ปาฐกถาธรรม เรื่อง ประโยชน์ของธรรมะ โดย พระเทพวิสุทธิเมธี (ปัญญานันทภิกขุ) วันอาทิตย์ที่ ๑ เมษายน พ.ศ. ๒๕๒๒ ญาติโยมพุทธบริษัททั้งหลาย ณ  บัดนี้ถึงเวลาของการฟังปาฐกถาธรรมะ อันเป็นหลักคำสอนในทางพระพุทธศาสนาแล้ว ขอ ให้ทุกท่านอยู่ในอาการสงบ ตั้งอกตั้งใจฟังด้วยดี เพื่อให้ได้ประโยชน์อันเกิดขึ้นจากการฟังตามสมควร แก่เวลา พวกเราที่ได้มาฟังธรรมกันในวันอาทิตย์เป็นประจำ ก็ย่อมจะได้รับผลอันเกิดจากขึ้นจากการฟัง หลายอย่างหลายประการ เช่น ได้ฟังสิ่งที่ไม่เคยได้ฟังบ้าง สิ่งใดที่ได้ยินได้ฟังแล้วมาฟังซ้ำอีก ก็จะทำ ให้เกิดความเข้าในในเรื่องนั้นมากขึ้น  ความสงสัยข้อใดข้อหนึ่งมีอยู่ในใจบ้าง เพราะไม่ได้ยินได้ฟัง  ครั้นมาฟังเข้าความสงสัยนั้นก็จะหายไป ในขณะที่เราฟังธรรมนั้น จิตใจผ่องใสไม่มีบาปไม่มีอกุศลเกิด ขึ้น เรื่องธรรมะถ้าจะสนทนาธรรมะหรืออ่านธรรมะ หรือคิดค้นในข้อธรรมะ จิตใจย่อมผ่องใสไม่ขุ่นมัว เพราะในขณะนั้นเราคิดแต่เรื่องธรรมะ   เพราะฉะนั้นธรรมะจึงเป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับชีวิตของเรา แต่ละคนที่อยู่ในโลก  แล้วก็มีปัญหาคือความทุกข์ ความเดือดร้อนในชีวิตประจำวัน ปัญหาที่เกิดขึ้นในชี วิตประจำวันของเรา  เราต้องแก้  ถ้าเราไม่แก้มันก็จะเพิ่มมากขึ้น การแก้ไขปัญหาชีวิตต้องแก้ด้วย หลักธรรมะ  จะแก้ด้วยเรื่องอื่นนั้นได้เหมือนกัน แต่ว่าเป็นเรื่องชั่วครั้งชั่วคราว เช่นเรามีความทุกข์ เกิดขึ้น  เราไปเที่ยวเสีย เปลี่ยนอารมณ์เปลี่ยนสถานที่ เปลี่ยนบุคคลที่เกี่ยวข้องอะไรต่างๆ อย่างนี้ เขาเรียกว่าเป็นการเปลี่ยนอารมณ์เท่านั้นเอง  ไม่ได้ถอนรากถอนโคนของปัญหา ซึ่งก่อให้เกิดความ ทุกข์ความเดือดร้อน เวลาเรากลับมาสู่ที่เดิม จิตของเราก็ถอยกลับไปสู่สภาวะนั้นตามเดิมต่อไป เรา มีความทุกข์มีความเดือดร้อนต่อไป  ไม่รู้จักจบไม่รู้จักสิ้น  แต่ว่าเราแก้ไขด้วยหลักธรรมะในทางพระ พุทธศาสนา ความทุกข์นั้นก็จะหมดไป พระธรรมในพระพุทธศาสนานั้น  พูดได้ว่าเป็นคำตอบในเรื่องปัญหาของชีวิต ที่เรามีในทุกข์วัน เวลา  ไม่ว่าจะเป็นปัญหาประเภทใด  เมื่อเกิดขึ้นในจิตของเรา เราก็ต้องหาคำตอบในด้านธรรมะ ของพระพุทธเจ้า พระองค์มีคำตอบไว้ให้เราอย่างถูกต้องเรียบร้อย คล้ายๆ กับปทานุกรมมีไว้ให้เรา ค้นคำตอบอันถูกต้องในเรื่องต่างๆ  เกี่ยวกับปัญหาชีวิตของเรา แต่ว่าคนเราโดยทั่วไปนั้น ไม่ค่อยจะ ได้คิดถึงข้อนี้ ไม่ได้สนใจในสิ่งที่สำคัญที่สุด ที่เราควรจะสนใจในชีวิตประจำวัน เพราะความไม่สนใจ ไม่ศึกษาไม่เข้าใจเรื่องธรรมะนี่เอง   ทำให้เรามีปัญหาเพิ่มพูนขึ้นทุกวันเวลา  และไม่รู้ว่าจะแก้ไข อย่างไร เมื่อแก้ไม่ได้ก็ตกที่อับจน ผลที่สุดก็กลายเป็นคนเสียคน หรือว่าทำลายตนเองไปเสียก็มี อันนี้ เป็นเรื่องน่าวิตกกังวลของคนเราในสมัยนี้ เราอย่าหลงผิดเข้าใจผิดไปว่า ความเจริญในด้านวัตถุจะ เป็นเครื่องช่วยทำให้เราเป็นสุข ความเจริญในด้านวัตถุนั้นเป็นเครื่องอำนวยความสะดวกเท่านั้น ให้ เราสะดวกในการกินการใช้   การอยู่การไปการมา   การใช้สอยอะไรต่างๆ  ดีขึ้นกว่าสมัยก่อน  เช่นสมัยก่อนจะไปไหนก็เสียเวลา เพราะว่าต้องเดินไป หรือว่านั่งเรือแจวไป หรือว่านั่งแพไป เมื่อ ก่อนนี้จากเชียงใหม่ถึงกรุงเทพฯ  ขาขึ้นก็ต้อง  ๒  เดือนเป็นอย่างน้อย ระยะไกลเท่ากับเมืองไทย ไปลอนดอนทีเดียว  แต่ถ้าขาลงเวลาน้ำมาก น้ำมากมันก็ไวหน่อย ระยะทางก็สักเดือนหนึ่ง แต่ขาขึ้น ต้องรอให้น้ำลด จึงจะเอาเรือขึ้นไปได้ ใช้เวลานานนับว่าไม่ค่อยจะสะดวก แต่เวลานี้ไปเรือบินก็ได้  ไปรถไฟก็ได้ คนมีรถยนต์ส่วนตัวก็ขับไปได้ ถึงอย่างสะดวกสบาย อันนี้เขาเรียกว่า เป็นความสะดวก  แต่ไม่อาจจะสบายในทางใจก็ได้ หรือว่าอาหารการบริโภคใจสมัยก่อน  เราใช้หม้อดินหุงข้าว ใช้ฟืนควันดำโขมงไปเลยทีเดียว  แต่เดี๋ยวนี้เปลี่ยนไปใช้หม้อไฟฟ้า  หรือใช้ถ่าน  ทำให้เกิดความสะดวกขึ้นสบายขึ้น ไม่เหมือนกับสมัย ก่อน อะไรๆ ในเวลานี้มีความสะดวกกันทั้งนั้น ในบางประเทศเขาเรียกว่ามีรัฐสวัสดิการ ให้ความสะ ดวกสบายแก่ประชาชนทุกอย่าง  ในเรื่องการเกิดการศึกษา เรื่องความแก่ เรื่องความตาย มีสวัสดิ การทั้งนั้น  ให้ความสะดวกในบางประเทศเขามีสวัสดิการทั่วถึง แต่ปรากฏว่าคนในประเทศนั้นฆ่าตัว ตายปีละมากๆ  ทำไมมันเป็นอย่างนั้น  ก็สบายทุกอย่าง  แล้วทำไมจึงไปฆ่าตัวตายปีละมากๆ เปอร์ เซนต์ก็สูงขึ้นไปเป็นลำดับ  นี่คือความสบายมันฆ่าคน เพราะสบายเกินไป เลยไม่มีปัญหา เมื่อไม่มีปัญ หาก็ไม่มีประสบการเกี่ยวกับเรื่องชีวิต  เวลาใดมีความทุกข์ความเดือดร้อนเกิดขึ้น  ก็ไม่รู้ว่าจะแก้อ ย่างไร  เพราะมันเคยแต่ความสบาย  ผลที่สุดก็จนปัญญา  เมื่อจนปัญญาก็เลยฆ่าตัวตายดีกว่า ฆ่าตัว ตายมันก็สะดวกเหมือนกัน เพราะว่าเครื่องมือเครื่องใช้มันเยอะจะเอาอะไรก็ได้ ตายแล้วก็มีความสะ ดวกอีกเหมือนกัน เพราะมีสวัสดิการนำศพไปป่าช้าให้ มันสบาย สบายจนกระทั่งตายไป นี่ก็เพราะให้ ความสบายมากเกินไป จนประมาทมัวเมา คล้ายๆ กับพวกเทวดา เรียกว่าอะไรมีกินพร้อม มันสบาย เกินไป แต่เวลาเป็นทุกข์แล้วมันไม่รู้ว่าจะแก้อย่างไร เพราะไม่เคยผจญกับปัญหา เหมือนเราเคยอยู่เมืองใหญ่ มีความสะดวกสบาย ถึงคราวจำเป็นอพยพออกไปสู่บ้านนอก กว่า จะปรับตัวเองให้เข้ากับสถานการณ์และสิ่งแวดล้อมนั้นต้องใช้เวลา  ไปนั่งเป็นทุกข์นอนเป็นทุกข์อยู่ตั้ง หลายวัน จนกว่าจะปรับตัวเองเข้าได้นี่ก็เพราะว่าไม่คุ้นเคยกับสิ่งเหล่านั้น จึงเกิดปัญหา เพราะฉะนั้น การที่เราอาจคิดไปว่า เดี๋ยวนี้โลกมันเจริญ มีอะไรต่างๆดีขึ้น มนุษย์เราก็สะดวกสบายดีอยู่แล้ว ไม่จำ เป็นอะไรที่จะต้องหันเข้าหาธรรมะ หรือหันเข้าหาพระศาสนา อันเป็นสิ่งที่คนโบราณเขาถือกันว่าเป็น สิ่งสำคัญ เพราะอะไรๆมันก็สะดวกอยู่แล้ว นั่นแหละคือการเข้าใจผิด เลยละทิ้งสิ่งที่มีคุณค่าแก่ชีวิตเสีย ไม่ได้เอามาใช้ในชีวิตประจำวัน  ธรรมชาติก็ต้องลงโทษมนุษย์ให้ได้รับความทุกข์มากขึ้น  ให้ได้รับ ความเดือดร้อนมากขึ้น ดังที่เราเห็นๆเป็นกันอยู่ในเวลานี้ นี่คือตัวปัญหาหนึ่งเหมือนกัน ที่มีอยู่ในสังคม ในยุคปัจจุบันนี้  คือการไม่สนใจในเรื่องเกี่ยวกับธรรมะ  เวลาทุกข์ก็ทุกข์หนัก จนไม่รู้จะทำอย่างไร  บางที่ก็ได้ข่าวว่า  ฆ่าตัวตาย ซึ่งเป็นการกระทำที่เต็มไปด้วยความเขลา อวิชชาครอบงำแท้ๆ จึงได้ กระทำอย่างนั้น แต่ถ้าเรามาศึกษาธรรมะไว้บ้าง อย่างน้อยๆก็พอจะได้เป็นแนวทาง เป็นเครื่องเตือน จิตสะกิดใจให้รู้จักใช้ธรรมะเป็นเครื่องมือ เพื่อปลงความหนักอกหนักใจลงไปทิ้งเสียบ้าง การยกของมันต้องมีเครื่องมือ  ไม่มีเครื่องมือยกไม่ไหวยิ่งในสมัยนี้ของมันหนักๆ ที่เราใช้ มัน ต้องมีเครื่องทุ่นแรงเป็นเครื่องมือสำหรับที่จะยกจะวาง   หรือจะเอาไปตั้งตรงนั้นตรงนี้  มันสะดวก  ธรรมะก็เป็นเหมือนกับเครื่องทุ่นแรงของจิตใจ ทำให้เราเอาไปใช้เป็นเครื่องแก้ปัญหาในชีวิตประจำ วัน  เช่นมีเรื่องหนักใจขึ้นมา หนักอื่นมันไม่ร้ายเท่ากับหนักใจ หนักข้าวหนักของยกไม่ไหวก็ทิ้งไว้นั่นก็ แล้วกัน แต่ว่าของที่หนักในมันทิ้งไม่ได้ มันต้องแบกมันไปตลอดเวลา เป็นภาระที่เกาะจับอยู่กับตัวเรา  เหมือนกับตัวทากตัวปลิงที่มันเกาะแน่นเราไม่สามารถจะเอามันทิ้งได้  อารมณ์ต่างๆ  ที่เกิดขึ้นในใจ ของเราก็เหมือนกัน  มันเกาะจับอยู่ในจิตใจของเรา หนักอึ้งอยู่ตลอดเวลา ถ้าเราไม่มีเครื่องมือสำ หรับที่จะปลดมันออก  เราก็ต้องเป็นทุกข์เจียนตาย  ได้รับทุกข์ขนาดหนัก  อันนี้มีอยู่ในชีวิตของเราๆ  ท่านๆ ทั้งหลาย ก็คงจะได้ประสบปัญหาอย่างนี้มาบ้างแล้ว เป็นธรรมดา เพราะชีวิตของคนเรานั้นไม่ ใช่ว่าจะสะดวกสบายเสมอไป บางคราวก็มีความทุกข์ทางใจมีความเดือดร้อน บางทีก็ไม่ใช่เรื่องของ เราหรอก แต่ว่าเป็นเรื่องของคนอื่นก็มี เช่นความทุกข์เกี่ยวกับพี่ๆ น้องๆ เกี่ยวกับผู้อยู่ใต้บังคับบัญชา  หรือเกี่ยวกับบุคคลที่เรามีความสัมพันธ์ทางด้านจิตใจ   เป็นมิตรเป็นสหาย   เป็นผู้ร่วมงานของเรา  เวลามีอะไรเกิดขึ้น  เราก็พลอยทุกข์ พลอยหม่นหมองไปกับบุคคลเหล่านั้น อันนี้เป็นเรื่องที่จะเกิดขึ้น แก่เราได้ ถ้าเราไม่รู้จักปล่อยวางมันก็ลำบาก ในกรุงเทพฯ  เรานี้ได้ข่าวว่า ที่โรงพยาบาลประสาทพญาไท คนป่วยมากเหลือเกิน ต้องไป เข้าคิวกันแต่เช้ามืด  คือเช้ามืดไปรับบัตรไว้ก่อน  รับเครื่องหมายไว้ก่อน  แล้วจะได้เข้าตรวจก่อน เพื่อน  คนมาทีหลังก็ต้องมารอกันไป นั่งรอนานๆ มันเพิ่มความเป็นโรคประสาทเหมือนกัน คนพวกนั้น  เพราะไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร  ก็เลยเพิ่มความทุกข์ให้แก่จิตใจ ทำไมคนจึงได้เป็นโรคประสาทกันมาก  เพราะความกดดันในสิ่งแวดล้อมที่มันบีบคั้นในใจของเรา ทำให้เราอดทนไม่ไหว ปัญหาต่างๆ มันบีบคั้น เลยก็ไม่รู้จะทำอย่างไร  ก็เลยนั่งกลุ้มใจ กลุ้มเรื่อยไปไม่รู้ว่าจะแก้อย่างไร กลุ้มจนกระทั่งว่านอน ไม่หลับหลายวัน  เมื่อนอนไม่หลับรับประทานอาหารก็ไม่ได้ นอนลืมตาอยู่นั่นแหละ ไม่หลับกับเขาสักที  คนเราเวลานอนไม่หลับมันเพิ่มความทุกข์  มันน้อยอกน้อยใจว่า  แหมทำไมกูนอนไม่หลับ  คนอื่นเขา กรนฟื้ดๆ  เรานั่งดูเขากรนอยู่ได้ไม่เห็นจะหลับกับเขาสักที มันกลุ้มในเป็นทุกข์เกิดขึ้น เมื่อความทุกข์ เกิดขึ้นในใจอย่างนี้   มันก็หนักขึ้นไปเรื่อยๆ   จนไม่รู้จะทำอย่างไร  ก็ต้องไปหาหมอให้ช่วยรักษา  หมอท่านก็รักษาไปตามสภาพของหมด คือรักษาทางร่างกาย เพราะโรคประสาทมันก็เป็นโรคทางกาย เหมือนกัน แต่ว่าจิตเรามันเข้าไปเกี่ยวข้อง คือจิตที่ไม่รูจักเท่าทันธรรมชาติของร่างกายของชีวิต และ จิตที่ไม่รู้ว่าอะไรเป็นอะไรถูกต้องเข้าไปเกี่ยวข้อง  พูดง่ายๆ  ว่าจิตเราเข้าไปเกี่ยวข้องกับอะไรๆ  ด้วยความไม่รู้ไม่เข้าใจ  ก็จับผิดจับถูกไป  เหมือนคนจับปลาในน้ำ จับปลาแต่ไปถูกงูเข้า นึกว่าเป็น ปลาไหลเลยกำๆ ไว้ แต่ว่างูมันฉกกัดเอาได้ คนนั้นได้รับภัยอันตราย เพราะไม่รู้ว่ามันเป็นงู นึกว่ามัน เป็นปลา อวิชชาเกิดขึ้นในใจ แล้วเราไม่รู้ว่าอะไรเป็นอะไรถูกต้องตามสภาที่เป็นจริง เลยเกิดปัญหาขึ้น คือน้อยอกน้อยใจ  น้อยใจตัวเองว่าเป็นคนอาภัพอับโชค ร่างกายไม่แข็งแรง จิตไม่ปกติ แล้วคนอื่น เขามองก็หาว่ามองตนในทางร้ายไปหมด  คนนั้นก็เป็นศัตรูกับเรา  คนนั้นก็ไม่ชอบเรา มองอะไรมัน ร้ายไปหมด   เพราะตาของเรามันไม่ดี  เหมือนกับเราใส่แว่นตา  ถ้าใส่แว่นสีอะไรโลกมันก็เป็นสี อย่างนั้นไปด้วย  ถ้าใส่แว่นตาสีเขียวมันมองอะไรเป็นสีเขียวไปหมด อย่างนี้คือว่ามองผิด ไม่ได้มอง ด้วยสายตาที่ไม่มีแว่น แล้วมันจะเห็นอะไรชัดเจนถูกต้อง คนเราที่หลงผิดมันก็มีสภาพเช่นนั้น มองอะไร มันก็ผิดไปหมด  แล้วก็สร้างอารมณ์น้อยอกน้อยใจ หวาดกลัววิตกกังวล นึกว่าใครๆ เป็นศัตรูของเรา หมดทั้งนั้น     เลยกลายเป็นคนประเภทไม่ไว้ใจใคร     เมื่อไม่ไว้ใจใครก็เกิดอาการหวาดกลัว  โรคทางประสาทมันก็เพิ่มมากขึ้น  รุนแรงขึ้น นานไปก็กลายเป็นโรคจิต ทีนี้ ทีเขาเรียกว่า ต้องย้าย ไปโรงพยาบาลไปไว้ที่เขาเก็บกัน  เช่นปากคลองสาน หรือศรีธัญญาอะไรต่างๆ มันหนักขึ้นไปเรื่อยๆ  ปัญหาเหล่านี้มันเกิดขึ้นแก่คนที่ไม่มีหลักธรรมะเป็นเครื่องคุ้มครองจิตใจ    คือไม่ได้เตรียมตัวไว้ก่อน  แม้พระสงฆ์องค์เจ้าเราเป็นเหมือนกัน  พระที่เป็นนั้นไม่ใช่เรื่องอะไร  คือไม่สนใจศึกษาธรรมะ ไม่ อ่านเรื่องธรรมะ ไม่คิดไม่ค้นไม่ใช่แว่นกระจกธรรมของพระพุทธเจ้าดูตัวเอง พิจารณาตัวเอง นั่งฟุ้ง ไป  ความกดดันทางด้านจิตใจ ฟุ้งซ่านไปด้วยประการต่างๆ เลยเป็นโรคประสาท ไปหาหมอ หมอดุ เอาบ่อยๆ ไม่น่าจะเลยท่านที่จะเป็นอย่างนี้ หมอเขาว่าอย่างนั้น คือไม่น่าจะเป็น เพราะว่าพระเรา ไม่ควรเป็นโรคประสาท ที่ไม่ควรเป็นเพราะอะไร เพราะนักธรรมะ เป็นนักศึกษาธรรมะ แต่หาได้ศึก ษาให้มันลึกซึ้งไม่  หาได้นำธรรมะมาใช้เป็นเครื่องมือ มาใช้แก้ปัญหาชีวิตประจำวันไม่ จึงได้เกิดอา การเป็นโรคอย่างนั้นขึ้นมา แล้วเคยมาที่วัดขอพัก   เป็นโรคประสาท  บอกว่าโรคอย่างนี้เรามันไม่น่าจะเป็น  พระเป็น โรคอย่างนี้ไม่ได้ มันขายหน้าชาวบ้าน คุณไปรักษาตัวเอง ไม่ต้องไปหาหมอ ไปอยู่ที่เงียบๆ มองดูตัว เอง พิจารณาตัวเอง ศึกษาธรรมะให้มันลึกซึ้งหน่อย พอจะรู้จักปลงจักวางภาระที่มันเข้าไปหนักอยู่ใน อกในใจ  บอกให้อย่างนั้น แต่แกเป็นมากเสียแล้ว ต้องไปหาหมอให้กินยาระงับประสาท ให้นอนหลับ เสียบ้าง จะได้หายกลุ้มใจ ตื่นขึ้นมาก็ต้องกลุ้มต่อไป นี่เรื่องมันเป็นอย่างนั้น เพราะเราไม่ได้เตรียม พร้อม  เหมืนกับบ้านเมืองไม่ได้เตรียมฝึกทหาร พอข้าศึกยกมาประชิดติดชายแดน ก็ระดมคนฝึกทหาร  ฝึกมันไม่ทันเพราะข้าศึกมาอยู่ชายแดนแล้ว ไม่เท่าใดเขาก็กรีฑาทัพเข้าสู่พระนครเท่านั้นเอง เราจะ ไปฝึกอยู่ได้อย่างไร เรามันต้องฝึกฝนไว้ก่อน เตรียมตัวไว้ก่อน ให้มีปัญญารู้เท่ารู้ทันในสิ่งที่เราได้ประ สบพบเห็น ต้องเตรียมตัวไว้ การเตรียมตัวในเรื่องนี้ก็คือว่าอ่านธรรมะไว้บ้าง หมั่นศึกษาด้วยการฟัง ไว้บ้าง  หมั่นคิดหมันนึกเรื่องเกี่ยวกับชีวิต ให้มองเห็นว่าอะไรเป็นอะไรอย่างถูกต้องตามสภาพที่เป็น จริง อย่างนี้แล้วจะช่วยให้เกิดความสบายใจ มีคนจำนวนไม่ใช่น้อยที่เขาได้ใช้หลักธรรมะเป็นเครื่อง ประเล้าประโลมใจอยู่ตลอดเวลา  เพราะฉะนั้น มีอะไรเกิดขึ้นเขาก็จะวางใจเฉยๆ ไม่เสียใจเกิน ไป ไม่ดีใจเกินไป ยามเสียก็ไม่เสียใจ ยามได้ก็ไม่ดีใจ จนกระทั่งว่ามัวเมาอะไรขึ้นมา เพราะมอง เห็นว่า   นี่มันก็เป็นอย่างนั้นแหละ  มีได้มีเสีย  เขานึกถึงธรรมอันหนึ่งเรียกว่าโลกธรรม  แปลว่า  ธรรมสำหรับโลก คนอยู่ในโลกก็ต้องกระทบเป็นธรรมดา เหมือนเราเดินทางออกจากบ้านไปไหน  ก็ต้องพบความสบายบ้าง  ความไม่สบายบ้าง  เป็น เรื่องธรรมดาฉันใด  ในชีวิตของเราก็เหมือนกัน เราอยู่ในโลกก็ต้องพบปัญหาต่างๆ สุขบ้างทุกข์บ้าง  ดีบ้างชั่วบ้าง ได้บ้างเสียบ้างเป็นเรื่องธรรมดา นี่เขาเรียกว่า โลกธรรม โลกธรรมนั้นแบ่งออกเป็น  ๒ ประเภท ประเภทเป็นที่น่าพอใจ ประเภททีไม่น่าพอใจ ประเภทที่น่าพอใจภาษาธรรมะเขาเรียกว่า "อิฏฐารมณ์"  อิฏฐารมณ์ แปลว่า อารมณ์ที่น่าปรารถนา อนิฏฐารมณ์ แปลว่า อารมณ์ที่ไม่น่าปรารถ นา อิฏฐารมณ์ก็คือการได้ ได้ลาภได้ยศ ได้สรรเสริญ ได้ความสุข อันนี้เป็นประเภทอิฏฐารมณ์ เป็นสิ่ง ที่ใครๆ เขาต้องการ พอได้ลาภก็ดีใจ ได้ยศก็ดีใจ ได้สรรเสริญก็ดีใจ ใครมายอยิ้มแป้นไปตามๆ กัน  ได้ความสุขก็สบายใจ ด้านที่เราพอใจ ด้านไม่พอใจก็คือว่ามันตรงกันข้าม คือเสื่อมไปหมด เสื่อมลาภ  บางทีก็ได้มามากมาย  แต่บางทีเขาก็มาด่าเราเอาบ้างเหมือนกัน  มันก็เป็นอย่างนี้ มันมีได้มีเสียใน เรื่องอย่างนี้ ทีนี้พระท่านสอนไว้อย่างไร ท่านว่าให้ระวังไว้ให้ดี อย่าดีใจเมื่อได้ อย่าเสียใจเมื่อเสีย ลาภเกิดขึ้น  ยศ สรรเสริญ สุขเกิดขึ้น อย่าไปดีอกดีใจ อย่าไปนึกว่าสิ่งนี้มันเกิดขึ้นกับเรา แล้วจะ อยู่กับเราตลอดไป นึกอย่างนั้นเรียกว่านึกผิด วาดภาพไว้ผิด จะเกิดปัญหาต่อไป แต่เราควรจะนึกตามความเป็นจริงว่า  สิ่งนี้เกิดขึ้นแล้วแก่เรา  เช่นว่าเราได้ลาภ เราก็ว่า ลาภมันเกิดขึ้นแล้วแก่เรา  แต่ว่ามันไม่เที่ยงไม่ถาวร มันอาจจะอยู่กับเราไม่กี่วันมันอาจจะสูญหายไป  ได้ยศก็ต้องมีความเสื่อมยศ เหมือนกับหัวโขนที่เขาสวมแสดง ใครจะสวมแสดงอยู่ตลอดชีวิตมันก็ไม่ได้  ต้องมีการปลดออก  บางทีสวมหัวยักษ์  บางทีสวมหัวลิง บางทีสวมหัวอะไรเข้าไป แสดงโลดเต้นไป ตามเรื่องตามราวที่เขาบอกบทให้   เสร็จแล้วก็ต้องเข้าฉาก  แล้วก็ต้องปลดหัวโขนออก  นั่งคุยกัน ตามประสา  พอเขาบอกว่ายักษ์ออก ก็สวมหัวยักษ์ออกมาเต้นท่ายักษ์กันต่อไป ลิงออกเต้นท่าลิงต่อไป  รบกับลิงก็รบกันตามเรื่องตามราว เสร็จแล้วเข้าโรงถอดหัวโขนออกนั่งกินน้ำชาคุยกันต่อไป หลังโรง เขาไม่ตีกัน เขาตีกันหน้าโรงเท่านั้น เรื่องมันก็เป็นเช่นนั้น ในชีวิตเราก็เป็นเช่นนั้น มีอะไรเกิดขึ้นมัน ก็ไม่เที่ยง มีความเปลี่ยนแปลงเป็นไปตามธรรมชาติ เราอย่าไปยึดถือว่าอันนี้เป็นของเราเป็นตัวเรา  เพราะการเข้าไปยึดติดอย่างนั้นมันก่อให้เกิดปัญหาคือความทุกข์ความเดือดร้อนใจ  ทำให้เป็นอะไรๆ  ขึ้นใจจิตใจของเรา เราต้องมองไว้ในรูปอย่างนั้น ว่ามันไม่เที่ยง สุขเกิดขึ้นมันก็ไม่เที่ยง ทุกข์เกิดขึ้น มันก็ไม่เที่ยง สิ่งทั้งหลายเกิดขึ้นได้มันก็ดับไปได้ ความทุกข์เกิดแล้วมันก็ดับได้ ลาภเกิดขึ้นแล้วมันก็ดับ หายไปได้ ไม่มีอะไรที่จะอยู่กับเราตลอดกาลนาน ก็ในชีวิตประสบการที่เราผ่านมานั้น  มันมีอะไรบ้างที่จะอยู่กับเราตลอดกาล  สิ่งที่เกิดขึ้นมันก็ หายไปนานแล้ว  แล้วก็สิ่งหนึ่งเกิดต่อมา แล้วก็หายต่อไป แล้วอะไรๆ เกิดขึ้นตามวาระของการปรุง การแต่ง ของเรื่องต่างๆ ที่มันสัมพันธ์กันอยู่ตลอดเวลา หมุนวนกันไปตลอดอย่างนี้ เราก็ได้ประสบ คือ มีลาภได้  ไม่มีได้ ได้ทุกข์ได้สุข ได้ความเสื่อม ได้ความเจริญ ได้การสูญเสียอะไรๆ ต่างๆ ในชีวิต ของเราเป็นประจำ  ผ่านมาในรูปอย่างนี้ แต่ว่าบางเรื่องเราไม่เคยประสบ แต่ว่ามาประสบเข้าคิด ไม่ทัน เพราะไม่ได้คิดไว้ล่วงหน้า พระพุทธเจ้าท่านจึงสอนว่าให้คิดไว้ล่วงหน้า เมื่ออะไรเกิดขึ้นก็ให้ คิดว่า วันหนึ่งมันจะเปลี่ยนแปลง เช่นเราได้อะไรมายกขึ้นดู ยกขึ้นดูแล้วก็บอกด้วยว่ามันไม่ถาวรทั้งนั้น วันนี้มันอยู่กับเราพรุ่งนี้ไม่แน่ มันอาจจะเปลี่ยนแปลงไป เราบอกตัวเองไว้ให้รู้ล่วงหน้าไว้ก่อน ว่ามัน จะเกิดจะเป็นขึ้นมา  แล้วพอมันเป็นขึ้นมาเราก็ไม่ทุกข์เกินไป เราสบายใจเพราะเราได้บอกตัวเอง ไว้แล้ว อันนี้เขาเรียกว่าเป็นผู้ตื่นอยู่ ไม่ประมาทไม่มัวเมาในเรื่องนั้น คนอย่างนี้หาได้ยาก คือไม่ค่อย ได้คิดนั่นเอง ไม่ได้คิดไว้ล่วงหน้า มักจะถูกโจมตีโดยไม่รู้ตัว ทุกข์โจมตีโดยไม่รู้ตัว อะไรๆ มาโจมตี โดยไม่รู้ตัว  ไม่ทันตั้งตัว  เลยก็หนักทุกที เพราะไม่ได้เตรียมตัวไว้ก่อน คนที่ศึกษาธรรมะ ก็คือคนที่ เตรียมตัวไว้ล่วงหน้า   ในการที่จะผจญกับปัญหาประเภทต่างๆ  ที่มันจะเข้ามากลุ้มรุมจิตใจของเรา  โดยเราไม่เสียท่าของสิ่งนั้น อันนี้เขาเรียกว่าได้ประโยชน์จากสิ่งที่เราเรียนมา คือธรรมะที่จะได้นำ ไปใช้ในชีวิตประจำวัน   เพื่อแก้ไขเรื่องนั้นเรื่องนี้ต่อไป  จะเป็นเรื่องส่วนตัว  เรื่องในครอบครัว  เรื่องเกี่ยวกบเด็กๆ ในบ้านของเรา เช่นลูกเต้าเหล่าหลาน ก็ต้องใช้สิ่งเหล่านี้เหมือนกัน ใช้อย่างไรเกี่ยวกับเด็กในครอบครัวของเรา คือเราจะต้องศึกษานิสัยใจคอของเขาไว้ ว่าเขา เป็นอย่างไร มีสภาพเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรบ้าง เมื่ออายุเท่านั้นเขาเป็นอย่างนั้น เมื่ออายุเท่านี้เขา เป็นอย่างนี้ เมื่ออยู่บ้านเขาเป็นอย่างหนึ่ง ออกจากบ้านไปคบหาสมาคมกับคนนั้นคนนี้เข้า เช่นไปโรง เรียนพบเพื่อนฝูงพบสิ่งใหม่ๆ  เขาก็จะต้องเอามาแสดงที่บ้าน  เพราะเรื่องของเด็กนั้นเขาชอบอวด  ได้อะไรมาก็อวดเสียหน่อย แต่ไม่รู้ว่าสิ่งนั้นมันดีหรือเสีย ต้องเอามาทำให้คุณแม่ดู ถ้าคุณแม่ดูแล้วเฉยๆ หรือเห็นว่าน่าขำ  อ้ายน้องๆ  ไปโรงเรียนมาทำอย่างนั้นมันน่าขำ  นั่งหัวเราะ  เด็กมันนึกว่าคุณ แม่ชอบใจมัน ก็ทำเรื่อยไป ทำนานๆ เข้าก็ติดเป็นนิสัย พอเป็นนิสัยเราชักไม่สบายใจ เพราะเห็นว่า  ทำอย่างนี้มันไม่ดี แล้วก็ไปดุไปว่าเขา แต่เมื่อดุนั้นมันทำมากเสียแล้ว เราไม่ได้ตับต้นไฟเสียแต่หัวลม  เมื่อไฟไหม้นิดหน่อยเราไม่ดับ แต่ปล่อยให้ไหม้ถึงหลังคา แล้วจึงไปหาเครื่องมือมาดับเพลิง มันจะได้ หรือ เรือนนั้นจะอยู่ได้หรือ ไฟมันคงไหม้มอดหมดสิ้นกันเท่านั้นเอง มันไม่ได้อย่างนั้น เราเห็นว่าอะไร มันผิดปกติ เช่นพูดจาผิปกติ อยู่บ้านพูดค่อยๆ พอกลัยมาพูดดังหัวเราะหรือพูดถ้อยคำที่ไม่น่าจะพูด เขา ไปเรียนรู้มาใหม่  พูดเรียกกันอ้ายนั้นอ้ายนี้อะไรก็ไม่รู้  เอามาใช้ที่บ้าน เราได้ยินครั้งแรกก็ต้องรีบ แล้วต้องแก้ไขแล้ว ต้องรีบเรียกมาบอกมาเตือน ว่าคำนี้มันไม่ใช่คำสุภาพ เป็นคำที่ไม่เรียบร้อย คนสุ ภาพชนเขาไม่ใช้กัน บอกให้เขาเข้าใจเพื่อให้เขารู้ว่า มันไม่ดี ไม่เหมาะที่จะนำมาใช้กับใครๆ กิริยา อาการอันใดอันหนึ่งก็เหมือนกัน   ถ้าเห็นเขากระทำไปไม่เหมาะ   เราก็ต้องเรียกมาสอนมาเตือน  การสอนเตือนนั้นอย่าใช้คำว่า  "อย่า  อย่า"  อย่างเดียว  มันไม่ได้ ดุอย่างเดียวมันก็ไม่ได้ เรา ต้องอธิบายชี้แจงแสดงเหตุผลให้เขารู้ให้เขาเข้าใจ  คือผู้สอนต้องขยันหน่อย ถ้าขี้เกียจแล้วมันทำไม่ ได้  คนขี้เกียจพ่อแม่ขี้เกียจเอาแต่ดุ ขู่ให้กลัว คือการดุบังคับอยู่ตลอดเวลา นั่นคือคนขี้เกียจ คนขยัน ต้องพูดกันไปช้าๆ ค่อยว่าค่อยไป มีหลวงพ่อองค์หนึ่งทางปักษ์ใต้ ท่านใช้คนไม่หนักใจ ท่านไม่ใช้ให้เขาหนัก ท่านใช้ทีละอย่าง คือ ท่านขยันใช้ ไม่ใช้ว่าให้ทำอย่างนั้น หยิบมาทีละเรื่อง ถ้าคนมาถึงก็เรียกว่ามานี่ ให้เข้ามาใกล้ๆ พอ เข้ามาใกล้ก็ถามว่า  ว่าหรือเปล่า  ถ้าเขาบอกว่าว่าง เออดีแล้ว นี่ไปเอานั่นมา ไปเอาไม้ฟืนตรง โน้นมาหน่อย วางไว้ตรงนั้นมานี่ เอาไม้ขีดไฟนี่ไป เอาขี้ใต้นี่ไป ไปที่ตรงนั้นวางเข้า จุดไฟเอาไม้ฟืน ใส่เข้าไป  พอจุดเสร็จแล้วเรียกมานี่ กาน้ำวางอยู่ตรงนั้น เอาน้ำล้างเสียก่อน แล้วเอาน้ำใส่ลงไป วางบนเตา  พอวางเสร็จท่านไม่ให้นั่งเฝ้าเตา  ท่านเรียกมานี่ๆ  ไปโน่น  ปั้นชาอยู่ตรงนั้นไปเอา มาล้างเสียก่อน  ล้างปั้นชาเสร็จแล้ว ใบชาอยู่ในตู้ ไปหยิบมา อย่าใส่มากๆ เอาสักนิดหนึ่งใส่ลงไป  พอดีน้ำเดือด เดือดแล้วไปเอาน้ำมาใส่ลงในปั้น เอามานี่ โน่นน้ำตาลอยู่โน่น อยู่ตรงนั้นตักใส่จานมา  เอาถวายพระ  ถวายพระเสร็จแล้วท่านว่าเอ้าไปจัดแจงดับไปเสีย มันไหม้สูญเปล่าๆ อ้ายนั้นก็ไปดับ ไป ดับไฟเสร็จแล้วท่านบอกว่ามานี่ๆ นี่จอบมีไปโกยหญ้าตรงนั้นหน่อย ไม่ได้หยุดถ้าเจอหลวงพ่อองค์นี้  ท่านใช้ไม่มีได้หยุดสักรายเดียว ใช้จนกระทั่งว่าหมดงานจึงจะปล่อยให้กลับบ้าน แต่ว่ามีคนหนึ่งเขารู้ลูกไม้หลวงพ่อ  พอมาถึงถามว่าว่างไหม  ไม่ว่าง ไม่ว่างไป ไม่ว่าอะไร ท่านยิ้ม   วันหนึ่งเผลอไป   เผลอไปท่านถามว่าว่างไหม  ว่างครับ  บอกว่ามานี่ๆ  พอไปที่ต้นมะ พร้าวบอกว่า ดูซิต้นมะพร้าวต้นนี้มันอยู่ใกล้ศาลาใบมันแห้งอยู่ มันจะหล่นถูกหลังคา ลูกมันก็แห้งสุกแล้ว  มันจะหล่นถูกหลังคา  ขึ้นหน่อยน๊ะ  พอขึ้นต้นนั้นเสร็จ  ต้นนี้อยู่ใกล้ครัว ขึ้นต้นใกล้ครัว ต้นนี้อยู่ใกล้ โบสถ์ ขึ้นทั้งวัดเลย ขึ้นเสร็จบอกให้เก็บไปโยนกองไว้ที่ใต้ถุน เก็บใบแห้งเอามากองไว้เพื่อทำฟืนต่อ ไป อ้ายนั้นไปบอกเพื่อน กูวันนี้เสียท่าหลวงพ่อ เผลอนิดเดียวบอกว่า ว่างท่านให้ขึ้นมะพร้าวหมดทั้งวัด เลย นี่เขาเรียกว่าคนขยัน ขยันใช้ ถ้าขยันใช้อย่างนี้คนรับให้มันก็ไม่เหนื่อย ถ้าเราบอกว่าไปต้มน้ำมัน เหนื่อย  ให้หยิบทีละอันเวลาให้คนท่านยิ้ม  คือมีอารมณ์ขันอยู่ในตัว  ใช้อย่างนั้นเรียกว่าคนเก่ง ทำ อย่างนี้คนขยัน มีหลวงพ่อองค์หนึ่งเขาจะเผาวันนี้ อยู่วัดดีดวด ขาท่านเป๋ เดินก็เป๋ๆ ไปอย่างนั้น คน เมืองอุทัย เขาให้ไปเป็นสมภารวัดดีดวด วันหนึ่งท่านเห็นเสามันโผล่อยู่สี่ต้น ที่กองทัพเรือ เลยไปขอ หลวงศิลป์ เวลานั้นหลวงศิลป์เป็นผู้บัญชาการกองทัพเรือ ไปขอ เสาสี่ต้นนี้อาตมาขอ หลวงศิลป์ก็เห็น ว่าเสาผุๆ ข้างบนมันผุ ก็เลยให้ ท่านก็เอาคนแก่อายุมากๆ ห้าสิบหกสิบทั้งนั้นไปขุด ขุดลงไปๆ มันลึก เสานั้นฝังดินลงไปตั้งสิบเมตร แกก็ไปขุดทุกวัน พอฉันเพลเสร็จก็ไปขุด ฉันเช้าเสร็จก็เอาข้าวไป ขุด แล้วก็ฉันข้าว ทำอยู่อย่างนั้นไม่ดังไม่เอะอะไม่อะไร หลวงศิลป์แกก็ดูอยู่ทุกวัน ว่าหลวงพ่อนี่ขยันจริงทำ อยู่ได้ทุกวัน ทำอยู่ได้สักสิบห้าวัน ทนไม่ไหวก็เลยให้ทหารเรือช่วยขุดให้ พอขึ้นมาแล้วหลวงศิลป์ถามว่า ท่านจะเอาไปอย่างไร ท่านบอกว่า เอาไปได้เจริญพร เอาไปได้ ท่านพูดเบาๆ แล้วท่านก็ไปวัดเอา เชือกเส้นใหญ่มา ผูกเข้า แล้วคนแก่ๆ สามสี่คนค่อยๆ ฉุดทีละน้อยๆ เอาไปลงแม่น้ำจนได้ทั้งสี่ต้น ลง แม่น้ำแล้วเอาไป คลองมันตื้น น้ำขึ้นลากไปได้นิดหนึ่ง น้ำลงทิ้งไว้ก่อน น้ำขึ้นลากไปได้นิดหนึ่ง หลวง ศิลป์รู้เข้า ว่าลากอย่างนั้นเมื่อไหร่มันจะถึงวัดดีดวด เลยเอาเรือมาลากให้พาไปถึงวัด แล้วก็ช่วยขุด ฝังให้   เอาไปทำเสาหอระฆังได้เรียบร้อย  นี่เรียกว่าเอาชนะแม่ทัพเรือได้  ด้วยทำจริงขยันไม่มี เรื่องอะไร หลวงพ่อองค์นี้ท่านเก่ง เอาชนะหลวงบุรกรรมโกวิทอีกทีหนึ่ง ท่านไปหาหลวงบุรกรรมโกวิท บอกว่า "วัดอาตมามันมืดเจริญพร อยากได้ไฟฟ้าเข้าไป บอก เท่านี้ไม่ต้องพูดมาก  อธิบดีงานมาก  อาตมาขอลาแล้ว" รุ่งขึ้นท่านมาแล้ว ท่านรู้ว่า หลวงบุรกรรม โกวิทถึงที่ทำงานก่อน  ๘  โมง ท่านมานั่งอยู่หน้าห้องแล้ว มาถึงก็เจอ หลวงบุรกรรมถามว่า "ท่าน มาทำไม"  "ก็เรื่องไฟฟ้านั่นแหละ เจริญพร" หลวงบุรกรรมฯ บอกว่า "จะเอาอย่างไร เสาก็ไม่มี สายก็ไม่มี  จะทำเข้าไปอย่างไร" "ไม่เป็นไร เจริญพร อาตมาจะไปหาญาติโยมที่ขอเสาก่อน" ไป หาเสาได้ต้นหนึ่ง  รุ่งเช้ามาอีกแล้ว  มาหาหลวงบุรกรรมฯอีกแล้ว  "ได้เสาหนึ่งต้นแล้ว เจริญพร"  บอกเท่านั้นแล้วท่านก็ไป  รุ่งขึ้นมาอีกแล้ว  "ได้เสาอีกต้นหนึ่ง  เจริญพร" ท่านมาทุกวันๆ อย่างนั้น  หลวงบุรกรรมฯทนไม่ได้  ที่ท่านมาทุกวัน เลยก็ต้องไป ท่านพูดเย็นๆ ไม่รีบไม่ร้อนอะไร "อาตมาไม่ รบกวนท่านอธิบดี  ท่านงานมาก  อาตมาบอกให้ทราบเท่านี้ ว่าได้เสาเท่านั้นต้นแล้ว" แล้วก็กลับไป  หลวงบุรกรรมฯทนไม่ได้ เพราะท่านมาอยู่อย่างนั้น ตั้ง ๑๕ วัน มาทุกวัน เลยส่งคนไปดูว่าวัดนี้มันอยู่ อย่างไร  ผลที่สุดหลวงบุรกรรมฯ  ก็ทำให้เสร็จ ทั้งเสาทั้งสายเดินให้เรียบร้อย ท่านเอาชนะหลงบุ รกรรมโกวิทได้เหมือนกัน  ที่นี้ท่านทำถนนเข้าวัด ขอคน ขอเขาได้เพระว่าบ้านนี้ให้ พอบ้านนี้ให้เอา พระมาทำเลยตัดให้กว้างออกไป เอาดินมาใส่ บ้านนี้ยังไม่ให้เอาทิ้งไว้ก่อน แล้วก็ขออีก ขอไป บ้าน ไหนให้ก็ทำไป  บ้านนี้ไม่ให้ทิ้งไว้ก่อนตรงนี้ที่เขาไม่ให้  บ้านนี้ให้ทำตรงนี้ก่อน  แล้วทำตรงนั้นต่อไป  ชาวบ้านเขาก็ถามว่า ตรงนั้นทำไมไม่ทำหลวงพ่อ เขายังไม่ให้ เขายังไม่พร้อม ลูกหลานเขาไปเมือง นอกเมืองนา เขาจะต้องปรึกษาหารือกันก่อน ดินมันแพงต้องรอไปก่อน ไม่เป็นไรหรอก พอเดินได้ไป ก่อน  ตรงไหนได้แล้วก็ทำไปก่อน  ตรงไหนไม่ได้ก็เว้นไว้ก่อน  คนมันเดินทุกวันมันบ่นทุกวันชาวบ้าน  แหมตรงนี้มันเหลือเกินมันไม่ให้  ผลที่สุดต้องให้ท่านเหมือนกัน  แล้วท่านก็หมั่นไปถาม "เป็นอย่างไร เจริญพร  ตัดสินใจได้หรือยัง" วันรุ่งขึ้นท่านก็เดินผ่านแวะถาม "เป็นอย่างไร เจริญพร สบายดีหรือ  เรื่องที่ดินตัดสินใจหรือยัง"  แล้วท่านก็ไปเท่านั้นแหละ ท่านไม่ถามมาก ผลที่สุดเจ้าของบ้านก็ต้องให้  เรียบร้อยถนนเข้าวัด รถยนต์วิ่งได้ นี่เขาเรียกว่าใจเย็นไม่พูดจารุนแรงกับใคร  ค่อยพูดค่อยจา ขยันทำงาน ชวนลูกวัดมาทำงาน  พอได้แล้วก็ทำทันที  เบิกให้กว้างออกไปเอาดินมาถม เอาหินเก่าอิฐเก่ามาทับ คนเดินไปมาก็เห็นว่า พระในวัดมาทำงานอยู่ เขาก็มาช่วยกันบ้าง ท่านทำไปเรียบร้อย คนขยัน พ่อแม่ถ้าขยันก็ค่อยเตือนค่อย บอก  ให้ลูกทำอะไร  ก็อย่าไปสั่งทีเดียว ค่อยบอกว่าทำอย่างนั้นอย่างนี้ ค่อยบอกไป ให้ทำอย่างนั้น บ้างนี้บ้าง อะไรต่ออะไร คือให้ใกล้ชิดกันสักหน่อย ให้ได้เข้ามานั่งใกล้ๆ คุ้นเคยกัน เมื่อวานซืนก็ไป บ้านที่เป็นลูกศิษย์ เขามาบวชสึกไปมีลูกชายเข้าโรงเรียนแล้ว เข้าไปถึงก็เรียกมา เอื้อยมาหาหลวง ปู่หน่อย เอากระดาษดินสอมา ให้เขียนหนังสือให้ดู มันก็เขียนคล่องเขียนดี พ่อเขามานั่งมองๆ บอกว่า ตั้งแต่เอื้อยเข้าโรงเรียนผมยังไม่รู้ว่ามันเขียนหนังสือได้ พ่ออะไรไม่ได้ความอย่างนี้ มัวแต่ไปทำอะ ไรอยู่ไม่ดูแลลูกเลย  นี่เขาเขียนได้บอกมาดูมันเขียนดี แต่ว่าตัวมันยังไม่สวย บอกว่าทีหลังให้ซื้อสมุด แบบหัดเขียนลายมือ เช้าๆ ให้หัดเขียนลายมือ ให้ตัวมันสวย นี่มันเขียนได้แต่ว่าตัวไม่สวยไม่ได้ฝึกหัด  พ่อแม่บางทีก็อย่างนั้นแหละ  ไม่รู้ว่าลูกเรียนอย่างไร ไม่เคยเรียกลูกมาอ่านหนังสือให้พ่อแม่ฟังหน่อย  รับหนังสือพิมพ์ทุกวันเรียกลูกมาอ่านบ้าง เวลาว่างๆ เอ้าอ่านข่าวให้แม่ฟัง อ่านเรื่องนี้ให้พ่อฟังหน่อย  ลูกมันอ่านเรารู้มันอ่านกุ๊กๆ  กั๊กๆ  หรือว่าอ่านคล่อง อ่านถูกตัวอักษรไหม ตัว ร ถูกไหม ตัว ล ถูก ไหม  มันไปเห็นเรือ มันว่า แหม เลืออะไล รอยมาในแม่น้ำ มันไม่ได้เรื่องแล้วอ่านไม่ถูกแล้ว เรา ต้องสอน  เด็กโตๆ เวลามาขอบวชเป็นพระเป็นอะไรที่นี่ ว่าตัว ร ไม่ถูก ภาโร กลายเป็นพาโลไป หมดเลย  ภาโรกับพาโลมันคนละเรื่อง ภาโรหมายความว่าภาระ พาโลเป็นอันธพาลไปเสียแล้ว ว่า อย่างนี้มันผิด ทีนี้ต้องว่า ว่าไม่ได้ ว่าตัว ร เป็นตัว ล ว่าไม่ได้ เพราะว่าเคยชินกับสำเนียงในบ้าน  เราก็ต้องหัดเหมือนกัน พูดให้ชัดถ้อยชัดคำ พูดกับลูกให้ชัดถ้อยชัดคำ ตัวใดไม่ชัดต้องหัดพูดให้ชัด แล้ว หัดพูดให้ลูกฟังชัด สำคัญตรงเด็กรับภาษาใหม่ๆ ถ้าเราพูดชัดเด็กรับไว้ชัด พูดถูกเด็กรับไว้ก็ถูก เช่นว่า เราพูดตัว ร ชัด ตัว ล ชัด เด็กมันรับไว้เพราะมันเรียนอย่างนั้น ถ้าเราพูดไม่ชัดเด็กก็พลอยพูดไม่ชัด ไปเสียด้วย อันนี้เป็นเรื่องที่จะต้องควบคุมดูแล เอามาเรียกมาใกล้ๆ ให้เกิดความสบายใจ เด็กเขา ก็สบายใจ  ถ้าได้นั่งใกล้ๆ คุณแม่คุณพ่อ อะไรต่ออะไร มือลูกหลังลูกไหลเข้าบ้าง เขาก็รู้สึกว่า เรา ไม่ได้ว้าเหว่อะไรหรอก คุณแม่ยังเอามือลูบหลังอยู่ คุณพ่อก็ยังอุตส่าห์ไต่ถามอยู่ บางทีพ่อไม่ค่อยสนใจ มอบให้แม่ ก็มันช่วยกันทำให้เกิดก็ต้องช่วยกันรักษา ไม่ใช่เกิดคนเดียวเมื่อไหร่ มันต้องช่วยกันดูแลเอา ใจใส่ทั้งคู่ บางทีมันไปอย่างนี้เสียอีก  แม่ดุพ่อเข้าไปกั้นแล้ว อย่าไปดุมันเด็กมันเล็ก มันไม่รู้ประสีประสา  นี่ช่วยลูกแล้ว ถ้าแม่จะตีเข้าไปขวางอย่าตีมัน อย่างนี้แล้วแม่ควรจะฟาดเปรี้ยงลงไปบนหัวพ่อเลย มา ขวางไม่เข้าเรื่อง ตีลงไปเลย อย่ายุ่งแม่เขาจะตีมั่ง ไม่ได้ตีรุนแรงเกินไปหรอก พอสมควร เรานั่ง เฉยๆ ถ้ามันร้องห่มร้องให้ก็เรียกมา เข้าไปปลอบทีหลัง อย่าไปปลอบอย่างอื่นบอกว่า นี่แหละลูกเอ๋ย เป็นหน้าที่ของพ่อของแม่ที่จะตักเตือนสั่งสอน ที่แม่ตีไม่ใช่เพราะเกลียด แม่ตีเพราะรักเพราะลูกทำไม่ ถูกต้อง  พ่อจะเข้าไปช่วยก็ไม่ได้ เพราะถ้าช่วยก็เหมือนกับทำให้ลูกผิดมากขึ้นไป เป็นหน้าที่ของแม่ที่ ต้องสอน พ่อก็ต้องนั่งเฉยๆ เวลานี้เกิดเจ็บปวดก็เพราะลูกทำผิดเอง ทำดีมันก็ได้ดีแหละลูกเอ๋ย ถ้าทำ ชั่วมันก็ได้ชั่วอย่างนี้แหละ  มันหนีไม่พ้นจำไว้  ทีหลังอย่าไปทำอย่างนี้อีก จะได้ไม่ต้อถูกตี จับอาบน้ำ อาบท่าอะไรต่ออะไร เด็กมันก็สบายใจ สบายใจว่า แม้คุณแม่ตีคุณพ่อก็ยังปลอบโยน แต่ปลอบโยนด้วย เหตุผล ด้วยการทำความเข้าใจแนะแนวทางชีวิตให้แก่เขา เขาก็เกิดความสบายใจ ถ้าพ่อดุแม่ก็เฉยๆ นั่งดูไปตามเรื่องให้ดุไปก่อน  ถ้าดุเสร็จแล้วค่อยเข้าไปปลอบ  บอกว่าที่ลูกถูกตีวันนี้ นี่เพราะอะไร  คุณพ่อตีเพราะเราทำผิดอะไร รู้ไหม ต้องให้มันหยุดร้องก่อน เวลาจะพูดอย่าพูดทั้งร้องไม่รู้เรื่อง ทีนี้ ก็พูดจาทำความเข้าใจกันให้เขารู้ว่าเราผิดอะไร มีความบกพร่องอะไร คุณพ่อจึงได้ดุอย่างนั้น ทีหลัง อย่าทำอย่างนี้จะไว้   อย่างนี้มันใช้ได้  เรียกว่าพ่อแม่ร่วมมือกันในการสร้างนิสัยเด็ก  ให้เป็นคนที่ เรียบร้อยดีงามในกาลต่อไปข้างหน้า ช่วยกันสอนช่วยกันเตือน ความประพฤติปฏิบัติอะไรของเด็กต้องระวัง เด็กน้อยๆ มันก็ไปอย่างหนึ่ง รุ่งขึ้นมาไปอย่างหนึ่ง วัยรุ่นสำคัญนัก  วัยรุ่นวันที่รับอะไรต่างๆ  เป็นวัยที่สนใจในเรื่องอะไรต่างๆ อยากจะแสดงออกใน รูปดีไม่เป็นไร     ถ้าแสดงออกในรูปไม่สวยเราก็ต้องเรียกมานั่งใกล้ๆ     คอยกระซิบคอยเตือน คอยบอกอย่างนั้นเป็นอย่างนั้น อย่างนี้เป็นอย่างนี้ พูดให้เด็กเข้าใจเรื่องเขาฟังเหตุผล เด็กนี่เป็นผู้มี ปัญญา  มีเหตุผลเหมือนกัน  เราก็ต้องแนะนำมีเหตุมีผล  ให้เขารู้ว่าอะไรเป็นอะไร ให้เขาเข้าใจ เรื่อง เด็กก็จะเกิดสำนึกในหน้าที่ขึ้นมา นี่อย่างหนึ่ง ทีนี้อีกอย่างหนึ่ง เราจะต้องเลี้ยงเด็กให้เป็นเด็กประเภทที่เรียกว่า ช่วยตัวเองได้ พึ่งตัวเอง ได้  เด็กเลี้ยงให้ช่วยตัวเอง พึ่งตัวเองนั้น จะเลี้ยงอย่างไร บางทีเรามีคนใช้ให้คนใช้ทำหมด เด็ก ไม่รู้จักทำ  นานๆ ให้เด็กเป็นคนใช้เสียบ้าง มีคนใช้บางวันเช่นวันเสาร์วันอาทิตย์หยุดเรียน วันนี้มา เป็นคนใช้กันหน่อย  มาทำงานเสียบ้าง ให้ล้างจานเป็นให้ทำอะไรก็ได้ สามเณรน้อยๆ ที่มาบวชล้าง จานไม่เป็นหลายองค์  ล้างถ้วยแก้วไม่เกลี้ยง  ไปถึงเอาน้ำใส่ๆ แล้วก็เททิ้ง นี่ของใครยกมือ มานี่ มาล้างให้สะอาด มือถู ไม่ใช่เอาน้ำใส่แล้วเททิ้งใช้ไม่ได้ คราบน้ำนมมันยังติดอยู่ในแก้ว ต้องไปล้าง ใหม่ล้างให้เกลี้ยง  เอามือถูให้สะอาด  เมื่อสะอาดแล้วต้องยกดูว่ามันเกลี้ยงหรือเปล่า แล้วเอามา วางไว้ ต้องล้างให้เป็น ล้างแก้วได้ ล้างจานได้ กวาดบ้านถูเรือนได้ จับไม้กวาดก็ไม่เป็น กวาดไม่ เป็นไม้กวาดหักไว ต้องสอนให้กวาดเป็น กวาดไปทวนลมหรือว่าจะกวาดไปตามลม หรืออะไรอย่างไร ต้องสอน  ต้องทำให้ดู ให้เขาทำด้วย ทำแล้วต้องตรวจว่าสะอาดเรียบร้อยไหม ให้หัดทำ อย่างน้อย กวาดในห้องของตัว  ถูห้องของตัว  ถูห้องรับแขก รู้จักจัดรู้จักทำ งานมันสอนคน ทำงานคือการประ พฤติธรรรม ที่ไชยาเขาเขียนไว้ที่เสาว่า "การทำงานคือการประพฤติธรรม" มันประพฤติธรรมอยู่ใน ตัว ทำงานคือการประพฤติอยู่ในตัว ทำงานคือการประพฤติธรรมะ แล้วฝึกอยู่ในตัว เช่นว่าไปกวาดไป ถูต้องระมันระวัง เดี๋ยวกระทบของนั้นแตกของนี้หัก จะเช็ดจะถู สมมติว่าให้เด็กเช็ดโต๊ะบูชา มันต้อง ใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษแล้วควรจะทำอย่างไรเช็ดอย่างไร อย่าให้แจกันแตก อย่าให้อะไรเสีย หาย ต้องให้เขาพิจารณา เวลาเราจะใช้อะไรต้องเรียกมาก่อน ไม่ใช่ว่าไปเช็ดโต๊ะบูชาที แล้วก็ทิ้ง ไป นั่นเขาเรียกว่าไม่ขยันอีก ต้องเรียกมาให้ยืนดู จะเช็ดอย่างไรมาดูซิ เช็ดโต๊ะจะเช็ดอย่างไร จะ เช็ดตัวไหนก่อน แล้วจะเช็ดตัวไหนต่อมา ของอยู่บนโต๊ะจะเอาไปวางตรงไหน วางในรูปใดต้องดูเสีย ก่อน เขาวางอย่างไร แจกันวางอย่างไร กระถางธูปวางตรงไหน ต้องดูจำให้ได้ก่อน ยกไปวางที่อื่น แล้วเอามาวางที่เดิม ให้เป็นการถูกต้อง แล้วจึงจะเช็ดจะถูให้เรียบร้อย ของนี้มีค่าต้องเช็ดถูอย่างดี  ระมัดระวังอย่าให้แตกอย่าให้หัก     แม้ของไม่แตกถ้าหลุดจากมือแล้วหล่นเปรี้ยงหมายความว่าแตก  ของที่ไม่แตก  เช่นอลูมิเนียมตกไม่แตก  แต่ถ้าหล่นบ่อยๆ  เราจึงต้องบอกว่า อย่าให้หล่น หล่นแล้ว หมายความว่าแตก  เสียคะแนน  เสียมารยาทในการทำของตกแตก ต้องระมัดระวัง เณรน้อยๆ ฝา บาตรหล่นกันบ่อย ต้องระมัดระวังอย่าให้ตก ตกในบ้านแล้วไม่ได้ สมัยก่อนอยู่วัดเขาบอกว่า  อุ้มบาตรฝาตกในบ้านเขาไม่ได้ ต้องไปยืนขาเดียวสวดอิติปิโสร้อย บทให้เขา ตายแล้วยืนขาเดียวเสียด้วย สวยร้อยบท เพราะฉะนั้นทุกคนระวังตัวไม่ให้บาตรตกเป็นอัน ขาด ฝาบาตรก็ไม่ให้ตกเป็นอันขาด คนโบราณเขาใช้วิธีหลอก บอกว่าฝาบาตรตกในบ้านไม่ได้ ถ้าตก แล้วต้องไปยืนขาเดียวสวดอิติปิโสร้อยบท ไม่ไหว อย่างนี้ก็แย่เด็กมันกลัว มันต้องระมัดระวัง คือจับอะ ไรต้องจับให้มั่น อย่าให้ตกอย่าให้แตก จับแก้วอย่างไรจับจานอย่างไร จับภาชนะอย่างไร ต้องเอามา ฝึกให้มันทำให้เป็น กวาดบ้านถูเรือนจัดข้าวจัดของ ให้ซักผ้า ซักกางเกงสักตัวหนึ่งเสื้อสักตัวหนึ่ง ซัก แล้วเอาไปตากแล้วเอามารีดเอง ให้เขารีดผ้าเป็นรีดอย่างไร ให้ไปดูคนใช้ คนใช้เขาทำให้ดูเป็นตัว อย่าง  แล้วก็จำไว้รีดของตัว รีดเสร็จแล้วต้องเอามาดู มาตินิดๆ หน่อยๆ ถ้าไม่เรียบร้อย ถ้าเรียบ ร้อยดีก็บอกว่าทำอย่างนี้ เราหัดเขาให้รู้จักทำงานบนบ้านเล็กๆ น้อยๆ เรียกว่าให้ช่วยตัวเองได้ เด็ก อยู่วัดช่วยตัวเองได้ทุกคน เพราะไปอยู่วัดหุงข้าวเป็น ผ่าฟืนได้ ตักน้ำถูกุฏิได้ ล้างบาตรเช็ดบาตรได้  นั่งเรียบร้อย  ต้องไปนั่งพับเพียบต่อหน้าอาจารย์ ต้องพูดจาเรียบร้อย รู้จักรับแขกเหรื่อ พอคนมาอา จารย์ก็เรียกมา เอ้ารินน้ำชาไป อาจารย์ก็บอกว่ารินเพียงไหนน้ำชา ไม่ใช่รินจนเต็มปริ่มต้องเว้นไว้ นิดหนึ่ง  อย่างน้อยเท่านิ้วก้อย อย่าให้เต็ม แล้ววางลงในจาน แล้วก็ถืออย่างไร สอนให้ถืออย่างนั้น  หลวงลุงอาตมาท่านสอนก่อน สอนแล้วทำไม่ถูกแล้วก็เปรี้ยงเลย เพราะว่าบอกแล้วมันไม่จำ เพราะฉะ นั้นต้องระวังยื่นอย่างไร  เอาทางไหนเข้าไป  วัตถุอะไรควรจะยื่นอย่างไร ท่านบอกให้ทำอย่างนั้น อย่างนี้ นั่งอยู่ในท่าไหนต้องทำให้ดู สอนให้เป็นตัวอย่างฝึกหัดไว้ ทีนี้มันติดนิสัย โตขึ้นกวาดขยะได้ ทำ อะไรได้ มีภาพติดตาอยู่วันหนึ่ง  หลวงลุงแกไปที่วัดอื่น  ทีนี้จุดไม้ขีดไฟ จุดบุหรี่ กระโถนเขาไม่วางไว้  ท่านถือก้านไม้ขีดไฟเดินไป ไปที่หน้าต่างก็ไม่ทิ้ง เดินลงบันใดไป แล้วก็ไปทิ้งไว้ที่กระถางต้นไม้ วาง ไว้  อาตมาดูก็อันนั้นเหมือนกับได้รับคำสอน  ไม่พูดด้วยปาก แต่ทำให้ดูเป็นตัวอย่าง แม้ไม้ขีดไฟก้าน เดียวจะไปโยนทิ้งในซอกไหนช่องไหนก็ไม่ได้  ต้องทิ้งเป็นที่เป็นทาง  คนมาวัดในเวลาบวชนาคเห็น ง่ายเวลาสูบบุหรี่ สูบบุหรี่แล้วก็โยนไว้ตามบันใด ประตูโบสถ์เพ่นพ่าน วันไหนบวชนาคแล้วก้นบุหรี่เยอะ แยะ  เด็กหนุ่มๆ ที่ไม่ได้รับการอบรมจากคุณพ่อคุณแม่เขามาวัดกัน สูบบุหรี่ทิ้งเพ่นพ่านให้พระไปกวาด เก็บก้นบุหรี่ได้เยอะแยะ อันนี้คือไม่ได้รับการอบรม ทิ้งเพ่นพ่าน คนไทยเรายังเพ่นพ่านในเรื่องอะไร ต่างๆ เพราะไม่ได้สอน เพราะฉะนั้น ต้องสอนให้รู้จักทิ้งจักขว้างตรงไหนวางตรงไหน นิสัยในบ้านมัน จะไปถึงบนถนน  ถนนจะเรียบร้อย  คูน้ำจะเรียบร้อย สนามเด็กเล่นจะเรียบร้อย สวนสาธารณะจะ เรียบร้อย มันตั้งต้นจากบ้านเราทั้งนั้น ถ้าในบ้านเราฝึกเด็กให้เรียบร้อย มันไปมันก็ทำเรียบร้อย ไม่ ทำเป็นคนมักง่าย  แต่ถ้าเราไม่ได้ฝึกอบรมบ่มนิสัย  มันก็มักง่ายเรื่อยไป เที่ยวทิ้งของเพ่นพ่านตามที่ ต่างๆ  วันบวชนาคแล้วเห็นง่ายมาต่างๆ กัน ไม่ได้สอนไม่มีเวลาสอน บางคนก็ไม่เข้าโบสถ์เสียด้วย  เราพูดดังไปไม่ถึง ต่อไปต้องสอนกันดังๆ ให้มันได้ยินทั่วถึง แล้วจะได้มีอะไรเป็นระเบียบขึ้น แต่ว่าสู้ สอนที่บ้านไม่ได้ เพราะว่าคนน้อยสอนง่าย ทุกคนช่วยกันสอน ปีนี้เป็นปีเด็กสากล  เราต้องช่วยกันหน่อย ช่วยกันขูดเกลาชำระชะล้างเด็กๆ ของเราให้เป็น เด็กที่มีกิริยามารยาท ให้รู้จักคุณค่าของชีวิต ให้เขาได้คิดว่า เกิดมาทำไม อยู่เพื่ออะไร สิ่งที่ดีที่สุดที่ ควรจะประพฤติปฏิบัติในชีวิตประจำวันคืออะไร ให้เขาตระหนักไปตั้งแต่เริ่มต้นตัวน้อยๆ เมื่อเขาเติบ โตขึ้นเป็นผู้ใหญ่  เราหลับตาตายเป็นสุข เพราะลูกเราเป็นคนดีมีปัญญา สามารถจะรักษาวงศ์สกุลไว้ ได้  แต่ถ้าลูกเราไม่ดีขาดปัญญาขาดความรู้  จะรักษาอะไรได้ ตัวมันเองมันรักษาไม่ได้ อย่าไปรักษา ทรัพย์สมบัติเลย  ไปไม่รอด  หลักการมันมีอยู่อย่างนี้ จึงขอฝากญาติโยมทั้งหลายได้ช่วยกันในเรื่องนี้ ด้วย  เวลานี้โรงเรียนปิดนับว่าเหมาะเด็กอยู่กับพ่อแม่  ว่างๆ เราต้องเรียกมาอ่านหนังสือ เด็กมัธ ยมอ่านภาษาไทยภาษาอังกฤษ  เรียกมาคิดเลขบัญน้ำบัญชี แม่ไปซื้อของมาเท่านั้นเท่านี้ ให้มันทำบัญชี  เอาจดลงไป  ไหนบวกดูซิเท่าไหร่ ให้มันรู้บ้าง บางทีให้มันทำบัญชีส่วนตัวเขา ไปซื้ออะไรที่ตลาดมา  ไหนซื้ออะไรบ้างวันนี้  เอากระดาษมาดู  คิดดูสิ้นเงินไปเท่าไหร่ ให้มันได้คิดว่าสิ้นเงินไปเยอะแยะ  เงินนี้มาจากไหนได้มาอย่างไร  ให้พอเขาได้คิดว่าเงินมีค่า ไม่ใช่ของจะจ่ายเล่นๆ ตามความสบาย  เพราะคุณแม่ให้บ่อยๆ อย่างนั้นมันก็ไม่ได้ เราต้องหัดให้เขารู้ในเรื่องอย่างนี้ตามโอกาส พาไปไหนก็ต้องไปเพื่อการศึกษา  เช่นไปวัดโบสถ์วัดพระแก้ว  ไปวัดโพธิ์ ไปในสถานที่ต่างๆ  เราพาไปเพื่อให้เขาได้รู้ว่าคนไทยมีของดีอย่างไรบ้าง   ในชาติบ้านเมืองของเรามีของดีอะไรบ้าง  ท่านจุลท่านเคยถามเด็กที่ไปเรียนอังกฤษ  ถามว่า  เธอก่อนมาเรียนหนังสือเคยไปที่วัดพระแก้วไหม  เคยไปวัดโพธิ์ไหม   ท่านถามอย่างนั้น   หลายคนบอกว่ายังไม่เคยไป   ท่านมาปาฐกถาเมืองไทย  ท่านบอกว่า นี่แหละ พ่อแม่ไม่ได้สอนลูกหลานให้รู้จักเมืองไทย แต่ส่งลูกไปเรียนเมืองนอก เลยมันไม่ ได้เรื่องเละเทะ  คือต้องพาไปวัดวาอารามให้ได้ดูว่าบ้านเมืองเรามีอะไร มีของดีอะไรบ้าง เวลา เขาไปจะได้ภูมิใจ  เห็นตึกสูงๆ เขาจะว่าตึกสูงมันทำง่าย แต่ว่าภาพเขียนมันทำยาก ประตูที่ประดับ ด้วยมุขเส้นละเอียดมันยากว่าเอาอิฐซ้อนกันขึ้นไปเป็นตึกสูงร้อยยี่สิบชั้น เหมือนตึกระฟ้าในกรุงนิวยอร์ค เด็กมันจะได้เกิดการเปรียบเทียบ    แล้วจะได้ภูมิใจในสมบัติของชาติบ้านเมือง    จึงต้องพาไป ชมสถานที่ต่างๆ  ไปเที่ยวอยุธยา ดูความปรักหักพังของกรุงศรีอยุธยา ให้รู้ว่านี่แหละกิเลสของคนมัน ชนกันแล้วมันเดือดร้อนอย่างนี้ มนุษย์ถ้าเอากิเลสมาวัดกันแล้วมันยุ่ง ต้องอยู่กันด้วยความเมตตาประนี  เราถือโอกาสสอนไปในตัว ก็จะได้ประโยชน์ตามสมควรแก่ฐานะ ดังที่กล่าวมาก็สมควรแก่เวลา จึงขอยุติไว้แต่เพียงนี้.