ปาฐกถาธรรม เรื่อง การเดินทางไปต่างประเทศ โดย พระเทพวิสุทธิเมธี (ปัญญานันทภิกขุ) วันอาทิตย์ที่ ๑ กรกฎาคม ๒๕๒๒ ญาติโยมพุทธบริษัททั้งหลาย ณ  บัดนี้ถึงเวลาของการฟังปาฐกถาธรรมะ อันเป็นหลักคำสอนในทางพระพุทธศาสนาแล้ว ขอ ให้ทุกท่านอยู่ในอาการสงบ ตั้งอกตั้งใจฟังด้วยดี เพื่อให้ได้ประโยชน์อันเกิดขึ้นจากการฟังตามสมควร แก่เวลา อาตมาจากญาติโยมไปต่างประเทศ  เป็นเวลาทั้งหมด  ๘๓ วัน ได้กลับมาถึงวัดวันที่ ๒๖ มิถุ นายน เมื่อเวลา ๑๘ นาฬิกา ในการเดินทางนั้นความจริงก็สะดวกสะบายดี แต่ว่าพอขากลับ เมื่อมา ถึงลอสแองเจลิสอากาศมันร้อนวูบวาบ  ร้อนเหมือนกับแดดเมืองไทยแถวลพบุรี นครสวรรค์ เลยเป็น หวัด เป็นหวัดตั้งแต่วันที่ ๔ มิถุนายน เป็นเรื่อยมาเพราะไม่ได้กินหยูกกินยา แล้วก็มาถึงซานฟรานซิส โก มันกลับเย็นลงไปอีก แล้วก็เป็นเรื่อยมา จนกระทั่งถึงเมืองไทย ก็ยังไม่หาย แต่ว่าพบหมอแล้วเมื่อ วันก่อน   ได้ให้ยามากิน  คอยังแห้งอยู่  ยังไม่ค่อยจะเรียบร้อย  กลางคืนเหงื่อไหลอยู่ตลอดเวลา  แต่ว่าวันนี้พอจะพูดกับญาติโยมได้  จึงมาพูดอะไรให้ฟัง พอหายคิดถึง เพราะว่าญาติโยมก็คงจะเป็น ห่วงกังวลว่า  เมื่อไหร่จะกลับมา อาตมาก็มีความคิดถึงญาติโยมอยู่ ก็รีบกลับอยู่เหมือนกัน แต่ว่าเมื่อ ไปแล้วก็มีเรื่องที่จะต้องการทำหลายอย่างหลายประการ วันนี้ก็จะเล่าให้ฟังย่อๆ ก่อน วันหน้าค่อยเล่า ต่อ เรื่องมันมีเยอะแยะ วันนี้ก็ละเล่าเฉพาะเรื่องเกี่ยวกับพระศาสนา   ที่ได้ไปประสบพบเห็นมา   ว่าเขามีการเป็น การอยู่อย่างไร  เริ่มเดินทางออกในวันที่ ๔ เมษายน โดยเครื่องบินของบริษัทลุฟแฮลซ่าร์ สิบหกชั่ว โมงนั่งในเรือบิน  ไปถึงเมืองแฟรงเฟริตตอนเช้าหกโมงกว่า  แต่ก็สว่างดีแล้ว  ลงจากเรือบนก็ขึ้น เรือบินต่อไปอัมสะเตอร์ดัมก็มีพระมารับ  มีเจ้าหน้าที่สถานทูต เป็นเลขามาคอยรับอยู่ที่นั่น พาออกมา จากสนามบินไปด้วยความเรียบร้อย  เวลาไปไม่ได้เตรียมเครื่องกันหนาวอะไรมากนัก เมื่อนั่งไปใน รถยนต์ก็ไม่เป็นไร พอออกจากรถยนต์จะเดินไปที่อาคาร รถมันจอดห่างหน่อย เวลาเดินไปก็ตัวสั่นด้วย ความหนาว  ท่านมหาธีรพันธ์ถามว่า หลวงพ่อ ทำไมสั่นอย่างนั้น บอกว่ามันสั่นของมันเอง เรื่องของ สังขารร่างกาย  เพราะว่ามันกระทบความหนาว เลยต้องรีบเดินเพื่อเข้าไปในอาคาร เข้าไปในอา คารเรียบร้อยแล้วก็อบอุ่น ไม่หนาวอะไร ทีนี้มหาธีรพันธ์ เขาก็จัดแจงเครื่องกันหนาวให้ สำหรับเดิน ทางต่อไป ที่ประเทศฮอล์แลนด์  มีวัดพุทธศาสนาไปตั้งอยู่วัดหนึ่ง ที่เมืองวัลเวอ ห่างจากกรุงอัมสะเตอร์ ดัมไปประมาณร้อยกิโลเมตร  ตั้งอยู่ในหมู่บ้านในเขตเทศบาล ยังไม่เรียบกว่าเป็นวัดเหมือนบ้านเรา  คือว่าเป็นบ้านเช่าเขา เดินหนึ่งก็ต้องเสียค่าเช่าประมาณห้าพันกินเดอร์ของเงินที่นั่น แต่ว่ารัฐบาลเน เธอร์แลนด์เขาก็ดี   เห็นว่าพระที่ไปอยู่ไปทำประโยชน์แก่จิตใจคน  เขาก็ช่วยเหลือค่าเช่าให้  ๔๐  เปอร์เซนต์ ส่วน ๖๐ เปอร์เซนต์จะต้องเสียเอง บ้านที่อยู่นั้นก็เป็นบ้านสองชั้น ไม่กว้างขวางอะไร นัก  แต่พอจะคนที่มานั่งสนทนาธรรมอะไรกันได้ อาตมาไปแล้วพักคืนหนึ่ง วันรุ่งขึ้นก็นัดญาตินัดโยมมา เพื่อประชุมฟังธรรมกัน มีญาติโยมที่เป็นคนไทยส่วนมากแก่ๆ แล้ว เพราะว่าไปตั้งแต่หลังสงคราม ได้ สามีชาวฝรั่งไปอยู่ไกลๆ   กัน  แต่เมื่อรู้ข่าวต่างคนก็ต่างมาร่วมชุมนุมกัน  เลี้ยงอาหารเพลเสร็จก็ แสดงธรรมให้ฟัง ต่างคนต่างดีใจ แล้วก็พร้อมใจกันที่จะทำให้สถานที่นั้นเจริญก้าวหน้าต่อไป พระมหา ธีรพันธ์ที่ไปอยู่ที่นั่นก็เป็นพระที่ใจดี  สงบเยือกเย็นเข้ากับคนได้ แล้วชาวบ้านก็พอใจ จัดการหาที่ใหม่ เพื่อจะสร้างเป็นวัดถาวร ทางเทศบาลเขาเอื้อเฟื้อ มีสนามหญ้าอยู่แห่งหนึ่งในบริเวณนั้น ห่างจากวัด ไปประมาณร้อยเมตรเท่านั้นเอง  เป็นสนามกว้างๆ อย่างนี้ เขายินดีจะขายให้แก่วัด ในเงินจำนวน แปดแสนบาท ถ้าคิดเป็นเงินไทย วัดมีเงินอยู่บ้างแล้วก็จะหาต่อไป แล้วจะได้สร้างเป็นการถาวร ทีนี้ญาติโยมอาจจะนึกว่าพระที่ไปอยู่นี้ทำอะไรได้บ้าง   ในการเผยแพร่พระพุทธศาสนาในประ เทศนั้น  คือมีคนฝรั่งที่เขาสนใจจะศึกษาธรรมะในทางพระพุทธศาสนามีอยู่ เป็นเด็กหนุ่มๆ ก็มี เป็นผู้ ใหญ่ก็มี  เมื่อมีพระไปอยู่เขาก็สนใจ มาไต่มาถามมาศึกษา มาปฏิบัติเจริญภาวนาในสถานที่นั้นๆ โดย เฉพาะที่ประเทศฮอล์แลนด์นี้  เขามีที่อีกแห่งหนึ่ง ซึ่งห่างจากตัวเมืองไปมาก เป็นทุ่งนาอยู่ใกล้ทะเล เป็นที่เขาถมใหม่ เป็นสวนแอปเปิ้ล เป็นที่ที่คุณหญิงจิตรการภักดี เมื่อสมัยสามีท่านเป็นทูต ไปจัดหาไว้  ตั้งใจที่จะให้เป็นศูนย์วิปัสสนาที่นั่น  เขาพาอาตมาไปดูด้วยเหมือนกัน เพื่อจะดูว่ามีความเป็นอยู่อย่าง ไร เมื่อไปถึงสถานที่นั้น เพราะว่าหลังจากฤดูหนาวใหม่ๆ ต้นไม้เหลือแต่กิ่งก้าน ยังไม่ผลิใบ ยังไม่อ อกใบ  เมื่อไปดูก็เห็นบริเวณดี  เขามีกระต๊อบน้อยๆ  สองสามหลังแล้วก็มีโรงเป็นที่ประชุมหลังหนึ่ง  สร้างชั่วคราว    มีพระชาวดั๊ชอยู่องค์หนึ่ง    แล้วปกติหน้าร้อนมีเด็กหนุ่มสาวมาอยู่ที่นั่น    มารับ การอบรมบ่มนิสัยในทางธรรมของพระพุทธศาสนา แล้วก็ทำงานไปด้วยในตัว เช่นปลูกผักเพื่อจะได้เอา ไปเลี้ยงกันในขณะที่มาอยู่ เขาให้ทำงานและให้ศึกษาแล้วให้ปฏิบัติ ให้รู้จักอยู่ร่วมกันฉันพี่น้องตามแบบ ผู้ประพฤติธรรม  ได้เห็นสถานที่แล้วก็ศึกษาเรื่องการปฏิบัติแล้วก็นับว่าใช้ได้อยู่ แล้วก็มีห้องสมุดน้อยๆ  สำหรับให้คนได้ศึกษาสนใจอ่าน  วันนั้นพบแต่คนหนึ่งสองคนกับคนสาวคนหนึ่ง กำลังทำงานคือตัดไม้กิ่ง แห้งๆ  เอาไปรวมๆ  กันไว้ เวลาใช้จะได้ใช้เป็นประโยชน์ต่อไป ก็ได้คุยอะไรกันพอสมควร เสร็จ จากนั้นก็เดินทางต่อไป เขาไปส่งข้ามสะพานที่ที่สุดก็ว่าได้ เข้าประเทศเบลเยี่ยม ทีนี้ที่ประเทศเบลเยี่ยมเวลามันน้อย  เพราะว่าไปกับพวกทัวร์ ไม่ได้ไปดูว่ามีอะไรที่ไหนบ้าง ก็ เดินทางไปตามที่ทัวร์เขากำหนด ผ่านระยะทางไปโดยลำดับ ซึ่งมีอะไรที่น่านำมาเล่า แต่ก็จะไม่เล่า ในวันนี้ก่อน  เอาแต่เรื่องที่เกี่ยวกับพระศาสนา เมื่อเดินทางไปถึงเมืองกือน๊อป เมืองกือน๊อปนี้อยู่ใน ประเทศฝรั่งเศส  ก่อนจะถึงเมืองนี้ต้องผ่านเมืองมอร์นาโค  ซึ่งเป็นเมืองที่มีชื่อเสียงเป็นบ่อนอบาย มุขของโลกก็ว่าได้ แต่ว่าเขาสร้างสวยงามบ่อนการพนันเหมือนกับวังก็ว่าได้ มียอดทำสวยงามดี หน้า บ้านนั้นปลูกเป็นสนามหญ้า   ปลูกต้นไม้ปลูกดอกไม้สวยงามมาก  ญาติโยมที่ไปเที่ยวอยากจะไปเสี่ยง โชคกันเขาก็ไปเข้าแถว อาตมานี่ไม่เข้าหรอก ไม่รู้จะเข้าไปเสี่ยงอะไร ก็เลยยืนเตร่ดูต้นหญ้าต้นไม้ ในบริเวณนั้น  แต่ตัวไม่เหมือนเขาคนก็สนใจดู  บางคนมายืนเคียงข้างถ่ายรูป ถ่ายรูปหมู่บ้าง เดี่ยว บ้าง  ถ่ายกันเป็นการใหญ่ อาตมาก็ให้ถ่ายเปล่าๆ โดยไม่คิดสตางค์อะไร เพราะนึกว่าเขาชอบใจก็ ถ่ายไปตามเรื่อง  แล้วเขาถามว่า มาจากเมืองธิเบตหรือ บอกว่า ไม่ใช่ มาจากประเทศไทย เขา ถามว่า ประเทศไทยอยู่ตรงไหน เลยบอกว่าประเทศไทยอยู่ระหว่างอินโดจีนกับพม่า อินโดจีนของฝรั่ง เศส พม่าของอังกฤษ ไทยก็อยู่ตรงกลาง พูดให้เขาฟัง คนไปเที่ยวกันเยอะ จากนั้นก็มาพักที่เมืองนี ส ซึ่งเป็นเมืองที่อยู่ริมทะเลเมดิเตอร์เรเนียน จากเมืองนิสก็มาที่กือน๊อป ที่เมืองกือน๊อป  มีคนสนใจพุทธศาสนาอยู่กลุ่มหนึ่ง นับว่าเป็นกลุ่มพอสมควร หัวหน้ากลุ่มเป็นจิต แพทย์  เป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาลโรคจิตในเมืองนั้น  แกเป็นลูกศิษย์ของมาดามลอร์สเวอรี่  มา ดามลอร์สเวอรี่เป็นชาวฝรั่งเศส ที่ได้สนใจพระพุทธศาสนามายุคแรกๆ ท่านตายไปแล้ว เมื่อยี่สิบห้าปี ที่อาตมาไปยุโรปยังไปพบแก  แกมีสำนักงานอยู่ที่กรุงปารีส  เรียกว่าพุทธสมาคม ไปคราวนี้ไม่ได้พบ  เพราะว่าแกตายไปแล้ว  แต่ว่าได้พบลูกศิษย์ที่เป็นจิตแพทย์คนนี้  เขามีสำนักงานอยู่ในเมือง เป็นตึก  แต่ว่าเขาไปเช่าไว้ชั้นสาม มีความกว้างขนาดห้องประชุมของเรา เป็นสี่เหลี่ยม เขามาประชุมกันอา ทิตย์ละสามครั้ง   มาประชุมกันแล้วก็นั่งภาวนากัน   เวลาเข้านั่งภาวนาเขาแต่งตัวใส่เสื้อคลุมยาว  คล้ายกับพระธิเบตเพื่อให้นั่งสะดวก แล้วก็มีพระพุทธรูปวางไว้บนโต๊ะบูชา เมื่อเขารู้ว่าอาตมาไปพักที่ นั่น พักที่โรงแรมนอกเมืองไปหน่อย ที่นั่นพอดีกับมีพระจากประเทศลาวไปอยู่องค์หนึ่ง ชื่อพระปานขาว  พระปานขาวเมื่อก่อนอยู่ที่วัดโศกป่าหลวงที่เวียงจันทร์ อาตมาไปที่เวียงจันทร์ก็เคยพบอยู่บ่อยๆ แต่มา แกก็ไปเรียนหนังสือต่อที่ประเทศอังกฤษ ฝรั่งเศส ครั้นเมื่อคอมมิวนิสต์เข้ายึดครองประเทศลาว แกก็ เลยไม่ได้กลับ  ก็อยู่ที่นั่น  ก็ทำประโยชน์แก่พระพุทธศาสนาได้ต่อไป ก่อนที่จะไปถึงเมืองนั้นพระมหา ธีรพันธ์ที่ประเทศฮอล์แลนด์ ได้ส่งข่าวไปบอกไว้ก่อน บอกว่าอาตมาจะไปพักที่เมืองกือน๊อป ในวันที่เท่า นั้นให้ท่านปานขาวมาติดต่อ  เมื่อไปถึงโรงแรม  อาบน้ำอาบท่าเสร็จเรียบร้อย ก็มีโทรศัพท์บอกว่ามี คนต้องการพบ  ก็เลยบอกให้ขึ้นมา  ก็คือพระรูปนั้นเองมากับแหม่มคนหนึ่ง  แต่งตัวเป็นแม่ชี คือแม่ชี พุทธศาสนาแต่ว่าไม่ได้นุ่งผ้าขาว ห่มผ้าสีหม่นๆ คล้ายกับสีหม่นที่พระใช้ โกนหัวเกลี้ยงทีเดียว มาถึงก็ ไม่ได้ขึ้นไปบนห้อง แกนั่งรออยู่ข้างล่าง คุยกับพระปานขาวพอสมควรแล้วก็ลงมา แกนั่งอยู่ที่พื้นไม่นั่งเก้า อี้  บอกให้นั่งเก้าอี้แกไม่นั่ง  แกนั่งที่พื้น นั่งลงกราบเรียบร้อย แล้วเวลาพูดประนมมือทุกครั้งทีเดียว  พวกฝรั่งมองใหญ่ว่า แหม่มคนนี้แกเป็นอะไร ทำไมไปนั่งบนพื้นอย่างนั้น เพราะชาวตะวันตกเขานั่งเก้า อี้กัน  แต่แกนั่งที่พื้นแล้วยกมือไหว้ตลอดเวลา พูดผ่านล่ามท่านปานขาว อาตมาพูดอะไรท่านปานขาวก็ แปล แกก็น้อมรับอ่อนน้อมดีเหลือเกิน แหม่มคนนี้แกเป็นคนมีอายุแล้ว  ลูกเต้าเติบโตหมดแล้ว ตัวแกก็สบาย อิสระไม่ต้องมีภาระ แก เป็นคนมีฐานะดี  ทีนี้เมื่อพระไปอยู่แกก็ช่วยเหลือ หาที่ให้พระอยู่ คือไปซื้อที่ดินแห่งหนึ่ง เขาเรียกว่า ปรือโน่  ห่างไปจากเมืองกือน๊อปประมาณร้อยกิโลเมตร เป็นภูเขา มีต้นสนเต็มบริเวณ เป็นป่าแล้วก็ มีบ้านเก่า  ทำด้วยหินอยู่สองหลัง  หลังคามันขาดไปหน่อย ก็ไปซ่อมไปแต่งพอพระอยู่ได้ พอดีกับที่บริ เวณนั้นมันมีบ่อน้ำพุ ซึ่งฝรั่งเขาชอบอาบกัน พระก็ได้ใช้บ่อน้ำนั้น โยมชีคนนี้ก็เท่ากับว่าโยมอุปัฏฐากนั่น เอง ขับรถไปเองเวลาไปไหน พระปานขาวไปไหนก็เป็นสารถีขับรถให้ วันนั้นแกก็ขับรถมารับอาตมา  ขับเร็วพาไปในเมือง ไปถึงในเมืองก็ขึ้นตึกไปชั้นสองชั้นสาม ขึ้นไปถึงฝรั่งนั่งกันเต็มประมาณห้าสิบคน  เมื่อไปถึงเขาก็นำไหว้พระอะไรเสร็จแล้วก็ให้นั่งภาวนาเสียก่อนครึ่งชั่วโมง   นั่งภาวนาเสร็จแล้วก็ พูดธรรมะให้ฟัง  พูดภาษาไทย เพราะว่าเขาพูดฝรั่งเศสกัน ท่านปานขาวเป็นคนแปลให้ฟัง เมื่อแปล เสร็จแล้วก็บอกว่า ท่านผู้ใดมีปัญหาสงสัยในเรื่องอะไรถามได้ ก็มีคนถามปัญหากันหลายคน ได้ตอบให้ เป็นที่พออกพอใจ แล้วก็สนทนาอะไรกันเล็กๆ น้อยๆ เขาก็ส่งไปที่โรงแรม นี่เป็นสิ่งที่ได้พบในเมืองกือ น๊อป  ซึ่งเป็นเมืองที่มีชื่อเสียงในการแข่งขันโอลิมปิกฤดูหนาว เพราะเมืองนั้นมันมีภูเขารอบ และมีภู เขาชัน   เหมาะสำหรับปีนป่ายให้ตกลงมาซี่โครงหักดีเหลือเกิน  ฝรั่งเขาชอบไปเล่นกันในฤดูหนาว  ออกจากนั้นก็เดินทางต่อไป ผ่านไปประเทศสวิสเซอร์แลนด์ เมื่อไปอยู่ที่ เจนีวา ไม่ได้พบชาวพุทธแต่ว่าได้ไปพบพวก เอ็มอาร์เอ (M.R.A.) ซึ่งเป็นพวก ส่งเสริมศีลธรรมด้วยเหมือนกัน  เขารู้เขาเอารถมารับ  พอไปที่สำนักงานใหญ่ที่โครว์ ซึ่งอยู่ที่เมือง มองเกอร์   ไปนั่งสนทนาพาทีอะไรกันพอสมควรแก่เวลา   แล้วเขาก็มาส่ง   จากนั้นก็เดินทางต่อ โดยรถยนต์  ผ่านภูเขาสูงเข้าเมืองปารีส ภูเขานี้มีหิมะปกคลุมอยู่สองข้างทาง ยังมีหิมะ ญาติโยมตื่น เต้น ได้เห็นหิมะ ก็ลงไปถ่ายรูปแอ๊คท่ากันไปตามเรื่อง แล้วก็เข้าปารีส เวลาเข้าเมืองปารีสก็เหมือน กับเรานั่งรถผ่านสุขุมวิทยามเช้าหรือยามเย็นนั่นเอง รถมันติดเหมือนกัน ญาติโยมเมืองเราเห็นรถมัน ติดก็อัดอัดกัน ความจริงเมืองนอกเขาก็ติดเหมือนกัน ไม่ใช่ติดแต่บ้านเรา แล้วก็ติดมากเสียด้วย ตอน เย็นวันนั้นมันเป็นวันอาทิตย์ด้วย วันเข้าถึงเมืองปารีส รถเขาออกไปหัวเมืองไปเที่ยวกัน กลับมาใหญ่ เลยติดกัน ความจริงถนนเขากว้าง ขนาดวิภาวดีรังสฤษฏ์ของเราสองเส้น แล้วก็ยังติดกันอยู่ เข้าไป กว่าจะถึงเมืองได้ก็ลำบาก ทีนี้ในเมืองปารีส ได้ไปพบกับพุทธบริษัทหลายเหล่า เวลานี้พระไปอยู่ปารีสหลายพวก คือ หนึ่ง พระลาวที่น่าสงสารที่อยู่องค์เดียว  แล้วก็เช่าตึกอยู่ชั้นสี่ ใกล้สถานีรถไฟใหญ่ อาตมาก็ไปเยี่ยม เขา นิมนต์ไปฉันเพล   ฉันข้าวเหนียวฉันกับก็แบบเวียงจันทร์นั่นแหละ  ญาติโยมก็มากัน  ฉันข้าวแล้วก็นั่ง คุยธรรมะธัมโมกัน   พระที่ไปอยู่นั้นความจริงก็เคยอยู่เมืองไทยอยู่วัดเบ็ญจมบพิตร  แต่ว่าเป็นคนถือ พาสปอร์ตเมืองลาว  ก็เลยลี้ภัยไปฝรั่งเศส  เพราะความต้องการของญาติโยม  ญาติโยมคนลาวคน เขมรที่ไปอยู่เมืองนอก น่าสงสารมาก คือคิดถึงบ้าน แล้วก็ไม่ได้กระทำสิ่งที่ตนเคยกระทำ เพราะว่า เมื่ออยู่บ้านเคยไปวัดเคยรับศีลเคยฟังธรรม  เคยเข้าใกล้พระ ครั้นไปอยู่ต่างประเทศ ไม่มีพระจะ เข้าใกล้  ไม่มีพระจะทำกิจกรรมพระศาสนา  ก็รู้ว่าไม่สบายใจ ก็เลยคิดหาพระ ได้พระไปองค์หนึ่ง ท่านมหาบอกว่า ผมจะตายแล้วหลวงพ่อ ถามว่าคนมันแย่งกัน เช้าบ้านนั้นจะเอาไป สายบ้านนั้นจะเอา ไป เที่ยงบ้านโน้น เย็นบ้านโน้น มันไม่ไหว มันไม่ไหวแล้ว อากาศก็หนาวอยู่ลำบาก แต่ว่าต้องทนอยู่ไป ทีนี้ก็มี  พระอีกรูปที่ได้พบ  คือพระญวน พระญวนบวชแบบพวกเรานี่แหละ เคยมาอยู่วัดปากน้ำ  แล้วก็ไปอยู่ที่นั่น พระญวนค่อยสบายหน่อย เพราะว่าคนญวนมันมาก กรุงปารีส คนญวนมีเป็นหมื่นๆ พระ ญวนไปอยู่ก็ไม่เดือดร้อนอะไรเขาเช้าบ้านให้อยู่   ให้อยู่อย่างสบาย   แล้วอาตมาไปพบ  แกก็ดีมา ช่วยบริการพาไปนั่นไปนี่  มีกิจธุระอะไรก็ช่วยเหลือ เพราะแกพูดภาษาฝรั่งเศสได้พอสมควรแล้ว ทีนี้  พระอีกพวกหนึ่ง คือพระเขมร ไปอยู่กันทั้งหมดปกรูป พระเขมรอยู่บนตึกชั้นที่ห้าไม่มีลิฟท์ เวลาอาตมา เดินขึ้นก็เหมือนกับขึ้นภูเขาทอง  เดินกันหน้าอกตั้งหอบเลย  บอกว่า  แหม  เหนื่อยขึ้นวัดนี้  ไปถึง ข้างบนก็มีห้องกว้างพอสมควร  มีสามสี่ห้อง แต่ว่าไม่มีที่อาบน้ำ มีเฉพาะที่ล้างหน้า ที่ถ่าย ไม่มีที่อาบ  นึกสงสัยว่าฝรั่งเขาไม่อาบน้ำหรือ เพราะว่ามันสร้างมานานบ้านนั้น เขาบอกว่าฝรั่งเขาไม่ค่อยอาบน้ำ ชุบๆ เอาเท่านั้นเอง เพราะว่าเมืองเขามันหนาว พระไปอยู่ก็เลยต้องอยู่อย่างนั้น ถามว่าเวลาจะ อาบจะทำอย่างไร   ก็ไปอาบวัดพระลาวเพราะว่ามันอยู่ไม่ไกลกันเดินประมาณสักยี่สิบห้านาที  พระ เขมรที่ไปอยู่นี้ก็ได้ญาติโยมที่เป็นชาวมาหามาสู่  มาไหว้มากราบมาฟังธรรมเทศนาถวายทานอะไรกัน อีก แต่สงสารคุณยายที่จะขึ้นไปบนตึกชั้นห้าขึ้นไม่ไหว บางทีขึ้นไม่ได้เลยพระต้องลงมา ลงมาก็เรียกว่า มีถนนที่ทางเข้า  นั่งคุยกับโยมอยู่ที่หัวบันใด ให้พอโยมได้สบายอกสบายใจ นี่สภาพที่อยู่ของพระที่เป็น พวกอพยพ คนที่อพยพไปลำบากพอสมควร แต่ว่าก็พออยู่ได้ ได้ถามโยมคนหนึ่งว่า เมื่ออยู่เมืองเวียงจัน ทร์ทำหน้าที่อะไร บอกว่า ผมเป็นพันโททหาร อยู่ค่ายนายโม้ เคยพบท่านเจ้าคุณสมัยไปเทศน์ก่อนๆ มา คราวนี้พบกันก็สบายใจ บอกว่ามาอยู่ที่นี่เป็นอะไร เป็นหัวหน้ายามว่าอย่างนั้น ดีแล้วเราทหารมีหน้าที่ รักษา   มาเป็นหัวหน้ายามก็ดีถมไปแล้ว   ขอให้มีงานทำก็ดีแล้ว  ลูกเต้าก็จะศึกษาเล่าเรียนต่อไป  บางคนก็ไม่มีงานทำ  เรียกว่ายังไม่มีงาน แต่ว่าทางราชการเขาจ่ายเบี้ยเลี้ยงให้ พอได้อยู่ได้กินไป ก่อนเมื่อใดได้งานเขาก็ส่งไป ขณะที่พักอยู่ที่ปารีสนั้น   มีคนกลุ่มหนึ่ง  มาจากไกลเขาอยู่ใกล้ทะเลเมดิเตอร์เรเนียน  เขา เรียกว่ามัคไซร์ ตำบลนั้นชื่อมัคไซร์ ภาษาฝรั่งเศส มากันเหมารถมาคันใหญ่ สิบคนมาเพื่อจะฟังธรรม  มาถึงก็พูดธรรมะอะไรให้ฟัง เขาก็ปรารภเรื่องอย่างนี้ สิ่งที่เขาถามมากที่สุดก็คือว่า เมื่อไหร่ผมจะ ได้กลับบ้านเสียที บอกว่าเรื่องกลับบ้านอย่าไปคิดถึง อย่าไปคิดให้มันวุ่นวายใจเลย อย่าไปคิดถึงประ เทศเดิมให้มันวุ่นวายใจ คิดต่อไปว่าเราจะอยู่อย่างไร ทำงานอะไรให้สบายก็แล้วกัน ที่นี้เขาถามว่า  จะเอาธรรมะของพระพุทธเจ้ามาใช้อย่างไรอยู่ที่นี่ บอกว่า ต้องมีความพอใจ ในสภาพที่เป็นเรามีอยู่  เขาให้ทำอะไรก็ต้องพอใจทำ  ให้อยู่ที่ไหนก็ต้องพอใจอยู่ แล้วก็ต้องประพฤติตนให้ดีให้เรียบร้อย ให้ เป็นที่พอใจของผู้เป็นนายจ้าง ให้รักษาเกียรติของพุทธบริษัท อย่าไปคิดถึงเรื่องชาติมันยุ่ง คิดว่าเรา เป็นพุทธบริษัทเป็นลูกศิษย์ของพระพุทธเจ้า  ไปอยู่ที่ไหนอย่าให้ใครดูหมิ่นว่า คนนับถือพระพุทธศาสนา เป็นคนเหลวไหล ได้พูดได้คุยกับเขา แล้วเขาก็เดินกลับกลางดึก ที่ฝรั่งเศส  ได้พบพระองค์หนึ่ง  มีเรื่องน่าเล่นให้ญาติโยมฟัง  เพราะว่าพระองค์นี้ไม่เหมือน กับพระอื่น   ความจริงแกเป็นพระไทย   บ้านเกิดอยู่ที่โคราชนี่เอง  แต่ไปอยู่ประเทศลาวเสียนาน  จนกลายเป็นคนลาวไป   ถือพาสปอร์ตลาว   ไปเมืองอินเดีย  ไปเมืองลังกา  ครั้นต่อมาเมื่อเกิด สงครามอินโดจีน ทหารไทยไปตั้งอยู่ในประเทศนั้น ก็เลยไปสร้างวัดขึ้น ก็เอาท่านองค์นี้ไปอยู่ที่วัดนั้น  เมื่อท่านไปอยู่ก็อยู่เพลินไป จนกระทั่งทหารถอยท่านก็ไม่ถอย ยังอยู่ต่อไป อยู่ต่อไปจนกระทั่งว่าเขมร แดงเข้ามา เมื่อเขมรแดงเข้ามาก็เลยจับเท่านั้นเอง จับแล้วก็เอาไปอยู่ค่ายกักกัน สามปีอยู่ในค่ายกัก กัน  แกบอกว่า  สามปีในค่ายเหมือนกับตกนรก เพราะว่าต้องทำงานหนักต้องขุดดิน ต้องทำทุกอย่าง  สุดแล้วแต่เขาจะใช้ แต่ว่ามันนุ่งจีวรกับสบงอยู่เท่านั้นเอง เรียกว่า การการต้องทำทุกอย่าง กลางค่ำ กลางคืนนอนหลับสบายๆ  เดี๋ยวเป่านกหวีดพรืดลุกขึ้น  ลุกขึ้นแล้วก็พาเดินไป เดินๆ ไปแล้วก็ให้หลับ มานอน  บางทีเอาไปเพียงคนเดียว  ไม่รู้ว่ามันจะส่งคืนหรือเปล่า เอาไปถึงก็ไปที่มืดๆ เสร็จแล้วก็ พากลับ  เขาเรียกว่าสงครามจิตวิทยา เอาไปให้คนมันตกใจเล่น บอกให้มันตกใจ แล้วก็ใช้งานหนัก  แต่แกบอกว่า ผมได้รับความนิยมจากเจ้าหน้าที่ในค่ายอบรม ได้รับประกาศนียบัตรว่าได้ขยันเข้าอบรม  ไม่เคยขาดเข้าอบรม  แล้วก็ตั้งใจเรียนหนังสือ  เมื่อก่อนนี้พูดภาษาญวนไม่ได้ ไปอยู่ในค่ายนั้นสามปี พูดญวนเก่ง  เลยพูดได้คล่อง เพราะพูดญวนเก่ง ทำให้แกเอาตัวรอด เพราะว่าได้เรียน แล้วก็ตั้งใ จฟังเขา  ใช้อะไรก็ไม่ดื้อไม่ด้าน  ทำตามทุกอย่าง  พยายามหนีสามครั้ง ครั้งแรกถูกจับได้ เอามา ถูกลงโทษทำงานหนักอะไรไป ครั้งที่สามหนีได้ ถามว่าหนีได้อย่างไร เล่าให้ฟังหน่อย แกบอกว่า  ครั้งที่สามคืนนี้เราจะต้องสวดมนต์ให้มากหน่อย  สวดมนต์นั่งภาวนา บทไหนสวดได้ สวดอยู่นั่น  สวดจนกระทั่งยามมันหลับ  เพราะว่าไม่หลับ ทีนี้ยามมันหลับ พอเห็นยามหลับได้ช่องแล้ว  เลยหนีคืนนั้น  หนีออกมาพอดีพอดึก ถึงถนนใหญ่เจอรถยนต์เก่าๆ คันหนึ่งวิ่งมา เรียกรถให้หยุด หยุด แล้วก็ขึ้น ขึ้นแล้วรถมันไปไซ่ง่อนแล้วหลบเข้าไปอยู่ในวัดญวน หนีอยู่ที่วัดญวนเป็นเวลา ๖ เดือน ใน ขณะที่ซ่อนตัวอยู่นั้น  ทำหนังสือถึงกงศุลฝรั่งเศส ขอลี้ภัยไปอยู่ประเทศฝรั่งเศส ทำไปแล้วกว่าจะได้รู้ เรื่องบอกว่าใจมันตุ้มๆ ต้อมๆ นอนด้วยความหวาดกลัว กินอยู่ด้วยความหวาดกลัว ไม่รู้ว่ามันจะลากตัว ไปวันไหน ผลที่สุดก็ได้รับจดหมายจากกงศุลฝรั่งเศส บอกว่าจะมารับตัวไป เขามารับแล้วก็ยังไม่สุขใจ เลย  นั่งรถยนต์มาสนามบินก็ยังเป็นทุกข์อยู่เลย แกบอก เป็นทุกข์ว่ามันจะหยุดรถแล้วมันจะมาเอาตัว เราไป   มานั่งคอยเรือบินอยู่ในสนามบิน  ก็ยังเป็นทุกข์อยู่ว่า  เดี๋ยวมันจะเอาไป  ขึ้นเรือบินแล้ว เรือบินยังไม่ออกก็ยังเป็นทุกข์กลุ้มใจ   ว่าเดี๋ยวมันขึ้นมาลากเอาไป   พอเครื่องสตาร์ทเรือบินขึ้น แกบอกว่าเหมือนกับได้ขึ้นสวรรค์ทั้งเป็นทีเดียว  กูรอดแล้ว เรือบินก็พามาเมืองไทย มาลงดอนเมือง  เปลี่ยนเรือบินไปต่างประเทศต่อ  เมื่อพักอยู่ที่ดอนเมืองสักสองชั่วโมง  จีวรที่ห่มมาก็คร่ำคร่า ทีนี้ตำ รวจไทยเข้าไปเห็นก็ว่า หลวงพ่อมาจากไหน บอกว่ามาจากเมืองญวนโน่น เขาปล่อยมาจากค่ายกักกัน จะไปฝรั่งเศส เห็นจีวรคร่ำคร่าเต็มที ถามว่าเรือบินจะออกเมื่อไหร่ อีกตั้งชั่วโมง เอาไหมละผมจะ ไปซื้อให้ใหม่ เลย ไปซื้อจีวรให้ไตรหนึ่ง ได้ห่มจีวรชุดนั้นพาไปเมืองฝรั่งเศส ไปถึงโน้นก็สบาย อาตมาไปถึงปารีครั้งแรก แกก็มาหา มาถึงก็ใส่เสื้อคลุมมา มองไม่เห็นว่าเป็นพระ เพราะว่า จีวรมันอยู่ข้างใน  คนที่มาก็บอกว่า นี่ก็พระเหมือนกัน อยู่ข้างใน ถอดเสื้อคลุมออกจึงเห็นว่าเป็นพระ  แล้วแกก็ดีเอาญวนคนหนึ่งมา บอกว่าพรุ่งนี้ผมจะไปเบลเยี่ยม นายหนุ่มคนนี้มันเป็นเด็กรับใช้ผมจะเอา มาให้เจ้าคุณใช้ แล้วเจ้าหนุ่มญวนคนนั้นได้มารับใช้ตลอดเก้าวันที่อยู่ปารีส เพราะว่ามีอุปสรรคเกิดขึ้น  คือพาสปอร์ตหาย  เลยต้องย้ายอยู่โรงแรมถึงสามครั้ง  เจ้าหนุ่มคนนั้นตื่นเช้าขึ้นมาเอารถมาบริการ  หลวงพ่อจะไปไหน  พาไปโน่นไปนี่  ที่จริงมันก็พูดอังกฤษได้นิดหน่อย แต่มันก็บริการดีทุกอย่าง ช่วย เหลือจนกระทั่งเอาไปส่งเรือบิน บินมาประเทศอังกฤษ นี่เรื่องพระองค์นี้ก็น่าคิด ทำให้เราเห็นว่าประ เทศที่ปกครองแบบคอมมิวนิสต์มันเดือดร้อนขนาดไหน พระสงฆ์องค์เจ้าได้รับความทุกข์ความเดือดร้อน ทีนี้ก็ในขณะที่อยู่ที่ปารีสท่านกลับมาพาไปฉันที่บ้านญาติหลายแห่ง ร้านอาหารญวนบ้าง คนญวนที่หลบภัย มาบ้าง บางครอบครัวไปแต่ภรรยาลูกสาว สามีไม่ได้ไป ไปอยู่ที่แฟลตใหญ่ เขาให้อยู่แฟลต แกก็บอก ให้ฟังว่าสมมีแกถูกกักกันอยู่ในค่าย  สี่ปีแล้วยังไม่ได้ออกมาเลย  ยังไม่ได้มา แกหนีมาได้ก่อนสามคน แม่ลูก  ก็เลยไปอยู่ที่ปารีส  แล้วก็ไปทำงานการ  พบใครก็มีแต่ปัญหา มีแต่ความทุกข์ความเดือดร้อน  เพราะเรื่องบ้านแตกสาแหรกขาดนี่แหละ  อันเป็นเรื่องที่เป็นความทุกข์ของมนุษย์ เราฟังแล้วเอาไป คิดไปตรอง คุยสู่กันฟัง ให้เห็นว่าอันตรายมันมีเป็นประการใดบ้าง อยู่ที่ปารีสเก้าวัน แล้วก็เดินทางต่อมายังประเทศอังกฤษ มาโดยเรือบินแอร์ฟราน บินไปเดี๋ยวๆ มาถึงอังกฤษ  ก็เหมือนกับว่าสบายใจ คืออยู่ในประเทศยุโรป หนังสืออ่านได้แต่มันแปลไม่ออก เขา พูดเราฟังไม่รู้เรื่อง  พอถึงประเทศอังกฤษมันสบายใน  หนังสืออ่านได้ หูได้ยินด้วย ฟังเข้าใจความ หมาย  รู้สึกว่ามันค่อยชุ่มชื่นหน่อย  แล้วก็มาวัดไทยได้พักสะดวกสบายหน่อย แต่ว่าเมื่อมาถึงลอนดอน แล้ว มันก็ไม่ค่อยจะสบายนัก เพราะว่ามันเกิดปวดที่ข้อเท้า อาตมาก็เลยไม่ได้ไปเที่ยวที่ไหน บอกว่า เรื่องเที่ยวไม่จำเป็นอะไรนัก แต่ว่าจะดูเรื่องวัดวาเกี่ยวกับพระศาสนามากกว่า ที่ในอังกฤษนับว่าเขา ก้าวหน้าดีอยู่  จะเอามาเล่าให้โยมฟังนิดๆ หน่อยๆ สำหรับวัดไทยนั้นสถานที่สวยงาม บริเวณกว้างมี ไม้ร่มรื่น แต่ขณะที่ไปถึงก็ยังหนาวอยู่ ถ้าอยู่ในอาคารก็สบาย แต่ถ้าออกไปมันก็ยังหนาวอยู่ แต่ก็พอเดิน เล่นได้ในกลางสนามหญ้า ก็นับว่าสะดวกสบายดี พระไทยที่ไปอยู่ก็พยายามทำงานตามหน้าที่ ในการเผยแผ่ธรรมะ มีฝรั่งเขาก็มาสนใจมาปฏิบัติ กันอยู่บ้างเหมือนกัน   แต่ว่าอังกฤษมันมีอยู่หลายสำนัก  จากเมืองก็มีอยู่แห่งหนึ่งเขาเรียกว่า  Ham  state ที่วัดไทย ที่วัดไทยพระไทยอยู่พุทธประทีป อยู่ที่เวมเบิลตัน อยู่อีกซีกเมืองหนึ่ง แฮมสเตทอยู่ อีกซีกเมืองหนึ่ง  แฮมสเตทนี้เป็นพระลูกศิษย์พระอาจารย์ชา จังหวัดอุบล ไปช่วยสอนอยู่เขาเรียกว่า สังฆสมาคม พวกอังกฤษเขาตั้งขึ้น เขานิมนต์พระไปอยู่อาตมาก็ไปเยี่ยมเหมือนกัน แต่ว่าตึกที่ไปเยี่ยม วันนั้นเขาขายแล้ว จะรื้อไปอยู่นอกเมืองออกไป หาที่ใหม่ซึ่งกว้างขวางหน่อย อยู่ใกล้ป่า จะได้ใช้ป่า เป็นที่สำหรับภาวนาอะไรต่ออะไรตามแบบของพระพุทธศาสนา  เมื่อไปถึงก็มีฝรั่งเขามานั่งประชุมกัน ภาวนากันในตอนเย็นประมาณสักสิบหกสิบเจ็ดคน  กำลังอยู่ในห้องนั่งภาวนากัน คนหนุ่มก็มีคนแก่ก็มี มี อยู่คนหนึ่งเขาเรียกว่าเป็นชาวพุทธชั้นนำ คือเป็นมานานแล้วเป็นคนแก่แล้ว ก็ยืนขึ้นยกมือไหว้ อายุประ มาณสักเจ็ดสิบ  เรียกว่าเป็นชาวพุทธชั้นนำ ชั้นผู้เฒ่า นอกนั้นก็เป็นคนหนุ่มๆ ที่เขาสนใจ ฝรั่งที่สนใจ เขาก็มาทำกันจริงๆ  เหมือนกัน  ทุกเย็นเขาจะมาตามเวลาที่นัดหมาย  เช่นว่าเวลาหกโมงเย็นมา ภาวนากัน  เขาก็มา  มาถึงนั่งภาวนา  ภาวนาเสร็จแล้วก็คุยกันในเรื่องอะไรต่างๆ ที่นั่นมีพระฝรั่ง ชาวอเมริกาอยู่สองรูปแล้วก็พระที่อื่นด้วย รวมเป็นสี่รูป ตอนไปเยี่ยมท่านอาจารย์ชาก็ไปอยู่ด้วยเหมือน กัน ไปพักอยู่ที่นั่น ได้เห็นกิจการแล้วก็รู้สึกว่าก้าวหน้าดีอยู่ น่าพอใจ แล้วก็ห่างออกไปจากลอนดอนมีอยู่แห่งหนึ่งเป็นของพม่า  ชื่อ  ฮูเมียะซอ เป็นเศรษฐีซึ่งหนีมา จากประเทศพม่า  สมัยที่เนวินเข้ายึดครอง เพราะเขายึดทรัพย์ชาวบ้านแกก็เลยหนีไปอยู่ประเทศอัง กฤษ  ทำการค้าขายมีฐานะดี  เรียกว่าหาเงินได้ใช้เงินเป็นประโยชน์ แกไปซื้อบ้านหลังหนึ่งใหญ่โต  บริเวณกว้างขวาง  เนื้อที่ประมาณสี่สิบห้าสิบไร่ ที่ไปซื้อเลยออคฟอร์ดวิทยาลัยไปหน่อยหนึ่ง อาตมาก็ ไปเยี่ยมวันนั้น  ไปถึงแกก็ดีอกดีใจที่เราไปเยี่ยม  จึ่งคุยกันพอสมควรแล้วก็พาชมบริเวณ มีโรงยาวๆ  แล้วก็มีทางเดินตรงกลาง  ข้างๆ  แบ่งเป็นห้องๆ  แกรับคนมาฝึกการภาวนา รับในหน้าร้อนครั้งละ สองร้อยคน เพราะว่ามีที่ให้อยู่ เลี้ยงอาหารเสร็จ กินอยู่เสร็จ แต่ว่าคิดค่าบริการบ้าง เมืองนอกเขา อย่างนั้น  ฟรีๆ  มันไม่ไหวค่าน้ำค่าไฟ ทีนี้ไปดูบริเวณอะไรต่ออะไร คือบ้านนี้เมื่อก่อนนี้เป็นของธนา คาร ธนาคารเขาใช้เป็นศูนย์สำหรับอบรมเจ้าหน้าที่ เพราะฉะนั้น เขาสร้างบ้านอะไรไว้ดี ฮิตเตอร์ มีน้ำมีไฟอะไรพร้อม แกซื้อมาทั้งหมดแล้วจะใช้เป็นที่อบรม คราวนั้นที่ไปแกบอกว่าอีกไม่กี่วันอาจารย์จะ มาจากประเทศพม่า เป็นอาจารย์ผู้หญิง ซึ่งมีความรู้เชี่ยวชาญในการสอนภาวนา มีอำนาจจิตสูง รู้อะ ไรต่ออะไรดีหลายอย่าง จะมาเป็นผู้นำ แล้วก็ไปดูบ้านพักอาจารย์ที่ลูกศิษย์จะมารับฟังคำสอนอะไรต่อ อะไร ไปดูกิจการแกแล้วรู้สึกว่า นายเมี๊ยะแกเอาการเอางานอยู่เหมือนกัน อุตส่าห์ลงทุนลงแรงเพื่อ เผยแผ่พระพุทธศาสนาให้คนได้เกิดความรู้ความเข้าใจในหลักธรรมของพระพุทธเจ้า  สถานที่เหมาะ มากอยู่บนเนินสูงนั่งบนบ้านมองเห็นอ่างเก็บน้ำใหญ่สำหรับเก็บน้ำไว้ใช้ในเมืองออกฟอร์ด   อากาศดี  แต่ถ้าหน้าหนาวมันก็หนาวหน่อย  ได้เห็นน้ำใจแกแล้วรู้สึกว่าแกเอาจริงเอาจัง  เป็นคนเสียสละ แก เคยมาเมืองไทย เคยมาที่วัดนี้เหมือนกัน แต่ไม่ได้พบกับอาตมา แกบอกว่าไปถึงสองหนแล้ว ไม่พบพระ คุณเจ้าเพราะว่าไม่อยู่ บอกว่าคราวหน้ามาใหม่คงจะพบกัน เลยไปพบกันที่นั่น นี่เป็นที่ที่เขาจัดขึ้นเพื่อ เผยแผ่ธรรมะในทางพระพุทธศาสนา นอกจากนั้นก็เรียกว่า  มีสมาคม ที่เขาตั้งมานานเรียกว่า พุทธสมาคมแห่งประเทศอังกฤษ ตั้ง มาหลายสิบปีแล้ว   เขาค้นคว้าศึกษาเผยแผ่ทางหนังสือ   ส่วนสำนักต่างๆ  ที่มุ่งไปเผยแผ่ทางด้าน การปฏิบัติ ฝรั่งนั้นเขาไม่สนใจเท่าใดว่าเป็นพระหรือเป็นชาวบ้าน ถ้าเป็นผู้สอนให้เขาได้เขาก็พอใจ  เพราะฉะนั้นพระบางองค์ที่ไปอยู่ภายหลังลาสิกขา แล้วก็ไปตั้งสำนักภาวนาสอนกรรมฐานแก่ญาติโยมก็ ทำงานได้เหมือนกัน เพราะว่าเขาไม่ได้สนใจในเรื่องเครื่องแบบมากนัก แต่สนใจในหลักคำสอนที่จะ นำมาใช้เป็นหลักปฏิบัติมากกว่า   จึงนับว่าได้ทำงานได้ประโยชน์อยู่ในส่วนนี้  ประเทศอังกฤษนับว่ามี ความก้าวหน้าพอสมควร ในเรื่องพระพุทธศาสนา เพราะว่าฝรั่งเขาสนในมานาน มีหนังสือหนังหาตำ รับตำรารู้จักแก่ชาวต่างประเทศทั่วไป อยู่ที่อังกฤษพอสมควรแก่เวลา วันที่ ๙ พฤษภาคม เพราะทางนิวยอร์คบอกว่าให้ไปทันวันวิสาขะ ที่โน่น  เราก็ออกจากลอนดอนวันที่  ๙ ประมาณเวลา สิบโมง ขึ้นเรือบินกลับไปแฟรงเฟิร์ตอีกทีหนึ่ง  เพราะว่าซื้อตั๋วของบริษัทลุฟแอลซ่าร์ไว้  แล้วก็ไปขึ้นเรือบินที่แฟรงเฟิร์ต  เดินทางเจ็ดชั่วโมงไปถึง กรุงนิวยอร์ค  ตอนกลางงัน ออกสิบเอ็ดโมงจากแฟรงเฟิร์ต แต่ไปถึงนิวยอร์คนั้นยังไม่มืดไม่ค่ำอะไร  สี่โมงเย็นเท่านั้น  เขาก็มารับพาไปที่วัด วัดที่กรุงนิวยอร์คนี่ก็เป็นบ้าน แต่ว่าอยู่ในเขตที่มันไม่ค่อยจะ เรียบร้อย เขาเรียกว่าบร๊องค์ เขตบร๊องค์เป็นเขตของคนดำ สกปรก แล้วก็วุ่นวายหน่อย แต่ว่าพระ เราไปอยู่เขาก็ไม่ค่อยเบียดเบียนอะไร  เพราะว่าพระเราไม่ได้ทำอะไรให้ใครเดือดร้อน มีพระอยู่  ๓ รูป เป็นชาวเหนือรูปหนึ่ง ชาวใต้รูปหนึ่ง ชาวภาคตะวันออกเฉียงเหนือรูปหนึ่ง คนที่นิวยอร์ค โดย เฉพาะคนไทย  เขากลมเกลียวสามัคคีกันดีที่จะช่วยกันส่งเสริมกิจการพระศาสนา เขาซื้อบ้านหลังนั้น เป็นเงินสี่หมื่นเหรียญ  เดี๋ยวนี้คิดจะขยับขยาย  เพราะว่าอยู่ตรงนั้นมันไม่ค่อยสะดวก  สถานที่มันไม่ เหมาะ  เอารถมาจอดบางทีจะหาย  ล้อจะหายไป  หรือว่าอะไรมันจะหายไป เพราะคนดำมันมาก  คนดำค่อนข้างจะไม่ค่อยเรียบร้อย คิดจะไปซื้อใหม่ เขาก็พาไปดูที่แห่งหนึ่ง ซึ่งอยู่ในย่านสวยงาม มีระ เบียบคนขาวอยู่ทั้งนั้น เป็นบ้านคุณยายเชื้อสายชาวฮังการี่ แก่เต็มทีแล้ว แกบริหารไม่ไหวบ้านมันใหญ่  อยากจะขาย  ประมาณหนึ่งแสนห้าหมื่นเหรียญ  แต่คนไทยในนิวยอร์คบอกว่าไม่เป็นไร เรามีเงินอยู่ แล้วแสนหนึ่ง หาอีกห้าหมื่นเหรียญต้องซื้อให้ได้ แล้วพาอาตมาไปดู เขาอยากจะซื้อสถานที่นั้น ทีนี้พระที่ไปอยู่ที่นิวยอร์ค ทำงานเผยแผ่ธรรมะในหมู่คนไทยไปก่อน เพราะว่าไปอยู่ใหม่ภาษายัง ไม่ดีพอ  แม้จะอ่านได้  พูดไม่ค่อยเข้าใจ อาตมาไปถึงเมืองอเมริกาฟังไม่รู้เรื่อง มันพูดฟังไม่รู้ นั่ง เรือเที่ยวรอบเกาะแมนฮัตตัน ฝรั่งที่นั่งพากษ์ชี้แนะไม่รู้เรื่อง ฟังเสียงบ้องๆ บอกกับพวกที่ไปว่าเสียง เหมือนกับหมาเห่า  พูดไม่ได้เรื่องอะไร  แต่ว่าที่อังกฤษเขาพูดชัดถ้อยชัดคำ จะพูดทางโทรทัศน์ทาง วิทยุฟังแล้วมันชัด  ฟังเข้าใจ  พอไปอเมริกาฟังไม่รู้เรื่อง  สีลานันทะเขาอยู่อังกฤษมาตั้งสองสามปี  บอกว่าแหม มาเจออเมริกาเป็นเด็กอ่อนไปเลย เพราะมันไม่ได้เรื่องได้ราวอะไร เพราะฉะนั้นหูมัน ไม่ชินกับเสียงของเขา สำเนียงมันก็เปลี่ยนไปหลายอย่าง จึงต้องอยู่จนคุ้นหูเสียก่อน มีบางองค์ไปอยู่ นานพูดอย่างอเมริกา เสียงมันคุ้นหูแล้ว มีอยู่องค์หนึ่งอยู่ที่วอชิงตัน พูดเสียงคุ้นหูแล้ว ทีนี้ที่นิวยอร์คเขา เปิดโรงเรียนวันอาทิตย์พระพุทธศาสนาวันอาทิตย์  เพื่อจะให้ลูกคนไทยได้มาเรียน  มาเรียนหนังสือ ไทยเรียนขนบธรรมเนียมประเพณี  เรียนศาสนา อาตมาก็ดูว่าเรียนกันที่ไหน เรียนมันทุกห้องในกุฏิ  เรียนกันทุกห้องเลย  เรียนชั้นใต้ดิน ชั้นบนขึ้นมา ชั้นสองเรียนมันทุกห้องเลย ใช้เป็นที่เรียนหมด ถ้า เป็นฤดูหนาว  ถ้าไม่หนาวออกไปเรียนข้างนอกได้บ้าง เพราะมีที่พักอยู่นิดๆหน่อยๆ แสดงว่าไม่ได้อยู่ เปล่า ได้สนใจในการที่จะทำงานให้เป็นประโยชน์ ที่นี่อาหารการขบฉันญาติโยมเขาผลัดเวรกันมาเลี้ยงเช้าคนนั้นมา เที่ยงคนนั้นมา สุดแล้วแต่ใคร ว่างเขาจัดกันไว้ไม่อดไม่อยากพระไปอยู่  เรียกว่ากินอยู่อุดมสมบูรณ์พอสมควร  ไม่ลำบากเดือดร้อน  อาตมาก็ให้กำลังใจว่า เรามาอยู่ก็สบายแล้ว ช่วยกันทำประโยชน์แก่พระศาสนา ให้อยู่กันนานๆ อย่า อยู่กันเพียงปีสองปีแล้วกลับบ้าน  อยู่กันให้มันกระดูกฝังกรุงนิวยอร์คแล้วก็ใช้ได้ พูดคุยกัน อยู่นิวยอร์ค เขานิมนต์ไปเทศน์ที่โรงพยาบาลครั้งหนึ่ง เรียกว่าโรงพยาบาลเลบานอลล์ ไม่ใช่ชาวเลบานอลล์ที่ชื่อ อย่างนั้น  เพราะว่าที่โรงพยาบาลนั้นมีนางพยาบาลไทยอยู่หลายคน คนมาฟังกันประมาณหกเจ็ดสิบคน  ห้องประชุมเล็กๆ ไปเทศน์ที่นั่นครั้งหนึ่ง เทศน์ทีวัดสองครั้ง แล้วก็ไปวอชิงตัน แล้วกลับมาอีกครั้งหนึ่ง  มาเทศน์ที่นิวยอร์คอีกครั้งหนึ่ง  เวลาไปแล้วขากลับพอดีโยมนางพยาบาลเอาเพื่อนนางพยาบาลไปส่ง  นางพยาบาลคนหนึ่งก็แก่แล้ว  ไปเดินเหยียบหิมะล้มลงสันหลังมัดเดาะไป  เมืองนอกนี่ดี เราไปเดิน ล้มหน้าบ้านใคร  ฟ้องเจ้าของบ้าน หาว่าปล่อยหิมะทิ้งไว้หน้าบ้านทำให้คนล้มเรียกค่าเสียหาย แต่ว่า ทนายเอาไปเกือบครึ่ง คนป่วยได้ครึ่ง เลยไปส่งโยมคนนั้น แกก็รับกลับมา แกขับรถดี ขับมา พอมาถึง เมืองฟิลาเดนเฟียร์บอกว่าพาท่านดูระฆังแตกหน่อย  คือระฆังที่เขาตีในวันประกาศอิสระภาพ เข้าไป แล้วดูไม่ได้  ฝนมันเทลงจั๊กๆ  หลงอยู่ในเมืองฟิลาเดนเฟียร์ ออกไม่ถูก ไม่รู้จะออกทางไหน มาถึง นิวยอร์คได้  รุ่งขึ้นเทศน์  เทศน์แล้วเขาก็ไปส่งอีก ลูกศิษย์ที่เขาเคยอยู่ที่วัดนี้คนหนึ่งเขาไปอยู่นั่นคน  เขาไปส่งที่วอชิงตัน ที่วอชิงตัน  ก็ไปซื้อบ้านอยู่เหมือนกัน  อยู่ในรัฐเมรี่แลนด์  อย่านึกว่ามันไกลกันเลย ก็เหมือน กับกรุงเทพฯกับนนทบุรีอย่างนั้นแหละ ไปมาสะดวก มีพระอยู่สามรูป ก็เปิดโรงเรียนวันอาทิตย์สอนเด็ก เหมือนกัน  อาตมาได้อยู่ถึงวันอาทิตย์เห็นเด็กมาเรียนกัน ฝรั่งผู้ใหญ่ก็มาเรียนอยู่สองสามคน แล้วก็มี ลูกเจ้าดำมาเรียนคนหนึ่งด้วย ถามว่าเจ้าดำมาเรียนด้วย เขาบอกว่า มันอยู่ใกล้บ้านกับคนไทย เด็ก ไทยมามันก็มาด้วย มันก็เรียนกันไปด้วยกัน ฝรั่งเขามาเรียนเรียนกันกลางแจ้ง ตอนนั้นอากาศค่อยสด ใสหน่อย  ไม่หนาวเกินไป ฝนไม่ตกพอเรียนกันได้ อยู่ที่วอชิงตันเขาก็จัดให้มีการแสดงธรรมสองครั้ง  คนที่มาฟังก็มีคนไทยแล้วก็มีคนลาว คนลาวมากันกลายคน ส่วนมากอยู่ที่รัฐเวอจิเนียร์ ซึ่งมันไม่ไกลอะ ไรเขาอุตส่าห์มา  แต่งตัวแบบคนลาวแท้ นุ่งผ้าถุงใส่สไบเฉียง ถือขันพานเงินมาทีเดียว รักษาธรรม เนียมแบบเมืองลาวไม่มีผิดเพี้ยน  นั่งรถมา  เอาเทปมาอัดเสียงไปด้วย ก็มานั่งฟังอัดเสียงไว้เสร็จ แล้วก็มานั่งคุยต่อ คุยต่อแล้ววันหลังก็มาฟังอีก พออกพอใจบอกว่า มาอยู่ที่นี่มันหิวธรรมะหิวพระ เพราะ ไม่มีพระมาอยู่ก็เลยไม่ได้ยินได้ฟังธรรม มีวัดไทยอยู่ก็ได้มาทำบุญสุนทร์ทาน ที่กรุงวอชิงตันมีพุทธศาสนาหลายวัด วัดไทยมีอยู่วัดหนึ่ง วัดลังกาก็มี วัดญวนก็มี วัดญี่ปุ่นก็มี วัด เกาหลีมีกันอยู่หลายวัด  โดยเฉพาะวัดญวน วัดลังกา วัดเกาหลี วัดญี่ปุ่นอยู่ถนนเดียวกันเลย สายสิบ หกถนนสายเดียวกัน อาตมาไปเยี่ยมทุกวัน เยี่ยมวัดญวน หลวงตาญวนแกเป็นพระว่องไว มีโครงการ เยอะอยู่ในหัว ไอ้นี่ต้องรื้อออกต้องสร้างใหม่ มันเล็กไป ถามว่า จะเอาเงินที่ไหนมาสร้างใหญ่ๆ โตๆ บอกว่าไม่เป็นไร  เวลานี้สมาชิกผมมีห้าหมื่นคน ขอคนละห้าเหรียญต่อเดือนเท่านั้นจะได้เงินจำนวน เท่านั้น  แล้วปีต่อไปจะสร้างต่อ จะเปิดเป็นโรงเรียนอะไรต่ออะไร ขึ้นไปดูกุฏิมีคนญวนนอนอยู่ห้าสิบ หกสิบคน เอ๊านี่อย่างไร บอกว่าเพิ่งมาเมื่อเช้าเพิ่งมา อเมริกาเพิ่งรับมา ยังไม่มีที่พักเอามาพักที่วัด ก่อน กว่าจะไปหาที่พักได้ แกมีหัวคิดที่จะสร้างสรรมีที่ดินกว้างพอสมควร แกซื้อไว้ ส่วนวัดลังกามีพระ ลังกาสองสามรูป  ก็มีการแสดงธรรมอบรมชาวตะวันตกอยู่เหมือนกัน ชาวลังกาเขาไปอยู่นานอยู่ก่อน ของเราด้วยซ้ำไป  หัวหน้าอยู่ไปจนแกบอกไม่ไหวแล้วผมจะกลับเมืองลังกาแล้ว บอกว่าจะกลับทำไม เอาดูกทิ้งไว้ที่นี่ก็ได้ ไม่ลำบากอะไร ไปตายที่บ้านดีกว่า วันญี่ปุ่นนั้น"นิกายตีกลอง"พอเข้าไปถึงมายืน ตีกลองรับหน้าวัดเลย พาเข้าไปไหว้พระเสร็จแล้วดูนั่นดูนี่ พอจะออกมาตีกลองรับหน้าวัดเลย พาเข้า ไปไหว้พระเสร็จแล้วดูนั่นดูนี่  พอจะออกมาตีกลองเดินส่งมาจนถึงขึ้นรถ มายืนตีกลองส่งอีก ให้พรไม่ ใช่เรื่องอะไร ในวอชิงตันก็มีวัดมีพระ พุทธบริษัทวอชิงตัน โดยมากก็เป็นคนไปศึกษาเล่าเรียนบ้าง ไป ทำมาหากินบ้าง  ดูเอาใจใส่ดีอยู่ในเรื่องหน้าที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ  อยู่วอชิงตันเจ็ดวันก็ขึ้นเรือบินเดิน ทางต่อไปชิคาโก้ ชิคาโก้เป็นเมืองใหญ่  ใหญ่มาก  แล้วมีทะเลสาบใหญ่ ใหญ่โตเหลือเกินทะเลสาป เรือกลไป ใหญ่ๆวิ่งได้ลมพัดแรง  ไปถึงสนามบินกลางคืน  คนเขาก็มารับพระสองรูปมารับ มีลูกศิษย์อยู่หลายคน  เคยบวชที่นี่บ้าง  อะไรต่ออะไร  เขาก็มารับขับสู้พาไปพักที่วัด ที่ชิคาโก้ วัดซื้อโบสถ์ฝรั่ง ยาวขนาด หอประชุมนี้ไปถึงตรงนั้น สองชั้น ชั้นบนเป็นที่บูชาพระไหว้พระ ชั้นล่างก็เป็นที่ประชุมเลี้ยงดูปูเสื่อเป็น ห้องสมุด  เป็นโรงเรียนวันอาทิตย์ แล้วก็มีบ้านติดอยู่กับโบสถ์เลย บ้านของบาทหลวงซื้อราคาไม่มาก  สี่หมื่นห้าพันเหรียญเท่านั้นเอง เพราะเขาอยากจะขายอยู่แล้ว คือว่าฝรั่งนี่ขายโบสถ์บ่อยๆ สมาชิกน้อย ลงๆ  ไม่สามารถจะเลี้ยงโบสถ์ได้ก็ขายเสียเลย  ขายแล้วก็ไปหาใหม่ต่อไป พอดีวัดเราไปซื้อ ก็ไม่ ต้องลำบากอะไรเพียงแต่ว่าไปตกแต่งนิดหน่อย  ใช้งานใช้การได้  มีพระอยู่สององค์  ไม่พอใช้พระ สององค์ คนมากนางพยาบาลเยอะ หมอก็มากที่ชิคาโก้ คนทำอาชีพอื่นก็มาก มีร้านอาหารไทย มีอะไร พออยู่พอใช้กัน  อาตมาไปถึง  เขาไม่ได้จัดคนมาพบกันทันที โน่นต้องไปรอเสาร์อาทิตย์ ทุกแห่งต้อง ไปรอเสาร์อาทิตย์ เมื่อญาติโยมมาพบแล้วเขาก็บ่นว่า ท่านเจ้าคุณมาตั้งหลายวันแล้ว ทำไมไม่บอกไม่ กล่าวให้รู้ให้ทราบ จะได้มาฟังธรรม จะได้มาสนทนาธรรมกัน อันนี้เป็นเรื่องของเจ้าถิ่น เรามันเป็น แขกเขาจัดอย่างให้อย่างไรก็ทำอย่างนั้น  ญาติโยมเขาก็บ่นกันว่าให้ท่านมาอยู่ตั้งหลายวันไม่บอกให้รู้ เย็นๆ  ว่าง ก็จะได้มากัน เวลาไหนว่างเขาจะได้มาฟังกัน เมื่อวันเสาร์เทศน์แล้ววันอาทิตย์ก็เทศน์ อีก กลางวันก็เทศน์อีก ตอนจะกลับก็เทศน์อีก คนเขาก็มาเร่งโปรแกรม เพราะว่าจะกลับกันแล้ว มัน ก็ทำให้ญาติโยมลำบาก  ทีนี้พวกหมอที่ไปอยู่ที่นั่นก็เรียกว่ามีฐานะดีๆ  ขึ้นบ้านใหม่สองแห่ง นิมนต์ไปที่ บ้านไปเทศน์ให้ฟังกัน  สวดมนต์นิดหน่อย เสร็จแล้วก็เทศน์ให้ฟัง เขาอัดเสียงอัดอะไรกันไว้ รู้สึกว่า เขาอยู่กันสะดวกสบาย ไม่ลำบากไม่เดือดร้อน ทำมาหากินกันดีอยู่ เพราะมันเมืองใหญ่ ลมพัดแรงที่นั่น อากาศมันหนาวอยู่ แต่ว่าพอทนได้ ไม่เดือดร้อนอะไรร่างกายก็สบายไม่ลำบาก จากชิคาโก้ก็บินมาเด็นเวอร์  รัฐโคโรราโด้ รัฐนี้คนไทยไม่มาก มีไม่เท่าใด แต่ก็มีวัดอยู่ ซื้อ โบสถ์ฝรั่งเหมือนกัน  อยู่ติดถนนใหญ่  มีพระอยู่สองรูป อาตมาก็ไปพักอยู่ที่นั่นเจ็ดวันเหมือนกัน รอวัน เสาร์วันอาทิตย์ แล้วก็มีคนมาฟังเทศน์ฟังธรรมกัน ได้สนทนาอะไรกันพอสมควร ออกจากเดนเวอร์ทีนี้ แหละไม่สบาย  บินจากเด็นเวอร์ข้ามภูเขาร็อคคี่ เขาร็อคี่เป็นภูเขาสูงแถบนั้น ข้างบนมันมีแต่น้ำแข็ง ปกคลุมหิมะเต็มหมด วันหนึ่งสมภารมหาสุบินพาไปเที่ยว เขาเรียกว่า เน็ตชะแนนปาร์ค ไปดูยอดเขา  ขึ้นไปอยู่บนนั้นหูอื้อ มันหนาวด้วย แล้วหิมะเต็มไปหมด หิมะสูงเขาตัดไว้อาตมาไปยืนสูงถึงคอ มันเย็น  แต่นกมันอยู่ได้  กระรอกตัวเล็กๆ  ก็ยังอยู่ได้ในท่ามกลางความหนาว มีอยู่แห่งหนึ่งพอหยุดนกมาเลย  เคยได้กิน คนให้อาหารมัน พอออกจากเด็นเวอร์  ผ่านภูเขานั้นมาลงลอสแอลเจอลิส  มันเปลี่ยนไปเลยกลายเป็นร้อนไป  ร้อนเหมือนกับลพบุรีนครสวรรค์หน้าร้อนบ้านเรา อาตมาร่างกายมันหมุนไม่ทันก็เริ่มเป็นหวัดตั้งแต่วันนั้น เป็นต้นมา เป็นหวัดเมืองนอกมันรักษายาก แล้วไม่ค่อยจะได้พบหมดด้วย คือหมอไม่ค่อยมีที่นั่น มีคนประ เภทอื่นก็เลยอยู่ตามเรื่องตามราว  เขาจัดให้เทศน์สองครั้งคนก็พอใจอยากจะฟังกัน  พอเสร็จแล้วก็ บินจากลอสแองเจอลิสมาซานฟรานซิสโก ซานฟรานซิสโกนี่ก็พระเพิ่งไปสร้าง  สร้างใหม่ ไปซื้อบ้านอยู่ใกล้กับสนามบินก็ไปพักอยู่ ได้ไป เทศน์ที่โรงแรมที่วัดเทศน์ไม่ไหวเพราะไม่มีที่  ไปที่มารีแอร์พอร์ต รองผู้จัดการเป็นคนไทย เลยเขา ให้ไม่ต้องเสียสตางค์อะไรมากเสียค่าเช่าห้าสิบเหรียญ  ค่าเช่าห้องประชุม ก็มีคนไปฟังกันประมาสัก หกเจ็ดสิบคน เลยเทศน์ให้เขาฟังแล้วเขาพาไปดูที่ที่จะซื้อใหม่ นอกเมืองไกลออกไป ขับรถตั้งชั่วโมง  ไปดูที่ถ้าได้ก็ดีเหมือนกันที่นั่นเท่ากับว่าไปตั้งหลักแหล่งไว้ เอาดินไว้ก่อน เพราะดินมีถึงสามสิบแปดเอ เค่อร์ เขาจะขายตั้งแสนกว่าเหรียญ สมภารแกจะซื้อ แล้วก็จะสร้างถาวร ออกจากซานฟรานซิสโก ทีนี้มาฮาวาย ก็มีวัดเหมือนกันที่ฮาวาย มีพระไปอยู่สองรูป ไปต้อนรับ ขับสู้ดีเรียบร้อย   พาเที่ยวพาเตร่   ดูนั่นดูนี่ตามเรื่อง   แต่ว่ามาถึงนี่โปรแกรมเร่ง  บอกว่าต้อง รีบกกลับบ้านที  เพราะว่าร่างกายมันไม่ไหวแล้ว เลยออกจากฮาวายมาญี่ปุ่น พักสามคืน จากญี่ปุ่นไป เกาหลีพักสองคืน  จากเกาหลีก็มาฟิลิปปินส์ พักสองคืน วันที่ ๒๖ ก็กลับถึงประเทศไทย ยังรับเชื้อหวัด มายังไม่หาย แต่มันก็คงจะหายภายในอาทิตย์นี้ แข็งแรงขึ้น วันนี้ก็พูดให้ญาติโยมฟังก่อนเล็กๆ น้อย สิ่ง ที่ได้พบเห็นมาในเรื่องเกี่ยวกับพระพุทธศาสนา รวมความว่า  มีทางอยู่ที่จะนำธรรมะไปให้แก่ชาวตะวันตกได้  แต่ว่าเราจะต้องเตรียมอะไร หลายอย่าง  ถึงจะทำได้อย่างเรียบร้อย เวลานี้ที่ไปแล้วเรียกว่าไปกันตามเรื่องตามราว ยังไม่มีพิธี การหลักการที่แยบคาย  เพราะฉะนั้นงานก็จึงยังไม่ค่อยจะก้าวหน้าเป็นไปเท่าที่ควร  มีอะไรที่จะทำ บ้างความคิดอยู่จะไปคุยกับท่านผู้หลักผู้ใหญ่ ให้ท่านได้รับทราบว่า ควรจะทำอย่างไร ในโอกาสต่อไป ข้างหน้า  เพื่อจะให้พระไปทำงานได้  เวลานี้พระที่ไปก็ต่างคนต่างไป พวกใครใครไปกันตามเรื่อง  ไม่ได้เตรียมเนื้อเตรียมตัวเตรียมใจเพื่อจะไปทำงาน  พบอุปสรรคขัดข้องก็ย่อท้อได้ง่าย เพราะไม่มี ความมั่นใจ ข้างหลังก็ไม่มีอะไรเป็นฐานทัพที่จะสนับสนุน เหมือนกับเราส่งทหารออกไปรบ ข้างหลัง ไม่มีกองหนุน พอพวกนั้นตายก็หมดกันไป ไม่ได้เรื่องได้ราวอะไรกัน นี่มันต้องปรับปรุงเปลี่ยนแปลงอะ ไรกันต่อไป  ซึ่งถ้ามีโอกาสก็จะได้ไปพบผู้หลักผู้ใหญ่ต่อไป ถ้าท่านรับฟังก็จะเล่าให้ฟัง ถ้าท่านไม่ฟังก็ ไม่ต้องเล่า วันนี้พูดมาก็สมควรแก่เวลา ขอจบไว้แต่เพียงเท่านี้.