ปาฐกถาธรรม เรื่อง สาสน์จากโรงพยาบาล โดย พระเทพวิสุทธิเมธี (ปัญญานันทภิกขุ) วันอาทิตย์ที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๒๒ ญาติโยมพุทธบริษัททั้งหลาย ณ  บัดนี้ถึงเวลาของการฟังปาฐกถาธรรมะ อันเป็นหลักคำสอนในทางพระพุทธศาสนาแล้ว ขอ ให้ทุกท่านอยู่ในอาการสงบ ตั้งอกตั้งใจฟังด้วยดี เพื่อให้ได้ประโยชน์อันเกิดขึ้นจากการฟังตามสมควร แก่เวลา วันนี้อาตมาก็อัดเสียงมาพูดกับญาติโยมทั้งหลายอีก     เพราะว่าหมอยังไม่อนุญาตให้ออกจาก โรงพยาบาล แต่จะออกจากโรงพยาบาลในวันจันทร์ เพื่อกลับวัด มาถึงวัดแล้วต้องอยู่พักฟื้นต่อไป จะ เดินทางไปไหนๆไกลๆ ก็ยังไม่ได้ เพราะว่าร่างกายยังไม่ค่อยจะเรียบร้อย แต่ว่าหมดการรักษาแล้ว  ก็ปล่อยให้ธรรมชาติรักษาต่อไป  เพราะว่าร่างกายของคนเรานั้น ว่าทีจริงโดยธรรมชาติ มันก็มีการ รักษาเยียวยา  รักษาตัวมันเองอยู่แล้วเหมือนกัน  แต่ว่าการรักษาโดยธรรมชาตินั้นมันช้า ทำให้เรา วิตกกังวล  เพราะชีวิตกับงานต้องมีอยู่ด้วยกันตลอดเวลา  เมื่อรักษาไม่หายโดยธรรมชาติ ก็ต้องไป กินยาเพื่อให้หายไวๆ ขึ้น สมัยนี้เรื่องยาเจริญขึ้น แต่ว่าเมื่อรักษาทางยาแล้ว ต้องหยุดกินยาเสียบ้าง  เพื่อให้สภาพร่างกายเป็นปรกติต่อไป แต่ถ้าเรากินยามากนัก  ยาที่เหลือก็จะเป็นพิษอยู่ในร่างกายเหมือนกัน โดยเฉพาะยาสมัยใหม่  บางอย่างอาจจะเหลืออยู่ในร่างกาย  เกิดเป็นพิษเป็นภัยแก่ร่างกายได้ จึงควรจะรักษาแต่พอสมควร  เสร็จแล้วก็อยู่ตามธรรมชาติ  ให้ธรรมชาติรักษาตัวมันเอง ในการที่จะให้ร่างกายรักษาตัวเองอยู่ต่อ ไป แต่การที่จะให้ร่างกายรักษาตัวเองนั้น ก็ต้องมีการพักผ่อนนอนหลับพอสมควร รับประทานอาหารที่ เป็นประโยชน์แก่ร่างกาย แล้วก็ออกกำลังบ้างตามสมควร เพื่อให้ร่างกายมีการเคลื่อนไหว ที่อยู่อาศัย ก็ควรอยุ่ในที่สะอาดปราศจากกลิ่นอันเป็นสิ่งที่กระทบกระเทือนต่อร่างกาย ไม่ไปที่ที่คนมากๆ ไม่ไปทำ อะไรอันเป็นเรื่องแสลงต่อร่างกาย ถ้าเป็นคฤหัสถ์อยู่ครองบ้านครองเรือน ก็ต้องงดเว้นจากสิ่งหลายประการ เช่นงดเว้นจากการ เสพของมึนเมาทุกชนิด  นับตั้งแต่บุหรี่  สุราเมรัย  เครื่องดองของเมามีประการต่างๆ  เพราะสิ่ง เหล่านี้เป็นเครื่องขัดต่อธรรมชาติของร่างกายของมนุษย์เรานั้น  ไม่ต้องการสิ่งมึนเมาไม่ว่าประเภท ใดๆ แต่ว่าคนเราไม่เข้าใจเรื่องของธรรมชาติในเรื่องนี้ มักจะฝืนธรรมชาติ ดื่มเข้าไปๆ จนกระทั่ง ร่างกายผิดปกติ   ต้องไปนอนรักษาตัวที่โรงพยาบาล   โรคที่เกิดขึ้นจากความโง่ความเขลา  หรือ ความประมาทในการดื่มกินสิ่ที่เป็นพิษเข้าไปนี้เป็นโรคที่น่าละอาย คือน่าละอายในการที่เราไม่รู้จักควบ คุมตนเอง  ไม่รู้จักบังคับตัวเอง เพื่องดเว้นสิ่งที่ควรงดเว้น จึงควรจะคิดว่าน่าละอาย ในการที่เกิด โรคประเภทอย่างนั้นขึ้น  และในฐานะที่เป็นคฤหัสถ์ ก็ควรงดเว้น ในการไปเที่ยวเตร่ ในยามค่ำคืน  เช่นว่าการไปดูหนัง ไปฟังเพลง ไปเที่ยวตามสถานที่เริงรมณ์ต่างๆ อันสถานที่เหล่านั้นก็เต็มไปด้วยสิ่ง ไม่สะอาด  เช่นมีคนจำนวนมาก  สิ่งที่ออกมาจากร่างกายของคนนั้น ไม่มีอะไรที่เรียกว่าเป็นของสะ อาด  เต็มไปด้วยสิ่งที่ปฏิกูล การหายใจเข้าไปก็ทำให้เกิดทุกข์เกิดโทษได้ และในที่ที่มีคนมาก มีการ สูบบุหรี่ ควันบุหรี่ก็เป็นพิษแก่ร่างกาย ซึ่งนับว่าเป็นเรื่องที่ควรงดเว้น ไม่ควรจะไปในสถานที่เช่นนั้น สถานที่ใดที่มีการบริโภคก็เหมือนกัน  เราเลือกได้เพราะมันอยู่ภายนอกร่างกายของเรา เรา ควรจะเลือกรับประทานสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่ร่างกาย   ไม่ใช่อาหารที่เผ็ดเกินไป   รสเค็มเกินไป  หวานเกินไป  มันเกินไป  ควรจะเป็นอาหารที่ปรุงแต่งตามธรรมชาติพอสมควร ไม่ให้มีรสจัดเกินไป  คนบางคนชอบกินอาหารประเภทรสจัด  เช่นเผ็ดจัด เปรี้ยวจัดเค็มจัด มันจัด หวานจัด สิ่งเหล่านี้ให้ โทษแก่ร่างกายทั้งนั้น  ยกตัวอย่างเช่นคนที่กินของที่หวานจัด  ก็ให้โทษแก่ลำคอ แล้วอาจจะเป็นโทษ แก่ปากลิ้น  ตลอดจนถึงลำคอ  และทำให้เกิดอาการท้องผูกในร่างกายก็ได้  สิ่งเหล่านี้จึงควรจะงด เว้นของประเภทจัดๆ  ลองศึกษาชิวิตของคนที่มีอายุยืนๆ  เขามักจะกินอาหารตามธรรมชาติ กินเพื่อ หายหิว ไม่ใช่กินเพื่อความเอร็ดอร่อย วันหนึ่งได้พบท่านผู้หนึ่งซึ่งเป็นนายพลทหาร   ชั้นนายพลเอก  แต่มีอายุมั่นขวัญยืนมาจนถึงเก้า สิบกว่าปี  ร่างกายยังแข็งแรง  นั่งตัวตรงแบบทหาร ในตาก็ยังใสแจ๋วอยู่ เมื่อไปแสดงธรรมให้ฟังที่ บ้านนั้น  ท่านก็ไปนั่งฟังอยู่ด้วย  เพราะเป็นงานศพของภรรยาท่าน จบการแสดงแล้ว อาตมาเห็นว่า  ท่านนายพลผู้นี้แก่มากแล้ว  แต่ว่ายังแข็งแรง จึงได้เข้าไปสนทนาไต่ถาม ในเรื่องเกี่ยวกับความเป็น อยู่  คือถามว่า "เจริญพร เจ้าคุณมีการปฏิบัติอย่างไร ดูสภาพร่างกายยังแข็งแรงอยู่" ท่านก็บอกว่า  "ผมปฏิบัติตามหลักอายุยืน   อันเป็นหนังสือเล่มหนึ่งของหมอเหล็ง  ศรีจันทร์  ที่ได้พิมพ์ไว้นานแล้ว"  อาตมาก็เลยถามว่า  "การปฏิบัติเพื่ออายุยืนนั้น  มีหลักการอะไรควรปฏิบัติบ้าง"  ท่านก็บอกว่า "มี หลายอย่างหลายประการ แต่จะพูดย่อๆ ก็มีว่า การรับประทานอาหาร  ต้องรับประทานให้ตรงตามเวลา ไม่รับประทานอาหารประเภทรสจัด เกินไป ไม่เอร็ดอร่อยเกินไป แต่รับประทานเหมือนกันเรารับประทานยา คนที่ทานยานี้ ไม่ใช่กินเพื่อ ความอร่อย กินเพราะความจำเป็นที่จะต้องกิน ฉันใด กินอาหารก็กินอย่างนั้น ไม่ใช่กินเพื่อความเอร็ด อร่อย  กินให้อิ่มพอสมควร ไม่ใช่อิ่มมากเกินไป และเวลากินก็กินช้าๆ เคี้ยวให้ละเอียด อาหารประ เภทผักประเทภพืช  เป็นอาหารที่ดีที่สุด  ดีกว่าอาหารประเภทเนื้อ แต่ว่าก็ต้องมาเนื้อบ้าง เนื้อนั้นก็ ต้องเป็นเนื้อที่ย่อยง่าย ไม่ใช่เนื้อประเภทย่อยยาก การปรุงการไม่ใช่ให้มีรสชาติ การปรุงอาหารให้ มีรสชาตินั้นสำหรับคนที่ไม่อย่ากิน เอารสนั้นมายั่วเพื่อให้เกิดความอยาก แต่ถ้าเรากินไม่เราอยากอะ ไรๆ ก็กินได้ แล้วกินแต่พอประมาณ ไม่มากไม่น้อยเกินไป การกินแต่พอประมาณไม่มากไม่น้อยเกินไป  การกินแต่พอประมาณไม่มากไม่น้อยเกินไปนี้ ก็นับอยู่ในขั้นการปฏิบัติธรรม ตามหลักในทางพระศาสนา  ที่เรียกว่า โภชเน มัตตัญญุตา การรู้จักประมาณในการบริโภคโภชนะ คือไม่มากไม่น้อย คนกินมากเกิน ไปร่างกายก็อ้วนหนัก  กินน้อยเกินไปก็ผ่ายผอม  จึงกินแต่พอดีๆ และการกินอหารพอดีนั้น จะช่วยให้ สุขภาพร่างกายเป็นไปตามปกติ นี้ประการหนึ่ง แล้วก็รับประทานให้เป็นเวลา นอนก็เป็นเวลา เมื่อถึงเวลานอนจึงจะเข้านอน เมื่อยังไม่ถึงเวลานอนก็นั่งไปก่อน ยังไม่นอน  ตื่นก็ตามเวลาเหมือนกัน  เข้าห้องถ่ายตามเวลา  ไม่ฝืนธรรมชาติของร่างกาย  คนบางคนมักจะฝืน ธรรมชาติ  ขอโทษ  เช่นคนบางคนชอบเล่นไพ่  เวลาปวดปัสสาวะก็ไม่ลุกขึ้นไป เพราะว่ายังไม่จบ เรื่อง   ต้องว่ากันต่อไป  ปวดอุจจาระก็ไม่ลุกขึ้นไป  อย่างนี้ก็เรียกว่าทรมานสังขารร่างกาย  ฝืน ธรรมชาติ เมื่อฝืนธรรมชาติสิ่งที่ควรจะถ่ายออกมันก็ขังอยู่ในร่างกาย เกิดเป็นพิษเป็นภัยแก่ร่างกายขึ้น มา   เพราะของใดควรถ่าย   ร่างกายมันก็ถ่ายของมันเอง  แต่เราไม่ถ่ายกักมันไว้  มันก็ให้โทษ  เช่นคนท้องผูกมักเกิดโทษ จึงควรจะถ่ายตามปกติ แล้วก็ดื่มน้ำมากๆ น้ำบริสุทธิ์ ไม่ดื่มน้ำชากาแฟ หรือ น้ำประเภทที่มีของผสมอื่นๆ  อย่างนี้ท่านบอกว่าร่างกายเป็นปกติ อายุมั่นขวัญยืน นอกจากนั้นแล้วก็ยัง บริหารร่างกาย เช่นการเดินตอนเช้า ในตอนบ่าย เดินในบริเวณบ้านของท่าน ถ้าหากว่าลงไปเดินใน บริเวณบ้านของท่าน หากว่าลงไปเดินในบริเวณบ้านไม่ได้ ก็เดินบนตึก เดินจงกรมที่นั่น เป็นเวลาเท่า นั้นเท่านี้  กะกำหนดไว้แล้วก็พักผ่อน  ทำอะไรเกี่ยวกับร่างกายนี้เป็นปกติ ร่างกายก็อยู่ในสภาพปกติ  คนเราถ้าทำอะไรผิดปกติ  ร่างกายก็ผิดปกติเหมือนกัน ให้สังเกตตัวเราทุกคน ถ้าเรานั่งมากเกินไป  เราจะรู้สึกว่าเสียความเป็นปกติทางร่างกาย   เดินมากเกินไปก็เสียความเป็นปกติ  ยืนมากเกินไป  นอนมากเกินไป  ก็เสียความเป็นปกติ ถ้าพูดตามภาษาสมัยใหม่ก็เรียกว่ามันไม่สมดุลย์ มันขาดดุลย์ไป อย่างใดอย่างหนึ่ง จึงควรจะรู้จักผ่อนปรน ที่ในภาษาพระเราเรียกว่า อิริยาบทสี่ ยืน เดิน นั่ง นอน  ต้องเป็นไปพอดี  นอนพอดี เช่นว่านอนเมื่อง่วงนอน ถึงเวลานอนก็นอน เวลานอนก็ควรทำใจให้สงบ  การทำใจให้สงบนั้นทำให้หลับได้สะดวก" คนบางคนน่าสงสาร  คือมีการนอนไม่หลับ นอนไม่หลับมันเสียประโยชน์มาก เพราะทำอะไรก็ ไม่ได้  นอนก็ไม่หลับ  แล้วไม่รู้ว่จะทำอย่างไร ทีนี้เกิดความวิกากังวลทำให้สมองปั่นป่วน ยิ่งมความ วิตกกังวลมากขึนน  ยิ่งนอนไม่หลัยใหญ่  เกิดทุกข์เกิดโทษแก่ร่างกายมากขึ้น เพราะฉะนั้น เวลาจะ นอนควรจะทำใจให้สงบ ควรจะมีการไหว้พระสวดมนต์เสียก่อนสำหรับญาติโยมชาวบ้าน นั่งสงบจิตใจ ไหว้พระสวดมนต์  ไหว้พระสวดมนต์เสร็จแล้วก็ลงนอน  เวลานอนก็ควรทำใจให้สงบ คือหลับตาเสีย  แล้วกำหนดอยู่ที่ลมหายใจเข้าออก   กำหนดไปเรื่อยๆ  แล้วประเดี๋ยวก็หลับไป  อย่าไปคิดฟุ้งซี่นใน เรื่องนั้นเรื่องนี้  เรื่องงานเรื่องการอะไรต่างๆ ที่มันจบไปแล้ว ก็ให้เป็นอันแล้วกันไป ไม่ใช่ว่างาน เลิกแล้ว  แต่ว่าเราไม่ยอมเลิกงาน เอางานมาด้วย เวลานอนก็ยังคิดถึงงานอย่างนี้มันได้เรื่อง ทำ งานก็ต้องทำเป็นเวลา  ถึงบททำก็ต้องทำจริงๆ  ถึงบทเลิกก็เลิกกัน แล้วอย่าไปคิดกังวล พรุ่งนี้ค่อย คิดกันใหม่ต่อไป  นอนอย่างนี้เขาเรียกว่านอนด้วยใจสงบ ก็จะนอนเป็นสุข คนที่นอนด้วยจิตใจไม่สงบ  คือนอนเป็นทุกข์นอนไม่สงบก็คือนอนวิตกกังวล  นอนคิดถึงในเรื่องอะไรต่างๆ บางคนนอนแล้วเอามือ วางบนหน้าผาก  เพื่อให้มันหนักเพื่อจะได้หลับ อันนั้นไม่ดี ให้มันหลับโดยธรรมชาติ อย่าคิดอย่านึกอะ ไร ให้ตั้งใจแต่เพียงอย่างเดียวว่า ฉันจะนอน ฉันจะหลับให้เป็นสภาพปกติ แล้วก็หลับไปตามเรื่อง เมื่อถึงเวลาตื่นก็ตื่นตามธรรมชาติของร่างกาย เพราะร่างกายของเรานั้นเมื่อได้รับการพักผ่อน พอสมควรแล้ว  มันก็ต้องตื่น  เมื่อตื่นก็ลุกขึ้นไปเลย  ทำอะไรก็ได้  ลุกขึ้นมาออกกำลังกายเสียก็ได้  อาบน้ำอาบท่าให้สบายแล้วก็มาทำงานทำการ ถ้าเป็ฯนักเรียนก็ตื่นขึ้นเช้าๆ แล้วก็อ่านหนังสือท่องหนัง สือ เพราะว่าเช้าๆ ร่างกายมันสมบูรณื อาหารที่เรารับประทานเข้าไปเลี้ยงร่างกายทั่วไป ร่างกาย ได้พักผ่านมีความสดชื่นทางร่างกายตามปกติด   เราจะเรียนหนังสือท่องหนังสือก็รู้สึกว่ามีสมาธิ  จะ ท่องอะไรจำอะไรก็มีสมาธิดี  อย่างนี้ก็ช่วยให้ร่างกายเป็นปกติได้เหมือนกัน  การออกกำลังก็ควรทำ ตามสมควร แต่ว่าอย่าหักโหมเกินไป คนแก่ออกกำลังเล็กๆ น้อยๆ พอสบาย เช่นเดินเล็กๆ น้อย หรือ ว่าบริหารร่างกายตามแบบบริหารร่างกายของคนแก่  ไม่หนักมากเกินไป  เอาแต่พอเหงื่อออกเล็กๆ  น้อยๆ อย่างนี้จะช่วยให้เกิดความสบาย ความสบายทางร่างกายนั้นทำด้วยการบริหารอย่างนี้ ทีนี้อีกอย่างหนึ่งก็คือความสบายทางด้านจิตใจ  เรื่องสบายทางกายนั้นมันเป็นเรื่องชั้นต่ำหรอก  ไม่ใช่ใหญ่โตอะไร แต่เรื่องที่ยิ่งใหญ่ของคนเรานั้น คือ ความสบายทางจิตใจ จิตใจที่สบายนั้นก็คือจิต ใจที่สงบ  ไม่มีความกังวล ไม่มีความวิตกอะไรต่างๆ คนเราถ้าหากว่าจิตใจไม่สงบมีความวิตกกังวล  ก็เป็นคนที่แก่เกินอายุไป  เช่นอายุขนาดนี้ดูว่าแก่เกินอายุไป  ที่ได้แกเกินอายุไปนั้นก็เพราะว่า เป็น คนมีความคิดมาก ตามภาษาวัดเขาเรียกว่าวิตกกังวล วิตกกังวลในเรื่องปัญหาต่างๆ ไม่มีระเบียบใน การนึกคิดในเรื่องอะไรต่างๆ  เป็นคนฟุ้งซ่าน คิดเรื่องนั้นเรื่องนี้นิดหน่อย วิ่งไปโน่นมานี่ตลอดเวลา  อย่างนี้มันก็ไม่ได้เรื่องอะไร    จิตใจไม่อยู่ในสภาพที่เป็นปกติทำให้เกิดความกังวล   ความวิตกกัง วลอย่างนี้ทำให้เสียอะไรๆ  หลายอย่าง เช่น่ว่าสุขภาพทางจิตก็เสียไป สุขภาพทางกายก็เสียไป ระ บบต่างๆ  ในร่างกายก็พลอยเสียไป เช่นการย่อยอาหารการขับถ่าย การทำอะไรๆ มันไม่สะดวกไป ด้วยประการทั้งปวง  เพราะจิตฟุ่งสร้านอย่างนั้น หรือว่ามีอารมณ์ขุ่นมัวเศร้าหมอง ให้สังเกตตัวเรา แต่ละคน ถ้าสมมติว่าเราเป็นคนมักโกรธ ร่างกายจะผิดปกติ อะไรๆ ในร่างกายจะผิดปกติ หรือเป็น คนหงุดหงิดงุ่นง่าน  เขาเรียกว่า  เป็นคนมีปฏิฆะ  ปฏิฆะหมายความว่า เป็นคนหงุดหงิดในเรื่องนั้น เรื่องนี้ มองไปในทางไหนก็ไม่พอใจ ได้ยินอะไรก็ไม่พอใจ ได้ดมอะไรชิมอะไรก็ไม่พอใจ อะไรๆ ใน โลกล้วนไม่น่าพอใจไปเสียทั้งนั้น มองแล้วมันขวางหูขวางตา เช่นคนบางคนตื่นแต่เช้าอารมณ์หงุดหงิด แล้ว เพราะเห็นอ้ายโน่นอ้ายนี่ก็ขวาง อย่างนี้แหละจะเสียสุขภาพทางด้านจิตใจ คนเราเวลาตื่นเช้า ควรจะคิดทำจิตให้สงบ   มีอารมณ์ผ่องใสมองโลกในแง่ที่มันดีๆ   งามๆ  อย่ามองในแง่ที่มันวุ่นวาย  มองคนก็เหมือนกันอย่ามองในแง่เสียหาย แต่มองในแง่ดีงามของเขา เพื่อทำจิตใจให้สดชื่น เบิกบาน  สุขภาพทางกายทางจิตก็จะดีขึ้น เพราะฉะนั้นการฝึกฝนเรื่องสุขภาพจิต  จึงเป็นเรื่องสำคัญ การทีญาติโยมมาวัดฟังธรรมวันอา ทิตย์ก็ดี  หรือว่าฟังปาฐกถาธรรมทางวิทยุ  หรือว่าอ่านหนังสือะธรรมะก็ดี  ไม่ใช่ฟังสักแต่ว่าฟังพออ ผ่านพ้นไป เราฟังแล้วก็ต้องเอาไปใใช้เป็ฌนหลักปฏิบัติในชีวิตประจำวัน หัดปฏิบัติในชีวิตประจำวันก็คือ หัดควบคุมตัวเอง ให้มีความรู้สึกผิดชอบชั่วดีประจำจิตใน ให้มีสติควบคุมตัวอยู่ สติปัญญา ๒ ตัวนี้เป็นตัว สำคัญ  ที่จะช่วยให้ชีวิตของเรามีความสุขมีความสงบตามสมควรแก่ฐานะ คือว่าที่มีสติก็หมายความว่า  รู้สึกตัวอยู่  ในเรื่องอะไรๆ ต่างๆ เรียกว่าให้รู้สึกตัวก่อน ครั้นเมื่อรู้สึกตัวแล้ว ก็ต้งอใช้ปัญญาพิจาร ณาต่อไปว่า สิ่งนี้มันอะไร พออรู้ก็คิดว่านี่มันอะไร มันมาจากอะไร มันเป็นประโยชน์เป็นโทษอย่างไร  เราควรจะเข้าไปเกี่ยวข้องกับสิ่งนั้นในรูปใด  เป็นเรื่องที่จะต้องพิจารณาทันที ไม่ว่าตาเห็นรูป หูฟัง เสียง  จมูกได้กลิ่น  ลิ้นได้รส  กายได้ถูกต้องอะไร  มีอะไรมากระทบ ซึ่งรวมเรียกว่าเป็นอารมณ์  มากระทบทางจิตใจของเรา  เราก็ต้องรู้ว่าอารมณ์ประเภทใดมากระทบ เมื่อมากระทบแล้วก็ควรจะ พยายามควบคุมตัวเองไว้ อย่าให้ยินดีในอารมณ์ที่น่ายินดี อย่าให้ยินร้ายในอารมณ์ที่น่ายิ่นร้าย แต่เรา มองสิ่งนั้นด้วยปัญญาของเรา มองให้รู้ว่าสิ่งนั้นมันคืออะไร ให้รู้ชัดเห็นชัดในสิ่งนั้นๆ ตามสภาพที่มันเป็น จริง เรื่องนี้สำคัญมาก ในทางพระพุทธศาสนาย้ำมากในเรื่องนี้ คือย้ำให้เราพุทธบริษัทได้มองอะไรๆ  ทุกสิ่งทุกอย่าง ให้รู้ชัดตามสภาพที่มันเป็นอยู่จริงๆ โดยปกติคนเราทั่วไปนั้น   มันจะไม่มองอะไรให้ถูกต้องตามสภาพที่ถูกต้องตามสภาพที่เป็นจริง  แต่ว่ามองอะไรเข้าใจผิดไปเสียทุกอย่าง เห็นของเหล่านั้นตรงกันข้าม เช่นเห็นว่าเป็นของน่าพึงพอใจ น่าชอบใจ  น่ายึดถือ  น่าเอามาเป็นของตัว  อย่างนี้เขาเรียกว่ามองด้วยความเห็นผิด  มองด้วย ความยึดมั่นถือมั่นมองด้วยราคะด้วยตัณหา ด้วยอำนาจต่างๆ นานา ซึ่งเป็นเรื่องสร้างความทุกข์ความ เดือดร้อน มันยุ่งมันสร้างปัญหาขึ้นในชีวิต แต่เราควรจะมองในสิ่งนั้นว่ามันเป็นอะไร ในคำพิจารณาใน ทางพระพุทธศาสนามัอยู่บทหนึ่งว่า "ธาตุมตฺตโก นิสฺสตฺโต นิชฺชีโว สุญโญ" ซึ่งเป็นคำพิจารณาของพระ เวลาเข้ามาบวชในพระพุทธศาสนา  จะฉันอาหารก็ต้องพิจารณาว่าอย่างนี้  นุ่งห่มจีวรก็พิจารณาใน รูปอย่างนี้  ฉันยาก็ต้องพิจารณาในรูปอย่างนี้ อยู่ในเสนาสนะก็ให้พิจารณาในรูปอย่างนี้ อยู่ในรูปที่ว่า  ธาตุมตฺตโก มันเป็นเพียงสักแต่ว่าธาตุ นิสฺสตฺโต ไม่ใช่สัตว์ไม่ใช่บุคคล นิชฺชีโว ไม่ใช่ชีวะ สุญฺโญ เป็น ของว่างเปล่า  สี่คำนี้ญาติโยมจำไว้ให้ดี  ว่าธาตุมตฺตโก มันเป็นเพียงสักแต่ว่าธาตุ นิสฺสตฺโต ไม่ใช่ สัตว์ นิชฺชีโว ไม่ใช่ชีวิต สุญฺโญ เป็นของว่างเปล่า ที่เรียกว่า เป็นสักแต่ว่าธาตุ คือมันเป็นสักแต่ว่าธาตุซึ่งเกิดขึ้นเป็นอยู่ตามธรรมชาติของมัน เรา อย่างไปสมมติอะไรลลงในธาตุนั้น ถ้าเราไปสมมติอะไรลงในธาตุนั้น เช่นสมมติว่าเป็นผู้หญิง สมมติว่า เป็นผู้ชาย สมมติว่าสวยว่างาม ว่าน่ารักน่าพอใจ น่าอยากได้น่าเอามาเป็นของตัว เรื่องเหล่านี้มันยุ่ง ทั้งนั้น  คนเราที่มันยุ่งอยู่เพราะเรื่องนี้ ไปติดอยู่ในสมมติอยู่ในเรื่องนั้น ถ้าเราคิดว่ามันเป็นสักแต่ว่า ธาตุ  ไม่ใช่สัตว์ไม่ใช่บุคคล ไม่ใช่ตัวเราเขา อย่างนี้มันสบายใจ เพราะไม่มีอะไรจะไปติดอยู่ในสิ่ง เหล่านั้น ร่างกายชีวิตของเราก็เป็นสักแต่ว่าธาตุ ไม่ใช่สัตว์ไม่ใช่บุคคล ไม่ใช่สิ่งที่น่ารักน่ายึดถือน่าจะ เอามาเป็นตัวของตัว  หรือเข้าไปโกรธไปเคืองในสิ่งสิ่งนั้น ให้พิจารณาไว้ในรูปอย่างนี้ เรียกว่าสัก แต่ว่าธาติ   ไม่ใช่ตัวตนอะไร  มันเป็นสักแต่ว่าธาตุมาประชุมกันเข้า  แล้วก็ไหลไปตามอำนาจของ การปรุงแต่ง เมื่อหมดสิ่งปรุงแต่งแล้วธาตุเหล่านั้นก็ย่อมจะแตกสลายไปตามธรรมชาติ เข้าหลักเกณฑ์ ที่ว่า  สิ่งใดสิ่งหนึ่ง มีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นต้องดับเป็นธรรมดา แล้วก็ดับไปเองเป็นธรรม ดา มันเป็นเรื่องธรรมดา ที่จะต้องมีอย่างนั้น จะต้องเป็นอย่างนั้นเป็นอย่างนี้ อย่าไปยึดถือว่าเป็นอะ ไรขึ้นมา คืออย่าไปฝืนธรรมชาติ ถ้าเราไปฝืนแล้วมันยุ่ง เช่นร่างกายก็ดีสัตว์บุคคลที่เราเข้าไปเกี่ยว ข้องโดยสมมติ ถ้าเราไปยึดไปถือมันเข้าก็เป็นทุกข์ เช่านว่า เราเป็นแม่ไปยึดถือว่าเป็นลูกของเรามัน ก็เป็นทุกข์ ทรัพย์ของเรา อะไรๆ ของเรา มันก็สร้างปัญหาเกิดความทุกข์ความเดือดร้อน เราทำหน้า ที่เพียงแต่ว่า มีความเกี่ยวข้องกันกับสิ่งเหล่านั้น เช่นเราเป็นแม่มีความเกี่ยวข้องกับลูก เราก็ทำหน้า ที่ของแม่ให้ดี หน้าที่ของแม่ที่ดีก็คือว่า  แนะนำลูกให้รู้ว่าอะไรดี  ห้ามลูกไม่ให้กระทำในสิ่งที่ไม่ดี  ให้ศึกษา วิชาการต่างๆ  ตามสมควรแก่ฐานะ แก่สติปัญญาที่เขาจะศึกษาได้ จบการทำศึกษาแล้วก็หางานให้ทำ  สร้างครอบครัวให้เป็นหลักฐานต่อไป แล้วคอยเอาใจใส่ดูแลว่ามีอะไรขัดข้อง พอจะเข้าไปช่วยเหลือ  ก็เข้าไปช่วยตามหน้าที่ที่เราจะพึงกระทำได้  อย่าไปช่วยให้เป็นทุกข์  อย่าทำอะไรให้เกิดความทุกข์  เพราะชีวิตของคนเราแต่ละคนนั้น ควรจะอยู่ด้วยความไม่เป็นทุกข์ แต่ว่าเราไม่ได้เป็นอย่างนั้น เรา มักจะจะอยู่กันด้วยความเป็นทุกข์ ที่อยู่ด้วยความเป็นทุกข์เพราะอะไร ก็เพราะเราไม่ได้ใช้ธรรมะเป็น หลักพิจารณา ไม่ได้รู้ว่าธรรมชาติมันเป็นอย่างนั้น ธรรมดามันเป็นอย่างนั้น เรามักจะคิดฝืนธรรมชาติ ธรรมดา ไม่ตู่สิ่งนั้นสิ่งนี้ว่า เป็นตัวของเรา เป็นอันนั้นเป็นอันนี้ขึ้นมา เป็นการฝืนต่อธรรมชาติ เมื่อฝืน ธรรมชาติมันก็เกิดความทุกข์ความเดือดร้อน เช่นเวลาเราเจ็บไข้ได้ป่วย ถ้าเรานึกว่า แหม! เรามัน แย่ มานอนเจ็บนอนป่วยอยู่ มันทุกข์เปล่าๆ แต่เราคิดว่าธรรมชาติมันเป็นอย่างนี้ ร่างกายของมนุษย์มัน ก็ต้องมีการเจ็บไข้ได้ป่วย   มันเป็นธรรมดาของแตก  ของหักได้ง่าย  มันก็ต้องแตกต้องหักบ้างเป็น ธรรมดา  เราก็ซ่อมมันไปตามเรื่องซ่อมได้ก็ใช้ต่อไป ซ่อมไมได้มันก็เลิกกัน มันก็เท่านั้นเอง ไม่มีอะ ไร ให้เรานึกไว้ในใจ สอนตัวเราเองอย่างนั้น ทรัพย์สมบัติสิ่งของที่เรามีอยู่ก็เหมือนกัน อันนี้เรามีอยู่ใช้อยู่ในวันนี้ ถ้าพรุ่งนี้มันหายไป เราก็อย าไปเสียดมเสียดาย  แต่เรานึกว่า เอา มันไปตามเรื่องของมัน เกิดขึ้นแล้วมันก็หายไป ไม่มีอะไรที่ เรียกว่าบังคับกันได้  มันไม่ใช่เนื้อใช่ตัวของเรา ร่างกายนี้ก็ไม่ใช่เป็นตัวเป็นตนอะไร เรานึกไว้ใน รูปอย่างนี้   สิ่งเหล่านี้จะเป็นเครื่องทำให้จิตใจสบาย   สิ่งใดที่เป็นเครื่องขุ่นมัวเศร้าหมองในทาง อารมณ์ เราอย่าเก็บเอามาไว้ในจิตใจ เช่นมีเรื่องอะไรเกิดขึ้น เมื่อแล้วก็ให้มันแล้วกันไป อย่าเก็บ เอาอารมณ์นั้นมาคิดมาฝันมานึก  มาเจ็บแค้นอยู่ บางทีเรื่องน่าเกลียดเรานึกว่ามันทำกูเจ็บนักต้องแก้ แค้น  สร้างอารมณ์ไม่ดีขึ้นในจใจใจ เรานึกแต่เพียงว่ามันเกิดขึ้นแล้ว มันก็ดับไปแล้ว จะไปสร้างมัน อีกทำไม  มันเกิดขึ้นในใจของเรา ให้มันดับไปตามธรรมชาติ เพราะสิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็น ธรรมดา สิ่งนั้นก็ต้องดับเป็นธรรมดา ทีนี้มันดับไปแล้วเราไปสร้างมันขึ้นอีก อย่างนี้มันก็ยุ่ง ชีวิตมันเป็น ปัญหา มีความทุกข์มีความเดือดร้อน ยิ่งสังคมในยุคปัจจุบันนี้ด้วยแล้ว ถ้าเราไม่มีปัญญารู้เท่ารู้ทันต่อสิ่ง เหล่านี้  ก็อยู่อย่างลำบากอย่างเป็นทุกข์เดือดร้อนมากมายก่ายกอง  จึงขอให้ญาติโยมทั้งหลายได้ใช้ ธรรมะเป็นเครื่องคุ้มครองจิตใจ  ให้จิตใจมีความสงบอยู่ตลอดเวลา  ให้สะอาด ให้มีความสว่างอยู่ ด้วยปัญญา อย่าให้เกิดความขุ่นมัวความเศร้าหมอง ความมืดมนอนฦธการขึ้นในจิตใจ ถ้ามีอะไรเกิดขึ้น ก็ต้องรับรู้ทันที แล้วก็รีบพิจารณาทันที เพื่อให้เห็นชัดในสิ่งนั้นๆ ตามสภาพที่มันเป็นอยู่จริงๆ อันนี้แหละ จะช่วยให้เรามีความสุขใจสบายใจ และเรื่องนี้เราต้องพิจารณาด้วยตัวเราเอง ว่าเราเข้าวัดมาศึก ษาธรรมะฟังธรรมะนี่ มันดีขึ้นหรือเปล่า สงบขึ้นหรือเปล่า มีปัญญาขึ้นหรือเปล่า หรือมีอะไรๆ ดีขึ้นกว่า เก่า ถ้าเห็นว่าอะไรๆ มันก็ยังไม่ดีขึ้ ก็แสดงว่ายังสอบตกอยู่ตลอดเวลา อารมณ์ต่างๆ ที่มากระทบนั้น  ถือว่าเป็นบทเรียน เป็นข้าสำหรับชีวิตของเราทั้งนั้น เช่นเจ็บไข้ได้ป่วย ก็เรียกว่าเป็นข้อทดสอบ อาตมาจึงพูดกับตัวเองว่า   ปี  พ.ศ.๒๕๒๒  นี้  เป็นปีแห่งการทดสอบ  คือทดสอบร่างกาย  ทดสอบจิตใจ ทดสอบอะไรต่ออะไรรอบตัวเรา เพื่อให้รู้ว่ามันเป็นอย่างไร อย่าไปวิตกกังวลด้วยปัญหา อะไรๆ   ซึ่งเป็นการยุ่งยาก  อันนี้ถือว่าเป็นเรื่องทดสอบ  ว่าเรานี้มีความคิดความนึกอย่างไร  มี ความก้าวหน้าอย่างไรในการปฏิบัติะรรมะ จึงขอให้ญาติโยมได้เข้าใจไว้อย่างนี้ ดังที่ได้กล่าวมาก็พอสมควรแก่เวลา ขอยุติไว้แต่เพียงเท่านี้.OPT 1.50!B„!@H$Nn