อลูกของเราเพื่อความเจริญเติบโตของ ลูกทรัพย์สมบัติก็แสวงหาเพื่อลูก  เกียรติยศชื่อเสียงก็เพื่อให้ลูกได้มีหน้ามีตา จะได้ไปนั่งคุยกับใคร ๆ  สบายใจหน่อย ว่าพ่อแม่เราเรียบร้อย เป็นคนที่เจริญด้วยคุณธรรมอยู่ในคุณงามความดี ถ้าเราทำไม่ ดีลูกมันก็ไม่สบายใจ  ไปไหนมันก็ลำบากใจ ใครมองสักหน่อยก็ชักจะระแวง เอ๊ะ มันมองอะไรกู มัน หาว่ากูอะไรเรื่องมันมาก  เด็กมันเกิดปมด้อย เราถ้านึกถึงลูกถึงเต้าแล้วมันแยกกันไม่ได้ เด็กมันจะ เกิดปมด้อย มันจะเสียหายแก่เด็กในกาลต่อไปข้างหน้า แม้จะมีเรื่องอึดอัดขัดใจอะไรบ้างก็ต้องทนเอา ทนต่อสู่ต่อไปเพราะมีชีวิตเราเกิดมาเพื่อการต่อสู้    ไม่ใช่เกิดมาเพื่ออยู่ตลอดเวลา   นึกอย่างนี้ คอยปลอบใจไว้ มันก็ไม่มีปัญหาอะไร ทีนี้เรื่องของลูกก็ต้องเอาใจใส่เป็นพิเศษ ทั้งพ่อทั้งแม่ต้องเอาใจใส่ คือว่าคอยกล่าวแนะกล่าว เตือน หลักการในพระพุทธศาสนานั้นมีอะไรบ้าง ท่านว่า ห้ามไม่ให้กระทำความชั่วเป็นข้อแรก แนะนำ ให้กระทำความดีเป็นข้อที่สองให้การศึกษาเล่าเรียนเพื่อให้มีความรู้ความสามารถ พอจะได้เป็นทุนใน การตั้งเนื้อตั้งตัวในกาลต่อไปข้างหน้า  จบการศึกษาแล้วต้องหางานให้เขาทำ มีงานทำแล้วต้องหาคู่ ครองที่สมควรให้ แล้วก็มอบทรัพย์ให้เขาในเวลาที่ควรมอบให้ ทำความป้องกันเขาในที่ทั้งหลายทั้งปวง อันนี้เป็นหน้าที่ของพ่อแม่ที่จะต้องกระทำ    การห้ามไม่ให้กระทำความชั่ว   การแนะนำให้กระทำ ความดีนั้น เป็นเรื่องสำคัญมากที่จะต้องสอนต้องเตือนอยู่ตลอดเวลาทีนี้การสอนเราจะสอนอย่างไร พ่อ แม่บางคนเอาแต่ห้ามทั้งนั้น  ไม่ได้ ไม่ได้ ไม่ได้ อะไร ๆ ไม่ได้ทั้งนั้น อะไร ๆ ก็ดุ ทำอย่างนั้นไม่ ได้  ทำอย่างนี้ไม่ได้แหมเด็กไม่รู้จะวางตัวอย่างไร  เพราะว่าคอยดุอยู่ตลอดเวลา  พ่อก็ดุแม่ก็ดุอยู่ อย่างชนิดที่เรียกว่าเข้มงวดกวดขัน  เรื่องเข้มงวดกวดขันสมัยก่อนใช้ได้  สังคมสมัยก่อนใช้ได้  สัง คมสมัยก่อนมันอยู่ในวงจำกัด ไม่มีสั่งยั่วยุ ไม่มีสถานที่เที่ยวเตร่เฮฮาสนุกสนาน การไปมาหาสู่กันก็ไม่ มีอะไร  แม้เราจะบังคับเด็กอย่างไรมันก็ไม่รู้จะไปไหน  มันก็ต้องอยู่อย่างนั้น ต้องอยู่กันตลอดเวลา  อยู่บ้านก็ควบคุมเข้มแข็งกวดขันอยู่ตลอดเวลาไปอยู่วัดอาจารย์ควบคุมอีกคอยดุคอยว่าอยู่ตลอดเวลา  อย่างนั้นไม่ได้อย่างนี้ไม่ได้  ได้ไม่รู้อะไร มีแต่เรื่องไม่ได้ทั้งนั้นเราก็อึดอัดลำบากใจ อาตมาอยู่บ้าน ไม่เท่าใด โยมไม่ค่อยดุเท่าใด แต่ไปอยู่วัดหลวงลุงแกตาเขียว มองตาเข็มง เราจะเดินก็เดินไม่ถูก แล้ว  เดินสะดุดส้นตัวเอง เดินดังก็ไม่ได้เดินส้นลงก็เรียกมาเขกตาตุ่ม ดุเสียเรื่อยตลอดเวลาอยู่ไม่ ได้อึดอัดขัดใจต้องหนี   หนีไปเขาจับตัวมาแล้วมัดโยงขึ้นเฆี่ยนเฆี่ยนเพื่อให้เข็ดหลาบ  ใช้วิธีนี้ตลอด เวลานั่นสมัยก่อน  สมัยนี้ไม่ได้แล้วจะใช้อย่างนั้น ต้องใช้เหตุผล ใช้การอธิบายให้เด็กเข้าใจ ว่าอะ ไรเป็นอะไร จึงจะรู้เรื่องกัน วันหนึ่งพาเด็กนั่งมาในรถไฟ  ตัวมันน้อย  เห็นเขาขายของข้างสถานี มันก็อยากกิน อยากจะ กินนั่นกินนี่  ถ้าเป็นแบบโบราณก็ดุว่า จะกินอะไรหนักหนา ดุเข้าไปอย่างนั้นมันก็หยุดเหมือนกัน แต่มัน ไม่รู้ว่าเพราะอะไรจึงดุอย่างนั้นทีนี้ทำอย่างไร เรามันเคยถูกดุมาแล้วสมัยก่อน เวลามาเลี้ยงเด็กจะ เอาแบบหลวงลุงมาใช้ไม่ได้  มันลุงเหมือนกัน  แต่ลุงคนใหม่ บอกว่า นี่เธอรู้ไหม ของที่เขาเอามา ขายมันสกปรกขนาดไหนเขาวางไว้ข้างสถานี       วางของแล้วมันไปโก้งโค้งเป่ายางอยู่ตรงโน้น มาทอยกองอยู่ตรงนี้  แมลงวันเท่าไหร่  ๆ  ก็มาสวนสนามกันในขนมในข้าวผัดอะไรต่ออะไร  แล้ว แมลงวันนั้นมันสกปรกมัน     ไปตอมที่อุจจาระคนบ้างอุจจาระหมาบ้างของสกปรกแมลงวันตอมทั้งนั้น  แล้วมันล้างเท้าเป็นกับเขาเมื่อไหร่ แล้วมันมาตอบขนมเรา มันเอาเชื้อโรคมาใส่ขนมใส่ลงไปในข้าว ผัดที่เด็กขายข้างสถานี เธอกินเข้าไปแล้วเดี๋ยวท้องเสีย แล้วก็ในรถไฟขี้ตรงไหนได้รถมันก็ไม่หยุดด้วย แล้วจะซื้ออย่างไร ขี้ลงตรงนี้ก็ไม่ได้คนเขาเห็น ห้องน้ำเขามีบางทีมีคนอยู่ เอาออกไม่ทันกางเกง เปื้อนเท่านั้นเอง มันไม่ได้เดี๋ยวจะสั่งมาให้กิน พูดให้เขาเข้าใจ พอเข้าใจแล้วมันก็ไม่ว่าอะไร ทีหลังก็ สั่งข้าวร้อน ๆ ในห้องเสบียงมาให้ เอาน้ำให้ ตั้งแต่นั้นมาพาไปไหนมันไม่เคยขอกินข้างรถไฟเลยมัน รู้  เราอธิบายให้เขาเข้าใจ พูดครั้งเดียวได้ประโยชน์ตลอดชีวิตเลย มันรู้ว่าอะไรเป็นอะไร นี่เขา เรียกว่าอธิบายเหตุผลให้เขาเข้าใจ เด็กมันอยากจะไปเที่ยวเขามีงานมีการมันอยากจะไปเที่ยว เราก็ต้องอธิบายให้เขารู้ว่า ที่ไป เที่ยวมันลำบาก  เพราะว่ากลางคืนคนก็มาก เดี๋ยวก็หลงพลัดพรากจากกัน แล้วเดี๋ยวนี้บ้านเมืองก็ไม่ ค่อยเรียบร้อย นักเลงอันธพาลก็มาก เดี๋ยวมันเอาลูกระเบิดขว้างกันคนวิ่งเราตัวเล็ก ๆ มันวิ่งไม่ทัน เพื่อนเหยียบตายเลย  พูดให้มันเข้าใจอย่างนั้น ให้มันเห็นว่าอันตราย ไปอย่างนั้นไม่ได้พูดให้จริงจัง ให้เขาเข้าใจ  แล้วก็บอกว่าอย่าไปเลยเรามาทำอะไรกันที่บ้านดีกว่า  ถ้ามีโทรทัศน์ดูโทรทัศน์ดีกว่า  เขามีออกโทรทัศน์เหมือนกันเรื่องนี้ ดูไปนั่งคุยกันไปเด็กมันก็ร่าเริง ไม่ต้องไปเที่ยวอะไร นี่โดยมาก เราไม่ได้อธิบายให้เด็กเข้าใจ  เรียกว่าให้มันแก้รำคาญ เด็กอยากจะซื้ออะไร เช่นเขาขายลูกโป่ง  แม่  ลูกโป่ง  แม่ก็ไม่ซื้อเพราะเห็นว่าไม่ได้เรื่อง มีนว่าแม่หนูอยากได้ลูกโป่งมันดังขึ้นเรื่อยจะไม่ซื้อ แม่ก็รำคาญแล้วคนมันมอง  ต้องซื้อให้แก้รำคาญ วันนี้มันอยากได้ลูกโป่งซื้อให้ พรุ่งนี้มันอยากได้อะไร อีก  วันมะรืนนี้มันอยากได้ได้อะไรอีก ความอยากได้ที่เป็นพื้นฐานมันพอกพูนขึ้น ๆ แล้วมันเอาชนะคุณ แม่เรื่อยไป ถ้าแม่ซื้อให้มัน วันหลังมันจะเอานั่นเอานี่ โตขึ้นมันก็จะเอาหนักขึ้นไปกว่านั้น ถ้าคุณแม่ไม่ ให้มันก็รู้เหมือนกันขอเวลาคนมาก ๆ แขกมากูเข้าไปขอ คุณแม่แกรำคาญตอนนั้นแกจะคุยกับแขก ครั้น จะไม่ให้แขกเขาจะหาว่าอย่างนั้นอย่างนี้  ไปขอตรงนั้นต้องได้ แล้วมันเอาทุกทีลูกไม้มันจัดเหมือนกัน เด็ก  ๆ มันวางแผนเอาจนได้เราให้มันทุกที ให้มันแล้วก็แล้วกันไป วันหลังมันก็ขออีกต้องให้อีก เรา ไม่เรียกมาพูดจำทำความเข้าใจ ว่าอะไรเป็นอะไรให้เด็กเข้าใจ ไม่สอน ไม่อบรมในเรื่องนั้น ทีนี้ถ้าอะไรไม่ดีก็มาพูดให้เขาเข้าใจ ซื้อลูกโป่งซื้อไปทำอะไร ซื้อเดินถือ กินก็ไม่ได้กระหายน้ำ ดูลูกโป่งคอก็ยังแห้งอยู่ หิวลูกโป่งก็แก้ไม่ได้ หิ้วไป ๆ มา ๆ เผลอนิดเดียวลอยไปแล้ว สามบาทลอย ไปแล้ว เอาเงินสามบาทนั้นมาซื้อขนมกิน หรือว่าไปซื้อของที่มีประโยชน์มากกว่านั้นดีไหมจ๊ะพูดกับเด็ก อย่างนี้  ให้มันเข้าใจว่าอะไรดีกว่า พอพูดเข้าใจทีเดียวแล้วทีหลังมันจะไม่ทำ เด็กพูดง่ายถ้าว่าเรา พูดให้เขาเข้าใจ  มันจะเข้าใจเรื่องตลอดไป แล้วจะไม่ทำเรื่องนั้นต่อไปอีก โตพูดยาก ถ้าเป็นหนุ่ม เราปล่อยมาจนเสียนิสัยแล้ว  จะไปแก้อะไรมันแก้ยากเต็มที เพราะมันแก่แล้ว เพราะฉะนั้นเราต้อง ค่อย  ๆ ทำมาตั้งแต่เป็นเด็ก คนโบราณเขาจึงพูดว่า ไม้อ่อนดัดง่าย ไม้แก่ดัดยาก เพราะฉะนั้นเรา ค่อยดัดค่อยโค้งไปทีละน้อย  ๆ  ให้มันโค้งรูปใดก็ได้ เหมือนนักเล่นตะโกดัดเขาดัดเป็นรูปอะไรก็ได้  เด็กของเรามันก็ดัดได้อย่างนั้น สำคัญอยู่ที่ว่าคอยชี้แนะคอยตักเตือนให้เขาเข้าใจว่า อะไรควรอะไร ไม่ควร  อะไรเหมาะไม่เหมาะ คอยพูดคอยจาให้เหตุให้ผล อย่าเอาแต่ดุแต่ว่าอย่างนั้นอย่างนี้ แม่ก็ ต้องใจเย็นพ่อก็ต้องใจเย็น เวลาใดใจร้อนอย่าไปพูดกับเด็ก ไม่ได้พูดคำไม่เพราะ บางทีไม่พูดเฉย ๆ มือไม้จะเปรี้ยงปร้างไปด้วย ทีนี้เด็กเกิดน้อยเนื้อต่ำใจ เวลาลงโทษเด็กก็เหมือนกัน พ่อแม่เรียกวว่าบางคนขี้โมโหโทโส เด็กทำอะไรผิดก็เปรี้ยงเข้า ให้ ไม่รู้ว่าถูกตรงไหนบางทีตบเข้าข้างหู หูอื้อไปเลย บางทีก็ทุบตรงนั้นตรงนี้อะไรอยู่ใกล้ฟาดเปรี้ยง เข้าไป เด็กมันเกิดน้อยใจเกิดประทับใจเหมือนกันในเรื่องอย่างนี้ เราต้องใจเย็น ๆ เรื่องอะไรเกิด ขึ้นกับเด็กต้องทำใจเย็น ๆ ไว้ก่อน ใจร้อนอย่าพูดอย่าเตือนอย่าสอน เพราะถ้าพูดเวลานั้นคำพูดก็ไม่ เพราะ กิริยาท่าทางก็ไม่น่าดู ต้องไปกินข้าวกินน้ำอะไรกันให้เสร็จเรียบร้อยว่าง ๆ เอามานั่งคุยกัน  เรื่องนั้นเรื่องนี้ค่อยพูดค่อยจากกันชี้แจงแสดงเหตุผล ต้องพูดให้เขาเข้าใจ พูดแล้วต้องถามว่าลูกเข้า ใจไหมเรื่องอย่างนี้ ถ้าเขาบอกว่าเข้าใจ ลูกจะทำต่อไปไหม เขาก็อาจจะบอกว่าลูกไม่ทำต่อไปแล้ว  เพราะเป็นเรื่องไม่ดีทำให้คุณแม่ขัดอกขัดใจ เดือดเนื้อร้อนใจ อะไรอย่างนี้ เราก็ลงโทษเขาอย่างนั้น หรือบางคราวจะลงโทษด้วยการไม่พูดด้วยก็ได้เหมือนกัน นัดกันเสียทั้งพ่อทั้งแม่วันนี้ไม่พูดทั้งวัน เด็ก มาก็นั่งทำเฉย มันก็คงจะสงสัย ทำอะไรให้จริงจัง เด็กที่พ่อแม่ทำไม่จริงก็เสียเหมือนกัน เคยเด็กคน หนึ่งไม่ใช่เด็กแล้วโตแล้ว  อายุตั้งสามสิบแล้วแต่มันยังเป็นเหมือนกับเด็ก  ใช้เงินใช้ทองเหมือนเด็ก แล้วก็ชอบไปหาเรื่อง    ไปทำหนี้ทำสิ้นไว้ที่โน่นที่นี่แล้วเขาก็มาทวงเอากับคุณพ่อคุณแม่   พ่อแม่ก็รัก เกียรติรักชื่อเสียงต้องให้ไปบางทีก็ไปซื้อรถยนต์เงินผ่อนไว้ ถึงเวลามันก็ไม่ส่ง คนก็ตามมาถึงบ้าน พ่อ แม่ส่งให้มันไป   พอส่งเสร็จแล้วมันเอารถไปขายเสียแล้ว  เพราะว่าเป็นของมันแล้วมันเอาไปขาย  ขายได้เงินแล้วเอาไปเที่ยวไปเล่นต่อไป อยู่อย่างนี้จนรำคาญเต็มทีครอบครัวนี้อาตมาไปมาหาสู่บ่อย ๆ สมัยก่อน วันหนึ่งปรึกษากันว่าจะทำอย่างไรดี บอกว่าทำได้ถ้าทั้งสองคนตั้งใจจะทำบอกว่าเรียกเขา มาพูดกันทำความเข้าใจกัน ว่าในรอบปีหนึ่งจะให้เงินเขาใช้เท่าไหร่ เขาก็ทำงานมีเงินเดือนเหมือน กันแต่มันไม่พอใช้ มารบกวนแม่ แม่ก็ให้ทุกที บอกว่าเรียกมาทำความเข้าใจกันบอกว่าปีหนึ่ง ๆ จะให้ เงินพิเศษเท่านั้น หมดแล้วหมดกันเลย ไม่ต้องมารบกวนต่อไป ไม่ให้เด็ดขาด ต้องเอาจริงพ่อบอกว่า ผมทำได้ แต่แม่บอกว่าอย่างนี้มันไม่ไหว มันลูกเรา ลูกเราตัวนี้แหละที่ทำให้ลูกเสียใจอ่อนต้องแข็งใจ กับมันบ้าง ผลที่สุดทำไม่ได้เพราะคุณแม่ใจอ่อน ลูกมันก็รู้จุดอ่อนแล้วมันก็โจมตีตรงนี้ ต่อมาแม่ตาย พอแม่ตายเขาเป็นทุกข์ไม่ใช่เป็นทุกข์เรื่องอะไร ทุกข์เรื่องจะไม่มีสตางค์ใช้เท่า นั้นเอง พอแม่ตายพ่อเอาจริง ไปวัดเสียเลย ไปถือศีลกินเจอยู่ที่วัดไม่มาบ้านเลย เขาต้องอยู่บ้านไป ไหนไม่ได้สตางค์ก็ไม่มีใช้วันหนึ่งผ่านไปทางนั้นก็แวะเยี่ยม เขามาถึงกราบ ผมแย่แล้ว ผมนึกแล้วว่าถ้า แม่สิ้นบุญวันไหนผมจะลำบาก  เดี๋ยวนี้ไปไหนก็ไม่ได้งานผมก็ลาออกแล้ว  ไม่ได้ทำงาน  ต้องเก็บมะ พร้าวหลังบ้านไปขายเวลานี้ ไม่ขายก็ไม่มีสตางค์จะซื้ออะไรกิน เขาบอกว่า ช่วยบอกพ่อให้กลับทีเถอะ ผมแย่แล้ว ไปบอกแล้วแกก็ไม่กลับเหมือนกัน เขาก็เลยรู้สึกตัวเกิดความคิดความอ่านขึ้นมา มองดูข้าง หลังที่ผ่านมาว่ามันเป็นอย่างไร  ๆ รู้จักตัวเองรู้จักสิ่งที่เกิดขึ้นในตัว ผลที่สุดก็ค่อยเรียบร้อยขึ้นหน่อย  แต่ก็ไม่ค่อยดีแต่ก็ยังดีกว่าเมื่อก่อน  เป็นผู้เป็นคนขึ้นมาหน่อยเพราะฉะนั้นรักลูกเขาบอกว่า   อย่า อวดความรักกับลูก  อย่าเอาความรักไปอวดเด็ก  ถ้าอวดแล้วมันจะเสียหาย แต่ว่าเราต้องคอยแนะ คอยเตือนสั่งสอนอบรม  เรื่องอะไรที่เกิดกับลูกแม้เล็กน้อยปล่อยไม่ได้ สนิมเกิดเล็กน้อยเราไม่ขัดไม่ ถูมันค่อยเกิดมากขึ้นเรื่อยๆ ผลที่สุดมีดนั้นทื่อไปทั้งเล่ม   เพราะสนิมเกาะ   เด็กเราก็เหมือนกัน  ต้องคอยระมัดระวังไว้ เรื่องเพื่อนอีกอย่างหนึ่ง  เด็กมันต้องมีเพื่อนเป็นธรรมดา  ถ้าว่าจะให้คบเพื่อนเราให้เขาพา มาที่บ้านได้  พามาที่บ้านแล้วเราชวนเขากินข้าวคุยด้วยกัน  แล้วก็ต้องสืบว่าบ้านอยู่ที่ไหน  พ่อแม่อยู่ อย่างไร วันหลังค่อยไปรู้จักกับพ่อแม่เขา แล้วก็ค่อยพูกันทำความเข้าใจกัน ให้ทั้งสองฝ่ายสนิทสนมกัน  ถ้าเห็นว่าอะไรไม่ดีเราก็พูดสอนพูดเตือน  ไม่เตือนโดยตรงก็ได้  พูดเล่าเรื่องนั้นเรื่องนี้  ให้เพื่อน ของลูกนั้นเกิดความคิดด้วย ช่วยเขาให้กลายเป็นคนดีขึ้นมาเพื่อให้ลูกเราได้สบายใจว่ามีเพื่อน ไม่ใช่ ปล่อยตามเรื่อง  ไปนอนบ้านเพื่อนก็ได้  ไปนอนแต่มันไม่นอน ไปนอนที่ไหนก็ไม่รู้ เพราะฉะนั้นจะไป ไหนต้องถือระเบียบว่าต้องบอกให้รู้ ว่าไปไหนไปทำไมไปกับใคร ถ้าเห็นไม่สมควรเราก็ไม่อนุญาตให้ เขาไป เพราะถ้าไปแล้วจะเกิดความเสื่อมความเสียหายแก่ชีวิตแก่การงานเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญที่จะ ต้องช่วยกันปรับปรุงแก้ไข คอยแนะคอยบอกทางถูกทางชอบให้แก่เขา เรื่องการเรียนก็เหมือนกัน  เราต้องรู้สมองเด็ก  ว่ามันได้ขนาดไหน  ควรจะเรียนอะไรได้  เรียน  ม.๓  แล้วควรจะไปไหน บางทีเราไม่รู้ว่าเด็กเรียนดีไม่ดีอย่างไรได้คะแนนเท่าไหร่ เราจึง ต้องดูว่าลูกเรา  สมองสติปัญญาขนาดไหนเปอร์เซ็นต์เท่าไหร่ เปอร์เซ็นน้อย ๆ อย่าไปเรียนเตรียม เข้ามหาวิทยาลัยไม่ได้  พวกเรียนเตรียมต้องมุ่งเข้ามหาวิทยาลัยถ้ามันไปไม่ได้เราก็ให้เรียนวิชาชีพ  โรงเรียนช่างกลช่างยนต์อะไรต่าง  ๆ ก็เรียนไปเถอะ บางคนแม้สอบเข้าช่างกลก็ไม่ได้อย่างนี้ก็ไม่ ได้แล้ว เราก็ต้องให้เรียนวิชาชีพระยะสั้น ชุดละสามเดือนสองเดือน เขาเรียก สารพันช่าง หรือว่า โรงเรียนการช่างฝีมือของกรมประชาสงเคราะห์  เขาหัดให้ทำไม่ต้องเรียนทฤษฎีมากเกินไป ให้ทำ เป็น พอออกจากงานก็ส่งไปตามโรงเรียนต่าง ๆ ซึ่งเขาแบมือรับอยู่ทั่ว ๆ ไป เด็กมันก็พอไปรอดได้ ศึกษาเล่าเรียนน้อยแต่ว่ามันทำงานได้ ทำงานแล้วมันก็พอช่วยตัวได้ พ่อแม่บางทีมุ่งสูงเกินไป มีลูกก็อย ากให้มันเรียน  ม.๔  ม.๕  มองไปถึงมหาวิทยาลัย แต่ว่าลูกมันไปไม่รอด อันนี้ต้องระวังเหมือนกัน  เรื่องการศึกษาของลูก ต้องคิดว่าเราจะให้เรียนอะไร พ่อแม่ต้องสำคัญเหมือนกัน  ปี ๒๕๒๒ นี้ จึงต้องเป็นปีที่เรียกว่า เอาใจใส่กับลูกกับหลานเป็นพิ เศษ อย่าทำให้ลูกหลานเสียผู้เสียคน แต่ช่วยกันส่งเสริมให้ลูกหลานเป็นคนดีปัญญา ก้าวหน้าในชีวิตต่อ ไป เรื่องนี้มันยาวละเอียดอ่านหนังสือ รักลูกให้ถูกทางก็ได้ เพราะว่ามันมีอยู่ในนั้นละเอียดดีแล้ว วัน นี้พูดมาก็พอสมควรเวลาจึงขอยุติไว้แต่เพียงนี้ ฯ