ปาฐกถาธรรม เรื่อง เอาใจใส่ลูกของท่านบ้าง โดย พระเทพวิสุทธิเมธี (ปัญญานันทภิกขุ) วันอาทิตย์ที่ ๒๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๒๒ ญาติโยมพุทธบริษัททั้งหลาย ณ  บัดนี้ถึงเวลาของการฟังปาฐกถาธรรมะ อันเป็นหลักคำสอนในทางพระพุทธศาสนาแล้ว ขอ ให้ทุกท่านอยู่ในอาการสงบ ตั้งอกตั้งใจฟังด้วยดี เพื่อให้ได้ประโยชน์อันเกิดขึ้นจากการฟังตามสมควร แก่เวลา วันนี้เป็นวันอาทิตย์ตามปรกติ  เราทั้งหลายที่สนใจในธรรมะ อยากจะให้เข้าถึงธรรมตามหลัก การณ์  เพราะว่าปี  ๒๕๒๒ นี้ได้ประกาศออกไปว่า เป็นปีแห่งการเข้าถึงธรรมะ เราเห็นประโยชน์ ของธรรม จึงได้ชวนกันมาวัดเพื่อศึกษาธรรมะ แล้วนำเอาไปปฏิบัติเพื่อแก้ไขปัญหาในชีวิตประจำวันต่อ ไป เพราะในชีวิตประจำวันของเราแต่ละคนนั้น ย่อมมีความสับสนวุ่นวาย มีปัญหานานาประการเกิดขึ้น อยู่บ้าง  เป็นบางครั้งบางคราว ไม่ใช่เกิดอยู่ตลอดเวลา แต่ว่าเกิดในบางครั้งบางคราว ไม่ใช่เกิด อยู่ตลอดเวลา  แต่ว่าเกิดในบางครั้งบางคราว คือเมื่อใดเราเผลอไป เราประมาทไป ความทุกข์ก็ เกิดขึ้น แต่ถ้าเราเผลอเราไม่เผลอไม่ประมาท ความทุกข์ก็ไม่เกิดความทุกข์ที่เกิดขึ้นในชีวิตของเรา นั้น มันเกิดขึ้นในตัวของมันเอง แต่ว่าอาศัยสิ่งภายนอกมากระทบ สิ่งภายนอกที่มากระทบก็คืออารมณ์นั่น เอง  ที่เราเรียกว่าอารมณ์ประเภทต่างๆ คือ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ธรรมารมณ์ เป็นอารมณ์ที่ มากระทบ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ แล้วเราเผลอไป ประมาทไป ไปยึดถือในสิ่งนั้น ปรุงแต่งสิ่งนั้น ขึ้นในจิตใจของเรา  ให้เป็นไปในรูปต่างๆ  แล้วก็เกิดความอยากได้อยากมีใจเรื่องอย่างนั้น เราก็ พลอยเป็นทุกข์เป็นร้อนไป  เพราะไม่สมหวังดังที่เราต้องการ ความไม่สมหวังนี่ละมันเป็นเหตุให้เกิด ความทุกข์ความเดือดร้อนในชีวิตประจำวัน ความไม่สมหวังนี่มันเกิดก็เพราะว่าเรามีความหวัง ถ้าเรา ไม่มีความหวังความไม่สมหวังมันก็ไม่มี  ทำไมจึงได้เกิดมีความหวังขึ้น ก็เพราะเราไม่รู้ไม่เข้าใจใน เรื่องนั้นๆ  ตามสภาพที่เป็นจริง  เรานึกว่ามันดีมันวิเศษ  มันจะให้ความเพลิดเพลินเจริญใจแก่เรา  แล้วเราก็ไปยึดเอาสิ่งนั้นไว้ เลยเกิดความหวังขึ้นมา ครั้นเมื่อไม่สมปราถนา ก็เป็นทุกข์ ความทุกข์นั้นเกิดขึ้นจากความไม่รู้ไม่เข้าใจในเรื่องนั้นๆ   ตามสภาพที่เป็นจริง  ซึ่งในภาษา ธรรมะท่านเรียกว่า อวิชชา อวิชชาก็คือความไม่รู้ ไม่เข้าใจในเรื่องนั้น ตามสภาพที่มันเป็นอยู่จริงๆ  แม้เราจะรู้จะเข้าใจ  แต่ว่ารู้เพียงผิวเผิน  รู้ในสิ่งที่เป็นมายา เป็นเครื่องปรุงแต่งฉาบทาภายนอก  แต่เราไม่รู้ว่าเนื้อแท้มันเป็นอย่างไร คล้ายๆ กับเราดูไปที่ฝาผนังอาคารบ้านเรือน ดูไปก็เจอสีเท่านั้น เอง  สีที่เขาเอามาฉาบทาไว้  สีเขียว สีเหลือง สีชมพู สีแดง สุดแล้วแต่คนที่ทานั้นเขาชอบสีอะไร  เขาก็ฉาบทาไว้ที่ปูนนั้น เรามองทีไรก็เจอสีทุกที แล้วก็ติดอยู่ในสีสรรเหล่านั้น ว่าเป็นของอย่างนั้นเป็น ของอย่างนี้ สวยงามไม่สวยงาม หรืออะไรต่างๆ อย่างนี้เรียกว่ามองไม่ลึก มองแต่เพียงตื้นๆ แล้วก็ เห็นสิ่งที่ฉาบทาไว้ สิ่งที่ฉาบทาไว้ภายนอกนั้น ภาษาธรรมะเขาเรียกว่า มายา มายาหมายถึงว่า สิ่ง ที่เกิดขึ้นจากการปรุงแต่ง  เป็นไปในรูปต่างๆ  นานา แล้วเราก็เห็นด้วยตา ได้ยินด้วยหูก็มี สุดด้วย จมูกเป็นกลิ่นก็มี เป็นรสก็มี เป็นสิ่งที่ปรากฏเป็นรูปเป็นร่างให้เราเห็นแล้วหลอกเราเล่นก็มี เรียกว่า เป็นสิ่งมายา สิ่งเป็นมายาทั้งหลายในโลกนี้ มันหลอกให้เราหลงด้วยประการต่างๆ เช่นเราหลงในสี ของดอกไม้  เราดูดอกไม้เราก็เห็นเป็นสีขึ้นมา ว่าเป็นสีชมพู เป็นสีขาว เป็นสีเหลือง หรือว่าเป็นสี ม่วง สีอะไรต่างๆ เราก็ไปชอบใจในสีเหล่านั้น ไปยึดติดอยู่ในสีนั้น ว่าเป็นของน่ารักน่าชม การที่เรา ไปหลงใหลในสีของดอกไม้นั้น ก็เรียกว่าเราหลงในสิ่งที่เป็นมายาเครื่องปรุงแต่ง ดอกไม้มันเป็นสีขึ้น ได้เพราะอะไร   ก็เพราะว่ามีแสงอาทิตย์ส่องลงมากระทบดอกไม้   เมื่อแสงอาทิตย์ส่องลงมากระ ทบดอกไม้ ดอกไม้มันก็คายสารบางชนิดออกมา แล้วก็กลายเป็นสีขึ้น ดอกไม้ที่คายสารบางชนิดออกมา ไม่หมด มันก็เป็นสีต่างๆ เช่นเป็นสีเหลือง สีแดง สีอะไรต่างๆ ถ้ามันคายออกมาหมด ดอกไม้นั้นก็จะ เป็นสีขาว    เพราะฉะนั้นเราจึงนิยมว่าสีขาวเป็นสีสะอาด    เช่นดอกไม้สีขาวเป็นดอกไม้สะอาด  เช่นดอกมะลิ  เป็นตัวอย่าง  หรือดอกไม้อื่นๆ  ถ้าเป็นสีขาวเรียกว่ามันสะอาด  เพราะว่าสีขาวนั้น  แสดงว่ามันคายสารอะไรออกมาหมด  ทำให้ไม่ปรุงแต่งเป็นสีอื่น แต่ถ้าคายออกมาไม่หมด มันอาจจะ เป็นสีชมพูก็ได้  เป็นสีเหลือง อะไรก็ได้ นั่นก็เป็นมายา เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจากการปรุงแต่ง ไม่ใช่ของ แท้แน่นอน กลางคืนดอกไม้ไม่มีสี แต่ว่าเราดูไม่เห็นเพราะไม่มีแสง เพราะมีแสงจึงมีสีขึ้นมา ถ้าไม่มี แสงสีมันก็ไม่ปรากฏ  ในความมืดเราจะเห็นสีอะไรไม่ได้เลย ญาติโยมไปดูเถอะ เวลากลางคืนมืดๆ  เราไม่เห็นสีอะไรเลย  สีขาวก็มองไม่เห็น สีเหลือง สีชมพู สีแสด มันมองไม่เห็นทั้งนั้น เพราะไม่มี แสงเป็นเครื่องสะท้อน แต่พอมีแสงสว่างเกิดขึ้น เราก็เห็นรูปต่างๆ เพราะฉะนั้นสีนั้นก็เกิดจากแสงนั่น เอง     โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือแสงดวงอาทิตย์     ทำให้สิ่งทั้งหลายมีสี     เช่นทำให้ใบไม้มีสี เขียวปรากฏออกมา  ทำให้ดอกไม้มีสีต่างๆ ปรากฏออกมาเนื่องจากแสงทั้งนั้น แสงนั้นมาส่องกับดอก ไม้แล้ว ก็เกิดสีขึ้น สีนั้นก็เป็นมายาเครื่องปรุงแต่ง ไม่ใช่ของจริงแท้จีรังยั่งยืนอะไร แล้วตัวดอกไม้ก็ เปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ  จนกระทั่งเหี่ยวแห้งไปร่วงโรยมาตกอยู่ที่โคนต้นไม้ อันนี้เป็นเรื่องธรรมชาติ ของสิ่งต่างๆ ที่ปรากฏอยู่ ในทางธรรมะถือว่าสิ่งเหล่านี้เป็นมายาทั้งนั้น คำว่า  "เป็นมายา"  หมายความว่า  ไม่ใช่ของจริงแท้ และสิ่งที่เป็นมายานั้นไม่คงที่ มีการ เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ความเปลี่ยนแปลงนั้นเราเรียกว่า อนิจจัง คือมันไม่เที่ยง ถ้ามันเที่ยงมันก็ ต้องอยู่ในรูปเดียว  ไม่เปลี่ยนสภาพไป  แต่ว่าสั่งทั้งหลายในโลกนี้ มันหนีกฎธรรมดาไม่ได้ กฎธรรม ดานั้นมีอยู่ว่า สรรพสิ่งทั้งหลายมีความทุกข์โดยสภาพ สรรพสิ่งทั้งหลายมีความเป็นอนัตตาโดยสภาพ คือ ไม่มีอะไรที่เรียกว่าเป็นเนื้อแท้ เพราะไม่เที่ยงจึงเป็นทุกข์ เพราะเป็นทุกข์จึงเป็นอนัตตา คือไม่มี เนื้อแท้ในตัวของมันเอง   อันนี้เป็นสัจจะ   เป็นความจริง  ภาษาธรรมะเรียกว่า  ธรรมสัจจะ  คือ ความจริงของสิ่งทั้งหลายปรากฏอยู่   แต่เรามองไม่เห็นสิ่งที่เป็นความจริงนั้น  เพราะเราไปติดสิง ภายนอกของสิ่งเหล่านั้น ไม่ได้แทงตลอดลงไป เพื่อให้เข้าใจในเรื่องอย่างนั้นถูกต้อง เพราะฉะนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าท่านจึงสอนพวกเราทั้งหลายว่า ดูให้ลึก ดูให้เข้าใจ ดูเพื่อให้ รู้ว่าสิ่งนั้นมันคืออะไรอย่างถูกต้องแท้จริง  ถ้าเราดูลงไปให้ลึก ดูให้เข้าใจในเรื่องนั้นแล้ว เราก็จะ พบกับความจริงของสิ่งเหล่านั้น  เมื่อใดเราพบความจริง จิตใจเราก็จะไม่ยึดมั่นในเรื่องนั้น เพราะ เรารู้ว่ามันคืออะไร มันเป็นอยู่ในรูปอย่างไร มีอะไรน่าหลงไหลน่ามัวเมา น่าพอใจใฝ่ฝันบ้าง เราก็ จะเกิดอารมณ์วางเฉยในสิ่งเหล่านั้น หรือว่าเราอยู่ด้วยปัญญาเพราะมองปับก็รู้ทันที มองไปเห็นอะไร ก็รู้ทันทีว่ามันคืออะไร จิตใจของพระอริยะบุคคลท่านมองอย่างนั้น ท่านมองอะไรท่านก็รู้ทันทีว่ามันคืออะ ไร  ท่านรู้ตามสภาพที่เป็นจริง  การรู้ตามสภาพที่เป็นจริงก็คือรู้ว่า  ไม่มีอะไรเที่ยงแท้ ไม่มีอะไรที่ เรียกว่าเป็นสุข ไม่มีอะไรที่เรียกว่าน่ายึดถือ ไม่มีอะไรที่เรียกว่าเป็นเนื้อแท้ในตัวของมันเอง มันอยู่ ในสภาพที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา เราจึงไม่ควรเข้าไปยึดมั่นถือมั่น ในสิ่งทั้งหลายเหล่านั้น ว่าเป็น อะไรๆ ขึ้นมา ถ้าเราคิดอย่างนี้บ่อยๆ  จิตใจก็จะปลอดโปร่ง พ้นจากความทุกข์ความเดือดร้อน แต่ว่าคนเรา ไม่ค่อยจะคิดอย่างนั้น  มักจะคิดในเรื่องยึดมั่นถือมั่น  ว่าสิ่งนั้นเป็นของเรา  สิ่งนั้นเป็นของที่เราน่า รักน่าพอใจ น่าจะเอามาเป็นของตัว แล้วก็ขวนขวายแสวงหา ได้มาแล้วก็ติดพันอยู่ในสิ่งเหล่านั้น จึง เป็นเหตุให้เกิดความไม่สบายใจ  กลัวว่ามันจะสูญหาย  กลัวมันจะแตกจะพังไป  และเมื่อมันสูญหาย แตกพังไป  เราก็เป็นทุกข์วิตกกังวลเสียดายมัน  บางทีของนั้นหายไปตั้งสองปีแล้ว  เราก็ยังบ่นเสีย ดายอยู่  บางทีสิ่งนั้นแตกตายไปตั้งสองปีแล้วเราก็ยังเสียดายอยู่ ยังมีความทุกข์ความกังวลใจด้วยสิ่ง เหล่านั้น  ความทุกข์ในเรื่องนี้มันเกิดขึ้นเพราะอะไร  เกิดเพราะความยึดมั่นนั่นเอง ยึดถือว่าสิ่งนั่น เป็นของเรา  เป็นตัวเป็นตนของเราขึ้นมา  แล้วเราก็เข้าไปติดพันอยู่ในสิ่งนั้น  เราไม่รู้ความจริง ของสิ่งนั้นอย่างถูกต้อง  และไม่พยายามที่จะมองสิ่งนั้น เพื่อให้รู้ชัดเห็นชัดว่าเนื้อแท้มันคืออะไร เรา ไม่ได้คิดในรูปอย่างนั้น จึงสร้างปัญหาขึ้นแก่ชีวิตด้วยประการต่างๆ บางคนไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย ปัญหาต่างๆ ทำให้กลุ้มใจจนกระทั่งเป็นโรคประสาทไปก็มี หรือว่า เกินเลยจากโรคประสาทไป คือเสียจริตไปก็มี ดังปรากฏตัวอยู่ตามโรงพยาบาลโรคจิต ซึ่งมีอยู่ในประ เทศไทย  ถ้าเราไปศึกษาชีวิตจิตใจของคนเหล่านั้น ก็เนื่องมาจากว่าเขาไม่เข้าใจในเรื่องอะไรถูก ต้อง  แล้วก็ไปยึดติดอยู่ในสิ่งนั้น  เมื่อสิ่งนั้นสูญสลายหายไป ก็มีความวุ่นวายใจกระสับกระส่ายกินอา หารไม่ได้ นอนก็ไม่หลับ เมื่อเป็นนานๆ เข้าก็กลายเป็นโรคประสาท หรือกลายเป็นโรคจิตอย่างร้าย แรง  ต้องไปให้หมอรักษา บางคนก็พอจะรักษาได้ แต่บางคนก็รักษาไม่ได้ กลายเป็นเสียผู้เสียคนไป  ชีวิตไม่มีค่าไม่มีราคา อันนี้เป็นเรื่องที่น่าเสียดาย ที่คนนั้นเกิดมาแล้ว จิตใจตกอยู่ในสภาพเช่นนั้น นั่น เป็นความผิดจากอะไร  เป็นความผิดของคนที่เกิดมาก่อนด้วย ผู้ที่เกิดมาก่อนนั้นก็คือผู้ที่เป็นพ่อเป็นแม่  ปู่ ยา ตา ยาย หรือคนใดๆ ในครอบครัวที่มีอายุมากกว่าคนผู้นั้น ไม่ได้ชักจูงโน้มน้าวจิตใจให้เขาได้ รู้ความจริงของชีวิต  ไม่ได้ให้เข้าถึงธรรมะ ไม่ได้พามาวัดเพื่อศึกษาธรรมะ หรือเพื่อจะได้ทำความ เข้าใจปัญหาชีวิตในเรื่องประการต่างๆ  เขาก็เลยเตลิดไปนอกลู่นอกทาง  สร้างปัญหาคือความทุกข์ ความเดือดร้อน ให้แก่ตนแก่ท่านด้วยประการต่างๆ อันนี้มีอยู่ทั่วๆ ไป ในบางครอบครัว ลูกเต้าเหล่าหลานจึงมีชีวิตอยู่ในสภาพเช่นนั้น บางทีไม่ใช่ ลูกแต่ว่าพ่อกับแม่เป็นเอง  บางครอบครัวพ่อเป็น บางครอบครัวแม่ก็เป็นไปในรูปเช่นนั้น ถ้ามีอาการ เช่นนั้น เกิดขึ้นในครอบครัวใด ครอบครัวนั้นจะมีแต่ความทุกข์ คือคนที่ไม่เป็นนั้นก็พลอยเป็นทุกข์ไปกับ เขาด้วย กังวลใจมีความวิตกด้วยปัญหาต่างๆ เป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่ชีวิต เขาเริ่มคนเดียว  แต่ว่ากระจายอิทธิผลทางความเสียจิตเสียใจนั้นไปสู่คนอื่นด้วย ทำให้คนอื่นพลอยได้รับกระเทือนไปด้วย เหมือนคำที่เราพูดว่า  พลอยฟ้า  พลอยฝนไปกับเขาด้วยอย่างนี้มีอยู่หรือไม่ ในครอบครัวของเราๆ  ท่านๆ ทั้งหลาย ถ้าหากว่ามีคนอย่างนี้อยู่แล้ว เราจะรู้สึกลำบากใจ เช่น พ่อ แม่ ถ้าลูกมีสภาพจิตใจ เสื่อมโทรมไปในรูปอย่างนั้น ก็เป็นทุกข์ เพราะเรามีความหวังกับเขามากมีความรักในเขามาก เมื่อ เขาไม่สมหวังสมตั้งใจ เราก็เกิดความทุกข์ความเดือดร้อน เรื่องอย่างนี้เป็นเรื่องที่พอจะแก้ไปได้หรือ ว่าป้องกันก่อนได้ ป้องกันนะมันดีกว่าแก้ เรื่องแก้น่ะมันลำบาก อาจไม่สำเร็จประโยชน์ก็ได้ แต่กันไว้ ก่อนดีกว่าคนเราจึงพูดไว้ว่ากันไว้ดีกว่าแก้ กับไว้ดีกว่าแก้ไม่ว่าเรื่องอะไรทุกแง่ทุกมุม แต่ว่าเรื่องสำคัญที่ควรกับไว้ก่อนนั้น  ก็คือ  กันสภาพจิตใจของคน ไม่ไห้ตกต่ำไปสู่ความเสื่อม โทรมทางจิตใจ เราต้องหาอุบายกันไว้ก่อน อุบายที่จะช่วยกันในเรื่องนี้ใครจะเป็นคนกระทำ ก็บิดา มารดานั่นแหละ เป็นผู้ที่เป็นตัวการสำคัญที่จะกันไม่ให้เกิดสภาพเสื่อมโทรมทางด้านจิตใจ เราผู้ที่เป็นพ่อแม่ควรจะทำตนอย่างไร  เรื่องนี้เป็นเรื่องที่สำคัญมากผู้ที่เป็นพ่อ เป็นแม่ เป็นปู่  เป็นตาจึงจะต้องช่วยกันให้เด็กของเรานั้น   มีสภาพจิตใจเป็นปรกติ   ไม่เกิดปัญหายุ่งยาก   ก็คือ ต้องคอยสอนคอยตื่นเขาไปเรื่อยๆ ไม่ใช่หักโหมสอนเอาไปทีเดียว แต่คอยทำความเข้าใจไปทีละน้อย  ทีละน้อย ตามวัยตามอายุของเขา ที่จะพอเข้าใจได้ ในเรื่องอะไร ๆ ที่เป็นเรื่องความจริงของชีวิต  เราค่อยพูดค่อยจา  ค่อยทำความเข้าใจกัน  นอกจากการพูดจา การทำความเข้าใจกันแล้ว พ่อแม่นี่ ต้องทำตนให้เป็นแบบอย่างแก่ลูก ๆ ด้วยเหมือนกัน ทำตนให้เป็นตัวอย่างในรูปอย่างไร คือพ่อแม่เป็น คนมีอารมณ์สงบเย็น  ไม่ร้อนไม่วู่วาม  ไม่เป็นคนอมโรคอมทุกข์ไว้ในจิตใจ อมทุกข์ก็หมายถึงอมโรค เหมือนกัน เราเห็นร่างกายคนบางคนผิวเหลือง ซูบซีดไม่ค่อยจะแข็งแรง เราพูดว่าคนนั้นร่างกายอม โรคไว้  อมโรคทางร่างกายน่ะไม่น่ากลัวเท่าใด เพราะว่าร่างกายมันอ่อนแอลงไปเรื่อยๆ แล้วผลที่ สุดมันก็ทำอะไรไม่ได้ แล้วมันก็สิ้นสุดไป แต่ว่าอมโรคทางจิตใจนี่มันน่ากลัว เพราะว่าร่างกายยังแข็ง แรง  แต่ว่าจิตใจมันอ่อนแอ ไม่มีความเข้มแข็งเพียงพอ ไม่มีความสามารถต้านทานกับสิ่งที่มากระทบ ได้  หวั่นไหวโยกโคลงไปกับอารมณ์นั้นๆ จนกระทั่งว่าวุ่นวายสับสนไปด้วยปัญหาชีวิต จนแก้กันไม่ไหว  อันนี้เป็นเรื่องน่ากลัว  เพราะฉะนั้นเราที่เป็นมารดาบิดา จึงต้องแสดงตนเป็นตัวอย่างในเรื่องความ สุขทางใจ ความสงบทางใจ ในเรื่องความไม่วุ่นวายทางใจ ในเรื่องความมันคงใจด้านจิตใจ ให้เขา มองเห็นแล้วสบาย เพราะว่าลูกๆ นี่มองพ่อแม่ ถ้าเห็นพ่อแม่มีอารมณ์สงบเย็นมีความสุขในทางด้านจิต ใจ   เขาก็ไม่มีอารมณ์ขุ่นมัวเศร้าหมอง  แต่ถ้าเขาเห็นคุณพ่อคุณแม่มีอารมณ์กลุ้มใจ  พูดจาไม่สุภาพ เรียบร้อย  ทะเลาะเบาะแว้งกัน ปั้นหน้ายักษ์หน้ามารใส่กันอยู่บ่อยๆ ทำให้เด็กเป็นโรคทางจิตใจได้ ง่าย เพราะว่าเขาไม่สบายใจ มองหน้าคุณพ่อก็ไม่สบายใจ มองหน้าคุณแม่ก็ไม่สบายใจ เขาก็เลยไม่ สบายใจไปด้วย เด็กที่มีความไม่สบายใจบ่อยๆ   นั่นแหละ   คือรากฐานของโรคทางประสาท  หรือโรคทาง จิตทรามต่างๆ จะเกิดขึ้นแก่เขา เพราะการกระทำของผู้หลักผู้ใหญ่ ผู้เป็นผู้นำในครอบครัว เพราะฉะ นั้นผู้ที่เป็นผู้นำครอบครัว   ถ้าอยู่ต่อหน้าบุตรธิดาแล้ว  เราจะต้องแสดงออกซึ่งความสุขใจ  สงบใจ อารมณ์ยิ้มแย้มแจ่มใส อย่าแสดงอาการหน้าบึ้งหน้าตึง หรือว่าโกรธใครมาสักกี่คนก็เอามาแสดงกันอยู่ ตรงนั้น อันนี้ไม่ได้ จะเป็นภาพที่ทำให้เกิดความกระทบกระเทือนทางจิตใจ แก่ลูกหลานของเรา แล้ว เขาก็จะรับภาพนั้นไปฝังไว้ในใจ   เขาเอาไปนึกไปคิดในทางเสียต่อไป  เราจึงต้องระมัดระวังใน เรื่องอย่างนี้ เพราะฉะนั้นจึงต้องประพฤติธรรม เพราะการประพฤติธรรมจะช่วยให้เรามีจิตใจปรกติ  มั่นคง  ไม่โยกคลอนต่ออารมณ์ที่มากระทบ มีสภาพคงที่อยู่อย่างนั้นตลอดเวลา จึงต้องสร้างสิ่งเหล่านี้ ให้เกิดขึ้น แล้วถ้ามีเรื่องอะไรเกิดขึ้นในครอบครัว ถ้าเป็นเรื่องของผู้ใหญ่เราก็พูดกันตามภาษาของผู้ ใหญ่  อย่าพูดกันต่อหน้าลูกเป็นอันขาด ลูกเขาจะเห็นอะไรไม่ดีไม่งามที่เราแสดงออก เราควรพูดกัน สองคน แล้วควรพูดกันในเวลาจิตใจสบาย คือมันสงบแล้วจากอารมณ์เหล่านั้น ขณะโกรธกันนี่อย่าพูดอะ ไร  อารมณ์ขุ่นมัวเศร้าหมองอยู่ในจิตใจ อย่าแสดงอะไรออกไป ถ้าเราแสดงออกไปในเวลานั้น มัน ไม่สุภาพเรียบร้อย  พูดด้วยความโกรธมันก็เป็นคำหยาบ  ยกมือด้วยความโกรธมันก็หยาบ  เดินด้วย ความโกรธมันก็หยาบ  ทำอะไรด้วยความโกรธมันก็หยาบทั้งนั้น  ตึงตังโผงผางแสดงออกในทางที่ไม่ เหมาะไม่ควร   จะจับแก้วจะวางแก้วก็ดูเหมือนว่าแก้วมันจะแตกไปอย่างนั้นแหละ  จะหยิบอะไรจะ ฉวยอะไรดูมันหนักๆ ไปหมดทั้งนั้น สภาพจิตใจอย่างนี้  ควรจะรู้ว่า อ้อไม่ไหวแล้ว กูนี่แย่แล้ว แล้วก็นั่งสงบใจเสีย ให้รู้ตัวว่ามัน ไหวแล้ว แล้วก็นั่งสงบจิตใจ ควบคุมความรู้สึกนึกคิด ควบคุมตัวเองให้มีสติมีปัญญาเกิดขึ้น จนกระทั่งว่า สภาพอย่างนั้นมันหายไป สงบไปเมื่อสงบไปแล้วจึงจะมาพูดกัน ไม่ควรจะพูดกันหลังเวลาเพิ่งโกรธกัน  แต่ว่าพอให้มันลืมๆ กันไปก่อนแล้วค่อยยกขึ้นมาพูดกัน พูดกันด้วยอารมณ์ยิ้มแย้มแจ่มใส ด้วยอาการที่ไม่ มีความขึ้นโกรธ แต่เราพูดเพื่อทวนความหลัง เพื่อจะแก้ไขปัญหาเหล่านั้น บางคนก็นึกว่าแล้วก็แล้วกัน ไป  สิ่งใดเกิดขึ้นแล้วโกรธกันแล้ว แล้วก็แล้วกันไป อย่างนั้นมันไม่ดีขึ้น เพราะเราไม่ได้มาปรับปรุง แก้ไข  เราจึงจะควรมาพูดกันหน่อย ในเวลาที่จิตใจสงบสบาย แล้วก็รื้อปัญหานั้นขึ้นมา คุยกันปรึกษา หารือกัน  ต่างคนต่างคุยกันด้วยความสงบ บางทีจะเกิดความรู้สึกที่ดีงามขึ้นในจิตใจ แล้วค่อยขอขมา ลาโทษต่อกัน  ด้วยการบอกว่า  มันผิดไปแล้วน้องผิดไปแล้ว พี่มันก็ผิดไปแล้วเหมือนกันในวันนั้น ต่าง คนต่างก็ยามรับว่าผิด   คนเราถ้ารับว่าตัวผิดมันยิ่งหนักขึ้นไปทุกวันเวลา  เหมือนเราไม่รู้ว่าของมัน สกปรก  เราจะไปล้างได้อย่างไร ล้างไม่ได้ แต่ถ้าเรามองเห็นว่ามันสกปรก เราก็ต้องรีบชำระชะ ล้าง สภาพชีวิตจิตใจเรานี้ก็เหมือนกัน ถ้าเรามองไม่รู้ว่าเรานี้มันสกปรกเศร้าหมองวุ่นวาย เราจะไป ชำระล้างมันได้อย่างไร  ไม่มีทาง แต่ถ้าเรามองดูตัวเราเอง เราจะเกิดความสำนึกว่าไม่ไหวแล้ว  เราแย่เต็มทีแล้ว  เมื่อนั้นแหละเราจะมีการปรับปรุงแก้ไข สิ่งใดที่เกิดขึ้นแก่เราในครั้งหนึ่ง เราจะ ไม่ให้สิ่งนั้นเกิดขึ้นแก่เราอีกต่อไป  แต่เราจะต้องชำระล้างสิ่งนั้น ตัดบัญชีกันเสียเลยทีเดียว ไม่เกิด การปรุงแต่งให้มีความกลุ้มใจเกิดขึ้นอีกเป็นอันขาด  อย่างนี้เป็นเรื่องที่ควรจะกระทำอย่างแบบของผู้ หลักผู้ใหญ่  เมื่อเราเป็นผู้ใหญ่ชำระตัวเราได้สะสางตัวเราได้ เราก็เรียบร้อยเป็นตัวอย่างแก่ผู้น้อย  คือแก่ลูกแก่หลานของเราที่อยู่รวมกัน สมมติว่าครอบครัวหนึ่ง พ่อบ้านเป็นคนใจสงบเยือกเย็น เรียกว่ามีอารมณ์สนุกอยู่ในจิตใจ พูดจา อะไรก็เป็นเรื่องสนุกสนานไป  ไม่มีอารมณ์กลุ้ม อารมณ์โกรธ อารมณ์เศร้า ครอบครัวนั้นก็มีความสุข  แม่บ้านก็พลอยเป็นสุข  ลูกทุกคนก็มีอารมณ์สดชื่นแจ่มใส ตื่นขึ้นมาเห็นหน้าพ่อแม่ต่างคนก็ยิ้มแย้มแจ่มใส เข้าหากัน มันก็ไม่มีเรื่อง แต่ถ้าเราตื่นเช้าเจอแต่ความวุ่นวายสับสน หน้าเง้าหน้างอ คนนั้นก็ทำหน้า ไม่ดี  คนนี้ก็หน้าไม่ดี  บ้านช่องมันจะเป็นนรกไป ไม่เป็นบ้านช่องที่เป็นวิมาน แต่จะกลายเป็นนรกไป  คนที่อยู่ในนั้นก็จะกลายเป็นพลเมืองของนรกไปด้วยเหมือนกัน     ไม่ใช่เป็นพลเมืองของเมืองมนุษย์  เพราะสภาพจิตใจมันเป็นไปในรูปอย่างนั้น แล้วมันจะมีความสุขได้อย่างไร จะมีความสงบในชีวิตของ เราได้อย่างไร  ขอให้ญาติโยมทั้งหลายลองพิจารณา  ถ้าเราพิจารณาก็มองเห็นว่า มันสับสนวุ่นวาย  เต็มไปด้วยปัญหานานาประการเราไม่ควรจะให้สิ่งนั้นเกิดขึ้นในจิตใจเรา เพื่ออนาคตของลูกของเรา  ที่มันจะเติบขึ้นในกาลต่อไปข้างหน้า อย่างนี้คือ การแสดงออกต่างๆ ให้เด็กได้ประสบพบเห็นอยู่ตลอด เวลา ในด้านดีด้านงาม คือในด้านที่สงบเยือกเย็น ไม่เร่าร้อนไม่วุ่นวาย อันนี้เป็นเรื่องที่จะช่วยแก้ไข ปัญหา คือความทุกข์ความเดือดร้อนในสังคมของครอบครัวได้ประการหนึ่ง ที่นี้อีกประการหนึ่ง มีอะไรเกิดขึ้นในครอบครัวของเรา ให้ถือว่าเป็นบทเรียนของชีวิต เป็นบท เรียนที่เราจะต้องอธิบายให้ลูกเข้าใจ ให้เด็กได้รู้ว่าอะไรมันเป็นอะไร เช่นว่าของแตกลงไปชิ้นหนึ่ง  แทนที่เราจะดุจะตีจะว่ากันอย่างรุนแรง ซึ่งมันไม่ได้ประโยชน์อะไร ความรุนแรงไม่ค่อยได้ประโยชน์ อะไร ให้ลองสังเกตดูอะไรๆที่คนชอบใช้ความรุนแรง มันไม่ค่อยได้ประโยชน์ ความรุนแรงมันพุ่งไป แรง  เมื่อพุ่งไปแรงแล้วมันไม่ค่อยหยุด หยุดได้ยาก มักจะเกิดความเสียหาย เช่นในเรื่องบ้านเรื่อง เมือง ถ้าคนมีความรุนแรงแล้วมักจะไปกันไกลๆ ถึงกับฆ่าฟันกันมากมายก่ายกอง ตายกันไม่รู้ว่าสักเท่า ไหร่  เพราะว่าชอบใช้ความรุนแรงกันชอบใช้การฆ่ากันล้างผลาญกัน การฆ่ากันล้างผลาญกันนั้นถือว่า เป็นความรุนแรงในสังคมของมนุษย์  เพราะเป็นการกระทำบาปอยู่อย่างหนึ่งเหมือนกัน  ในทางพระ พุทธศาสนาสอนเราว่า ไม่ควรจะฆ่าจะทำร้ายกัน เพราะการฆ่าการทำร้ายกันนั้น ถือว่าเป็นบาปเป็น ความเศร้าหมองทางจิตใจ และเป็นการสร้างศัตรูด้วยเหมือนกัน เราฆ่าเขาคนหนึ่งตายไป คนนั้นไม่ ใช่อยู่คนเดียว เขามีลูกมีหลาน มีพวกมีพี่มีน้อง มีอะไรๆกันหลายๆคน ถ้าเราไปฆ่าเขา คนเหล่านั้นก็ จะโกรธเคืองเราในเรื่องอะไรๆ ต่างๆ อันเป็นเรื่องที่จะก่อให้เกิดความพยาบาทอาฆาตจองเวรกัน ต่อไป จึงถือว่าเป็นเรื่องไม่ดี คนที่กระทำความผิดอย่างร้ายแรง ถ้าหากว่าเราฆ่าเขาตามกฏหมายมัน เป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่ว่าความจริง กฏหมายนี่ก็เหมือนกัน ไม่ควรจะมีโทษกันถึงขั้นประหารชีวิต เพราะว่าการประ หารชีวิตนั้นไม่ได้ทำให้คนผู้ที่ตายนั้นต้องเดือดร้อนอะไร มันเดือดร้อนแผล็บเดียว เดือดร้อนตอนที่รู้ว่า  กูจะตายเท่านั้นเอง  แต่พอตายไปแล้วมันก็หมดเรื่องหมดราวไป คนมันก็ไม่ค่อยกลัวอะไรแต่ว่าถ้าอยู่ อย่างลำบากมันเป็นการทรมานใจ  เดือดร้อนใจ จึงควรจะขังเขาไว้ แล้วให้ทำงานหนักบ้าง ให้ลำ บากในเรือนจำให้มันดีขึ้น ให้นักโทษมันคงสบายใจ คือเฉพาะคนตามบ้านนอกบ้านนานี่ เข้าไปเรือนจำ แล้วออกไปอ้วนท้วนทุกคน   ผิวเป็นน้ำเป็นนวล   เพราะไปบ่มผิว  อยู่ในเรือนจำหลายปี  ออกมา เพื่อนบอกว่า เอ้อ ดูหนุ่มขึ้นนี่ แต่งเนื้อแต่งตัวดีนี่ แสดงว่ามันไปอยู่สบายในเรือนจำแล้วมันไปคุยกับ เพื่อนว่า  ในเรือนจำสบาย  กินอาหารเป็นเวลา  เช้าก็กิน  เที่ยงก็กินข้าวสวย ที่หลับที่นอนก็สะ ดวกสบาย  ไอ้ที่เขาเล่าลือกันว่า  ในเรือนจำมีเรือดมีไรน่ะ  สมัยนี้มันไม่มีแล้วละ  สบายแล้ว ว่า อย่างนั้น คนมันก็ไม่กลัวมันนึกว่า เอ๊ไม่เห็นเป็นอะไร บางที่มันนึกกลัวอยู่เบื้องต้น แต่พอเข้าไปแล้วมัน ก็เฉยๆ   ไม่กลัวไม่ลำบากอะไร  เพราะเราพัฒนาให้สบาย  คนก็เลยไม่เดือดร้อนในเมื่อไปติดคุก  เดือดร้อนเพียงประการเดียวว่า ไม่ได้ไปไหนเท่านั้นเอง ไม่มีอิสระในการที่จะไปไหนได้ตามชอบใจ แต่ว่านั่นเขาไม่เดือดร้อนเพราะไม่ได้ไปนานๆ เข้าเขาก็ชินชาไปในเรื่องอย่างนั้น แต่ถ้าเราให้เขา ทำงานหนักสักหน่อย ก็จะดีขึ้น ในคำตัดสินของชาวต่างประเทศ  เห็นมีคำตัดสินในมลายู นี่ก็มีหนังสือพิมพ์เอาข่าวมาลง ตัด สินจำคุกสิบปีให้ทำงานหนัก เขามีแถม แถมให้ทำงานหนักด้วย ให้ทำงานหนักจำคุกห้าปีให้ทำงานหนัก  สามเดือนให้ทำงานหนัก คนเหล่านี้ต้องทำงาน ต้องทำงานทุกคน อยู่นิ่งอยู่เฉยไม่ได้ เขาหางานให้ทำ ถ้าทำงานหนักเช่น ให้ย่อยหิน ต่อยหิน ต่อยหินอย่านึกว่าสบายนะโยมนะ อย่านึกว่าง่ายนะ หน้าแข้ง เป็นแผลไปหมด  ต่อยแล้วหินมันกระเด็นถูกแข้ง แล้วพอถูกมันบาดมันเจาะแข้งเอาเลยทีเดียว เลือด โซมไปที่เดียว  นี่มันก็เป็นความทุกข์คนไหนไปต่อยหินนี้ลำบาก  หน้าแข้งเสียหาย  มือก็เสีย มันหนัก เหมือนกัน  ถ้าทำงานเบาก็ให้ต่อยกาบมะพร้าว หากาบมะพร้าวมาไว้เยอะๆ ให้นั่งต่อยไปๆ เรื่อยๆ ต่อยกองไว้ๆ เคยเข้าไปดูในเรือนจำที่ปีนัง มีพวกทำงานหนักก็ต่อยหิน ต่อยมะพร้าวก็ทำงานเบาหน่อย แล้วก็ทำงานอื่น  ทำงานกันทุกคน ไม่ให้อยู่นิ่งอยู่เฉย เขาตักสินอย่างนั้น อยู่ไปอย่างนั้นมันลำบาก เอาไปยิงเป้ามันก็โป้งเดียวหมดเรื่องกันไป จบเรื่องกันเพียงเท่านั้น แต่ให้อยู่ไปอย่างทรมานนี้มันเป็น ทุกข์ มันลำบากบางที่ก็กลับจิตกลับใจได้ นักโทษที่ถูกจำคุกหลายปี ออกมาแล้วกลับใจทั้งนั้น สิบปียี่สิบปี ขึ้นไปนี้ออกมาเรียบร้อยทั้งนั้น   ไม่เกะกะระรานแล้ว  ออกมาเป็นคนดี  ไอ้พวกที่ออกมาแล้วไม่ดีก็ พวกติดแค่สามเดือน  ตัดสินสามเดือน ห้าเดือน หนึ่งปีปล่อย พวกนี้ไม่ได้ความเลย ออกมากูลักต่อไป อีก มันติดน้อยนักโทษเบ็ดเตล็ดอย่างนี้มันไม่ไหว เสด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพท่านเขียนไว้ว่านักโทษที่ต้องโทษนานๆนี้คบหากันได้   แต่นัก โทษที่ถูกขังเพียงสองเดือนสามเดือนนี้   อย่าไปคบมันเลย  มันยังเป็นขโมยอยู่อย่างเดิม  ท่านว่า อย่างนั้น  อันนี้เป็นความจริง  เคยสังเกตดูอยู่เหมือนกัน ว่าคนที่ไปติดคุกอยู่นานๆนี้ ออกมาแล้วเป็น อย่างไร   เข้าวัดเข้าวาไปเลย   เรียบร้อยทำตนเป็นตัวอย่างแล้วยังห้ามเพื่อนฝูงมิตรสหาย  ว่า เฮ้ยจบกันทีเถอะได้เรื่องอย่างนี้นะ  มันไม่ดีไม่งามอะไร เขาก็เลิกได้ แต่ไอ้พวกโจรเบ็ดเตล็ดนี่มัน ไม่ค่อยเลิก  อันธพาลนี่เป็นต้น เอาไปขังไว้ลาดยาวพอปล่อยมาก็ตามเดิมอีกน่ะแหละ มันไม่ค่อยเลิก ไอ้พวกนี้ มันผิดกับนักโทษอุกฉกรรจ์ พวกฆ่าคนตาย พวกอะไรอย่างนั้นจิตใจเขาเข้มแข็งอยู่เหมือนกัน คนเหล่านี้    แต่เอาไปใช้ผิด   เพราะไม่ได้รับการอบรมบ่มนิสัย   เมื่อเขาเข้ามาอยู่ในที่ที่ได้รับ การอบรมบ่มจิตใจในด้านดีด้านงาม ก็เลยดีขึ้นเปลี่ยนแปลงจิตใจไป ที่เรือนจำประจำจังหวัดพัทลุง  ท่านเจ้าคุณทีวัดคูหาสวรรค์ ท่านติดต่อกับหัวหน้าในเรือนจำไว้  บอกว่าจะส่งพระเข้าไปเทศน์ทุกวัน  ให้จัดมามาเป็นกลุ่มๆ วันนี้วันนั้นกลุ่มนั้น จัดแบ่งไปกลุ่มหนึ่งสักยี่ สิบคน  ไม่ให้มากเกินไปพระท่านก็ไปนั่งพูดนั่งคุยกันบ้างสอนอะไรๆ ให้ทุกวัน จนนักโทษบอกว่า แหม ไม่ไหว  กูออกไปนี่กูไม่ลักต่อไปแล้ว  เพื่อนถามว่าทำไม  กูไม่อยากไปฟังพระท่านด่าแล้ว ท่านด่ากู ทุกวันๆ  กูเบื่อแล้ว  มันก็ดีเหมือนกัน คือมันมองไปในแง่ว่าขี้เกียจมาฟังพระด่าแล้ว กูไม่ลักไม่ขโมย แล้วต่อไปนี้กูเลิกแล้ว   มันก็เลิกเหมือนกัน   คนประเภทนี้มีอยู่เหมือนกัน  เพราะได้เกิดความรู้สึก บางอย่างขึ้นในจิตใจ  ต่อไปก็เรียบร้อยไป แล้วพระท่านไปพูดทุกวันท่านรู้จัก ว่าใครเป็นใครรู้ว่าอยู่ บ้านไหนด้วยนะ  รู้หมด  เวลาออกไปแล้วพระก็เรียกมาพบปะ  ถามว่าเป็นอย่างไรแล้วร้อยอยู่หรือ  บอกว่าเลิกแล้วผมเลิกเด็ดขาด  ไม่เอาต่อไปอีกแล้ว  ขี้เกียจเข้าคุกแล้ว ว่าอย่างนั้น มันเลิกไปได้  เพราะว่าได้คบหาสมาคมกับคนดี  เข้าใกล้ผู้รู้  ฟังคำสอน เอาไปคิดไปตรอง นำไปปฏิบัติ มันก็ดีขึ้น  ชีวิตก้าวหน้าเข้าไปในทางที่ถูกที่ชอบ อันนี้เป็นเรื่องผลของการพบปะสิ่งดีงาม เพราะฉะนั้นในครอบครัวของเรา เราจะต้องสร้างสิ่งดีงามไว้ ในครอบครัวสิ่งแวดล้อมนี่ก็สำ คัญ ปรับปรุงบ้างช่องให้สะอาดเรียบร้อย ตามสมควรแก่ฐานะ ไม่ใช่ต้องประดับประดาด้วยเฟอร์นิ เจอร์ราคาแพง    อย่างนั้นมันเป็นไปไม่ได้หรอก    แต่ว่าให้มีความเป็นระเบียบเรียบร้อย   สะ อาดพอสมควรแก่ฐานะ  เด็กๆ มันมองเห็นแต่สิ่งดีงาม เห็นความเป็นระเบียบเรียบร้อย มันก็ติดเป็น นิสัย  เรื่องนี้อยากจะให้พ่อแม่เอาใจใส่สักหน่อย คือว่าหมั่นเข้าไปดูในห้องนอนของลูกบ้าง ทำไม่จะ ต้องเข้าไปดู คือเด็กมันทำไม่เป็น มันวางของเกะกะเต็มห้องไปหมด อะไรๆ ก็ไม่รู้ วางตามชอบใจ  ไม่มีระเบียบวางเต็มไปหมดไม่มีที่จะเดิน แล้วที่หลับที่นอนนี้เขาเก็บไม่เป็น รุงรังอยู่อย่างนั้น เรียกว่า ปล่อยตามเรื่องตามราว  กางมุ้งก็กางอยู่นั่นแหละ  ไม่ได้เก็บไม่ได้ม้วนอะไร เพราะมันนึกว่าคืนนี้ก็ นอนอีก  จะเก็บไปทำไม แล้วมันก็กางรับฝุ่นไว้ตลอดเวลา ที่นอนหมอนมุ้งก็ไม่ค่อยจะเรียบร้อย แล้ว บางทีก็มีอะไรไม่เหมาะ เช่นรูปภาพต่างๆ เขาชอบตัดจากหนังสือพิมพ์ หนังสือพิมพ์ในเมืองไทยเรานี้ ก็มีส่วนช่วยเหลือให้คนเสื่อมโทรมทางศีลธรรมอยู่บ้างเหมือนกัน  เรียกว่ามีส่วนช่วยอยู่บ้างในบางประเภท  ช่วยอย่างไร คือชอบเอาภาพไม่น่าดูมาลงไว้ เด็กมันชอบ ภาพอย่างนั้น มันอุตส่าห์ตัดไว้ ตัดไว้แล้วมาติดตามฝาผนัง เข้าไปดูเถอะโยมเข้าไปดูห้องลูกชายเถอะ ในห้องมันมีภาพอะไรบ้าง   หรือว่าห้องลูกสาวมันมีภาพอะไรมันชอบติดไว้ข้างๆ   เตียง  มันนอนดู ภาพอย่างนั้น  รูปอะไรแปลกๆ ที่เอามาไว้ อันนี้มันก็เป็นสิ่งดึงดูดจิตใจเหมือนกัน มองบ่อยๆ มันก็คิด ไปในรูปอย่างนั้น เช่นมองรูปอะไรบ่อยๆ มันก็ชอบอย่างนั้น อยากจะเป็นอย่างนั้น อยากจะทำอย่างนั้น อยากจะมีชื่อเสียงในด้านนั้น เพราะจิตใจคนนั้น ชอบน้อมไปกับสิ่งแวดล้อม สิ่งแวดล้อมจูงไปในทาง ใด จิตใจมันก็ไปในทางนั้น เพราะฉะนั้น ต้องเข้าไปดูว่ามันมีอะไรแอบเข้าไปดูบ้าง ถ้าเห็นว่ามันไม่ เหมาะก็เอาออก   อย่าว่าแต่ที่บ้านเลย  เด็กทีวัดก็ทำอย่างนั้น  อาตมาเดินดูแล้วเจอเข้าก็สั่งเก็บ เรียบร้อย ภาพแผ่นใหญ่ๆ จากหน้าปกหนังสือพิมพ์เอามาปิดไว้เต็มไปหมด ตามฝาห้อง เจอเข้าก็เอ้า เอาออกให้หมด เอาไปเผาไฟ อย่าให้มันติดไว้ต่อไป แล้วก็ห้ามไม่ให้ติดภาพอย่างนั้นไว้ในบ้านต่อไป  ภาพเป็นเครื่องสร้างความคิดในทางต่ำให้แก่เด็กได้เหมือนกัน นอกจากภาพแล้วหนังสือประเภทอ่านเล่น  เวลานี้ตลาดหนังสือในเมืองไทย  ผลิตหนังสือเพื่อ ขาย  ไม่ใช่ผลิตเพื่อสร้างจิตใจคน แต่ผลิตเพื่อขายคน เพื่อให้คนซื้ออ่าน เพื่อให้คนซื้ออ่านนี่ต้องเป็น ประเภทใด ประเภทยั่วยุอารมณ์ อ่านแล้วเพลิดเพลิน เรียกว่าอ่านกันไม่ว่าง บางทีแม่ดูลูกฉัน แหมมัน ขยันเหลือเกิน  ดึกดื่นเที่ยงคืนแล้วยังไม่นอน  มันไม่ได้หนังสือหรอก มันอ่านหนังสืออ่านเล่น หนังสือ อ่านเล่นพอเริ่มอ่านแล้วมันวางไม่ลง  มันเพลินไปเที่ยงคืนไม่รู้ตัว อาตมาเคยอ่านในสมัยก่อนนี้ เคย อ่านหนังสืออ่านเล่นเหมือนกัน เดี๋ยวนี้อ่านไม่ได้ มันพ้นไปแล้ว อ่านแล้วมันเพลิน อ่านจนตลอดเล่มไป เลย อ่านของดอกไม้สดบ้าง ของนายกุหลาบบ้าง ของศรีบูรพา อ่านเพลินไป มันติดใจ ทีนี้เด็กๆ อัน อ่าน  เดี๋ยวนี้หนังสือไม่เหมือนเมื่อก่อนหรอก มันออกมาแต่ละเรื่องมันเหลือเกิน ทำให้เด็กติดใจหลง ใหลมัวเมา  อ่านต่อกันเรื่อยๆ  เลยไม่ได้เรียนหนังสือ เพราะมันอ่านประเภทยั่วยุอารมณ์ทำให้เสีย หาย เราจึงควรจะเข้าไปดูว่าลูกมีหนังสืออะไรอ่านบ้าง แล้วจะได้ปรับปรุงแก้ไข มีภาพอะไรบ้าง มี สิ่งแวดล้อมอะไรบ้าง บางทีเราก็ซื้อทรานซิสเตอร์ให้เขาสักเครื่องหนึ่ง  เขาก็เปิดทรานซิสเตอร์ฟังเพลง ฟังเพลง แล้วก็อ่านหนังสือด้วย สงสัยว่าหูจะอยู่กับเพลงหรือว่าตาจะอยู่กับหนังสือ ไม่ได้เวลานั้น เพลงหนักกว่า บทเรียน ใจต้องไปอยู่กับเสียงเพลงไม่ได้อยู่กับหนังสือ อย่าให้เด็กฟังอย่างนั้น ไม่จำเป็นอย่าซื้อให้ดี กว่าในสิ่งอย่างนั้น เรามีวิทยุกลางไว้สักเครื่องหนึ่งในบ้าน ใครอยากจะฟังมาฟังทางนี้ มีการควบคุม  เปิดให้ฟังเฉพาะเรื่องบางประการ  ข่าวทางราชการฟังได้ เรื่องเป็นสาระเป็นประโยชน์เปิดฟังได้  แต่พอถึงบทละครอ่านเล่น  ไม่ใช่วันเสาร์ไม่เปิดให้ดู เข้าห้องอ่านหนังสือ เรียนหนังสือกันต่อไป แม้ โทรทัศน์นี่ก็ต้องมีอำนาจควบคุมได้  พ่อแม่บางคนบอกไม่ไหว เครื่องเดียวไม่พอในบ้าน เพราะว่าพ่อ อยากจะดูอีกเรื่องหนึ่ง  เลยซื้อให้มันสามเครื่องเลย  พ่อดูเรื่องหนึ่ง แม่ดูเรื่องหนึ่ง ลูกเล็กๆ ดูอีก เรื่องหนึ่ง มันก็ยุ่งอย่างนี้ เรียกว่ามันตั้งสามเครื่องเข้าไปตั้งอยู่ในบ้าน เหมือนกับเอาโรงหนังไปไว้ ในครอบครัวมันก็เพลินไปกันใหญ่  เรามีสักเครื่องหนึ่งเป็นกองกลาง วิทยุก็อยู่ตรงนั้น โทรทัศน์ก็อยู่ ตรงนั้น  ฟังวิทยุไม่ต้องดูโทรทัศน์ ไม่ต้องเปิดวิทยุ แล้วก็เปิดให้ดูเป็นเวลา คอยควบคุม พอถึงเวลา เข้ามาประชุมพร้อมหน้ากัน พ่อแม่ลูก นั่งดูด้วยกัน ดูเสร็จแล้วปิดเครื่อง แล้ววิพากย์วิจารณ์ พ่อต้องวิพากย์วิจารณ์กับคุณแม่  เรื่องนั้นเป็นอย่างไร  เธอดูแล้วมันเป็นอย่างไร แม่บ้านก็ว่า แล้วพ่อว่าอย่างไร  พูดให้เด็กฟัง ว่าเออเรื่องนั้นตอนนั้นมันดีนะ มีสาระมีประโยชน์ มีข้อคติเตือนใจ อย่างไร  เราก็พูดกัน  พ่อกับแม่พูดกัน ลูกก็ได้พลอยฟังไปด้วย คล้ายกับว่าลูกได้รับปัญญาตกหล่นของ คุณพ่อคุณแม่ เขาก็เก็บใส่กระเป๋าคือหัวสมองของเขาต่อไป วิจารณ์กันพอสมควร เสร็จแล้วก็ว่า เอ้า หมดเวลาร่าเริงในบ้านเราทุกคนไปทำงาน  ลูกก็ไปเรียนหนังสือ  พ่อก็ไปทำหน้าที่ของตนตามเรื่อง ตามราว  แล้วก็คอยดูว่าเขาอ่านเขาเรียนอย่างไร  ถึงเวลานอนก็เอ้าทุกคนนอนกัน  ให้ตื่นแต่เช้า  คอยคุมให้เขาดูหนังสือต่อไป  อย่างนี้ถึงจะดี อยู่ในบ้านมันต้องมีระเบียบ คอยควบคุมกันไว้ ครั้นเมื่อ เราจะไปไหน  ให้พาลูกไปเที่ยวบ้าง อย่าเป็นคนที่ไม่ไปไหนเลยก็ไม่ได้ ปีหนึ่งเราควรจะพาเขาไป เที่ยวบ้าง  สอบไล่เสร็จแล้วรู้ผลแล้ว  ว่าได้ผลเป็นอย่างไร  ถือว่าเป็นการให้รางวัล ในการที่ลูก ทุกคนสอบไล่ได้  พ่อจะพาลูกไปเที่ยวเชียงใหม่ แล้วก็ไปกัน ไปกันทั้งครอบครัวก็ได้ หรือว่าไปสักคน หนึ่งให้พ่อไป แม่ไม่ไปก็ได้ ไปเที่ยวด้วยกัน ไปเที่ยวก็อย่าไปเที่ยวเปล่า ต้องไปศึกษาสถานที่ดูโบรา ณวัตถุ เช่นไปเชียงใหม่พาขึ้นดอยสุเทพ ไปดูวังภูพิงค์ของในหลวง ไปดูวัดพระสิงห์ ไปดูวัดเจ็ดยอด  ไปดูวัดอุโมงค์ในที่ที่มันดีๆ ไปดูแล้วก็อธิบายสภาพสิ่งนี้มันเป็นอย่างไร  ปู่  ย่า  ตาทวด สมัยก่อนนั้น เขาสร้างอะไรไว้  ล้วนแต่ประณีต บรรจง สวยงาม แต่ว่ามันก็ชราไปตามวันตามเวลา เพราะเวลาล่วงไปสิ่งทั้งหลายก็ ต้องล่วงไปด้วย  ชำรุดทรุดโทรมไป  แต่ก็ยังมีซากเหลืออยู่  ให้เราในยุคหลังได้มองเห็นว่า  เขา สร้างถาวรอย่างไร  เจดีย์ใหญ่ๆ  ถ้าไม่มีคนเจาะ ไม่มีคนทำลานนั่น มันจะเรียบร้อยสวยงาม แต่มี คนประเภทหนึ่งที่ชอบทำลาย เราพูดเราคุยกันไปในเรื่องอย่างนั้น เด็กได้ความรู้ได้ความเข้าใจ เรา จะพาลูกไปเที่ยวที่ไหน  ถ้าพ่อนำก็ต้องเรียนประวัติศาสตร์สถานที่นั้น ไปอยุธยาต้องอ่านเรื่องกรุงศรี อยุธยาเสียหน่อย  เจดีย์นั้นเป็นอย่างไร อยู่ในสมัยไหน มีอะไรบ้าง ไปวัดไหนก็ต้องรู้เรื่อง อธิบาย ให้ลูกฟังได้  ถ้าลูกถามต้องตอบได้  แต่ถ้าตอบไม่ได้ก็บอกว่า  ในเรื่องนี้พ่อยังไม่ได้ศึกษา มันเคย เรียนเรียนแล้วมันก็ลืมๆ  ไปบ้าง เพราะตอนนี้พ่อก็อายุชักจะมากเข้า พูดเป็นหัวเราะไป ว่าวันหลัง ไม่เป็นไร  จะต้องค้นหามาให้ลูกรู้ แต่อย่าลืมนะสัญญาไว้แล้วจะต้องค้นจริงๆ ว่างๆ ก็เอ้ามาตอบกัน หน่อย วันนั้นปัญหาที่ถามที่วัดโพธิ์ พ่อยังไม่ได้บอกให้รู้ วันนี้พ่อรู้แล้ว มาฟังกัน แล้วก็อธิบายให้เขาฟัง  รักษาสัญญา รักษาคำพูดไว้อย่าทำเป็นลืมไป เด็กมันไม่สนใจแล้วทำละเลยเสียก็ได้ อันนี้จะเสียเหมือน กัน ทำให้เสียหาย เราสัญญาอะไรไว้กับลูกก็ต้องทำตามสัญญาที่ได้รักษาไว้ แล้วก็พูดอธิบายให้เขาเข้า ใจ ว่างๆ ก็ต้องทำอย่างนั้น หรือนานๆ เราพาไปวัด ไปหาพระที่เราเคารพนับถือพาไปนั่งคุยกัน ให้ลูกเขาไต่ถามปัญหาอะ ไรจากพระบ้างก็ได้ อย่างนี้ล้วนแต่เป็นประโยชน์ทั้งนั้น เราแนะนำให้การศึกษาสิ่งที่เป็นประโยชน์ สิ่ง ใดไม่ดีไม่มีประโยชน์   เราก็ต้องอธิบายให้เขาเข้าใจ   อย่าเอาแต่ห้ามว่าไม่ได้  อย่างนั้นไม่ได้  อย่างนี้ไม่ได้ อย่างนี้ไม่ไหว เด็กมันมีความรู้สึกว่าแหมคุณแม่กับคุณพ่อนี่ ใช้อำนาจเผด็จการเหลือเกิน  เด็กสมัยนี้ไม่ค่อยชอบเผด็จการ ไม่เหมือนสมัยก่อน ทำไมจึงเป็นอย่างนั้น เพราะสมัยนี้มีสิ่งยั่วยุให้เด็ก มีอะไรในทางความคิดอ่าน  ที่ก้าวหน้าตามลำพังของเขา  เราผู้ใหญ่ก็ต้องคล้อยตาม ในสิ่งเหล่านั้น  แต่ว่าคล้อยตามในรูปถือหาง  ให้มันเดินไปในทางเส้นตรง ไม่ให้ไปในทางคดๆ งอๆ อันจะเป็นเหตุ ให้เกิดความเสียหาย   เราก็ต้องคอยบอกคอยเตือนเขาให้เขารู้  อธิบายให้เขาเข้าใจ  ไม่ใช่แต่ เพียงว่าอย่าๆ  ๆ  อย่างนั้นอย่างเดียว  ไม่ใช่ แต่ให้เขารู้ว่าที่พ่อห้ามมันเพราะอะไร ที่แม่ห้ามมัน เพราะอะไร  ชี้แจงแสดงเหตุผลให้เขาเข้าใจ เด็กๆ ชอบเหตุผล ถ้าเราพูดจามีเหตุมีผลเขารับฟัง  แล้วเขาเชื่อเขาทำตาม การที่เราให้เหตุผล แล้วเขารับฟัง เชื่อแล้วก็ทำตามนั้น นั่นแหละคือการประ นีประนอมระหว่างพ่อแม่กับลูกๆ ในครอบครัว เดี๋ยวนี้มักมีปัญหาในครอบครัวเหมือนกัน  คือเด็กกับพ่อแม่เข้ากันไม่ได้  เด็กมันมักจะบ่นว่าไม่ ไหว คุณพ่อคุณแม่เผด็จการเหลือเกิน สั่งบังคับทุกสิ่งทุกประการ นี่แสดงว่าขาดการประนีประนอม ทีนี้ เราไม่ใช้เผด็จการ แต่ว่าพยายามพูดจาชักจูงโน้มน้อมจิตใจ เวลาใดว่างก็มาคุยกัน ทำความเข้าใจ กันในเรื่องนั้นในเรื่องนี้ ชี้ให้เขาเห็นว่า ถ้าทำแล้วมันจะเกิดทุกข์เกิดโทษอย่างไร เสียหายอย่างไร  ให้เด็กได้คิด แล้วเขาก็เข้าใจเรื่อง มันก็ดีขึ้น เรื่องอธิบายนี่จำเป็น ต้องอธิบายต้องทำความเข้าใจ กับเขา ทุกเรื่องทุกประการ ไม่ว่าเรื่องอะไร มีอะไรเกิดขึ้นในครอบครัวเราก็ต้องชี้แจง แสดงเหตุ ผล  ให้เด็กของเราได้รู้ว่า สิ่งนั้นคืออะไร สิ่งนี้คืออะไร ทำความเข้าใจกันอย่างถูกต้อง ตามฐานะ ของผู้ที่มีน้ำใจเมตตาปรานีต่อเด็กเหล่านั้น  อันนี้จะช่วยให้สิ่งทั้งหลายในครอบครัวของเราดีขึ้น ประ การหนึ่ง อันนี้ก็เป็นเรื่องสำคัญ อีกประการหนึ่งในเรื่องทางธรรมะ  ทางศาสนา เราอย่าลืม คือสอดแทรกเข้าไปเรื่อยๆ ใน สมองเด็ก    เรื่องที่จะสอดแทรกเข้าไปในจิตใจเด็กให้มากได้แก่เรื่องอะไร   คือเรื่องให้เชื่อกฎ แห่งกรรมไว้   ให้เชื่อว่าการกระทำนี้ต้องมีผลเสมอไม่ว่าอะไร  ถ้าเราทำอย่างไรก็จะต้องเกิดขึ้น อย่างนั้น ทำดีได้ดีทำชั่วได้ชั่ว ให้รู้หลักไว้ก่อน แล้วต่อๆ ไปก็ค่อยๆ พูดค่อยๆ อธิบาย หาโอกาสที่จะ อธิบายให้เขาเข้าใจว่าทำอะไรมันได้อะไรขึ้นมา  สมมติว่าเขาทำอะไรขึ้นมาแล้วเกิดความเจ็บปวด  เข่น  เดินหกล้ม  หรือว่าเดินไปสะดุดอะไรเข้า  แล้วเล็บหลุดอะไรอย่างนี้ หรือว่าทำอะไรแล้วมีด บาดมือเป็นต้น  ต้องดึงเข้าหาหลักธรรมะให้ได้ ต้องอธิบายให้เด็กรู้ว่านี่แหละพระพุทธเจ้าท่านว่าไว้ แล้ว ทำดีได้ดีทำชั่วได้ชั่ว ทำอย่างใดก็ต้องได้อย่างนั้น แล้วก็ต้องสอนให้เขาเข้าใจว่า สิ่งที่เกิดขึ้นนั้น ตัวทำเอาเอง เวลานี้เราผิดพลาดอยู่ในข้อนี้ สังคมวุ่นวายอยู่ด้วยเรื่องนี้ คือไม่นึกว่าตัวทำผิดไป ไม่ นึกว่าอะไรๆ เกิดขึ้นจากการกระทำของตัว แต่นึกว่าสิ่งทั้งหลายมันเกิดขึ้นจากสิ่งภายนอก จากสิ่งนั้น สิ่งนี้ดลบันดาลให้เป็นไป  เช่นเชื่อว่าสิ่งนั้นดลบันดาลสิ่งนี้จะดลบันดาล  อันนี้เราสอนคนให้เชื่อในสิ่ง ผิดออกไปจากหลักธรรมะในทางพระพุทธศาสนา  แล้วทำให้งมงาย ไม่เข้าใจความจริงของสิ่งต่างๆ  เราต้องเอาหลักการของพระพุทธศาสนาที่ว่า  อะไรๆ ทั้งหมดเกิดจากภายใน สำคัญที่สุดคือเกิดจาก ภายในของเรา จากความคิดแล้วก็เป็นคำพูด เป็นการกระทำขึ้นมาในชีวิตในการกระทำของเรา ไม่ ได้เกิดมาจากสิ่งภายนอกเสมอไป    ต้องมีเรื่องข้างในเป็นตัวการสำคัญ    สิ่งภายนอกนั้นเป็นแต่ เครื่องประกอบ ไม่ใช่เนื้อแท้ ต้องย้ำให้เด็กเข้าใจในเรื่องอย่างนี้ ไปตั้งแต่เบื้องต้น จากเหตุการณ์ สิ่งต่างๆ  ที่เขาได้ประสพพบเห็น ให้เราหายใจเข้าหายใจออกเป็นเรื่องศาสนาไว้บ้าง เป็นธรรมะ ไว้บ้าง แล้วพยายามที่จะพูดจาแนะนำชักจูงเขา วันละเล็กวันละน้อย สิ่งที่เราให้วันละเล็กวันละน้อยนั่นแหละมันสำคัญนักหนา   มันจะเข้าไปฝังอยู่ในจิตใจของเด็ก โดยไม่รู้เนื้อรู้ตัว  เขาเรียนธรรมะโดยไม่หนักใจ ไม่รู้ตัวว่าเขากำลังเรียน แต่เขาได้จากสิ่งที่เรา พูดกับเขาบ่อยๆ  วันละเล็กวันละน้อย ค่อยพูดค่อยจา ให้ถือว่าต้องเชื่อตัวเอง ให้เชื่อว่าสิ่งทั้งหลาย เกิดจากการกระทำของตัว  ให้เชื่อว่าทำแล้วตัวต้องได้ ผลนั้นมันอยู่ที่ตัวมันหนีไปจากตัวไม่ได้ ให้ลูก ของเราได้เชื่อไว้ในรูปอย่างนี้ โตขึ้นเขาก็จะมีความมั่นใจ มีความเชื่อตัวเอง มีการช่วยตัวเอง ประ พฤติปฏิบัติในสิ่งถูกต้องดีงาม  ตามแนวหลักธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า  อันจะช่วยให้สิ่งทั้งหลายมี ความเจริญงอกงามไปในทางที่ถูกที่ชอบ และจำเป็นเหลือเกินที่เราจะต้องจัดทำในสมัยนี้ เพราะว่าสิ่ง ชั่วร้ายมันมาก ถ้าเราไม่ต่อต้าน ต่อสู้กับสิ่งชั่วร้าย เราก็จะพ่ายแพ้ คนเราอย่าคิดสั้นๆ ว่า เราตาย ไปแล้วมันก็จบกันเท่านั้น  แต่ต้องนึกว่า ลูกของเรา หลานของเรา เหลนของเรา จะอยู่กันอย่างไร  เราจะต้องสร้างอะไรให้แก่ชีวิตของเรา สร้างฐานะอะไรขึ้นให้มั่นคงแก่ตัวเขา อันนี้เป็นเรื่องที่จะต้องพิจารณา  ต้องศึกษาต้องสนใจแล้วก็ต้องช่วยกัน  เท่าที่เราสามารถจะ ช่วยกันได้ เพื่อดึงคนทั้งหลายให้หันหน้าเข้าหาธรรมะ ให้ถือว่าปีนี้เป็นปีแห่งการตั้งต้นให้เขาถึงสิ่งนี้กัน ความจริงเราก็นับถือพุทธศาสนามาก็นานแล้ว   แต่ว่ามันยังไม่ค่อยจะทราบซึ้งตรึงใจ   ในธรรมะ ของพระพุทธศาสนา อย่างถูกต้องแท้จริง ยังมีอะไรๆ ซึ่งเหลวไหลอยู่ในจิตใจเหลือเกิน ต้องช่วยกัน ฟอกช่วยกันชำระล้างสิ่งที่ไม่ถูกออกไป  บำรุงส่งเสริมสิ่งที่ถูกต้องดีงาม ตามหลักคำสอนของพระพุทธ ศาสนา อันนี้ก็เป็นเรื่องน่าคิด จึงนำมาปรารภกับญาติโยมทั้งหลาย เพื่อจะได้ช่วยกันพิจารณาศึกษากันต่อไป ดังที่ได้กล่าวมาในวันนี้ ก็เห็นจะพอสมควรแก่เวลา ขอยุติไว้แต่เพียงเท่านี้