ปาฐกถาธรรม เรื่อง การประพฤติธรรม โดย พระเทพวิสุทธิเมธี (ปัญญานันทภิกขุ) วันอาทิตย์ที่ ๒๑ มกราคม ๒๕๒๒ ญาติโยมพุทธบริษัททั้งหลาย ณ  บัดนี้ถึงเวลาของการฟังปาฐกถาธรรมะ อันเป็นหลักคำสอนในทางพระพุทธศาสนาแล้ว ขอ ให้ทุกท่านอยู่ในอาการสงบ ตั้งอกตั้งใจฟังด้วยดี เพื่อให้ได้ประโยชน์อันเกิดขึ้นจากการฟังตามสมควร แก่เวลา วันอาทิตย์เป็นวันหยุดงานหยุดการ   ว่างๆ  เราก็ชักชวนกันมาวัดเพื่อศึกษาธรรมะ  เพื่อหา ความสงบใจ เป็นการพักผ่อนร่างกายและจิตใจ การพักผ่อนนั้นเป็นเรื่องจำเป็นสำหรับชีวิต ถ้าเราทำ งานมากจนไม่มีเวลาพักผ่อน  ก็จะรู้สึกเหน็ดเหนื่อยทางร่างกาย และเหนื่อยใจรวมกันไปด้วย แต่ว่า เหน็ดเหนื่อยการนั้นไม่ยาก  ยืดเส้นยืดสายด้วยการนอนประเดี๋ยวก็หายไป แต่ว่าเหนื่อยในมันเหนื่อย นาน  ถ้าไม่รู้จักแก้ไขก็เหนื่อยเรื่อยไป การเหนื่อยใจนั้นต้องแก้ด้วยการประพฤติธรรม เพราะฉะนั้น เราจะต้องศึกษาธรรมะ  เพื่อนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน  ปี พ.ศ.๒๕๒๒ นี้ ได้พูดไว้ว่า ขอให้เป็นปี แห่งการเข้าถึงธรรมะ ทำไมจึงได้พูดอย่างนั้น ก็เพราะว่าเรายังไม่ได้ทำกันอย่างเป็นล่ำเป็นสัน ใน เรื่องการชักจูงโฆษณา เพื่อให้คนเข้าถึงธรรมะ แล้วก็ไม่ได้ส่งเสริมในการปฏิบัติกันอย่างแท้จริง ประ ชาชนชาวบ้านก็ไม่เข้าถึงธรรมะกัน แต่ว่าไปเข้าถึงเพียงเปลือกของธรรมะ คล้ายๆ กับว่าเราได้มะ พร้าวมาผลหนึ่ง เป็นมะพร้าวลูกใหญ่เราก็เอามารักษาไว้ เก็บไว้นึกว่ามะพร้าวนี้เป็นของฉัน เก็บไว้ ดูไปอย่างนั้นเอง แต่ว่าไม่ได้ปอกเปลือกไม่ได้ต่อยกะลา ไม่ได้ขูดเอาไปคั้นเป็นน้ำกะทิ ไม่ได้เอาไป เคี่ยวเพื่อเกิดเป็นน้ำมันเพื่อเอามากินมาใช้ ได้แต่กอดมะพร้าวลูกนั้นไว้ ว่าเป็นมะพร้าวของ ฉันพอใจ แล้วบางทีก็เอาไปอวดใครๆ  เสียด้วย  ว่ามะพร้าวของฉันนี้พันธุ์ใหญ่โต มีน้ำหนักมาก แต่หาได้ประ โยชน์จากมะพร้าวนั้นไม่ นอกจากมีไว้เพื่อสบายใจเท่านั้นเอง สบายใจก็เป็นเพียงอารมณ์ที่สร้างขึ้นชั่ว ขณะหนึ่ง ไม่มันคงถาวรอะไรฉันใด ในเรื่องศาสนาเรานั้นก็เหมือนกัน เรามีศาสนาเราอวดใครๆ ว่าศาสนาของเราประเสริฐ มี เหตุผลทนต่อการพิสูจน์ เหมาะแก่การปฏิบัติทุกยุคทุกสมัย เราพูดอย่างนั้น อวดกันอย่างนั้น แต่ว่าตัวผู้ พูดแล้วผู้อวดนั้น  หาได้ลิ้มรสของธรรมะอย่างแท้จริงไม่  นอกจากเพียงแต่ว่ามีอะไรที่เป็นเพียงวัตถุ ไว้อวดไว้คุยกันเล่น จึงไม่ได้ประโยชน์อย่างแท้จริงจากพระศาสนา ในสมัยนี้เริ่มเข้าหน้าแล้ง ถ้าเรา นั่งรถไปไหนๆ  ก็จะเห็นป้ายโฆษณางานวัด มีมากมายเหลือเกิน แล้วแต่ละแผ่นนั้นอ่านไปจนจบไม่พบ เลย  ว่ามีโฆษณาเกี่ยวกับการประกาศธรรมะ  มีงานแล้วมีคนมากันมากๆ  ไม่มีการประกาศธรรมะ  แต่ว่าเรื่องอื่นทั้งนั้น เมื่อเช้านี้ก็ฟังวิทยุในรถยนต์ คนขับเปิดให้ฟัง มีวัดหนึ่งโฆษณาว่า มีงานผูกพัทธสี มา เก้าวันเก้าคืน แล้วในงานนี้มีลิเกสองโรง หนังจอใหญ่สองจอ ลูกทุ่งลูกกรุงมหรสพประเภทต่างๆ  สนุกสานานกันเต็มที่ ขอเชิญท่านมาปิดทองลูกนิมิตรในงานนี้ ฟังดูแล้วก็ถอนใจ พูดกับคนขับรถว่า ไม่ได้ เรื่องอะไร  คือว่ามีแต่เรื่องสนุกเท่านั้น  ไม่มีการเผยแผ่ธรรมะในงานนั้น แล้วมีแต่เรื่องสนุกๆ ให้ คนมามากๆ แล้วจะได้ปัจจัยการขายทองขายธูปขายเทียน แต่คนเหล่านั้นได้อะไรบ้าง จากการมานั้น  ก็ได้แต่ความสบายใจ  ว่าได้ไปผูกพัทธสีมา  ผูกเจ็ดวัดแล้วจะไม่ตกนรก  สมัยนี้ให้ผูกสักร้อยวัดก็ยัง ตกนรกอยู่นั่นเอง เพราะว่าไปไม่ถึงวัด ไม่เห็นธรรมะในศาสนา แล้วจะได้อะไรคุ้มค่า คนเราไม่ค่อย คิดถึงเรื่องอย่างนี้  เพราะว่าเคยทำกันมาอย่างใดก็ทำกันไปอย่างนั้น ไม่มองดูโลกด้วยทัศนะของนัก ธรรม  แต่มองโลกในแง่ของความสนุกสนานเพลิดเพลิน ไม่คิดว่าเรากำลังมีอันตราย ไม่ได้คิดว่าถึง เวลาแล้วที่เราจะต้องช่วยกันแก้ไข  ช่วยกันระดมสรรพกำลังทั้งหลาย  เพื่อเรียกร้องปลุกใจให้ชาว ไทยเราตื่นตัว  เดินไปข้างหน้า  เข้าหาสิ่งที่ถูกต้องตามหลักธรรมคำสอนในทางศาสนา การกระทำ เช่นนั้นไม่มี มีแต่เรื่องโฆษณาสนุก มีอีกประเภทหนึ่งเขาโฆษณาขายพระเครื่อง  พุทธาภิเสกมหาพุทธาภิเสก แพร่หลายเหมือนกัน  สามแยกตรงไหนเหมาะๆ เอาป้ายแผ่นใหญ่ๆ เนื้อที่สี่ห้าตารางเมตรเอาไปติดไว้ ไม่มีโฆษณาธรรมะ สักอันเดียว อันนี้อาตมาไปไหนมาไหนเห็นแล้วสลดใจ ไม่สบายใจเลย เพราะว่าเรายังไม่ได้คิดว่าอัน ตรายมีอยู่เฉพาะหน้า   เรายังมัวเพลิดเพลินมัวหลงกันอยู่   พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ตั้งแต่กระโน้น  บอกว่า "น่าหัวเราะอะไร น่าร่าเริงอะไร เมื่อโลกนี้นิวาสนี้มืดบอด ถูกไฟคือราคะ โทสะ โมหะเผา ลนอยู่ตลอดเวลา   ทำไมสูเจ้าทั้งหลายจึงไม่แสวงหาดวงประทีปส่องใจ"   อันนี้เป็นคำตรัสนานมา แล้วสองพันกว่าปี  แต่ว่ามีความหมาย เป็นเครื่องเตือนจิตสะกิดใจมากเหลือเกิน สถานะสังคมในยุค ปัจจุบันโลกที่เรากำลังอยู่นี้  ถูกไฟไหม้อยู่หรือเปล่า ญาติโยมก็มองเห็น โลกปัจจุบันนี้มืดอยู่หรือเปล่า โยมพอมองเห็น แล้วทำไมเรายังจะงมกันอยู่ในที่มืด ยังจะเผาตัวเองให้เร่าร้อนด้วย ไฟคือกิเลสกั้น อยู่  ทำไมไม่หาดวงประทีปส่องทางเพื่อจะออกจากที่มืดไป  ทำไมไม่แสดวงหาสิ่งอันเป็นประโยชน์ แก่ชีวิตต่อไป  แล้วสิ่งที่เป็นประโยชน์นั้นไม่ใช่ว่าอยู่ไกล ก็อยู่ใกล้ๆ หาได้ง่าย สะดวกสบาย แต่ว่า ไม่มีใครค้นหา ไม่มีใครสนใจในเรื่องอย่างนี้ สนใจแต่ในเรื่องอื่นกันอยู่ตลอดเวลา เราจะล่มจมกัน โดยไม่รู้ตัว อาตามองเห็นอยู่ในเรื่องอย่างนี้ ก็เพราะว่าเป็นนักสอนธรรมะ แล้วมองอะไรแล้วอดคิด ไม่ค่อยได้ ก็มันคล้ายๆ กันคนฟุ้งซ่านอยู่บ้างเหมือนกัน แต่ว่าฟุ้งซ่านให้มันเป็นประโยชน์ไม่เป็นไร เขา คงไม่จับส่งปากคลองสานแน่ ฟุ้งซ่านแบบนี้ ทีนี้เมื่อฟุ้งซ่านแล้วก็คิดไปต่างๆ  นานา ตามประสาคนที่ฟุ้งซ่านในด้านนี้ ก็คิดว่าจะทำอย่างไร หนอ จะให้คนได้ลืมหูลืมตาตื่นใจกันบ้าง ก็เลยเห็นว่าปีสองพันห้าร้อยยี่สิบสองเขาพูดกันหลายอย่าง เป็น ปีเด็กสากลเป็นปีชาวนา  นึกว่าเราก็ต้องพูดบ้าง  เลยบอกว่า  "เป็นปีแห่งการเข้าถึงธรรมะ" ว่า อย่างนั้น  เพื่อให้ทุกคนได้ฟังได้ยินกัน แล้วจะพูดเรื่อยๆ ไปไหนก็จะพูดเรื่องนี้ด้วยเสมอ ไม่ว่าจะพูด เรื่องอะไร  บอกว่าให้เราช่วยกันเข้าถึงธรรมะ ให้พระสงฆ์องค์เจ้าช่วยกันลุกขึ้นสบัดฝุ่นจากจีวร ตี ฆ้องร้องป่าวแก่ชาวโลกทั้งหลายว่า  ถึงเวลาแล้วคุณโยม  อย่ามัวหลับไหลมัวเมากันเลย ตื่นตัวเถอะ ก้าวไปข้างหน้าเถอะ  ไปหาพระธรรมกันดีกว่า  ต้องการให้กระทำอย่างนี้  ไม่ใช่ปลุกให้เขาไปหา ความสนุกสนานเพลิดเพลิน อันเป็นเครื่องยั่วยุกิเลส อย่างนั้นวัดไม่ต้องทำก็ได้ เพราะชาวบ้านเขาทำ กันพอแล้ว   เรามาทำในสิ่งซึ่งชาวโลกเขาไม่ทำ  ทำแล้วจะเกิดประโยชน์เป็นความสุขแก่ชาวโลก มากกว่า  อันนี้มิดีกว่าหรือ อาตมานั่งคิดอย่างนี้ ก็เลยพูดออกไปทุกหนทุกแห่ง เทศน์ที่ไหนก็พูดเรื่อง นี้ออกไปด้วย เพื่อให้ช่วยกันคิดกันทำ ในการที่เราจะเข้าถึงธรรมะกัน เพราะว่าธรรมะเท่านั้นจะช่วย เราให้รอดพ้น จะช่วยเราให้อยู่เย็นเป็นสุขกันตลอดไป แต่ถ้าเราไม่เข้าถึงธรรมะไม่ปฏิบัติธรรมะ  จะอยู่เย็นเป็นสุขกันอย่างไร เมื่อวันก่อนนี้ไปหาด ใหญ่ไปเทศน์กับนักศึกษามหาวิทยาลัยสงขลานคริทร์ด้วย กลางคืนว่ากันนาน ตั้งแต่ ๒๐ น. ถึง ๒๓ น. จึงได้เลิกกัน มีเด็กคนหนึ่งมันถามว่า "เมื่อท้องหิวอยู่จะไปปฏิบัติธรรมได้อย่างไร" เขาถามอย่างนั้น  บอกว่า"ที่ท้องหิวนั่นแหละเพราะไม่ปฏิบัติธรรม  ถ้าเราปฏิบัติธรรมแล้วท้องมันจะไม่หิว" ทีนี้ปัญหามัน มากมายหลายคน ก็ตอบเพียงสั้นๆ ไว้ก่อน ไม่ได้อธิบายว่าการปฏิบัติธรรมนั้นมันมีหลายระดับ หลายชั้น เช่นคนที่เขาเป็นชาวบ้านครองบ้านครองเรือน  ถ้าเป็นผู้ปฏิบัติธรรมแล้วจะไม่ยากจน  จะไม่ลำบาก เดือดร้อนในการครองชีพในชีวิตประจำวัน  เพราะอะไร  ก็เพราะว่าธรรมของพระพุทธเจ้าสอนไว้ สองขั้นใหญ่ๆ เรียกว่า ขั้นโลกกิย ขั้นโลกุตตระ ขั้นโลกิยะก็หมายความว่า เรื่องแนวทางชีวิตอันเรา ทุกคนทุกผู้ยังอยู่ในโลกจะต้องปฏิบัติ  และเมื่อเราได้ปฏิบัติตามแนวทางนั้นแล้วจะช่วยให้เราเป็นชาว โลกที่ดี เป้ฯพ่อบ้านที่ดี เป็นแม่บ้านที่ดี เป็นครูที่ดี เป็นศิษย์ที่ดี เป็นอะไรๆก็ดีไปหมด เพราะได้ปฏิบัติ ตามธรรมะที่พระผู้มีพระภาคสอนไว้  ยกตัวอย่างให้เห็นง่ายๆ ว่าเราเป็นผู้ครองเรือน จะมีความสม บูรณ์ในชีวิตครองเรือนด้วยอะไร  ต้องได้ด้วยงานด้วยเงิน  และด้วยหน้าที่ที่เราต้องทำอย่างถูกต้อง  พระพุทธเจ้าท่านก็แนะวิธีว่า การทำงานนั้นจะต้องลุกขึ้นทำงานเรียกว่า ให้มีอุฏฐานะ หมายความว่า ให้ลุกขึ้น  อย่านิ่งนั่งเฉยๆ  ให้ใช้เวลาในชีวิตให้เป็นประโยชน์ด้วยการปฏิบัติตามหน้าที่ เป็นชาวนา ชาวสวนถ้าหม่นขุดหมั่นปลูกแล้ว  ไม่มียากจน คนยากจนนั้นไม่ทำ ไม่พลิกแผ่นดินให้มันเป็นเงินทอง จึง ได้ยากจน  แต่ถ้าเราเป็นคนประพฤติธรรม เราเป็นคนขยันขันแข็ง รู้จักคุณค่าของชีวิต รู้ว่าเราเกิด มาทำไม เราอยู่กันเพื่ออะไร สิ่งที่เราควรทำในวินาทีนี้ชั่วโมงนี้ วันนี้คืออะไร แล้วเราก็ลุกขึ้นจัดทำ สิ่งนั้นให้เป็นการเรียบร้อย  เช่นเป็นชาวนาชาวสวน มีที่ดินก็อย่าปล่อยให้มันว่าง พลิกขึ้นมาปลูกมันลง ไป  เดี๋ยวนี้จะปลูกอะไรก็ขายได้ทั้งนั้นสำหรับเมืองไทย เพราะคนเขาต้องกันต้องใช้ ปลูกถั่วขายได้  ปลูกกะถินไว้รอบรั้วบ้านยังเก็บยอดไปขายตลาดได้ทุกวัน มีคนซื้อทุกวัน มีคุณยายอะไรคนหนึ่ง  เข้ามาวัดเที่ยวดึงยอดตำลึงที่มันขึ้นตามริมรั้ว  ดึงได้วันหนึ่งก็มัดใหญ่ๆ  ถาวว่า  ยายเอาไปไหน  เอาไปขาย  นี่ขายได้สักเท่าไร  ต้องเอาไปมัดเล็กๆ มัดละสลึงๆ นี่มัน หลายสลึง  แล้วเห็นแกมาดึงทุกวัน  แกก็ไม่เดือดร้อนค่าครองชีพ เพราะแกปฏิบัติธรรม คือแกทำมา นาน  ไม่อยู่นิ่งเฉย  ผลจากงานก็คือเงิน  ผลของเงินก็คือวัตถุที่เราจะจับจ่ายใช้สอยต่อไป ผู้ปฏิบัติ ธรรมแล้วมันจะหิวได้อย่างไร คนที่ท้องหิวก็เพราะไม่ปฏิบัติธรรมไม่ทำมาหากินตามหลักคำสอนของพระ พุทธเจ้า นี่อันหนึ่งที่เห็นได้ง่ายๆ แล้วอีกอย่างหนึ่งเราได้เงินได้ทองมาแล้ว   ถ้าเราปฏิบัติธรรมอีกก็จะไม่เป็นหนี้สินใคร  ไม่ ต้องบ่นว่าเงินทองไม่พอใช้  เพราะอะไร  ก็เพราะว่าเราปฏิบัติตามหลักที่พระพุทธเจ้าสอนในเรื่อง เกี่ยวกับการใช้เงินใช้ทอง เงินที่ได้ควรจะใช้อย่างไร ท่านวางหลักไว้ว่า รู้จักเก็บ รู้จักใช้ รู้จักทำ ให้เกิดดอกออกผล สามรู้ รู้เก็บรู้ใช้รู้ทำให้เกิดดอกออกผลต่อไป เราลองคิดดูหน่อยว่า คนที่รู้จักเก็บ  เก็บอย่างไร เขาไม่ใช้ให้หมด แต่เขาแบ่งใช้ ส่วนหนึ่งเก็บส่วนหนึ่งแบ่งใช้ อย่างนี้ก็ต้องมีเงินเหลือ ใช้  ไม่ต้องไปยืมใคร ไม่ต้องเป็นหนี้เป็นสิน เพราะว่าเป็นผู้รู้จักใช้ แล้วที่เก็บไว้ไม่ใช่เก็บไว้เฉยๆ  ใส่ไหฝังดินไว้ในกระบอกเหน็บไว้ตามหลังคา หรือว่าใส่กระป๋องวางทิ้งๆ ขว้างๆ ไว้ เหมือนกันคนที่ สุไหปาดี  ไปในเมืองห่อผ้า  ไปที่คลังเขาไม่รับแลกไปที่ไปรษณีย์ไปแลกเงิน เขาก็ไม่เอา เปิดออก มาดูเหลือปุๆ หมดแล้ว ในหลวงไม่มีแล้วปลวกเอาไปกินหมดแล้ว แลกเขาไม่เอา บอกให้ไปที่คลังเขา ไม่เอาเป็นอย่างไร แกก็แบออกมา อย่างนี้อย่าว่าแต่คลังเลยถวายฉัน ฉันก็ไม่เอา คือไม่รู้ว่าจะเอา ไปทำอะไร แล้วบอกว่าจำนวนเท่าไรที่มันหายไป จำนวนห้าพัน เก็บอย่างไรจึงได้หายไป บอกว่าใส่ กระป๋องวางไว้แล้วปลวกมันขึ้นเอาไปกินหมด   บอกว่า   เรามันแย่จริงๆ  นี่แหละเขาเรียกว่าไม่รู้ จักรักษา  เก็บเงินให้ปลวกกินเสียหมด  บอกว่า ของพ่อท่านมากกว่านี้อีกที่ปลวกกิน พ่อท่านหมายถึง หลวงพ่อ พ่อท่านสุไหปาดีปลวกกินเสียตั้งหมื่นกว่า บอกว่า โธ่อย่างนี้ วันหลังไปเทศน์ที่วันนั้น ก็เลยว่า ท่านเสียด้วย  บอกว่าแก่ถึงป่านนี้แล้วไม่รู้จักเก็บเงินปล่อยให้ปลวกกินเสียตั้งหมื่น ไม่ได้เรื่องราวอะ ไร  แล้วไปถามจริงไหมหลวงพ่อ เขาบอกว่าอย่างนั้นมันเผลอไปหน่อย เอาไปวางไว้ไม่ได้ดูมัน คือ ไม่ยึดถือมากนั่นเอง  วางทิ้งๆ ไว้ปลวกมันกินหมด อย่างนี้มันก็ไม่ได้เรื่อง เขาให้เอาไปฝากออมสิน  เพราะว่าทีนั่นก็มีออมสินมีธนาคาร ฝากแล้วมันก็เกิดดอกออกผลต่อไป หรือมิฉะนั้นก็เอาเงินนั้นไปหมุนทำอะไรที่เป็นประโยชน์ เรียกว่าทำให้เกิดดอกออกผล อย่าวนี้ เขาเรียกว่าประพฤติธรรมแล้ว  รู้จักเก็บ  รู้จักใช้ รู้จักทำให้เกิดดอกออกผล แล้วประพฤติธรรมใน ฐานะคนอยู่บ้าน  อะไรมันเป็นรูรั่ว  ทางรั่วของทรัพย์คืออะไร  น้ำในโอ่งถ้ามีรูรั่วมันหมดไม่มีเหลือ  แม้รั่วทีละหยดมันก็มีวันหมด  เพราะมันรั่วถ้าเราไม่อุดรูรั่วมันอยู่ไม่ได้  พระพุทธเจ้าท่านอุดรูรั่วของ การสิ้นเปลืองทรัพย์สมบัติ  ในทางที่ไม่เป็นประโยชน์ก็สอนว่า อย่ามัวเมาในอบายมุข อย่ามัวเมาใน การเล่นการสนุกสนานในทางสิ้นเปลือง  อย่ามัวเมาในความเกียจคร้าน  ในการไปหาคนชั่วคนร้าย  ท่านห้ามไว้แล้วปิดประตูไว้แล้ว แล้วคนประพฤติธรรมกันหรือเปล่า เขาห้ามไม่ให้ดื่มเหล้าดื่มกันอยู่หรือ เปล่า  เขาห้ามไม่ให้เล่นการพนัน ไปดูที่สนามหน้าวัดเบญจวันนี้ซิ อัดยัดเยียดเหมือนกับตัวอะไรแน่น เลย  ไม่ให้มันเสียหาย  ซื้อหญ้าให้ม้ากิน  ม้าไม่กินเฉยๆ มันเตะให้โครงหักไปตามๆ กัน ตอนเย็น ออกมาหน้าเศร้า พวกแท็กซี่ก็ไม่ขับแล้ว จอดเข้าไปดูเขาปล่อยม้า เล่นอยู่ข้างนอกก็มีริมถนนด้านสวน จิตรข้างสนามม้าก็มี โห่กันอยู่ตรงนั้นแทงกันอยู่ตรงนั้น เรียกว่า โต๊ดเถื่อน เล่นกันอยู่นั่น นี่มันก็ทางฉิบ หายอยู่แล้ว แล้วมันจะไม่เป็นหนี้เป็นสินอย่างไร มันก็ต้องเป็นหนี้เป็นสินตามธรรมดา นี่คือไม่ประพฤติ ธรรมในเรื่องเกี่ยวกับการเป็นอยู่  แต่ทางที่เรียกว่าประพฤติธรรม เราไม่ดื่มของมึนเมาไม่ประพฤติ เหลวไหล เงินทองมันก็เหลือกินเหลือใช้ ไม่เดือดร้อนอะไรนี้ ทางที่เรียกว่าประพฤติธรรมอยู่ในตัวแล้ว อีกอันหนึ่งหลักธรรมในทางพระพุทธศาสนาบอกว่า     เราชาวพุทธต้องเป็นอยู่อย่างประหยัด  เรื่องประหยัดเราน่าจะได้ทำกันนานแล้ว  แต่ว่าไม่ค่อยจะประหยัดในการทำอะไรๆ  กัน  พระพุทธ ศาสนามีหลักการประหยัด   หลักทฤษฎีหรือการปฏิบัติอันใดที่เป็นไปเพื่อความสุรุ่ยสุร่าย   ไม่ใช่พุทธ ศาสนา อันนี้จำไว้ด้วย สิ่งใดที่เป็นไปเพื่อความสุรุ่ยสุร่ายไม่ใช่พุทธศาสนา พุทธศาสนาต้องเป็นไปเพื่อ การประหยัด  อดออม ทีนี้เรามาดูสังคมชาวไทยเรามีการอดออมหรือเปล่า ทำอะไรฟุ่มเฟือยกันหรือ เปล่า  เอาตัวอย่างเช่นงานบุญงานศพ  เขานิมนต์ไปบ่อยไปแล้วเทศน์กันทุกทีเทศน์กันทุกที เทศน์ข้อ บกพร่อง อาตมาไปเทศน์ที่ไหนเขาหาว่าดาทุกที คือว่าไปว่าทุกที ไม่ใช่ไปเทศน์ยอให้เจ้าภาพสบายใจ ว่า แหมเป็นคนดีมีความกตัญญูกตเวที ได้บริจาคทานเป็นการใหญ่ ไม่ได้ว่าอย่างนั้นคือไม่ยอ ยอให้ฉิบ หายไม่เอาแล้ว  เลิกที ก็ไปว่าอย่างนั้นตัวอย่างเห็นๆ อยู่ ทำอะไรฟุ่มเฟือย เช่นการเลี้ยงกัน เผา ศพเสร็จแล้วยังเลี้ยงกันอยู่อีก คนทีมาในงานเผาศพเสร็จแล้วเขาควรจะกลับบ้าน เชิญเลี้ยง แล้วใน การเลี้ยงถามพระว่า ไม่ได้เลี้ยงแต่ข้าวหรอกหลวงพ่อ เขาเลี้ยงเหล้าด้วย แล้วคุณเป็นสมภารทำไม นั่งให้เขาเอาเหล้ามารดหัวอยู่ เขาไม่ได้รดหัวผม เขาเอามากินกัน นั่นแหละเขาเอามากินให้คุณเห็น เขารดหัวคุณ  สมภารนั่งเป็นหัวตอเขาเอาเหล้ามารดหัว  บอกว่า  ผมมันเด็กพูดไม่ไหว พวกนั้นมัน แก่คราวพ่อผมทั้งนั้น  ผมจะว่าอย่างไร หลวงพ่อช่วยพูดให้ก็แล้วกัน เผาศพเสร็จแล้วยังเลี้ยงกันเป็น การใหญ่ โต๊ะตั้งเป็นสิบๆ โต๊ะ คนเขาเผาเสร็จแล้วเขาจะไป ติดเครื่องขยายเสียงเรียกมาเลี้ยงกัน ต่อไป  นี่ฟุ่มเฟือยไม่ได้เรื่องอะไร  เลี้ยงกันอย่างฟุ่มเฟือยสุรุ่ยสุร่าย  ซึ่งมันสิ้นเปลืองเปล่าๆ แล้ว เวลาเผาศพหนวกหูรำคาญที่สุด เรื่องอะไรจุดพลุ พลุก็ชอบจุดใกล้คนเสียด้วย ถ้ากระบอกนั้นมันระเบิด ออกมาละก็ถูกคนตายเลย   เคยตาย  ถูกสะเก็ดระเบิดไม่ใช่แต่ชาวบ้านพระก็พลอยตายด้วย  อาต มามองๆ  นี่มันประมาทเหลือเกิน  ทำไมต้องมาจุดใกล้ๆ จุดไกลมันก็ดัง แต่ว่ามันอวดฝีมือเอามาจุด ใกล้ๆ  แล้วก็บ่นให้เขาฟังว่ามันเรื่องอะไร อย่างนี้เป็นตัวอย่าง ที่มีอยู่ทั่วๆ ไป ตามบ้านนอกคอกนา  กรุงเทพฯ  ไม่มี เขาไม่ให้จุดไม่ใช่เรื่องอะไร ถ้าเขาให้จุดก็อยากจะจุดอยู่เหมือนกัน วัดใกล้ๆ ได้ ยินบ่อยๆ พิณพาทย์ก็จะตีแตรก็จะเป่า พระเราก็ไปนั่งสวดกับเขาด้วย มันเรื่องอะไรไปนั่งสวดเวลานั้น อาตมาเห็นพระสวดทีไรนึกว่าสวดทำไม  ก็ต้องการปัจจัยนิดเดียว  น่าจะเลิกได้แล้ว นึกจะเลิกอยู่ เรื่อยเรื่องการสวดหน้าศพ  มันไม่ได้สาระอะไรเลย เป็นเครื่องประกอบเรียกว่า ไปโห่กับชาวบ้าน เขาเท่านั้นเอง   นี่ไม่ได้สาระอะไรแต่ก็โห่กันอยู่อย่างนั้น  ทำเนียมเขาอย่างนั้น  แก้ได้แล้วไม่ได้ เรื่องอะไร เรื่องอื่นอีกเยอะแยะที่สิ้นเปลือง  มีหนังมีละคร  ทำอะไรแล้วก็ชอบเอาหน้า แทนที่จะได้หน้า  หายไปเสียด้วย  ซ้ำไป เพระอะไร ต้องเป็นหนี้สินอินุงตุงนัง อันนี้ต้องแก้ แต่ว่าพูดอยู่องค์เดียวมันก็ ไม่ไหว เรียกว่าพูดว่าจะตาย ตายแล้วไม่มีใครพูดก็ฉิบหายกันไปตามเรื่อง เราช่วยกันหน่อย ช่วยกัน พูดจาแนะนำพร่ำเตือน อย่าให้เขาทำอะไรมากมายไป นี่ทีระนองเขาทำศพอาตมาดึงได้เหลือสามวัน จะทำห้าวัน บอกว่าอะไรเมืองนิดเดียวคนอะไรจะมานักหนา ตั้งห้าวัน พูดไปพูดมาลดได้สามวัน แล้ว ไปดูรายการ เอาอะไรอีกทำไมจะให้สิ้นเปลืองอย่างนี้อีก มันไม่ได้เรื่องอะไร ตัดๆ เสียบ้าง เรามัน สอนธรรมะ บอกว่า ตัดแล้วแต่โยมเขาไม่ยอม ญาติของพระเขาไม่ยอม เขายังชอบสุรุ่ยสุร่าย เพราะ ว่าเรายังพูดน้อยไป  พูดบ่อยๆ  พูดทุกวันทุกอาราม พูดวิทยุพูดทางโทรทัศน์ พูดให้ได้ยินเรื่องนี้บ่อยๆ  เพื่อแก้ปัญหานี้ การประหยัดก็จะเกิดขึ้นตามสมควรแก่ฐานะ ทีนี้คนจะมาทำอะไรเราต้องแนะนำอย่าให้สุรุ่ยสุร่าย  ให้ประหยัดสักหน่อยจึงจะดีขึ้น นี่เขาจะ ประชุมพระที่จะเป็นอุปัชฌาย์  ระหว่างวันที่  ๓  ถึงวันที่  ๘ เขาบรรจุให้หน่อยหนึ่ง ปาฐกถาพิเศษ ของพระราชนันทะมุนี ก็นึกว่าดีในล่วงหน้าอยู่ว่า จะได้เสกกันหน่อย เรียกว่าเสกอุปัชฌาย์ จะไปเป็น อุปัชฌาย์ต้องเสกกันหน่อย ปีก่อนเขาให้เหมือนกัน แต่ว่ามีคนอื่นมาแทรกรายการ เลยไม่ได้พูดกับพระ เหล่านั้น  มักจะมีเรื่องแทรก พูดไม่ได้เรื่องอะไร นั่งฟังอยู่ แต่เขาเป็นผู้ใหญ่ต้องให้พูดหน่อย เราก็ ชอบอย่างนั้นด้วยของใหญ่ต้องเอาไว้หน่อย  เล็กเป็นประโยชน์ไม่ชอบ  เป็นเสียอย่างนั้น  นี่ก็ไม่ได้ เรื่องอะไร  เสียเวลาไม่ประหยัดเหมือนกัน  เรื่องประหยัดมันหลายเรื่อง  ประหยัดเวลาประหยัด เรี่ยวแรง   ประหยัดเงินทอง  ประหยัดความคิดความอ่าน  มันต้องมีหลักประหยัดทั้งนั้น  ถ้าอยู่กัน อย่างประหยัดอดออมแล้วจะไม่เดือดร้อน สมัยนี้เราบ่นกันว่าของแพง แล้วก็เงินจะไม่พอใช้ ของแพง แก้ได้ คือว่าของแพงมันมีหลายอย่างที่เราจะรับประทาน มีเนื้อหมู มีปลา มีเป็ด มีกุ้ง มีปลา มีผักอะ ไรเยอะแยะ เราเลือกกินที่มันถูกได้ สมมติว่าหมูแพง ทำไมต้องกินหมูทุกวัน เราไม่กินหมูก็ได้ พี่น้อง อิสลามเขาไม่กินหมูเขาก็อยู่ได้  เราก็เป็นอิสลามเสียหน่อย  เพราะว่ามันแพงเหลือเกิน  ไม่กินหมู เพราะมันแพง  แล้วเราก็ไปกินของอื่นที่มันถูกกว่า หรือปลากุ้งมันแพงเราไปกินผักก็ได้ หัดให้เด็กใน ครอบครัวกินผักทำให้มีรสชาติพอสมควร ตามแบบกับข้าวไทย ไม่ต้องเติมผงชูรสให้มันเดือดร้อน หมอ เขาว่าไม่ดีผงชูรส เกิดโทษเหมือนกัน เราไม่ต้องเอา เราต้องปรุงกันตามธรรมดาๆ เรื่องนี้มันอยู่ที่การฝึก  คนเราเมื่อเกิดใหม่ๆ ไม่ได้ติดรสอะไร เรากินนมคุณแม่ จำได้ไหมว่า รสนมคุณแม่มันเป็นอย่างไร  ทุกคนกินแล้วทั้งนั้น  ขอถามหน่อยว่าจำได้ไหม  รสหวานปะแล่มหรือว่า หวานมันอย่างไร ไม่ได้เรื่องเลย อาตมาก็จำไม่ได้ ถ้าเขาสอบไล่เรื่องนี้ตกแน่ ตอบไม่ได้เขาถามว่า รสนมคุณแม่เป็นอย่างไร ตอบไม่ได้แสดงว่าเด็กไม่ได้จำรสเหล่านั้น ความจำในเรื่องนั้นไม่มี ถ้าจำ ได้คงจะยุ่งเหมือนกัน  มันติดรส  ทีนี้คุณแม่มีน้องตัวโตเข้าไปแย่งกิน  น้องก็เดือดร้อน เพราะมันจำ รสอย่างนั้นได้  เพราะธรรมชาติไม่ให้จำนมของมารดา  ทีนี้เราโตขึ้นกินนั่นกินนี้ ติดของมันเอง ติด แกงนั่นติดอาหารประเภทนั้น นี่มันไม่มีอะไร เราอย่ากินเพื่อให้ติดรส ประพฤติธรรมอีกเหมือนกัน คือ ไม่หลงในสวนอาหาร ไม่กินรส แต่ว่าเรากินอาหาร อาหารนั้นไม่เกี่ยวกับรส ไม่เกี่ยวกับความอร่อย  แต่เรากินอาหารเพื่อบรรเทาความความทุกข์เก่าคือความหิว แล้วก็ไม่สร้างความทุกข์ใหม่ให้เกิดขึ้นใน ร่างกาย  ไม่ให้เกิดความทุกข์ความเดือดร้อน  เราปรุงแบบง่ายๆ แต่มันไม่เสียคุณค่าอะไร เช่นผัก แกงขึ้นมามันไม่เสียคุณค่า เราก็รับประทานประเภทผักซึ่งราคาถูกกว่า อะไรถูกก็รับประทานสิ่งนั้น อะ ไรแพงเราก็ไม่รับประทาน  ดูแขกยามที่มาจากประเทศอินเดีย  เขากินแต่ผักไม่กินปลากินเนื้อ ร่าง กายก็กำยำล่ำสันอยู่แล้ว เวลาไปซื้อผักเขาชอบไปซื้อในตอนเย็น ตอนเช้าคนมันแย่งกันซื้อผักก็ต้องขึ้น ราคา  แต่ว่าตอนเย็นตลาดจะเลิกแล้ว  แม่ค้าก็จะรุสสต๊อกแล้ว  พวกนี้ก็ไปซื้อหอบมาเลย  เอามา กินราคามันถูก เพราะฉะนั้นแขกยามนี้เป็นเจ้าหนี้เสมียนธนาคารบ้าง เป็นเจ้าหนี้เสมียนนายห้างบ้าง  นั่งรถยนต์พวกแขกยามไม่มีจะนั่ง  แต่ว่าเป็นลูกหนี้ของแขกยาม เพราะอะไร เพราะแขกยามมันประ พฤติธรรมมันเป็นอยู่อย่างประหยัดอดออม  กินเท่าที่จำเป็นเขาก็มีเงินเหลือ  เงินที่เหลือเอาไปไหน  เอาส่งไปประเทศอินเดีย ไปซื้อที่ดินไว้ คนอินเดียไม่ค่อยจะมีที่ดิน มันลำบากดินมันเป็นของคนอื่นหมด  มันก็หาเงินไปซื้อไว้  ซื้อไว้พอได้สักสองสามเอเคอร์ เวลาแก่ตัวลงก็กลับบ้าน มีที่ดินเป็นของตัวเอง  แล้วก็ปลูกอะไรกินอยู่ในบ้านนั้นจนกว่าจะตาย เขาคิดอย่างนั้น เขาจึงประพฤติธรรมในแง่ประหยัดกัน เราไม่ค่อยได้ประพฤติกันในแง่นี้  ชอบสุรุ่ยสุร่ายฟุ่มเฟือย นี่เดือนมกราคมทั้งเดือนยังเลี้ยงกัน อยู่  ปีใหม่ผ่านพ้นไปยี่สิบวันแล้วยังเลี้ยงกันอยู่  แล้วเลี้ยงกันอย่างสนุกสนานกันเหลือเกิน  แสดงว่า  แหม ปีใหม่คนไทยมันนานเหลือเกิน จึงได้เลี้ยงกันบ่อยๆ ฟุ่มเฟือยสุรุ่ยสุร่ายนัดกันเลี้ยงกัน นี่คือเรื่อง ไม่ประหยัด  ถ้าเราจะกินกันง่ายๆ  ไม่ได้เสียเหลี่ยมไม่ได้เสียหน้า เราไปสร้างหน้าไว้ไม่ดี คือไป สมมติหน้าที่สิ้นเปลืองไว้  เลยมันยุ่งกันใหญ่ ทีนี้ทำหน้าให้มีหน้าที่ว่ากินน้อยๆ ก็ไม่เสีย กินง่ายๆ ก็ไม่ เสีย  เลี้ยงข้าวราดแกงก็ไม่เสียหน้า ตั้งหน้าใหม่ สมมติหน้าแบบใหม่ขึ้นมาในชีวิตของเรา หน้าเก่า ไม่ไหว สตางค์ไม่ค่อยมีใช้ รักษาหน้าแล้วมันจะเดือดร้อน แล้วเราทำหน้าใหม่ของเราขึ้นมา เป็นหน้า ที่ประหยัดอดออมอย่างนี้เอาตัวรอด ถ้าเราประพฤติธรรมอย่างนี้เอาตัวรอดแล้ว ไม่ลำบากแล้ว นี่เป็น การประพฤติธรรมง่ายๆ ในชีวิตครอบครัว สามีภรรยาอยู่ด้วยกัน บางทีเกิดระหองระแหงกัน มีปากมี เสียงกัน เพราะอะไร ไม่มีหลักธรรมะเป็นหลักครองใจ ไม่มีพระอยู่ที่ใจ แต่มีพระห้อยคอกันทั้งนั้น มี พระอยู่ที่เนื้อตัว  แต่ไม่มีพระอยู่ที่ใจ  ทะเลาะเบาะแว้งกัน ทะเลาะกันบ่อยๆ รำคาญไม่อยากจะอยู่ ด้วยแล้ว  กลับไปหาคุณแม่ดีกว่า  ห่างกันไป  อยู่กันนานๆ  ก็จืดจางก็เลิกกันไป นี่เรื่องปัญหาทั้งนั้น  เพราะไม่ประพฤติธรรม สามีภรรยาควรจะประพฤติธรรมอะไร  สำคัญที่สุดเป็นประโยชน์ที่สุด คือความเสียสละเท่านั้น เอง ต่างคนต่างเสียสละให้แก่กันและกัน ให้กัน สามีอยู่เพื่อภรรยา ภรรยาอยู่เพื่อสามี ไม่ใช่อยู่เพื่อ ตัว ถ้าอยู่เพื่อตัวเขาเรียกว่าเห็นแก่ตัว พอเห็นแก่ตัวแล้วมันก็ไม่ให้ คิดจะเอารัดเอาเปรียบ คิดว่าตัว เสียเปรียบ  คิดว่าตัวได้เปรียบ  เรื่องได้เปรียบเสียเปรียบนี้เนื่องจากว่ามีความเห็นแก่ตัว พอเห็น แก่ตัวก็ไม่ยอม พอไม่ยอมก็เกิดแข็งเข้าหากันพูดจากันไม่เป็นน้ำเป็นนวล ไม่ชวนฟังแล้ว เลยก็เกิดเป็น ปัญหาขึ้นมา  เพราะฉะนั้นฐานของชีวิตในเรื่องนี้อยู่ที่ว่า เราอยู่เพื่อให้ ไม่ใช่อยู่เพื่อจะเอา อยู่เพื่อ ให้แก่กันและกัน  ต่างคนต่างให้ต่างคนต่างเอาอกเอาใจกัน ต่างคนต่างอดทน ต่างคนต่างมีการบังคับ ตัวเอง  มันเรียบร้อยไหมละ  ลองคิดดู เราอยู่กันเรียบร้อยไหมครอบครัวอย่างนี้ ไม่มีเรื่องเห็น แก่ตัว ไม่มีการเอารัดเอาเปรียบกัน มีแต่เรื่องความเสียสละแก่กันและกัน ครอบครัวนั้นไม่มีปัญหา มี ลูกเต้ามาก็เรียบร้อย เพราะเขาเห็นคุณพ่อคุณแม่ยิ้มกันทุกวัน ไม่ได้ยิงเขี้ยวเข้าหากัน ลูกก็สบาย แต่ ถ้าพอตื่นขึ้นได้ยินคุณพ่อคุณแม่ยิงเขี้ยวเข้าหากันแล้ว ลูกมันก็รำคาญมันอยู่ไม่ได้ แล้วจะเพาะนิสัยให้ลูก เสียอีกคนหนึ่ง ติดไปด้วยเหมือนกัน มันเสียอย่างนี้ เพราะฉะนั้นเราจะต้องตั้งฐานไว้ในใจว่า  อยู่เพื่อให้  ไม่ได้อยู่เพื่อเอาอะไรจากกันและกัน  ต่างคนต่างให้ครั้นพอมีลูกขึ้นมา  เราก็ตั้งฐานใหม่ว่า เราอยู่เพื่อลูกไม่ใช่เพื่อตัวเราแล้ว ทำอะไรๆ  ก็เพื่อลูกเพื่อสร้างวงศ์สกุลต่อไป  ให้เขาได้มีความรู้ความสามรถ  มีความประพฤติดีเป็นหลักเป็นศรี ของสกุลต่อไป  นี่ก็คือการประพฤติธรรม  ถ้าเราประพฤติธรรมอย่างนี้มันก็สบาย ไม่เกิดปัญหาอะไร  ไม่สร้างความทุกข์ความเดือดร้อน  ครอบครัวเป็นสวรรค์ไปแล้ว  ผู้อยู่ในครอบครัวนั้นกลายเป็นเทพ บุตรเทพธิดาไปแล้ว   สวรรค์นี่มันอยู่ในมือ   ไม่ได้อยู่ที่ไหนเราสร้างเอาได้  ที่พระเยซูท่านพูดก็ดี  แกบอกว่า "อาณาจักรของพระผู้เป็นเจ้าอยู่ในมือของเราเอง" อยู่ในมือเราทำให้เป็นสวรรค์ก็ได้ ทำ ให้เป็นนรกก็ได้  ในครอบครัว  นี่มันก็ตรงกับหลักของพระพุทธศาสนา  อะไรๆ มันก็อยู่ในใจทำเอา เองทั้งนั้น  ทำให้เป็นนรกก็ได้  ตื่นเข้าเถียงกันทะเลาะกันบ้านก็เป็นนรก ตื่นเช้ายิ้มเข้าหากันปรึก ษาหารือกัน เราก็เป็นสวรรค์ สุดแล้วแต่จะทำ ตัวเราก็เหมือนกัน ถ้าเราคิดไม่ดีเราก็เป็นนรกไป ถ้า เราคิดดีก็เป็นสวรรค์  คิดให้บริสุทธิ์ก็เป็นพระอริยบุคคลไปแล้ว  ชั้นสูงขึ้นไปตามลำดับ มันอยู่ที่ตรงนี้  อยู่ที่ประพฤติธรรมไม่ได้อยู่ที่อะไร เพราะฉะนั้นครอบครัวที่ประพฤติธรรมย่อมเป็นสุข นี่ญาติโยมที่อยู่ กันมาจนแก่จนเฒ่า มีลูกมีเต้าเรียบร้อย แปลว่าได้ประพฤติธรรมอยู่แล้วโดยไม่รู้ตัว ธรรมะเราจะรู้ก็ตามไม่รู้ก็ตาม   ถ้าเราทำถูกแล้วให้ผลเป็นความสุข  เราทำผิดก็ให้ผลเป็น ความทุกข์แต่การไม่รู้มันเสี่ยงเหลือเกิน  เหมือนกับเราเดินทางเสี่ยงๆ ไป ไม่รู้เส้นทางอะไรขับรถ เสี่ยงๆ ไป มันเสียเวลา แต่ถ้าเราเรียนรู้แล้วไม่ต้องเสี่ยง เพราะรู้ว่าทางใดถูกทางใดผิด ทางใด ควรไม่ควร  ต้องเรียนรู้เอาไว้ เพราะฉะนั้นจึงต้องเข้าหาธรรมะด้วยการเรียน เข้าหาธรรมะด้วย การปฏิบัติให้เป็นตัวอย่าง   แล้วก็ชักชวนคนอื่นให้เข้าหาธรรมะต่อไป  จึงจะเป็นปีที่เรียกว่าเข้าถึง ธรรมะกันในปีนี้  ที่เห็นง่ายๆ  ว่าเป็นสุขอย่างไร  ทีนี้ขึ้นไปมากกว่านั้นคน ที่อยู่ด้วยกันในฐานะเป็น นายทุนแล้วก็เป็นกรรมกร  ความจริงเจ้าของโรงงานไม่ใช่นายทุน  ไม่ใช่นายทุน ไม่ใช่นายทุนเจ้า ของโรงงาน  นายทุนคือใคร โน่นนายทุนธนาคารนั่งยิ้มแป้นเอกเขนกอยู่ในห้องแอร์ นั่นแหละนายทุน ใหญ่  ให้เขากู้ตัวนายทุนไม่ต้องทำอะไร  มีเงินให้เขากู้เป็นนายทุน  แต่ว่าผู้เป็นเจ้าของโรงงานนี้  ต้องเหน็ดต้องเหนื่อยกรรมกรเราดีๆ  นี่เอง แต่ว่าเป็นกรรมกรชั้นปัญญา กรรมกรอีกประเภทหนึ่งใช้ แรงงาน  ใช้มือ  เรียกว่าทำงานด้วยกำลัง  แต่กรรมกรที่อยู่ในห้องแอร์นั้นทำงานด้วยสมอง วาง แผนว่าจะทำอย่างไร วางเสร็จแล้วต้องไปกราบเท้านายทุน ขอกู้สักสิบล้านเถอะเอาดอกสักเท่าไหร่  ต่อรองกันเอาให้น้อยหน่อยของมันจะได้ถูกหน่อย  นายทุนบอกว่าไม่ได้เวลานี้ต้องเอาเท่านี้ ไม่เท่านี้ ธนาคารก็อยู่ไม่ได้  ของแพง ผู้บันดาลให้ของถูกของแพงคือธนาคาร คือนายทุนใหญ่ แต่เจ้าของโรง งานนั้นไม่ใช่นายทุน แต่เป็นสหายของกรรมกรทั้งหลาย เป็นผู้เสียสละที่จะมาทำงานทำการ ทนเหน็ด ทนเหนื่อยทนยากทนลำบาก เพื่อให้เพื่อมนุษย์ทั้งหลายมีงานทำ ได้มีเงินใช้ จะได้อยู่กันเป็นสุขสบายต่อ ไป นี่มันเป็นอย่างนี้ ทีนี้คนที่เป็นเจ้าของงาน  ที่เขาสมมติเรียกว่าเป็นนายทุนตามภาษาชาวบ้านเรียกกัน แต่ไม่ใช่ นายทุนตามแบบที่อาตมาว่า  เป็นกรรมกรกับนานทุนสองคนนี้  ถ้าทุกฝ่ายประพฤติธรรมมันไม่มีเรื่องส ไตรค์กัน เรื่องที่สไตรค์กันนี้ก็เพราะไม่ประพฤติธรรม นายทุนก็ไม่เปิดเผยความจริงให้กรรมกรรู้ ว่า ลงทุนเท่าไร  ขายได้กำไรเท่าไหร่ ขายได้กำไรเท่าไหร่ผลิตออกมาวันละเท่าไหร่ มีกำไรเท่าไหร่  มักจะบอกว่า  แหม  ปีนี้แย่กำไรไม่ค่อยมี  ถ้ามีมันต้องขึ้นเงินเดือนให้กรรมกร ถ้าไม่มีมันไม่ต้องขึ้น  แต่กรรมกรก็รู้ว่าปีนี้ขายได้  เพราะผลิตกันใหญ่นี่ ผลิตแล้วเอาไปทิ้งแม่น้ำเจ้าพระยาได้หรือ มันต้อง ขาย ขายได้เงินมันก็ต้องมาก แต่ทำไมให้เราน้อย ก็เกิดการต่อสู้กันขึ้น เพื่อเอาค่าแรงเพิ่มเติม พอ เกิดการต่อสู้นายทุนก็ไม่กล้าผจญหน้ากับกรรมกร ไม่กล้าพูดความจริงกับกรรมกร ไม่กล้ามาพูดฉันพี่น้อง ตั้งตัวแทนให้ไปพูดกัน ตัวแทนมันก็พูดอย่างนั้น มันไม่ถึงอกถึงใจกัน เลยก็ห่างกันออกไป นี่คือไม่ประ พฤติธรรม ถ้าเราประพฤติธรรมนั้นเราถือว่าเป็นพี่น้องกัน ผู้ที่เป็นหัวหน้าเป็นเจ้าของโรงงานก็เป็นหัว หน้าครอบครัว  กรรมกรทุกคนเป็นสมาชิกในครอบครัว เรามาพบกันบ้างมานั่งคุยกัน ปรึกษาหารือกัน  ใครมีความคิดกันอย่างไร เรียกมาพูดคุยกันวันละคนสองคน พูดกับคนนั้นบ้าง คนนี้บ้าง คนไทยเรานั้น มีนิสัยขี้เกรงใจคน  แล้วมีนิสัยรักแล้วไม่ค่อยปล่อยไม่ค่อยวาง  ทีนี้เราเข้าใกล้กันเห็นหน้ากันมันเกิด รักชอบกัน  เกรงอกเกรงใจกัน ใครจะมายุมาแหย่ก็ไม่ได้ นายเราแกก็ใจดีเหลือเกิน จิตใจแกเอื้อ เฟื้อเผื่อแผ่  มีอะไรก็ช่วยเหลืออยู่เสมอ ไม่ต้องเอากฎหมายมาใช้ ใช้โดยกฎหมายมันเป็นการบังคับ  สู้ใช้ธรรมะไม่ได้ ธรรมะนี่เกิดจากน้ำใจ เช่นความเมตตาปรานี ความเห็นอกเห็นใจกันในเรื่องอะไร ต่างๆ เรื่องตายเรื่องเกิด เรื่องการแต่งงานเรื่องเจ็บป่วย เห็นอกเห็นใจกัน เข้าไปช่วยเหลือกล้า ลงทุน  แม้จะรักษาสิ้นเงินสิ้นทองก็ไม่เป็นไร พิเศษนอกเหนือนั้นเราหมั่นไปเยี่ยมไปเยียน ถามสาระ ทุกข์สุขดิบในครอบครัวของเขา มีอะไรควรจะช่วยเหลือบ้างเล็กๆ น้อยๆ ควักทิ้งไปโยนให้เขาไป สิ่ง เล็กน้อยที่เราให้คือน้ำใจ คนเราไม่ต้องใหญ่ให้อะไรแก่ใคร  มันเรื่องน้ำใจ  แม้ให้ของใหญ่แต่ให้ด้วยอาการบางอย่าง  เขานึกว่าดูหมิ่นด้วยซ้ำไป  รับแล้วมันไม่ชื่นใจ บางคนบ่นว่า แหม ให้เท่าใดๆ มันไม่เห็นนึกถึงบุญคุณ เลย ให้ไม่เป็น ขาดศิลปะของการให้ เราต้องให้เมื่อเขาต้องการ เขาไม่ต้องการอย่าให้ คนอิ่มอย่า ไปเคี่ยวเข็ญให้กิน  ถึงมันกินอิ่มแล้วก็ไม่นึกถึงบุญคุณหรอก แต่ถ้าคนกำลังหิวต้องรีบให้กิน ให้อร่อยให้ เพลิดเพลิน  เขานึกได้ว่าเรากำลังหิว เขาเอามาให้เขาก็พอใจ อะไรๆ ต้องมีศิลปะต้องคอยศึกษา ชีวิตของคนเหล่านั้น   ต้องเข้าไปถึงครอบครัวไปเยี่ยมเยียนเขาบ้าง   เขามาทำงานเราไปเยี่ยม แม่บ้านเขา ถามสาระทุกข์สุกดิบ เป็นอยู่อย่างไร มีอะไรให้เขาบ้างเล็กๆ น้อยๆ แม่บ้านตอนเย็นผัว มาบอกว่า  วันนี้นายห้างมาเยี่ยมคุยกันเรื่องการเป็นการอยู่ ท่านก็เอื้อเฟื้อดี ให้เงินไว้สองร้อยบาท  สองร้อยบาทนั้นขนหน้าแข้งไม่ร่วงหรอกความจริง  ทีนี้มันเกิดไมตรีจิตมิตรภาพ  คนนั้นก็เกิดสำนึกว่า  แหม นายห้างอุตสาห์มาที่บ้านเรา เหมือนกับว่าเทวดาลอดเข้ามากระท่อมน้อย เจ้าของกระท่อมเขา ก็สบายใจ  มันเป็นเรื่องธรรมดา อันนี้มันเป็นเรื่องเล็กน้อย พระพุทธเจ้าท่านสอนไว้แล้ว เราจะผูก มิตรกับใครต้องให้  ต้องพูดจาอ่อนหวาน  ต้องทำตนให้เสมอไม่รังเกียจเดียดฉันท์  ทำสิ่งที่เป็นประ โยชน์แก่เขานั่นคือการประพฤติธรรม  ถ้านายทุนประพฤติธรรมอย่างนี้  กรรมกรก็รัก  แล้วไม่กล้าส ไตรค์ เห็นอกเห็นใจกันทำไม่ลง ใครจะมายุแหย่ก็ทำไม่ได้ เพราะว่าท่านดีเหลือเกิน เอาชนะกันด้วย ความดี  นี่คือการประพฤติธรรม แล้วก็เสียสละให้กันตามสมควรแก่ฐานะ คือให้ ทานการให้ พูดจา อ่อนหวานสนิทสนมกลมเกลียวกัน แล้วมีอะไรที่เป็นประโยชน์ก็ช่วยกัน เขาเล่าว่าคนงานรถเมล์ขาวสมัยก่อนนี้  ไม่เคยสไตรค์แล้วเรียกคุณหญิงสินว่าคุณแม่ทั้งนั้น ลูก เรียกคุณแม่หลานเรียกคุณแม่ทั้งนั้น แล้วคุณหญิงแกรู้จักคนงานแกหมดทุกครอบครัว พ่อเขาเมียเขาลูกกี่ คนรู้จักหมด  ว่างๆ คุณหญิงก็หิ้วตะกร้าใส่อะไรต่ออะไรไปเยี่ยมที่บ้าน มีขนมแจกเด็กมีผลไม้แจกถาม สาระทุกข์สุกดิบ  แจกเรื่อยไป  คนงานทุกคนเรียกคุณแม่ นั่นแหละเขาเรียกว่า แม่ ภาษาเหนือเขา เรียกว่าแม่เลี้ยง  คือแม่ที่มีน้ำใจดีงาม เลี้ยงคนจำนวนมาก พ่อใจดีใจงามเลี้ยงคนจำนวนมาก เขา เรียกว่า พ่อเลี้ยง ไม่ใช่พ่อของคุณแม่เรา แต่พ่อที่เลี้ยงคน เขาเรียกพ่อเลี้ยง แม่เลี้ยงก็คือคนที่มีน้ำ ใจดีงาม  เขาเคารพนับถือ  แม้แก่แล้วก็ไม่ไปไหน ยังอยู่กับพ่อเลี้ยงแม่เลี้ยงทำงานกันต่อไป ที่วัดอุ โมงค์มีคนขับรถคนหนึ่งชื่อนายคำ  อายุคราวกับอาตมา  อาตมาอยู่เชียงใหม่เขาขับรถ แหมขับรถนิ่ม  ออกสตาร์ทเรียบร้อย  เครื่องยนต์กลไกรู้หมด วันไหนนายคำขับแล้วเราสบายใจ จะขึ้นเขาถนนไม่ดี ไม่เป็นไร  นายคำขับแล้วใช้ได้ เวลานี้แก่แล้วขังรถไม่ไหว ก็ไม่ไปไหนยังอยู่ในบ้านคุณโยมอยู่นั่นทำ งานเล็กๆ น้อยๆ ดูแลคนงานไปตามเรื่อง ไม่สามารถจะไปไหนได้ ใครจะมาชวนไปไหนเขาก็ไม่ไป  เขาบอกว่าอยู่กับเจ้านี่ก็สบายแล้ว  ไปอยู่กับคนอื่นไม่รู้ว่าน้ำใจเขาอย่างไร  เขารักอะไร รักน้ำใจ  รักน้ำใจรักลึกซึ้ง รักเงินรักทองไม่เท่าใด เงินหมดเขาก็ไม่รักแล้ว รักข้าวรักของก็ไม่เท่าใด รักน้ำ ใจนี่ไม่รู้จักหมดไม่รู้จักสิ้น ทีนี้คนเราต้องให้เขารักน้ำใจ นายทุนต้องให้กรรมกรรักน้ำใจ หัวหน้างานก็ให้ลูกน้องรักน้ำใจ  ถ้าเขารักน้ำใจแล้วเขาอยู่กันได้เรียบร้อย นี่ประพฤติธรรม เมื่อประพฤติเช่นนี้แล้วมันจะเดือดร้อนอะ ไร ไม่มีปัญหา แต่ที่อยู่กันนั้นไม่ประพฤติธรรม แม้มีปัญหาเกิดขึ้นก็ไม่กล้าผจญกับคนเหล่านั้น เลยก็ไปกัน ใหญ่  เรื่องการบ้านการเมืองก็เหมือนกัน  สมมติว่านักศึกษาเดินขบวน เราเป็นนายกรัฐมนตรี ก็ไป เลย  เอามาลูกหลานทั้งนั้น มาคุยกันนั่งลงในสนามหญ้าคุยกัน ให้เด็กมันได้ระบายเสียหน่อย มีอะไร พวกเธอมีปัญหาอะไร  ฉันรู้ว่าพวกเธอนี่รักชาติเหลือเกิน  รักบ้านรักเมืองเหลือเกินอยากจะให้บ้าน เมืองเจริญ วันนี้ฉันดีใจ ที่ได้มาพบเธอ หาโอกาสมานานแล้ว อยากจะพบปะกันแต่มันไม่มีเวลา วันนี้ ได้มาพบฉันสบายใจจะได้ฟังความคิดความเห็นของพวกเธอหน่อย   เด็กสบายใจ  นายกก็ชอบเรา เหมือนกันวันนี้  ดีใจว่าได้พลเลยมันก็ระบาย อะไรระบายเลขาต้องจดให้ดี เด็กมันระบายอะไรบ้าง  เราก็จัดเรื่องนั้นจะจัดจะทำอะไรต่อไป  แต่ว่าเมื่อว่าจะทำแล้วต้องรักษาสัญญา ยังไม่ได้ทำก็บอกว่า  โครงการนี้อยู่ในความดำริ กำลังวางแผนอยู่ ยังไม่เรียบร้อย ยังติดขัดอ้ายนั่นอ้ายนี่ก็ว่าไปตามเรื่อง  เด็กมันสบายใจ มันได้ระบายแล้ว อย่าปล่อยให้อึดอัดอยู่ ถ้าปล่อยให้อึดอัดอยู่แล้วมันจะระเบิด พอระ เบิดเสียแล้วเสียงดังทุกที คนที่อยู่ใกล้ๆ ก็พลอยได้รับสะเก็ดเดือดร้อนไปตามๆ กัน ทีนี้เราอย่าให้เขา ระเบิดให้เขาระบายเสีย ระบายแล้วมันไม่ระเบิด คนเราแน่นอกมันอยู่ไม่ได้ อึดอัด มีปัญหาอะไรให้ เขาระบายบ้าง เด็กในครอบครัวประชุมกันบ้าง  คนนั้นมีอะไรคับอกคับใจเรื่องอะไรบอคุณพ่อคุณแม่  จะได้จัด การกัน เด็กมันมีอะไรจะได้ระบาย มันจะได้รู้สึกว่าคุณพ่อคุณแม่เอาใจใส่ดี เป็นผู้ร่วมสุขร่วมทุกข์ให้ ความอบอุ่น ไม่ใช่จะคอยดุตาเขียวอยู่ตลอดเวลา อย่างนั้นเด็กมันก็ออกไปนอกบ้านก็เดือดร้อน  อย่างนี้ธรรมดา  เรามาคุยกันมาพูดกันทำความเข้าใจกัน  ปัญหามันก็คลี่คลาย  นี่ก็คลี่คลายด้วยระ บบธรรมะ เราใช้ธรรมะ สิ่งทั้งหลายมันก็คลี่คลายออกไป การบ้านการเมืองก็ต้องคลี่คลายด้วยธรรมะ คนที่จะแก้ปัญหาอะไรต้องแก้ที่ตัวก่อน  ปัญหาของตัวต้องแก้ให้ได้ก่อนปัญหาของตัวคืออะไร  คือแก้กิ เลสทีมันพอกพูนให้มันเบาบาง  ทำตัวให้เป็นตัวอย่างแก่คนอื่น เช่นเราขอให้คนไม่คอร์รัปชั่นเราไม่ คอร์รัปชั่น  เราไม่เอาเราเสียสละเพื่อชาติเพื่อบ้านเมือง ให้ใครๆ เขาชมว่า คนคนนั้นบริหารบ้าน เมืองมานานยากจน  คนยากจนเพราะบริหารบ้านเมืองจะเป็นมหาบุรุษ  ความจนทำให้คนเป็นมหาบุรุษ  ความมั่งมีไม่ทำให้เป็นมหาบุรุษ คนเขานับถือคนยากจน มหาตมคานธีเป็นคนจน ชาวโลกยกย่องนับถือ  เพราะท่านประพฤติธรรม ชีวิตท่านเป็นตัวอย่างแก่ชาวโลกทั่วไป อันนี้สำคัญ ทีนี้เราจะทำงานอะไรต้องอธิษฐานใจเสียก่อนว่า    เราทำงานนี้เพื่อประโยชน์เพื่อความสุข แก่ส่วนรวม  เราไม่หวงอะไรเป็นส่วนตัว อะไรๆ ก็ไม่เอาทั้งนั้น ชาวบ้านเขาว่าไปเองตามใจของ เขา  แต่เรานั้นไม่เอา ไม่คิดจะเอา อะไรเกิดขึ้นก็คิดว่า ไม่เที่ยงแม้แน่นอน ไม่มีอะไรถาวรอะไร  ของหลอกของปลอมทั้งนั้น  เราพิจารณาอย่าวนั้น ความอยากมันค่อยเบาไปๆ ทีนี้ชีวิตก็เรียบร้อยไม่มี ปัญหายุ่งยากอะไร ดังที่กล่าวมาก็พอสมควรแก่เวลา ขอยุติไว้เพียงนี้