ปาฐกถาธรรม เรื่อง ที่พึ่งทางใจ โดย พระเทพวิสุทธิเมธี (ปัญญานันทภิกขุ) วันอาทิตย์ที่ ๒๕ มีนาคม ๒๕๒๒ ญาติโยมพุทธบริษัททั้งหลาย ณ  บัดนี้ถึงเวลาของการฟังปาฐกถาธรรมะ อันเป็นหลักคำสอนในทางพระพุทธศาสนาแล้ว ขอ ให้ทุกท่านอยู่ในอาการสงบ ตั้งอกตั้งใจฟังด้วยดี เพื่อให้ได้ประโยชน์อันเกิดขึ้นจากการฟังตามสมควร แก่เวลา ชีวิตของคนเราทั่วๆ ไป รวมถึงสัตว์เดรัจฉาน ซึ่งเรียกว่าเป็นสิ่งมีชีวิต ย่อมมีความคิดอยู่ในใจ ประการหนึ่งซึ่งถือว่าเป็นสากลเหมือนกัน คิดอย่างไรที่เรียกว่าเหมือนกัน คือคิดแสวงหาที่พึ่ง การคิด แสวงหาที่พึ่งเป็นเรื่องของสัตว์ทั้งหลายทั่วๆ ไป ไม่ว่าจะเป็นมนุษย์ เป็นสัตว์เดรัจฉานย่อมแสวงหาที่ พึ่งด้วยกันทั้งนั้น  เราจะเห็นได้ว่าสุนัขที่เราเลี้ยงไว้ในบ้าน มันมาอาศัยเรา มันจงรักภักดี เข้าใกล้  เวลาใดที่มันรู้สึกว้าเหว่ทางจิตใจ   มันพูดภาษาอะไรไม่ได้   แต่มันก็เข้ามาใกล้เคล้าแข้งเคล้าขา  บางทีก็ทำอาการอย่างนั้นอย่างนี้ มันรู้สึกว่ามันอบอุ่นทางด้านจิตใจ นั่นก็แสดงว่ามันหาที่พึ่งที่อาศัย สัตว์ ป่ามันก็อยู่กันเป็นฝูง แล้วก็เข้าไปอยู่ในในสุมทุมพุ่มไม้ อยู่ในถ้ำหรือโพรง การที่เข้าไปอยู่ในที่เช่นนั้น ก็คือมันหาที่พึ่งนั่นเอง เพราะว่าสัตว์ที่อยู่ในป่านั้นย่อมเบียดเบียนกันเอง สัตว์เล็กถูกสัตว์ใหญ่กิน สัตว์ ใหญ่ก็รังแกสัตว์เล็กเพื่อเอามาเป็นอาหาร มันก็มีความหวาดกลัวตกใจเป็นธรรมดา เมื่อมีความหวาดกลัวขึ้นมา  ก็นึกว่าอะไรจะเป็นที่พึ่งของมันได้ มันก็ต้องแสวงหาสิ่งนั้น การที่ สัตว์มันขุดโพรงอยู่ในดินก็ดี    ในต้นไม้ก็ดี   หรือเข้าไปอยู่ในถ้ำหรือดำลงไปอยู่ในน้ำอะไรอย่างนี้  แสดงว่ามันหาหลักประกัน   สำหรับชีวิตของมัน   มันต้องการอยู่ให้ปลอดภัย  จะได้นอนสบาย  นั่ง สบายออกลูกมันก็ต้องหาที่พิเศษ ที่ปลอดภัยจริงๆ จึงจะไปเตรียมตัวเพื่อจะออกลูกของมัน เพราะว่าถ้า ไปออกไว้ตามที่ที่เปิดเผย สัตว์อื่นเห็นง่ายมันก็เอาไปกินเป็นอาหารหมด เราจะเห็นว่า พวกนก สัตว์ ป่าสี่เจ้าสองเท้าอะไรเหล่านี้ มันจะต้องหาที่พึ่งของมันอย่างดี สัตว์บางอย่างมันก็ต้องอาศัยสัตว์อื่นเป็น ที่พึ่งด้วยเหมือนกัน มีข้อที่น่าสังเกตอีกอย่างหนึ่งคือ นกกระจาบกับตัวต่อมักจะอยู่ด้วยกัน ทำรังอยู่ใกล้กัน ถ้าเห็นรังนกกระจาบอยู่ที่ไหน มักจะมีรังต่อใหญ่ๆ อยู่ที่นั้นด้วย ใครเป็นผู้ไปอาศัยใคร นกกระจาบนั่น แหละมันคิดไปอาศัยตัวต่อ  เพราะว่าตัวต่อมันมีพิษ มันต่อยใครแล้วก็หน้าบวมไปตามๆ กัน คนไม่กล้า ไปรังแก จะปีนขึ้นไปต่อเล่นงานเลยรังนกกระจาบซึ่งถอนเอาง่าย มันจึงเลยอยู่อย่างปลอดภัย ในสมัย เด็กๆ  ก็เคยเห็นตามต้นไทรต้นตาล  ถ้ามีนกกระจาบก็ต้อมีตัวต่ออยู่ด้วย  เห็นเวลานั้นก็ไม่คิดอะไร  แต่มาคิดได้ในตอนหลังว่า สัตว์ทั้งหลายมันคิดอาศัยกัน พึ่งพากันในบางเรื่องบางประการ เช่น สัตว์ตัว เล็กก็เข้าไปพึ่งสัตว์ตัวใหญ่  สัตว์ทีมีพิษน้อยก็พึ่งสัตว์ที่มีเขี้ยวมีงา พอจะอาศัยช่วยเหลือกันได้ตามประ สา แม้จะไม่ช่วยมันก็มีความอุ่นอกอุ่นใจ สัตว์ที่ทำรังตามยอดไม้มันจะขึ้นไปทำรังสูงๆ ที่ปลายกิ่ง กิ่ง ไม้เล็กๆ มารวมกันแล้วมันมาทำรังที่นั่น มันก็หาที่พึ่งของมันเหมือนกัน คือว่าทำรับที่กิ่งเล็กใครจะปีนขึ้น ไปก็ไม่ได้    เพราะกิ่งมันเล็กทานกำลังไม่ได้   มันก็ปลอดภัย   นี่คือการหาที่พึ่งของสัตว์ที่เป็นอยู่ ตามธรรมชาติ มนุษย์เราเป็นสัตว์ประเสริฐมีร่างกายพิเศษ  เนื้อหนังดีกว่าสัตว์เดรัจฉานทั้งหลาย มีสมองซึ่ง ธรรมชาติสร้างสรรมาให้มีความคิดนึกตรึกตรองในเรื่องอะไรต่างๆ   ได้  มนุษย์ก็มีความหวาดกลัว อย่างสัตว์เดรัจฉานเหมือนกัน   กลัวถูกทำร้ายถูกเบียดเบียนด้วยประการต่างๆ  เพราะฉะนั้นจึงคิด แสวงหาที่พึ่งพำนักอาศัย  ที่พึ่งอย่างหยาบๆ ก็คือ ที่พึ่งทางร่างกาย เช่นในสมัยก่อนนี้ คนยังไม่เจริญ  ไม่มีบ้านเรือนเป็นที่อยู่อาศัย  คนก็ไปอยู่ตามในถ้ำในภูเขา เพราะว่าในถ้ำนั้นมันมีทางเข้าทางเดียว  เข้าไปอยู่ในนั้นสู้ศัตรูได้ง่าย  ไปรวมกันอยู่ในถ้ำ หรือว่าในซอกภูเขา หรือว่าอยู่ในป่า ถ้ามีโพรงไม้ คนก็เข้าไปอยู่เหมือนกัน เพราะฉะนั้นในเรื่องการอยู่จำพรรษาของพระ ในโพรงไม้ก็จำพรรษาได้ คือ กันแดดกันฝนได้ แต่ว่าพระไม่ค่อยเข้าไปอยู่ ถ้าจำเป็นก็เข้าไปอยู่ในโพรงไม้เพื่ออยู่จำพรรษา คนสมัย ก่อนนั้นเขาอยู่อย่างนั้น   แสวงหาที่พึ่งทางกาย   ไม่ให้สัตว์ร้ายมาเบียดเบียนขบกัด  ก็ปลอดภัยใน รูปอย่างนั้น  เราจะเห็นว่าเป็นอย่างนี้หรือบางทีคนป่ายังขุดหลุมอยู่เหมือนกัน  ลงไปอยู่ในหลุมแล้วก็ ปิดปากหลุมไว้  เมื่อมีอะไรผ่านมาก็ไม่เห็น เขาก็อยู่กันได้อย่างปลอดภัย หรือว่าอย่างที่คนเรามาอยู่ รวมกัน  เป็นกลุ่มเป็นก้อน  เป็นหมู่เป็นคณะ ก็ไม่ใช่เรื่องอะไร เรื่องต้องการความปลอดภัยนั่นเอง  เราจึงได้มารวมกันอยู่อย่างนั้น ถ้าอยู่โดดเดี่ยวมันก็ไปไม่รอด สัตว์ป่ามันเอาไปกินเสียเท่านั้น แต่ถ้า อยู่หลายคนสัตว์ร้ายมาก็เพียงแต่ร้องตะเพิด เสียงมันดังๆ สัตว์ร้ายก็จะหนีไป ไม่มีอะไรน่ากลัว พระท่านไปเที่ยวป่า  ไปธุดงค์ ท่านมีกลดไว้ กลดมันน่ากลัวเหมือนกัน กลัวตรงไหน ตรงที่จุด เทียนขึ้นใจกลด  เช่น สัตว์ป่ามาท่านจุดเทียนขึ้นมันสว่างเหลือเกิน เสือมันมองเห็นว่าใหญ่กว่ากูเป็น ไหนๆ  มันก็วิ่งไปเท่านั้นเอง ช้างก็เหมือนกัน ถ้าเห็นเทียนในกลดมันวิ่งหนีเลย เพราะมันใหญ่เหลือ เกิน  มันขาวมีแสงน่ากลัว  อยู่ในกลดแล้วมันปลอดภัย ที่ปลอดภัยไม่ใช่เพราะความขลัง หรือเพราะ ความศักดิ์สิทธิ์อะไรหามิได้ แต่ว่ามันดูน่ากลัว แสงมันใหญ่น่ากลัว สัตว์มันเห็นแล้วมันไม่เข้าใกล้ มันวิ่ง เตลิดเปิดเปิงไปเท่นั้นเอง อยู่ในกลดปลิดภัย พระธุดงค์ที่เดินในป่า มีกลดนั่นแหละเป็นหลักเป็นที่อาศัย ป้องกันทางร่างกาย  นี่เป็นเรื่องแสวงหาที่พึ่งทั้งนั้น ทีนี้ที่พึ่งทางกายมันก็หยาบตามวัตถุ ประณีตบ้าง  หยาบบ้าง  ละเอียดบ้างตามเรื่องตามราวที่จะหาได้ ตามประสาของคนที่ไม่ความคิดความอ่านขนาด ไหน  ถ้าเป็นคนป่ายังไม่เจริญ ก็หาที่พึ่งขั้นหยาบๆ ในทางร่างกายไปก่อน แต่ว่าเพียงเท่านั้นก็ยังไม่ พอ มันยังมีความหวาดเสียวในจิตใจ มีความสะดุ้งกลัวยังฝันร้าย คนเราถ้ากลัวอะไรมากมักจะฝันไป ในเรื่องอย่างนั้น ฝันว่าสัตว์มากัดบ้าง มาเหยียบบ้าง งูมารัดบ้าง อะไรต่างๆ นานา คนทำนายฝันก็ มักจะทำนายให้สบายใจ    เช่นว่าฝันว่างูรัด    เขาบอกว่าไม่เป็นไรหรอก   จะได้คู่ว่าอย่างนั้น  บางคนบอกว่ามันไม่ใช่ตัวเดียว รัดตั้งสองตัว บอกว่ามันจะได้คู่หลายคน มันก็ดีอกดีใจ เจ๊กคนหนึ่งไปหาหมอแล้วบอกว่า  อั๊วฝันเห็นนกมันมาเกาะหลังคา  บอกว่าลื้อจะได้ลาภจะร่ำ รวย  มันเลยบอกว่าเกาะสองตัว  ก็ยิ่งรวยใหญ่  มันบอกว่าสามตัว พอบอกว่าสามตัวลื้อจะตาย มัน เลยบอกว่าตัวเดียวๆ ว่าอย่างนั้น พอเขาบอกว่าจะตายว่าไม่ใช่ ตัวเดียวๆ อย่างนี้เขาเรียกว่า เป็น คำปลอบใจเท่านั้นเอง  ไม่ใช่เรื่องอะไร ปลอบให้สบายใจให้นึกในในทางแง่ดีงาม ไม่เกิดอะไรขึ้น มา  ความจริงเรื่องฝันไม่ใช่เรื่องอะไรหรอก  จิตใจฟุ้งซ่านนอนไม่หลับ คนเวลาฝันไม่หลับสนิท ถ้า หลับสนิทก็ไม่ฝัน ตื่นก็ไม่ฝันเหมือนกัน คนเราที่ฝันในระยะครึ่งหลับครึ่งตื่น จิตใจไม่ได้มีการควบคุมอะ ไร  มันก็คิดไปตามเรื่อง คนเรานึกเรื่องอะไรมากก็คิดเรื่องนั้น เช่นคนเล่นหวยเล่นเบอร์ ก็คิดแต่ เรื่องหวยเรื่องเบอร์ได้ทุกวัน  แทงล็อตเตอรี่ หรือว่าคนคิดจะทำอะไรมักจะฝันแต่เรื่องนั้น อย่าเอา มาเป็นจริงจังให้ยุ่งเปล่าๆ  เลย ให้นึกแต่เพียงว่า จิตมันทำงานในเวลานั้นโดยไม่มีการควบคุม ฟุ้ง ซ่านไปตามเรื่องราว แต่ถ้าคนนอนหลับเป็นปกติ จิตใจสงบไม่มีฝันอะไร ปีหนึ่งอาจจะไม่ฝันเลยสักครั้ง เดียวก็ได้ เพราะไม่ฟุ้งซ่าน จิตใจไม่ยุ่งมันก็เลยไม่ฝัน แต่ถ้ายุ่งแล้วมันก็ฝันไป อันนี้เป็นเรื่องทางใจ  จิตใจของคนเรานั้น ยังมีความสะดุ้งหวาดเสียวอยู่ในเรื่องนั้นเรื่องนี้ กลัวด้วยประการต่างๆ แล้วสิ่ง ที่เราได้ประสบพบเห็นในชีวิตประจำวันนั้น บางอย่างเรารู้ว่ามาอย่างไรเป็นอย่างไร เกิดขึ้นโดยไม่ รู้ว่าอะไรเป็นอะไร   เช่นฟ้าแลบเปรียงคนก็ตกใจร้องออกมาตามประสาคนที่ตกใจ   ถ้านับถือพุทธ ศาสนาก็เปล่งวาจาว่า  พุทโธ  พุทโธ  ฝรั่งเขานับถือพระผู้เป็นเจ้า  ก็พูดถึงพระผู้เป็นเจ้า  พวก อิสลามก็ร้องว่าอะหล่า  อะหล่า ไปตามเรื่อง ความกลัวเกิดขึ้นในใจ เพราะไม่รู้ว่าอะไรเป็นอะไร  ธรรมชาติมันมีอะไรแปลกๆ  เช่นฟ้าร้องฟ้าผ่า เปรียงลงมาเป็นไฟลุกเป็นเปลว คนก็ไม่รู้ คิดว่ามันมี ฤทธิ์แรง  สายฟ้าฟาดอะไรออกมาทีหลังเขาแต่งเป็นเทพนิยาย  ว่ารามสูรถือขวาน นางเมฆขลาถือ แก้ว   นางเมฆขลากับรามสูร  เรียกว่าเอาแก้วไปล่อกันบ่อยๆ  พอนางเมฆขลาล่อแก้ว  รามสูรก็ ขว้างขวานเปรี้ยงเข้าให้ เกิดเสียงเปรี้ยงปร้างกระทบกระเทือนกันเป็นการใหญ่ เขาแต่งเป็นนิยาย ไป ให้คนฟังแล้วสนุกไปตามเรื่อง คนไม่รู้ว่าอะไรเป็นอะไร หรือว่าเกิดแผ่นดินไหว ภูเขาไฟระเบิด เกิดน้ำท่วมใหญ่ เกิดมีพายุรุนแรง เหมือนพายุแหลมตะ ลุมพุกอะไรอย่างนั้น ทำให้คนเสียหายก็ไม่รู้ว่ามาจากอะไร ก็กลัวกันไปอย่างนั้น หรือว่าไปเห็นอะไร แปลกๆ ก็กลัว เช่นภูเขาใหญ่ๆ ก้อนหินสีดำทะมึนสูงเสียดฟ้า เราเห็นแล้วคิดว่า แหมน่ากลัว หรือไป เห็นแม่น้ำใหญ่ๆก็น่ากลัว  มันน่ากลัวทั้งนั้น เพราะฉะนั้นเราจึงเห็นว่า คนเข้าไปไหว้ต้นไม้ไหว้ภูเขา  ไหว้จอมปลวกไหว้แม่น้ำ  หรือไหว้อะไรๆ  ที่มันแปลกๆ โดยไม่รู้ว่าคืออะไร ทำไมจึงได้เข้าไปไหว้  แสวงหาที่พึ่ง  ให้ตนได้อุ่นใจ เมื่อตกอกตกใจก็เอ่ยถึง พ่อนั่นทวดนี่ สิ่งนั้นสิ่งนี้ตามที่คนเขานิยมกราบ ไหว้กัน  คนบางคนตกใจมาก  เช่นสมัยเครื่องบินมาทิ้งระเบิด เมื่อสงครามญี่ปุ่น บางคนก็ตกในมาก  แล้วก็เที่ยวพูดไว้ให้ปลอดภัย  แล้วก็ปลอดภัยมา ไม่ตาย พอ เสร็จสงครามก็เที่ยวแก้บนกันไม่รู้กี่หนกี่ แห่ง  ถามว่าทำไมเที่ยวมาแก้มากมาย  บอกว่าบนไว้ทุกแห่ง ทวดที่นั่น ต้นไม้ที่นี่ เจ้าพ่อที่โน่น เลย แก้บน เสียเงินไปตั้งเยอะตั้งแยะ เที่ยววิ่งแก้บนที่นั่นที่นี่ นี่ก็เรื่องอาศัย ว่าความกลัวเกิดขึ้นในใจ ก็ เลยไม่รู้จะทำอย่างไร  คิดแสวงหาที่พึ่งไปตามเรื่องตามฐานะ เราจะเห็นเด็กน้อยๆ ถ้าตกในจะวิ่ง โผเข้าหาอกแม่ ให้แม่ได้อุ้มได้กอดมันก็สบายใจ ลูกไก่พอแม่ร้องบอกว่า  เหยี่ยวมา คือมันมีสัญญาณภัยของมัน พอร้องมันก็วิ่งเป็นแถวเลย เข้า ไปในอุ้งปีกของแม่ แม่ก็ปกป้องไว้ เหยี่ยวไม่สามารถจะเฉี่ยวไปได้ ลูกสัตว์ไม่ว่าสัตว์อะไร พอตกใจ ก็วิ่งเข้ามาหาแม่ทั้งนั้น ก็เอาแม่เป็นที่พึ่ง สัตว์พ่อมันไม่มี มันมี แต่มันหายหน้าไปเสียนานแล้ว เลยเอา แม่เป็นที่พึ่ง  คนเราก็อาศัยพ่อแม่ อาศัยสิ่งนั้นสิ่งนี้ ที่พึ่งของคนมันค่อยกว้างออกไป ตามสังคมและสิ่ง แวดล้อม เราจึงเห็นว่า คนคนหนึ่งพึ่งอะไรหลายอย่าง พึ่งเสาหลักเมืองก็มี พึ่งเจ้าพ่อเขาตกก็มี เจ้า แม่นั่นแม่นี่มากมายก่ายกอง พึ่งพระพรหมพึ่งพระอินทร์ พึ่งสิ่งต่างๆ ที่เขานิยมกันมาตั้งแต่สมัยโบรมโบรา ณ  แล้วเราก็ไปเกาะกับเอา  สิ่งนั้นเป็นที่พึ่ง  ถ้าดูที่พึ่งทางในของคนแล้ว บางทีมันก็มากเหลือเกิน  จนกระทั่งพร่าไปหมด   ไม่มีกำลังอะไรพอจะให้อุ่นใจได้อย่างแท้จริง  เลยวิ่งไปตรงนั้นวิ่งไปตรงนี้ มากมายก่ายกอง   อันนี้มันยุ่งเพราะอะไร   เพราะไม่รู้ไม่เข้าใจ   ว่าอะไรเป็นอะไร  ถูกต้อง ตามสภาพที่เป็นจริง จึงได้เกิดปัญหา พระพุทธเจ้าของชาวเราทั้งหลาย ท่านออกบวชได้ตรัสรู้ธรรมะ  เข้าใจสิ่งทั้งหลายถูกต้องตามความเป็นจริง  พระองค์จึงได้กล่าวว่า  "คนเป็นอันมาก เมื่อถูกภัยคุก คามแล้ว  ย่อมถือเอาวัตถุต่างๆ  เป็นที่พึ่ง เช่น ต้นไม้ ภูเขา ก้อนหิน ดิน จอมปลวก หรือว่าอะไร ต่างๆ  เทพเจ้าใจสวรรค์ชั้นฟ้า  เป็นที่พึ่งที่อาศัย นั่นไม่ใช่เป็นที่พึ่งอันเกษม นั่นไม่ใช่เป็นที่พึ่งอันสูง สุดของจิตใจ  ผู้ที่เข้าไปพึ่งสิ่งเหล่านั้น  ไม่สามารถจะช่วยตนให้พ้นจากความทุกข์ความเดือดร้อนได้  ไม่ช่วยตนให้พ้นทุกข์ได้" อันนี้เป็นเรื่องสำคัญ เราลองมาคิดสักเล็กน้อยว่า ทำไมพระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า ไม่ช่วยตนให้พ้นจากความทุกข์ได้ มัน ช่วยได้เพียงชั่วขณะจิตหนึ่ง หรือชั่วครั้งชั่วคราว แต่ไม่ได้ช่วยอย่างแบบถอนรากถอนโคน เอาสิ่งที่เรา กลัวนั้นให้หมดไป  เพราะว่ามันเกิดขึ้นก็ร้อนพึ่งกันไปทีหนึ่ง บนบานศาลกล่าวกันไปทีหนึ่ง เสร็จแล้วก็ เบาใจไป  โปร่างใจไปหน่อยหนึ่ง แต่มันก็ไม่หมด วันหลังมันกลัวอีก กลัวเรื่องนั้นเรื่องนี้ เรื่องโน้น  ที่เกิดขึ้นในใจมากมายหลายเรื่องหลายประการ จึงกล่าวว่า ไม่ใช่เป็นเรื่องแก้ทุกข์อย่างแท้จริง เขา เรียกว่าเป็นเรื่องกลบทุกข์ชั่วครั้งชั่วคราว ไม่ได้แก้แต่ว่ากลบไว้ กลบเกลื่อนไว้ หรือว่าเป็นอารมณ์ไป ชั่วครั้งชั่วคราว คล้ายๆ กับคนกลัวผี ทีนี้เขาให้ทองคาถาอันใดอันหนึ่ง สมมติว่าให้ท่องว่า อรหัง พุท โธ  เหล่านี้ เวลาเดินไปก็ท่องเรื่อยไป พอเข้าเขตป่าช้าก็ยิ่งท่องใหญ่เลย บางทีท่องดังๆ เสียด้วย  กลัวผีมันจะมารังแก พอผ่านพ้นนั้นแล้วก็ไม่ท่องต่อไป เพราะพ้นระยะอันตรายแล้ว แต่ว่าวันหลังพอเดิน ผ่านตรงนั้นมันก็กลัวอีก  ต้องท่องอย่างนั้นเรื่อยไป ไม่รู้จักจบจักสิ้น เพราะว่าฐานมันไม่ได้ถูกรื้อถอน  เป็นแต่เพียงกลบเกลื่อนไว้ เอาอารมณ์อื่นมาเปลี่ยนไปได้ชั่วขณะ เช่นเรากลัวผี ทีนี้เราไปท่องคาถา  ใจมันไม่ได้นึกถึงผี เราไปนึกถึงพระบ้าง นึกถึงอะไรบ้าง หรือว่าเอาวัตถุที่เราห้อยคอไว้ เช่นมีพระ เครื่องห้อยคอ  เราก็ปลอบใจตัวเองว่า นี่หลวงพ่อดีอยู่นี่แล้วจะไปกลัวอะไรแล้วเอามือคลำหลวงพ่อ ไว้ เอาเป็นที่พึ่งทางใจ ความกลัวมันไม่เกิดขึ้นในขณะนั้น มันพักไปชั่วครู่หนึ่งชั่วขณะหนึ่ง แล้วเราเดิน ไปที่อื่น  วันหลังเดินผ่านตรงนั้นมันก็กลัวอีก  พบอะไรมันก็กลัวอีก ยังสะดุ้งหวาดเสียวอยู่ตลอดเวลา  พระพุทธเจ้าท่านจึงบอกว่า    "ปุถุชนที่ยังไม่ถอนรากเง่าของอวิชชาออกจากจิตใจนั้น    ย่อมมีอา การขนพองสยองเกล้าอยู่ตลอดเวลา  อยู่ในป่าก็กลัว  อยู่ในทุ่งก็กลัว อยู่ในบ้านก็กลัวไปที่ไหนๆ ก็มี ความกลัวติดตัวไปอยู่เสมอ" ความกลัวมันคล้ายกับเปลือกหอย เราเหมือนกับตัวหอยว่าอย่างนั้นเถอะ  ตัวหอยไปไหนมันก็เอาเปลือกไปด้วย  ถ้าไม่เอาเปลือกไปมันก็ไปไม่ได้  เพราะฉะนั้นมันจึงต้องแบก เปลือกคือเรือนของมันไปทุกที คนเราในใจที่มีความกลัวก็อย่างนั้น  แบกความกลัวไปด้วย  เดินไปที่ไหนพอรู้ว่ามีอะไรก็กลัว  เช่นคนกลัวผี นี่เห็นอะไรกลัวหมดทุกอย่าง กลัวผี เห็นโลงผีก็กลัวแล้ว โลงเขาไม่ได้ใส่ศพก็กลัว เห็น กระดาษที่เขาปิดข้างโลงก็กลัว  เห็นเครื่องอะไรที่เขาตกแต่งในงานศพก็กลัว  ใจมันนึกไป  นึกไป แล้วก็กลัว เพราะฉะนั้นคนบางคนกลัวมาก ร้านขายหีบศพไม่เข้าใกล้ ไม่กล้าเดินเข้าไป ถือว่าที่นั่น เรื่องมันเกี่ยวกับศพ  ก็ไม่อยากเข้าใกล้ แต่คนขายหีบเขาไม่กลัว เขานอนอยู่ข้างหีบนั่นแหละ เดี๋ยว ใครตายก็มาซื้ออีก  เขาไม่กลัว  เพราะเขาได้สตางค์ บางทีเขาจุดธูปเทียนบูชาด้วยซ้ำไป บอกให้ คนตายมากๆ  จะได้ขายคล่องๆ  หน่อย  เขาบูชาไปในรูปอย่างนั้นบูชาพระยม  พระยมคือเทพเจ้า แห่งความตาย จุดธูปเทียนบูชายมทูต บอกว่าช่วยหน่อยเถอะ หมู่นี่ขายไม่ค่อยได้แล้ว ถ้าขายได้แล้วจะ เอานั่นเอานี่บูชา ว่ากันไปตามเรื่อง นี่คือฐานมันมาจากความกลัวทั้งนั้น ไม่ใช่เรื่องอะไร ความกลัว ของมนุษย์ที่ยังโง่ก็พึ่งสิ่งโงๆ แก้ไขไปตามแบบโง่ๆ ไปตามเรื่องตามราว แต่ถ้าหากว่าความกลัวนั้น มันลึกซึ้งลงไปกว่านั้น  กลัวของที่มันลึกซึ้ง  พระพุทธเจ้าของเรา  ก่อนเป็นพระพุทธเจ้า ท่านก็กลัว เหมือนกัน  แต่ไม่ได้กลัวแบบคนเขลาทั้งหลาย  ท่านกลัวสิ่งที่ลึกซึ้งกว่านั้น  สิ่งนั้นที่ท่านกลัวคืออะไร  ท่านกลัวความเกิด กลัวความแก่ ความเจ็บ ความตาย หรือพูดสั้นๆ ว่าท่านกลัวความทุกข์ กลัวแล้วก็ ไม่ใช่ว่านอนเอามือปิดหูปิดตาคลุมโปงไม่ใช่อย่างนั้น  อย่างนั้นมันไม่ได้อะไร ท่านกลัวแล้วท่านค้นหา สาเหตุ  ว่าความกลัวนี่มันเกิดจากอะไร เรากลัวอะไร อะไรเป็นเหตุให้เกิดความกลัว ความกลัวนี่ แก้ได้หรือไม่ พระองค์คิดค้น ว่าต้องเป็นเรื่องแก้ได้ เมื่อแก้ได้เราจะแก้อย่างไร เรื่องนี้มันลึกซึ้ง จะ ต้องศึกษากันอีกนาน พระองค์ก็ศึกษานั่งคิดนั่งค้นอยู่ในวังไม่สะดวก เพราะว่ามีเรื่องรบกวน คนนั้นมา คนนี้มา งานเยอะ ดูก็เหมือนในหลวงของเรา ท่านก็ไม่ได้พักได้ผ่อน เขาเชิญไปยกช่อฟ้าบ้าง ไปตัด ลูกนิมิตบ้าง  ไปเจิมเทียนบ้าง ไปทำอะไรต่ออะไร ไม่ค่อยได้พักผ่อน ในหลวงต้องเสด็จไปเรื่อยไป  เดี๋ยวนี้ก็ได้เจ้าฟ้าชายบ้าง  เจ้าฟ้าหญิงบ้าง  พอได้ผ่อนแรงลงบ้าง พระองค์ได้พัก เอ๊าเจ้าฟ้าชาย ไปวันนี้ก็ให้สมเด็จพระเทพฯ ไป ได้เปลี่ยนกันไป ไม่อย่างนั้นก็ถูกเชิญเสียเรื่อยให้ไปที่นั้นที่นี่ สมภารเจ้าวัดก็เหมือนกัน  ถ้าว่ามีชื่อมีเสียงขึ้นสักหน่อย ขนาดท่านปัญญานันทะก็แย่แล้ว ไม่ได้ หยุดไม่ได้หย่อน คือว่าไม่ค่อยได้พักผ่อนจริงๆ ที่จะได้พักผ่อนมันน้อย เพราะว่าเดี๋ยวคนนั้นมา คนนี้มา  บางทีนั่งคุยกับคนนี้เสร็จขึ้นห้อง  พอจะเอนหลังหน่อยมาอีกแล้ว  ก็ต้องทำหน้าเจี๋ยมเจี้ยมคุยกันต่อไป  คุยกันไปตามเรื่อง  มาถึงจะบอกว่า แหมฉันละเบื่อหน้าโยมเต็มทีแล้ว พูดได้เมื่อไหร่อย่างนั้น ทำไม่ ได้  พูดก็ไม่ได้  แสดงกิริยาอาการก็ไม่ได้ ต้องลงไปคุยกันตามเรื่อง พูดจาปราศัยกันไป ถามเรื่อง ถามราวกันไปตามเรื่อง โยมบางคนอาจนึกว่าอาตมาพูดจาห้วนๆ สักหน่อย ไม่ค่อยจะหวานเท่าใด คือ อ่อนหวานอยู่ไม่ได้  งานมันมาก ใครมาก็ต้องว่า เอ๊าธุระอะไรโยมว่าไป ธุระก็ว่ากันแต่ธุระ ได้ไม่ ได้ว่ากันไปตามเรื่อง  พอเสร็จแล้วก็หมดเรื่อง โยมก็ดีเหมือนกัน มาถึงพอธุระเสร็จท่านก็ไป ไม่นั่ง คุยเซ้าซี้ ไม่นั่งคุยอย่างนั้นอย่างนี้ เพราะว่าที่วัดไม่ได้เลี้ยงน้ำชา โยมมาไม่เลี้ยงน้ำชา ขืนเลี้ยงน้ำ ชาโยมก็คุยใหญ่  พอคอชุ่มแล้วก็คุยใหญ่  พระก็ไม่ได้พักผ่อน เลยว่าไม่ต้องเลี้ยงน้ำร้อนน้ำชา เลี้ยง อย่างอื่นกันดีกว่า  เลี้ยงธรรมะกัน โยมก็ไป ไม่เท่าใด ยิ่งในบางวัด แขกมาท่านเอาน้ำชามาเลี้ยง  มานั่งคุยกัน ไม่ได้ลุกขึ้นเลย ท้องผูก เป็นโรคอะไรกันไปเยอะแยะ เป็นอะไรไปตามๆ กัน ถ่ายไม่อ อก  นั่งนานๆ  แล้วกินแต่น้ำชาท้องผูก  บอกว่าอย่างนี้มันก็แย่  บอกว่าให้แขกกลับไปไวๆ เสียบ้าง  บอกว่าไม่ได้ เกรงใจเขา พระพุทธเจ้าท่านว่าไว้ดี  ท่านบอกว่า "พูดด้วยวาจาที่ส่งเขากลับไป" ท่านให้พูดด้วยวาจาส่ง เขากลับไป คือแขกมาหาพระท่านบอกว่า "ให้พูดด้วยวาจะที่ส่งเขากลับไป" วาจะที่ส่งเขากลับไปนั้น  คืออะไร พูดแต่น้อยๆ เอาแต่เรื่องที่จะเป็น พอหมดเรื่องจำเป็นแล้วแกก็จะนั่งอยู่ทำไม หมดธุระแกก็ ไปเท่านั้นเอง แล้วเราอย่าไปต่อ พอโยมยกมือไหว้แล้ว เอ๊าเรื่องนั้นเป็นอย่างไร บางทีโยมยืนแล้ว  เรื่องนั้นเป็นอย่างไร  โยมไม่ได้ไปต้องมานั่งกันต่อกันอีก อย่างนี้ก็แย่ไม่ไหว อย่างนั้นเรียกว่าพูดไม่ ให้เขาไป  พูดให้เขานั่งต่อ  เรื่องมันก็ยาว เพราะฉะนั้นต้องพักบ้างตามสมควร คือว่ามีงานอื่นที่จะ ต้องทำก็ต้องทำงานอื่นบ้าง เป็นเรื่องธรรมดา ผู้หลักผู้ใหญ่ที่มีงานมากก็ทำอย่างนั้น สมมติว่าเราจะไป พบนายกรัฐมนตรี  คุยนานได้เมื่อไหร่  งานท่านเยอะ งานทั้งประเทศ ไปคุยกับอธิบดีงานท่านก็มาก  เพราะฉะนั้นเอาแต่เรื่องที่เป็นสาระ ตกลงกันมีอะไรก็ไวๆ แต่ผู้หลักผู้ใหญ่เขาเก่ง เขามักจะรับไว้  ไม่เป็นไรเรื่องนี้จะจัดการให้ พอเราไปแล้วบางทีไม่ได้จัด นั่นเขาเรียกว่าเป็นศิลปะอันหนึ่ง ศิลปะผู้ ที่จะให้เราออกไปจากห้องทำงานไวๆ เลยบอกว่าไม่เป็นไรเรื่องนี้จะจัดการให้เรียบร้อย แล้วเรานั่ง ไปคอยไป คอยไปเถอะเรียบร้อย อย่าไปโทษท่าน บอกว่ารับแล้วจะทำไม่เป็นทำ มันเป็นศิลปะเท่านั้น เอง  เขาเรียกว่าศิลปะของการไล่แขกออกจากบ้านเท่านั้นเอง  เราอย่าไปเอาจริงเอาจัง ที่เขา บอกว่าเรื่องนี้จะจัดให้ไวๆ  คือหมายความว่า  จะไม่จัดให้ก็ได้ หรืออาจจะจัดให้ก็ได้ มันสุดแล้วแต่ เหตุการณ์  เราอย่าไปไว้ใจว่าจะได้ ให้รู้ศิลปะของผู้ใหญ่ ว่าเขาพูดอย่างนั้น เป็นอุบายอันหนึ่งที่จะ ให้แขกออกไป แล้วจะได้ทำงานอื่นต่อไป ใครๆ มาก็อย่างนั้น โอไม่เป็นไร นี่เป็นตัวอย่าง อย่างนี้เขา เรียกว่าวิธีการ ทีนี้พระพุทธเจ้าของเรา  เมื่อเป็นเจ้าชาย ท่านอยู่ในวัง จะไปคิดปัญหาว่าความทุกข์คืออะไร  มันมาอย่างไรมันไปอย่างไรจะแก้ไขอย่างไร  มันไม่ได้ ไม่สงบ เขาเรียกว่าไม่มีกายสงบ วาจาไม่ สงบ  ใจก็ไม่สงบ คนที่จะทำอะไรใหญ่โตสำคัญนั้น หนึ่ง ต้องได้กายวิเวก คือความสงบทางกาย ได้ จิตวิเวก คือสงบในทางจิต ได้อุปธวิเวก คือไม่มีสิ่งรบกวนภายใน กิเลสไม่รบกวน จึงต้องคิดว่าอยู่ที ไหนจึงจะได้กายวิเวก  กายวิเวกต้องไปอยู่ที่สงบ  ไม่มีใครมารบกวน ไม่มีเสียง ไม่มีรูป ไม่มีกลิ่น  ไม่มีอะไรที่จะมารบกวนทางกายให้วุ่นวาย จิตก็จะไม่วุ่นวาย เรียกว่ากายวิเวก แล้วเมื่อไปได้กายวิ เวกจิตก็สงบเอง  เพราะไม่มีอะไร เช่นเราไปอยู่ในป่า มีแต่ต้นไม้มีสัตว์มีนก ญาติโยมลองสังเกตดู จิตมันเป็นอย่างไร  มันสงบกว่าอยู่ที่บ้าน โยมมาวัดชลประทานฯ สมมติว่าไปนั่งอยู่ตามใต้ต้นไม้ร่มรื่น แล้วเราจะรู้สึกว่าจิตใจมันเปลี่ยนไป ไม่เหมือนกับนั่งอยู่ที่บ้าน นั่นคือจิตมันสงบ ไม่มีอารมณ์ยั่ว จิตมัน จึงสงบ  ถ้ามีอารมณ์มายั่ว  มันก็ไม่สงบ  มันเพลินไปกับรูปที่ผ่านตา เพลินกับเสียงที่ผ่านหู เพลินไป กับกลิ่นที่ที่เข้ามาทางจมูก เพลินไปกับรสที่มาทางลิ้นแล้วก็มาสัมผัสถูกต้องทางกาย มันยั่วให้เกิดอะไรๆ ฟุ้งซ่าน  มีความอยากได้อยากมีอันโน่นอันนี่ตลอดเวลา  จิตไม่สงบ  แต่ถ้าเราไปอยู่ในที่เงียบ อยู่ ตามถ้ำตามภูเขา จิตมันสงบดี เคยไปที่ถ้ำโพธิสัตว์  ที่ร้องกวาง  ที่นั่นเขามีถ้ำโพธิสัตว์  ต้องเดินขึ้นสูง คนแก่ๆ ขึ้นไม่ไหว  อาตมาไปขึ้นที่ไรปวดแข้ง แต่ว่าพอไปถึงในถ้ำมันเงียบหู เย็นจริงๆ ในถ้ำไม่มีเสียงอะไร แล้วมันมืด  เราถือเทียนไป  ดับเทียนแล้วก็ลองยืนในที่มืด  รู้สึกว่าโลกนี้มีแต่เราคนเดียว หัวใจเต้นก็ได้ยิน มัน เงียบสงบ สมมติว่าเราไปนั่งอยู่ในทีสงบอย่างนั้นสักวันหนึ่ง คงจะมีอะไรเกิดขึ้นในใจ ในมันสงบ มัน จะมีความสุขเกิดขึ้น นี่เรียกว่าความสงบในอาศัยสถานที่เป็นเครื่องช่วย และเมื่อในสงบกิเลสมันก็ไม่ เกิด  โลภไม่เกิด โกรธไม่เกิด หลงไม่เกิด ริษยา พยาบาท อาฆาตจองเวรมันทิ้งไว้ที่เชิงเขาแล้ว  เอาขึ้นไปไม่ไหวทิ้งไว้ที่นั่น  แล้วไปแต่ตัวอยู่สบาย มีความสุข อยู่อย่างนั้นมีความสุข คนที่เขาทำงาน มากๆ  จึงต้องไปหาความสงบเป็นครั้งคราว  เขาเล่าว่า บัณฑิตเนรูแห่งประเทศอินเดีย ถ้าท่านทำ งานมากแล้ว บินไปโน่นมิสซูรี่ หรือว่าไปดาชิลิ่ง หรือไปที่เมืองตากอากาศ ไปอยู่คนเดียว ไม่ให้ใคร ยุ่ง  ทหารอะไรก็ให้เฝ้าอยู่ข้างนอก ในบ้านนั้นท่านไปนั่งคนเดียว ไปนั่งเข้าฌาน ว่าอย่างนั้น แบบ อินเดียโบราณ  นั่งสงบจิตใจ  คิดอะไร วางแผนที่จะสร้างบ้านสร้างเมืองต่อไป ถ้าลงมาจากภูเขา แล้วเรียกว่าสดใสขึ้นมาหน่อย  จิตใจสงบขึ้น  มีงานการดีขึ้น  นี่เขาต้องการความเงียบ ฮิตเล่อร์ก็ เหมือนกัน สมัยมีชีวิตอยู่ ถ้าว่ามีเรื่องมากแล้วขึ้นไปอยู่บนภูเขา ไปนั่งคนเดียวเงียบๆ แต่ว่าถ้าลงมา จากภูเขาแล้วบุกทุกที พอลงมาบุกโปแลนด์เข้าให้ บุกประเทศนั้นประเทศนี้ แล้วไปนั่งวางแผนเพื่อจะ รุกราน เพื่อจะสร้างปัญหาให้โลกวุ่นวายสับสน นั่นไม่ได้สงบ คือไม่มีอุปธิสงบ อุปธิก็คือกิเลสที่มาเกาะ จับจิตใจ มันไม่สงบ แต่ไปสร้างกิเลส ในที่สงบอย่างนั้น  ถ้าเกิดกิเลสแล้วมันแรง  มันรุนแรง  เพราะฉะนั้นเขาจึงเตือนว่า  "อยู่ คนเดียวระวังจิต อยู่กับมิตรระวังวาจา " อยู่คนเดียวระวังใจเรา ข้าศึกข้างในมันมี ถ้าอยู่กับคนระ วังคนนั้นคนนี้   แต่ถ้าอยู่คนเดียวระวังจิตมันจะทำให้เรายุ่ง  เกิดฟุ้งซ่านกระโดดออกจากถ้ำไม่รู้ตัว เหมือนกัน     อย่างนี้มันก็มีอยู่     เพราะว่ามันฟุ้งไปเลยไม่รู้ตัว    จึงต้องพยายามที่จะให้เกิด ความสงบอย่างนั้น พระพุทธเจ้าท่านจึงหนีออกไป เวลาออกไปทำไมจึงไม่บอกให้ใครรู้ บอกมันก็ยุ่งละ ซี  สมมติว่าบอกนางพิมพาว่าพรุ่งนี้ฉันจะเข้าป่า นางพิมพาก็ไม่ได้หลับได้นอน แกก็ต้องกอดขาไว้ ไม่ ให้ไป  บอกพระเจ้าสุทโธทนะท่านก็ปิดประตูไม่ให้ไป เอาทหารมาล้อมวังไว้ เลยก็ไปไม่ได้ จึงจะ เป็นต้องหนีในเวลากลางคืน รู้แต่นายฉันนะคนเดียว เพราะนายฉันนะเป็นควาญม้า เป็นผู้เลี้ยงม้า ดู แลม้ากัณฑกะซึ่งเป็นม้าตัวเก่ง พระองค์ก็ขึ้นหลังม้า ไปกันเลยหนีไป หนีไปเพื่อหาความสงบ ไปอยู่ใน ป่าเพื่อไปคิดค้นปัญหาแก้ทุกข์  เรียกว่าไปหาที่พึ่งนั่นเอง ที่พึ่งทางใจ อันเป็นที่พึ่งที่ประเสริฐ ทรงค้น หาไปด้วยพระองค์เองก่อน ค้นไปศึกษาไปในสำนักครูบาอาจารย์ต่างๆ จนได้ความรู้พอสมควร แต่ก็ยัง แก้ไขอะไรไม่ได้  ยังช่วยตนให้พ้นจากทุกข์ไม่ได้  ความรู้ที่ไปเรียนในสำนักใหญ่  เช่นสำนักอาฬาร ดาบส   อุทกดาบส  เป็นความรู้เพียงขั้นฌาน  แล้วนั่งจิตสงบได้เหมือนกัน  ถึงกระนั้นมันก็ชั่วคราว  คล้ายกับเอาหินมาทับหญ้าไว้  มันเรื้อไปนิดหน่อย ขาวไปเพราะไม่ได้ถูกแดด แต่พอเรายกหินขึ้นหญ้า ได้รับแสงแดด  มันก็เจริญงอกงามเขียวชะอุ่มต่อไป จิตใจของคนที่ฌานอะไรก็อย่างนั้น คือนั่งสงบอยู่ ได้วันหนึ่งสองวัน  คนเข้าฌานเก่งเขานั่งถึงเจ็ดวันไม่ลุกขึ้น  สงบอยู่อย่างนั้น ไม่กินไม่ถ่ายอยู่เฉยๆ  อย่างนั้นตลอดเวลา เขาเรียกว่าเข้าสมาบัติ อันนี้มีมาก่อนยุคพระพุทธเจ้าตรัสรู้ คือพวกนักบวชเขาทำกันมาก่อนแล้ว นักบวชฮินดู ฤษีชีไพรอะ ไรเขาทำกันมาแล้ว ไม่ใช่เรื่องใหม่อะไร ไม่ใช่เรื่องใหม่คนอื่นเขาทำกันมาแล้ว พระองค์ออกไปบวช ใหม่ๆ ก็เป็นธรรมดา ก็ยังไม่รู้ว่าอะไรเป็นอะไร ในการค้นคว้าเรื่องนี้ก็ต้องไปทดสอบเขาก่อนว่า ที่ เขาทำมาก่อนนั้นเป็นอย่างไร ได้ผลเป็นประการใด พระองค์ก็ไปค้นคว้าทดสอบปฏิบัติ ปฏิบัติในสำนัก ไหนเอาจริงจังเลย  เก่งกว่าใครๆ  ทั้งหมด เก่งกว่าอาจารย์ด้วยซ้ำไป อาจารย์ยกย่องว่า ท่านมี ความรูเสมอกับเราแล้ว เราไม่มีอะไรจะสอนท่านต่อไป ขอเชิญท่านอยู่กับเราสั่งสอนศิษย์ต่อไปเถิด  หมดแล้ว เรียนจนหมดพุงอาจารย์แล้ว แต่ว่าวิชาที่ได้นั้น พระองค์รู้ว่ามันไม่ใช่ทางพ้นทุกข์ ไม่ใช่เป็น ที่พึ่งอย่างเกษมสูงสุดอย่างแท้จริง  จึงไม่หยุดยั้งเพียงแค่นั้น ที่ไม่หยุดยั้งนั้นก็เพราะว่า พระองค์ตั้ง พระทัยอธิษฐานใจไว้แล้วว่า  เราจะไปแสวงหาเครื่องมือ สำหรับดับทุกข์ร้อน ให้แก่ตนเองและผู้อื่น  ใจของตนรู้อยู่ว่ามันยังไม่พ้น  เพราะยังมีอะไรรบกวน  ยังมีกิเลสรบกวนอยู่ก็แสดงว่า ยังไม่พ้นทุกข์  เพราะฉะนั้นต้องค้นคว้าต่อไป  ศึกษาต่อไป พระองค์ก็เดินทางออกจากสำนักนั้น ไปหาค้นคว้าด้วยตน เอง ไปทำเอาด้วยตนเอง ไปนั่งอยู่ใต้ต้นโพธิ์ ไปนั่งค้นคิดไปตามเรื่อง จนกระทั่งว่าได้พบความจริง  ได้ตรัสรู้   หมายความว่าได้พบความจริงสิ่งนั้น  สิ่งที่พระองค์พบแล้วนั้น  ทำให้เบาไปว่างไป  พ้น จากความทุกข์ ปลงภาระลงได้ ไม่เหมือนคนแบกของต่อไป ไม่เหมือนกับคนที่กำลังยึดถือติดพันอยู่ในสิ่ง อะไรๆ ต่อไป ใจพระองค์ว่างจากสิ่งทั้งหลายทั้งปวง เราเรียกกันว่า เป็นสัมมาสัมพุทโธ ซึ่งแปลว่า  ผู้ตรัสรู้ชอบด้วยพระองค์เอง หรือเรียกสั้นๆ ว่า พุทธะ ซึ่งแปลว่า ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้มีความเบิกบานแจ่มใส  นี่เรียกว่าเป็นพระพุทธเจ้า พระองค์ได้ที่พึ่งอันสูงสุดแล้ว พ้นจากความทุกข์ความเดือดร้อนอย่างเด็ดขาด อันนี้เป็นเครื่องชี้ให้เห็นว่า  ชาวโลกทั้งหลายนั้นต้องการแสวงหาที่พึ่ง  ต้องการที่จะทำตนให้ พ้นจากความทุกข์ความเดือดร้อน แม้คนที่ไปทำอะไรที่เราเรียกว่าผิดศีลผิดธรรม ก็มีความมุ่งหมายเพื่อ ให้พ้นจากทุกข์นั่นแหละ  แต่มันพ้นไม่ได้เพราะไปทำผิดนอกแบบนอกแผน  ยกตัวอย่างเช่นว่า  คนดื่ม เหล้าเขาดื่มเพื่อให้พ้นทุกข์ กลุ้มใจๆ ไม่รู้จะทำอย่างไร ไม่เข้าใกล้พระไม่มาวัด ไม่ฟังธรรม กลุ้มใจ ก็นั่งดวดเรื่อยไป  กินเรื่อยไปจนกระทั่งหลับคาโต๊ะไปเลย เขาบอกว่ามันแก้ทุกข์ได้ เขาว่าอย่างนั้น  มันกลบทุกข์ได้ มันไม่ใช่แก้ทุกข์ได้ ไม่ใช่อย่างนั้น แต่พอหายเมาเพิ่มทุกข์ขึ้นมาอีกก้อนใหญ่ เรื่องอะไร ต่ออะไรเยอะแยะ  เพิ่มความทุกข์ความเดือดร้อน  นั่นคือเรื่องต้องการแก้ทุกข์นั่นแหละ แล้วไปเอา เหล้าเป็นที่พึ่ง คนที่ไปนั่งเล่นไพ่อยู่ทุกวันๆ นะมันเรื่องอะไร ก็เรื่องหาความสบายใจ อยู่คนเดียวมัน เปลี่ยวใจ  ไปหาเพื่อนนั่งรำพัดดีกว่า  เลยก็ไปนั่งล้อมวงแจกกันอยู่อย่างนั้น  ก็สบายใจ  เรื่องหา ความสบายใจ แต่ว่ามันไม่ถูกต้อง หรือว่าคนชอบเที่ยวกลางค่ำกลางคืน พอค่ำละก็ไป ไปเที่ยวที่นั่นที่ นี่ ไปเดินดูนั่นดูนี่ ไปตามเรื่อง พอเดินเหนื่อยก็แวะเข้าร้าน กินก๋วยเตี๋ยวราดหน้าเสียชามหนึ่ง หรือ กินอะไรๆ  แล้วก็เดินต่อไป เดินจนกระทั่งว่าเขาจะปิดร้าน พอเขาปิดร้านก็เดินกลับบ้าน มันเดินอยู่ ได้ทุกๆ คืน เพราะสบายใจ เขามันสบายในเรื่องนั้น ความสบายใจในการที่เราทำตามใจตัวเอง  เช่นไปดื่มไปเที่ยวไปเล่นการพนัน  ไปสนุกสนาน ตามบาร์ตามไนท์คลับต่างๆ  นั้นไม่ใช่ทางพ้นทุกข์  แต่เป็นการเพิ่มภาระคือความทุกข์ความเดือดร้อน  ให้แก่ตนมากขึ้น  และไม่ทุกข์คนเดียว  คนในครอบครัวก็พลอยเป็นทุกข์ไปด้วย เช่นว่าผู้ชายไปเที่ยว  แม่บ้านก็เป็นทุกข์    ลูกและคนใช้ก็ต้องพลอยเป็นทุกข์เพราะต้องพลอยเปิดประตูรับพ่อเจ้าประคุณซึ่ง กลับบ้านผิดปรกติ  มันก็กลุ้มใจ มีความทุกข์ความเดือดร้อนใจ สร้างปัญหาให้แก่คนนั้นคนนี้ แต่เขาคิด ไม่ได้ เขานึกว่านี่แหละเป็นที่พึ่งของเขา เป็นทางดับทุกข์ของเขา คือความดับทุกข์นั้นชั้นเขลาๆ ไม่มี ปัญญาเป็นเครื่องดับ  ทีนี้ตามหลักพระพุทธศาสนานั้น พระพุทธเจ้าท่านกลัวทุกข์อย่างลึกซึ้ง ทุกข์ที่เกิด จากความเกิด จากความแก่ จากความเจ็บ จากความตาย จากความพลัดพรากจากของรักของชอบใจ เรียกว่าเป็นทุกข์ด้วยประการต่างๆ  รวมความว่าความยึดมั่นในตัวตนอะไรต่างๆ ที่ว่าเป็นเราเป็น เขานั่นแหละเป็นบ่อเกิดของความทุกข์ ทีนี้จะทำอย่างไรจึงจะทำลายความยึดมั่นถือมั่นเหล่านั้นได้ ปัญ หานี้แหละทำให้พระองค์ต้องออกบวช  เพื่อไปนั่นศึกษาค้นคว้าหลักเหล่านี้ ให้เกิดความรู้ความเข้าใจ  แล้วจะได้นำมาแก้ทุกข์ต่อไป คือการหาที่พึ่งนั่นแหละ เพราะฉะนั้นเมื่อพระองค์ได้พ้นทุกข์แล้ว  จึงบอกกับชาวโลกว่า  ผู้ใดถึงพระพุทธเจ้า ถึงพระ ธรรม  ถึงพระสงฆ์ ว่าเป็นสรณะเป็นที่พึง รู้แจ้งในเรื่องอริยสัจสี่ คือรู้ว่าความทุกข์คืออะไร เหตุให้ เกิดทุกข์คืออะไร  ความดับทุกข์เป็นอย่างไร  ทำอย่างไรจึงจะดับทุกข์ได้  ผู้นั้นจะพ้นจากความทุกข์ อย่างแท้จริง  อันนี้สำคัญ ที่ญาติโยมควรจะเข้าใจสักเล็กน้อย คือเพียงแต่ถึงพระพุทธเจ้า พระธรรม  พระสงฆ์  เป็นที่พึ่งได้ แต่ว่าเป็นที่พึ่งอย่างอ่อนๆ ไม่ใช่เป็นที่พึ่งอย่างแก่ หรือไม่ใช่เป็นที่พึ่งอย่างสูง สุด เพียงแต่นึกถึงพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ เป็นแต่เพียงที่พึ่งอย่างอ่อนเท่านั้น ยังไม่เป็นที่พึ่ง ที่จะแก้ปัญหาอย่างถาวร   เป็นที่พึ่งที่ช่วยแก้ปัญหาชั่วครั้งชั่วคราว   เพราะฉะนั้นเราจึงเห็นว่าคนมี ความทุกข์  ก็ไปไหว้พระ ไปไหว้ตามโบสถ์ ตามวิหาร แต่ไม่ได้ไหว้ตามแบบที่พระพุทธเจ้าให้ทำ ไป ไหว้แบบอะไร  แบบคนธรรมดาทั่วไป  ไหว้แบบวิงวอนขอร้อง บนบาลศาลกล่าว ให้ช่วยลูกช้างสักที เถอะ แล้วก็มาบ้านรอคอย คอยผลของการช่วยเหลือต่อไป แต่ว่าไม่ได้นอนรอเฉยๆ หรอก ทำนั่นทำ นี่เรื่อยไป  ต่อมาก็ได้ผลจากการกระทำ  แล้วก็ยกผลประโยชน์ให้หลวงพ่อไปหมด ตัวเองทำไม่เอา เลย ยกประโยชน์ให้ว่าหลวงพ่อช่วย เลยต้องไปแก้บนหลวงพ่อต่อไป อันนี้เขาเรียกว่าเป็นสรณะแบบเด็ก  ไม่ใช่เป็นสรณะแบบผู้ใหญ่ การเข้าถึงพระพุทธ พระธรรม  พระสงฆ์แบบนั้น เราเข้าถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ที่เป็นบุคคล ถือเป็นภาษาชาวบ้าน ไม่ใช่พระ พุทธ พระธรรม พระสงฆ์ที่เป็นภาษาธรรมะ เราเข้าแบบชาวบ้าน ภาษาชาวบ้าน หรือภาษาคนทั่วไป  ไม่ใช่เข้าถึงแบบภาษาธรรมะ ถ้าเราเข้าถึงแบบภาษาคน เราก็ยังเป็นคนอยู่อย่างนั้นแหละ แต่ถ้าเรา เข้าถึงแบบภาษาธรรมะ  เราจะกลายเป็นอื่นไป คือเราจะเข้าถึงสิ่งถูกต้อง ธรรมะจะเกิดขึ้นในใจ ของเรา ทำให้จิตใจเราเปลี่ยนสภาพ จากที่เราเคยเป็นอยู่ มีความสงบภายใน มีปัญญามองเห็นอะไร ต่างๆ  ชัดเจนแจ่มแจ้ง ไม่หลงใหลมัวเมาในสิ่งเหล่านั้นต่อไป นั่นเป็นการเข้าถึงที่ถูกต้องขึ้น การ เข้าถึงที่ถูกต้องต่อพระพุทธ  พระธรรม พระสงฆ์ ในภาษาธรรมะ เราต้องรู้ว่า พระพุทธหมายถึงอะ ไร  พุทธหมายถึงความบริสุทธิ์ หรือหมายถึงความรู้ ความตื่น ความไม่หลงไม่งมงายในเรื่องอะไรๆ  ต่างๆ  ถ้าพูดเป็นคนก็หมายความว่าเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ถ้าพูดเป็นธรรมก็หมายความว่า ความรู้  ความตื่น  ความเบิกบานแห่งจิตใจ เราจะต้องเข้าถึงแบบภาษาธรรมะ ให้เรามีความรู้มีความตื่น มี ความเบิกบานแจ่มใส เรามีความรู้นั้นหมายความว่าเราหายจากความไม่รู้ ความไม่รู้มันไม่มีอยู่ในใจ ของเรา ไม่ว่าในแง่ใดๆ อะไรมากระทบเราก็รู้ว่าอะไร เป็นอะไร ไม่ใช่รับอย่างคนไม่รู้ แต่ถ้าเรา รับอย่างเรารู้ว่าอะไร พูดเป็นภาษาง่ายๆ ว่า รับลูกเป็น ถ้ารับลูกเป็น ก็พาลูกเข้าโกได้ง่าย ถ้ารับ ไม่เป็น เพื่อนมาแย่งเอาไปเสีย เราก็ไม่ได้อะไร เราจะต้องเป็นคนมีความรู้ แล้วก็มีความตื่นอยู่ใน จิตใจ มีความเบิกบานอยู่ในใจ มีความรู้ก็ต้องรู้ว่าอะไรเป็นอะไร เช่นว่ารู้ว่าอันนี้คืออะไร สิ่งนี้คืออะไร ไม่ใช่รู้โดยสมมติ ว่า เป็นนั้นเป็นนี้ เช่นรู้ว่าเป็นคนเป็นเด็กเป็นผู้ใหญ่ เป็นท่านขุน คุณหลวง รู้อย่างสมมติ เราไปติดอยู่ใน สิ่งเหล่านั้น  มันก็ยุ่งอีก  เรารู้สิ่งนี้เป็นเพียงปัจจัยปรุงแต่งให้เกิดขึ้น เป็นเพียงสักว่าธาตุ ที่เป็นไป ตามธรรมชาติ  ไม่มีอะไรที่น่ารัก  ไม่มีอะไรที่น่าจะเอามาเป็นของตัว ไม่มีอะไรที่จะน่าเพลิดเพลิน เจริญใจในสิ่งเหล่านั้น  เรานึกไปในรูปอย่างนั้น  รู้ไปในรูปอย่างนั้น รูปกระทบตา เสียงกระทบหู  กลิ่นกระทบจมูก  รสกระทบลิ้น  กายได้ถูกต้องอะไร  ในเรามันทันท่วงที มันรู้ว่าไม่มีอะไร มันเป็น เพียงสักว่าธาตุตามธรรมชาติเท่านั้น ไม่มีอะไรที่น่าจะรัก ไม่มีอะไรที่น่าเกลียด ไม่มีอะไรที่น่าจะเอา มาเป็นของเรา แล้วเราก็จะไปรักทำไม เกลียดทำไม โกรธทำไม คนเราที่เกลียดโกรธรักขึ้นมาใน สิ่งนั้นๆ เพราะว่าไม่รู้ ไม่รู้ว่าสิ่งนั้นคืออะไร เราไปติดในสิ่งนั้นๆ เพราะไม่รู้ ไม่รู้ว่าสิ่งนั้นคืออะไร  เราไปติดในสิ่งที่เป็นรูปสมมติ  คนนั้นคนนี้ แล้วเราก็เอาตัวเราเข้าไปรับ เรามีตัวด้วย มีตัวออกรับ  รับว่ามันด่าฉัน มันทำฉันอย่างนั้นอย่างนี้ มันน่าโกรธ มันน่าเกลียดน่าเคืองนัก ไม่ได้ มันลบเหลี่ยมกัน  เรามันต้องแก้แค้น    ไปกันใหญ่แล้วทีนี้    ห่างพระใหญ่โตแล้ว   ห่างออกไปตั้งโยชน์แล้วมีปัญหา สร้างความทุกข์ความเดือดร้อน เป็นอย่างนี้ ทุกข์มันก็ไม่รอด เพราะเราไปติดอยู่ในสิ่งเหล่านั้น ถ้าเป็นผู้รู้ก็รู้ว่า เออไม่เห็นมีอะไร มันเป็นแต่เรื่องอะไรอย่างหนึ่ง ผสมกันเข้า ไหลไปตามอำ นาจของการปรุงแต่ง แล้วมันก็ดับไปเท่านั้นแหละ ไม่มีอะไรที่จะยิ่งไปกว่า เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป ไอ้ ตั้งอยู่นะมันเล็กนิดเดียว  มันสั้นเหลือเกิน คล้ายกับเอาเมล็ดงา ขึ้นไปวางบนปลายเข็ม มันจะตั้งอยู่ ได้สักเท่าใด เพียงแต่วางพอปล่อยมือปุ๊บมันก็หล่นเท่านั้นเอง มันชั่วขณะเดียว ขณะตั้งอยู่มันน้อย มัน สั้นเหลือเกิน  แล้วมันก็ผ่านพ้นไป เกิดขึ้นตั้งอยู่ดับไป ในชีวิตของเราทุกคนมันก็สามขณะนี้ เกิดขึ้นตั้ง อยู่ดับไป  แล้วเราจะไปจับเอาตอนไหนว่าเป็นตัวเราของเรา จะไปเอาตอนไหนว่าน่ารัก น่าเอาน่า ชม  หรือว่าน่าเกลียดน่าโกรธ น่าจะไปทุบไปตีให้มันสาสมกัน ล้วนแต่เรื่องงทุกข์ทั้งนั้น ความน่ารักก็ เป็นทุกข์  น่าเกลียดก็เป็นทุกข์  น่าเอามาก็เป็นทุกข์ น่าผลักใสให้พ้นหูพ้นตามันก็เป็นทุกข์ทั้งนั้น ลอง คิดดูให้ละเอียด คิดดูให้ละเอียดแล้วมันเรื่องทุกข์ทั้งนั้น จะเอาก็ทุกข์ จะผลักใสก็เป็นทุกข์ แล้วคนเรา มันก็อยู่กับเรื่องอย่างนี้  เรื่องดึงเข้ามา  ดันออกไป ออกแรงทั้งสองอย่างมันหนักทั้งนั้น โยมลองไป คิดดู  ในเรื่องอะไรต่างๆ  เรารักมันก็เป็นทุกข์ เกลียดก็เป็นทุกข์ พอในก็เป็นทุกข์ เบื่อหน่ายก็เป็น ทุกข์ อยากได้ก็เป็นทุกข์ อยากมีก็เป็นทุกข์ อยากจะเป็นนั่นเป็นที่ก็เป็นทุกข์ ระยะนี้คนอยากจะเป็นผู้แทนก็เป็นทุกข์ไปตามๆ กัน เดินกันให้ว่อนไปเลย จนรองเท้าขาดพักนี้  วิ่งไปวิ่งมาหาเสียงถูกโจมตีบ้าง  อะไรต่ออะไรบ้าง ต้องแก้แค้นต้องว่ากันไปเมืองไทยเรานี้น่ากลัว หาเสียงกันไม่มีแถลงนโยบาย เอาแต่โจมตีไอ้นั่นมันอย่างนั้น ไอ้นี่มันอย่างนี้ หาเรื่องด่ากันได้ทุกวันๆ  เรียกว่าจะเอาชนะกันด้วยการด่า  แสดงว่าประชาชนเรา  ขออภัยเถอะการศึกษามันยังน้อย ยังไม่ เจริญด้วยปัญญายังชอบการด่ากันอยู่ คนไหนด่าเก่งเอ้าเลือกกัน ให้เอาเข้าไปด่ากันในสภา แล้วมันจะ ได้เรื่องอะไรไปนั่งด่ากันอยู่  เรามันต้องดูว่าคนไหนเขามีปัญญามีความสามรถ  ที่จะไปทำประโยชน์ แก่ชาติแก่ประเทศได้  คนสมัครเข้ามาก็เป็นทุกข์ เป็นทุกข์ว่าจะได้หรือไม่ได้ลังเลใน โน้นแหละ ๒๒  เมษายน  ตอนค่ำๆ ก็คงจะได้รู้กัน ว่าจะได้หรือไม่ได้ ถ้าได้ก็ดีใจเลี้ยงเหล้าเลี้ยงอะไรกันครึกครื้น  เลี้ยงหัวคะแนนว่ากันไปตามเรื่อง ถ้าไม่ได้ก็ปิดประตูบ้านเงียบเลย โรงพิมพ์ที่ไปพิมพ์ใบปลิวไว้ ก็ไป ตามหา  ไม่เจอแล้วทีนี้ เป็นหนี้เป็นสินอีนุงตุงนังไปเลย แหมไปพิมพ์ใบปลิวไว้ตั้งหมื่น ผมยังได้สักตัง เลย  ตามก็ไม่เจอเลย หายไปไหนก็ไม่รู้ ถ้าได้ก็มีหวังเพราะมีเงินเดือนไปตามเอาที่สภาได้ แต่ถ้า ไม่ได้ละก็ตามไม่ค่อยเจอ ทุกข์ทั้งสองฝ่ายโรงพิมพ์ก็เป็นทุกข์ คนสมัครก็เป็นทุกข์ ทุกข์ทั้งนั้น เรื่องจะ ได้จะมีละก็ทุกข์ทั้งนั้น   แต่ถ้าเราฉลาดมันก็ไม่เป็นทุกข์   ถ้าเราสมัครก็ต้องคิดว่า   มันเป็นเรื่อง ของชาวบ้านเขา  ถ้าเขาพอใจเขาก็เลือกเรา  ถ้าเขาไม่พอใจเขาก็ไม่เลือกเรา  จะไปบังคับกะ เกณฑ์เขาก็ไม่ได้  เราเป็นเพียงแต่ผู้เสนอตัวให้เขาเลือก เสนอตัวไปเพื่อรับใช้ประเทศชาติได้หรือ ไม่  ถ้าเขาเห็นว่าคนนี้ใช้ได้ เลือกเข้าไปพอใช้ได้ เขาก็เลือกเรา แต่ถ้าเขาไม่เลือกก็อย่าไปเสีย อกเสียใจว่า เขาไม่เลือกเรา ให้นึกว่าเรามันยังบารมีน้อยไป มีความรู้น้อยไป หรือว่าคนมันรู้จักน้อย ไป อย่าท้อแท้ขยันต่อไป ปีอื่นก็สมัครต่อไป ยังมีรัฐธรรมนูญอยู่ก็สมัครมันเรื่อยไป เหมือนคนๆ  หนึ่งที่พัทลุง สมัครสองครั้งไม่ได้ ครั้งที่สามสมัครอีก ถามว่าเป็นอย่างไร แก่ว่า ไม่เป็นไร  ไม่ได้คราวนี้ก็ไม่เป็นไร สมัครคราวต่อไป สมัครจนตาย ตายแล้วยังไม่ได้ เกิดชาติหน้า ผมสมัครใหม่ นี่แสดงว่าเอาจริง เรียกว่าทุ่มลงไปเลย ทุ่มชีวิตจิตใจลงไป จะไปเป็นนักการเมืองให้ ได้ แต่แกก็ดีไม่เคยเลี้ยงใคร ไปหาคะแนนที่ไหนแกก็ไม่เลี้ยง แต่ไปสอนคนให้รู้จักทำมาหากิน แกพูด เรื่อยพูดเสร็จแล้วก็ทิ้งท้ายว่า  "ขาว เบอร์ ๑ นะพี่น้อง" แล้วแกก็ไป ชั้นแรกคนไม่เลือกแก ครั้งที่ สามคนเลือก  ได้คะแนนท่วมท้นเลย เขาเห็นว่าเป็นคนจริงแล้ว เลยเลือกแล้วแกก็ดีมีชีวิตเรียบร้อย  เลยได้เลือกเป็นผู้แทน คนบางคนสมัครทุกครั้งได้ทุกครั้งแสดงว่าต้องมีดี มีดีในคนนั้น คนจึงพอใจ คน เราถ้าไม่ดีเขาเลือกทีเดียวแล้วก็ทิ้ง   แต่ถ้ามีดีแล้ว  เขาก็เลือกเรื่อยไป  เป็นผู้แทนถาวรไปเลย  เรื่องมันเป็นอย่างนั้น  คนที่เข้าใหม่ก็ต้องคิดว่า  อาจจะได้ก็ได้ อาจจะไม่ได้ก็ได้ อย่าไปผูกใจให้ มากเกินไป  อย่าลงทุนอะไรให้มันมากเกินไป เพียงแต่เสนอตัวให้เขาเลือกไปเป็นคนใช้ในสภา ถ้า เขาไม่เลือกก็ไม่ว่าอะไรเขา  อย่าไปโกรธเขา  วันหลังเจอไปค่อยไหว้กันต่อไป อย่างนี้ก็สบายใจ  เรื่องมันก็สบายละอย่างนี้ ในชีวิตเราก็เหมือนกัน เราลงทุนทำอะไร อย่าไปหวังว่าร้อยเปอร์เซนต์ มันไม่เที่ยง โลกไม่ แน่นอน ดินฟ้าอากาศสภาพแวดล้อมมันเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ใครจะไปรู้อะไรเป็นอะไร น้ำมันมัน ขึ้นราคาใครจะไปรู้ มันขึ้นปุบปับขึ้นเอาใหญ่เลย เราก็ลำบากไปตามๆ กัน เช่นพวกรับเหมาก่อสร้าง  พอรับเหมาไว้แล้วของขึ้นราคา มันก็ต้องทำไปตามเรื่อง ขาดทุนก็ต้องทำ เพราะรับไว้แล้ว ค่อยหากัน ต่อไป  ใจมันต้องให้สบาย  อย่าเป็นทุกข์เป็นร้อนอะไรให้มากเกินไป ต้องรู้ว่าอะไรมันก็ไม่เที่ยง มี ความเปลี่ยนแปลง แล้วร่างกายของเราแต่ละคนมันเที่ยงเมื่อไร มันเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา เดี๋ยว เป็นอย่างนั้น  อย่างนี้ ปวดหัวตัวร้อนเป็นไข้ ท้องเสีย เจ็บตรงนั้นตรงนี้ ใครจะไปรู้ว่ามันจะเกิดอะ ไรเมื่อใด บางทีเดินอยู่ในบ้านดีๆ นะ เอ้าลื่นล้มลงขาแพลงไป เดินโขยกเขยกไปตามเรื่อง มันไม่มี อะไรแน่นอน ชีวิตของเราอย่าไปหวังอะไรให้มาก แต่ให้นึกว่าเราจะต้องประพฤติธรรมไว้ให้ดี ทำใจให้มัน มองเห็นอะไรๆ  ไว้  ให้รู้สภาพความจริง ให้รู้ว่าสังขารทั้งปวงไม่เที่ยงอย่างไร เป็นทุกข์อย่างไร  ไม่มีอะไรที่เรียกว่าเป็นเนื้อแท้ในตัวของมันเอง อะไรเกิดขึ้นนึกว่ามันไม่ถาวร ความทุกข์เกิดขึ้นก็ไม่ ถาวร มันก็เปลี่ยนไป ความสุขก็ไม่ถาวร ไม่มีอะไรเที่ยงแท้ในโลกนี้ สภาพมันเป็นอย่างนี้ เรารู้ไว้อ ย่างนี้แล้วใจเรามันสบาย ธรรมะนี่ละที่พึ่งอันประเสริฐสูงสุดของเรา ที่เราควรจะแสวงหามาใช้ เป็น หลักพึ่งพิงทางใจ พึ่งสิ่งอื่นมันไม่ดี สู้พึ่งพระธรรมของพระพุทธเจ้าไม่ได้ พระธรรมจึงเป็นที่พึ่งอันประ เสริฐ  ให้เรานึกไว้ว่า  ธมฺโม เม นาโถ พระธรรมเป็นที่พึ่งของเรา เราต้องประพฤติธรรม เอา ธรรมะเป็นประทีป นำทางชีวิตเดินไปตามทางของธรรมะ จะปลอดภัยด้วยประการทั้งปวง วันนี้ดังแสดงมาก็สมควรแก่เวลา ขอยุติไว้แต่เพียงเท่านี้