ปาฐกถาธรรม เรื่อง ความรักที่ไม่เป็นพิษ โดย พระเทพวิสุทธิเมธี (ปัญญานันทภิกขุ) วันอาทิตย์ที่ ๑๘ มีนาคม ๒๕๒๒ ญาติโยมพุทธบริษัททั้งหลาย ณ  บัดนี้ถึงเวลาของการฟังปาฐกถาธรรมะ อันเป็นหลักคำสอนในทางพระพุทธศาสนาแล้ว ขอ ให้ทุกท่านอยู่ในอาการสงบ ตั้งอกตั้งใจฟังด้วยดี เพื่อให้ได้ประโยชน์อันเกิดขึ้นจากการฟังตามสมควร แก่เวลา เมื่อวันเสาร์เมื่อวานนี้เดินทางไปจังหวัดลำปาง ไปโดยรถไฟ แหม คนมันแน่นเหลือเกิน ไม่นึก ว่ามันจะแน่นอย่างนั้นเพราะว่างมานานแล้ว  คนแน่นขึ้นไปถึงก็นั่งที่คนรับใช้เขานั่งอยู่ก่อน รอกว่าจะ พบเจ้าหน้าที่ เมื่อพบเจ้าหน้าที่เขาก็หาที่นอนให้ได้ที่หนึ่ง เพราะว่าฝรั่งไม่มาเสียคนหนึ่ง ก็ได้นอนไป  แต่ว่าในรถตู้นั้นมีเรื่องรำคาญทั้งตู้ก็ว่าได้  เพราะว่ามีลูกสาวของใครก็ไม่รู้กลุ่มใหญ่  เดินทางไปใน รถขบวนนั้นด้วยเจี๊ยวจ้าวที่สุดเลย คนเขาจะนอน สี่ทุ่มห้าทุ่มแล้วพวกหนูๆ เหล่านั้นก็ยังไม่นอนกัน มัน ร้องเพลงกัน ไม่ร้องเฉยๆ มันตบมือด้วย เสียงก้องไปทั้งรถ อาตมาก็โผล่หน้าไปดูสองสามครั้งก็ยัง ก้องอยู่อย่างนั้น เขาเฉยๆ เขาก็ยังร้องเพลงกันอยู่ไม่หยุดไม่ยั้ง เลยนึกในใจว่า ไม่รู้ว่าลูกสาวของ ใคร  ที่ปล่อยให้โลดโผนโจนทะยานอย่างนั้น  นึกไปถึงอนาคตว่าเด็กพวกนี้ถ้ามันไปเป็นลูกสะใภ้ใคร แล้ว มันจะทำให้แม่ผัวเป็นลมตายแน่ๆ เพราะว่ามันไม่รู้จักควบคุมตัวเองกันเลย มันสนุกกันเต็มที่เลย  ตื่นเช้าขึ้น  อาตมาตื่นพวกนั้นก็ตื่นทีหลัง  เลยเดินผ่าน บอกว่าแหม พวกหนูเมื่อคืนสนุกกันดีน๊ะ มันหัว เราะกันคิ๊กคั๊ก อาตมาก็เดินเลยไป นำมาเล่าให้ญาติโยมฟังไว้นิดหน่อย  เผื่อใครมีลูกสาวให้ไปสอนกันเสียบ้าง บอกว่าไปไหนมา ไหนให้สำรวม  เป็นลูกผู้หญิงเขาเรียกว่า กุลสตรี กุลสตรีไม่ใช่ที่เขาประกาศขายในโทรทัศน์ ไม่ใช่  กุลสตรีในที่นี้หมายความว่า  เป็นลูกผู้ดีมีสกุล ลูกผู้ดีมีสกุลนั้นเขารักษากิริยามารยาท เช่น เดินเรียบ ร้อยไม่ลงปึงปังโผงผางพูดจาก็ไม่ดังเกินไป ไม่โลดโผน นั่นพวกเขาไม่ใช่กุลสตรี แต่ว่าเป็นสตรีสมัย ใหม่  ที่มีเสรีภาพในการกระทำอะไรๆ  มากเกินไปคนยุคหลังมันเป็นอย่างนั้น เขาเรียกว่า คนหลัง สงครามโลก ครั้งที่สอง มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปมาก คราวหนึ่งไปประเทศอินเดีย  พักอยู่ที่วัดไทย  มีผู้หญิงญี่ปุ่นสาวๆ สองคน ไปอินเดียเหมือนกัน  ไม่มีที่พักก็เลยมาพักที่วัดไทย  มาถึงก็นั่งเก้าอี้  นั่งเก้าอี้ไขว่ห้างเลยทันที่ พอไขว้ห้างอย่างนั้น อาต มาก็นึกว่า  นี่ไม่ใช่หญิงญี่ปุ่นสมัยซามูไรบูชิโดแล้ว  ก็เลยบอกว่า  เธอสองคนเกิดหลังสงคราม  พอ พูดอย่างมันเลยเอาขาลงทันที  มันไหวดีเหมือนกันสาวญี่ปุ่นสองคนนี้ มันใช้ได้ พอทักว่า เธอนี้เห็นจะ เกิดหลังสงครามโลกครั้งที่สอง มันก็นั่งเรียบร้อยสงบเสงี่ยมทันที นี่ใช้ได้ เรียกว่าสะกิดนิดหนึ่งพอใช้ ได้   แต่บางคนนั้นสะกิดนิดหนึ่งไม่รู้สึกตัวเลย   ต้องเอาหวายที่แช่น้ำอะไรหวดจึงใช้ได้อย่างนั้นก็มี อย่างนี้มันก็ไปไม่ไหว  ลำบาก เห็นกิริยาอาการของเด็กพวกนั้นแล้วไม่สบายใจ ก็นึกว่าต้องมาพูดใน ศาลานี้ให้ญาติโยมฟังด้วย เผื่อใครมีหน้าที่เกี่ยวข้องกับเด็กๆ เพราะว่าปีนี้เขาถือว่าเป็นปีเด็กสากลกัน จะได้ไปบอกลูกบอกเต้า จะไปไหนมาไหนก็จะได้สั่งเสียให้เรียบร้อย เออไปไหนมาไหนมันต้องระวัง เรามันเป็นผู้หญิง  อย่าโลดโผนโจนทะยานเหมือนเด็กผู้ชาย เด็กผู้ชายเขาจะวิ่งจะเต้นไม่มีใครว่า  แต่ผู้หญิงนั้นจะกระโดดโลดเต้นมันก็ไม่ควร   กำชับกำชาเสียหน่อย   อย่าให้เป็นเด็กทันสมัยเกินไป  เวลาทำอะไรก็ไม่รู้กาละเทสะ ก่อความรำคาญให้คนโดยสารในรถคันนั้นมากมายเหลือเกิน อันนี้เป็น เรื่องที่ได้พบมาในขณะเดินทางไปจังหวัดลำปาง ไปลำปางช้ามากวานนี้ เพราะว่าไปตกรางที่บ้านบึง  เลยก็ไปนอนนั่งอยู่ที่เด่นชัย กว่าจะออกไปได้ก็ตีห้าครึ่ง ไปถึงลำปางเอาสองโมงเช้า พอไปถึงก็ไปที่ วิทยาลัยครูเลย เพราะที่นั่นเขามีการประชุมกันไว้ ก็ไปเทศน์ให้ครูฟังสองชั่วโมง จบแล้วก็ฉันเพลนิด หน่อย  จะขึ้นเรือบินกลับเขาก็บอกว่าไม่ได้ต้องไปที่วัดต้นแหนหน่อย เพราะที่นั่นเขามีศพครูบาเจ้าอา วาส คนมาก ไปเทศน์หน่อย เพราะชาวบ้านเขาอยากฟังเทศน์ แต่ตุ๊เจ้าในวัดไม่อยากให้เทศน์ ทำไม ตุ๊เจ้าไม่อยากให้ไปเทศน์ในวัดนั้น เพราะว่าวัดนั้นเป็นวัดไสยศาสตร์ ถ้าอาตมาไปเทศน์ก็เกรงว่าจะ ถูกติถูกว่า บอกว่าไม่เป็นไรตุ๊เจ้าไม่กี่องค์ แต่ชาวบ้านมากว่าก็เลยไปเทศน์ให้ชาวบ้านฟัง ตุ๊เจ้าก็ฟัง อยู่ด้วย เทศน์ชั่วโมงครึ่ง เทศน์แล้วก็เดินทางกลับ กลับเมื่อคืนนี้ พอดีรถว่างก็เลยได้นอนมาสบายใจ  แต่ว่าในรถพบเด็กขี้เมาสองสามคน  เข้ามาไหว้  มาคุยจ้อทีเดียว  อย่างนั้นอย่างนี้  แต่ว่ามันเมา  อาตมาก็เลยนั่งเฉยๆ ไม่พูดด้วย วางตนเป็นอุเบกขา มันก็คงจะคิดว่าคุยนานแล้วไม่เห็นพระตอบก็นึก ว่ามาคุยกับหลวงพ่อใบ้ไม่ได้เรื่องอะไร เลยมันถอยทัพกลับไปนอนกรนดังเหมือนกับอะไรดี เพราะว่า มันเมากัน  อย่างนี้มันเยอะในรถไฟไทย คนขี้เมา คนอะไรต่ออะไรมันหาง่าย พอเดินทางแล้วมันจะ เมากันบ้าง มันจะสนุกกันบ้าง ไม่ค่อยเจียมเนื้อเจียมตัว ไม่ค่อยจะมีระเบียบแบบแผน อย่างนี้มันเป็น ทางเสื่อมในสังคมอย่างหนึ่ง ซึ่งมีอยู่ในบ้านเมืองของเรา ซึ่งจะต้องช่วยกันแก้ไขต่อไป ตามโอกาสที่ จะแก้ไขได้ นี่เอามาเล่าให้ญาติโยมทั้งหลายได้ฟังไว้ ทีนี้เรื่องที่จะนำมาพูดกันในวันนี้ก็ใคร่ที่จะทำความเข้าใจ  ในพวกเราทั้งหลายที่อยู่ในสังคมยุค ปัจจุบัน เพราะว่าสังคมในยุคปัจจุบันนี้มีปัญหามาก เรื่องอะไรๆ เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา บรรดาเรื่องทั้ง หลายที่เกิดขึ้นนั้นเกิดขึ้นจากอะไร ก็เกิดจากจิตใจคนที่ขาดหลักธรรมะที่เป็นพื้นฐานนั่นเอง คนเราถ้า ไม่มีธรรมะเป็นพื้นฐานแล้ว จะเกิดความวุ่นวายกันด้วยประการต่างๆ จึงต้องพยายามชักจูงแนะนำเพื่อ ให้คนได้เห็นประโยชน์ในทางธรรมะ  เอาธรรมะมาเป็นหลักในการดำเนินชีวิตประจำวันต่อไป ก็จะ เกิดความสุขสงบในชีวิตและครอบครัว รวมถึงในการงานด้วย เวลานี้เราต้องช่วยกันทุกวิถีทาง ที่จะ ให้คนได้มองเห็นธรรมะ มองเห็นธรรมะนี้ว่าเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับชีวิตประจำวัน เพราะถ้าไม่มองเห็น ว่าสิ่งนี้เป็นสิ่งจำเป็นแล้วก็จะเกิดปัญหามากมายขึ้น  เมื่อวานก็อ่านหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่ง ได้พบว่า อา จารย์ในโรงเรียนใหญ่มีชื่อเสียงคนหนึ่งได้ยิงตัวตายเพราะว่าผู้หญิงเขาตัดรัก   แล้วก็เลยยิงตัวตาย  อาจารย์คนนั้นก็ไม่แก่ไม่เฒ่าอะไร   แต่ว่าไปหลงแม่ดาราเข้า  ดาราคนนั้นมีลูกชายแล้วแต่ลูกคนนั้น ความรู้มันอ่อน ก็เลยให้อาจารย์ไปช่วยติวหน่อย ช่วยกวดวิชา อาจารย์ไม่ไปกวดวิชาเฉยๆ แต่ตาชำ เลืองดูแม่อ้ายหนูตลอดเวลา  มันก็น่ารักน่าเอนดูอยู่ เลยก็ติดอกติดใจ กวดจนลูกสอบได้ ครั้นลูกสอบ ได้แล้ว  แม่ก็เห็นว่าอาจารย์มีหูมีตาพิกลๆ  อยู่ ก็เลยบอกว่า พอแล้วแหละคุณครู ลูกของดิฉันสอบไล่ เสร็จแล้ว ไม่ต้องมากวดอีกต่อไป ก็เกิดการตัดพ้อต่อว่ากันขึ้นว่าเห็นแก่ตัว คือหมายความว่าพอได้ประ โยชน์แล้วก็จะไม่ยุ่งแล้ว  เหมือนกับคนโบราณว่า  พอได้เรือก็ถีบส่งแพเลย  ไม่ได้สนใจในแพต่อไป  แล้วก็ชักปืนออกมา พอดีเจ้าของบ้านไปเรียกยามให้มาเอาปืนเก็บเสีย เรื่องก็เรียบร้อยตอนนั้น ทีนี้ออกไปขอปืนที่ยามกลับมาอีก   มาถึงหน้าบ้านของแม่หญิงที่ตัวรักก็เลยยิงตัวตายประชดเสีย เลย เขาเรียกว่าตายประชดป่าช้า ตรงนั้นมันไม่ใช่ป่าช้า แต่เป็นบ้านของคนที่เรารักข้างเดียว เขา ไม่รักตอบ ทำไมเขาไม่รักตอบก็เพราะว่าเห็นมีครอบครัวแล้ว มีเมียมีลูกแล้ว ถ้าไปรักเข้าอีกคนหนึ่ง มันกระเทือนถึงคนโน้น  กระทบกระเทือนต่อลูกเต้าที่มีอยู่ก่อน  เขาก็มีคุณธรรมพอสมควร แม้จะเป็น ดาราในจอแก้ว       ก็มีคุณธรรมว่าไม่สมควรที่จะทำความเดือดร้อนให้คนอื่นแล้วก็เลยไม่ยินดีด้วย  บอกตรงๆ  ว่าไม่ตกลง  เจ้าผู้ชายคนนั้นก็เกิดน้อยใจขึ้นมา เป็นครูด้วยซ้ำไป แต่น้อยใจในเรื่องนี้ก็ เลยเกิดฆ่าตัวตาย  ฆ่าตัวตายแล้วมันจะได้อะไรบ้าง นอกจากว่านายสัปเหร่อได้ศพเพิ่มขึ้นอีกศพหนึ่ง เท่านั้นเอง   นอกนั้นไม่ได้อะไร  ประเทศก็เสียครูไปคนหนึ่ง  ที่ไม่ได้ครูไว้สอนเด็กในโรงเรียนที่ สอนประจำก็ขาดครูไปคนหนึ่ง   จะต้องหาครูคนใหม่ต่อไป   ผู้หญิงคนหนึ่งก็ต้องเป็นแม่หม้ายคนหนึ่ง  แล้วลูกในครอบครัวก็กลายเป็นเด็กกำพร้าไปอีก มันเรื่องขาดทั้งนั้นไม่มีอะไรดีสักอย่างเดียว ทำไมจึง ได้ทำอย่างนั้น นั่นแหละคือการขาดธรรมะนั่นเอง ไม่มีคุณธรรมเป็นเครื่องปลอบโยมจิตใจไม่ได้คิดด้วย อารมณ์ในแง่ธรรม  ถ้าเราคิดในแง่ธรรมะเสียหน่อยก็นึกได้ว่าเรามันเป็นผู้ผิดไปเอง ไปหลงรักเขา  เขาไม่ตกลงกับเรา    เพราะเขามีความรู้สึกผิดชอบชั่วดี   เราเองก็มีครอบครัวแล้ว   ทำไมไม่ รักครอบครัว  ทำไม่ไม่รักลูก  ไปเที่ยวรักคนอื่น  สร้างปัญหาให้แก่ครอบครัวต่อไป แล้วเราก็ไม่ใช่ คนธรรมดาเป็นครูสั่งสอนเด็กมานานหลายปีแล้ว  การกระทำเช่นนี้มันไม่เหมาะไม่ควร ถ้าคิดเช่นนี้ก็ ไม่ต้องฆ่าตัวตาย  แล้วบางทีไปหาดอกไม้เทียนแพไปขอขมาแม่คนนั้นว่า แหม ฉันล่วงเกินเธอมากไป หน่อย ขอกราบขอโทษเถอะ คบค้าสมาคมเป็นเพื่อนกันต่อไป ฉันจะไม่ล่วงล้ำก้ำเกิน ไม่มีความคิดใน ทางเป็นอกุศลต่อเธอต่อไปอีกเลย   อย่างนี้มันก็ใช้ได้   แสดงว่าเป็นคนมีความรู้สึกฝิดชอบชั่วดี  มี คุณธรรมเข้ามาอยู่ในใจ  พอนึกได้ว่าอะไรเป็นอะไร  แต่เขาหาได้คิดเช่นนั้นไม่  ไม่ใช่คนคนเดียว แต่คนนี้ แต่ว่ามีหลายคนทีมีปัญหาขึ้นแล้วก็ตัดสินด้วยการทำลายตัวเอง ฆ่าตัวตายด้วยวิธีการต่างๆ ซึ่ง เราเคยอ่านข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์อยู่เสมอ  อาตมาอ่านทีไรในข่าวชนิดนี้ก็มีความคิดเกิดขึ้นในใจว่า  คนที่ทำเช่นนั้นเป็นเขลาเบาปัญญา ไม่มีความคิดในทางที่ถูกต้องตามหลักธรรมะในศาสนา ทำไมเขาจึง คิดไม่ถูก  เพราะไม่ได้เข้าวัด ไม่ได้ฟังธรรม ไม่ได้อ่านหนังสือทางศาสนาปลอบโยนจิตใจ ไม่ได้นำ คุณธรรมมาใช้ในชีวิต มีความรู้แต่ว่ายังไม่พอ เข้าแบบที่คนโบราณเขาพูดกันว่า ความรู้ท่วมหัว เอาตัว ไม่รอด นี่ความรู้ท่วมหัวขนาดเป็นครูคนอื่นได้ แต่ว่าเอาตัวไม่รอด เพราะว่าไม่มีคุณธรรมเป็นหลักคุ้ม ครองจิตใจ เรื่องนี้จึงยังบกพร่องกันอยู่ไม่ใช่น้อย แต่ถ้าคนมีธรรมะเป็นเครื่องคุ้มครองจิตใจแล้ว  ความรู้สึกผิดชอบมันเกิดขึ้น พอจะนึกได้ว่าอะ ไรเป็นอะไร แล้วก็ปลอบใจตัวเองให้รู้ว่าอะไรถูกอะไรผิด อะไรควรกระทำอะไรไม่ควรกระทำ สิ่ง ผิดกลายเป็นสิ่งถูก สิ่งไม่มีค่ากลายเป็นของมีค่าขึ้นมา ชีวิตก็จะสะดวกสบายต่อไป อันนี้เป็นเรื่องที่น่า คิดในชีวิตประจำวัน เราได้อ่านได้พบเรื่องอย่างนี้แล้วอย่าได้อ่านเฉยๆ มันเป็นบทเรียนเป็นข้อสะกิด ใจ  เอามาคุยกันในครอบครัวคุยกันในวงงานวงการ  เวลากินข้าวกลางวัน เวลาดื่มกาแฟกัน หรือ เวลานั่งคุยกันในเรื่องนั้น ยกปัญหานี้ขึ้นมาถกมาคุยกัน แต่ในเรื่องการคุยนั้นต้องพยายามจะดึงคนที่เรา คุยด้วยให้ได้ความสำนึกว่า มีอะไรขาดอยู่ในตัวบุคคลนั้น ขาดสิ่งนั้นจึงทำให้เกิดความเสียหาย ให้เรา ได้คิดขึ้นในรูปอย่างนั้น คนถ้าได้คิดขึ้นในรูปอย่างนี้ แล้วก็จะมองเห็นปัญหาในตัวเอง เมื่อมองเห็นปัญ หาในตัวก็สามารถจะแก้ไขปัญหาต่างๆ ได้ เรื่องอย่างนี้ต้องทำกันมาก ทำกันบ่อยๆ เช่นในครอบครัว ของเราแต่ละครอบครัว ต้องมีโอกาสมาสนทนากันเสียบ้าง ในเรื่องธรรมะเป็นเครื่องเตือนใจ มีอะ ไรเป็นสาเหตุเป็นต้นเรื่องที่จะให้คุยกันได้ เราก็ยกเอามาคุยกัน ในพระสูตรของพระพุทธเจ้าของเรานั้น  เราจะเห็นว่ามีเรื่องมีเหตุทั้งนั้น มีเรื่องเกิดขึ้นก่อน  มีเรื่องอะไรเกิดขึ้นพระพุทธเจ้าก็เสด็จมาในที่นั้น  มาถึงก็ถามว่า พวกเธอทั้งหลายนั่งสนทนากันด้วย เรื่องอะไร พระท่านก็กราบทูลให้ทรงทราบว่าคุยกันเรื่องนั้นเรื่องนี้ พระองค์จะมักเอาเรื่องที่พระกำ ลังคุยกันด้วยเรื่องนั้นแหละเป็นเรื่องเป็นเหตุ  แล้วก็เทศนาสั่งสอนท่านเหล่านั้น ให้เกิดความรู้ความ เข้าใจในเรื่องปัญหาชีวิต แม้ในเรื่องพระวินัยก็เหมือนกัน ก่อนที่พระองค์จะบัญญัติพระวินัยข้อใดข้อหนึ่ง ลงไปนั้น ต้องมีสาเหตุก่อนเสมอ คือมีเรื่องเกิดขึ้น เมื่อมีเรื่องเกิดขึ้นแล้วพระองค์ก็เรียกประชุมพระ สงฆ์ทั้งหมด แล้วก็บอกว่าเรื่องมันเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ เรื่องเช่นนี้ไม่เหมาะไม่ควรที่จะเกิดขึ้นในหมู่นัก บวชเช่นกับพวกเรา  ในสมณะผู้มีความสงบผู้ประเสริฐเช่นกับพวกเราทั้งหลาย  เพราะฉะนั้นต่อนี้จะ ได้บัญญัติระเบียบไว้ว่าการกระทำเช่นนั้นเป็นเรื่องไม่ดี  เป็นอาบัติอย่างนั้นอย่างนี้ เมื่อพระองค์ทรง บัญญัติอะไรขึ้นแล้วพระทั้งหลายก็ไม่ล่วงเกิน ท่านยอมเชื่อฟังคำสั่งของพระผู้มีพระภาคเจ้า อันนี้เป็นระ เบียบที่พระผู้มีพระภาคได้ทรงปฏิบัติอยู่เสมอมา ในชีวิตของพระองค์ เราเอามาใช้ในชีวิตของเราได้  เช่นเราอยู่ในครอบครัว  มีเรื่องอะไรขึ้นมารับประทานอาหารพร้อมกัน เมื่อรับประทานอาหารเสร็จ แล้วยังไม่ลุกขึ้นจากโต๊ะ เราก็คุยกัน ปรารภเรื่องอะไรต่างๆ ที่ได้ฟังข่าวทางวิทยุอ่านข่าวทางหนังสือ พิมพ์ หรือมีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นในบ้านเมือง เอามาชี้แจงแสดงกันว่าเรื่องนี้มันเกิดขึ้นเพราะอะไร  แล้วก็มีผลเป็นอย่างไร  กระทบกระเทือนถึงชีวิตของแต่ละบุคคลอย่างไร เราควรจะปรับปรุงตัวเรา อย่างไร  เพื่อจะไม่ให้สิ่งเหล่านั้นกระทบกระเทือนจิตใจของเราต่อไป  คุยกันในเรื่องอย่างนี้ เป็น การช่วยกันบุกเบิกให้ชีวิตเข้าสู่ธรรมะ  จะทำให้คนเข้าใจเรื่องปัญหาชีวิตต่างๆ ดีขึ้น จึงเป็นเรื่องที่ อยากจะแนะนำญาติโยมทั้งหลายให้ช่วยกันคิดช่วยกันทำในเรื่องนี้ประการหนึ่ง ทีนี้ชีวิตของคนเรานั้นเราอยู่คนเดียวไม่ได้   เรามีส่วนสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับบุคคลอื่นทั่วๆ  ไป  คุณธรรมที่เราควรจะสร้างให้เกิดขึ้นในใจของเรานั้นคืออะไร   ก็คือคุณธรรมเมตตาปรานี  เมตตา ปรานีถ้าพูดในภาษาไทยก็เป็นความรักนั่นเอง ความรักนี่เราพูดฟังกันง่ายๆ แต่ว่าคนบางคนไม่ค่อยเข้า ใจในเรื่องนี้ ถ้าพูดถึงเรื่องความรักก็มักจะเขวไปคิดไปถึงความรักระหว่างเพศ ความรักระหว่างหนุ่ม สาวอะไรต่างๆ   นานา   ซึ่งความจริงไม่ได้เป็นอย่างนั้นเสมอไป   เพราะความรักมันมีหลายชั้น  ความรักที่เจือด้วยราคะกิเลส     อย่างนั้นเป็นความรักเรื่องเนื้อหนังเป็นความรักระหว่างเพศหญิง เพศชายที่ได้เห็นเนื้อเห็นหนังกัน   แล้วก็เกิดอารมณ์เกิดความรู้สึกขึ้นในใจ  เขาเรียกว่าเป็นราคะ  ราคะแปลเป็นไทยหมายความว่า  ยินดีเพลิดเพลินในสิ่งที่เราได้เห็น เห็นรูปแล้วก็เพลินไปกับรูป ได้ ยินเสียงก็เพลินไปกับเสียง ได้กลิ่นก็เพลินไปกับกลิ่นนั้น ได้รสอาหารก็เพลินไปกับรสอาหาร แล้วก็นึก ถึงฝีมือของผู้ปรุงอาหารนั้น ถ้าสมมติว่าได้จับเนื้อต้องตัวกัน ก็มีความเพลิดเพลินอยู่ในเรื่องนั้นเอามา คิดเอามาฝันอยู่ตลอดเวลา     ทำให้เกิดความอย่ากอยู่ใกล้ตลอดเวลา    อยากจะพบปะอยากจะ สนทนาด้วย  อย่างนี้เขาเรียกว่า  เป็นความรักเจือปนด้วยราคะกิเลส ความรักประเภทนี้ทำให้เกิด ความทุกข์ เกิดความเดือดร้อนใจ ไม่ใช่มันเป็นสุขอะไร แต่ว่ามันเป็นความทุกข์ ดังคำที่พระองค์ตรัส ว่า  กามโต  ชายเต โสโก ความโศกเกิดจากความรักคือกาม นั่นเอง โศกเกิดจากกาม ภัยก็เกิด จากกาม อันตรายในชีวิตระหว่างคนเรานั้นเกิดจากกาม คือความรักอย่างนี้ ความรักอย่างนี้มันก่อปัญ หา สร้างความทุกข์ความเดือดร้อน เราลองนึกถึงตัวเราในสมัยที่อายุไม่ใช่อย่างนี้  คือสมัยหนุ่มๆ เวลาเกิดความพอใจรักใคร่ใน บุคคลใดขึ้น  รู้สึกในใจอย่างไร  มันร้อนรนกระวนกระวาย  อยากจะไปคุยด้วยอยากจะไปเห็นหน้า  อยากจะพบปะอยากจะอะไรไปเรื่อยมันมากมายก่ายกอง ถ้าหากว่าได้สมใจก็สบายใจนิดหน่อย แต่ถ้า ไม่ได้สมใจก็มีความกลุ้มใจ  มีความทุกข์ มีความเดือดร้อน บางคนถึงกับว่ากินไม่ได้นอนไม่หลับเอาที เดียว อันนี้เป็นความรักที่เป็นพิษเป็นภัย ก่อความทุกข์ความเดือดร้อนให้แก่ตนเอง เป็นความรักชั้นต่ำ  ไม่ใช่ความรักของมนุษย์ แต่ถ้าพูดกันไปแล้ว ก็เรียกว่า มันเป็นความรู้สึกของสัตว์ทั้งหลายทั่วไป ไม่ว่า จะเป็นคนหรือเป็นเดรัจฉาน  คำว่า สัตว์ ก็เหมือนกันญาติโยมยังไม่เข้าใจความหมายของคำคำนี้ ก็ อาจจะเดือดร้อนใจ  เช่นใครมาพูดกับเรา ด่าเราด้วยถ้อยคำหยาบหน่อย ขออภัยด่าว่า "อ้ายสัตว์"  อะไรอย่างนี้  เราอาจจะโกรธเอาได้ทีเดียว ความจริงไม่น่าโกรธเคืองอะไร เพราะว่า สัตว์ นั้น  เขาแปลว่าผู้ข้องติดอยู่ในอารมณ์ นั่นเอง ยังข้องยังติดอยู่ในอารมณ์ก็เรียกว่าเป็นสัตว์ทั้งนั้น ไม่ว่าจะ เป็นสัตว์แบบคนหรือว่าสัตว์เดรัจฉาน  ถ้าจิตยังข้องติดอยู่ในอารมณ์นั้นๆ  ในทางธรรมะเรียกว่าเป็น สัตว์  สัตวะเขาแปลว่า ความข้อง ความติด ทีนี้เรายังเป็นคนข้องอยู่ในอาไรๆ บ้างไหม ถ้าเรายัง เป็นคนข้องติดอยู่ในเรื่องอะไรๆ  มากมายก่ายกอง ใครเขามาเรียกเราว่าเป็นสัตว์นี้ เราไม่น่าจะ โกรธเคืองอะไร   เพราะความจริงมันเป็นอยู่ในรูปอย่างนั้น  เราเมื่อได้ยินเขาพูดก็ควรจะบอกว่า  เออถูกต้องแล้ว  ฉันมันยังเป็นอยู่อย่างนั้นแหละ  ยังเป็นสัตว์กันอยู่ แต่ว่าไม่ได้เป็นอยู่ตลอดยี่สิบสี่ชั่ว โมงหรอก  จิตใจของคนเรานั้นย่อมเปลี่ยนแปลงไปตามเรื่องตามราว สิ่งหนึ่งเกิดขึ้นแล้วมันก็เปลี่ยน ดับไปไม่ว่าอะไร อันนี้มันเป็นกฎธรรมดา ว่าสิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นย่อมดับไป เป็นธรรมดา ความคิดความนึกที่เกิดขึ้นในใจของเรา ไม่ว่าเรื่องอะไรมันเกิดขึ้นเพรามีเครื่องปรุงแต่ง แล้วก็ไหล ไป ในเมื่อเครื่องปรุงแต่งนั้นยังพร้อมเพรียงกันอยู่ ก็ปรุงกันต่อไป แต่เมื่อเครื่องปรุงแต่งนั้นมันหายไป มันจางไป  อารมณ์นั้นมันก็หายไป  เราคงคืนสภาพเป็นมนุษย์ขึ้นมาได้ เรียกว่าใจสูงพ้นจากเรื่องนั้น  พอใจสูงพ้นจากเรื่องนั้นเราก็มีความเป็นมนุษย์แต่เผลอๆก็ลงไปอีกเหมือนกัน    ไปติดไปข้องอยู่ใน เรื่องนั้นความติดความข้องในเรื่องต่างๆนั้น  ทำให้เราดีใจก็มี ทำให้เราเสียอกเสียใจก็มี บางทีทำ ให้ต้องนั่งร้องไห้คนเดียว  กลุ้มอกกลุ้มใจอยู่คนเดียว นี่คือความข้องความติดในอารมณ์นั้นๆ มันทำให้ เราไม่เป็นตัวเอง ความสงบหายไป ความผ่องใสในจิตใจก็หายไป ปัญญาความคิดความอ่านที่ถูกต้อง  ก็หายไปจากจิตใจของเราแต่มีความมืดมัวเร่าร้อนเข้ามาอยู่ในจิตใจอันนี้อาจจะเกิดขึ้นแก่ใครก็ได้ ถ้า บุคคลนั้นไม่ได้อบรมสติปัญญาให้เพียงพอ ไม่สามารถจะควบคุมตัวเองไว้ได้ อารมณ์ต่าง ๆ ก็เข้าเกาะ จับจิตใจ  แล้วก็ยึดอยู่ในเรื่องนั้น  เราก็นั่งเป็นทุกข์กลุ้มอกกลุ้มใจ  คนบางคนก็เป็นทุกข์บ่อยๆ ทุกข์ หลายเรื่องทุกข์หลายประการ จนกระทั่งว่ากินก็ไม่ได้นอนก็ไม่หลับ อย่างนี้มันเป็นเรื่องไปกันใหญ่แล้ว  ชีวิตตกต่ำเพราะความรู้สึกรักใคร่ในสิ่งซึ่งเป็นอย่างนั้น ความรักของใจคนเรานั้น รักคนก็มีรักวัตถุสิ่งของก็มีเหมือนกัน เช่นวัตถุที่เรามี เพชรนิลจินดา  อันนี้ใครๆ  ก็ต้องการทั้งนั้น  ชอบมีไว้กับเนื้อกับตัว  ใส่แหวนสายสร้อยอะไรต่อมิอะไรชอบมีชอบไว้  ความจริงสิ่งเหล่านั้นมันก็ไม่มีอะไรมันเป็นวัตถุชนิดหนึ่งซึ่งมันมีอยู่ในแผ่นดินเท่านั้น  เหมือนกับวัตถุอื่น ทั่วๆ  ไป  เม็ดกรวดเม็ดทรายดินเหนียว ดินโคลนมันก็มีอยู่ในแผ่นดินทั่วๆ ไป แต่ว่าของใดมีน้อยหา ยาก  เรามักจะตีค่าของสิ่งนั้นว่า มีค่ามีราคา เช่นเพชรนิลจินดานี่มันหายาก ไม่ได้มีทุกภูเขาไม่ได้มี ทุกบ้านทุกเมือง  มันมีอยู่ในที่บางแห่ง เม็ดมันก็ใหญ่บ้างเล็กบ้าง สีต่างๆ กัน สีใดหายากราคาก็แพง  ชนิดใดมีเม็ดโตๆ ราคาก็แพง เช่นเพชรเม็ดหนึ่งที่อยู่บนมงกุฎของพระราชินีอังกฤษนั้น ราคาแพงมาก เพราะมันไม่มีในโลก  เขาเรียกว่าเป็นโคตรเพชรก็ว่าได้ ก่อนนี้มันอยู่ในประเทศอินเดีย ของราชา ประเทศอินเดีย ประเทศอังกฤษมาครองอินเดียก็เลยเอาไปเสียเอาไปไว้บนมงกุฎของพระราชินีประ เทศอังกฤษ เวลานี้ประเทศปากีสถานซึ่งเป็นเจ้าของเพชรนั้นมาเดิม เพราะเพชรนี้ราชาเจ้าของอยู่ ในแคว้นปากีสถานที่เป็นปากีสถานเดี๋ยวนี้  เรียกร้องเอาคืนอยู่เหมือนกัน แต่ว่าเขาไม่ให้อะไร นี่มัน เป็นของมีค่าเพราะหายาก   เมื่อหายากคนเราถ้าได้มาแล้วรู้สึกภูมิใจ  ภูมิใจว่าเรามีสิ่งที่คนหาได้ ยากภูมิใจตามฐานะของบุคคล  คนในป่าได้ประดับงาหรือเขาสัตว์กระดูกสัตว์เขาภูมิใจ ภูมิใจว่ากระ ดูกสัตว์นี้หายาก กว่าจะจับมันฆ่าได้ต้องใช้เวลาใช้ความเพียร ใช้ความพยายามอย่างหนักจึงจะจับมา ได้ พอจับมาได้ ฆ่าแล้วเอากระดูกมาห้อยคอ เป็นเครื่องอวดความเก่งกล้าสามารถ ที่แสดงความเป็น สัตว์เดรัจฉานได้นั่นเอง ไม่ใช่เรื่องอะไร เขาอวดกันอย่างนั้น อวดว่ามีกระดูกสิงห์โตห้อยคอ มีเขี้ยว ของสัตว์ใหญ่ๆ ห้อยคอ ก็เป็นเครื่องประดับที่มีค่าของเขา เอามาประดับไว้ตามเนื้อตามตัว บางทีก็ถือ เป็นเครื่องลางของขลังไป  เช่นเขี้ยวหมู่ที่มันแน่นมันตัน เขาถือว่าเป็นเครื่องลาง กระสุนยิงไม่เข้า  คือยิงเขี้ยวหมูไม่เข้า   คือยิงมันยากเพราะแขวนไว้ในเสื้อ  หรือแขวนไว้ที่คอมองไม่เห็น  แต่คนที่ แขวนถูกยิงแล้วก็ทะลุทุกทีเหมือนกัน เขาพูดว่าเขี้ยวหมูตันอยู่ยงคงกระพันก็ถูกเหมือนกัน เหมือนเรามี พระห้อยคอ บอกว่าพระนี่ยิงไม่เข้า คือพระไม่เคยเขข้าสักที ที่ตายๆ คนทั้งนั้น พระไม่เคยถูกยิงสักที เดียว ที่ห้อยคอไว้ ต.ช.ด.ไปต่อสู้กับพวกก่อการร้าย ไม่ปรากฏว่าพระถูกยิงเลย แต่ผู้แขวนถูกยิงคว่ำ ไปทุกราย  เขาพูดถูก เขาพูดว่าพระอยู่ยงคงกระพันยิงไม่เข้า พระยิงไม่เข้า แต่ว่าคนแขวนมันเข้า  แล้วคนแขวนตาย  พระไม่เดือดร้อนอะไร เพราะว่ามันเป็นวัตถุ ทีนี้เราก็อยากจะมีสิ่งนั้นสิ่งนี้ไว้ประ ดับเนื้อตัว เลื่อนขึ้นไปคนในบ้านเมืองที่เจริญ ก็อยากจะมีเพชรพลอยซึ่งเป็นของมีค่า เป็นเครื่องประดับตัว บ้านเมืองไหนมีของมีค่าหายาก   ก็ถือว่ามีบุญวาสนา  เช่นเมืองไทยเรามีพระแก้วมรกตขนาดใหญ่  มรกตที่เอามาทำพระแก้ว  หายาก หาไม่ได้ แต่ว่ามีอยู่ที่เมืองเรา ความจริงมรกตนี้ก็เป็นของลังกา  เพราะเมืองลังกานั้นเขามีเมืองหนึ่งเรียกว่า รัตนปูระ รัตนะปูระนี้เป็นเมืองเพชรเมืองพลอย เมือง มรกตเมืองทับทิม มันไปกองอยู่ที่นั่นขุดขายกันไม่รู้จักหมดจักสิ้น คนไปเมืองลังกาต้องซื้อของเหล่านี้ ซ อพลอยซื้อทับทิมซื้ออมรกต  วางขายไว้เป็นตู้ๆ ใครอยากซื้อก็ได้ แต่จะหาใหญ่เอามาสลักเป็นพระแก้ว หายากเต็มที่  เพราะใหญ่ ทีนี้เมื่อสร้างใหญ่โตอย่างนั้นจะให้คนสร้างก็ต่อไป เลยต้องเอาพระอินทร์ มาสร้างกันหน่อย  เรียกว่าพระอินทร์มาแกะสลักให้เป็นพระแก้ว  ใครได้ไว้เมืองไหนก็เรียกว่ามีบุญ  เพราะฉะนั้นสมัยก่อนนี้ผู้ครองเมืองถ้าเป็นใหญ่เป็นโตต้องไปเอาพระแก้วมาไว้ด้วย   สมัยหนึ่งพระ แก้วอยู่ลำปาง เชียงใหม่เอาไปไว้เชียงใหม่ ต่อมาเอาไปไว้เชียงราย ต่อมากลับมาลำปาง แล้วพวก เชื้อสายลำปางไปเป็นใหญ่เวียงจันทร์ขนเอาพระแก้วไปด้วย  เอาไปไว้เวียงจันทร์ พระพุทธยอดฟ้า ไปรบที่เวียงจันทร์  ไปเจอพระแก้วเข้า  นี่มันของเมืองไทย เลยนิมนต์กลับมากรุงเทพฯ ส่องร้อยปี แล้วเวลานี้อยู่กรุงเทพฯ  แต่ญาติโยมยังไม่ยอม  ยังว่าพระแก้วชอบอยู่เมืองลาว จะเห็นได้เวลาไป แก้บน  ต้องเอาข้าวเหนียวไข่ต้มประร้า ถามว่าทำไมต้องเอาข้าวเหนียวไข่ต้มปลาร้า ท่านอยู่เมือง ลาวชอบข้าวเหนียว ความจริงย้ายทะเบียนมาอยู่กรุงเทพฯสองร้อยปีแล้ว น่าจะเอาข้าวเจ้าไปถวาย ได้แล้ว นี่เขาเรียกว่า อุปาทาน ยึดติด มีความยึดติดในเรื่องนี้ วัตถุก็เป็นที่รักที่พึงใจ  ทำคนให้เป็นทุกข์เหมือนกัน เรามีเพชรนิลจินดาเป็นทุกข์แล้ว เวลานี้ก็ เป็นทุกข์ แต่งตัวนั่งรถบัสไปไหนมาไหน อย่าแต่งตัวอย่างนั้นอันตราย มันจะจี้เอาไป หรือไม่จี้ในรถมัน ตามไปจี้ที่ประตูบ้านก็ยังได้  พอจะเข้าบ้านมันบอกว่าหยุดก่อน  เอาอ้ายนั่นออกก่อนจึงจะเข้าบ้านได้  เราก็ต้องมอบให้มันไป เพราะว่ามันเก่ง มันมีปืนอยู่ด้วย ถ้าไม่ให้มันก็เปรี้ยงๆเอาจริงๆ พวกนี้มันใช้ มาตราเด็ดขาดใช้มาตราเดียว  เพราะฉะนั้นอย่าแต่ง ใครมีแล้วเอาไปฝากธนาคารเดี๋ยวนี้ธนาคาร เขามีตู้เก็บของ อยู่ในตู้นิรภัยเรียบร้อยดีงาม มันปลอดภัย อาตมาไปเปิดธนาคารแอบเข้าไปดูหน่อยที่ ตู้นิรภัย  เห็นตู้ซ้อนอยู่เป็นตู้ๆ แล้วก็มีห้องเล็ก ให้คนนั่งเลือกเพชรนิลจินดาเอาไปใส่ไว้ในนั้นทั้งหมด  วันไหนอยากจะแต่งอวดใครก็ไปเอามาเลือกแต่งได้  เสร็จแล้วใส่ตู้ต่อไป ปลอดภัยดีแต่ก็ไม่ปลอดภัย เหมือนกัน เขารู้ว่าเอาไปฝากไว้ธนาคารนั้น เขาคอยดักดูว่าเอาออกมาเมื่อไหร่ ตอนนั้นแหละมันจะ เป็นภัยเหมือนกัน  เพราะฉะนั้นฝากแล้วไม่ต้องเอามา  ไม่ต้องแต่งเครื่องอย่างนั้น ไม่จำเป็นอะไร  คนเราอย่าไปวัดกันตรงที่เพชรนิลจินดา   ทองหรืออะไรที่มีค่า  วัดกันด้วยคุณธรรมดีกว่า  เอาคุณ งามความดีเป็นเครื่องวัด เพราะสิ่งนั้นมันไม่ใช่เครื่องวัดที่แท้จริง เดี๋ยวพวกโจรมันก็ประดับเพชรได้ เหมือนกัน  เมียโจรก็ใส่แหวนเพชรเหมือนกัน  เพราะมันไปจี้เขามาได้แล้วมันเอามาให้เมียของมัน  แฟนมันก็ใส่เหมือนกัน พวกพาร์ตเน่อร์ก็ใส่เพชรเหมือนกัน มันซื้อได้ แล้วเราจะไปอะไรกับมันนักหนา เรื่องอย่างนั้น เฉยๆ ไม่ต้องแต่งอะไรก็ได้ ให้สวยงามข้างในให้ใจงาม ใจงามเรียกว่าเป็นเครื่อง ประดับที่แท้จริง ขโมยลักไม่ได้ จี้เอาก็ไม่ได้ ปล้นเอาไปก็ไม่ได้ ยังไม่เคยปรากฏว่าโจรไปปล้นเอา ความงามทางจิตใจของใครไปได้สักรายเดียวแล้วมันก็ไม่อยากปล้นด้วยของอย่างนั้น มันจะเอาแต่วัตถุ สิ่งใดที่เป็นวัตถุภายนอกเราอย่าไปหลงไปรักสิ่งนั้น แต่เรารักคุณธรรม อันเป็นของสูงกว่า แต่ก็ มีไว้  เขาเรียกว่าเป็นหลักทรัพย์ เช่นมีทองเป็นหลักทรัพย์ มีเพชรนิลจินดาไว้เป็นหลักทรัพย์ เผื่อว่า ตกอับลำบากลงไปก็พอไปแลกกับโรงจำนำได้มีไว้เท่านั้น แต่ถ้าอวดบ่อยๆ ไม่ทันแลกมันจะเอาไปเสีย ก่อนอย่างนี้จะเดือดร้อน  จึงขอแนะนำไว้ด้วย  ว่าอย่าแต่งเนื้อแต่งตัวให้ขโมยมันน้ำลายไหลเป็นอัน ขาด   มันจะเอาไปเสียเปล่าๆ  เมื่อวันก่อนหนังสือพิมพ์ลงข่าวที่อยุธยา  เหมือนกันว่าตู้ทองเดินได้  สายสร้อยเส้นใหญ่สองเส้น สายสร้อยคอก็ใหญ่ มีหลวงพ่อติดด้วย นั่งรถสามล้อกลางคืน เลยพวกโจรมัน ก็สบายใจ เลยมาจี้เอาไปหมดไม่มีเหลือมูลค่าเป็นพันๆ นี่เขาเรียกว่าไม่รู้จักใช้ของดี เอาไปใช้ในที่ เช่นนั้นได้หรือ  กลางค่ำกลางคืนเอาไปใช้ทำไมมันอันตราย นี่ความรักในวัตถุ พอหายก็กลุ้มใจ นอน ไม่หลับกินก็ไม่ได้  ยกมือขึ้นดูกลุ้มทุกที่  เพราะว่ามือไม่เหมือนเก่าคือมันขาดของประดับนิ้ว แล้วก็ไม่ สบายใจ อย่างนี้เป็นความทุกข์ มีสิ่งเหล่านี้เป็นความทุกข์ ความรักอย่างนี้เรียกว่ารักวัตถุสิ่งของ เป็น ความรักที่เป็นทุกข์เหมือนกัน นี่อย่างหนึ่ง อีกอย่างหนึ่งนั้นรักที่สูงขึ้นไปกว่านั้น เรียกว่ากลายเป็นความยึดถือไปในลัทธิในธรรมเนียมในอะ ไรต่างๆ จนเป็นทุกข์ก็มีเหมือนกัน เช่นว่าเรารับระเบียบแบบแผนอะไรต่างๆมาจากโบราณคนเขาทำ กันไว้  แล้วเราจะทำอะไรมันขาดอะไรไปบ้าง ก็เป็นทุกข์กลุ้มใจ ไม่มีสิ่งนั้น ไม่มีสิ่งนี้ ยังไม่สมบูรณ์ แบบ ความจริงไม่มีอะไร เช่น ว่าในพิธีรีตองอะไรต่างๆสมมติว่าเรานิมนต์พระไปเจริญพระพุทธมนต์ ที่บ้าน แล้วเจ้าของบ้านลืมไป ไม่มีสายสิญจ์ พระไปถึงก็บอกว่าสายสิญจ์ไม่มี วุ่นวายกันแล้วทีนี้ ไม่ใช่ ทุกบ้านม้วนสายสิญจ์ได้เมื่อไหร่ ถ้าสมมติว่าบ้านอยู่ไกลออกไป ในหมู่บ้านจัดสรร แล้วก็สายสิญจ์อยู่เสา ชิงช้า ไปพูดขึ้นตอนนั้นมันก็เดือดร้อน แล้วจะเอามาจากไหน ที่นี้บอกว่ามีแต่ด้ายเย็บผ้าที่เป็นหลอดจะ ใช้ได้ไหม พระก็บอกว่าได้อะไรก็เอามา ความจริงไม่ต้องโวยวายอะไรแล้ว เมื่อไม่มีมันก็ไม่เป็นอะ ไร  เพราะว่าการสวดให้ฟังเขาเอาเสียง  ไม่ใช่เอาด้ายสายสิญจ์เป็นอะไร  แต่ว่าพอพระไปท้วง โยมก็ไม่สบาย  แหมขาดสายสิญจ์ไปหน่อย  ลำบากเดือดร้อน นี่คือความรักที่ติด พวกความติดมันเป็น ความรักแบบหนึ่งเหมือนกัน แต่ว่ามันทำให้เกิดทุกข์เพราะขาดสายสิญจ์ไป เวลาตั้งหม้อน้ำมนต์ไว้ เปิด ดูเอ้า..ในหม้อไม่เห็นมีอะไร ทำไมไม่เอาใบเงินใบทองมาใส่ไว้บ้าง ไม่เอาผิวมะกรูดมาใส่ไว้บ้าง  ไม่มีไอ้นั่นไอ้นี่  เอาแล้วต้องวิ่งหาแล้ว  ใบเงินใบทองหาได้ง่ายเมื่อไหร่  ไม่ใช่ปลูกทุกบ้าน  เรา เรียกสมมติมันว่าใบเงินใบทอง ความจริงมันพวกโกศลเอามาจากต่างประเทศไม่ใช่ของเมืองไทยด้วย ซ้ำไป ไม่รู้ว่ามาอยู่เมืองไทยตั้งแต่เมื่อใด คงจะสมัยกรุงศรีอยุธยาอะไรก็ไม่รู้ อาตมายังไม่ได้ศึกษา เรื่องนี้แล้วเราไปติดว่าใบเงินใบทอง ติดกันขึ้นมาเอามาใส่ ไม่ใส่ก็ไม่เป็นไร ไม่ได้เดือดร้อนอะไร  ไม่ได้เสียหายอะไรแม้แต่น้อยเฉยๆเสียคนที่ไปชอบทักให้มันยุ่ง ไปถึงก็ว่าไอ้นั่นไม่มีไอ้นี่ไม่มี ให้มันยุ่ง วุ่นวายไปเปล่าๆ อย่าไปเที่ยวทักอะไรเข้า ถึงเวลาก็สวดไปเฉยๆ ไม่ต้องขึงสายสิญจ์ก็ได้ อะไรๆมัน ก็เรียบร้อย เรื่องตั้งพระ  พอไปถึงบางบ้านตั้งพระหันหน้าไปทางทิศตะวันตก  ก็ทักว่าเอ้าทำไมหันพระไป ทางทิศตะวันตก   เอ้าจัดกันแล้วหมุนกันให้วุ่นวาย  มันไม่เข้าเรื่องพวกนี้  เขาเรียกว่าพวกไม่เข้า เรื่องทั้งนั้น  เชื่อไม่เข้าเรื่อง พระพุทธเจ้าท่านไม่นั่งเลือกทิศทางหรอก ท่านนั่งทิศนั้นบ้าง ทิศนี้บ้าง  ทิศโน้นบ้างทุกทิศละ พระพุทธเจ้าหันหน้าไปทุกทิศ แล้วพระพุทธรูปจะผินหน้าไปทางทิศไหนมันจะเป็นอะ ไรขึ้นมา บางบ้านที่มันไม่เหมาะ ที่จะผินไปทางทิศตะวันออก ก็ผินไปทิศเหนือก็ได้ ทิศใต้ก็ได้ ทิศตะวัน ตกก็ได้ ทิศไหนก็ได้ แล้วเราเองนั่งหันหน้าไปตามทิศหรือเปล่า เราหันไปทิศเหนือหรือว่าทิศนั้นเสมอ ไปหรือเปล่า  มันสุดแล้วแต่ความสะดวก เราหันไปทิศไหนก็ได้ ไม่เห็นจะลำบากยากเข็ญอะไร นี่ใน หอประชุมนี้   พระพุทธรูปหันหน้าไปทิศตะวันออก  แต่ที่ในโบสถ์หันหน้าไปทางทิศตะวันตก  ท่านก็นั่ง เรียบร้อยนั่งมาสิบเก้าปีแล้วไม่เห็นต่อว่าต่อขานอะไรเลย   กลางคืนไม่ได้มาสะกิดบอกสมภาร  ว่า เฮ้ยทำไมให้ฉันนั่งอย่างนี้ล่ะ  ผินหน้าไปทางทิศตะวันตก ช่วยหันหลังให้ที ถ้ามาบอกอยางนี้ละก็ยุ่งกัน ใหญ่ละซิ ต้องหันพระไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย ต้องรื้อฐานชุกชี หินมันก็แตกหมด วุ่นวาย มันไม่ใช่เรื่องสำ คัญที่เราจะต้องเป็นห่วงกังวลในเรื่องอย่างนี้  อะไรมันก็ได้ทั้งนั้นแหละ จุดหมายมันไม่ใช่อยู่ที่ตรงนั้น  เราไม่ต้องทุกข์ร้อนกระวนกระวายอะไร   ไอ้ที่เขาให้ทำอะไรๆ  นั้นมันเป็นเครื่องจูงใจ  ให้เกิด ความคิดในทางที่ถูกที่ชอบ  แต่เราไม่ได้คิดตีปัญหา  ชอบทำอะไรตามเขาว่าเสียเรื่อยไป เลยก็เป็น ทุกข์เดือดร้อน นี่คือสิ่งที่เราไปติดไม่เข้าเรื่อง ความรักในสิ่งเหล่านี้มันก็เกิดความทุกข์ในเดือดร้อนใน เหมือนกับเรารักพระพุทธรูป พอเห็นใครตัดเศียรพระแล้ววุ่นวายใจ เดือดร้อนใจขึ้นมาทีเดียว  วันนั้นมีพระมาบอก  บอกว่าหลวงพ่อเทศน์วิทยุวันก่อนนี้ พูดว่าเขาตัดเศียรพระไปเราจะเดือดร้อนอะ ไร  เพราะว่าพระพุทธรูปเป็นเพียงวัตถุที่เราสร้างขึ้น  แล้วก็ไปกราบไหว้บูชากันเท่านั้น ถ้าใครมัน มาตัดเศียรพระไปเราไม่ต้องทุกข์ร้อนอะไร เพราะว่าเป็นแต่เพียงวัตถุเท่านั้น คนฟังคนหนึ่งปิดเครื่อง ทันที  แล้วก็มาบอกกับพระว่า ไม่ไหวแล้วหลวงพ่อท่านปัญญานี้ ไม่ไหวแล้ว คนตัดเศียรพระแล้วยังไม่ เจ็บไม่ร้อนเลย ยังพูดว่าก็ไม่เห็นมีอะไร เศียรพระหายไปแล้วจะเดือดร้อนอะไร เพราะถึงไม่มีพระ เราก็ยังอยู่ได้  เขาไม่เข้าใจความหมาย คือความหมายนั้นอาตมาพูดว่า พระพุทธรูปเป็นวัตถุเท่านั้น  เป็นวัตถุที่สร้างขึ้นเพื่อบูชา สักการะ เป็นเครื่องเตือนจิตสะกิดใจ ทีนี้ถ้าหากว่าใครมายกไปเสีย เรา จะไปเสียดายอะไร เราหาองค์ใหม่มาอีกก็ได้ หรือถ้าไม่หาเลย เรานั่งหลับตานึกถึงคุณของพระพุทธ เจ้า ยังดีกว่าไปติดพระพุทธรูปด้วยซ้ำไป เพราะว่าจะได้เข้าถึงตัวธรรมะแท้ๆ ไม่มีรูปอะไรขวางหน้า อยู่  เวลานี้พระพุทธรูปมาขวางไว้  ไม่ให้ถึงธรรมะ  ไปติดพระเสีย ไปติดหลวงพ่อ หลวงพ่อโสธร  หลวงพ่อวัดพนัญเชิง หลวงพ่อมงคลบพิตร หลวงพ่ออะไรต่างๆ เราไปติด ไปบูชากันอยู่ว่าท่านเหล่านี้ สำคัญ   หลวงพ่อมงคลบพิตรก็เก่ง  เก่งอะไรพม่าลอกเอาทองไปหมดแล้วยังจะว่าเก่ง  เรายังว่า เก่งอยู่นั่นเอง  คือไม่ใช่เก่งอย่างนั้น เขาทำไว้เป็นภาพเตือนใจ อาตมาพูดให้คนเข้าในว่า เขาทำ ไว้เป็นวัตถุเตือนจิตสะกิดใจ   เนื้อแท้นั้นเขาต้องการให้เรามองทะลุพระเข้าไปอีกทีหนึ่ง  ทะลุพระ พุทธรูปเข้าไปถึงอะไร ถึงพระธรรมอันเป็นเนื้อแท้ของศาสนา ให้เข้าถึงธรรมะของพระพุทธเจ้า หรือ ว่าเห็นพระพุทธรูปแล้ว เรานึกไปถึงความกรุณาของพระพุทธเจ้า นึกถึงปัญญาของพระพุทธเจ้า นึกถึง ความบริสุทธิ์ของพระพุทธเจ้า แล้วเราสร้างพระกรุณา ปัญญา บริสุทธิ์ ให้เกิดขึ้นในใจของเรา ดีกว่า ที่เราจะไปติดหลวงพ่อพระพุทธรูปอยู่อย่างนั้น   นี่โดยมากเวลานี้เข้าไปติดหลวงพ่อ  ติดพระพุทธรูป  องค์นั้นศักดิ์สิทธิ์  องค์นั้นไม่ศักดิ์สิทธิ์  พระพุทธรูปเหมือนกันไม่เท่ากัน  เวลานี้องค์นั้นเก่งกว่าองค์นี้  บางองค์ก็ยกให้เป็นนักเลงไปเลย   เป็นพระนักเลงขลังใหญ่ไปเลย   เป็นเสียอย่างนั้น   เราไป เสกสรรค์ปั้นแต่งกัน ให้เป็นไปในรูปต่างๆ ซึ่งไม่ใช่เรื่องแท้จริงของพระศาสนาอะไร เนื้อแท้มันก็คือพระธรรม  พระพุทธเจ้าท่านบอกว่า พระธรรมนั่นแหละเป็นสิ่งแทนองค์พระพุทธ เจ้า  ที่เราควรจะเข้าถึง  พระพุทธรูปเกิดทีหลังพระธรรมตั้งมากมายก่ายกอง  พระธรรมเกิดก่อน  แต่คนก็ไปติดอยู่ในสิ่งเหล่านั้น  ทำไปเราจึงได้ติดในสิ่งเหล่านั้น  เพราะการปลุกเสกคือเสกสรรปั้น แต่งบรรดาพิธีรีตรองทั้งหลายเหล่านี้   เขาเรียกว่าเป็นเครื่องสร้างความขลังความศักดิ์สิทธิ์  เป็น เครื่องก่อให้เกิดความขลังขึ้น จึงต้องทำพิธี ปลุกเสกเรื่องนั้นเรื่องนี้ด้วยประการต่างๆ เพื่อให้คนเห็น ว่าแหมเขาทำกันใหญ่โต  มีอะไรแปลกๆ มีฉัตรมีอะไรแพรวพราวไปหมด แล้วก็เชิญพราหมณ์มาทำพิธี  ไหว้เทวดาอารักษ์ ประกาศเชิญเทวดาก้องวัดไปเลย เทวดาจะมาหรือเปล่าก็ไม่รู้ เราก็เชิญไปตาม เรื่อง เชิญๆ ก็ไม่เห็นแกมาสักทีเทวดา เราก็เชิญไปนึกฝันไปอย่างนั้นแหละ แล้วคนก็ไปติดอยู่ในสิ่งนั้น ว่าศักดิ์สิทธิ์อย่างนั้น อย่างนี้ นี่ก็คือการติด ถ้าคนมาทำลายสิ่งนั้นเราบอกว่า แหมเหมือนทำลายหัวใจ ของเราอย่างนั้น  ความจริงเปล่าทำลาย แต่สิ่งภายนอกไม่ได้ทำลายเนื้อแท้อะไร ความจริงทำลาย แต่เพียงสิ่งภายนอกไม่ได้ทำลายเนื้อแท้อะไร    เรารักษาเนื้อไว้ดีกว่า   ที่จะทำลายเนื้อแท้นะทำ ลายอย่างไร คนที่มีความเห็นผิด เป็นมิจฉาทิฏฐิ ไม่ซื่อตรงตามคำสอนของพระพุทธเจ้า นั่นแหละคือทำ ลาย  คนทำลายคือคนที่ทำอะไรนอกลูกนอกทาง  ที่ไม่ใช่คือสอนของพระพุทธเจ้า  ไม่ได้ทำตามแนว หลักธรรมของพระพุทธเจ้า นั่นแหละคือการทำลายที่ยิ่งใหญ่ ทำลายจิตในคนให้หลงผิดเข้าใจผิด ในสิ่ง ที่เป็นวัตถุ นั่นคือการทำลายสัจจธรรม แต่ว่าถ้าคนทำลายวัตถุหาได้ทำลายสัจจธรรมไม่ เพราะธรรมะ ยังอยู่ สิ่งที่เราควรจะให้คนเข้าใจ ก็คือคำสอนข้อปฏิบัติที่เราควรจะนำมาใช้ในชีวิตประจำวันของเรา ถ้าเราได้ประพฤติปฏิบัติตามหลักธรรมะ แม้ไม่มีวัตถุอะไรก็ไม่เป็นไร แต่ว่าเรามีวัตถุแต่คนไม่ปฏิบัติ ธรรม มันก็ไม่มีความหมาย เด็กหนุ่มขี้เมาสามคนที่เข้ามากราบนั้น ห้อยพระเป็นพวงเหมือนกัน แต่มันกินเหล้าเมากัน เมา แล้วก็มากราบใหญ่เลย     กราบอย่างนั้นอย่างนี้ผมต้องขอโทษหลวงพ่อ    วันนี้ผมมันเมาไปหน่อย  ความจริงผมไม่อยากกิน แต่เพื่อนมันชวนให้กิน แต่ว่ามันมีพระห้อยคอ แล้วมันห้อยไว้ทำอะไร ไม่เห็น ได้ประโยชน์จากการมีพระห้อยคือเลย  ความจริงเรามีพระเราควรจะบอกเพื่อนว่าไม่ได้ ฉันมันเป็น คนมีพระห้อยคอ อันนี้เป็นเครื่องหมายแทนพระธรรมแทนพระพุทธเจ้า ฉันนึกถึงอยู่เสมอ เมื่อฉันนึกถึง พระพุทธเจ้าฉันจะไปดื่มเหล้าได้อย่างไร   เพราะการดื่มเหล้าผิดศีลธรรมของพระพุทธเจ้า  ผิดคำ สอนของพระพุทธเจ้า ขอโทษเถอะฉันไม่ดื่มหรอก ฉันจะช่วยเธอให้ไม่ต้องจ่ายสตางค์ค่าเหล้า เราดื่ม อย่างอื่นกันดีกว่า   เอ้าเลี้ยงโอวัลตินคนละแก้วก่อนขึ้นรถไฟดีกว่า  มันก็สบายไม่ต้องเมามายอะไร  พอที่จะพูดกันรู้เรื่อง ไอ้นี่มันพูดกันไม่รู้เรื่องแล้ว มันบอกหลวงพ่อสอนผมหน่อยๆ จะไปสอนอย่างไร ผี เต็มตัวแล้วจะไปสอนอย่างไร  พูดกันรู้เรื่องเมื่อไหร่  รถไฟมันก็ดังด้วย แล้วก็มันเมาด้วยแล้วจะไป สอนอย่างไร บอกว่าสอนไม่ได้เวลานี้ เธอมันไม่รู้เรื่อง จะไปสอนอย่างไร หูไม่มี ตาก็ไม่มี ใจมันก็ ไม่มี จะไปพูดกันอย่างไร จะไปสอนอย่างไร ไปนอนเสียดูกว่า เลยบอกให้มันไปนอนเสีย เลยก็หมด เรื่องกันไป มันเป็นอย่างนั้น มันไม่ได้เรื่องอะไร เพราะเราไม่รู้ความหมายของสิ่งที่เรามี เราไปนึก ว่าวัตถุนี้จะช่วยให้เราพ้นภัย แม้เราทำชั่ว มันก็ไปกันใหญ่ โจรสองพี่น้องที่เขาจับได้ที่เมืองนนท์  มันเที่ยวปล้นมานานแล้วมีชื่อ เสือผัดเสืออะไรสองคนพี่ น้อง  มันกลับมาเยี่ยมแม่แล้วไปนอนอยู่ในบ้าน ตำรวจรู้ก็ไปล้อม หมามันเห่าสองโจรรูว่าคงมีตำรวจ มาแล้ว เลยปิดหน้าต่างหมด ไม่ให้ใครขึ้นไปได้ แต่ว่านายจ่าคนหนึ่งนั้นแกกล้าหาญ เข้าไปทางครัวทะ ลุเข้าไปได้  เมื่อเข้าไปได้ก็ไปแย่งปืนกัน ไอ้นั่นมันก็ไปยิงเอาคุณจ่า ล้มลงไปลุกขึ้นใหม่ยิงใหม่ เอ้า ไม่ถูกคุณจ่า  ถูกคุณแม่ตัวเอง  เอาแล้วคุณแม่ดิ้น  พรวดพราดไปแล้ว  ตำรวจก็รู้ว่าคุณแม่ถูกยิง  ก็ เลยบอกว่า ต้องมอบตัวเสีย ตำรวจล้อมบ้านแล้ว คุณแม่จะได้ปลอดภัย จะได้เอาไปรักษา มันยังมีจิต เป็นมนุษย์อยู่หน่อย เพราะยังรักแม่อยู่นั่นเอง เลยยอมมอบตัว เวลาตำรวจเอาไปโรงพัก แล้วเอาไป ถ่ายรูป  พระพุทธรูปเต็มคอเลย  อ้ายเสือมันก็ก้อยพระ  ตำรวจก็ห้อยพระแล้วก็ยิงกันทั้งคู่ บางทีตำ รวจตาย บางทีอ้ายเสือตาย ไม่รู้ว่าพระองค์ไหนพระจริงพระแท้มันก็ไม่ได้ความทั้งคู่นั่นแหละ เขาไม่ ได้ห้อยไว้เพื่ออย่างนั้น  ไม่ใช่เครื่องประดับคือ ไม่ใช่เครื่องอะไร แหม่มบางคนก็ห้อยพระเหมือนกัน เดี๋ยวนี้  วันนั้นเจอ  เอ้า แหม่มก็ห้อยพระด้วย มันเห็นคนไทยห้อยมันก็ห้อยไปตามเรื่องของมัน แกก็ ห้อยไปตามเรื่องไม่รู้เรื่องอะไร ไม่ได้นับถืออะไร ทำเป็นเครื่องประดับชนิดหนึ่ง เพราะฉะนั้น เรา อย่าไปยึดถือสิ่งนั้นว่า จะช่วยเราได้ เราต้องช่วยตัวเอง ด้วยการประพฤติธรรม ด้วยการเป็นคนละ อายบาป  ด้ายการเป็นคนมีความอดทน  มีความสำนึกรู้สึกผิดชอบชั่วดี  มีความกตัญญูกตเวที มีความ เมตตาปราณีต่อเพื่อนมนุษย์  นั่นคือพระแท้ ที่มีอยู่ในใจของเรา เช่นเราจะไปไหนนี่เราแผ่เมตตาไป  ว่าสัตว์ทั้งหลายเป็นเพื่อนร่วมทุกข์เกิดแก่เจ็บตายด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้นจงเป็นสุขๆ เถิด เมตตาเกิดขึ้น ในใจเรียกว่า  พระเมตตา  พระกรุณา เกิดขึ้นในใจแล้ว นี่แหละจะช่วยให้เราปลอดภัย เรามีพระ อย่างนี้ปลอดภัย  เรามีพระเมตตา  มีพระขันติ มีพระกรุณา มีพระมุทิตา มีพระหิริ พระโอตัปปะ ละ อายบาป  กลัวบาป  มีพระปัญญา  นึกคิดในทางที่ถูกที่ชอบล้วนแต่ดีทั้งนั้น  ใครมีไว้แล้วป้องกันตัวได้  แล้วพระเหล่านี้คนอื่นจะทำลายไม่ได้ จะมาลักก็ไม่ได้ จะมาแย่งก็ไม่ได้ เราทำลายของเราเองเท่า นั้น ทำลายอย่างไร เราไปหลงสิ่งที่ไม่ใช่พระ ไปหลงวัตถุอื่นเสีย แล้วเราก็ไปยึดติดสิ่งนั้น พระหาย ไปจากใจของเรา เราก็ไม่มีพระต่อไป นี่มันสำคัญอยู่ตรงนี้ สิ่งที่เป็นวัตถุนั้น เรามีไว้เพียงแต่เป็นเครื่องเตือนใจ แม้เราเข้าไปกราบไหว้ ก็ไม่ไหว้เพื่อจะ ขอความคุ้มครอง แต่เราไหว้เพื่อให้ใจเรานึกถึงคุณงามความดีของพระพุทธเจ้า แล้วเอาคุณความดีนั้น มาปฏิบัติ  เมื่อเราปฏิบัติธรรมะๆ  ก็คุ้มครองเรา  รักษาเรา เช่นเราเป็นคนมีสติปัญญา เห็นง่ายๆ  คนมีสติปัญญาไม่ผิดพลาด พูดไม่ผิดทำไม่ผิด ลุกขึ้นนั่งลงเดินเหินเรียบร้อย เพราะมีสติจะเดินก็รู้ว่าเดิน จะนั่งก็รู้ตัวว่านั่ง จะพูดอะไรก็รู้ว่าเราจะพูดอะไร จะเคลื่อนไหวอิริยาบท ไม่ว่ากายวาจา ต้องรู้อ ยู่เสมอ นี่คือพระสติคุ้มครองแล้ว พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า "สติสพฺพตฺถ ปตฺติยา สติเป็นสิ่งที่ต้องใช้ทุก เวลานาที" ทุกเวลานาทีขาดไม่ได้ เพราะขาดแล้วไม่ปลอดภัย เราจึงต้องใช้ ยิ่งคนขับรถต้องใช้ทุก เวลา ไม่มีสติรถสิบล้อมันชนเข้าให้ เกิดปัญหาแล้ว ต้องระมัดระวัง คำว่า ระมัดระวัง นั่นแหละคือตัว สติ  ที่พระพุทธจ้าว่าเป็นธรรมมีอุปการะมาก  แล้วก็ควบคุมติดต่อกันอยู่ตลอดเวลา มันกลายเป็นสัมป ชัญญะ  คือรู้ตัวพร้อมว่าเรากำลังทำอะไร  เรากำลังพูดอะไร  เรากำลังสมาคมกับใคร เราอยู่ใน สถานที่ใด ที่นั้นบุคคลนั้น เหตุการณ์นั้น มันจะก่อให้เกิดอะไรขึ้น เราระมัดระวังไว้เรื่องทั้งหลายมันก็ ไม่เสียหาย เราอยู่เย็นเป็นสุข อยู่รอดปลอดภัย ด้วยประการทั้งปวง ธรรมะถ้าเรารักจริงๆ แล้วช่วย เราได้มาก  เพราะฉะนั้นเราอย่าไปรักสิ่งอื่นมารักธรรมะ รักพระธรรมไว้ให้มาก เอาพระธรรมมา แนบไว้ในจิตในใจไปไหนเราก็เอาไปด้วย อยู่ที่ไหนเราใช้ ใช้พระธรรมอยู่ตลอดเวลา พระธรรมะจ ไม่ทิ้งเรา   เพราะเราไม่ทิ้งธรรมะ   พระธรรม  จะรักษาเราเพราะเรารักษาธรรมะ  ก็จะอยู่ รอดปลอดภัยด้วยประการทั้งปวง จึงขอให้ญาติโยมได้เข้าใจในเรื่องนี้แล้วก็มีความรักต่อสิ่งนี้คือพระธรรม แล้วก็นำสิ่งที่เรารักนี้ ไปบอกใครๆ  แจกเพื่อนแจกมิตร  แจกสหายของเรา  ให้มันก้าวหน้าต่อไป ลูกหลานอยู่ในต่างประ เทศถ้าเรามีเทปเราก็ส่งไป เมื่อไม่กี่วันก็ได้รับจดหมายจากประเทศอังกฤษ เขาส่งบอกมาว่าคุณแม่ซึ่ง เป็นโยมที่มาฟังเทศน์ แล้วก็ส่งไป ส่งไปแล้วเขาบอกว่าได้เปิดในสามัคคีสมาคม เปิดกันแล้วนั่งฟังกัน ทั้งกลุ่มเลย  ฟังกันเสร็จแล้ววิพากษ์วิจารณ์กันเป็นความรู้เป็นความเข้าใจเป็นข้อปฏิบัติ  เขาได้ประ โยชน์เราส่งไปให้ ให้ลูกหลานที่ไปอยู่ต่างประเทศให้ได้ฟังธรรมะ บอกว่าเปิดฟังเสียบ้างเขาสบายใจ นั่นแหละคือให้สิ่งที่ถูกต้อง  ดีกว่าเราส่งทุเรียนไปให้กินประเดี๋ยวเดียวหมด หรือว่าส่งลำใยไปให้กิน เดี๋ยวก็หมด  แต่ถ้าส่งธรรมะไปแล้ว เลี้ยงจิตใจตลอดชาติ ไม่หมดไม่สิ้น วัตถุนั้นกินเข้าไปแล้วก็ถ่าย ออกเท่านั้นเอง  อิ่มประเดี๋ยวเดียวหมดแล้ว  แต่ธรรมะอิ่มนานสดชื่นอยู่นาน  เราส่งไปเทปมันเบา  แล้วเดี๋ยวนี้เขามีเทปกันทั้งนั้น อัดเทปส่งไป อันไหนเราฟังแล้วเข้าทีก็ส่งไป ส่งไปให้ลูกหลานได้อ่าน ได้เรียน เขาว้าเหว่อยู่ในต่างประเทศ เขาว้าเหว่ มีความทุกข์ทางใจ ไม่รู้จะไปปรึกษาใคร บางที ก็มีพระอยู่บ้าง บางทีท่านก็ไม่ได้แก้ทุกข์ทางใจด้วยธรรมะ แก้ด้วยบอกว่าพระเสาร์มันเข้า พระราหูมัน แทรกเวลานี้ ดวงชะตาไม่ดี ต้องสะเดากันเสียหน่อย ว่ากันไปอย่างนั้น แล้วมันก็ไม่สามารถจะแก้ได้  เพราะไปแก้นอกทาง  ไม่ได้แก้ด้วยธรรมะ ก็กลุ้มใจ ถ้าเขาได้ฟังธรรมะเขาก็สบายใจ เราเอาไป แจกเพื่อนฝูงมิตรสหาย  พระพุทธเจ้าท่านบอกว่า  "สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ การให้ธรรมเป็นทาน  ชนะการให้ทั้งปวง"  ดีกว่าการให้อะไรทั้งหมด เรามีเพื่อนถ้าเรารักเพื่อน ดึงเพื่อนมาฟังธรรม ดึง เพื่อนให้มาอ่านหนังสือธรรมะ  แล้วเพื่อนเราก็จะได้รู้ทางชีวิตที่ถูกต้อง  กลายเป็นคนมีคุณมีค่า เอา ตัวรอดปลอดภัย ดีกว่าเราจะนัดเพื่อนไปเลี้ยงภัตตาคาร เลี้ยงอาหารอย่างดี ไก่ย่าง หมูหัน อะไรต่อ อะไร  บางทีเลี้ยงแล้ว  กลับบ้านท้องร่วง พุงโรไปเลยทีเดียว มันไม่ได้เรื่องอะไร เปลืองสตางค์ ด้วย   แต่ถ้าเราเลี้ยงธรรมเขาสบายใจกว่า   ให้เขารู้ความจริงของชีวิต  ได้เกิดคามคิดถูกทาง  เพื่อนคนใดไม่เคยมาวัด เอ้าไปกันหน่อย พาเขามาบางทีได้ฟังแล้วเขาพออกพอใจ วันหลังเขามาอีก  ถ้าเราได้ชวนเพื่อนมาอย่างนั้น   แล้วเพื่อนเขาได้สนใจธรรมะ  นั่นแหละเป็นการช่วยเพื่อนให้เป็น สุขอย่างประเสริฐที่สุด ให้ของขวัญที่มีค่าที่สุด เรียกว่าหาค่ามิได้แก่เขา เขาจะมีความสบายมากขึ้น อันนี้นับว่าเป็นประโยชน์ จึงขอนำมากล่าวแก่ญาติโยมทั้งหลายในวันนี้ ก็พอสมควรแก่เวลาแล้ว  ขอยุติไว้แต่เพียงเท่านี้.