ปาฐกถาธรรม เรื่อง ผู้เสียสละคือครู โดย พระเทพวิสุทธิเมธี (ปัญญานันทภิกขุ) วันอาทิตย์ที่ ๑๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๒๒ ญาติโยมพุทธบริษัททั้งหลาย ณ  บัดนี้ถึงเวลาของการฟังปาฐกถาธรรมะ อันเป็นหลักคำสอนในทางพระพุทธศาสนาแล้ว ขอ ให้ทุกท่านอยู่ในอาการสงบ ตั้งอกตั้งใจฟังด้วยดี เพื่อให้ได้ประโยชน์อันเกิดขึ้นจากการฟังตามสมควร แก่เวลา วันนี้มีสมาชิกที่มาฟังใหม่เพิ่มขึ้น  คือมีครูจากโรงเรียนมาร์แตร์ แล้วก็มีแม่ชีมาด้วยสองสามคน  แม่ชีโรมันคาทอลิก ที่มาฟังอย่างนี้ก็เป็นการดี เพราะว่าโลกเราในสมัยนี้ต้องการความเป็นอันหนึ่งอัน เดียวกัน  เขาเรียกว่าต้องการความสามัคคี ที่ฝรั่งเขาเรียกว่า unity ความสามัคคีนี่จะเกิดขึ้นได้ เพราะว่า  ทุกคนหันหน้าเข้าหากัน  วันนี้โยมชีสองสามคนมาพาบริวารมาฟังด้วย  ก็นับว่าเข้าหากัน สามัคคีกัน  เราอยู่กันอย่างพี่อย่างน้องผู้ประพฤติธรรมร่วมกัน ธรรมะนั้นมีอยู่ด้วยกันในทุกศาสนา ใน คัมภีร์พุทธศาสนา  คัมภีร์ไบเบิล คัมภีร์อัลกุรอาน คัมภีร์พระเวทย์ มีหลักธรรมที่เป็นข้อปฏิบัติ ที่จะให้ คนทุกคนทำมาปฏิบัติ  แล้วจะได้เกิดความสุข ความสงบในทางด้านจิตใจ ผู้นับถือศาสนาใดก็ตาม ถ้า ปฏิบัติตนตามหลักธรรมะในศาสนานั้นแล้วก็ย่อมจะมีจิตใจสงบ  มีความสุข  และคนที่นับถือศาสนาเมื่อ ปฏิบัติธรรมะ ย่อมจะเข้ากันได้กับคนที่นับถือธรรมศาสนาต่างกัน ความแตกต่างนั้นมันอยู่ที่ภายนอก แต่ เนื้อแท้คือพระธรรมก็เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน  คือหลักธรรมนั้นสอนให้เราฟอกจิตใจให้สะอาด  ปราศ จากสิ่งชั่วร้ายต่างๆ   ที่ทำให้เกิดความไม่สงบในชีวิตประจำวัน  เมื่อเราปฏิบัติตรงตามหลักธรรมะ โดยวิธีใดก็ตาม  วิธีนั้นอาจแตกต่างกันบ้าง แต่จุดรวมก็เป็นอันเดียวกัน เหมือนกับเรารับประทานอา หาร อาจจะใช้ช้อนซ่อมก็ได้ ใช้มือเปิบก็ได้ ใช้ตะเกียบก็ได้ หรือใช้วัตถุอะไรก็ได้ จุดหมายของการ รับประทานนั้นอยู่ที่อะไร อยู่ที่หายหิว แล้วก็อิ่ม ร่างกายก็สบาย การปฏิบัติธรรมก็เช่นเดียวกัน  มุ่งหมายเพื่อให้เกิดความสงบในด้านจิตใจ เพราะฉะนั้นเราใน สมัยนี้อย่าไปถือว่าต่างพวกเหล่าต่างศาสนากัน หรือว่าต่างภาษากันต่างผิวกันถ้าถืออย่างนั้นมีแต่ความ แตกแยกกัน  พวกไม่มีศาสนาเขาสบายใจ  พวกที่สบายใจก็คือคอมมิวนิสต์  นั่นเอง คอมมิวนิสต์เขา สบายใจ  นั่งหัวเราะแหะๆ  เลย ว่าดีแล้วละเขาแตกกันเราจะได้สบาย จะได้แทรกเข้าไปได้ง่าย  เรื่องมันเป็นอย่างนั้น เพราะฉะนั้นเราทุกศาสนามีศัตรูร่วมกัน ศัตรูอันนั้นก็ความชั่วนั่นเอง ความชั่วก็ คือกิเลสที่เกิดขึ้นในใจคนความโลภ ความโกรธ ความหลง ความริษยาพยาบาท ความเห็นแก่ตัว อะ ไรต่างๆ เรียกว่าเป็นศัตรูผู้ร้ายกาจที่จะทำลายความสงบสุขในชีวิตในสังคมเราก็ต้องช่วยกันแก้ปัญหา เหล่านี้ตามวิถีทางที่เราศึกษา  อาจจะไม่เหมือนกันเล็กน้อย แต่ว่าจุดหมายปลายทางเป็นอันเดียวกัน  สมัยนี้ทุกศาสนากำลังหันหน้าเข้าหากัน อย่างวันนี้เราก็เห็นแม่ชีมาร่วมฟังอยู่ด้วยกับพวกเรา พวกเรา ทุกคนคงสบายใจ เพราะว่าความรักเป็นความสบายใจ ความเกลียดเป็นความร้อนใจ ขณะใดใจเรา มีความเกลียดเรามีความร้อนใจ  ขณะใดใจเรามีความรักความเอ็นดูต่อกันแล้วจิตใจก็สบายใจ ไม่มี ความวุ่นวายเดือดร้อนอันนี้เป็นเรื่องสำคัญ เราชาวพุทธจะไปฟังที่โบสถ์คาทอลิกบ้างก็ได้ ไม่เป็นไรไปฟังได้ อาตมาถ้าเขานิมนต์ไปเทศน์ ก็เทศน์ได้เหมือนกัน  แต่ว่ามันตรงกับวันอาทิตย์ไปไม่ค่อยได้ในเวลานี้  แต่ถ้าเวลาอื่นก็ไป เช่นโรง เรียนอัสสัมชัญ  เขาเคยนิมนต์ไปเทศน์กับเด็กๆ แม่ชีท่านก็จัดเด็กให้นั่งเรียบร้อย แล้วก็ฟังอย่างสงบ  จบแล้วเด็กก็ถามปัญหาอะไรต่างๆ  ไปทำความเข้าใจกับเขาไม่เป็นเรื่องแสลง พวกนักศาสนานี่เข้า ไปในโบสถ์ของเพื่อนศาสนาได้  แต่พวกมิจฉาทิฏฐิไม่มีศาสนาเข้าไปไม่ได้ เพราะเข้าไปแล้วรู้สึกขัด อกขัดใจ    มีความรำคาญที่เขาชวนให้ประพฤติธรรม    คนเหล่านั้นเขาไม่ชอบการประพฤติธรรม  แต่ชอบส่งเสริมสิ่งเป็นอธรรม  สิ่งที่เป็นอธรรมนั้นเป็นสิ่งที่ทำลายสังคมมนุษย์ให้ย่อยยับลงไป เราทั้ง หลายจึงควรจะช่วยกันส่งเสริมความงามความดีตามหลักธรรมะอันจะช่วยให้เกิดความสุขความสงบ  ตามสมควรแก่ความสามรถที่เราจะกระทำได้ พวกที่มาฟังกันในวันนี้ที่มากับคุณแม่ชีนี่ล้วนแต่เป็นครูบาอาจารย์ สั่งสอนอยู่ในโรงเรียนมาร์แตร์  นับถือศาสนาพุทธบ้าง   นับถือศาสนาคริสต์บ้าง  ตามเรื่องที่เขานับถือกัน  แต่ก็มาฟังคำสอนอันเป็น หลักธรรมะ   เป็นหลักที่เราจะนำไปใช้ปฏิบัติในชีวิตประจำวันของเราได้  แล้วคนโดยมากก็เป็นครู  เรื่องการเป็นครูนี่เป็นหน้าที่สำคัญ  อาตมาอยากจะกล่าวว่าครูคือวิญญาณของโลก เป็นผู้สร้างโลกให้ เจริญงดงามด้วยความรู้ความสามารถ  โลกเรานี้ถ้าไม่มีครูแล้วจะมีแต่ความมืดบอด จะไม่มีความรู้ ไม่มีความเข้าใจ แต่ถ้ามีครูอยู่ในโลกตราบใด โลกนี้ก็ยังสว่างไสวอยู่ด้วยปัญญา เพราะว่าครูมีหน้าที่ สั่งสอนอบรมบ่มนิสัยให้เด็กเป็นผู้มีความรู้ความสามารถ มีความฉลาดมีความประพฤติดี ประพฤติชอบ  นั่นเป็นหน้าที่สำคัญของคุณครูทั้งหลาย ที่ได้ปฏิบัติตลอดมา ตั้งแต่โบราณนับตั้งแต่ได้สร้างโลกมาโดยลำ ดับ  ไม่รู้ว่ากี่ร้อยล้านปีมาแล้ว  ก็มีคนประเภทที่มีน้ำใจรักเพื่อนมนุษย์  สงสารเพื่อนมนุษย์ที่ยังอยู่ใน ความโง่ความเขลา  ต้องการจะช่วยเขาให้มีความฉลาดสามารถช่วยตัวได้ มีอะไรก็เอาไปสอนเขา ให้เกิดความรู้เข้าใจ คนประเภทนี้เขาเรียกว่าเป็นครู เป็นผู้นำในทางจิตใจของชาวบ้าน เป็นผู้แนะ แนวทางชีวิตให้เกิดความรู้ความเข้าใจ  เราทุกคนที่มานั่งกันอยู่นี้ ล้วนแต่เป็นศิษย์ของคุณครูกันทั้งนั้น  ทางราชากรจักงานวันครูขึ้น อาตมาก็เคยไปในงานวันครู แล้วก็เคยสะกิดบอกว่าที่ทำกันอยู่ในทุกวันนี้  งานวันครูมันยังคับแคบ  ลูกศิษย์ของครูมาน้อยเหลือเกิน เพรามาแต่ครูเท่านั้นเอง ครูที่อยู่ตามโรง เรียนประจำต่างๆ  แต่ชาวบ้านทั่งไปนั้นไม่ได้รับรู้  ไม่ได้มาร่วมงาน  ทำไม่จึงไม่ได้มาร่วมงาน ก็ เพราะว่าการประชาสัมพันธ์หรือว่าการชักจูงในเรื่องนี้ไม่มี  ยังไม่ถึงเป้าหมายแห่งการจัดงานวันครู  เพราะการจัดงานวันครูนั้นต้องการจะเตือนศิษย์ทั้งหลายให้นึกถึงบุญคุณของครู   แล้วได้ปฏิบัติดีปฏิบัติ ชอบ ตามคำสอนของครูบาอาจารย์ต่อไป แต่ว่าเราจัดงานแบบคนขี้คร้าน  ไม่ได้จัดงานแบบคนขยัน จังแบบคนขี้เกียจ คือไม่ไปป่าวร้อง  ขี้เกียจจะจัดให้มันใหญ่โตในทางที่เป็นประโยชน์ เอาแต่ว่าพอผ่านพ้นไปตามเรื่องที่เขาสั่งแล้วจะได้ รายงานว่าได้ทำกันแล้ว  อาตมาได้ไปร่วมแล้วก็นึกอยู่ในในว่า มันยังไม่เป็นแก่นสารอะไรที่ทำกันอยู่ อย่างนั้น  ต้องทำกันมากกว่านั้น เพื่อให้ทุกคนที่เป็นลูกศิษย์ของครูที่ยังมีชีวิตอยู่ในโลกนี้ ได้ไปร่วมกัน  ได้ไปนั่งนึกว่าเราเป็นลูกศิษย์ของครู เป็นหนี้บุญคุณของครูของอาจารย์ ที่ได้สั่งสอนวิชาการให้แก่เรา มาโดยลำดับ  อย่างนั้นจะช่วยให้คนได้สำนึกมากขึ้น  แต่ว่าที่ประชุมกันนั้นมีคนไม่กี่คน  ประมาณร้อย สองร้อย  ความจริงครูก็มาไม่หมด  มาแต่บางพวก  บางพวกก็ไม่ได้มา นั่นแสดงว่าวิธีการจัดยังไม่ เหมาะสมนั่งเอง    ความจริงถ้าจัดให้ดีแล้วจะเกิดประโยชน์มาก   เราทุกคนที่นั่งกันอยู่นี้เป็นศิษย์ ของครูมาแล้วทั้งนั้น  เราลองมาสำนึกดูว่าเมื่อเราเด็กๆ นี้นะ เราได้เรียนหนังสือ เราได้มีความรู้้ ความเข้าใจในวิชาการต่างๆ  จากบุคคลที่เป็นครูนั่นเอง แล้วเรามีครูหลายคนตั้งแต่ครูสอน ก ข ก  กา  สอนนั่นสอนนี่จนกระทั่งเราได้สำเร็จวิชา ออกไปทำมาหากิน แม้ออกไปทำมาหากินแล้ว ก็ยังละ เลยครูไม่ได้ ยังมีครูคอยสอนคอยเตือนเราโดยความสมัครใจ ยกตัวอย่างให้เห็นง่ายๆ เช่นเราไปทำ งานในที่ใด คนที่เขาทำงานอยู่ก่อนนั้น เขาจะแนะนำเราว่าควรทำอย่างนั้น ควรทำอย่างนี้ นั่นคือครู ของเราเหมือนกัน   หรือว่าเราไปทำอะไร  แล้วก็มีใครรักเราหวังดีต่อเรา  มาบอกเราแนะเรา ด้วยความปรารถนาดี   คนประเภทนั้นก็ถือว่าเป็นครูของเรา   เรียกว่าเป็นครูโดยสมัครใจ  ไม่มี สินจ้างรางวัล ไม่มีอะไรเป็นเครื่องตอบแทน เพราะคนประเภทนั้นเขาสมัครที่จะทำหน้าที่สงเคราะห์ เพื่อนมนุษย์ตามความรู้ความสามารถ  แล้วเขาก็ได้สิ่งที่เขาได้รับคือความสบายใจ สบายใจว่าได้ใช้ ชีวิตให้เป็นประโยชน์แก่เพื่อนมนุษย์ ได้รับใช้เพื่อนมนุษย์ หรือได้รับใช้พระผู้เป็นเจ้าในทางศาสนา การรับใช้พระผู้เป็นเจ้า  ก็คือการประพฤติดีชอบ เป็นประโยชน์แก่คนอื่น ถ้าเราได้ทำอะไรที่ เป็นประโยชน์แก่คนอื่นแล้วเราสบายใจ เราไม่ต้องการวัตถุตอบแทน นั่นคือน้ำในแท้ของบุคคลผู้ได้ชื่อ ว่าเป็นครูบาอาจารย์ เพราะฉะนั้นเราที่เป็นครูจึงต้องมีคุณธรรมอันเป็นพื้นฐานที่สำคัญที่สุด ก็คือความ เสียสละนั่นเอง ความเสียสละ เป็นคุณธรรมชั้นพื้นฐานที่จะให้คุณธรรมประการอื่นเกิดตามมา ถ้าไม่มี ความเสียสละเป็นคุณธรรมขั้นพื้นฐานแล้ว สิ่งอื่นจะตามมาไม่ได้ ความอดทนในการเป็นครูจะไม่เกิดขึ้น ความเมตตาปราณีจะไม่เกิดขึ้น ความเอาใจใส่ในหน้าที่การงานจะไม่เกิดขึ้น ถ้าเราไม่มีน้ำใจเสีย สละ คนที่ไม่มีน้ำใจเสียสละนั้น เขาคิดอย่างไร เขาคิดว่า จะได้อะไรตอบแทน จากการปฏิบัติงานใน หน้าที่ในชีวิตประจำวันของเขา  หวังผลตอบแทนจาการกระทำในสิ่งนั้น เช่นต้องการเงินเดือน ต้อง การสินจ้างรางวัลอันเป็นสิ่งที่ตนปรารถนาในทางที่เป็นวัตถุ  แล้วใจหนึ่งจะไปอยู่กับธรรมะนั้นมันยาก  เพราะฉะนั้นจะต้องอยู่กับธรรมะ  อย่าไปอยู่กับวัตถุ ถ้าเราไปอยู่กับวัตถุติดในวัตถุนั้น เช่นเราติดใน เรื่องเงินทอง ที่เราจะได้รับเป็นสินจ้างรางวัลไปทุกเดือนๆ แล้ว บางทีเราก็ไม่พอใช้ เพราะเงินที่ เราได้รับมานั้น  เราไม่รู้จักใช้  ไม่ใช้มันไม่พอ  มันไม่พอตรงที่ว่าเราใช้มันไม่เป็น ไม่รู้จักจัดเก็บ จับจ่ายใช้สอยอย่างประหยัด มันก็เกิดปัญหา พอเกิดปัญหาไม่พอใช้ ก็ขอร้องวิงวอนอะไรกันต่างๆ เพื่อ ให้มีการขึ้นเงินเดือนกันขึ้นมา บางทีก็ต้องเดินขบวนประท้วง อะไรต่ออะไร แสดงอาการแปลกๆ นั้น แสดงว่าลืมความเป็นครูไปเสียแล้ว  แต่ว่าไปติดอยู่ในวัตถุที่เราจะพึงมีพึงได้  ธรรมะหายไปจากใจ ของเรา เราก็ไปหลงใหลมัวเมาในสิ่งที่เป็นวัตถุนั้น ทำให้เกิดปัญหาในสังคมดังที่เราเห็น ในประเทศไทยเราเมื่อปีก่อน ครูเดินขบวนกันเป็นการใหญ่ เพื่อขอขึ้นเงินเดือน ถ้าไม่ได้ดังใจ ก็จะหยุดสอน ลืมไปในเรื่องหน้าที่การงาน ทำไมจึงได้เกิดอาการเช่นนั้นขึ้นในใจของเขา ก็เพราะว่า เขาขาดคุณธรรม คือความเสียสละ ความเสียสละไม่มีแล้ว ความอยากจะได้มันมีขึ้น เมื่อความอยาก ได้มีขึ้นในใจของเรา เราก็มีความมุ่งหมายในเรื่องนั้น จะเอาให้ได้พญามารเป็นผู้สั่งการ ไม่ใช่พระ เป็นผู้สั่งการ มารถ้าเขามาสั่งการมาบงการในชีวิตของใคร คนนั้นต้องเป็นทาสของมัน แล้วมันก็จะสั่ง ให้ทำความวุ่นวาย สร้างปัญหา สร้างความทุกข์ความเดือดร้อนให้แก่ชีวิตด้วยประการต่างๆ อันนี้เป็น เรื่องน่ากลัว  แล้วถ้าเราปล่อยให้มารเข้ามามีอำนาจเหนือจิตใจเราแม้สักครั้งหนึ่ง  มันก็จะกระเตื้อง ขึ้นมา คือใจเราคุ้นกับสิ่งนั้น สนิทสนมกับสิ่งนั้น แล้ววันหลังมันจะแอบมาหาเราบ่อยๆ มาสั่งเรามาบอก เราให้ทำอย่างนั้นอย่างนี้ เขามีลูกไม้เยอะที่จะทำให้เราหลงใหลมัวเมาเพลิดเพลินไปตามอำนาจยั่ว ยุของพญามาร เมื่อเราทนไม่ได้ เราก็พ่ายแพ้ คนเราถ้าแพ้สักสองครั้งแล้ว ก็มักจะแพ้เรื่อยไป ไม่มีการกลับเนื้อกลับตัว ไม่ว่าเรื่องอะไร ถ้า แพ้เสียครั้งสองครั้งก็จะแพ้เรื่อยไป   เช่นคนติดยาเสพติด   ถ้าว่าชนะแล้วไปเผลอแพ้เข้า  พอแพ้ สักสองครั้งก็จะแพ้ไปกันใหญ่เลย เลิกไม่ได้ ต้องยอมเป็นทาสมันต่อไป อันนี้เป็นเรื่องที่น่าคิด เพราะ ฉะนั้นจิตใจเราถ้าไม่ต้องการให้เป็นทาสอะไรๆ ที่เป็นเรื่องวัตถุ เรื่องความเอร็ดอร่อยทางเนื้อทาง หนัง เราจะต้องทำใจให้แนบสนิทอยู่กับธรรมะตลอดเวลา คือธรรมะเป็นผู้นำ เป็นดวงประทีป เป็นสิ่ง สูงสุดในชีวิตของเรา เป็นสิ่งที่เราจะต้องรักษาไว้ในใจของเราตลอดไป โดยเฉพาะเราที่นับถือพระ พุทธศาสนา  ถ้าเราถึงธรรมก็เรียกว่าเราถึงพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าท่านตั้งธรรมะไว้เป็นตัวแทน ของพระองค์ ในเวลาที่พระองค์จะปรินิพพาน พระอานนท์ท่านถามปัญหาเยอะแยะหลายข้อ ถ้าเราไป อ่านดูในพุทธประวัติแล้วจะเห็นว่า พระอานนท์ท่านถามปัญหาหลายข้อ พระอานนท์ชอบถามอะไรต่ออะ ไรหลายเรื่องหลายประการ  เพราะเวลามันสุดท้ายแล้ว มีอะไรต้องถามกัน แต่ว่ามีคำถามหนึ่งที่สำ คัญ พระอานนท์ท่านถามว่า เมื่อพระองค์ยังทรงพระชนม์อยู่ข้าพระองค์ทั้งหลาย คือ ภิกษุ ภิกษุณี อุบา สก  อุบาสิกา ได้เข้าใกล้ได้ฟังธรรม ได้ถือเอาพระองค์เป็นครูเป็นอาจารย์ ครั้นเมื่อพระองค์เสด็จ ปรินิพพานไปแล้ว  พระองค์จะตั้งใครให้เป็นตัวแทนพระองค์ต่อไปที่พวกข้าพระองค์ทั้งหลายจะได้เอา เป็นครูอาจารย์ เป็นที่พึ่งทางใจสืบไปแทนพระองค์ พระพุทธเจ้าท่านไม่ได้ตั้งคนให้เป็นตัวแทน เพราะ ถ้าตั้งคนแล้วจะยุ่งจะมีปัญหา   จะเกิดการแย่งตำแหน่งผู้แทนองค์พระพุทธเจ้ากัน  เหมือนกับแย่งตำ แหน่งอะไรๆ  กันอย่างนั้น จะวุ่นวายสับสนเป็นปัญหามากมาย พระองค์จึงได้บอกพระอานนท์จะยกคำ บาลีมากล่าวเพื่อเป็นหลักฐานว่า  โย โข อานนฺท ธมฺโม จ วินโย จ เทสิโต โส มมจฺจเยน สตฺถา  คือพระองค์บอกว่า "อานนท์เอ๋ย ธรรมวินัยอันใด ที่เราได้บอกแล้วสอนแล้วแก่เธอทั้งหลาย ธรรมวินัย นั่นแหละ   จะเป็นครูเป็นอาจารย์แทนเราต่อไป"  อันนี้สำคัญมาก  ญาติโยมจำไว้ให้ดี  บอกว่าสิ่ง แทนองค์พระพุทธเจ้านั้น  คือธรรมวินัย  เอาแต่พระธรรมตัวเดียวก็พอ วินัยก็อยู่ในนั้น เรียกว่าพระ ธรรมนั่นแหละเป็นสิ่งแทนองค์พระพุทธเจ้า  พระธรรมก็คือหลักคำสั่งสอนทั้งหลาย ที่พระองค์ได้บัญญัติ ไว้  ในพระสูตรบ้าง ในพระวินัยบ้าง ในพระอภิธรรมบ้าง ล้วนแต่เป็นเครื่องมือขจัดปัญหา คือความ ทุกข์ความเดือดร้อนในชีวิตประจำวันของเราให้หมดสิ้นไป  เราก็ต้องเอาสิ่งนั้นมาเคารพสัการะบูชา  เอามาเป็นหลักปฏิบัติในชีวิตประจำวัน ถ้าจิตใจเราแนบสนิทอยู่กับพระธรรม ก็เรียกว่าเราเข้าถึงองค์พุทธะ คือองค์พระพุทธเจ้า เรา มีพระอริยสงฆ์อยู่ในใจเราด้วยเหมือนกัน   สามเห็นหนึ่งคือว่า  หนึ่งก็เป็นธรรมะนั่นเอง  เรามีอัน เดียวคือธรรมะเท่านั้น เรามีครบทั้งสามอย่าง แต่ถ้าเราขาดธรรมตัวเดียว เราขาดหมดเลย ไม่มีอะ ไรอยู่ในใจเราในด้านเป็นประโยชน์แก่ชีวิต   แต่ว่าจะมีสิ่งที่เรียกว่ามารเข้ามาอยู่ในจิตใจของเรา  พญามารเข้าไปอยู่ในใจของเราในด้านเป็นคุณเป็นประโยชน์แก่ชีวิต แต่ว่าจะมีสิ่งที่เรียกว่ามารเข้ามา อยู่ในใจของเรา  พญามารเข้าไปอยู่ในใจแล้ว  มันจะบงการให้เราเสียผู้เสียคน บงการไปในทาง เสื่อมทางเสียด้วยประการต่างๆ   เราจะไปสนิทกับมารไม่ได้   ยอมเป็นทาสมันไม่ได้  แต่เราจะ ต้องคอยต่อสู้ขัดขวาง การต่อสู้ขัดขวางพญามารนั้น ก็มีธรรมะเป็นเครื่องมือสำหรับต่อสู้ พระพุทธเจ้า ท่านวางธรรมะไว้เป็นเครื่องมือแล้ว  เราก็เอามาใช้ปราบปรามสิ่งนั้นต่อไป อันนี้จะช่วยให้เราเกิด ความสุขได้ เพราะฉะนั้นคนเราที่จะเป็นอะไรจะเป็นพ่อแม่ เป็นครูเป็นอาจารย์เป็นทหารเป็นตำรวจ  จะเป็นคนประเภทใดก็ตาม ความเป็นอยู่นั้นอยู่ที่มีธรรมะที่ทำให้เป็น ถ้าไม่มีธรรมะแล้วเป็นไม่ได้ เป็น ได้เพียงชื่อ ไม่ได้เป็นด้วยตัวแท้ เป็นพ่อแม่ก็มีธรรมะ เป็นทหารตำรวจก็ต้องมีธรรม ถ้าเอาธรรมเข้า มาเป็นหลักแล้วก็จะเป็นสมบูรณ์ ถ้าไม่มีธรรมะให้แล้วก็จะเป็นอะไรไม่ได้ เป็นได้แต่เพียงคนเท่านั้นเอง การเป็นคนนั้นไม่ต้องอาศัยอะไร เพราะมันเป็นเรื่องเป็นได้ เกิดมาแล้วเป็นได้ ในทางธรรมะ ท่านกล่าวว่า การได้อัตภาพเป็นมนุษย์นี้ยาก อัตภาพแห่งความเป็นมนุษย์ไม่ใช่ร่างกาย ไม่ใช่เนื้อหนัง  ไม่ใช่โครงกระดูด  แต่หมายถึงความเป็นอยู่ในจิตใจ  ถือจิตใจเราเป็นมนุษย์เรียกว่าได้อัตภาพเป็น มนุษย์ เกิดขึ้นในใจของเรา ในวิญญาณของเรา เราก็เรียกว่าเราเป็นมนุษย์ การเป็นมนุษย์ก็เป็นด้วย ธรรมะ  นี่เป็นฐานชั้นแรกก่อน  ต่อไปเราทำหน้าที่อะไร เช่นเราทำหน้าที่เป็นครู เราต้องมีคุณธรรม ของความเป็นครู ทำหน้าที่เป็นพ่อต้องมีธรรมะของพ่อ ทำหน้าที่แม่ต้องมีธรรมะของแม่ เป็นเพื่อนเป็น มิตรกับใคร ต้องมีธรรมะแห่งความเป็นมิตรต่อคนผู้นั้น ถ้าไม่มีธรรมะให้เป็นมันก็เป็นไปอย่างนั้น เป็น เพื่อนกินเพื่อนเล่นเพื่อเกิดความสนุกสนานเฮฮา   แล้วก็ชักชวนกันไปโรงเหล้าเคล้านารีอะไรกันไป ตามเรื่องตามราว  ซึ่งเป็นเรื่องเหลวไหลเลอะเทอะออกไปนอกลู่นอกทาง ไม่ได้เป็นความเจริญแก่ ชีวิตแม้แต่น้อย เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ เพราะฉะนั้นการเป็นจึงอยู่ที่ธรรมะ คนเราที่เป็นครูย่อมเป็นด้วยความมีคุณธรรมพื้นฐาน  คือต้องมีความเสียสละยอมมอบชีวิตจิตใจ ให้แก่หน้าที่นั้น แก่งานนั้น การยอมมอบชีวิตจิตใจให้แก่หน้าที่นั้น ก็เรียกว่ามอบให้แก่ธรรมะเหมือนกัน  เพราะธรรมะหมายถึงหน้าที่ด้วยหมายถึงผลอันเกิดขึ้นจากหน้าที่ด้วย เมื่อเรายอมมอบชีวิตให้กับสิ่งนั้น  ก็เรียกว่าเราสละหมดตัว  ไม่มีอะไรเป็นของเราแล้ว เรามอบให้สิ่งนั้นแล้ว ให้แก่งานในหน้าที่ของ เรา  แล้วเราก็จะรักงานมากขึ้น รักเด็กมากขึ้น รักสิ่งดีสิ่งงามมากขึ้น ทำอะไรก็ทำด้วยความสุขใจ  สบายใจ คนเราถ้าทำอะไรเป็นสุขก็เพราะมีธรรมประจำใจ ถ้าไม่มีธรรมเป็นเครื่องประคับประคอง ใจแล้ว ก็เป็นความทุกข์ไปทำงานก็เป็นทุกข์ มีเงินก็เป็นทุกข์ มียศมีอำนาจก็เป็นความทุกข์ แสดงว่ามี ไม่เป็น  มีไม่เป็นก็เป็นทุกข์ทั้งนั้น  แต่ถ้าเรามีหลักธรรมะเป็นฐานรองรับไว้  การมีอะไรๆ มันเป็น ความสงบทางใจ เป็นความสุขทางจิตใจ ไม่มีปัญหา เช่นเราทำหน้าที่เป็นครู เรามอบชีวิตจิตใจของ เราหมดตั้งแต่วันเข้าไปทำหน้าที่ ให้อธิษฐานว่าชีวิตของข้าพเจ้า เลือดเนื้อของข้าพเจ้า สติปัญญาทั้ง หมดของข้าพเจ้านี้  ข้าพเจ้ามอบให้แก่หน้าที่ของข้าพเจ้าแล้ว  คือให้แก่ความเป็นครูของข้าพเจ้านั่น เอง  ข้าพเจ้าไม่มีสิทธิ์ที่จะไปทวงอะไร จากอะไรๆ อีกต่อไปแล้ว เพราะข้าพเจ้ามีชีวิตเพื่อการให้  เพื่อเสียสละด้วยประการทั้งปวง   ไม่มีสิทธิ์จะไปเอาอะไรแล้ว  แต่ถ้ามีอะไรเกิดขึ้นก็ถือว่า  เป็น ผลพลอยได้เล็กๆ   น้อยๆ   อันเกิดขึ้นจากการประพฤติธรรมเท่านั้น  เช่นเงินเดือนอย่าถือว่าเป็น สินจ้างรางวัล  อย่าถือว่าเป็นเรื่องใหญ่โตสำคัญอะไรเลย  ถือแต่เพียงว่ามันเป็นเครื่องสักการะใน ฐานะที่เราประพฤติธรรมเท่านั้น คล้ายกับว่าพระไปแสดงธรรม เขาถวายดอกไม้นิดๆ หน่อยๆ นั่นเป็น เครื่องสักการะบูชา แทนน้ำใจของผู้ที่ฟังว่า ฟังแล้วสบายใจซาบซึ้ง ขอบูชาด้วยดอกไม้นี้ หรือว่าวัตถุ อะไรอื่นบ้างนิดๆ หน่อยๆ ไม่ใช่เรื่องสำคัญ ผู้ให้ก็ต้องถือว่าไม่ใช่เรื่องสำคัญ ผู้รับก็ไม่ได้ถือว่าเป็นเรื่องสำคัญ ถ้าถือว่าเป็นเรื่องสำคัญมัน ก็ทุกข์อีกเหมือนกัน เป็นทุกข์ว่า ไม่ได้ นิมนต์เจ้าคุณมาเทศน์ หน้ากัณฑ์น้อยๆ เดี๋ยวท่านจะว่าเอา มัน ก็ยุ่งละ   ไปถือมากไป  ผู้ไปเทศน์ก็เหมือนกัน  ถ้านึกว่าบ้านนั้นนิมนต์เทศน์คราวก่อนถวายนิดเดียว  คราวนี้ให้คนอื่นไปแทนเถอะ   อย่างนี้มันก็เหลวไหลแล้วไม่ได้เรื่องแล้ว  คือว่าไปติดวัตถุแล้วไม่ได้ ติดธรรมะ  ถ้าเราไปติดวัตถุอย่างนั้น จิตใจมันก็ต่ำลงไป คือถูกวัตถุมันถ่วงเหมือนกับเราเอาหินถ่วง คอคน  แล้วก็เอาคนนั้นไปทิ้งลงในน้ำคนนั้นก็จะจมน้ำตาย คนเราก็เหมือนกันวัตถุมันถ่วงคือ เงินทอง ข้าวของ ยศถาบรรดาศักดิ์ ความยิ่งใหญ่ในสังคม อะไรๆ ต่างๆ มันถ่วงคือเรา ถ่วงคือเราให้จมลง ไปในสิ่งนั้น  ไม่สามารถจะฟื้นตัวขึ้นมาได้ เพราะถูกมันถ่วงไว้ เราเกิดมาเป็นคน อย่าให้อะไรถ่วง อย่างนั้นเราก็ตั้งใจว่าเราเสียสละหมดทุกอย่าง   เพื่องานในหน้าที่ของเราคนเป็นครูก็เสียสละหมอ ทุกอย่างเพื่อความเป็นครู   เมื่อเราเสียสละเช่นนั้นแล้ว  มันไม่มีปัญหา  ปัญหาเช่นอะไรบ้างปัญหา เรื่องการกินมันหมดไป เรากินเพื่ออยู่เท่านั้นเอง เราไม่ได้กินเพื่ออร่อย เพื่อความเพลิดเพลินของลิ้น ไม่ต้องไปกินของแพงๆ ไม่ต้องไปกินภัตตาคารมีชื่อ กินข้าวราดแกงก็ได้ราคามันถูกกว่า แล้วเราก็กิน เพื่อให้ทุกข์เก่า คือความหิวหายไป และทุกข์ใหม่ก็ไม่เกิดเพราะอึดอัดแน่นท้อง หรือว่าทุกข์ว่ากินเข้า ไปจานเดียวเสียไปตั้งห้าร้อย อย่างนี้มันก็เสียหายแล้ว แบบนี้เขาเรียกว่ากินเพื่อเล่น กินเพื่อเอาชื่อ เสียงให้เขาเห็นว่าไอ้นั่นมันกินใหญ่    แต่ว่าพอกลับบ้านนอนมือก่ายหน้าผาก   เพราะกินให้เป็นทุกข์  อย่างนี้ไม่ได้เรื่อง คนเสียสละเขาจะไม่กินอย่างนั้น  เขาไม่ติดในรสอาหาร  ไม่ติดในความสวยงามของเสี้อผ้า  ไม่ติดในความหรูหราในการเป้นอยู่  เช่นบ้านเรือนหรืออะไรๆต่างๆ เราไม่ได้หรูหราฟู่ฟ่าอะไร อยู่ ง่ายๆ  ตามสะดวกสยาย เพราะไปเรียนที่อินเดียกลับมา บอกว่า ท่านอาจารย์ครับ ครูบาอาจารย์ใน เมืองอินเดียนี่เขาอยู่ง่ายๆ  ทั้งนั้น เข้าไปในบ้านไม่เห็นมีอะไร ไม่มีเครื่องประดับบ้าน ไม่มีเฟอร์นิ เจอร์ สวยงาม ไม่มีตู้ใส่เหล้าไว้โชว์อะไรๆแม้แต่น้อย ผิดกับอาจารย์บ้านเรา อาจารย์บ้านเราเขา หรูหรา ในห้องรับแขกต้องมีตู้ใส่ขวดเหล้าไว้โชว์ด้วย มันเรื่องอะไรเอาของอย่างนั้นมาใส่ไว้ในบ้าน  ของอัปรีย์จัญไรเอาไปโชว์ทำไมก็ไม่รู้ ไม่ใช่ของที่จะเก็บไว้อวดขวดเหล้าทั้งหลาย บางบ้านแหมเยอะ แยะ  เรื่องอะไรเอาของอย่างนั้น  มาไว้โชว์ไว้คุยกัน  อาจารย์อินเดียเขาแต่งตัวง่ายๆ  คล้ายๆ  แขกยามบ้านเรา  ต่างกันตรงที่ว่าอาจารย์ผ้าเขาสะอาดเท่านั้นเอง  ดูสะอาดเพราะซักบ่อยๆ แต่ แขกยามไม่ค่อยได้ซัก  ไปอินเดียนี้ดูง่ายถ้าคนไหนนุ่งผ้าขาวสะอาด ใส่เสื้อสะอาด คือเป็นผู้มีการศึก ษา เป็นคนมีปัญญา แต่ถ้าผ้ามอมแมม เขาเรียกว่าคนธรรมดา ดูง่าย บางทีเป็น ดร.เจอกันบนรถไฟ  เป็นอาจารย์ในมหาวิทยาลัย  แต่ถ้าไปตามดูถึงบ้าน  ไม่มีอะไร  เขาเป็นคนอยู่ง่ายๆ เพราะเขามี ความเสียสละในจิตใจ  เขาไม่รับความสุขทางวัตถุ  ไม่หาความสุขทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น  ไม่หาความสุขทางร่างกายที่ถูกต้องสิ่งนั้นสิ่งนี้ แต่เขาหาความสุขทางจิตใจ ความสุขทางใจมันหาง่าย ไม่ต้องลงทุนไม่ต้องซื้อไม่ต้องหา ไม่ต้องไปเที่ยวไกลๆ เพราะอยู่ใน ตัวเราแล้ว เราไม่ค่อยเอาไปใช้ ไปเที่ยวไกลๆ เพราะอยู่ในตัวเราแล้ว เพียงแต่เราทำใจของเรา ให้พอใจเท่านั้นเอง  ให้พอใจในสิ่งที่เรามีเราได้ เราก็เกิดความสบายใจ อาหารเขายกมาเท่าใด  พอใจ  อย่างนี้ก็ดีถมไปแล้ว ดีกว่าคนไม่มีกินเสียเลย อย่างนี้เราก็กินสบายแล้ว แต่ถ้าบอกว่า อะไร  แหมกับข้าวอย่างเดียวกินอะไร  กินแกงจืดอะไรทุกวันๆ เพราะไม่พอใจ พอไม่พอใจก็พลอยเป็นทุกข์  นี่คือไม่มีความเสียสละเป็นพื้นฐานทางจิตใจ เพราะไม่เสียสละจึงอยากจะกินของอร่อย อยากจะดูสิ่ง สวยงาม  อยากจะฟังเสียงที่ไพเราะเพราะพริ้ง อยากจะได้นั่นอยากจะได้นี่ เพราะเราไม่เสียสละ เป็นพื้นฐานทางจิตใจ แต่ถ้าเรามีความเสียสละแล้ว อาหารเราก็ไม่สนใจ เรากินเพื่ออยู่ไม่ใช่อยู่เพื่อ กิน  กินพออยู่ได้ เพื่อให้ร่างกายพอเป็นอยู่ได้ ตามภาษาธรรมะเขาเรียกว่า ยาปนมัตต์ คำว่า "ยา ปนมัตต์"  หมายความว่า  พอเป็นไปได้ กินให้พอเป็นไปได้ เพื่อจะได้ใช้ร่างกายนี้ปฏิบัติหน้าที่ต่อไป  เราไม่ได้กินเพื่อให้อ้วนพีมีกำลัง  สดใสเปล่งปลั่งรุ่งเรือง  เดี๋ยวนี้มันเลอะเข้าทุกวัน  คนเป็นทาส ของวัตถุชอบกินเพื่อเล่น  เพื่อนั่นเพื่อนี่ สบู่อย่างนั้นอย่างนี้ถึงจะดี เพื่อจะให้สวยให้งามทั้งนั้น จะให้ สวยงามไปถึงไหน  งามไปงามงามมาก็นอนแข็งทื่ออยู่ในโลงกันทั้งนั้น ไม่รู้จะหนีไปไหน มันหนีไม่พ้น จากเรื่องอย่างนี้ แล้วจะเอาอะไรกันนักหนา ที่มันยุ่งนัก ก็เพราะว่ามันฟุ่มเฟือย ทำให้มันเกิดเป็นปัญหาสตางค์ไม่พอใช้ ทำให้เป็นความทุกข์ ความร้อนไปเปล่าๆ  เราไม่ควรจะคิดอย่างนั้น  แต่งเนื้อแต่งตัวก็ควรแต่งแต่พอสมควร  ไม่ต้องไป แข่งกับใครเพราะเราเป็นคนเสียสละ    ความสวยความงามหมดแล้วเราก็ไม่ต้องแต่ง    อย่าไป แต่งอย่างนั้นอย่างนี้ วันจันทร์ต้องสีเหลือง วันอังคารต้องสีนั้น วันพฤหัสต้องสีแสด อะไรอย่างนั้นมัน หลายสี ลำบากละถ้าอย่างนี้ ถ้าหากว่าวันนั้นเราจะไปเผาศพเขา ต้องแต่งตัวที่ไม่ใช่เป็นสีดำไป เขา ก็เห็นเป็นคนแปลกประหลาดไป เพราะไปแต่งไม่เหมือนเพื่อน มันก็ลำบากเดือดร้อน เราอย่าไปสนใจ เรื่องอย่างนั้น   เราแต่งตามสบายไม่ยุ่งยาก   เหมือนแม่ชีเขาแต่งสีขาว  มีกี่ชุดๆ  ก็สีขาวทั้งนั้น  พวกคนถือศีลชอบแต่งสีขาว    เพื่อเป็นเครื่องเตือนใจว่าให้ใจมันขาวด้วย   อย่าให้สีขาวแต่เพียง ข้างนอก แต่ใจดำๆ ด่างๆ มันก็ไม่ได้ เขาแต่งให้มันแต่งง่าย สีเดียวไม่ต้องแต่งกับใคร ถ้าสมมติว่า เป็นแม่ชีแต่งหลายสีมันก็ยุ่งกันใหญ่  วันนั้นแต่งสีเหลือง วันนั้นแต่งสีแดง วันนั้นแต่งสีแสด มันก็หลายสี  มันก็เป็นปัญหา เพราะฉะนั้นเขาจึงบัญญัติให้มันเป็นสีเดียว  เช่นพระเราพระพุทธเจ้าท่านบัญญัติว่า ให้ใช้สีดิน แดงอย่างนี้มันก็สีเดียวมันไม่หลายสี  มีเท่าไหร่ก็สีเดียว  มันไม่ยุ่ง จะไปไหนก็หยิบมาปับ ห่มได้เลย  ไม่ต้องพิจารณาว่าเออจะแต่งสีไหนดี มันก็ยุ่ง เหมือนอย่างโยมนี่มันมักจะยุ่ง ไปงานนั้นจะแต่งสีอะไร  อาบน้ำเสร็จต้องเปิดพัดลมสองข้าง  มันร้อน  เพราะมัวไปเลือกหาผ้า แล้วไปนั่งที่หน้ากระจกก็ร้อน  ต้องเปิดพัดลมไว้แต่งตัว อะไรต่ออะไรเรื่องมันเยอะ มันชักช้าเสียเวลา ไปไหนไม่ทันเพื่อน มันไม่ทัน อกทันใจ ถ้าเราตัดเรื่องอย่างนี้ออกไปเราไม่สนใจแล้ว เรื่องความสวยความงามอย่างนั้น พระเรา สละหมดแล้ว  เราอยู่สบาย  แต่ว่าชาวบ้านยังไม่ถึงขั้นนั้น สำหรับครูทำอย่างนี้ได้ โลกของครูมันไม่ เหมือนโลกของคนอื่น  เราสร้างโลกของเราไว้  เป็นโลกแห่งครู เป็นโลกของคนที่พร้อมจะเป็นตัว อย่างแก่ชาวบ้านชาวเมืองทั้งหลาย  ให้เขาเห็นว่าครูเขาแต่งตัวอย่างนั้น  ครูผู้ชายแต่งตัวอย่างนั้น  เดี๋ยวนี้ครูผู้ชายแต่งตัวไว้ผมรากไทร รุ่มร่ามรุงรัง ถ้าจะบอกเด็กให้ตัดผมสั้นเด็กมันก็ไม่สมัครใจที่จะตัด เพราะว่ามันอยากจะเอาอย่างคุณครู เด็กมันก็รักครูเหมือนกัน เห็นคุณครูไว้ผมยาวก็อยากจะเหมือน ครูบ้าง   ครูก็ไม่ยอมเพราะทางการเขาบอกให้ตัดผมสั้น  ทำไมไม่ไปบังคับครูก่อนที่จะไปบังคับเด็ก  ต้องสัญญากันก่อนตอนที่ยื่นใบสมัครเข้ามาเป็นครู สัญญาว่าจะตัดผมสั้น ใส่ไว้ด้วยในใบสมัครเข้ามาเป็น ครู  เขียนไว้ว่าตั้งแต่เริ่มรับราชการเป็นครูในวันใด  จะตัดผมสั้นในวันนั้น ให้เกรียนๆ สั้นๆ ผมตัด เกรียนๆ สั้นๆ นี่มันง่าย บางทีไม่ต้องไปร้านตัดผมก็ได้ สมมติว่าเรามีแม่บ้าน ซื้อตะไกรปัตตะเลี่ยนมา อันเดียวใช้ได้เป็นสิบๆ ปี นั่งลงเอ้าแม่บ้านช่วยหน่อย แม่บ้านก็กล้อนพักเดียวก็เรียบร้อย ประหยัดไม่ ต้องไปจ้างเขาตัดที่ร้าน คนไว้ผมยาวนี่มันต้องไปเซ็ตด้วย   วันนั้นสองคนพ่อลูกจะมาบวบที่วัดนี้  นัดเวลานั่งรอสามชั่ว โมงมาถึง  ถามว่าทำไมถึงมาช้า  ตอบว่าไปเซ็ตผม พ่อก็เซ็ตลูกก็เซ็ต เซ็ตกันเสียสวยเหมือนดารา ภาพยนต์  ถามว่าไปเซ็ตผมเสียคนละเท่าไร  เสียคนละสามสิบห้าบาท มันแพงกว่าตัดด้วยซ้ำไป ไว้ ยาวต้องแต่งมัน  ต้องใส่ครีม  ต้องใส่น้ำมัน แล้วก็ต้องคอยหวีคอยสางมันอยู่บ่อยๆ บางคนก็ปล่อยรุ่ม ร่ามไปตามเรื่อง ปรกมาข้างหน้า เวลาจะดูใครก็ต้องแหวกมันไว้ เสียเวลาที่ไปนั่งแต่งผม อย่างนั้น เสียเวลา  ให้มันสั้นอย่างนี้สบาย  ให้เหมือนอย่างหลวงพ่อนี่มันสบาย  มันไม่ยุ่งไม่ต้องไปแต่งอะไร  อาบน้ำเสร็จก็หมดเรื่องกัน มันสะดวกสบาย ประหยัดเยอะไม่ต้องยุ่งอะไร เวลานี้ข้าวของแพงไอ้นั่นก็แพง ไอ้นี่แพง แล้วในตัวเรามันเสียอะไรบ้าง ลองพิจารณาว่าเสีย ค่าผมไปเท่าไหร่ เสียค่านั่นค่านี่อะไรๆ เท่าไร ตัดมันออกเสียบ้างรายจ่ายที่ไม่จำเป็น เราเสียสละ ตัดสิ่งนั้นออกไป  เราก็จะมีเงินเหลือใช้  ไม่ต้องลำบากเดือดร้อน  คนเราไม่ได้พิจารณา คือไม่ได้ มองที่ตัว  ว่าอะไรมันเหมาะอะไรไม่ควร อะไรบกพร่องอะไรเสียหาย ถ้าเราแก้ไขแล้วมันสบาย ก็ ไม่วุ่นวายไม่เดือดร้อน พวกเราที่เป็นครูน่าจะทำอย่างนั้น เพราะเป็นบุคคลตัวอย่าง จะไปพูดอะไรจะ ไปแนะนำอะไรใครก็สบาย ความเป็นครูไม่ใช่เป็นแต่เพียงในชั้นเรียน เป็นตลอดเวลา นอกนั้นก็ต้อง เป็นแต่เพียงในชั้นเรียน  เป็นตลอดเวลา  นอกนั้นก็ต้องเป็น  เพราะเด็กเอาตัวอย่าง ครูเราสมัย ก่อนนั้น เราเจอตรงไหนก็เกรงกลัว เคารพนับถือ แล้วครูมีสิทธิ์เฆี่ยนได้ด้วย ถ้าเห็นเด็กนักเรียนไป เที่ยวซุกซนในตลาด ไม้เรียวเก็บเข้าใกล้ ๆ แล้วเรียกเด็กมานี่ ๆ ตีสะโพกกลางถนนเลย เขาไม่ว่า อะไรหรอก   เดี๋ยวนี้ไม่ได้  พ่อแม่ขี้เหนียวสมัยนี้ไม่ไว้ใจครูแล้ว  กลัวครูจะตีลูกแรง  ๆ  กลัวจะ ตีด้วยอคติ กลัวจะตีด้วยความไม่สำนึกผิดชอบชั่วดี แสดงว่าเป็นอะไรไปแล้ว คือว่าเดี๋ยวนี้ เขาไม่ไว้ ใจคนเป็นครูแล้วเพราะครูเราบกพร่องอะไรบางสิ่งบางประการ อย่าไปว่าพ่อแม่เขา ว่าเป็นอย่างนั้น อย่างนี้  เราต้องมาคิดดูตัวเราก่อนให้เป็นการเรียบร้อย ให้คนเขาไว้ใจ เชื่อฟัง เชื่อถือ และเห็น คุณงามความดีของเรา เมื่อเขาไว้ใจแล้วเราจะทำอะไรก็ได้ สั่งสอนเด็กก็ง่าย เพราะว่าการทำตน เป็นตัวอย่าง  นั่นเป็นการสอนอยู่ทุกเวลานาที เด็กมันดูอยู่ทุกเวลา แล้วเราทำตนเป็นตัวอย่าง เด็ก เห็นอยู่ตลอดเวลา ไม่ต้องพูดแล้วมันเห็นอยู่ตลอดเวลา ไม่ต้องพูดแล้วมันเห็นอยู่ตลอดเวลา เลยถ่าย แบบไป  เคยแสดงภาพอันใดไว้ให้เด็กดู ภาพนั้นก็จะเป็นฟิล์มติดอยู่ในใจของเด็กตลอดไป แต่ถ้าเรา แสดงภาพเสียภาพเสียติดไป แสดงภาพดีภาพดีก็ติดไป เพราะฉะนั้นถ้าครูเราเป็นคนเสียสละ ภาพมัน จะสวยสดงดงาม ออกมาแต่เรื่องดีเรื่องงาม เด็กจะยำเกรงเคารพนับถือ แต่ถ้าเราประพฤติตนไม่ ดี เด็กมันเห็นสักครั้งหนึ่งมันไม่นับถือแล้วไม่ยำเกรงแล้ว เพราะเห็นว่าครูเป็นอย่างนั้น นี่เป็นเรื่องสำ คัญ การเป็นครูไม่ใช่เป็นง่าย ๆ ไม่ใช่ว่าสอบได้ ป.ก.ศ.สูงแล้วจะไปเป็นครูได้ หรือว่าได้ ก.ศ. บ. แล้วเป็นครูได้ ไม่ใช่อย่างนั้น นั่นเป็นเพียงแต่ความรู้เบื้องต้น ที่เรามีไว้เพื่อเอาไปให้แก่เด็กเท่า นั้นเอง  แต่ว่าเราจะต้องปรับปรุงจิตใจ  ฝึกฝนคุณธรรม สร้างพระขึ้นไว้ในใจให้เต็มเปี่ยมอยู่ตลอด เวลา  แล้วเราจึงจะไปเป็นครูได้ อันนี้วิทยาลัยฝึกหัดครูนี่ก็สำคัญ อาตมาก็สังเกตดูอยู่เหมือนกันว่า  วิทยาลัยครูยังไม่ถึงขนาด ยังไม่ถึงขนาดที่จะปั้นคนให้ออกไปเป็นครูได้อย่างดี เพราะว่ายังไม่ได้นึกถึง ความสำคัญในเรื่องนี้ นึกแต่เรื่องให้วิชา ให้ความรู้ให้ไปสอน ครูก็กลายเป็นกระบอกเสียงไป สำหรับ ที่จะไปเปิดดัง ๆ ให้เด็กได้ยินเท่านั้นเอง แต่ไม่นึกว่าภาพของครูนั้นคือภาพบุคคลตัวอย่างที่จะให้เด็ก ได้รับไว้เป็นเครื่องประทับใจไม่ได้คิดอย่างนั้นจึงยังไม่ดีขึ้น  แล้วก็เสื่อมลงมาเรื่อย ๆ ประเทศเรา เสื่อมลงมาเรื่อย  ๆ ในเรื่องจริยธรรมในเรื่องคุณงามความดี เพราะความบกพร่องบางสิ่งบางประ การ ยังไม่ได้มีการสัมนากันอย่างแท้จริงในเรื่องนี้ในวงการผู้หลักผู้ใหญ่ แล้วก็ในวงการผู้หลักผู้ใหญ่ก็ ยังลำบากอยู่  เพราะว่าเป็นกันไม่นาน  คนนั้นเป็นไม่เท่าใดเอ้าออกไป คนโน้นมาเป็นแล้วก็ออกไป นโยบายมันรวนเร  ไม่แน่นอน  คนนี้วางแผนไว้เดี๋ยวนี้ออกแล้ว ถูกปลดออกแล้ว คนโน้นมาวางแผน ใหม่ มัวแต่วาง ๆ กันอยู่อย่างนั้น เรียกว่าตั้งต้นสานอยู่ หรือสานได้นิดหน่อยเอ้าเลิกไปแล้ว คนใหม่ มาสาน เอ้ารื้อเก่าเริ่มใหม่สานใหม่ทำกันในรูปอย่างนี้หลายๆ คน นั่นมันเรื่องใหญ่เรื่องเกี่ยวกับผู้บริ หาร เราจะไปจัไม่ได้ เรามาจัดตัวเรากันดีกว่า ว่าเรานี้มีความตั้งใจที่จะทำอะไรให้เป็นประโยชน์ แก่เพื่อมนุษย์เราก็ต้องตั้งใจทำสิ่งนั้นจนสุดความสามารถของเรา ทำให้ดีที่สุดจนสุดความสามารถ ตัว เราเราทำให้เรียบร้อย ให้เป็นตัวอย่างแก่บรรดาศิษย์ทั้งหลายอย่างแท้จริง ให้เด็กประทับใจผังในใจ แม้เขาออกไปจากโรงเรียนแล้ว  เขาก็ยังนึกถึงเราอยู่เป็นตัวอย่างแก่เขา อย่างนี้นับว่าประเสริฐ  ความเป็นครูมันต้องอยู่อย่างนี้ จึงอยู่ที่คุณธรรมคือความเสียสละแล้ว ความเห็นแก่ตัวมันเกิดขึ้น อะไรๆ มันก็ผลักไปหมด นี้เป็นเรื่องสำคัญครูที่สอนเด็กต้องมีลักษณะอย่างนี้ มีน้ำใจอย่างนี้ ยังมีครูหนึ่งที่สำคัญกว่าครูสอนหนังสือด้วยซ้ำไปครูนั้นก็คือพ่อแม่เรานี่เอง  พ่อแม่เป็นครูชั้นยอด เลย ในทางพระศาสนาถือว่า มารดาบิดา เป็นครูคนแรกของบุตรของธิดา เป็นครูที่เด็กเห็นก่อนใครๆ ได้ยินเสียงก่อนใครๆ  และจะถ่ายทอดอะไรๆ จากบิดามารดามาก่อนๆใครๆ ทั้งหมด เพราะอยู่ใกล้  เด็กอยู่ใกล้คุณแม่คุณพ่อ ถ่อยภาพคุณพ่อคุณแม่มาไว้ในใจ เราจะสังเกตเห็นว่า กิริยาท่าทางเหมือนพ่อ แม่ คนไหนใกล้ชิดพ่อก็เหมือนพ่อ คนไหนใกล้ชิดแม่ก็เหมือนแม่ถ่ายทอดกิริยาอาการมาหมด การพูดจา  กิริยาท่าทาง ทุกสิ่งทุกอย่างถ่ายมาหมด จากคุณพ่อแม่ เพราะฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า พ่อแม่เป็นครูคน แรกของบุตรธิดา แต่ว่าพ่อแม่มีมากมายที่ไม่ได้ทำหน้าที่แต่เพียงเลี้ยงลูกเท่านั้นเอง เลี้ยงร่างกายให้ กินข้าวกินปลาให้แต่งตัว  อันนี้ไม่ใช่เรื่องยาก  เลี้ยงข้าว  เลี้ยงน้ำ แต่งเนื้อแต่ตัวไม่ใช่เรื่องยาก เรื่องยากมันอยู่ที่ว่า  ต้องเพาะเลี้ยงให้เจริญเติบโตด้วยคูณธรรมด้วยคุณงามความดี  ตั้งแต่เริ่มต้นชี วิตนั้นแหละเป็นเรื่องสำคัญแต่ว่ายังทำกันนี้อยู่ไป  เพราะอะไร ก็เพราะว่าผู้ที่มีการแต่งงานยังไม่ได้ คิดเตรียมตัวว่าเราจะมีอะไร  เราควรจะคิดอย่างไร ประพฤติอย่างไรมนเรื่องที่ลูกเต้ามีมาแล้วจะ อบรมเขาสั่งสอนเขาอย่างไรไม่ได้ศึกษาเรื่องอย่างนี้    หนังสือเรื่องอย่างนี้ก็ยังไม่มี   คนไม่ค่อย เขียนออกมาเพราะยังสนใจกันน้อย ความจริงเรื่องนี้ละสำคัญ คนที่เป็นนักเขียนนักค้นคว้า  ต้องเขียนเรื่องเกี่ยวกับแม่กับลูกก่อน ให้แพร่หลาย คนจะได้อ่าน ได้ศึกษา จะได้เอาไปใช้ในชีวิตประจำวัน เรื่องอื่นค่อยมาทีหลัง เรื่องการเพาะปลูก ปลูกถั่ว ปลูกงา เลี้ยงหมู  เลี้ยงปลา นี่มันต้องมาทีหลัง มันต้องเรียนเรื่องเลี้ยงคนให้ดีก่อน ถ้าเลี้ยงคนไม่ดีมันก็ไป เลี้ยงอย่างอื่นไม่ดี คนไม่ดีแล้วอะไรมันจะดีขึ้นมา บ้านเมืองจะเป็นอย่างไร ความเจริญทางด้านวัตถุ  แม้เจริญมากมายสักเท่าใดก็ไปไม่รอด   จะตกเป็นทาสของความเจริญทางวัตถุด้วยซ้ำไป  อันนี้เป็น เรื่องสำคัญ มีพ่อแม่บางคนพูดว่า แหมผมไม่มีเวลาเลยที่จะอบรมสั่งสอนลูก ขออย่าได้พูดคำเช่นนั้นเป็น อันขาด  ขอให้มีเวลา เราต้องจัดเวลาไว้ สำหรับที่จะสนทนากับลูก ทำความเข้าใจในปัญหาต่างๆ  จะได้มานั่งคุยกันสนทนากันในเรืองอะไรๆ ให้เป็นกันเองเสียบ้าง อย่าเอาเวลาไปให้คนอื่นเสียหมด  อันนี้สำคัญ  เราไปช่วยให้คนอื่นดี  มันก็ดีเหมือนกัน แต่ถ้าเราไม่ช่วยลูกเราดีด้วย ความดีนั้นมันครึ่ง เดียวเท่านั้นเอง มันต้องตั้งต้นในครอบครัว ตั้งต้นที่ตัวเรา อะไรๆมันต้องตั้งต้นหนึ่งที่ตัวของเราก่อน  สองตั้งต้นในครอบครัวของเรา แล้วค่อยแผ่ไปถึงบ้านใกล้เคียง ถึงที่ไหนๆ ถ้าสมมติว่าเราปรับตัวเรา ไม่ได้  เราจะไปสอนใคร เราจะไปพูดอะไรกับใคร เขาก็จะนึกว่าดีแต่พูดเรื่องของคนอื่น แต่เรื่อง ของตัวหรือในครอบครัวของตัวก็ยังแย่อยู่ อย่างนั้นไม่ได้ พระพุทธเจ้าท่านจึงบอกว่า  เราจะไปสอนใครด้วยเรื่องอะไร พึงทำเรื่องนั้นให้เกิดขึ้นในตัว เราเสียก่อน จึงจะเป็นนักสอนที่ไม่ยุ่งเหยิง แต่ถ้าเราไม่มีคุณธรรมอย่างนั้น แล้วเราไปสอนผู้อื่นมันจะ ยุ่ง  เพราะฉะนั้น ในสมัยนี้อยากจะขอฝากไว้กันคนที่มีฐานะเป็นครูคนแรกของบุตรธิดา ให้เอาใจใส่ เป็นพิเศษในการอบรมสั่งสอนเด็กเหล่านั้นให้มีคุณธรรม   เรียกว่านำเด็กเข้าหาพระไว้บ้าง   อย่า ปล่อยตามเรื่องตามราว เพราะเวลานี้สังคมมันเปลี่ยนแปลงไปมาก สิ่งยั่วยุอารมณ์ที่จะทำคนให้เสียมี มากมาย  ถ้าห้ามล้อไม่ดีเพียงพอ  รถคันนั้นจะไปได้อย่างไร  ชีวิตคนก็เหมือนกันมันจะเลอะกันใหญ่  โตขึ้นแล้วว่าไม่ได้  เช่นว่าลูกโตแล้วสอนไม่ได้  มันดื้อมันแข็ง คนโบราณเขาจึงกล่าวว่า ไม้อ่อนดัด ง่าย ไม้แก่ดัดยาก ทีนี้เราไม่ดัดเมื่ออ่อน ทำไมจึงไม่ดัด นึกว่าไม่เป็นไร โตขึ้นมันรู้เอง มันรู้เองไม่ ได้ ถ้ารู้เองมันมักจะเสีย มันรู้มาจากสิ่งแวดล้อม มันรู้มาจากภาพยนต์ จากลิเกลคร จากวิทยุซึ่งเปิด วันยันค่ำไม่ได้สาระอะไร   เมืองไทยเรามีสถานีวิทยุเยอะ   แล้วก็เปิดสิ่งที่ไม่เป็นสาระ   เพาะ แต่ความชั่วความร้ายวันยังค่ำ  เด็กเลยเสียคนเพราะฟังเสียงเหล่านั้น  พ่อแม่ไม่ระมัดระวัง ไม่ตัก เตือนสั่งสอน ไม่เอาเสียงพระเข้าไปใส่ไว้ในใจเขา เอาเสียงผีเสียงมารเข้ามาไว้ แล้วเราจะไป สะเดาะไอ้เจ้าผีมารนั้นออกมันแน่นเสียแล้วมันสะเดาะไม่ไหว  ทีนี้กลุ้มในขึ้นมาก็นั่งเป็นทุกข์  บ่นว่า แหมกรรมๆ  เหลือเกิน มันกรรมของตัวไม่ใช่กรรมของใคร กรรมของตัวที่ไม่เอาใจใส่ ไม่ดูแล ไม่ รักษาแล้วก็มานั่งพูดไปว่า  กรรมเหลือเกิน กรรมจริงๆ มีลูกมีเต้ากับเขาสักคนก็ไม่ได้ความ ก็ไอ้พ่อ แม่นั่นแหละไม่ได้ความละ พ่อแม่ไม่ได้ความแล้วลูกมันจะได้ความไปอย่างไร เรื่องมันอยู่ที่พ่อแม่นั่นเอง พ่อแม่ต้องรู้ว่าเรามันเสียอะไร   ไม่ได้ความตรงไหน  ต้องคิดแก้ไขปรับปรุงตัวเราแล้วก็สั่ง สอนลูกเต้า พ่อก็ต้องประพฤติตนให้เรียบร้อย เช่นชอบดื่ม ชอบเที่ยว กลับบ้านเมาสะเงาะสะแงะมา  จะพูดจะกับลูกได้อย่างไร พูดกันก็ไม่ได้เรื่อง บางทีก็ใช้ลูกไปซื้อเหล้าให้พ่อด้วยซ้ำไป ที่ทำอย่างนี้มัน เลอะแล้ว  เหมือนกับสอนลูกให้เป็นขี้เมา  บางทีแม่ก็สอนลูกให้ถือไพ่แทนบ้าง เอออีหนูมาถือแทนแม่ หน่อย เดี๋ยวลูกสาวก็เก่ง แล้วก็เที่ยวชมกับใครๆ ว่า ลูกฉันมันเก่งถือไพ่แทนฉันได้ เรียกว่ายกมรดก ผีไว้ให้ลูก แล้วลูกก็รับสืบต่อไป อย่างนี้ไม่ได้เรื่องอะไร เราอย่าไปสอนอย่างนั้น เราต้องสละเหมือน กัน พ่อแม่ต้องยอมสละความสุขส่วนตัวที่ไม่เข้าเรื่อง ความสุขจากการดื่มน้ำเมา จากการเล่นไพ่ หรือ เรื่องเหลวไหลอะไรๆ ต่างๆ ต้องเลิกให้หมด พอเริ่มแต่งงานต้องเลิกให้หมดในสิ่งเหล่านี้ เพราะฉะ นั้น ต้องสอนให้เรารู้ ต้องเตือนเขา คอยบอกชี้แนะให้เขาเข้าใจว่าควรจะประพฤติตนอย่างไร อะไร ดีอะไรไม่ดี การสอนด้วยการทำตนให้เป็นตัวอย่างนั่นแหละ คือการสอนที่แท้จริง พ่อแม่ประพฤติตนเป็น ตัวอย่าง ลูกก็เอาอย่าง ทีนี้เราคอยแก้ แก้ความคิดความเห็นของลูก ความเห็นผิดๆ ที่ลูกเที่ยวไปรับ มาจากที่นั่นที่นี่  ยิ่งถ้าไปเรียนสูงขึ้นจะมีสิ่งที่ไม่เหมาะเข้ามามากมาย เพื่อนฝูงคอยดึงไปให้ความคิด แปลกๆ เขาไม่มีฐานอันถูกต้องในจิตใจ เมื่อมีอะไรติดเข้ามาเขาก็รับไว้ เห็นดีเห็นงามจนกระทั่งว่า เตลิดเปิดเปิงเข้าป่าเข้าดงไปเลย  แม่ก็นั่งเป็นทุกข์พ่อก็นั่งเป็นทุกข์  บ่นว่าลูกดิฉันมันไม่ไหวหายไป แล้ว  ใครมันผิดละ ผิดอยู่ที่พ่อแม่ ไม่คอยศึกษาลูก ไม่เอามาสนทนาตอบปัญหาอะไรกันบ้าง เรียกว่า สัมนากันในครอบครัวเสียบ้าง  ว่างๆ  เอ้า  สัมมนากันหน่อย  ในวันนี้ คุณพ่อคุณแม่ ลูกๆ มานั่งกัน  แล้วก็พูดจาทำความเข้าใจกัน อะไรถูกอะไรผิด อะไรควรอะไรไม่ควร ชี้แจงแสดงเหตุผลให้ลูกเรา ได้รู้ได้ฟัง วันละเล็กละน้อยค่อยพูดค่อยทำไป มาวัดมาวานี่ก็พามาบ้าง  แต่ว่าอย่าพาเด็กตัวเปี๊ยกๆ มามันฟังไม่รู้เรื่องเด็กเหล่านั้น มันก็จะ เที่ยววิ่งเล่นกัน  ทีนี่ยังไม่มีบริการ  ก็คิดอยู่เหมือนกันว่าจะต้องมีบริการอะไรสักอย่างหนึ่ง ให้มีใคร สักคนชวนเด็กๆ  ไป ชวนพูดชวนคุยเล่านิทาน ให้ดูภาพอะไรเพลินๆ ไป คนชนิดนี้ยังไม่มี ความคิดมี แล้ว  แต่คนยังไม่มี เลยยังไม่ได้ ถ้ามีคนละก็ เอ้าโยมพาเด็กๆ ไปทางโน้น ให้ไปเข้าพวกกันแล้วก็ ให้คนควบคุมให้ทำอะไรๆ  ไปบ้างเล่นกันบ้างพอสมควร ในเรื่องที่จะเป็นประโยชน์แก่ชีวิตจิตใจและ ร่างกาย  อันนี้อยู่ในโครงการณ์ แต่ว่ายังไม่มีกำลังคน เรื่องความคิดมันก็มีอยู่อย่างนี้ในเรื่องที่จะทำ กับเด็กตัวเล็กๆ  ส่วนเด็กที่พอจะฟังได้ เติบโตพอสมควร เรียนชั้น ป.๕ ป.๖ อะไรก็ตามที เราพา มา  เขาจะได้ฟังวันละเล็กละน้อย แล้วเขาจะได้เข้าใจไปเรื่อยๆ เด็กบางคนพ่อแม่พามาชอบ เขา ชอบฟัง  บอกว่าหลวงพ่อพูดฟังเข้าที แสดงว่าเขาฟังรู้เรื่อง อย่างนี้เราต้องพามา วันอาทิตย์เราพา มาวัด  ในศาสนาอื่นเขา เด็กก็ไปเหมือนกัน ไปกันตามโบสถ์ ตามมัสยิส พาไปอบรมสั่งสอน เพื่อให้ เด็กได้เข้าถึงพระ โตขึ้นธรรมะจะได้เข้าจิตใจ อันนี้เราต้องช่วยกัน สังคมในปัจจุบันนี้  ให้ญาติโยมถือว่า  เราทุกคนมีหน้าที่ที่จะช่วยกันปรับปรุงแก้ไข ใครมีความ คิดมีความเห็นอย่างไรต้องช่วยกันแล้วเวลานี้ อย่าเป็นคนถือแบบที่ว่า ช่างมันเถอะนี่ไม่ได้ ช่างเถอะ นี่มันเรื่องอารมณ์เท่านั้น  เช่นว่าเขาด่าเราช่างเถอะได้  เราไม่โกรธไม่เคือง ไม่ไปด่าตอบตีตอบ  แต่ถ้าเรื่องอะไรที่จะเกิดเป็นความเสียหาย  บ่อนทำลายสังคมให้วุ่นวายเดือดร้อน เราจะถือว่าช่าง เถอะไม่ได้ และถือว่าไม่ใช่หน้าที่ของเรา เหมือนอย่างที่คนบางคนพูดว่า ชาติไม่ใช่ของเราคนเดียว  ถือว่าพูดอย่างนี้ไม่ได้ ขืนพูดอย่างนี้ทุกคนมันก็แย่กันหมด มันจะไปไม่รอดถ้าอย่างนี้ เราต้องถือว่า เป็น หน้าที่  เราจะต้องช่วยกัน  ถือว่าเป็นหน้าที่นั้นก็เรียกว่าประพฤติธรรมเหมือนกัน  เพราะผู้ประพฤติ ธรรมนั้นไม่ดูดาย  ในเมื่อสิ่งชั่วร้ายเกิดขึ้นในสังคม แต่จะเข้าไปช่วยจัดการแก้ไขปรับปรุงสิ่งนั้นๆ  ให้ถูกให้ตรง นั่นแหละแสดงว่าประพฤติธรรม มีธรรมะเป็นหลักประจำจิตใจ เรื่องนี้เป็นเรื่องน่าคิดที่ สำคัญอยู่ จึงนำมาพูดกับญาติโยมทั้งหลาย และโดยเฉพาะคุณครูที่ได้มาร่วมฟังกันในวันนี้ และขอให้ถือ ว่าเราเกิดมามีชีวิตอันถูกต้องแล้วที่ได้มีโอกาสเข้าไปเป็นครู   และขอให้เราได้ทำหน้าที่นี้ให้สมบูรณ์ เรียบร้อยดีงามตลอดไป เพื่อฝากสิ่งดีงามไว้กับโลกนี้ต่อไป ดังได้แสดงมาก็พอสมควรแก่เวลา ขอยุติไว้แก่เพียงเท่านี้