ปาฐกถาธรรม โดย พระเทพวิสุทธิเมธี(ปัญญานันทภิกขุ) เรื่องวันปาวารณา วันอาทิตย์ที่ ๗ ตุลาคม ๒๕๒๒ ญาติโยมพุทธบริษัททั้งหลาย บัดนี้ถึงเวลาของการฟังปาฐกถาธรรมะ   อันเป็นหลักคำสอนในทางพระพุทธศาสนาแล้ว   ขอให้ ทุกท่านอยู่ในอาการสงบ ตั้งอกตั้งใจฟังด้วยดี เพื่อให้ได้ประโยชน์อันเกิดขึ้นจากการฟัง ตามสมควรแก่เวลา วันี้เป็นวันอาทิตย์ตรงกับวันแรมค่ำ  ๑  เดือน ๑๑ เป็นวันออกพรรษา เมื่อวารเป็นวันกลางเดือน  เรียกตามภาษาพระวินัยว่า  เป็นวันปาวารณา  เพราะว่าพระที่อยู่จำพรรษาด้วยกันตลอด ๓ เดือน เมื่อ ออกพรรษาแล้วก็ต้องเดินทางต่อไป   เพื่อจะได้ไปทำหน้าที่เผยแผ่พระศาสนาในที่ต่างๆ   ตามมุ่งหมาย ของพระผู้มีพระภาคเจ้า   ก่อนที่จะจากกันนั้น  พระผู้มีพระภาคเจ้าไม่ต้องการให้พระทั้งหลาย  ไปด้วย อารมณ์ค้าง  อารมณ์ค้างนั้นเกิดจากอะไร  ก็เกิดจากการกระทบกระทั่งกันทางกาย ทางวาจาบ้างเล็กๆ น้อยๆ  เผื่อว่าจะมีขึ้นบ้าง  สำหรับผู้ที่ยังเป็นบุถุชน หรือเรียกว่าพระเสขะ ยังต้องทำการศึกษาปฏิบัติอยู่  แต่สำหรับพระอรหันต์ที่เป็นพระเสขะ  คือไม่ต้องศึกษาแล้ว  ท่านหลุนพ้นแล้ว กิจที่ควรกระทำได้ทำเสร็จ แล้ว ท่านก็ไม่มีการกระทบกระทั่งใคร ถึงแม้ใครจะมากระทบกระทั่ง ท่านก็ไม่รู้สึกกระเทือนอะไร เพราะ ว่าท่านไม่ยอมรับสิ่งเหล่านั้น  สมมติว่ามีคนไปดาพระอรหันต์ พระอรหันต์ท่านก็ไม่ด่าตอบ แล้วท่านก็ไม่ขุ่น เคือง    ไม่โกรธแค้นต่อคนที่ไปด่านั้น   เพราะว่าท่านไม่มีตัวตนที่จะรับคำด่า   ไม่เหมือนเราที่เป็นปุ ถุชนคนธรรมดาสามัญ เรายังมีความยึดมั่นถือมั่นในเรื่องของตัวเรา ตัวกูของกูอะไรอยู่ เมื่อมีใครมาพูดอะ ไรกระทบกระเทือนทางจิตใจ เราก็ออกไปรับสิ่งนั้น คือไปรับเอาว่าเขาด่าฉัน เขากระทำอย่างนั้นต่อฉัน  อย่างนี้มันก็มีอาการกระทบกระเทือนแก่กัน เป็นเหตุให้เกิดอารมณ์ค้าง อารมณ์ค้างนั้นเกิดจากการเก็บไว้  ซึ่งเรื่องนั้นไว้ในใจ เช่นเขาพูดว่าเราอย่างนั้นอย่างนี้ เราก็ เก็บเอาอารมณ์นั้นไว้ในใจ    นึกทีไรแล้วก็แค้นใจเจ็บใจ   อยากจะไปทำอะไรให้มันสมกับอารมณ์แค้น  อย่างนี้เป็นเรื่องของการสร้างความทุกข์ความเดือดร้อนให้แก่ตนเอง ให้แก่ผู้อื่น เป็นเรื่องที่ไม่ควรจะมีขึ้น ในจิตใจของผู้ประพฤติธรรม แต่ว่าคนที่เป็นปุถุชนเรานั้น สติปัญญายังไม่สมบูรณ์ไม่เรียบร้อย ย่อมมีอารมณ์ ขุ่นมัวมากมันก็ไม่ดี ขุ่นมัวน้อยๆ จึงจะดีหน่อย ไม่ขุ่นมัวเลยก็เรียกว่าดีมาก พระผู้มีพระภาคท่านทรงทราบ เรื่องนี้ดี   พระที่อยู่ในสำนักในสมัยนั้นๆ  ซึ่งเป็นพระอรหันต์ก็มี  ยังไม่บรรลุคุณธรรมชั้นสูงก็มีเหมือนกัน  เพราะฉะนั้นจึงควรจะได้ทำการปวารณา  เพื่อจะได้บอกให้รู้กันว่า  สิ่งใดที่ท่านได้ยิน  ได้เห็น  ได้รัง เกียจของจงพูดสิ่งนั้นกับข้าพเจ้า เมื่อข้าพเจ้ารู้แล้วจะได้ทำการปวารณา เพื่อจะได้บอกให้รู้กันว่า สิ่งใด ที่ท่านได้ยิน  ได้เห็นได้รังเกียจ ขอจงพูดสิ่งนั้นกับข้าพเจ้า เมื่อข้าพเจ้ารู้แล้วจะได้กลับตัวกับใจ หรือจะ ได้ทำให้มันดีขึ้นต่อไป  อันนี้นับว่าเป็นเรื่องดีมาก ในเวลาที่เราจากกัน เราจะได้ปรับความเข้าใจต่อกัน  ทำอะไรที่เป็นเรื่องขุ่นหมองให้ผ่องใส จิตใจจะได้สงบ ไม่เก็บอารมณ์ค้างๆ เดินทางไปไกลๆ ต่อไป จึง ได้ปฏิบัติกันมาในเวลาออกพรรษา  เรียกว่า  ปวารณาแก่กันและกัน ให้เตือนกันให้บอกกันให้สะกิดกันใน เรื่องที่ไม่เหมาะไม่ควร สมมติว่าพระรูปหนึ่งกระทำอะไรไม่เหมาะไม่ควร ถ้าไม่ปวารณากันไว้ พระองค์ อื่นก็เกรงใจไม่กล้าบอกไม่กล้าเตือน แต่เมื่อได้รับคำปวารณาอย่างนั้น ก็พูดเตือนกันได้ การบอกการเตือนกันได้นั้น  เป็นความดี เป็นการสร้างเสริมชีวิตจิตใจให้เจริญงอกงามในด้านศีล  สมาธี ปัญญา และให้อยู่กันด้วยความสุขสงบ อันนี้นับว่าเป็นเรื่องที่ดีที่พระผู้มีพระภาคเจ้า ได้ทรงบัญญัติไว้ ในพระธรรมวินัยของพระองค์  เราจึงได้ถือปฏิบัติต่อๆ  กันมา เรียกว่า ทำปวารณากัน เมื่อทำปวารณา เสร็จแล้ว วันนี้ก็เรียกว่า วันออกพรรษา เมื่อตอนเช้านี้บางวัดก็มีการจัดตักบาตร เขาเรียกว่า ตักบาตร เทโวโรหนะ ที่เรียกว่าตักบาตรเทโวนั้นเป็นคำพูดที่สั้น คำเต็มว่า เทโวโรหนะ หมายความว่า การลงมา จากสวรรค์ของพระผู้มีพระภาคเจ้า  เรื่องการลงมาจากสวรรค์ของพระผู้มีพระภาคเจ้านี้ไม่มีอยู่ในคัมภีร์ พระบาลี  แต่มีอยู่ในคัมภีร์ชั้นหลัง เช่นในหนังสือปฐมสมโภช ที่เขาแต่งเป็นภาษาบาลี แล้วก็มีคนแปลออก เป็นภาษาไทย  ใช้ภาษาชนิดที่เรียกว่า  แพรวพราว เขาให้นักเรียนชั้นสูงคือชั้น ม. ๘ สมัยก่อน คือชั้น อักษรศาสตร์บัณฑิตเรียน  คือเรียนเรื่องอักษรศาสตร์  รู้ศัพท์รู้แสงมาก กรมพระยาที่อยู่วัดโพธิ์ท่านเป็นผู้ แต่ง แปลมาจากภาษาบาลี บาลีนั้นเป็นบาลีชั้นหลัง เขาแต่งพุทธประวัติมุ่งไปในทางอภินิหาร โดยเฉพาะ  คือพุทธประวัติที่เขาเขียนขึ้นให้คนอ่านนั้น  มีอยู่หลายๆแบบด้วยกัน แบบหนึ่งแต่งมุ่งตำนานแท้ คือต้องการ ให้รู้เรื่องพระพุทธเจ้าตามตำนาน  อีกแบบหนึ่งนั้นแต่งมุ่งไปในทางอภินิหาร ให้เห็นว่าพระพุทธเจ้ามีอภินิ หารอย่างนั้นอย่างนี้มากมายก่ายกอง อีกอันหนึ่งนั้นแต่งพุทธประวัติเพื่อแสดงธรรมะอันเป็นข้อปฏิบัติไปในตัวด้วย เช่น พุทธประวัติจากพระ โอษฐ์ ที่ท่านเจ้าคุณพุทธทาสแปลมาจากบาลีล้วนๆ นั่นมุ่งธรรมะมุ่งข้อปฏิบัติ เพราะว่าคำแสดงถึงข้อปฏิบัติ ของพระผู้มีพระภาคที่ได้ตรัสรู้  ตรัสรู้แล้ว  หลังจากการตรัสรู้  ได้ทรงปฏิบัติพระองค์อย่างไร เพื่อประ โยชน์เพื่อความสุขแก่ชาวโลก    เป็นหนังสือที่รวบรวมจากคัมภีร์พระบาลี   จากพระสูตรต่างๆ   มาก มายก่ายกอง  นับว่าต้องใช้เวลารวมรวบกันนาน  ชั้นแรกก็ออกมาเล่มเล็ก ต่อมาก็ขยายใหญ่ขึ้น เพราะ อ่านไปศึกษาไปก็ไปพบบางเรื่องเข้าอีก   เลยเอามารวบรวมกลายเป็นหนังสือเล่มใหญ่  ซึ่งพิมพ์ออกมา วางขายกันอยู่    เป็นหนังสือที่เราใช้เป็นคู่มือสำหรับศึกษาเรื่องพระพุทธเจ้าในแง่ของการปฏิบัติได้เป็น อย่างดี  ทีนี้อีกแบบหนึ่งนั้นมุ่งทางตำนานแท้  เช่นหนังสือพุทธประวัติที่พระมหาสมณเจ้า  กรมพระยาวชิร ญาณวโรรส  วัดบวรนิเวศทรงแต่ง  ท่านแต่งขึ้นเพื่อมุ่งตำนาน ให้คนศึกษาพุทธประวัติมุ่งในแง่นั้น มีข้อวิ พากย์วิจารณ์ไปในตัว  ในเรื่องอะไรต่างๆ  แทรกความคิดความเห็นลงไปด้วย เป็นหนังสือที่อ่านเพื่อศึก ษาตำนาน  โดยเฉพาะปฐมสมโภชนั้นเป็นเรื่องปาฏิหาริย์มากมายก่ายกอง เรื่องพระพุทธเจ้าเสด็จขึ้นไป บนสวรรค์ ปรากฏอยู่ในหนังสือนั้น แล้วก็เป็นเรื่องเบื้องต้นของคัมภีร์อภิธรรม อภิธรรมเจ็ดคัมภีร์เมื่อมีการเขียนขึ้น ก็ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร จะเอาไปใส่ไว้ในพระโอษฐ์ของพระ พุทธเจ้า  จะเอาไปใส่ไว้ตรง จะตรัสกับมนุษย์ธรรมดาก็รู้สึกว่ามันไม่เหมาะ เลยให้ไปตรัสกันบนสวรรค์  ให้พระพุทธเจ้าไปเทศน์ให้พระพุทธมารดาฟัง ให้ไปเทศน์กันเป็นเวลานานถึง ๓ เดือน อยู่จำพรรษาที่นั่น  แล้วต่อมาก็เสด็จลงมาจากสวรรค์    ชั้นนั้นเรียกว่าชั้นดาวดึงส์    ลงมาเขาเรียกว่า   เทโวโรหนะ  หมายความว่าการลงมาจากสรวงสวรรค์ของพระพุทธเจ้า ลงมาที่เมืองสังกัส ในประเทศอินเดีย เมืองสัง กัสเป็นที่ที่พระพุทธเจ้าลง  ตามที่เขาเขียนไว้ แล้วการลงมานั้น ลงมามีบันไดแก้ว บันไดทอง บันไดเงิน  พระพุทธเจ้าลงทางบันไดแก้ว  ไม่เหยียบเงิน  เหยียบทอง  เพราะว่าเป็นของอนามาสสำหรับพระ ให้ เหยียบบันไดแก้วลงมา  ฟังแล้วถ้าเป็นคนสมัยก่อนก็เชื่อทันที ว่าเป็นเช่นนั้น แต่ถ้าเป็นคนสมัยใหม่ก็ชักจะ สงสัย ว่าพระพุทธเจ้าไปสวรรค์อย่างไร แล้วลงมาจากสวรรค์อย่างไร ชักจะสงสัย เมื่อเกิดความลังเล ในทางด้านจิตใจ เป็นเรื่องซึ่งคนสมัยใหม่ไม่ค่อยจะน้อมใจเชื่อ แต่คนสมัยก่อนนั้นเขาเชื่อทั้งนั้น การแต่ง ในเชิงปาฏิหาริย์ก็ต้องการจะให้คนนิยมทางปาฏิหาริย์เชื่อ     เพราะว่ามีการแข่งขันกันในระหว่างลัทธิ  เช่นพวกอาจารย์สอนศาสนาในประเทศอินเดีย เช่นว่าสอนศาสนาพราหมณ์ของเขามีปาฏิหาริย์มีฤทธิ์เดช  พระกฤษณาก็ยังมีฤทธิ์เดช พระพุทธเจ้าจะไม่มีฤทธิ์เสียเลยก็จะน้อยหน้าไป สู้พวกนั้นไม่ได้ ทีนี้ก็ต้องแต่ง ให้มีฤทธิ์มีเดชขึ้นมาหน่อย เรียกว่ามีปาฏิหาริย์ในรูปอย่างนี้ คนอ่านแล้วก็รู้สึกว่าน่าทึ่งน่าชอบใจ อันนี้เป็นความจริงในเทพเจ้าของพราหมณ์ ๓ องค์ เขาเรียกว่า พรหม ศิวะ วิษณุ ๓ องค์นี้ พระ พรหมไม่มีใครสนใจเลย  เพราะว่าพระพรหมไม่แสดงฤทธิ์เดชอะไร เป็นผู้สร้าง สร้างเสร็จแล้วก็ไปนั่ง เฉย เป็นพระพรหมลูกฟักแฟงลูกแตงเต้าอยู่อย่างนั้นเอง คนไม่ค่อยเอามาเคารพบูชาเท่าไร แต่พระศิวะ มีฤทธ์มีเดชให้อะไรไครก็ได้ เช่นนนทุกยักษ์เฝ้าประตูอยากจะได้นิ้วเพชรขึ้นมา เลยไปขอต่อพระศิวะ พระ ศิวะไม่มีความคิดไม่มีสติเท่าใด  ถ้าอ่านดูเรื่องแล้ว ใครขออะไรก็ให้ทั้งนั้น ใจดีเกินไป เลยบอกว่าเอ๊า ให้นิ้วแกเป็นเพชร ท่านก็ได้นิ้วเพชร มันเคืองเทวดามาแล้วเพราะเทวดาขึ้นทีไรคลำหัวมันทุกที เพราะนั่ง อยุ่หัวบันได  ผ่านไปคลำหัวลงมาคลำหัว คลำไปมาจนหัวไม่มีผมแล้ว ก้ชักจะเคืองๆเหมือนกัน นึกว่ากูมัน ต้องเล่นงานพวกนี้สักที  เลยไปขอนิ้วเพชร  พระอิศวรก็ไม่ฉุกคิดอะไร เลยให้ พอได้นิ้วเพชรก็ชี้เทวดา ขาหัก เป็นแถวไปเลย ก้เดือดร้อนไปตามๆกัน ทีนี้ใครมาปราบก็ต้องให้พระวิศนุมาปราบ เพราะฉะนั้นเขา นับถือพระวิศนุกับพระศิวะ๒  องค์ มีปาฏิหาร พระวิศนุก้มาปราบนนทุกเข้าไปปราบทื่อมันก้ไม่ได้ เลยต้อง แปลงตัวเป็นผู้หญิงสวยเป็นนางฟ้อนนางรำ    ไปพูดคุยก็อยากจะรำให้ดู    นนทุกว่าเธอรำฉันก็รำบ้าง  แล้วนางก็บอกว่าฉันรำอย่างไรเธอก็รำอย่างนั้นนะ ก็รำท่าดน้นท่านี้ต่างๆ รำไปรำมานางก็เอานิ้วชี้ที่หน้า อก  นนทุกลืมไปว่านิ้วกูมันนิ้วเพชร  เลยก็ชี้เข้าบ้างชี้ก็เลยดิ้นพรวดๆขาดใจตายเท่านั้นเอง เรียกว่าคน โง่มีของดีไม่รู้จักใช้ เลยก็เป็นพิษเป็นภัยแก่ตัวถึงแก่ความตาย คนเขาจึงยกย่องพระศิวะว่ามีฤทธิ์เดช น่า สนใจ พระวิษณุก็น่าสนใจ แตพระพระพรหมไม่มีใครสนใจ เพราะฉะนั้นต่อมาผู้ที่จะเขียนเรื่องเกี่ยวกับพระพุทธเจ้าก็เขียนให้มีปาฏิหารย์ในรูปต่างๆนานา เพื่อ ให้คนเหล่านั้นสนใจศึกษา  แล้วจะได้เข้าหาธรรมะต่อไป  อันนี้เป็นอุบายอันหนึ่งที่จะนำคนเข้าหาธรรมะ  แต่ว่าบางทีนำมาแล้วมาทิ้งไว้ครึ่งๆกลางๆ  ไม่เดินทางต่อไป  เหมือนกับว่าในสมัยนี้ เราทำเครื่องราง ของขลังอะไรต่างๆแจกชาวบ้าน ชาวบ้านก็ไปหยุดอยู่ตรงนั้นเอง ได้พระห้อยคอ ได้เครื่องรางแล้วไม่เดิน ทางต่อไป  ไม่ได้เอาพระที่เราห้อยคอนั้น  เป็นเครื่องจูงใจให้เกิดความเลื่อมใสศรัทธาที่ถูกต้อง  ตาม แนวทางของพระพุทธศาสนา ไปเชื่อความขลังไปว่า จะช่วยตนให้พ้นภัยได้ การเชื่อในรูปอย่างนั้น พูดกัน ตรงไปตรงมาก็เรียกว่า  ไม่เข้าหลักเกณฑ์ของพระพุทธศาสนา แต่ว่าคนก็นิยมชมชอบกัน ทั้งๆที่เห็นกันอยู่ ว่ายังคุ้มครองอะไรไม่ได้ เพราะตำรวจต.ช.ด.บ้าง ตำรวจตามโรงพักต่างๆบ้าง ถูกผู้ก่อการร้ายโจมตี ทีไรแล้วยิงเข้าทุกที ทั้งๆที่มีหลวงพ่อห้อยเต็มคอ โรงพักก็ถูกเผา ทั้งๆที่มียันต์หลวงพ่อผูกไว้เหมือนกัน คุ้ม กันอะไรไม่ได้ เพราะว่านั่นเป็นแต่เพียงวัตถุ สิ่งที่จะคุ้มได้อย่างแท้จริงนั่นคือคุณธรรมที่เราสร้างให้เกิดขึ้น ในใจของเรา จึงจะคุ้มครองเรารักษาเราให้อยู่รอดปลอดภัย แต่ว่าคนไม่ได้เดินทางไปถึงขั้นนั้น เพราะ ติดอยู่ในสิ่งนั้นแล้ว ผู้ที่แจกของเหล่านั้นจะพูดจูงต่อไปอีกก็ไม่ได้ เพราะถ้าคนเข้าถึงธรรมะแล้ว ก็ค้างสะ ต๊อกมากมาย เป็นการขาดทุน เจ๊กปั๊มเหรียญฟ้องหลวงพ่อล้มละลายกันเท่านั้นเอง ก็เลยให้หยุดอยู่ตรงนั้น  พูดที่ไรก็ว่าเก่งอย่างนั้นอย่างนี้    วิเศษอย่างนั้นอย่างนี้   อุตสาห์เอาไปแจกถึงชายแดนก็มี   เอาไป แจกทหารชายแดน ไปแจกแทนที่จะไปพูดปลุกใจให้เกิดความซาบซึ้งในธรรมะ เอาหลวงพ่อไปแจกกันเป็น ถุงๆ เขาออกโทรทัศน์มา ก็เรียกว่าเป็นการโฆษณาไปในตัวไม่ใช่เรื่องอะไร เพราะว่าแจกคนอื่นไม่ได้ออ กโทรทัศน์ เอาไปถวายในหลวง ไปให้นายกรัฐมนตรี โทรทัศน์ก็ถ่ายปึ๊บปั๊บทีเดียว เขาบอกของหลวงพ่อวัด นั้นหลวงพ่อวัดนี้  ก็เลยขายคล่องขึ้นมาอีก  เรื่องมันเป็นอย่างนี้  นั่นมันเป็นเรื่องของวัตถุ  ไม่ใช่เรื่อง ของธรรมะ ปาฏิหาริย์ก็เช่นเดียวกัน ปาฏิหาริย์ในทางพระพุทธศาสนานั้น  มีอยู่  ๓ แนว เขาเรียกว่า อิทธิปาฏิหาริย์แสดงฤทธิ์เดชได้  อาเทสนาปาฏิหาริย์ดักใจคนได้ ว่าคิดอะไรนึกอะไร อนุสาสนีปาฏิหาริย์ มีศิลปะในการพูดการสอนคนเก่ง  ให้คนได้รู้ได้เข้าใจธรรมะ  ได้นำไปปฏิบัติ  ๓ปาฏิหาริย์นี้พระพุทธเจ้าไม่สรรเสริญ ปาฏิหาริย์ ๒ อย่าง ข้างต้น  เช่นการแสดงฤทธิ์ พระพุทธเจ้าไม่สรรเสริญ บอกว่าไม่ถูกต้อง มันจะไปพ้องกับการเล่นกล พูด ภาษาสมัยนี้ก็เรียกว่า  ไปพ้องกับพวกเจ๊กปาหี่ขายยาโกเอี๊ยะทั้งหลายในสมัยก่อน  ตามตลาดนัด  มันไป พ้องกับวิชาอย่างนั้น  ทายใจคนได้  มันก็ไปพ้องกับวิชาชนิดหนึ่ง ซึ่งมีอยู่ในหมู่คนประเภทต่างๆในอินเดีย แล้ว ไม่ประเสริฐอะไร ราคามันน้อยสู้อนุสาสนีปาฏิหาริย์ คือการฝึกสอนคนให้เข้าใจธรรมะ ฝึกสอนคนที่ มีพยศให้หมดพยศ มีทิฏฐิให้ละทิฏฐิ ให้กลายเป็นคนดีคนเรียบร้อย เหมือนกับพระพุทธเจ้าไปสอนพระองคุลี มาล ให้เลิกจากการเป็นคนถือดาบฆ่าคน อย่างนี้แหละเรียกว่าเป็นอนุสาสนีปาฏิหาริย์ คือสอนคนเก่ง พระ พุทธเจ้าต้องการให้ใช้อย่างนั้น ไม่ให้ใช้ปาฏิหาริย์อย่างอื่น ในปฐมสมโภชก็เหมือนกัน  คราวนั้นมีพระจะไปขอแสดงปาฐิหาริย์มากมาย พระโมคคัลลานะพระ องค์นั้นองค์นี้ พระองค์บอกว่าไม่ได้ทำไม่ได้ ทำอย่างนั้นมันจะไปเหมือนกับคนคนเล่นกลกลางบ้าน เราไม่ สรรเสริญ พระองค์ห้ามไม่ให้กระทำ แต่ให้พยายามพูดจาแนะนำแนวทางชีวิต ให้คนเหล่านั้นเข้าใจว่า อะ ไรถูก อะไรควร อะไรไม่ควร อย่างนั้นเป็ฯการถูกต้องดีกว่าตามหลักในทางพระพุทธศาสนา แต่สมัยหนึ่ง คนเขานิยมชมชอบ จึงได้มีสิ่งเหล่านั้นอยู่ เพราะฉะนั้นจึงมีเรื่องพระพุทธเจ้าเสด็จไปอยู่ชั้นดาวดึงส์ เพื่อ ไปเทศนาพระอภิธรรมให้พระมารดาฟัง ทีนี้ภาษาอภิธรรมนั้น ไม่ใช่ภาษาพูด เป็นภาษาเขียน ภาษาพูดเขา เรียกว่าพระสูตร เวลาพูดพระองค์ใช้คำประเภทหนึ่งเขาเรียกว่า คำร้องเรียก เช่นตรัสกับภิกษุพระองค์ พูดว่า ภิกขเวบ้าง ภิกขุบ้าง ย้ำบ่อยๆ เพื่อให้สนใจฟัง ให้เกิดความสนใจ แล้วก็พูด พูดประโยคสั้นๆ ไม่ ยาว แต่อภิธรรมนั้นพอขึ้นต้นก็ กุสลา ธัมมา อกุสลาธัมมา อัพยากตาธัมมา เหมือนกับไม่มีคนนั่งฟังอยู่ในที่ นั้น  คล้ายๆ กับว่าพูดคนเดียว เพราะเป็นข้อเขียน เพราะฉะนั้นถ้าพูดอย่างนี้ต่อหน้านักอภิธรรมทั้งหลาย  แกโกรธหัวฟัดหัวเหวี่ยวเอาเลยทีเดียว   หาว่าเราเป็นเดียรถีย์  เป็นมิจฉาทิฏฐิ  พูดว่าอภิธรรมไม่ใช่ พุทธพจน์ ความจริงก็ไม่ได้มาในรูปพุทธพจน์ ท่านเจ้าคุณพุทธทาสท่านเคยเทศน์ว่า อภิธรรมไม่ได้มาในรูปพุทธพจน์ ข้อความมันเป็นอย่างนั้น ทีนี้ เขาไปฟังว่า  อภิธรรมไม่ใช่พุทธพจน์  เลยไปตัดเสีย  เอาไปเถียงกัน  พิมพ์หนังสือโต้กันเป็นการใหญ่  ความจริงเพียงแต่พูดว่า  ไม่ได้มาในรูปพุทธพจน์ ไม่ได้มาในรูปที่พระพุทธเจ้าพูด แต่ว่าเป็นข้อเขียนจาก หลักคำสอนของพระพุทธเจ้า คือไปเก็บข้อความจากพระสูตรนั่นแหละ เอามาบรรยาย อธิบายให้มันลึกลง ไป   ละเอียดลงไปอีกทีหนึ่ง  เป็ฯการเขียนกันขึ้นในภายหลัง  เมื่อพระพุทธเจ้านิพพานแล้วหลายร้อยปี  หลักการมันเป็นอย่างนั้น  แต่ว่าพูดอย่างนี้ไม่ได้  ต้องพูดว่าพระพุทธเจ้าพูด พูดโปรดพระมารดา เทวดา กับคนพูดกนได้ ฟังกันรู้เรื่อง ต้องพูดอย่างนั้น ให้คนเชื่ออย่างนั้น พอแผลงไปสักหน่อย ไม่ได้เดี๋ยวเขาว่า เอา  อาตมาพูดอย่างนี้  ถ้าไปออกวิทยุพวกกลางคืนก็ต้องเอาแล้ว ท่านปัญญาไม่ได้ศึกษาไม่เข้าใจ แล้ว อุตส่าห์พูดไป  ว่าไปอย่างนั้นอีก  คือว่าวิจารณ์ไม่ได้เรื่องอภิธรรมแตะต้องไม่ได้ เป็นพวกที่ยึดมั่นรุนแรง  ไม่สามารถจะพูดอะไรได้  แต่ความจริงมันเป็นอย่างนั้น เพราะว่าเป็นข้อเขียนเป็นเรื่องเป็นราว ไม่ได้ เขียนทีเดียว พระนั้นเขียนตอนหนึ่ง พระองค์นี้เขียนตอนหนึ่ง คอยเสริมเติมแต่งกันขึ้นมาโดยลำดับ อาศัย หลักวิชาจากพระคัมภีร์จากพระสูตร เอาไปอธิบายให้มันยึดยาวออกไป ผู้ใดที่สนใจศึกษาก็ไปศึกษาแต่ว่าศึก ษาอย่าไปยึดติด  เช่นว่าเขาแจกจิตออกไป จำนวนเท่านี้ แจกเพื่ออะไร แจกเพื่อให้มันเป็นว่าไม่มีตัวตน  ไม่มีอะไรเราที่เราควรจะเข้าไปยึดถือว่าเราว่าเป็นของเรา แต่ว่ายิ่งเรียนยิ่งยึด ยิ่งเรียนยิ่งติด การศึก ษาเขาต้องทำลายอุปาทาน การยึดมั่นถือมั่นอะไรต่างๆ ให้ลดน้อยลงไป ยิ่งลดไปมากเท่าใดยิ่งสบาย มัน ไม่หนัก  ยิ่งแบกมากเท่าใดมันยิ่งหนัก  แต่บางทียิ่งศึกษาไปยิ่งยึดถือ  ยิ่งเกิดโมโหโทโส ใครพูดกระทบ นิดกระทบหน่อยหน้าดำหน้าแดงขึ้นมา นั่นมันไม่ใช่นักธรรมะ นักธรรมะต้องใจเย็น ต้องใจสงบ เขาพูดอะ ไรมีเหตุผล เราต้องรับฟัง ไม่ใช่เราต้องไปโกรธเขาทันที พระพุทธเจ้าท่านก็เตือนเหมือนกันในเรื่องนี้  ท่านบอกว่า"ภิกษุทั้งหลาย  เมื่อเธอไปสนทนากับครู อาจารย์อื่นบางทีอาจจะตรงกันกับของเรา  บางทีอาจจะไม่ตรงกันก็ได้ สิ่งใดที่ตรงกันเธอก็รับเอาสิ่งนั้น มา  สิ่งใดไม่ตรงกันเธอก็อย่าไปปฏิเสธ อย่าไปเถียงกัน" พระพุทธเจ้าไม่นิยมการโต้เถียง คือว่าให้รับ ไว้ แต่ว่าไม่ให้เชื่อทันที รับมาแล้วเอามาคิดมาพิจารณา ไม่คัดค้านหรือว่าไม่เชื่อในสิ่งนั้นทันที การเชื่อทัน ทีไม่ถูกต้อง  การคัดค้านทันทีไม่ถูกต้อง การคัดค้านก็ไม่ถูกต้อง เพราะเป็นทางให้เกิดการเสียหาย เช่น เชื่อทันทีเกิดเสียหายอย่างไร  เสียหายว่าเป็นคนงมงาย  ไม่ใช้ปัญญา  ไม่คิดไม่ตรองให้รอบคอบ  ล่อ แหลมต่ออันตราย ทีนี้ถ้าหากว่าไม่เชื่อทันทีมันก็อันตราย หากว่าไม่เชื่อทันที ก็เกิดโต้เถียงกันวิวาทกัน พระ ผู้มีพระภาคท่านตรัสว่า "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เธออย่าพูดเรื่องอันเป็นเหตุให้เถียงกัน แล้วเมื่อโต้เถียงกัน มันต้องพูดมาก เมื่อพูดมากก็จิตฟุ้งซ่าน จิตฟุ้งซ่านก็ไม่มีสมาธิ เมื่อขาดสมาธิก็ไม่เกิดปัญญา" พระองค์ตรัส เตือนอย่างนั้น   เพราะฉะนั้นใครพูดอะไรเราก็รับฟังไว้เอามาคิดมาตรอง   พระองค์บอกว่าเอามาคิด มาตรองอย่างรอบคอบ สิ่งใดเข้ากันได้กับพระสูตร เข้ากันได้กับพระวินัย หรือเข้ากันได้กับสิ่งที่เราได้พูด ไว้ก่อน ก็รับสิ่งนั้นได้ แต่ถ้าสิ่งใดขัดกัน เข้ากันไม่ได้ ก็อย่าไปรับสิ่งนั้น ไม่ต้องไปทะเลาะกับใครๆ พูดกัน ด้วยเหตุผลเป็นอย่างนี้ พระผู้มีพระภาคเวลาท่านไปบิณฑบาตเช้าๆ บางทีก็ยังเช้าเกินไป ก็แวะคุยกับพวก เดียรถีย์ พวกนิครนถ์ พวกปริพาชก อเจลก นักบวชในอินเดียมีหลายพวกในสมัยนั้น พระองค์ไปคุยด้วยทั้ง นั้น  คุยกันว่าถ้าลงรอยกันได้ก็คุยกัน  ถ้าไม่ลงรอยกันพระองค์ก็บอกว่า "ท่านมีความคิดเห็นแบบนี้มานาน แล้ว  วันนี้พอกันที"  แล้วก็เลยละไปเท่านั้นเอง  เพราะว่าไม่ไหวแล้ว  มีทิฏฐิมานะ  ไม่ยอมรับความ คิดความเห็นของตัว  คนอย่างนั้นเขาเรียกว่าเป็นคนร่องลึก  ขึ้นไม่ได้  มันตกร่องลึกเหลือเกิน  ไม่สา มารถจะดึงขึ้นมาได้   เอาเชือกใยมะพร้าวเส้นใหญ่ผูกคอดึงมันก็ไม่ขึ้นแล้ว  ลิ่มมันลึก  พระองค์บอกว่า  ท่านมีความคิดเห็นแบบนั้นมานานแล้ว แล้วพระองค์ก็ไปเท่านั้นเอง โปรดไม่ได้ แต่ถ้าหากพอโปรดได้ พูด ให้เข้าใจเหตุผล เขาเข้าใจเขายอมรับฟัง เขาก็รับเอาไปเป็นหลักปฏิบัติ หลักการมันเป็นอย่างนี้ เพราะฉะนั้นเรื่องอะไร  เราไม่ต้องเถียงกับใคร  ไม่ทะเลาะกับใคร ใครจะด่าเราว่าเราก็นั่ง เฉย สบายอกสบายใจเป็นผู้แพ้เขาเสียก็แล้วกัน ผู้ชนะมันไม่เท่าใดก็เหยี่ยวโฉบไปเสียเท่านั้นเอง เหมือน กับไก่ที่มันตีกัน ๒ ตัว ตัวหนึ่งชนะขึ้นไปโก่งคอขันอยู่บนกำแพง เอ๊กอี๋เอ๊กๆ อยู่บนนั้น ประเดี๋ยวเหยี่ยวตัว ใหญ่บินมาโฉบเอาไปเลย เพราะว่าขันมากไปหน่อย เรียกว่าผู้ชนะมันก็ก่อเวร ทีนี้เราไม่ไปก่อเวรกับใคร ไม่ไปยึดถือ  เขาจะด่าก็ด่าไป  เขาจะพิมพ์หนังสือด่าก็ด่าไป  เขาว่าของเขา  ดีเหมือนกันเขาจะได้ สตางค์บ้าง ไม่มีทางหากินอย่างอื่นแล้ว นอกจากว่าเขียนหนังสือด่าพระ จะได้หนังสือได้เงินได้ทองใช้ ก็ นึกว่าเขาได้กินได้ใช้  ได้แผ่เมตตาให้แก่เขา อย่างนี้มันก็สบายใจ ไม่มีเรื่องทะเลาะกับใคร จิตใจเป็น สุข  ไม่มีความทุกข์ความเดือดร้อน  เรื่องอย่างนี้เป็นเรื่องที่เราต้องคิด แล้วก็สบายใจ เรื่องปาฏิหาริย์  เรื่องฤทธิ์เรือ่งเดชก็เป็นเช่นนั้น  มีอยู่ในคัมภีร์รุ่นหลัง  ไม่ใช่คัมภีร์รุ่นก่อนของพระพุทธศาสนา นี่ให้ญาติ โยมเข้าใจไว้อย่างนี้ ทีนี้วันออกพรรษาทีเรียกว่า  วันเทโว ญาติโยมก็มักจะไปตักบาตร อาตมานี่ไม่ส่งเสริมให้คนมาตัก บาตรมากๆ  ในวันสำคัญ  เพราะว่าฉันไม่ไหว  มากเกินไป  เมื่อวานนี้ไปออกโทรทัศน์ ก็พูดเหมือนกัน  บอกว่าญาติโยมไม่ต้องไปตักบาตรแข่งกับเขาหรอก  มันมากเกินไป ฉันกันไม่ไหว ถ้าอยากจะทำบุญสุนทร ทานค่อยทำทีหลังก็ได้ วันไหนที่มันไม่มีเราก็ไปทำ หรือว่าจะไปทำ แทนที่จะเอาข้าวไปตักให้มันเหลือเฟือ  เราเอาปัจจัยไปบำรุงวัด ทำรุงเป็นค่าภัตตาหาร บำรุงนั่นบำรุงนี่ไป อย่างนี้มันจะเกิดประโยชน์มากกว่า  ที่จะไปตักบาตรกันจนกระทั่งว่ามากมายก่ายกอง กินกันไม่หวัดไหว ยกตัวอย่างว่ายๆ เช่นว่าที่สนามหลวง  ในวันปีใหม่ ญาติโยมเคยไปไหมที่เขาไปตักบาตรในวันปีใหม่ เขาไปตักสนุกกัน คนมากนิมนต์พระไปพันหนึ่ง แต่ว่าคนใส่ตั้งหมื่นกว่า  ใส่กันพระรับไม่ไหว  รับแล้วก็ถ่าย  บางองค์หลวงตา รับแล้วเอาไปถ่ายไว้ที่ โคนมะขามหลวง เอากระดาษปูไว้ เสร็จแล้วก็เอาใส่ถังกลับวัด เอาไปฉันไม่ไหว มันมากเกินไป ไม่รู้จะ เอาไปทำอะไร ใครๆ เขามาเห็นเข้า เขาจะนึกว่ ชาวพุทธทำไมทำบุญอย่างนี้ ขาดเหตุผล ฟุ่มเฟือยสุรุ่ย สุร่าย  พระพุทธเจ้าท่านไม่สรรเสริญความสุรุ่ยสุร่าย แต่สรรเสริญการประหยัดการอดออม ที่นี่จึงไม่โฆษ ณาให้คนมาตักบาตร มากันตามชอบใจ มาก็ได้ไม่มาก็ได้ ไม่ต้องให้พระออกจากโบสถ์เดินเป็นแถวเหมือน กรุงเทพฯ  ที่วัดสระเกศเดินเป็นแถว  ลงมาจากภูเขาทองเลย  ตักบาตรเทโว ชาวบ้านรอตักบาตรกัน ตรงนั้น  คนก็ไปตักบาตรสนุกสนานกันไปตามเรื่อง แต่ทีทนั่นพระเขามาก คนมาใส่ก็คงจะพอดี แต่บางวัด พระน้อยคนไปมาก กินกันไม่หวัดไหว อันนี้เนื่องจากความยึดถือนั่นเอง ความไม่เข้าใจ ยึดถือว่า ทำบุญวัน นั้นแหละจะได้บุญมาก เมื่อเช้านี้ก็มีคณะหนึ่ง  มาสาย  บอกว่าจะมาตักบาตรเทโว บอกว่าพระฉันเสร็จแล้ว เอาไว้ตอน เพลก็ได้ เลยอธิบายให้ฟังว่า ความจริงไม่จำเป็นหรอกที่จะมาตักบาตรกันในวันนี้ วันอื่นก็ได้ เขาบอกว่า  ตักวันนี้จะได้อานิสงส์มาก เขาว่ากันอย่างนั้นเอง อานิสงส์มันคืออะไรก็ไม่รู้ ผลที่จะเกิดขึ้นคืออะไรก็ไม่รู้  ความจริงการตักบาตรจุดหมายสำคัญก็คือว่า   เราถวายอาหารแก่พระเท่านั้นเอง  ไม่ใช่เรื่องอะไรอา หารถวายพระให้ท่านได้ฉัน   ฉันพออยู่ได้   พอจะได้มีกำลังร่างกายศึกษาธรรมะ  ปฏิบัติธรรมะ  เผย แพร่ธรรมะแก่ประชาชนต่อไป ไม่ใช่ให้ฉันกันจนเหลือเฟือ มากมายก่ายกองอย่างนั้น หามิได้อันนี้อาตมาอึด อัดมานานแล้ว เห็นโยมทำบุญทีไรมากๆแล้วก็จะไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร เพราะยังติดประเพณีกัน จึงอยากจะขอ ขอให้คลายๆเสียหน่อย  อย่าทำวันที่คนทำมากๆ  วันไหนว่างๆวันนี้แกงไปสักหม้อหนึ่ง  ไปทำบุยที่วัด ไม่ ต้องนึกอะไรไม่ต้องวันสำคัญอะไร ยิ่งวันสำคัญก็ยิ่งซ้อนกัน เลยทำให้เกิดความอึดอัด ทางวัดก็ไม่รู้จะเอา ไปไหนเหมือนกัน  แต่ว่าวันนี้พอผ่อนคลาย  ถ้าเป็นขนมผลไม้  เอาไปแจกเด็กปัญญาอ่อนเด็กง่อย  เด็ก ตาบอดยังพอผ่อนส่งกันได้   แต่ข้าวเขานี้ก้ไม่เอา  เขามีอยู่แล้วมากมายก่ายกอง  ก็ไม่รู้จะเอาไปไหน  อย่างนี้มันก็ลำบาก เราจะเปลี่ยนเสียบ้างก้ได้เช่นเราทำบุญด้วยข้าวสารเสียบ้าง ว่างๆก็ซื้ข้าวสารสักครึ่ง กระสอบ  สักถังหนึ่งเอามาทิ้งไว้ที่วัด  เขาจะได้หุงถวายพระกันต่อไป  วันไหนบิณฑบาตรขาดแขลนก้หุง ข้าวชดเชยไปอย่างนี้ก็สบายใจ ตักบาตรอยู่ในครัวแล้ว  บางทีติดพิธีรีตอง เหมือนกับนิมนต์พระไปฉันที่บ้าน แลองพระใหม่จะต้องตักบาตร ตักบาตรเสร็จ แลตักข้าวจากบาตรใส่จานอีกทีหนึ่ง แล้วก้จึงจะฉัน มันทำให้วุ่นวายสับสนเอาเปล่าๆ ความจริง ตักใส่จานมาถวายก็พอแล้วไม่ต้องตักหลายที่อะไรอย่างนั้น โบราณพระท่านฉันในบาตร เพราะฉะนั้นเขาจึก เรียกว่าตักบาตร  เช่นโบราณในประเทศอินเดียพระฉันในบาตร พระไปบิณฑบาตเขาไม่ได้มาใส่หน้าบ้าน  บ้านไหนจะใส่บาตรเขามารับบาตรจากพระเลย  รับมาตรแล้วเขาหายไปในครัวไปหุงก่อน พระนั่งรอยืน รออยู่ที่นั่น  พอปรุงแต่งเสร็จแล้วก็ใส่ให้พอฉัน บ้านเดียวพอแล้ว พระรับแล้วก็ไปฉันตามป่าตามดงไปตาม เรื่อง อย่างนั้นเรียกว่าตักบาตรแท้ เพราะว่าพระฉันในบาตร แต่เดี๋ยวนี้ถ้าเรานิมนต์ไปในบ้าน ไม่จำเป็น อะไรที่จะต้องตักใส่บาตร  แล้วเอามาตักใส่จานอีกทีหนึ่ง มั่นถ่ายหลายทีมีเชื้อโรคเพิ่มขึ้น จากบาตรบ้าง จากจานบ้าง แล้วกว่าจะได้ฉัน ขออภัย มันเย็นไปหมดเลย กับข้าวปูปลาเย็นหมด ทีนี้เราไปถึงตักใส่จาน ไปถวาย ก็หมดเรื่องกันเท่านั้นเอง บางครั้งบางคราวก็ทำมากเกินไป  ตัวอย่างเช่นว่านิมนต์พระไปในงานแต่งงาน ตอนเช้าๆ เรื่อง แต่งงานตอนเช้านิมนต์พระไปฉัน  อย่าทำอาหารหนักมากเกินไป นี่ทำกับข้าวหลายอย่าง มีอะไรต่ออะไร  ขนมนมเนยมากมายเอามาถวายพระ  พระไม่ได้ฉันมากอย่างนั้น ทำข้าวต้มสักชามเล็กๆ เท่านั้นก็พอแล้ว  ของหวานก็อย่าไปเอาทองหยิบฝอยทอง  ขนมหม้อแกงกันหวานทั้งนั้นฉันไม่ไหว มันหวานแสบคอ เราเอา ผลไม้ตามฤดูกาล  เช่นว่ามีกล้วยมีเงาะมีส้ม มีอะไรๆ มาถวายพระฉันแล้วก็บ่นว่า ไม่เห็นฉัน อุตส่าห์ทำ ขนมเสียเกือบล้มเกือบตาย  คือว่าฉันไม่ลง มันหวานเหลือเกิน แล้วฉันมากเข้าไปได้เมื่อไหร่ของหวานๆ  มันให้โทษแก่ร่างกายอยู่เหมือนกัน  แต่ว่าเราก็ไม่เปลี่ยนแปลง  ทำอยู่อย่างนั้น  ตามประเพณีอย่างแล้ว บางทีกับข้าวก็มากมาย  วันหนึ่งเขานิมนต์ไปรับเงินมูลนิธิที่แปดริ้ว อำเภอพนมสารคาม ถวายมา 5,000  บาท  กับข้าวมี  12  จาน ถามว่า โยมทำไมมันมากมายอย่างนี้ นี่ก็เนื้อหมู นี่ก็เนื้อไก่ มันเนื้อๆ ทั้งนั้น  ต้มบ้างแกงบ้าง มากเหลือเกิน เขาบอกว่าผมลดแล้ว งานโน้นเขาตั้ง 17 จานนี่ลดเหลืออยู่ 12 จานเท่า นั้น  บอกว่า  โยมพระฉันจานเดียวก็ไม่ไหวแล้ว  เขาบอกว่าบ้านแถวนี้เขาทำกันอย่างนี้ คือไม่มีใครไป เปลี่ยนแปลง  ทำกันแบบสิ้นเปลืองมากมายก่ายกอง  นี่แหละเขาเรียกว่าทำบุญแบบสิ้นเปลือง ทำให้เกิด ความทุกข์ความเดือดร้อน ทำงานศพ บวชนาค ทำบุญอายุ ขึ้นบ้านใหม่ ทำแบบสิ้นเปลืองกันทั้งนั้น เกิดเป็น ปัญหา ความจริงควรจะทำสักอย่างหนึ่ง  ให้มันพอ  แล้วรับประทานง่ายๆ แบบบุ๊บเฟ่ ข้าวรากแกง ข้าว ราดแกงไม่ใช่สมัยใหม่พระพุทธเจ้าท่านใช้มานานแล้ว  เรียกว่าฉันในบาตร  มันก็บุ๊บเฟ่นั่นเอง  คลุกลง ไปราดลงไป ก็สะดวกสบายไม่เดือดร้อนอะไร แต่เรามันไม่ได้ทำอย่างนั้น มันเสียหน้า ความจริงมันดีไม่ เดือดร้อนอะไร  อันนี้น่าคิดอันหนึ่งเราควรจะทำเท่าที่จำเป็น  ที่พระพอจะฉันได้ อย่าให้เหลือเฟืออะไร มากเกินไป แล้วถ้าหากว่ามัอะไรมากแล้วก็ควรจะเปลี่ยนแปลงเสียบ้าง ควรจะถามพระว่าควรจะถวายอะ ไร ถวายข้าวถวายของก็เหมือนกันควรจะถามว่าควรจะถวายอะไร ท่านต้องการอะไร สตางค์โยมจะได้ ไม่เสียเปล่าๆ  เพราะซื้อสิ่งที่พระต้องการ  เช่นว่าจะถวายยา  ไม่ใช่ว่าไปถึงก็ซื้อยาที่เขาห่อๆ ไว้มา ถวาย  อย่างนั้นก็ไม่รู้ว่าจะใช้ได้หรือเปล่า ตำราหลวงเรียกว่าใช้ได้ มียาสารพัดอย่าง โดยมากที่เห็นๆ  ยาธาตุชอบถวายนักหนา เหมือนกับว่าพระนี่ท้องเสียเสียเหลือเกิน ความจริงพระท้องไม่ค่อยเสียเพระว่า ฉันไม่พร่ำเพรื่อ พระนานๆ จะท้องเสียสักทีหนึ่ง อาตมาปีหนึ่งท้องเสียสักครั้ง แต่ก็ไม่ค่อยจะได้ฉันยาธาตุ  ฉันก็ไม่หาย  ฉันซันฟากัวนาดีนอะไรเหล่านั้น หายทุกที ซันฟาร์ดี แก้ปวดท้อง วานซืนนี้ก็ท้องเสียนิดหน่อย  เที่ยวหาๆ ไม่เจอเพิ่งเจอเมื่อคืนขวดใหญ่เบอเร่อวางอยู่ แหมเที่ยวหาเกือบตายยานี้แก้ปวดท้องได้ เรา ก็ควรจะถามว่าจะใช้ยาอะไร  จีวรอย่างไร  หนังสือประเภทใด  อะไรที่พระต้องการ ให้ตรงกับความ ต้องการที่พระจะใช้  มันได้ประโยชน์ เราก็ไม่เสียสตางค์เปล่า ไม่ใช่ซื้อมาทิ้งมาขว้างเหมือนกับดอกไม้  ถ้าซื้อมามากก็ไม่จำเป็น เอาไปทิ้งไปขว่าง ยกตัวอย่างเช่นบวชนาค ซื้อดอกบัวถวายพระองค์ละ 3 ดอก  พระ  25 องค์ 75 ดอก ดอกบัวดอกหนึ่งตั้งบาทกว่า อาตมาเลยห้ามบอกว่า อย่าเลยโยม อย่าซื้อถวาย  เอาค่าดอกบัวนั้นมาบำรุงวัดดีกว่า เป็นค่าภัตตาหารบำรุงวัด สร้างอะไรต่ออะไรต่อไปเลยหายไป เดี๋ยว นี้ไม่ถวายแล้วดอกบัวในโบสถ์เวลาบวชนาค   เว้นไว้แต่นาคที่มาโดยไม่รู้   พระไม่ทันบอก  ก็ซื้อมาอีก  อย่างนี้ของมันไม่จำเป็นอะไร ของอย่างนั้นไม่จำเป็น เราก็ไม่ต้องซื้อไม่ต้องหา เป็นการประหยัดไปด้วย ในตัว ทำบุญถูกเรื่อง จึงจะได้ประโยชน์ ตักบาตรเทโวก็อย่างนั้น  มันไม่จำเป็น วันตรุษวันสงกรานต์ก็เหมือนกัน คนมากๆ เราจะไปทำทำ ไม เราค่อยไปทำวันอื่นก็ได้ หรือว่าวันปีใหม่มกราคมมันใหม่ทั้งเดือนค่อยไปทำวันไหนก็ได้ว่าง ๆ อย่างนี้ ก็ได้ประโยชน์ แก้เสียบ้างเรื่องอย่างนี้ แล้วก็จะสบาย ทางวัดก็สบาย ญาติโยมก็สบาย เศรษฐกิจก็ไม่สิ้น เปลืองในทางที่ไม่เกิดประโยชน์ นี้อันหนึ่งเป็นเรื่องที่น่าคิด ทีนี้หันมาสู่เรื่องนี้?  เอาไปใช้ได้ และจะได้ประโยชน์ดีด้วย คือว่าคนเราอยู่ด้วยกัน ต้องพบปะกัน บ้าง  พบปะกันบ้างประชุมกันบ้าง เพื่อจะได้รู้ว่าใครบกพร่องเสียหายในเรื่องอะไร สมมติว่าเรามีคนทำ งานหลายๆ  คน นานๆ ก็ประชุมกันเสียหน่อย เวลาประชุมก็เลี้ยงอะไรเลี้ยงง่ายๆ บุ๊บเฟ่อย่างที่ว่าแล้ว  เลี้ยงกันเสร็จแล้วก็มาคุยกัน  หรือว่าเลือกเอาแต่คนที่เป็นชั้นหัวหน้า เอามานั่งคุยกันในเรื่องอะไรต่างๆ  ปรารภข้อบกพร่องในงานในการ ว่าที่ทำทำมานี้ เราเห็นว่ามีอะไรบกพร่องบ้าง เรื่องอย่างนี้เราอย่าไป ดูหมิ่นปัญญาของคน  บางคนอาจจะไม่มีความรู้  แต่มีความคิดเห็น ความคิดเห็นนี่มันเกิดได้ทั่วไป แม้ไม่มี ความรู้ก็มีความเห็นได้  มีความคิดได้เหมือนกัน  ยกตัวอย่างให้เห็นง่ายๆ  มีคราวหนึ่งที่อุตรดิตถ์ รถไฟ เครื่องสูบน้ำมันเสีย สูบไม่ขึ้น แก้เครื่องก็แก้แล้ว เครื่องเดินแล้วน้ำมันก็ไม่ขึ้น ทำกันอยู่อย่างนั้น แล้วก็ยืน งงกันอยู่  ทำไมน้ำมันไม่ขึ้นสักที อะไรมันเสียหาย ทีนี้ก็มีกรรมกรคนหนึ่ง ไม่มีความรู้เทคนิคอะไร มาถึง บอกว่า  น่ากลัวว่าอะไรมันจะอุดท่อเสียแล้วว่าอย่างนั้น เลยก็ว่าท่ามันจะจริง คนที่เป็นนักปราชญ์บางทีก็ คิดไม่ออกเรื่องแบบนั้น เรียกว่าพลาดไปได้ น่จะมีอะไรอุดท่อ เขาบอกว่า ลงไปดูที่ท่อ มันอุดแน่นเลยสูบ ไม่ขึ้น  ทีนี้ต้องถอดตะแกลงออกมาแก้  ทอแก้แล้วเครื่องสูบน้ำก็สูบขึ้นต่อไป นี่ความจริงคนนั้นไม่มีความรู้  ไม่ใช่วิศวกร ไม่ใช่เทคนิเชี่ยนอะไรอย่างนั้น กรรมกรธรรมดา แต่มันมีความเห็นได้มีความคิดได้เหมือนกัน คนเราจึงอย่านึกว่าคนนั้นไม่มีความรู้   แต่อาจจะมีความคิดเห็นก็ได้  หรืออาจจะมีประสบการใน เรื่องอะไรๆ อยู่ก็ได้ เราก็ลองถามความคิดความเห็นว่า มีความเห็นอย่างไรบ้าง หรือว่ามีอะไรควรจะ ปรับปรุง   ควรจะแก้ไขบ้าง   ใครมีความเห็นอะไรก็ขอให้พูดออกมา   ให้อิสระเขาหน่อย   ให้เขา แสดงความคิดความเห็น การที่เราเป็ยผู้ใหญ่แล้ว ก็ให้คนที่เป็นผู้แสดงความคิดความเห็น เขาจะภูมิใจ นี่ ในแง่จิตวิทยาทำให้เขาภูมิใจ  ภูมิใจว่านายยังนับถือเราอยู่  ยังให้เกียรติแก่เรา อุตส่าห์ถามว่า เรามี ความคิดความเห็นอย่างไร ทีนี้ถ้าเขาแสดงออกมาเราก็บันทุกไว้จดจำไว้ แล้วเอาไปใช้ สมมติว่าเราเอา ไปใช้แล้วมันเกิดประโยชน์ อย่าลืมที่จะบอกว่าเป็นความคิดของใคร ให้คนที่เป็นต้นคิดเขาได้สบายใจขึ้นไป อีกว่า อ้อ! ความคิดเรานั่นเอง เขาเอาไปใช้ได้ประโยชน์ คนนั้นก็สบายใจ นี่เป็นอุบายผูกใจคนเหมือน กัน  ผูกให้คนอยู่ร่วมกับเราด้วยความรักความไมตรี จะไม่มีการก่อความวุ่นวายอะไรขึ้น คนที่อยู่กันมากๆ  แล้วก่อความวุ่นวายขึ้นนี้  มีปัญหาหลายอย่าง บางทีเรื่องเงินเดือนเรื่องหนึ่ง เพราะว่าเงินไม่พอใช้ แต่ บางทีโกรธนายขึ้นมา  มันแกล้งนาย กูแกล้งหยุดงานให้มันรำคาญกันหน่อย แล้ก็ป่าวพรรคพวกให้หยุดงาน  สไตรค์แล้วหยุดงาน หรือว่านายคนนี้เขารักเขาชอบ แล้วก็มีการย้าย พอย้ายไปแล้วมีคนอื่นมา ก็หาเรื่อง หยุดงานหยุดการ  หรือว่าทำอะไรให้เกิดความเสียหาย เพื่อแสดงว่าไม่ต้อนรับคนนั้น อันนี้ก็ทำให้เกิดปัญ หายุ่งยากได้เหมือนกัน บางทีเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ทำให้เกิดกระทบกระเทือนจิตใจ คนไม่มีการศึกษา ไม่มีธรรมะประจำจิต ใจ   มีอะไรกระทบนิดหน่อยก็ฝังอยู่ในใจ  คิดว่าต้องหาทางแก้แค้นอย่างนั้นอย่างนี้  เรื่องมันไปกันใหญ่  ควรจะคิดป้องกันไม่ให้มีอะไรในรูปอย่างนั้น  เขามีความคิดอะไร  เราก็ให้เขาแสดงออก แล้วก็กระทำ ตามที่เขาคิดเขาเห็น  และถ้าหากว่าทำได้สำเร็จตามนั้นต้องตกรางวัลนิดหน่อย เพื่อให้เขามีกำลังใจต่อ ไป แล้วทำให้คนอื่นเห็นต่อไปว่า นายเรานี่ เชิดชูคนมีปัญญา เชิดชูคนดี ไม่ใช่เชิดชูอย่างอื่น เขาเกิดมีน้ำ ใจในการที่จะอยู่ร่วมกัน ปฏิบัติงานต่อกันด้วยความเรียบร้อย อีกอย่างหนึ่ง  ถ้าเราใช้หลักศีลธรรมของพระพุทธเจ้า คนเราถ้าอยู่รวมกันมากๆ นอกจากว่าประ ชุมพบปะกันแล้ว ไปเยี่ยมเยียนถามสาระทุกข์สุกดิบกับประชาชน ตัวอย่างมีอยู่แล้วในประเทศไทย ในหลวง ท่านทำไมจึงเดี๋ยวเสด็จไปปักษ์ใต้เดี๋ยวเสด็จไปเหนือ ไปภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ไม่ค่อยได้อยู่กรุงเทพฯ นานเท่าใด วันนี้เสด็จกลับแล้วตอนเย็นนี้แปรพระราชฐานกลับกรุงเทพฯ ท่านไปทำอะไร ไปแล้วไม่ได้อยู่ นิ่ง ไปเที่ยวบ้านนั้นบ้านนี้ ไปเยี่ยมเยียนประชาชน ไปดูว่าควรจะมีอะไร ควารจะปรับปรุงแก้ไข เรื่องน้ำ เร่องท่า สุขภาพอนามัย การเป็นอยู่ของประชาชน เสด็จไปดูทุกหนทุกแห่ง มีอะไรพอจะแก้ไดก็แนะนำเขา ไม่ใย่พระองค์สั่ง  พระองค์ตรัสว่า นี่ไม่ใช่คำสั่งน๊ะ ฉันไม่มีอำนาจอะไรดอก ฉันสั่งไม่ได้ แต่ว่าเป็นคำ แนะนำ  แต่คำแนะนำของในหลวงศักดิ์สิทธิ์กว่าคำสั่งเสียอีกด้วยซ้ำไป ทำกันอย่างรวดเร็วทีเดี่ย เพราะ ประชาชนได้เข้าเฝ้าใกล้ชิด  เกิดความสนิทสนม สบายอกสบายใจ เกิดความจงรักภักดี ทำให้บ้านเมือง ของเรามั่นคงอยู่ได้  โดยอาศัยการกระทำอย่างนี้  นั่นพระองค์ปฏิบัติตามหลักธรรมในทางพระศาสนา ที่ เรียกว่า  มนุษย์สัมพันธ์นั่นเอง  หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า  สังคหวัตถุ ตามภาษาวัดเรียกว่า สังคหวัตถุ  หมายความว่า เป็นเครื่องผูกน้ำใจแก่กันและกัน อุบายเป็นเครื่องผูกน้ำใจ คือการให้ เรียกว่า ทาน เป็น ประการแรก ให้มีอะไรก็เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่แบ่งปันตามฤดูกาลที่ควรให้ หรือว่าให้ในเวลาที่เกิดความทุกข์ร้อน มีความจำเป็นขึ้นในชีวิต  เช่นเกิดเจ็บไข้ได้ป่วย มีการตายขึ้นมา เขาคลอดบุตร เราจัดของขวัญไปให้ ไม่มากมายอะไร  พอรู้ว่าเขาคลอดบุตรไปเยียมไปเยียน เอาของขวัญไปให้ ผู้ข้อมือเด็กนิดหน่อย ให้แม่ เขาบ้าง ให้เขาสบายใจว่า แหม นายเราอุตสาห์มาเยี่ยมมาเยียน น่านับถือ นี่เป็นเครื่องผูกน้ำในกันไว้  ใครจะมายุมาแหย่เขาก็ไม่เปลี่ยนแปลง เพราะว่าเขามีเครื่องผูกพันทางด้านจิตใจ นี่เรียกว่าให้ ให้พร่ำ เพรื่อก็ไม่ดี  มันเป็นธรรมดา ให้พร่ำเพรื่อ ต้องให้เป็นเวลา เวลาใดควรให้ เราต้องดูว่าอะไรควรให้  ให้เวลาที่เขาต้องการ  คอยสังเกตุ ต้องมีคนสักคนหนึ่งเรียกว่าเป็นสายลับ คอยดูว่าคนนั้นทุกข์ร้อนอะไร  มีความต้องการอะไร ในครอบครัวมีปัญหาอะไร เกิดความเจ็บไข้ได้ป่วย มีเรื่องจำเป็นสอดแทรกเข้าไป  ให้ความช่วยเหลือเจือจุน  เขาจะสำนึกในบุญคุณ  แหม  อุตสาห์มาช่วย เราไม่ได้ไปขอร้อง อุตส่าห์มา อย่างนั้นอย่างนี้  มันเป็นเครื่องผูกน้ำใจ เรื่องการให้ พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า "ททํ มิตฺตานิคนฺถติ  การให้สมานน้ำใจแก่กันไว้ได้" นี่เป็นเรื่องสำคัญ เรื่องที่ ๒ ท่านว่าให้พูดจาอ่อนหวาน การพูดจากอ่อนหวานเริ่มแต่ว่าทักทายประศัย ยิ้มแย้มแจ่มใส  เราพบคนที่ทำงานร่วมกับเรา ทักทายปราศัยว่า เป็นอย่างไรสบายดีหรือ ครอบครัวเป็นสุขดีหรือ ลูกเต้า เป็นสุขดีหรือ  ถามเขาเรื่อยไป  เรื่องครอบครัว เรื่องลูกของเขา การเป็นการอยู่อย่างไร มีอะไรขัด ข้องบ้างไหม  ถามโปรยๆปรายๆ เขาเรียกว่าหว่านคำพูดออกไป ทักคนนั้นทายคนนี้ให้เขาสบายใจ คนที่ ได้ยินคำทักทายปราศัยก็รู้สึกว่าเขาสบายใจ  ยิ่งในที่ประชุมด้วยแล้ว เขายิ่งสบายใจ ยิ่งเรารู้จักชื่อเขา เรียกชื่อเขา แล้วก็ถามเป็นอย่างไรสบายดีหรือ ทีนี้เขาสบายใจ ว่าเป็นความเมตตาปรานีจากเราที่เป็น เจ้าของงาน  หรือคนที่เป็นหัวหน้าคน  ทีนี้มีเรื่องอะไรขึ้น  ถ้าเขารักมักพูดกันง่าย คนเราถ้าเกลียดกัน แล้วมันพูกยากเต็มที พูดกันไม่รู้เรื่อง แต่ถ้ามีความรักมีน้ำใจต่อกันแล้ว พูออะไรกันก็ไม่ลำบาก ไม่มีความ เดือดร้อน นี่พูดจาอ่อนหวานสมานใจ แล้วบางครั้งบางคราวเราแนะนำเขาในสิ่ที่เป็นประโยชน์แก่ชีวิต ถ้า สมมติว่าใครเข้าใกล้เราให้หัดแนะนำตักเตือนเรื่องนั้นเรื่องนี้ ให้คนได้สำนึกในหน้าที่การงาน เคยพบพระองค์หนึ่ง ท่านเป็นพระผู้ใหญ่มีคนเคารพนับถือท่านมาก ท่านมีปกติแนะนำตลอดเวลา ใคร เข้ามาใกล้ท่านก็แนะนำเรื่องนั้นเรื่องนี้ สุดแล้วแต่ทำอะไร ท่านมีเรื่องแนะนำทั้งนั้น สมมติเขาบอกว่า จะ ทำงานนั้น  อ้อมันต้องอย่างนั้นมันต้องอย่างนี้ การนั้นการนี้ ท่านแนะนำเรื่อยไป จะส่งลูกไปเรียนหนังสือ  ท่านก็มีเรื่องแนะนำ เจ็บไข้ได้ป่วยท่านก็ว่า ต้องอย่างนั้นต้องอย่างนี้ มีเรื่องแนะนำคนอยู่ตลอดเวลา ไม่ ว่าเป็นเด็กเป็นหนุ่มสาวเฒ่าแก่ ถ้าใกล้หลวงพ่อองค์นี้แล้ว ท่านจะต้องมีเรื่องแนะนำพร่ำเตือนตลอดเวลา  คนก็รักใคร่นับถือท่านมากทั่วไปในบริเวณจังหวัดนั้น  คนได้ยินชื่อท่านแล้วก็นับถือ เพราะท่านมีปกติแนะนำ  อาตมาก็เคยได้รับคำแนะนำจากท่านอยู่    คราวหนึ่งเดินทางผ่านป่าอะไรเดินทางรูปเดียว   พอไปถึง ถามท่านว่า คุณมากับใคร บอกว่ามาผู้เดียวท่านว่าไม่ได้ไปไหนคนเดียวไม่ได้ คนรักมีคนชังก็มี แล้วมันเอา อะไรมาใส่ความเรา ใครจะเป็นพยาน ไปไหนต้องมีใครเป็นเพื่อนไปสักคนหนึ่ง ท่านแนะนำ บางทีเราจะ ทำงานนั้นทานว่าต้องทำอย่างนี้  ต้องจัดอ้ายนั่นอ้ายนี่เรื่องเยอะแยะ แม้เรื่องครัวเรื่องอาหาร ท่านก็ยัง แนะนำว่า  ต้องทำอย่างนั้นต้องเตรียมอ้ายนี่  รอบคอบไปหมด เรียกว่าคนที่มีอายุมากแล้วก็มองเห็นโลก ทุกด้านทุกมุม แนะนำใครๆ ได้ทั้งนั้น ทำให้คนเคารพนับถือ เราก็เหมือนกัน  ปกติคนเราแนะนำกันน้อย พูดจาชักจูงในทางที่เป็นประโยชน์กันน้อย มักจะถือว่า  ไม่ใช่ธุระความจริงควรจะทำ ควรจะแนะนำตักเตือนกันในเรื่องนั้นเรื่องนี้ เด็กๆ เข้ามาก็แนะนำตามประ สาเด็ก หนุ่มน้อยกำลังศึกษาเรียกว่าวัยรุ่น ควรจะแนะนำว่าควรคิดอย่าง่ไร ควรนึกอย่างไรชีวิตจึงจะมีค่า มีราคา  เป็นคนปฏิบัติงานก็ควรจะแนะนำว่าควรจะทำอย่างไร  ในหน้าที่การงานนั้นๆ ได้เงินควรจะใช้ สอยอย่างไร  เราก็โปรยเรื่อยไป ทำให้เขามีความสำนึกว่า เราเป็นคนหวังดีต่อเขา บางคนอาจจะไม่ ชอบในการแนะนำครั้งแรก  ต่อไปเขานึกได้  เขาก็จะขอบคุณเรา ของดีมันเป็นประโยชน์ทุกเมื่อ ทำไป แล้วก็ได้ประโยชน์ ประการต่อไป ให้ประพฤติสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อกัน ทำอะไรที่เป็นประโยชน์ต่อกัน สิ่งใดที่เป็นประ โนชน์เป็นคุณเป็นค่าแก่าชีวิตการงาน ให้กระทำสิ่งนั้น ส่วนสิ่งใดที่ไม่เป็นประโยชน์ไม่ไร้คุณค่าไม่กระทำสิ่ง นั้น อันนี้เป็นหลักอันหนึ่ง อันสุดท้ายบอกว่า  ให้ทำตนเสมือนเพื่อนกับคนเหล่านั้น  เรียกว่าเป็นมิตรไม่ถือตัวตน ร่วมสุขร่วม ทุกข์เป็นกันเอง อย่างนี้ใจสบาย พระพุทธเจ้าท่านสอนไว้อย่างนั้น คนอยู่ร่วมกันต้องทำกันอย่างนั้น แล้วก็ ควรจะบอกไว้ว่า   เรียกว่า  ปวารณาว่า  มีอะไรที่บกพร่องขอให้บอกกันด้วย  มีอะไรบกพร่องไม่ดีไม่ งามบอกกัน แนะนำกันตักเตือนกัน นี่เรียกว่า ปวารณาต่อกัน สามีภรรยาก็ปวารณา ให้แนะนำ ให้เตือนกัน บอกกัน เพื่อนกับเพื่อนก็ต้องบอกกัน เตือนกัน ผู้ร่วมงานก็ต้องคอยบอกคอยเตือนกัน มันได้ประโยชน์ เป็น ประโยชน์ในการปฏิบัติหน้าที่ ในชีวิตประจำวัน คนเราถ้าหากว่าหันหน้าเข้าหากัน พูดจากแนะนำพร่ำเตือน กัน  หวังดีต่อกันมันก็อยู่กันด้วยความสุข แต่ถ้าอยู่กันด้วยการไม่มองหน้ากันใครเป็นอะไรก็ช่างเขา ไม่ใช่ เรื่องของเรา ธุระไม่ใช่ มันยิ่งห่างออกไปๆ แล้วปัญหามันก็เกิดมาก สร้างความทุกข์ความเดือดร้อนขึ้นใน สังคม  เวลานี้สังคมเราเป็นอย่างไรญาติโยมรู้  อยู่กันด้วยความหวาดกลัว อยู่กันด้วยความระแวงสงสัย  ไม่รู้ว่าภัยอันตรายจะเกิดขึ้นแก่ใครเมื่อใด นี่อันตรายมากมาย เราอยู่ด้วยความลำบาก เพราะฉะนั้นต้องช่วยกัน คือช่วยกันสิ่งเสริมธรรมะเผยแผ่ธรรมะ ให้คนได้รู้ได้เห็นได้ยินได้ฟัง ใน สิ่งที่เป็นเครื่องปรับปรุงจิตใจ ให้เกิดความก้าวหน้างอกงาม ในด้านธรรมะมากขึ้นๆ เท่าที่เราจะช่วยกัน ได้ ก็จะเป็นการสร้างเสริมสิ่งดีสิ่งงาม ให้แก่ชาติแก่ประเทศของเรา ให้สมกับว่า เรารักชาติรักศาสนา  รักพระมหากษัตริย์ ความรัก ๓ อย่างนี้ อยู่ที่ตัวรักพระศาสนา รักธรรมะ ถ้ารักธรรมะแล้วรักหมด ถ้าไม่ รักธรรมะแล้วรักอะไรได้ คนไม่มีธรรมะจะไปรักอะไรได้ ไปบูชาสิ่งใดได้ ไม่ได้เรื่องอะไร แต่ถ้าเราถือ ว่าธรรมะเป็นสิ่งสูงสุด ที่เราควรเคารพ ควรสักการะ ควรบูชา แล้วเราก็นึกถึงสิ่งนี้ แม้องค์พระพุทธเจ้า เป็นยอดคนแล้ว  พระองค์ยังเคารพธรรมะ  ถือธรรมะเป็นสิ่งสำคัญ เวลาปรินิพพานก็ยังสั่งว่า "ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย  ธรรมวินัยอันใด ที่เราได้สอนแล้ว บอกแล้ว แก่เธอทั้งหลาย ธรรมวินัยนั่นแหละจะเป็นตัว แทนเราต่อไป" เพราะฉะนั้นเราถือว่าธรรมเป็นสิ่งแทนองค์พระพุทธเจ้า ถ้าเรามีคุณธรรมอยู่ในใจ เรา มีพระพุทธเจ้ เรามีพระธรรม พระสงฆ์ อยู่ในใจของเรา พร้อมทั้งสามอย่าง แต่ถ้าเราไม่มีคุณธรรม ไม่ มีอะไรอยู่ในใจ  นอกจากความคิดไม่ดีไม่งาม อันเป็นเครื่องส่งเราไปสู่ความทุกข์ความเดือดร้อน ขอให้ ญาติโยมได้เข้าใจไว้อย่างนี้ ออกพรรษาแล้ว   เราอย่าออกจากการที่เราเคยปฏิบัติ   พวกนักดื่มทั้งหลาย   เข้าพรรษางดดื่ม  เคร่งครัดตลอด ๓ เดือน แต่ว่าวันนี้ดื่มใหญ่เลย เตรียมกันตั้งแต่วานแล้ว ก็ดื่มกันใหญ่ ให้มันคุ้มกับที่ไม่ได้ ดื่มมา  ๓ เดือน อย่างนี้เขาเรียกว่า ออกจากความงามความดี แล้วก็ไปอยู่กับสิ่งไม่ดีต่อไป ออกแบบนั้น ใช้ไม่ได้  ถ้าจะออกก็ต้องออกจากความชั่ว  มาอยู่กับความดี  เพราะฉะนั้นในฤดูกาลออกพรรษา  ญาติ โยมอย่าออกจากความงามความดี เคยมาวัด เคยมาฟังธรรมเทศนา ปาฐกถาวันอาทิตย์อย่างใด ก็ฟังกัน ต่อไปตามปกติ  ออกพรรษาแล้วฟังกันต่อไป  ในพรรษาที่ผ่านมา  อาตมาไม่มีโอกาสได้พูดกับญาติโยม นี่ เสียงมันดีขึ้นแล้ว  แต่ว่ายังสงวนไม่ไปเทศน์ไกลๆ  ประกาศแล้วยังไม่รับ  บอกทางวิทยุโทรทัศน์ไปแล้ว  แต่พูดทีวัดพูดได้   วันอาทิตย์ก็จะได้ตั้งหน้าตั้งตาหาธรรมะมาให้ญาติโยมฟังต่อไป   เราก็มากันตามปกติ  ธรรมะเป็นอาหารต้องรับประทานกันอยู่เรื่อยไป เเหมือนกับเราดื่มนี้ สูดลมหายใจ กินข้าว ต้องใช้ เลิก ไม่ได้ ออกพรรษาก็ต้องกินข้าว ในพรรษาก็ต้องกิน ธรรมะก็เหมือนกัน ออกพรรษาแล้วก็มาฟังกันตามปกติ  เหมือนกับที่ผ่านมา  ถือว่าเป็นการพักผ่อน  ออกมานอกบ้านนอกเมือง  พักผ่อนสูดอากาศบริสุทธิ์ นั่งสงบ จิตสงบใจ จะได้พิจารณาตัวเอง จะได้รู้ว่ามีอะไรบกพร่อง มีอะไรเสียหายก็จะได้ปรับปรุงแก้ไขกันต่อไป  เป็นเรื่องที่ประเสริฐ  ควรจะได้กระทำ  และการกระทำอย่างนี้  เป็นการช่วยกันดึงโลกไม่ให้ไหลไปสู่ ความตกต่ำเร็วเกินไป การกระทำของพวกเราก็ดึงโลกไว้ เบรคมันไว้ อย่าให้มันไหลไปสู่ความวินาศเร็ว เกินไป มันดีหรือไม่ ญาติโยมทั้งหลายก็เห็นกันอยู่ว่า เป็นสิ่งประเสริฐ ดังได้แสดงมา ก็พอสมควรแก่เวลา ขอยุติไว้แต่เพียงนี้.OPT 1.50!B„!@K$Nn