ปาฐกถาธรรม เรื่อง สร้างพระไว้ภายใน วันอาทิตย์ที่ ๔ พฤศจิกายน ๒๕๒๒ ญาติโยมพุทธบริษัททั้งหลาย ณ  บัดนี้ถึงเวลาของการฟังปาฐกถาธรรม  อันเป็นหลักคำสอนในทางพระพุทธศาสนาแล้ว  ขอให้ ทุกท่านอยู่ในอาการสงบ ตั้งอกตั้งใจฟังด้วยดี เพื่อให้ได้ประโยชน์อันเกิดขึ้นจากการฟังตามสมควรแก่เวลา วันนี้เป็นวันเพ็ญกลางเดือน ๑๒ เป็นวันเพ็ญที่จะต้องจ่ายเงินจ่ายทองกันมากๆ สำหรับคนที่ชอบเที่ยว เพราะว่าเขามีงานลอยกระทงกัน  พิธิลอยกระทงในสมัยก่อนนั้น เขาไม่มีสิ้นเปลืองอะไร เพราะว่าเป็น การกระทำแบบง่ายๆ คือเขาทำกระทงด้วยใบตองน้อยๆ แล้วเขาก็เอาเทียนใส่ลงไปในนั้น ข้าวตอกดอก ไม้ใส่ลงไป ลอยไปตามแม่น้ำ ลอยกันคืนนี้คืนวันเพ็ญ แต่ว่าเมื่อรัฐบาลเข้าไปส่งเสริมกิจการส่วนนี้เข้า ก็ เท่ากับว่าเพิ่มการสิ้นเปลืองให้มากขึ้น เพราะมีการประกวดประขันกัน ทำกระทองไม่ใช่กระทงแล้ว เขา ทำแพกันทำเรือกัน  แล้วก็ลอยลงไปในแม่น้ำ  มีผู้หญิงฟ้อนบ้างร้องเพลงบ้าง  แต่งตัวแปลกๆ บ้าง ประ กวดประขันกัน ที่เชียงใหม่นั้นคณะสงฆ์เชียงใหม่ปฏิเสธการกระทำแบบนี้ คือไม่ร่วมมือด้วย เพราะว่าเป็น การสิ้นเปลืองโดยใช่เหตุ แต่ว่าส่งเสริมการลอยกระทงแบบประเพณี การลอยกระทงแบบประเพณีนั้น เขา ไม่สิ้นเปลืองอะไร  เพราะใบตองก็ข้างบ้านนั่นเอง  ทุกบ้านมีต้นกล้วย ไปตัดใบตอง มาเย็บเป็นกระทง น้อยๆ แล้วก็ใส่ดอกไม้ธูปเทียน กลางคืนก็ลอยไปตามกระแสน้ำ ดูมันมีแสงแว๊บๆในแม่น้ำ คนดูแล้วก็สบาย ใจ  คนที่ทำก็สบายใจ  ไม่เป็นการสิ้นเปลืองอะไรมากนัก  แต่ว่าพ่อค้าก็ถือโอกาสโฆษณาขายของในวัน ลอยกระทง  เที่ยวกันรุ่ง  ๒  คืนเต็มๆ  ทีเดียว สิ้นเปลืองเงินทองกันไม่ใช่น้อย แต่ว่าก็เป็นเรื่องสนุก ของชาวบ้าน  เราจะไปห้ามอะไรเขาก็ไม่ได้  แต่ถ้าใครไม่ไปเที่ยวมันก็ดีเหมือนกัน  เพราะว่าไม่ต้อง เสี่ยงอันตราย  ยิ่งในสมัยนี้ด้วยแล้วค่อนข้างจะเสี่ยง เพราะนักจี้นักปล้นมันก็มาก อันตรายอาจจะเกิดขึ้น เพราะการกระทำงานนี้เมื่อใดก็ได้  ไม่จำเป็นไม่ต้องไปลอยก็ได้  ไม่ลอยกระทงก็ไม่ได้เสียหาย แต่ถ้า ไปลอยเขาเรียกว่า ไปเพื่อความสนุก เป็นเรื่องของเด็กๆ คนเฒ่าคนแก่ไม่ต้องลอยกระทงแล้ว แต่ว่าเรา มาลอยบาปกันดีกว่า ลอยบาปก็คือการนั่งพิจารณานาตัวเอง ว่าเรามีบาปมีอกุศลอะไรอยู่ในจิตใจของเราบ้าง เราก็จะ ได้ตั้งใจเลิกละสิ่งนั้นสิ่งนี้ในวันลอยกระทงไป เหมือนกับเราลอยสิ่งไม่ดีไม่งามออกจากจิตใจของเรา เพื่อ ให้เราเป็นผู้ชนะ  ไม่ตกเป็นจำเลยฝ่ายแพ้ต่อไป อย่างนั้นจะเป็นการถูกต้อง ในแง่ของการปฏิบัติธรรมะ  อันนี้อยากจะขอฝากเป็นแนวคิดไว้กับญาติโยมทั้งหลายส่วนหนึ่ง ในการแสดงปาฐกถาในวันนี้  อาตมาก็อยากจะอธิบายข้อความ ที่เราสวดกันอยู่ในการทำวัตรเช้า  ว่าเราสวดอะไรบ้าง   คำที่เราสวดนั้นมีความหมายอย่างไร  เพราะบางทีเราฟังแล้วก็ไม่เข้าใจความ หมายชัดเจนแจ่มแจ้ง ไม่สามารถจะนำไปปฏิบัติในชีวิตประจำวันได้ เพราะฉะนั้น ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไปจะ อธิบายให้ญาติโยมได้ฟังไว้ เป็นเรื่องเป็นตอนไป ทุกๆ วันอาทิตย์ที่มีการแสดงปาฐกถา เราเริ่มต้นสวดนี้ เรียกว่าบูชาพระรัตนตรัย  ก็คือการบูชาพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์  ๓  อย่างนี้  เราเรียกว่า  พระรัตนตรัย รัตนะ แปลว่า แก้ว ตรัย แปลว่า สาม ที่เรียกว่ารัตนตรัย ก็ แปลว่าแก้ว  ๓ ประการ แก้วนี้ในภาษาบาลีเรียกว่ารัตนะ รัตนะนั้นหมายความว่า สิ่งที่ทำให้คนสบายใจ  เช่น เรามีเพชรนิลจินดามีราคาแพง เราก็สบายใจ มีเงินมีทอง เราก็สบายใจ มีเสื้อผ้าแพรพรรณเราก็ สบายใจ อย่างนี้เขาเรียกว่าเป็นรัตนทั้งนั้น วัตถุประเภทที่ให้เกิดความสบายใจ ในภาษาลาลีเขาเรียกว่า เป็นรัตนะ  มีคำที่เขาแต่งขึ้นสำหรับสวดว่า  "รัตนะใดๆ ในโลกนี้ ไม่ก่อให้เกิดความสุขสบายใจ เท่า กับพุทธรัตนะ  ธรรมรัตนะ สังฆรัตนะ เพราะว่ารัตนะประเภทอื่นนั้นมันยังยุ่งอยู่ ยังสร้างปัญหา คือความ ทุกข์ความเดือดร้อน  เช่นเรามีเงินทองมากๆ ก็กลัวโจรจะขโมย มีเพชรนิลจินดาราคาแพงติดเนื้อติดตัว  ก็ไม่ค่อยจะปลอกภัย  หรือว่ามีวัตถุวัวควาย  ช้างม้าก็ไม่ค่อยจะปลอดภัย มันยังก่อให้เกิดความทุกข์ในใจ  แต่ว่ารัตนะ ๓ ประการ คือ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ นี้ ไม่มีทางที่จะให้เกิดความทุกข์แก่ใคร ใคร มีรัตนะ ๓ ประการนี้ไว้ในใจ มีแต่ความชุ่มชื่นเย็นอกเย็นใจ มีความสุขความสงบใจ จึงเรียกว่าเป็นรัตนะ สูงสุด ไม่มีรัตนะใดอื่นจะเทียมเท่า เขาจึงเอา พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์มากเรียกว่าเป็นรัตนะ เป็น ที่พึ่งทางใจ ๓ ประการ ในศาสนาอื่นเขาก็มีที่พึ่งทางใจเหมือนกัน   เช่น  ศาสนาฮินดูเขาก็มี  เขาเรียกว่า  "ตรีมูรติ"  หมายความว่าเป็นที่พึ่งทางใจ  คือพระผู้เป็นเจ้า ๓ องค์ ได้แก่พระพรหม พระวิษณุ พระศิวะ เขาถือว่า เป็นรัตนะ  เวลาเขาเจิมหน้าผาก พวกพราหมณ์เขาเจิม ๓ ขีด หมายถึง ๓ ประการที่เขาเคารพนับถือ  สิ่งเหล่านี้ก็เป็นสรณะทางใจของเขา  ศาสนาคริสเตียน ศาสนามูฮัมหมัดเขาก็มีสรณะ อันเป็นหลักทางใจ เช่นเดียวกัน เราพุทธบริษัทก็มี ๓ สิ่งดังที่กล่าวแล้ว ว่าเป็นที่พึ่งทางใจอันประเสริฐ เพราะฉะนั้นเมื่อจะ กระทำอะไรเกี่ยวกับพิธีทางศาสนา เราก็มีการบูชาพระ ขึ้นต้นด้วยคำว่า อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ ภะคะ วา, พุทธัง ภะคะวันตัง อะภิวาเทมิ ไหว้พระพุทธเจ้า ไหว้พระธรรม แล้วก็ไหว้พระสงฆ์ เป็นคำที่ผู้รู้ได้ แต่งขึ้น  เพื่อสรรเสริญพระพุทธเจ้า เพื่อบูชาพระองค์ การบูชาพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์นั้น ทำ ให้เราได้สบายใจ ทำให้เรามีความผูกพันทางใจกับสิ่งทั้ง ๓ ประการนั้น ทำให้เราเป็นผู้ไม่เผลอตัว ไม่ ประมาทในการที่จะกระทกิจอะไรๆ นึกถึงพระแล้วใจเราก็ไม่ประมาทมัวเมาในการกระทำสิ่งนั้นๆ ความ ผิดพลาดความเสียหายในการปฏิบัติก็จะไม่เกิดขึ้น  จึงเป็นสิ่งที่เราควรจะนึกถึงบ่อยๆ เพื่อจะได้เกิดเป็น เครื่องสะกิดใจ ให้ได้นึกคิดในทางที่ถูกที่ชอบ แต่ถ้ามีพิธีกรรมในทางศาสนา ดังที่เราทำกันอยู่นี้เราก็ไหว้สิ่ง ๓ ประการนี้ ถ้าเรานั่งเก้าอี้เราก็ ลุกขึ้นยืนประนมมือ  การไหว้การบูชานั้น  ต้องการความศักดิ์สิทธิ์  คือศักดิ์สิทธิ์หมายความว่า ให้เกิดอำ นาจทางใจ ที่จะก่อให้เกิดความสำเร็จ คือความสุขความสงบนั่นเอง ไม่ใช่ศักดิ์สิทธิ์เรื่องอื่น แต่ต้องการ ให้เกิดความสสงบใจ สงบกาย สงบวาจา เพราะขณะใดกายวาจาใจสงบ เราอยู่กับพระ ขณะใดกาย วา จา  ใจวุ่นวายเราก็เป็นคนห่างพระ เพราะฉะนั้น เมื่อกระทำกิจกรรมทางพระศาสนาต้องมีความสงบใจ  สถานที่ที่เกี่ยวกับเราทำกิจพระศาสนาต้องเป็นสถานที่ที่สะอาด   มีระเบียบเรียบร้อย  เมื่อเราเข้าไปสู่ สถานที่นั้น เราก็ต้องงดเว้นจากสิ่งที่เราเป็นทาสมัน เช่นเราสูบบุหรี่ ถ้าเราเข้าไปในศาสนะสถาน เช่น ในธรรมศาลา ในโบสถ์ ในวิหาร ลานพระเจดีย์ เราไม่ควรจะสูบบุหรี่เข้าไป เพราะการสูบบุหรี่เข้าไป นั้น  ใจมันไม่ถึงพระ แต่มันไปถึงบุหรี่เสีย เป็นทาสของสิ่งเสพติดอยู่ตลอดเวลา ควรจะหยุดพักชั่วครั้งชั่ว คราว ไม่ใช่เป็นทาสตลอด ๒๔ ชั่วโมง พอเราจะไปหาพระก็ทิ้งความเป็นทาสไว้ข้างนอก เป็นตัวเองเข้า ไปทำใจให้สงบ ไปนั่งในศาสนะสถานก็นั่งด้วยอาการสงบเรียบร้อย เราไม่พูดไม่คุยอะไรกันเรานึกถึงพระ ใจเราอยู่กับพระในขณะนั้น  ถ้าเราไปพูดสนทนากันในขณะนั้น ก็ไม่เหมาะแก่สถานที่ ไม่เหมาะแก่เวลา  ไม่เหมาะแก่เหตุการณ์  จึงควรจะสงบใจ นั่งนึกถึงพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ พอถึงเวลาก็ยืนขึ้น อยู่ในอาการสงบ เตรียมพร้อมเพื่อจะกล่าวคำบูชาพระรัตนตรัย การบูชาพระรัตนตรัยนั้น  ก็มักจะมีคนนำ ที่มีคนนำนั้นก็เพราะว่า พุทธบริษัทว่ากันไม่ค่อยได้นั่นเอง ไม่ใช่เรื่องอะไร แต่ถ้าว่ากันได้ทุกคนก็ว่าพร้อมๆ กัน ว่าเต็มเสียงชัดถ้อยชัดคำ เรื่องทำกิจทางศาสนานั้น ต้องทำอย่างเต็มใจ  ไม่ใช่ทำแบบอ้อมแอ้ม การทำแบบอ้อมแอ้มเหมือนกับว่าเราไม่เต็มใจจะทำ ทำเป็น คนขี้อายหรือกระดากไป อะไรไป อย่างนั้นมันก็ไม่เหมาะ เรื่องความดีแล้ว ไม่ต้องอาย ไม่ต้องกระดาก  ทำอะไรก็เรียกว่าให้เต็มเสียง เปล่งวาจาออกมาด้วยความปลื้มอกปลื้มใจ พระนามของพระพุทธเจ้า พระ ธรรม  พระอริยสงฆ์สาวกของพระพุทธเจ้า  เป็นสิ่งที่เราชื่นใจ เราเปล่งออกมาด้วยศรัทธา ด้วยความ เลื่อมใส  ด้วยรู้คุณค่าของสิ่งนั้น จึงพูดออกมาชนิดเต็มเสียง คนในกรุงเทพฯ เราไหว้พระไม่ดัง รับศีลก็ ไม่ดัง ยิ่งในสังคมใหญ่ๆ ของข้าราชการแล้ว ยิ่งไม่ได้เรื่องกันเลยทีเดียว สู้ชาวนาชาวไร่เขาไม่ได้ เขา ว่ากันดังๆ  ชัดถ้อยชัดคำ  ทุกภาคของประเทศไทยเขาว่ากันอย่างนั้น แต่ถ้าเข้าไปในหมู่กระทรวงทบวง กรมแล้ว ไม่ค่อยจะมีเสียง อาตมาไปทีไรก็มักจะเตือนทุกที บอกว่าให้ว่าดังๆ หน่อยไม่ต้องอาย ที่ว่าไม่ดัง คือกลัวว่าไม่ถูกนั่นเอง  อันนี้เป็นความบกพร่อง  เราเป็นพุทธบริษัทต้องจำสิ่งเล็กๆ  น้อยๆ ได้ เช่นคำ ไหว้พระสวดมนต์น้อยๆ เราจำได้ เราจะได้สวดในเวลาที่เราต้องการจะสวด จะร้องท่องบ่น เพื่อให้เกิด ความสงบใจ ศาสนิกในศาสนาอื่นนั้น เขาสวดมนต์เต็มเสียงกันทั้งนั้น เขาไม่อู้อี้อ้อแอ้กัน ว่ากันเต็มเสียง  เราก็ไม่ควรว่ากันแบบไม่เต็มเสียง ว่าให้เต็มเสียงจึงจะเป็นการเรียบร้อย การสวดออกไปถ้าว่าแต่ภาษาบาลี  เราไม่เข้าใจความหมาย  คือไม่รู้ว่าแปลว่าอะไร  จึงต้องมี การสวดคำแปลด้วย เพื่อให้รู้ว่าสิ่งที่เราว่านั้น มีคำแปลว่าอย่างไร จะได้เอาคำแปลนั้นไปนั่งคิดพิจารณา  เพื่อให้เกิดปัญญาต่อไป  เพราะการคิดถึงพระพุทธเจ้าก็ต้องคิดตามเรื่องที่เรารู้  เราเข้าใจ เอาไปคิด ไปนึกไปทำให้จิตใจสงบ  เพราะฉะนั้นจึงควรจะเข้าใจเรื่องนี้ถูกต้อง  เพื่อจะได้คิดถูก  จะได้ทำถูกใน การต่อไป  คำที่เรากล่าวขึ้นต้นว่า  อะระหัง  สัมมาสัมพุทโธ  ภะคะวา ๓ คำนี้นับว่าเป็นคำสำคัญมาก  เพราะเป็นคำที่รวมไว้ซึ่งพระคุณของพระพุทธเจ้า  เขาเรียกว่าคุณของพระผู้มีพระภาค  หรือว่าคุณสมบัติ  หรือความเป็นพระพุทธเจ้า อยู่ที่คำ ๓ คำนี้เป็นลักษณะพิเศษที่มีอยู่ในพระผู้มีพระภาค เราเอามากล่าวเพื่อ สรรเสริญยกย่องบูชา และเราควรจะได้เข้าใจว่า หมายถึงอะไร เมื่อเข้าใจแล้วเราจะได้ทำสิ่งนี้ไว้ใน ใจของเรา อีกประการหนึ่ง ในสถานที่ที่เราบูชานั้น เรามีสิ่งสักการะเป็นวัตถุ สิ่งนั้นก็คือ พระพุทธรูป อันเป็น รูปเปรียบแทนคุณงามความดีของพระพุทธเจ้า  ให้โยมจำคำนี้ไว้ให้ดี ว่าพระพุทธรูปนั้นเป็นรูปเปรียบแทน คุณงามความดีของพระพุทธเจ้า ไม่ใช่แทนองค์พระพุทธเจ้า ที่เป็นเนื้อเป็นหนัง เราอย่านึกว่าเป็นรูปพระ พุทธเจ้า  เพราะรูปพระพุทธเจ้าไม่ใช่อย่างนั้น  แต่เขาทำแทนพระคุณของพระพุทธเจ้า พระคุณของพระ พุทธเจ้าเรียกตามแบบวัดว่า เป็น นามธรรม นามธรรมก็คือสิ่งที่เราจะสัมผัสได้ด้วยใจ เราจะรู้สิ่งนั้นได้ ด้วยใจ รูปธรรมคือสิ่งที่สัมผัสด้วยตา ด้วยหู ด้วยจมูก ด้วยกาย เรียกว่าเป็นรูปธรรม แต่สิ่งใดที่เราจะรู้ ได้ด้วยใจ เขาเรียกว่าเป็นนามธรรม พระคุณของพระพุทธเจ้าเป็นนามธรรม เราสัมผัสได้ด้วยใจ แต่สัม ผัสด้วยตาไม่ได้  เพราะฉะนั้นในชั้นหลังเขาจึงสร้างพระพุทธรูปขึ้น  สร้างพระพุทธรูปขึ้นเพื่อเป็นเครื่อง เตือนตา  แล้วจะได้เตือนใจ ให้คิดถึงพระคุณของพระพุทธเจ้าต่อไป แต่ว่าต่อมาในสมัยหลังๆ พุทธบริษัท เรา  ไปติดพระพุทธรูปเสีย คือไปนึกว่าพระพุทธรูปเป็นเรื่องสำคัญ ไม่ได้นึกถึงพระคุณว่าเป็นเรื่องสำคัญ  หรือพูดอีกอย่างหนึ่งว่า  เห็นพระพุทธรูปเป็นสิ่งสำคัญ  แต่ไม่เห็นพระธรรมเป็นสิ่งสำคัญ จึงไปติดในพระ พุทธรูปองค์นั้นองค์นี้  กลายเป็นหลวงพ่อไป  ขลังไป ศักดิ์สิทธิ์ไป แล้วก็เข้าไปไหว้ ไปกราบแบบวิงวอน ขอร้องบนบาลศาลกล่าวต่อพระพุทธรูปเหล่านั้น อันนั้นเขาเรีกกว่ามันบานปลายเป็นเนื้องอกในพระศาสนา  ไม่ใช่เนื้อแท้  เป็นเนื้องอกเนื้อร้ายที่เกิดขึ้นในวงการพระศาสนา  ทำคนให้อ่อนแอไม่คิดช่วยตัวเอง ไม่ คิดพึ่งตัวเองตามแบบพระธรรม  แต่ว่าไปพึ่งวัตถุ ไปวิงวอนไปขอร้อง ไปนึกว่าสิ่งเหล่านั้นศักดิ์สิทธิ์วิเศษ  ที่จะดลบันดาลให้ครเป็นอย่างนั้น  เป็นอย่างนี้ ด้วยประการต่างๆ พูดอย่างนี้แล้วก็กระทบกระเทือนคนจำ นวนไม่ใช่น้อย  ที่เขายึดถืออยู่ในเรื่องอย่างนี้ ยึดถือไว้ด้วยความหลวงผิดเข้าใจผิด เพราะมีคนประเภท หนึ่ง  คอยจูงคนให้เชื่ออย่างนี้  ทำไปเขาจูงคนให้เชื่ออย่างนี้  เพื่อพาณิชยกรรมไม่ใช่เรื่องอะไร เพื่อ การค้าขาย เพราะคนประเภทหนึ่งเขาขายวัตถุ ไม่จูงคนเข้าหาธรรมะ แต่ว่าจูงคนให้ติดในวัตถุ ค้าวัตถุ เป็นเรื่องสำคัญ  มีอยู่หลายที่หลายแห่ง  เรียกว่า  สังฆพานิช ขายพระพุทธรูปองค์ใหญ่บ้างองค์เล็กบ้าง  แล้วก็มีการทำพิธีปลุกๆ  เสกๆ  กันเป็นการใหญ่  มีพิธีกันบ่อยๆ โดยเฉพาะวัดใหญ่ทางกรุงเทพฯ ทำกัน เรื่อยไป ปีหนึ่งดูเหมือนจะทำกันสัก ๑๒ ครั้ง หรือบางทีก้เกิน ๑๒ ครั้งด้วยซ้ำไป ทำกันเรื่อยไป เสกพระ พุทธรูปบ้าง  เสกเทวดาบ้าง  แต่เรียกว่า  "พุทธาภิเสก" ไปเสกรูปเทวดาเรียกว่าพุทธาภิเสก นั่นมัน นอกรีดนอกรอยไป จุดหมายอันแท้จริงของพระพุทธรูปนั้น     ทำไว้เพียงเป็นภาพเตือนใจ    ให้เราได้คิดถึงความ งามความดีของพระพุทธเจ้า  เหมือนกับรูปถ่ายคุณพ่อคุณแม่  ครูบาอาจารย์ ที่เราเคารพนับถือ เราถ่าย ภาพไปติดไว้ที่บ้าน  เราจะได้มองดูแล้วคิดถึงคำสอนคำเตือน นึกถึงคุณงามความดีของท่าน เราดูภาพคุณ แม่นึกถึงความดีของคุณแม่  ดูภาพคุณพ่อก็นึกถึงความดีของคุณพ่อ ดูภาพครูบาอาจารย์ ก็นึกถึงหลักคำสอนที่ ได้ประสิทธิ์ประสาธน์ให้เรา  เพื่อนำมาใช้ในชีวิตประจำวัน ไม่ใช่ว่ารูปนั้นจะมาช่วยเราอย่างนั้นอย่างนี้ หามิได้  แต่เป็นภาพเตือนใจให้เรานึกถึงคุณงามความดีฉันใด  หรือแม้ในรูปอื่น เช่นว่าเรารักเพื่อน รัก แฟน  มีรูปแฟนไว้ให้ดูต่างหน้า  ถ้าดูแล้วเกิดความหลงใหลมัวเมา  มันก็ไม่ได้เรื่อง  แต่ดูเพื่อให้นึกถึง ความงามความดีของกันและกัน แล้วจะได้เกิดความสัมพันธ์ที่ถูกต้องทางใจ จุดหมายมันเป็นอย่างนั้น แต่ว่า มาในสมัยหลังคนมันเขวออกไป    เพราะการชักจูงในทางผิด    การสอนผิดทาง   ไม่สอนให้มันตรง ตามหลักธรรมในทางพระพุทธศาสนา  สอนเพื่อให้เกิดความเชื่อผิดความหลงผิด  เพื่อลาภสักการะ ญาติ โยมจึงได้เข้าใจเขวไป ว่าสิ่งนั้นศักดิ์สิทธิ์อย่างนั้น สิ่งนี้ศักดิ์สิทธิ์อย่างนี้ ด้วยประการต่างๆ คำว่า ศักดิ์สิทธิ์ มันหมายถึงอะไร สักดิ คำภาษาบาลี แปลว่า อำนาจ สิทธิ หมายความว่า สำเร็จ ศักดิ์สิทธิ์ หมายความว่า อำนาจที่จะให้เกิดความสำเร็จ อำนาจที่จะให้เกิดความสำเร็จที่แท้จริงนั้น คือ พระธรรม พระธรรมนั่นแหละจะให้เกิดความสำเร็จแก่เรา เราต้องการอะไร ต้องการเงินทองข้าวของ  ต้องการเกีรยติ  ต้องการชื่อเสียง ต้องการให้คนอื่นรักใคร่เมตตาต่อเรา มันอยู่ที่คุณธรรมทั้งนั้น ถ้าเรา ประพฤติธรรมแล้ว  สิ่งเหล่านั้นเกิดแก่เรา  ถ้าเราไม่ประพฤติธรรม สิ่งเหล่านั้นจะไม่เกิดแก่เรา พระ ธรรมจึงเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ที่เราควรจะเอามาใช้ในชีวิตประจำวัน ไม่ใช่สิ่งอื่นที่เป็นวัตถุภายนอก แต่ว่าเรา มีแล้วก็มีกันไปตามเรื่อง วัตถุนั้นๆ ให้เข้าใจให้ถูกต้องว่า มีไว้เพื่อเป็นเครื่องเตือนจิตสะกิดใจ รูปพระอะ ไรก็ได้  ไม่จำเป็นว่าต้องเป็นพระสุโขทัย  เชียงแสน อู่ทอง สมัยนั้นสมัยนี้ แล้วไม่จำเป็นว่าจะต้องเก่า ด้วย   โดยมากเราต้องการพระเก่าๆ  สมัยนั้นสมัยนี้  เลยต้องซื้อราคาแพง  เพราะอยากได้ของเก่า  ความจริงก็ไม่เก่าอะไร เขาทำเลียนได้ในสมัยนี้ แล้วบอกว่าของเก่าเราก็ซื้อด้วยราคาอันแพง เพราะไป ติดวัตถุ   ถ้าเราตีคุณค่าในแง่ธรรมะ   พระรูปใดก็ได้  หล่อให้เป็นรูปที่เรามองเห็นว่าเป็นสิ่งเตือนใจ  แทนพระคุณของพระพุทธเจ้า ก็เป็นอันว่าใช้ได้ ครั้นเมื่อเราได้พระมาแล้วจะทำอะไรอีก  ต้องปลุกต้องเสกไหม  ความจริงก็ไม่ต้องทำอะไรแล้ว  เพราะว่าสำเร็จเป็นรูปพระอยู่แล้ว  ต้องเบิกพระเนตรไหม ก็ไม่ต้องเบิกอะไร เพราะว่าเบิกก็อย่างนั้น  ไม่เบิกก็อย่างนั้น   แต่ว่าเราควรจะมานั่งปลุกเสกตัวเราเอง  ให้มีพระ  เบิกตัวเราเอง  ให้เห็นคุณ งามความดีของพระ ไม่ต้องไปเบิกตาพระพุทธรูป ถึงเบิกก็เท่านั้น ไม่ใช่จะขยับขยายกว้างออกไปได้ ตา เท่าใดก็เท่านั้น  แต่ว่าเราต้องเบิกเนตรเสียหน่อย  ต้องเอามาสวดเสียหน่อย เวลาพระเข้าโบสถ์บวช นาค  บางคนก็เอาพระพุทธรูปมาวางไว้ด้วย บอกว่าช่วยสวดญัตติให้หน่อย นี่ทำด้วยความเขลา ไม่ใช่ทำ ด้วยปัญญาอะไร  หรือบางทีในบาตรเจ้านาค  เอาพระเครื่องใส่ไปเต็ม เจ้านาคสะพายกันไหล่ลู่ไปเลย  อาตมาพบทีไรก็หยิบโยนให้เอาไป  เอาความโง่ใส่บาตรมาอีกแล้ว  มันจะติว่าอย่างนั้น บางคนว่า เจ้า คุณปัญญาแกแปลกๆ  แผลงๆ หาว่าเราเอาความโง่ใส่บาตร คือทำด้วยความไม่รู้ไม่เข้าใจ ไม่รู้ว่าทำทำ ไมแล้วพระท่านสวดญัตตินั้น  ไม่ใช่เรื่องอะไร คือพูดธรรมดาแต่พูดเป็นภาษาบาลี เสนอญัตติให้สงฆ์ทราบ  ให้ทราบว่าเวลานี้ผู้ที่จะบวชชื่อว่า ปัญญษ อุปัชฌายะชื่ออย่างนั้น อะไรๆก็ครบสมบูรณ์แล้ว พระทั้งหลายจะ คัดค้านหรือยอมรับ  พระท่านนั่งเฉยๆ ก็หมายความว่ายอมรับ มันเป็นเรื่องเสนอญัตติเหมือนเสนอญัตติใน สภา ให้สมาชิกสภารับทราบ เพราะการรับคนเข้าหมู่เข้าคณะของในทางพระพุทธศาสนานั้น พระพุทธเจ้า ท่านมอบให้สงฆ์เป็นผู้มีหน้าที่   ไม่ใช่คนใดคนหนึ่งโดยเฉพาะพระอุปัชฌาย์นั้น   เป็นแต่เพียงผู้นำเข้ามา เสนอสงฆ์  ครั้นเมื่อสำเร็จเป็นองค์พระตามวินัยที่พระองค์บัญญัติแล้ว อุปัชฌายะก็มีหน้าที่เป็นพี่เลี้ยง คอย แนะนำพร่ำเตือนในทางที่ถูกที่ชอบให้คนนั้นปฏิบัติดีปฏิบัติชอบต่อไป    เราเอาไปเป็นของขลัง   เอาตะ กรุดบ้าง พระเครื่องบ้าง ใส่ลงไปในบาตร ญัตติกรรมนิดหน่อย เขาเรียกว่าทำด้วยความไม่รู้ ไม่เข้าใจ  มาบวชนาควัดชลประทานอย่าใส่มาเป็นอันขาด  ถ้าใส่มาแล้วอาตมายกโยนไปเท่านั้นเอง เพราะไม่ชอบ ให้คนโง่ อยากจะให้คนฉลาดขึ้นหน่อย ให้รู้ให้เข้าใจ เราไมต้องไปทำพิธีรีตรองอะไร  ไม่ต้องสวดพุทธาภิเษกอะไรดอก สำเร็จรูปแล้วก็ใช้ได้ เพราะ เราต้องการรูปไว้เป็นเครื่องเตือนตาเตือนใจเท่านั้น   เราไม่ต้องการเอารูปนั้นมาช่วยเราในทางขลัง ศักดิ์สิทธิ์  พุทธศาสนาไม่มีความขลังไม่มีความศักดิ์สิทธิ์ในรูปอย่างนั้น  มีแต่ความศักดิ์สิทธิ์ในแง่การปฏิบัติ ธรรม แล้วจะขอบอกญาติโยมอีกอันหนึ่งว่า พระธรรมนั่นแหละเป็นของเก่าที่สุด เก่ามากที่สุด เก่าก่อนพระ พุทธเจ้าด้วยซ้ำไปมีอยู่ในโลกตลอดเวลา พระพุทธองค์ท่านก็บอกตรงไปตรงมาว่า "ธรรมะมีอยู่แล้ว เรา เป็นแต่เพียงผู้เปิดเผย  ทำให้ตื้นเอามาบอกแก่เธอทั้งหลาย" ก่อนนี้มันมีแต่คนไม่รู้ พระองค์ค้นพบเอามา เปิดเผยทำให้ตื้น บอกให้คนเข้าใจ จึงถือว่าพระธรรมเป็นสิ่งสูงสุด เก่าแก่ที่สุด ที่เราควรจะเอามาใช้ใน ชีวิตประจำวัน  อันนี้ขอให้ญาติโยมเข้าใจไว้ให้ดีในเรื่องอย่างนี้  เมื่อเราเข้าใจอย่างนี้แล้ว  สิ่งที่เรา ควรจะเข้าถึงในเวลาเราสวดมนต์ไหว้พระเราก็ควรจะเข้าถึงสิ่ง ๓ ประการ ซึ่งปรากฎอยู่ในคำสวด ว่า อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ ภะคะวา อะระหังนั้น หมายถึงความบริสุทธิ์ เรียกว่าบริสุทธิคุณ สัมมาสัมพุทโธ แปลตามตัวว่า ตรัสรู้ชอบด้วย พระองค์เอง หมายถึงตัวปัญญา เรียกว่าปัญญาคุณ ภะคะวานั้น หมายถึง กรุณา เราก็เรียกว่า พระกรุณา คุณ พระคุณทั้ง ๓ ประการคือ กรุณา ปัญญา บริสุทธิ์ เป็นสิ่งที่เราควรจะนึกถึง และควรจะเอามาใส่ไว้ใน ใจ   เราปลอดภัยด้วยประการทั้งปวง   อยู่ยงคงกระพัน   ฟันไม่เข้ายิงไม่เข้า   ที่ฟันไม่เข้าไม่ได้ หมายความว่า เอาพร้าฟันไม่เข้า เอาปืนแล้วยิงไม่เข้า ไม่ไช่อย่างนั้น อารมณ์ที่มันจะมากระทบจิตใจมัน ไม่เข้า  รูป  เสียง  กลิ่น รส สัมผัสที่ยั่วให้เกิดกิเลศ มันไม่เข้า เพราะเรามีพระป้องกันอยู่ภายในใจ  เราไม่ทำชั่ว ความชั่วไม่เกิด กิเลศไม่กลุ้มรุมใจ ของเราเพราะมีสามสิ่งประการนี้อยู่แทนแล้ว กิเลศมัน ไม่มีช่องทางจะเกิดขึ้น  เมื่อไม่มีกิเลสจะเกิดขึ้นในใจ เราก็เป็นคนใจสะอาด ใจสว่าง ใจสงย เราก็มี ความสงบทางใจ  มีความสุขในรูปอย่างนี้ การงานก็ดี แม้มีเงินก็ใช้เงินเป็น ใช้ให้เป็นประโยชน์ ใช้ให้ เกิดคุณเกิดค่า ไม่ใช้สุรุ่ยสุร่ายในทางที่ไม่ควร เช่นเอาเงินไปเที่ยวกินเหล้าเมายา แข่งม้าวันเสาร์วันอา ทิตย์ ที่เขาเรียกว่าคนไม่มีพระ คนไปสนามม้าแขวนพระพวงใหญ่ แต่เป็นคนไม่มีพระ ไปเล่นไพ่ก็เอาพระ ไปด้วย ก็เรียกว่าเป็นคนไม่มีพระ ไปเที่ยวกลางคืนก็เอาพระไปด้วย ก็เรียกเป็นคนไม่มีพระ ขโมยมันจะ ไปปล้นเขา  มันเอาพระไปด้วบเหมือนกัน นั่นมันยิ่งโง่เข้าไปใหญ่เลย มันไม่รู้ว่าพระคืออะไร จะไปปล้น เขายัวอุตสาห์นิมนต์พระห้อยคอไปด้วย  อย่างนี้เขาเรียกว่า  ไม่รู้ว่าพระคืออะไร เขารุ็จักพระแต่เพียง วัตถุ ที่เอามาห้อยคอเท่านั้นเอง แต่ไม่รู้จักพระที่เป็นคุณภาพของพระพุทธเจ้า อย่างนี้มันก็ไปกันใหญ่ ออก ไปนอกลู่นอกทาง เพราะฉะนั้นเมื่อเรารู้ว่าพระกรุณาธิคุณ พระปัญญาธิคุณ พระบริสุทธ์ธิคุณทั้งสามประการนี้ เป็นสิ่งที่ เราควรจะเอามาใช้ในชีวิตประจำวัน   เมื่อเราไปนั่งไหว้พระ  สมมุติว่าเรามีเวลาหน่อย  เราไปนั่ง ไหว้พระนานๆ  การไปไหว้พระในโบสถ์ในวิหาร  หรือในสถานที่ใดก็ตาม ไม่ใช่ไปไหว้พระเพื่อเรื่องอื่น  แต่เราไปไหว้พระเพื่อความสงบใจ ไปนั่งสงบใจที่ในโบสถ์ในวิหาร เพราะฉะนั้นในโบสถ์ในวิหารต้องทำ ให้สะอาด ให้เรียบร้อย แล้วก็ไม่มีสิ่งกระทบกระเทือนทางตา ทางหูในที่นั้น เมื่อเข้าไปถึงแล้วมันสงบมัน สบาย เราก็ไปนั่ง นั่งดู นั่งคิดถึงพระ สมมุติว่าตาเราดูพระพุทธรูป เพื่อให้เป็นสมาธิ ด้วยการเอารูปเป็น นิมิต  แล้วจิตก็ต้องนึกไปถึงพระคุณของพระพุทธเจ้า  เช่นนึกถึงความกรุณาของพระพุทธเจ้า นึกถึงปัญญา ของพระพุทธเจ้า  นึกถึงความบริสุทธ์ของพระพุทธเจ้า อย่างนี้เรียกว่าเราไปไหว้พระถูกต้อง ไม่ต้องไป จุดธูปเทียนให้ควันมันดำทำลายศิปะในโบสถ์ในวิหารหรอก เช่นโบสถ์วัดพระแก้วเมื่อก่อนไปจุดธูปในโบสถ๎ เลย  อาตมาไปเทศน์  ไปบอกว่าโยมนี่ไปทำลายโดยไม่รู้ตัว  เอาธูปมาจุดกันในนี้ ควันธูปไปจับฝาผนัง  รูปภาพสวยๆงามๆมีสีสรรที่เขาวาดไว้ ราคาแพงเหลือเกิน เราจุดธูปบ่อยๆมันก็ดำหมด กลายเป็นครัวไฟ ไปเท่านั้น้เอง เลยบอกเจ้าหน้าที่ว่า ขอทียกไปไว้หน้าโบสถ์ ธูปเทียนไปจุดกันที่หน้าโบสถ์ อย่ามาจุดเผา กันตรงนี้  ก็เอามาไว้หน้าโบสถ์  แล้วไปเผากันอยู่หน้าโบสถ์ ความจริงเผากันที่หน้าโบสถ๎ก็ยังเสียอยู่นั่น แหละ ศิลปะมันเสีย แต่เราไปติดที่จุดธูป แหมไม่ได้จุดธูปไม่สบายใจ นี่เขาเรียกว่าติดวัตถุเหมือนกัน ไม่ ต้องจุดก็ได้  ถ้าไม่จำเป็น ถ้าจะจุดก็จุดน้อยๆ อย่าให้มันมากเกินไป คนหนึ่งเขาจุดไว้แล้ว เราจะไปจุด อีกทำไม  เราประหยัดสตางค์  เออ  เขาจุดไว้แล้วไม่ต้องเปลืองสตางค์ นึกอย่างนี้มันก้สบาย ไปไหว้ เลยทีเดียว      เราเข้าไปถึงก็นั่งไหว้      ไม่ต้องจุดธธูปเทียน     แต่ว่าเราจุดใจเราให้สว่าง  เราจุดใจเราให้สว่างด้วยแสงเทียนคือแสงธรรม อย่างนี้จะเป็นการถูกต้องกว่า แล้วไม่ต้องหอบธูป ไปวัด  ไม่ต้องหอบเทียนไป เพราะไม่จำเป็นอะไรมากเกินไป อาตมาพูดไปในรูปอย่างนี้ ก็เหมือยกับตัด รายได้ของคนขายธูปขายเทียนไป ก็รายได้มันมากอยู่เหมือนกัน ถ้าชาวพุทธในเมืองไทยไม่จุด ธูปเทียนมัน ก็ขายไม่ได้  เราขายมันจุดน้อยๆอย่าให้มันมากเกินไป  ไม่จำเป็นก็ไม่ต้องจุด เราจุดใจดีกว่า จุดใจให้ สว่าง ไปถึงก็นั่งกราบตามธรรมเนียม กราบเสร็จแล้วก็นั่งสงบใจ นั่งตัวตรงนั่ยแบบสมาธิ เท้าขวาทับเท้า ซ้าย  อุบาสิกาก็นั่งแบบอุบาสิกา  เมื่อนั่งแล้วก็นึกถึงพระพุทธเจ้า นึกอย่างไรเรียกว่านึกถึงพระพุทธเจ้า  ให้จำให้ได้ขึ้นใจ  ให้รู้ว่าพระพุทธเจ้าท่านมาอย่างไร ไปอย่างไร ให้รู้ตามประวัติก่อยว่า เป็นลูกหลาน ของใคร  ทำไมจึงได้ออกบวช บวชเมื่ออายุเท่าไร ปรารภเหตุอะไรจึงได้ออกบวชเสีย ทำไมจึงมีความ คิดไม่เหมือนกับใครๆ  ทำไมไม่เป็นพระเจ้าแผ่นดิน  ทำไมไม่อยู่ในวัง ทำไมออกไปนั่งอยู่ในป่า ตากลม ตากแดดอยู่ในกลางดงกลางดิน กินอาหารง่ายๆ นุ่งผ้าเก็บมาจากกองขยะมูลฝอย ถ้าพูดกับคนสมัยนี้เขานิ ยมวัตถุว่า เจ้าชายสิทธัตถะจิตผิดปกติเหมือนกัน ของดีกลับไม่ใช้ไปใช้ของไม่ดี ทำไมได้ทำอย่างนั้น พระ องค์ทำอย่างนั้นเพื่ออะไร เพื่อประโยชน์แก่ใคร เราต้องพิจารณา ถ้าเราพิจารณาก็จะพบว่านึ่คือน้ำพระทัย ที่เต็มไปด้วยความรักเพื่อนมนุษย์นั่นเอง  การที่พระองค์ออกบวชนั่น ก็ปรารถความแก่ ความเจ็บ ความตายของเพื่อนมนุษย์ พระองค์คิดถึง ความทุกข์ยากของเพื่อนมนุษย์ ไม่ใช่เรื่องอะไร คิดว่ามนุษย์เกิดมาเป็นทุกข์ เกิดมาพบกับความแก่ ความ แก่เป็นเรื่องที่เป็นทุกข๎ ความเจ็บไข้ได้ป่วยก็เป็นเรื่องที่เป็นทุกข์ ความพลัดพลากจากสิ่งที่รักที่ชอบ ก็เป็น ทุกข์ เขาเขียนให้สนุกหน่อย ว่าได้เห็นเทวทูต เทวทูตก็คือให้เห็นความแก่ คนแก่มีความแก่ ความแก่มีอยู่ ที่คนแก่  ความเจ็บก็มีอยู่ที่คนเจ็บ  ความตายก็อยู่ที่ซากศพที่ได้พบได้เห็น ๓ อย่างนี้เห็นก่อน แล้วต่อมาก็ ปรารถถึงการออกบวช  คือได้เห็นนักบวช การได้เห็นสิ่งเหล่านี้เอามานึกคิดพิจารณา คนสมัยก่อนนั้นเขา เห็นอะไรเขาเอามาคิด  เอามาเตือนจิตสะกิดใจ ไม่ใช่เห็นเฉยๆแล้วก็ผ่านพ้นไป เจ้าชายสิทธัตถะท่าน เห็นคนแก่ก็นึกว่า คนแก่นี่ลำบากเป็นทุกข์ เห็นคนเจ็บไข้ได้ป่วยก็เห็นว่ามันเป็นความทุกข์ เห็นความตายก็ เป็นทุกข์   คนตายไม่ทุกข์  แต่ว่าคนที่อยู่ข้างหลังนี้เป็นทุกข์  มีภาระที่จะต้องจัดต้องทำ  อะไรหลายสิ่ง หลายประการ  อะไรๆเป็นความทุกข์ เทื่อเห็นความทุกข์ แล้วคิดว่าจะทำอย่างไร จึงจะแก้ทุกข์ได้ ก็ไป เห็นนักบวชเข้า เลยคิดว่า สาธุ โขปัพพัชชา บวชนี่ท่ามันจะดี ท่านคิดอย่างนั้น เพราะว่าไปอยู่ในป่าโดด เดี่ยว  เงียบๆสงยจิตใจ ไม่มีความกังวลห่วงใยเหมือนกับอยู่ในวัง และเมื่อคิดอย่างนั้นก็ว่า เราไม่เอา แล้ว   เราจะออกไปบวช   เพื่อศึกษาความจริงของชีวิต  เพื่อจะได้นำสิ่งค้นพบนี้ไปช่วยชาวโลกให้พ้น จากความทุกข์ ความเดือดร้อนต่อไป นี่คือความกรุณาของพระองค์ ในสมัยที่เป็นเจ้าชายสิทธัตถะ ยังไม่สำ เร็จเป็นพุทธะหรือเป็นพระพุทธเจ้า แต้ก็มีน้ำพระทัยรักเพื่อนมนุษย์ สงสารเพื่อนมนุษย์ อยากจะช่วยเหลือ เขา  ให้พ้นจากความทุกข์ความเดือดร้อน  จึงได้ไปหนีไปอยู่ในป่า คนอย่างนี้หาได้สักกี่คนในโลกนี้ มีคน เดียวเท่านั้น  คนชั้นเจ้าชาย  มีคนเดียวเท่านั้นที่ออกไปอยู่ในป่าอย่างนี้น  แล้วก็ศึกษาค้นคว้าเป็นเวลา นานถึง  ๖  ปี  จึงได้พบความจริง  สำเร็จเป็นพุทธะ คือเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานแจ่มใส สิ่งที่รู้นั่นรู้ได้ ด้วยพระองค์เอง เพราะไม่ใช่ความรู้ที่พูดกันมาก่อน เขาสอนกันมา แม้ในสมัยนั้นคนในประเทศอินเดีย มี การออกไปบวชมากเหมือนกัน  ก่อนยุคพระพุทธเจ้าออกบวช คนก็บวชกันอยู่แล้ว พระองค์จึงได้เห็นนักบวช แล้วก็เห็นว่าดีมีอยู่ แล้ว   แต่ว่านักบวชทั้งหลายที่มีอยู่ก่อนนั้น   สอนไม่ถึงขั้นที่พระองค์สอน  เพราะยังไม่ได้ก้าวในทางวิญ ญาณขนาดนั้น ไม่ได้คิดไกลไปถึงขนาดนั้น พระองค์ได้คิดไกลต่อไป จนกระทั่งว่ามองเห็นความจริงถูกต้อง  เพราะฉะนั้นสิ่งที่ค้นพบนี้เรียกว่าเป็นการตรัสรู้  คิดเอาจนรู้จนเข้าใจด้วยพระองค์เอง พระองค์จึงพูดว่า  เรเป็นสยัมภู  สยัมภูหมายความว่า ผู้รู้เองในโลก ไม่รู้ว่าจะอ้างใครมาเป็นครูเป็นอาจารย์ของพระองค์  เพราะว่าไม่มีใครสอนเรื่องนี้  เรื่องนี้เป็นเรี่องใหม่ที่พระองค์ไดืทรงค้นพบคล้ายๆกับนักวิทยาศาสตร์สมัย ปัจจุบัน  เขาพบอะไรใหม่ขึ้นซึ่งไม่มีมาก่อน เช่นพบสิ่งนั้นสิ่งนี้ขึ้นมา ความจริงสิ่งเหล่านั้นก็มีอยู่แล้ว มีอยู่ ตามธรรมชาติ  เช่นความดึงดูดของโลก  มันก็มีอยู่นานแล้ว  มันดึงดูดกันตลอดเวลา  โลกเขาเรียกว่า  ดาวราหู  แล้วก็ดึงดูดอยู่ระหว่างดวงจันทร์ดวงอาทิตย์  ดาวพฤหัสบดี  ดาวศุกร์ดาวเสาร์ มันเป็นเรื่อง ดาวทั้งนั้น ไม่ใช่เรื่องเทพเจ้าอะไรทั้งนั้น เรื่องดาวๆดวงๆที่มีอยู่ในท้องฟ้า แต่ในสมัยหนึ่งคนไม่รู้ ว่าอะ ไรเป็นอะไร ไม่ได้ค้นคว้าให้ลึกซึ้ง ก็ถือว่าเป็นเทพเจ้า ดวงอาทิตย์ก็เป็นเทพเจ้า ดวงอาทิตย์ก็เป็นเทพ เจ้า  ดวงจันทร์ก็เป็นเทพเจ้า  ดวงศุกร์ดวงเสาร์  แล้วก็มีนิยายว่าดาวดวงนั้นไม่ถูกกับดาวดวงนี้ เช่น ดาวพฤหัสบดีกับดาวจันทร์เขาว่าไม่ถูกกัน  ท่านปัญญาป่วยเพราะว่าพระจันทร์เข้ามา เพราะว่าพระจันทร์ กับพระพฤหัสบดีไม่ถูกกัน นี่มันตำราแบบคนไม่รู้เรื่อง เขาเรียกว่า โหราจารย์ทั้งหลายเขาตั้งไว้ในสมัยนั้น มาสมัยนี้เราก็ไม่ได้คิดอะไรอย่างนั้น เขาสมมติไปในรูปอย่างนั้น สิ่เหล่านี้มันก็มีอยู่แต่ไม่มีใครค้นพบ เมื่อคนใดไปพบเข้า เราก็เรียกว่าเป็นผู้แรกพบสิ่งนั้น เป็นผู้เปิด เผยทำสิ่งนั้นให้ปรากกฎแก่ชาวโลกต่อไป ฉันใด พระพุทธเจ้าของเราก็เหมือนกัน ท่านได้ค้นพบความจริง  คือรู้ว่าความทุกข์คืออะไร  เหตุให้เกิดทุกข์คืออะไร ความดับทุกข์มีได้ มีได้ด้วยวิธีใด พระองค์ก็ค้นพบสิ่ง เหล่านี้ นำมาประกาศเปิดเผยทำให้ตื้น ให้คนได้รู้ได้เข้าใจกันต่อไป กว่าจะได้ความรู้อันนี้มาไม่ใช่เรื่อง เล็กน้อย  เกือบเอาชีวิตไปทิ้งเสียในป่า  เพราะว่าต้องไปทรมานสังขารอดหลับอดนอน  อดอาหารร่าง กายซูบผอมเหลือแต่หนังหุ้มกระดูก ถ้าเราไปดูพระพุทธรูปปางหนึ่ง เขาเรียกว่า พระผอม ผอมจนเส้นเอ็น ปรากฏเลยทีเดียว ท้องกิ่วเข้าไป ถ้าลูบหนังท้องก็ถึงสันหลัง ผอม ตาลึกเหมือนกับน้ำบ่อร้างหน้าแล้ง เขา กล่าวพรรณาไว้ว่า  เปลี่ยนแปลงเหลือเกิน  แต่ผลที่สุดก็ไม่ได้เรื่อง ที่ทำมาแล้วทั้งหมดไม่ได้เรื่อง เลย เปลี่ยนวิธีการใหม่  เสวยอาหารให้ร่างกายแข็งแรง แล้วก็เริ่มศึกษาค้นคว้าต่อไป จึงได้สำเร็จเป็นพระ พุทธเจ้า ครั้นเมื่อสำเร็จแล้ว พระองค์ก็ไปนั่งเฉยๆอยู่ตามใต้ต้นโพธิ์ต้นไทร สบายๆ คนเดียว ใครจะไปต่อ ว่าต่อขาน  ใครจะไปเดินประท้วงเหมือนกับสมัยนี้ได้ แต่น้ำพระทัยที่เต็มไปด้วยความเอ็นดูสงสารต่อชาว โลก ทำให้พระองค์อยู่เช่นนั้นไม่ได้ ต้องออกเดินทางต่อไป ตรำแดดตรำหนาวในประเทศอินเดีย เดินไป ในป่าในดง เพื่อไปสอนคนตามที่ต่างๆ ตามเมืองต่างๆ ระยะทางที่จะเสด็จไปท่องเที่ยวสั่งสอนไม่ใช่ใกล้ๆ เรานั่งรถไฟบางทีตั้งวันตั้งคืน จึงจะถึงจุดสำคัญสักแห่งหนึ่งที่พระพุทธเจ้าไปประทับอยู่ สมัยนั้นเดินทั้งนั้น  เดินด้วยเท้า  เดินไปตามป่าเดินไปหยุดไป  ไปด้วยน้ำใจกรุณา ไปเพื่อบันเทาความทุกข์ความเดือดร้อน ของเพื่อนมนุษย์ทั้งหลาย อันนี้คือความกรุณาของพระพุทธเจ้า ซึ่งมีอยู่ในน้ำพระทัยตลอดเวลาเรามองเห็น  เราหเห็นพระพุทธเจ้าในเรื่องนี้  เห็นความกรุณาของพระพุทธเจ้า ซึ่งมีอยู่ในพระทัยตลอดเวลาเรามอง เห็น  เราเห็นพระพุทธเจ้าในเรื่องนี้ เห็นความกรุณาของพระพุทธเจ้า ก็ชื่อว่าเห็นพระข้อหนึ่ง เห็นพระ คุณของพระพุทธเจ้า นี่เรียกว่าเห็นด้วยน้ำใจ ไม่ใช่เห็นด้วยตา ได้เห็นแล้วก็รู้สึกซาบซึ่ง ใจเราซาบซึ่งใน ความกรุณา  บางทีนั่งคิดๆ  ถึงพระพุทธเจ้า  น้ำตาจไหลออกมา มันตื้นตันใจในความกรุณาขององค์พระ ศาสดาของเราทั้งหลาย เมื่อเราได้นึกได้เห็นอย่างนี้ เราก็น้อมเอาสิ่งนั้นมาใส่ไว้ในใจของเรา สร้างพระไว้ในใจ ทำใจ ของเราให้เป็นพระ คือสร้างพระกรุณา เริ่มเอ็นดูสงสารเพื่อนมนุษย์ทั้งหลายที่ตกทุกข์ได้ยาก จะเป็นใคร ก็ตาม  จะเป็นคนไทยคนเขมร คนลาวคนญวน คนฝรั่งมังค่าอะไรก็ตาม เมื่อเราเห็นเข้าแล้วเราสงสาร เอ็นดู ใครที่มีความทุกข์ความเดือดร้อน เป็นเรื่องที่น่าเอ็นดู น่าสงสาร น่าจะเข้าไปช่วยเหลือคนเหล่านั้น ให้พ้นจากความทุกข์ความเดือดร้อน  ไม่ใช่เพียงแต่น่าอยู่อย่างไม่ใช่เข้าไปเลยเข้าไปช่วยเลย อย่างนี้ เรียกว่ามีน้ำใจกรุณา มีพระกรุณาประจำใจ ลองใครเป็นผู้มีน้ำใจอย่างนี้ ใครจะมาทำร้ายคนนั้น ยาพิษก็ ไม่กระทบคนนั้น ศัตราวุธก็ไม่กระทบกับคนนั้น อันตรายจะเกิดขึ้นจากอะไรก็ไม่มี นี่แหละเขาเรียกว่า เป็น อยู่ยงคงกระพัน ฟันไม่เข้ายิงไม่เข้าก็ว่าได้ เพราะมีแต่น้ำใจประกอบด้วยความเอ็นดูสงสาร ไปไหนก็ไป ด้วยความเอ็นดูเพื่อนมนุษย์  ใครจะทำร้าย  แม้คนใจร้ายมันก็ไม่ทำร้าย  โจรมันก็ไม่ทำร้ายคนที่มีน้ำใจ อย่างนั้น  เพราะเห็นว่าคนประเภทนี้เป็นผู้อยู่เพื่อผู้อื่น  ไม่ได้อยู่เพื่อตัวเอง  ใช้ชีวิตเพื่อประโยชน์เพื่อ ความสุข แก่คนอื่นอยู่ตลอดเวลา ไปไหนไปได้ไม่กลัวภัยอันตรายอันจะเกิดขึ้น แล้วไม่มีใครจะทำร้าย อย่า ว่าแตคนเลยแม้สัตว์เดรัจฉานมันก็ไม่ทำร้าย  คนประเภทอย่างนั้นเพราะคนที่มีน้ำใจกรุณานั้น แผ่ความกรุ ณาไปถึงสัตว์เดรัจฉานด้วย มีอะไรก็ช่วยเหลือเจือจุนไป ที่เขาว่าพระสังฆราชองค์หนื่งชึ่อพระสังฆราชไก่เถื่อนที่อยู่วัดพลับฝั่งชล แล้วต่อมาย้ายมาอยู่ที่วัดมหา ธาตุ  นั่นก็คือความกรุณา ไก่เถื่อนมันจึงเชื่อง โปรยข้าวในบาตรให้มันกินทุกวันๆวันแรกมันมากินก็กินไปดู ไป  เตรียมพร้อมที่จะบินหนีไป กินไปๆ เอ๊ะไม่มีอันตรายเลย คนแค่งตัวอย่างนี้ไม่มีอันตรายแก่เรา เลย กินสบายๆวันหลังมันก็มากินใกล้ๆ    บินไปบินมาอยู่ใกล้ๆโฉบไปโฉบมาก็รู้ว่าไม่เป็นพิษไม่เป็นภัย   นึ่คือ ความกรุณาธรรม     เป็นพระองค์หนึ่งที่เราควรจะเข้าถึงอย่างแท้จริง     เอามาสร้างไว้ในใจเรา  การสร้างพระองค์นี้ไว้ในใจก็คือว่าอธิษฐานใจอยู่เสมอว่า ฉันจะอยู่ด้วยความกรุณา ฉันจะอยู่ด้วยน้ำใจเอ็น ดูแก่เพื่อนมนุษย์ทั้งหลาย ถ้ามีโอกาศเมื่อใดจะช่วยให้ใครพ้นจากความทุกข์ความเดือดร้อนได้แล้ว จะไม่ละ โอกาศนั้นเป็นอันขาด จะสอดแสกเข้าไปช่วยเหลือเกื้อกูลคนนั้นทันที อันนี้แหละที่เขาเรียกมีพระประจำใจ  คนมีพระองค์นี้ประจำใจก็เรียกว่า มีมนุษยธรรม มนุษยธรรมก็คือ ธรรมที่ให้คนใจสูงนั่นเองมีกรุณาก็ใจมัน สูงขึ้น อยู่เหนือสิ่งทั้งหลายทั้งปวง ไม่ตกเป็นทาสของอะไรๆ เพราะใจมันสูงจากระดับของสิ่งชั่วหลายทั้ง หลาย ก็เรียกว่า ผู้มีมนุษยธรรม ผู้นั้นเป็นมนุษย์สมบูรณ์ ประเทศไทยนั่นองค์พระมหากษัตริย์ และประชาชนทั่วไป ที่นำบ้านนำเมืองให้อ่ยู่รอดปลอดภัยมาได้ จนทุกข์วันนี้ ก็เพราะอาศัยความกรุณาธรรม มีองค์นี้ประจำจิตใจไม่รังแกใคร ฝรั่งมังค่าจะทำมาหากินค้า ขายเราเปิดประเทศให้เข้ามาค้าขาย ให้เขาสร้างบ้านสร้างเรือน ช่วยเหลือเขาด้วยซ้ำไป ต้องการอะ ไรพอจะช่วยเหลือได้ก็ช่วยเหลือ  เพราะพระพุทธศาสนาสอนให้เป็นผู้มีใจกว้าง ไม่มีการกีดกันผิว ภาษา  ศาสนา  วัฒนธรรมอะไรทั้งนั้น เราจึงช่วยคนเหล่านี้นด้วยน้ำใจอันดีงาม เขาก็สำนึกในบุญคุณ เขาไม่รัง แก  ไม่ต้องตีประเทศไทยแล้ว เพราะประเทศไทยเปิดโอกาศให้ไปทำมาหากินค้าขายได้พวกฝรั่งในสมัย หาเมืองขึ้น ก็ต้องการมาค้าขาย แต่บางประเทศปิดประตูไม่ยอมให้เข้า ทีนี้มันก็เกิดรบราฆ่าฟันกัน เพื่อจะ เข้าไปค้าขาย  เมืองไทยเราไม่ปิดประคู  เราเปิดให้เขามาทำมาหากิน  อยู่กันด้วยความสงบสุข  สะ ดวกสบาย ก็ไม่มีอันตราย อยู่ได้จนกระทั่งทุกวันนี้ นี่ก็เพราะมีพระกรณาประจำจิตใจ พระบาทสมเด็จพระ เจ้าอยู่หัว สมเด็จพระบรมราชินีนาถพระราชธิดาเสด็จไปไหนก็ไปด้วยคุณธรรมข้อนี้ มีพระกรุณาประจำน้ำ พระทัย   ไปด้วยความกรณษไปเพื่อประโยชน์เพื่อความสุขแก่เพื่อนมนุษย์ทั้งหลาย   พระองค์จึงเป็นที่รัก ของประชาชน เป็นปิยมหาราชอีกองค์หนึ่งของคนไทยทั่วไป เพราะท่านรักคนอื่นเอ็นดูคนอื่น คนเราถ้ารักคนอื่นเอ็นดูคนอื่น  คนอื่นก็รักตอบเรา  อำนาจจิตนี่สำคัญ  ถ้าเราส่งกระแสจิตที่เป็น ความรักความเอ็นดูไปยังบุคคลอื่น   คนอื่นก็จะรู้สึกต่อเราอย่างนั้น  แต่ถ้าเราส่งกระอสเกลียดพยาบาท  ริษยาไปที่คนอื่น คนอื่นก็จะรู้สึกมองหน้าเราเขม่นๆชักจะไม่ชอบอกชอบใจ เรื่องมันเป็นอย่างนี้ส่งไปอย่าง ใดมันก็กลับมาอย่างนั้น   เราขว้างฟุตบอลไปที่ฝามันก็กระดอนมาที่เรา   ขว้างแรงมันก็กระดอนมาแรง  ขว้างเบามันก็กระดอนมาเบา อันนี้เป็นเรื่องธรรมดาในวัตถุทันก็ปรากฏ ด้านจิตใจก็ปรากฏในรูปอย่างนั้น  เพราะฉะนั้นขอให้เราทั้งหลายอยู่ด้วยน้ำใจข้อนี้ มีพระกรุณาประจำใจ เสกตัวเองทุกวันๆ ตื่นเช้าเสกว่า  วันนี้ข้าพเจ้าจะอยู่ด้วยน้ำใจเอ็นดูกรุณาต่อเพื่อนมนุษย์ทั้งหลาย ต่อสัตว์ทั้งหลาย ข้าพเจ้าจะใช้ชีวิตให้เป็น ประโยชน์แก่ผู้อื่นเท่าที่สามารถจะทำได้ ทำด้วยสติปัญญา ด้วยทรัพย์สมบัติ ด้วยเรี่ยวด้วยแรง ด้วยอะไรก็ ได้ เราไปไหนเราก็ทำอย่างนั้น แล้วใครจะรังเกียจเรา ไปไหนเราเป็นเพื่อนเขา เราช่วยเหลือเขาอะ ไรในรูปต่างๆ มีคนที่ไหนจะรังเกียจคนอย่าางนั้น มีแต่ว่าเออดีๆๆ นี่คือความปลอดภัย จะเป็นเรื่องบุคคล  ชาติ  ประเทศก็เช่นเดียวกัน อยู่ในสภาพอย่างนี้ นี่คือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ คือความกรุณาเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ที่จะให้ เกิดอำนาจแห่งความสำเร็จในกิจกรรมทั้งหลายทั้งปวงในชีวิตของเรา จึงขอให้โยมได้สร้างพระองค์นี้ไว้ ในใจ สร้างเอง ไม่ต้องให้ใครสร้างให้ แล้วไม่ต้องให้ใครไปปลุกเสกเสียเงินเสียทอง เราเสกของเรา เอง  เสกทุกวันทุกเวลา ออกจากบ้านไปไหนเสกตัวเองเสียหน่อย ว่าเราจะไปด้วยความกรุณา เราจะ ไม่ไปด้วยความเหี้ยมโหดดุร้าย  เราไปเพื่อประโยชน์เพื่อความสุข แก่เพื่อนมนุษย์ทั้งหลาย เราจะไม่ไป เพื่อความเห็นแก่ตัว  เพื่อเบียดเบียนใครๆ ให้เกิดความทุกข์ความเดือดร้อน แล้วท่านจะสบายใจขึ้นทันที  จะรู้สึกว่าหน้าตาเปล่งปลั่ง  มีเลือดฝาด  และถ้าคิดอย่างนี้บ่อยๆ  โรคมันก็บันเทาเบาบางไปจากจิตใจ  โรคประสาทก็จะไม่เป็น โรคอื่นก็จะพลอยไม่เป็นขึ้นด้วย เพราะธรรมคือนี้ประจำจิตใจ นี่ประการหนึ่ง ซึ่ง อยากจะฝากไว้ให้ญาติโยมทั้งหลายนำไปพิจารณา โลกเราสมัยนี้ต้องการพระองค์นี้  แต่คนไม่รู้จักคุณค่าของสิ่งนี้  จึงมีการเบียดเบียนกัน ข่มเหงกัน  ด้วยประการต่างๆ  โดยเฉพาะประเทศที่เขาไม่มีศาสนา  เขาเกลียดธรรมะ  แต่เขารักวัตถุ เมื่อเขา เกลียดธรรมะแต่เขาไปรักวัตถุ เขาก็อยากได้แต่วัตถุ ส่งเสริมในด้านวัตถุ ไม่ส่งเสริมธรรมะ เขาไม่มีน้ำ ใจกรุณาต่อเพื่อนมนุษย์  ดูเวลาเกิดความร้ายๆ ขึ้นในประเทศใด มีบ้างไหม ประเทศที่เป็นลัทธิเหล่านั้น ช่วยเหลือไหม ไม่มีข่าวช่วย รัสเซียไม่เคยช่วยใคร ในเรื่องอะไรต่ออะไร มันเฉยเมยทั้งนั้น มันไม่สนใจ ไม่ช่วย  ถ้าจะช่วยแล้วก็ต้องเป็นพวกของตัว  ถ้าใช่พวกฉันช่วย  ถ้าไม่ใช่พวกฉันไม่ช่วย แต่ประเทศที่มี ธรรมะมีศาสนาทั้งหลาย  เขาช่วยไปทุกหนทุกแห่ง ไม่ว่าเกิดขึ้นในที่แห่งใด เขาต้องส่งวัตถุปัจจัยไปช่วย เหลือ  ไปบันเทาความทุกข์ความเดือดร้อน  เขาไม่ดูดายเพราะว่ามีพระกรุณาประจำจิตใจ เขาจึงเป็น คนอย่างนั้นขึ้นมา เวลานี้ภาพของคนที่ได้รับความทุกข์  ญาติโยมคงจะได้เห็นปรากฏแก่สายตา  เด็กตัวน้อยๆ เหลือ แต่ซี่โครงหนังหุ้มกระดูก  น่าสงสาร  สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ท่านยังอุตส่าห์ เสด็จไปเยี่ยมเยียน ไปอุ้มเด็กเหล่านั้น เอามือไปจับต้องคนที่เจ็บไข้ได้ป่วย ไม่ทรงเกรงว่าโรคภัยไข้เจ็บ จะติดพระองค์  เพราะมีน้ำพระทัยกรุณาสูงกว่า  เลยทรงกระทำอย่างนั้น เป็นภาพประทับใจ ในการที่ผู้ หลักผู้ใหญ่ที่เราเคารพนับถือในบ้านในเมืองได้ทรงกระทำ  แสดงว่าท่านเข้าถึงพระมีพระอยู่ในใจ จึงได้ ทรงปฏิบัติกิจอย่างนั้นต่อคนเหล่านั้น เมื่อไปเห็นความทุกข์ยากลำบากก็เข้าไปช่วยเหลือ สั่งให้หมอเพิ่มขึ้น  นางพยาบาลเพิ่มขึ้น    วัตถุปัจจัยอะไรขาดแคลนก็ส่งไปช่วยเหลือ   เด็กที่กำลังป่วยไข้ก็ส่งมารักษาใน โรงพยาบาลสภากาชาดไทย เป็นฝนที่หลั่งลงมาจากฟากฟ้า โดยไม่ต้องขอร้อง เหมือนคำของรัชการที่ ๖  แปลมาจากหนังสือตามใจของท่านเช็คสเปียร์ว่า  อันความกรุณาปรานี จะมีใครบังคับก็หาไม่ หลั่งมาเอง เหมือนฝนอันชื่นใจ  จากฟากฟ้าสุราลัยสู่แดนดิน หลั่งมาเอง มันเกิดขึ้นในใจ คนเราได้เห็นอะไรแล้วมัน เกิดความสงสาร อยากจะช่วยเขา ให้คนเหล่านั้นพ้นจากความทุกข์ความเดือดร้อน เท่าที่เราสามารถจะ ช่วยได้ ความกรุณามันเกิดขึ้นในใจ ไม่มีใครไปบังคับ ไม่มีใครไปทำให้เกิดขึ้น มันเกิดเอง เพราะได้เห็น สิ่งเหล่านั้น อันนี้ถ้าพูดกันไปแล้ว คนไทยเราก็มีคุณลักษณะอันนี้อยู่ในน้ำใจ ได้สร้างอยู่แล้ว แต่ไม่รู้ว่าตัวสร้างสิ่ง นี้ไว้ในใจประเสริฐที่สุดอยู่แล้ว สังเกตเห็นว่ามีอันตรายอันใดเกิดขึ้นในที่ใด ไฟไหม้น้ำท่วม เกิดอะไรเป็น สาธารณะภัยเกิดขึ้นคนรู้ข่าวส่งวัตถุปัจจัยไปช่วยเหลือกันอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย  ตามสถานที่ต่างๆ อ่าน ข่าวเหล่านั้นแล้วรู้สึกว่าเป็นข่าวที่น่าชื่นใจ  การเสียสละเพื่อผู้อื่นเป็นข่าวน่าชื่นใจ  การเอามาเพื่อประ โยชน์ตน  เป็นข่าวที่ไม่น่าชื่นอกชื่นใจ อันนี้เป็นเรื่องน่าคิด โลกสมัยนี้ต้องการพระองค์นี้เป็นองค์แรก คือ พระกรุณา ต้องมีประจำจิตใจ อาตมาจึงนำมาพูดให้ญาติโยมฟังในวันนี้ ยังไม่จบว่าต่อๆ กันไปเรื่อยๆ วัน อาทิตย์หน้าก็ว่ากันต่อไป สำหรับวันนี้ก็พอสมควรแก่เวลา ขอยุติไว้แต่เพียงนี้.OPT 1.50!B„!@K(Nn