ปาฐกถาธรรม โดย พระราชนันทมุนี ณ โรงเรียนพุทธธรรม วัดชลประทานรังสฤษฏ์ ปากเกร็ด นนทบุรี เรื่อง ศาสนาที่แท้อยู่ในตัวเรา วันอาทิตย์ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2522 ญาติโยมพุทธบริษัททั้งหลาย ณ    บัดนี้ถึงเวลาของการฟังธรรมะปาฐกถาอันเป็นหลักคำสอนในทางพระพุทธศาสนาแล้ว  ขอให้ทุกท่านอยู่ในอาการสงบ ตั้งอกตั้งใจฟังด้วยดี เพื่อให้ได้ประโยชน์อันเกิดขึ้นจากการฟัง  ตามสมควรแก่เวลา  เมื่อเช้านี้ได้เปิดวิทยุฟังข่าว ได้ฟังข่าวหนึ่งเขาบอกว่าหลวงพ่อเณรดำได้ยิงจ่าตำรวจถึง แก่ความตาย อยู่ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือโน้น ที่ได้ยิงกันตายก็เพราะว่าพวกภรรยานายจ่า นายสิบนายร้อยทั้งหลาย ไปเลื่อมใสในสามเณรหลวงพ่อองค์นั้นว่าเป็นผู้บอกหวยแม่น แล้วก็มีความ ขลังความศักดิ์สิทธิ์อะไรต่างๆ วันนั้นก็ไปขอหวยไม่รู้ว่าอารมณ์เจ้าพ่อเณรนั้นมันเกิดอะไรขึ้นมาคว้า ปืนมาได้ก็เปรี้ยงๆเข้าให้ เลยก็ถึงแก่กรรมไป อันนี้ฟังข่าวแล้วสลดใจ ไม่ได้สลดใจว่าเณรนั้นไป ยิงคน  แต่สลดใจว่าคนมันยังโง่กันอยู่มากยังไม่รู้ว่าอะไรเป็นอะไร ยังไม่เข้าใจเรื่องศาสนา ยังเข้าหาพระหาเณรไม่ถูกต้อง เพราะไม่รู้ว่าพระเณรนั้นคืออะไร แล้วพระพุทธศาสนา สอนเรื่องอะไรไม่เข้าใจในหลักการอย่างนี้    เลยก็ไปกระทำกิจในทางที่ผิดเข้าจนกระทั่งถึง กับฆ่าเพราะความโง่ความเขลา  ความโง่เขลาในหมู่พุทธบริษัทเรานั้น   ขออภัยเถอะที่จะกล่าวว่ายังมีกันอยู่มาก  เรื่องที่มี ความโง่เขลากันอยู่มากนั้นก็ไม่ใช่เกิดจากอะไร  เกิดจากเรื่องว่าพระเรานี่ไม่ค่อยสอนธรรมะให้ แก่ประชาชน  ไม่สอนสิ่งที่ถูกต้องให้ประชาชนได้รู้ได้เข้าใจ  เรื่องที่ไม่สอนนั้นก็ไม่ใช่เรื่องอะไร กลัวว่าจะเสื่อมเสียลาภสักการะที่ตนจะมีจะได้จากคนเหล่านั้นซึ่งมีความโง่เขลา แล้วจะมาให้ลาภ แก่ตนด้วยความโง่เขลาด้วยเหมือนกัน คือเข้าใจผิดว่าถ้าสอนคนให้ฉลาดแล้วตัวจะขาดสิ่งที่ตัวจะพึง มีพึงได้ อันนี้คือเข้าใจผิดมาก ความจริงคนที่ฉลาดนั้นเขาให้ เหมือนกันแต่ ให้ด้วยความฉลาด ไม่ใช่ให้ด้วยความโง่เขลา จะสร้างอะไรจะทำอะไร  จะเอาปัจจัยไปถวายแก่พระสงฆ์องค์เจ้า  เขาก็ถวายด้วยปัญญา  ไม่ ถวายด้วยความเขลา  ปัจจัยนั้นก็จะเกิดประโยชน์ไม่เป็นโทษแก่พระศาสนา  แล้วก็ไม่เป็นโทษแก่ บุคคลผู้รับด้วย อันนี้เขาไม่เข้าใจ เพราะมีความเห็นเข้าข้างตัวอยู่มาก จึงได้สอนให้คนหลงผิดเข้า ใจผิดกันด้วยประการต่างๆอันเป็นเรื่องที่เกิดความเสียหายแก่พระศาสนา เรื่องที่เสียหายอย่างนี้ก็เกิดจากพิธีกรรมประเภทต่างๆที่สร้างขึ้นหลังพระพุทธเจ้านิพพานไปแล้ว และนิพพานไปแล้วหลายร้อยปี  จึงได้เกิดพิธีกรรมต่างๆขึ้น  จะยกตัวอย่างให้เห็นง่ายๆเช่นเรื่อง การสวดกันในที่ต่างๆ  เรานิยมการสวดกัน  เวลานี้พระมีธุระมากอยู่ในเรื่องการสวดไม่ใช่อะไร  เช่นวันเสาร์วันอาทิตย์คนก็นิมนต์พระไปสวดมนต์กันตามบ้านตาช่อง  สวดกันเรื่อยๆไป  ทำไมจึงต้อง นิมนต์พระไปสวดมนต์ที่บ้านก็เพราะความเข้าใจว่าเมื่อพระสวดมนต์แล้ว จะเกิดสิริมงคลแก่บ้านแก่ เรือนขึ้นมา  อันนี้จริงหรือไม่ ถูกต้องหรือไม่ก็อยากจะพูดให้ญาติโยมเข้าใจว่า ไม่เข้าเรื่องอะไร เลย   คือไม่ถูกไม่ตรงตามหลักพระพุทธศาสนา  พระพุทธศาสนาไม่มีเรื่องการสวด  มีแต่เรื่อง การสอน  เท่านั้น  แต่พระไม่ค่อยพูดเรื่องนี้ เพราะกลัวจะขาดลาภจากการสวดนั่นเอง อาตมานี่ รำคาญเต็มทีแล้วเรื่องสวดๆทั้งหลายนี้ มันเสียเวลามากในการที่จะไปนั่งสวดมนต์กันอยู่ เพราะว่า บางวันเราควรจะทำเรื่องอื่นได้ก็ไปติดเรื่องสวดมนต์สวดอะไรอย่างนี้ ซึ่งมันไม่ค่อยได้สาระอะไร   เราควรจะนิมนต์พระไปทำอะไร   ควรจะนิมนต์พระไปสอนธรรมะให้คนในบ้านได้รับฟังกัน  เวลาสวดไม่ค่อยฟังดอก  ถึงฟังก็ฟังไม่รู้เรื่อง แต่พอสวดจบแล้วจะพรมน้ำมนต์ก็ก้มหัวสลอนทีเดียว  จะเอาแต่น้ำมนต์ซึ่งเป็นของไม่เข้าเรื่องเท่านั้นเอง เรื่องที่เข้าเรื่องไม่ค่อยจะเอา เวลาจะเทศน์ จะสอนไม่ค่อยเอา   นี่คือความเข้าใจผิด  ความเข้าใจผิดอันนี้ก็เกิดจากการสวดนั่นเอง  ไม่ใช่ เรื่องอะไร เพราะว่าพระไม่สามารถจะสอนคนได้ เลยเอาคำสอนมาเป็นคาถาอาคมเอาไปสวดกัน เสียเรื่อยไป เดี๋ยวสวดบ้านเดี๋ยวสวดศพเดี๋ยวสวดนั่นสวดนี่อะไรต่างๆ  ศพนี่ก็เหมือนกันมัวแต่สวดๆกันอยู่อย่างนั่น     แล้วคนมันจะฉลาดขึ้นได้อย่างไร     จะมี ความรู้ ในเรื่องศาสนาขึ้นได้อย่างไร เพราะเอาแต่เรื่องสวดเลยกลายเป็นเรื่องขลังไป กลายเป็น เรื่องศักดิ์สิทธิ์ไป กลายเป็นเรื่องพิธีรีตองไปด้วยประการต่างๆ อันนี้ทำผิดกันมานานแล้วเราจึงควร แก้ไขกันเสียบ้างในเรื่องอย่างนี้   ไม่ต้องสวดก็ได้  เช่นว่าบ้านที่อยู่ถ้ามันไม่สบาย  ไม่ใช่เรื่อง ของบ้าน ถ้าเป็นเรื่องบ้านมันเกี่ยวกับรูปร่างของบ้านถึงสวดมันก็ไม่หาย เช่นไปสร้างบ้านลงบนน้ำ ครำ  ถึงไปสวดน้ำครำมันก็ไม่หาย  อากาศเสียภาวะมันก็ยังมีอยู่เท่าเดิม  คนเกิดโรคภัยไข้เจ็บ เพราะอยู่ในที่สกปรกที่ไม่สะอาด ตัวบ้านก็พลอยไม่สะอาดไปด้วย อย่างนี้ถึงสวดมันก็ไม่หาย ถ้าจะ ให้หายก็ต้องขนดินไปถมให้มันหมดน้ำครำ  แล้วปรับบริเวณให้เรียบร้อย  หรือว่า  เราสร้างบ้าน ไม่ถูกสุขลักษณะ  เช่นว่าลมพัดผ่านเข้าไปไม่ได้  ขัดทางลม อากาศไม่ดี มีความชื้นมีความอับเข้า ไปอยู่แล้วมันไม่สบาย  อย่างนี้สวดมันก็ไม่หาย  ถ้าจะให้หายมันต้องแก้รูปบ้าน  แก้ให้มีหน้าต่างมี ความโปร่ง ให้มีความสะอาดอะไรขึ้น ไม่ใช่นิมนต์พระไปสวดแล้วมันจะดีขึ้น จะเป็นเช่นนั้นหามิได้  เรื่องอื่นก็เหมือนกัน  แต่เราทำกันมาค่อนข้างจะงมงายไร้ปัญญา ไม่เข้าใจเนื้อแท้ของพระศาสนา  เลยทำกันอยู่ในรูปอย่างนั้น เอากันแต่เรื่องสวด คนเลยไม่รู้ศาสนา  เราควรเปลี่ยนจากเรื่องการสวด  มาเป็นการสอนกันให้มากขึ้น  ถือโอกาสพูดธรรมะสู่กัน ฟัง  เช่นว่างๆนิมนต์พระไปที่บ้าน ประชุมลูกเต้าเหล่าหลานเรียกญาติพี่น้องมาประชุมกัน แล้วก็ให้ พระเทศน์ให้ฟังซักกัณฑ์หนึ่งให้ดีก็ควรมากระซิบบอกว่าในบ้านผมมันบกพร่องอะไร     มีอะไรเสีย หายอยู่ในบ้าน  แม่บ้านชอบเล่นไพ่หรือว่าอะไรต่ออะไร พระท่านจะได้เทศน์เจาะจงลงไป ว่าไอ้ นั่นมันไม่ดีไอ้นี่มันไม่ดี  อัปมงคลมันอยู่ที่สิ่งนั่นอยู่ที่สิ่งนี้  ไม่ใช่อยู่ที่วัตถุที่เสาที่ฝาที่หลังคา หรือที่อะ ไรแต่มันอยู่ที่  คนประพฤติไม่ถูกต้องตามหลักธรรมะ  จึงได้เกิดสิ่งอัปมงคลขึ้น ให้พระท่านไปสอน ให้เทศน์ให้ฟัง แล้วก็เลี้ยงพระสักมื้อหนึ่ง อันนี้ไม่ต้องนิมนต์มากก็ได้ นิมนต์องค์เดียวก็พอแล้ว แต่ว่า กับข้าวมันมากก็นิมนต์ไปสัก  3  องค์ให้พอได้ฉันกันหน่อย  อย่างนี้มันก็ไม่ต้องไปนั่งสวดให้มันเสีย เวลา  เราฟังสิ่งที่ไม่รู้เรื่องกัน มันน่าจะเปลี่ยนไปแล้วในสมัยนี้เรื่องสวดมนต์เพราะสวดมนต์ต้อง นิมนต์พระตั้ง  9 องค์มันก็ลำบาก ต้องใช้เงินใช้ทองมาก แต่ถ้านิมนต์ไปพูดองค์เดียวก็พอแล้ว ไป สอนธรรมะสอนเรื่องที่เป็นมงคล  ตามหลักมงคลในทางพระพุทธศาสนา  ให้รู้ว่ามงคลนั้นคืออะไร  ประพฤติอย่างไรเป็นอัปมงคล   อัปมงคลจะเกิดเพราะความหลงผิด   มงคลจะเกิดเพราะความ เข้าใจถูกเพราะการปฏิบัติถูก  เราทำอย่างนี้แล้วมันก็ดีขึ้นเท่านั้นเอง  เรียกว่าทำด้วยปัญญา ไม่ ทำด้วยความหลงผิด การสวดทำให้คนหลงทำให้คนเข้าใจผิด อาตมาคิดมาหลายหนแล้วเรื่องนี้ คิดๆ ดู  อ๋อไอ้ความหลงผิดทั้งหลายมันเกิดจากพิธีกรรมสวดๆกันนี่เอง ไม่ใช่เรื่องอะไร เพราะเราไม่ สอนเอาแต่เรื่องสวด เลยคนก็นึกว่าเรื่องสวดเป็นเรื่องสำคัญ เรื่องเทศน์กลับเป็นเรื่องไม่สำคัญ เรื่องเทศน์เรื่องสอนเป็นเรื่องสำคัญ    ชีวิตของพระพุทธเจ้าอยู่ด้วยการสอน   ไม่ใช่อยู่ ด้วยการสวด  ยุคพระพุทธเจ้าไม่มีการสวดอะไรเลย มีแต่เรื่องไปสอนเท่านั้น ไม่ว่าจะเป็นอะไร มีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้น  พระองค์ก็ไปสอนคนเหล่านั้นให้เกิดความรู้ความเข้าใจในการครองชีวิต  ให้รู้ว่าอะไรอะไรผิด อะไรควรทำอะไรไม่ควรทำ เป็นเรื่องสอนทั้งนั้นเรื่องสวดไม่มี มาในสมัยนี้ สอนน้อยเอาแต่เรื่องสวดๆกัน เช่น วันเกิดของกระทรวงทบวงกรมต่างๆ ก็นิมนต์ไปสวดสวดเสร็จ แล้วก็เท่านั้น   ไม่มีอะไรดีขึ้น  วันเกิดของกระทรวงทบวงกรม  ควรจะนิมนต์พระไปแสดงธรรม   ประชุมข้าราชการมาฟังเทศน์ฟังธรรมกัน  มาปลงกันมาพิจารณาตัวเองกันด้วยความสงบ เพื่อจะ ได้รู้ว่าตัวเราบกพร่องอะไร มีความเสียหายอะไรบ้าง แล้วจะได้ปรับปรุงสิ่งทั้งหลายให้ดีขึ้น อันนี้ แหละจะช่วยให้พระศาสนาเจริญขึ้น เวลามีงานศพก็เหมือนกันเอาแต่สวด  ตอนสวดที่น่าขำที่สุดก็คือตอนใกล้จะเผา คนขึ้นเผา พิณพาทย์ก็โหมโรงพรุก็จุดตึ้มๆ  พระก็ไปนั่งสวดอยู่ได้  อาตมาดูๆแล้วมันเรื่องอะไร ที่ไปสวดอยู่ ตรงนั้น  "สวดเพื่อ  25 บาท" ไม่ใช่เรื่องอะไร เพราะว่าไปสวดแล้วเขาถวายปัจจัย 25 บาท  อาตมารำคาญเต็มทีสวดตอนนี้  มันไม่ได้เรื่องอะไรไม่มีใครฟัง  นี่เกิดจากอะไร  เกิดจากนึกว่า สวดนี่มันสวดผี ไม่ใช่สวดเรื่องคนเป็น เขาสวดให้คนเป็นฟัง ความจริงคนเป็นฟังก็ไม่รู้เรื่อง คน เลยเข้าใจผิดว่าเวลาเผาต้องสวด  ต้องมีการสวดอภิธรรมหน้าศพ  สวดทำไม  ใครไปฟังบ้าง เวลานั้น  แล้วพิณพาทย์ก็ตีหนวกหูพรุก็จุดตึ้มๆให้หนวกหูชาวบ้าน  ตึ้มหนึ่งมันกี่ร้อยบาทก็ไม่รู้เวลานี้  เสียไปเสียเปล่าๆไม่ได้เรื่องอะไร      นี่เป็นเรื่องน่าคิด     แต่คนไทยเราไม่ค่อยมีนักคิดใน เรื่องอย่างนี้   ไม่มีหัวคิดริเริ่ม  เรายังชอบความหลงความงมงาย  ชอบทำอะไรตามแบบประ เพณีที่เคยกระทำกันมา ไม่คิดเปลี่ยนแปลงให้มันดีขึ้นนี่เป็นเรื่องน่าคิดในเรื่องอย่างนี้ อาตมาพูดอย่างนี้โยมก็คิดว่า   ท่านไม่ต้องการให้นิมนต์พระไปสวด   ก็ไม่ค่อยชอบเท่าใด  อาตมาไม่ชอบที่ไปสวดๆอยู่นั้น สวดไปอย่างนั้นใจมันไม่สบาย เวลาไปนั่งสวดมนต์นึกทุกทีสวดทำไม สวดเพื่ออะไรก็ไม่รู้ แต่ว่าเกรงใจโยม ก็ไปสวดให้เขาหน่อย วันนี้มาพูดให้ฟังเสียหน่อยว่า มันไม่ มีความจำเป็นอะไรที่เราจะต้องนิมนต์พระไปสวดมนต์ที่บ้าน   แต่ถ้าโยมไม่สบายใจมาวัดก็แล้วกัน  มาฟังธรรม   หรือว่าว่างๆนิมนต์พระไปเทศน์ที่บ้าน  เพื่ออะไร เพื่อคนบ้านใกล้เรือนเคียงจะได้ มาพลอยฟังบ้างเท่านั้น  แต่ถ้านิมนต์พระไปสวดคนบ้านใกล้เรือนเคียงมาฟังก็ไม่ได้เรื่องอะไร มา เหมือนคนหูหนวกจะได้เรื่องอะไร  ฟังสิ่งที่ไม่รู้ภาษา พระก็ว่าเรื่อยไป เลยกลายเป็นของขลังไป  เป็นของศักดิ์สิทธิ์ไป  พอสวดไปถึงตอนนั้นก็ต้องจุดเทียนหยดขี้ผึ้งลงไปในน้ำมนต์ เรานึกว่ามันขลัง เต็มทีแล้ว  ความจริงมันไม่ได้เรื่องอะไรเลยที่ทำๆ อยู่นั้น ทำด้วยความเขลา ไม่ได้ทำด้วยปัญญา  ไม่ได้ทำด้วยความฉลาด พระพุทธศาสนาของเรานั้นอยากจะให้ญาติโยมเข้าใจให้ถูกต้องว่า   เป็นศาสนาแห่งปัญญา แท้จริง  เป็นศาสนาที่มีคำสอนละเอียดอ่อน  เป็นแนวปฏิบัติเพื่อให้ถึงความพ้นทุกข์พ้นร้อนอย่างแท้ จริง  แต่ว่าเรายังไม่ค่อยเข้าถึงเนื้อแท้ของพระศาสนา ยังเที่ยวปีนป่ายอยู่ข้างกำแพงตลอดเวลา  ไม่เข้าไปสู่จุดตรงกลางของพระพุทธศาสนา ปีนป่ายอยู่ด้วยความหลงผิดเข้าใจผิด ด้วยความยึดถือ ในสิ่งที่เกิดขึ้นภายหลังจากพระพุทธเจ้านิพพานไปนานแล้ว  เช่น เรื่องสวดมนต์มันเกิดขึ้นหลังพระ พุทธเจ้านิพพานนานเหลือเกิน คือเกิดขึ้นในประเทศลังกา พระพุทธเจ้านิพพานไปแล้วตั้งพันปีจึงได้ มีการสวดกันขึ้น ทำไมจึงได้มีการสวดขั้นในประเทศลังกา  คือว่าในลังกามีคนอยู่สองเผา เขาเรียกว่าเผ่า ทมิฬเป็นคนอินเดียตอนใต้อพยพมาอยู่ในลังกา แล้วอีกพวกหนึ่งเขาเรียกว่าเผ่าสิงหฬ เผ่าสิงหฬก็มา จากอินเดียเหมือนกันแต่ว่ามาจากส่วนหนึ่งของอินเดียมาจับเกาะลังกาเป็นที่อยู่อาศัย สร้างพรรค สร้างพวกขึ้นสิงหฬมีมากกว่าพวกทมิฬ   ต่อมาสิงหฬก็ได้รับนับถือพระพุทธศาสนา   เป็นพุทธบริษัท  ส่วนพวกทมิฬนั้นยังคงเป็นศาสนาฮินดูหรือศาสนาพราหมณ์กันอยู่ ศาสนาพราหมณ์นั้นเรื่องพิธีเขามาก  เพราะเขาเป็นศาสนาเกี่ยวเนื่องด้วยเทพเจ้า    ศาสนาที่เกี่ยวเนื่องกับพระเจ้ามีพิธีมาก   แต่ ศาสนาที่เกี่ยวเนื่องด้วยสัจธรรม    หรือเกี่ยวด้วยธรรมะล้วนไม่ค่อยมีพิธีการ   พุทธศาสนาเป็น ศาสนาเกี่ยวกับธรรมะเกี่ยวกับสัจจะโดยเฉพาะ    จึงไม่มีพิธีการอะไร   แต่ว่าในลังกาดังที่ กล่าวแล้ว มีคนสองพวกมาอยู่ร่วมกัน บางครั้งพวกทมิฬมีอำนาจในราชการ บางครั้งก็พวกสิงหฬมีอำ นาจ  ในบางครั้งทมิฬเป็นพวกพระเจ้าแผ่นดินเสียเลย  เมื่อทมิฬเป็นพระเจ้าแผ่นดินก็สั่งคนให้ทำ เรื่องตามศาสนาของพราหมณ์ หลายเรื่องหลายประการ โดยเฉพาะชาวทมิฬเวลาเขาขึ้นบ้านใหม่  เขาจะเอาพราหมณ์มาสวดในบ้าน คือมาร่ายคัมภีร์พระเวทที่เรียกว่า อาถรรพเวท เป็นพระเวทที่ เกี่ยวด้วยความขลังๆอะไรอย่างนั้น มาสวด 2 คืน 3 คืนแล้วตนจึงจะเข้าไปอยู่ ชาวสิงหฬได้เห็น พวกพราหมณ์เขาทำอย่างนั้นก็อยากจะทำบ้าง เห็นเขาทำอะไรก็อยากจะทำบ้างเพราะมนุษย์นี่ชอบ เอาอย่างกัน     อะไรดีอะไรไม่ดีตามใจชอบเอาอย่างเขา    เหมือนเราสมัยปัจจุบันชอบเอา อย่างชาวตะวันตก ของดีไม่ค่อยเอาเท่าใด แต่ของไม่ค่อยดีกลับเอาง่ายๆ เอามาใช้กันเกร่อไป  แพร่หลายอย่างรวดเร็ว  ส่วนของดีนั้นไม่ค่อยเอามาเท่าไหร่ หลักมันเป็นอย่างนั้น ชาวสิงหฬเห็น พวกทมิฬเขาทำอย่างนั้นก็อยากจะทำบ้าง  ก็เลยไปขอร้องกับพระ พระท่านก็อยากเอาใจญาติโยม ไม่ใช่เรื่องอะไร  แทนที่จะบอกว่ามันไม่ถูกต้อง ทำอย่างนั้นมันไม่ใช่เรื่องพระพุทธศาสนา มันเป็น เรื่องศาสนาพราหมณ์ พุทธศาสนาเราไม่ทำอย่างนั้น พระท่านก็ไม่ว่าอย่างนั้น เพราะท่านเกรงใจ โยมเหมือนกัน  แล้วโยมบางคนก็เรียกว่ามีอิทธิพลเหนือวัดเหนือวาอยู่ ท่านก็เลยไม่กล้าพูด เมื่อ เขาอยากจะได้ก็อย่าไปขัดศรัทธาเขา      ก็เลยคัดเอาพระสูตรในพระคัมภีร์มาเรียบเรียงขึ้น  เรียกว่าเจ็ดตำนาน  หมายความว่า  7 สูตร สิบสองตำนาน เรียกว่า 12 สูตรหรือ 12 เรื่อง  เอามาสวดตามบ้านทั่วๆไป เช่นสวดมงคลสูตร รัตนสูตร กรณียเมตตสูตร อะไรสูตร สวด เจ็ด ตำนานบ้าง  สิบสองตำนานบ้าง สมัยก่อนสวดกันยาวๆ สวดกลางคืนเขาไม่สวดกลางวัน เวลาสวดสวดกันตลอดคืน สวดมนต์ บ้านเขาสวดทั้งคืนตั้งแต่หัวค่ำจนถึงสว่าง เจ้าของบ้านนอนก็ไม่ได้ต้องมานั่งฟังด้วย ในลังกานั้น เวลาพระสวดพระถือสายสิญจน์เส้นหนึ่ง ชาวบ้านก็ถือเส้นหนึ่งเหมือนกัน เวลาพระสวดทุกคนนั่ง ประนมมือถือสายสิญจน์ไปด้วย แต่ว่าท่านหยุดเป็นตอนๆ พอสวดจบลงตอนหนึ่งก็ตีฆ้องโหม่งๆทีหนึ่ง ปล่อยสายสิญจน์ลุกขึ้นไปเข้าห้องน้ำยืดเส้นยืดสาย เดี๋ยวพระท่านก็ตีฆ้องเรียกอีก มานั่งประนมมือ กันต่อไป สวดกันอยู่อย่างนี้ในลังกา บางบ้านสวด 3 คืนบางบ้านสวด 7 คืน สวดกันนานๆแต่ว่า ของเขามันไม่เหมือนของเรา เวลาเขาทำบุญสวดมนต์ที่บ้านเขาถือศีลเคร่งครัด เขาไม่ฆ่าสัตว์ตัด ชีวิต  ไม่ปรุงอาหารมีเนื้อมีปลาถวายพระ  ไม่มีการดื่มของมึนเมา  ไม่มีนัดพรรคพวกมาเล่น การพนันกันรอบบ้าน มันไม่เหมือนของเรา บ้านเราถ้าทำบุญที่บ้านแล้วกลางคืนครึกครื้นเต็มที่ พระ สวดก็สวดไปข้างบ้านก็เมากันไปเล่นโปไฮโลกันไป   สนุกกันไปตามเรื่อง  ส่วนหนึ่งล้างส่วนหนึ่ง  ทำให้สกปรก  มันขัดกันอยู่ในตัว  นั่นคือไม่รู้ว่า อะไรเป็นอะไร ทำกันอยู่อย่างนั้น ยิ่งเดี๋ยว นี้พัฒนาไปไกล พระสวดก็สวดไปข้างล่างก็เล่นการพนันกันไป ว่ากันสว่างเหมือนกัน เป็นกันเสีย อย่างนี้  นี่คือการที่เรียกว่า  เป็นเนื้องอกเกิดขึ้นในพระพุทธศาสนา  เริ่มมาตั้งแต่เบื้องต้น ขั้น แรกมันก็ไม่รุนแรง แต่ต่อมาก็ค่อยรุนแรงขึ้น เมืองไทยเรารับพุทธศาสนามาจากลังกา อะไรลัง กาเขามีเราก็เอามาบ้าง  เอามาใช้กันอยู่ในเมืองไทย สมัยก่อนนี้การศึกษาประชาชนยังน้อย ก็ ไม่ค่อยจะได้อ่านหนังสือหนังหา  พวกที่อ่านก็คือพวกพระเรา  แต่ก็ไม่ค่อยได้สอนในเชิงแก้ เทศน์ เหมือนกันแต่ว่าเทศน์ให้พอพ้นไป ไม่ได้เทศน์เพื่อแก้นิสัยใจคอแก้ความคิดความเห็นของประชาชน  ให้เขารู้ให้เขาเข้าใจเทศน์สักแต่ว่าให้พอผ่านพ้นไป เดี๋ยวนี้ก็ยังมีนักเทศน์ประเภทนั้นอยู่มาก คือ นักเทศน์ที่ไม่พัฒนาพูดง่ายๆอย่างนั้น    ไม่คิดเปลี่ยนแปลงการเทศน์การสอนให้มันเหมาะแก่กาล แก่สมัย  ไม่เปลี่ยนแปลงวิธีให้ธรรมะ ให้คนได้ตื่นตัวได้ปัญญาได้แก้ไขความคิดความเห็นของตนให้ ตรง   ไม่กล้าแก้ไม่กล้าพูดตรงไปตรงมา   เทศน์อ้อมไปเรื่องอื่นเสียเอาแต่หน้ากัณฑ์กลับวัดไป  แล้วอย่างนี้พระศาสนามันจะเจริญได้อย่างไร  จะก้าวหน้าไปได้อย่างไร  เพราะไม่กล้านั่นเอง  ไม่กล้าที่จะปรับปรุงเปลี่ยนแปลง  เลยไม่ดีขึ้น  คนเราก็ติดอยู่ในพิธีรีตองด้วยประการต่างๆ ดังที่เราเห็นกันอยู่ทั่วไปๆ จนกระทั่งมัวเมาใน สิ่งเหล่านั้น  นอกจากนั้นแล้วยังไปติดอยู่ในประเภทที่เป็นวัตถุ จนกระทั่งเป็นเหตุให้เกิดความยุ่ง ยากลำบากใจ  ญาติโยมคงจะฟังข่าวทางวิทยุเรื่องศาสนาอื่น ที่เมืองเมกกะเขาเรียกว่ามีวิหาร ศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งคนชาวมุสลิมทุกคนจะต้องไปที่นั่น คือว่าไปไหว้ไม่ใช่ไปทำอะไร ปีหนึ่งเขามีวันหนึ่ง  คนไปกันเป็นจำนวนแสนจำนวนล้าน ทั่วโลกมาประชุมกันที่นั่น ก็นำเงินเข้าสู่ประเทศซาอุดิอารเบีย คนในเมืองเมกกะหากินปีหนึ่งครั้งเดียว สร้างบ้านพักสร้างอะไรไว้มากมาย  พอหมดหน้านั้น แล้วคนก็ไม่มานอน ปล่อยให้ขี้ฝุ่นซึ่งเกิดจากทรายเกรอะกรังต่อไป พอใกล้ฤดูนั้นก็ปัดกวาดกันเสีย ทีหนึ่ง  คนก็ไปกันมากมายก่ายกอง  ในปีนี้วันสุดท้ายก็เกิดเรื่อง คือมีคนประเภทหนึ่งถือปืนเข้าไป  แล้วก็บังคับคนที่ไปไหว้พระให้อยู่กับที่ไม่ให้ไปไหน   จะเอาเป็นตัวประกัน   ซึ่งเกิดขึ้นในที่นั้น  สถานที่นั้นคนนอกเข้าไม่ได้ นอกจากคนที่เป็นมุสลิมเท่านั้น เช่นชาวพุทธชาวฮินดูชาวคริสเตียนอย่า เหยียบเข้าไปทีเดียว  เขาไม่ให้เข้า  ประตูเข้าทางเดียว เข้าวิหารเข้าทางเดียว เขาตรวจ  แล้วเข้าเมืองก็เข้าทางเดียวก็มีการตรวจ  ถ้าไม่ใช่มุสลิมเข้าไปไม่ได้ ขืนเข้าไปเขาจับได้แล้ว  ตายเลยทีเดียว เขาถือว่าเป็นเมืองต้องห้าม เขาไม่ให้คนศาสนาอื่นเข้าไป เพราะฉะนั้นพวกที่ ไปก่อเรื่องก็ไม่ใช่ใครที่ไหน  เป็นพวกมุสลิมด้วยกันนั่นเอง แต่ว่าต่างนิกายกัน อันนี้มันการเมือง เข้าไปเกี่ยวข้อง  มีแผนการ  คือพอเกิดเรื่องขึ้นวิทยุประเทศอิหร่านก็ประกาศโฆษณาทันที ว่า แผนการที่เกิดขึ้นนี้เป็นแผนการของอิสราเอลและอเมริกา  ทำให้เกิดความยุ่งยาก  นี่คือลูกไม้ของ หลวงตาแกคือ  โคไมนี่นั่นเอง  ไม่ใช่ของใครที่ไหน แกก็ออกวิทยุประกาศไป พอออกประกาศไป อย่างนั้นประเทศปากีสถาน  ซึ่งเป็นมุสลิมเหมือนกัน  เดินขบวนไปเผาสถานฑูตอเมริกัน   ทำ ลายสถานวัฒนธรรมหอสมุดซึ่งเขาเปิดไว้ให้คนที่นั่นแหละได้อ่าน ได้ศึกษา ไปเผาเสีย เพราะว่า อเมริกันทำลายศาสนา ในอินเดียก็แห่กันไป ทำลายเหมือนกัน แต่ว่าตำรวจทหารเขาไปต่อต้านไว้ ได้  ไม่ถึงกับเสียหายมากมายเกินไป  ฟังข่าวนี้แล้วก็รู้ว่า  คนนับถือศาสนา  ไม่เข้าถึงธรรมะของศาสนา แต่ไปถึงในสิ่งที่เป็น วัตถุ  ทุกศาสนามันก็คล้าย  ๆ กัน ยึดมั่นในเรื่องวัตถุว่าเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างนั้นอย่างนี้ ถ้าใครมา แตะต้องแล้วต้องฆ่ากัน  ลืมไปว่าการฆ่ากันนั้น  ไม่ใช่เป็นเรื่องศาสนา การก่อความวุ่นวายขึ้นมา  ไม่ใช่เรื่องศาสนา เรื่องศาสนาเป็นเรื่องความสงบ เป็นเรื่องไม่จองเวร ไม่พยาบาทโต้ตอบกันใน ทางร้าย  เขาด่าเรา  เราไม่ด่าตอบ  นั่นเป็นเรื่องศาสนา  เขาตีเรา เราไม่ตีตอบ นั่นก็เป็น เรื่องทางศาสนา  ศาสนามันไม่ยุ้งไม่วุ่นวาย  รู้จักปลงรู้จักวาง  ทางพุทธศาสนาเรามีหลักเกณฑ์ อย่างนั้น คือให้ปล่อยวาง สมมติว่าใครมาทำโบถส์ให้พังไป เราก็ไม่ควรจะเสียอกเสียใจอะไรให้ มากเกินไป แต่มองไปว่ามันก็เป็นเรื่องธรรมดา คนมันมีกิเลส มันยับยั้งชั่งใจไม่ได้ มันก็ทำลายไป ตามวิสัยของคนอันธพาล ถ้าเราไปโกรธเราก็ทำลายตัวเอง ถ้าเราไปเกลียดเขา เราก็ทำลายตัว เอง  คนอื่นเขาทำลายวัตถุ แต่เรากลับทำลายตัวเองให้ย่อยยับลงไปอีก อย่างนี้มันจะได้อะไรขึ้น มา   มันไม่ได้อะไร  ทางที่ถูกนั่นเราควรจะยับยั้งจิตใจ  ไม่ก่อความโกรธไม่ก่อความเกลียด  เพราะเราถือว่า   ตัวศาสนาไม่ได้อยู่ที่ตัวโบสถ์ ไม่ได้อยู่ที่ตัววิหาร ไม่ได้อยู่ที่องค์พระพุทธรูปที่ เรานั่งไหว้อยู่ทุกวัน  ไม่ใช่  เขาเอาไปแล้วก็แล้วไป เราไหว้พระพุทธเจ้าพระธรรมพระสงฆ์  โดยไม่มีรูปก็ได้  เพราะพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ไม่ได้อยู่ที่วัตถุ แต่อยู่ที่จิตใจของคนที่นึกถึง  เมื่อเรานึกถึงด้วยน้ำใจ แล้วเราก็ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ศาสนายังอยู่ในตัวเรา ศาสนาที่อยู่ในตัวเรา นั้นหามีใครทำลายได้ไม่ เว้นไว้แต่ตัวเราจะทำลายของเราเอง การทำลายของเราเองก็คือว่า ละเลยเพิกเฉยไม่เอาใจใส่ในการปฏิบัติ หรือว่ามีจิตปล่อย ให้กิเลสครอบงำใจ เช่นปล่อยให้ความโกรธ ความโลภ ความหลง ความริษยา ความพยาบาทอา ฆาตจองเวรเกิดขึ้นครอบงำจิตใจ  นั่นเราทำลายศาสนาที่ตัวเรา  ทำลายศาสนาทางวัตถุไม่ฉิบ หาย แต่การทำลายศาสนาในใจของเรานั่นแหละคือความล้มละลายของศาสนา ศาสนาจะไม่อยู่ต่อ ไป  เพราะเราทำลายของเราเองเสียแล้ว  อันนี้แหละสำคัญกว่า จึงอยากจะขอฝากญาติโยมใน เรื่องนี่ไว้ว่า   อย่าไปยุ่งกับเรื่องอย่างนั้นให้มันวุ่นวาย   ถ้าสมมติว่ามันเกิดขึ้นในประเทศไทย  เช่นสมมติว่าอย่างนี้  มีขโมยพวกไหนก็ไม่รู้แอบเข้าไปในโบสถ์วัดพระแก้ว แล้วก็ยกเอาพระแก้ว ไปเสียเลย  แล้วเราก็ยกพวกกันไปโกรธไปเคืองมันก็ไม่ได้เรื่องอะไร ไม่ได้มีอะไรเป็นกำไรขึ้น มา   แต่ถ้าเรานึกว่านั่นมันเป็นเรื่องวัตถุมีค่าเท่านั้นไม่ใช่ตัวศาสนา   ตัวศาสนา  คือการละ ความชั่วประพฤติความดี   การทำจิตใจของเราให้สะอาดปราศจากทุกข์ปราศจากโทษ   เท่านั้น  เราก็ปลงตกไปว่า นั่นวัตถุเขาเอาไปก็เอาไป มันเรื่องของเขา ไม่มีอะไร ใจเราก็ไม่ขุ่นเคือง เดือดร้อน  แต่การสืบหาเพื่อเอาคืนมาก็ทำไปตามหน้าที่  แต่ไม่ใช่ว่าทำให้เกิดว่า  แย่แล้วพุทธ ศาสนาถูกทำลายแล้ว  เหมือนสมัยนี้ขโมยชอบลักพระพุทธรูปตามโบสถ์ตามวิหารต่างๆ ไม่ใช่ทำลายตัวศาสนา เขา ทำลายแต่วัตถุทางศาสนา ศาสนาแท้ๆยังอยู่ ถ้าเรายังปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้าเรายังทำ จิตใจของเราให้ถูกต้องเป็นตามสัมมาทิฏฐิอยู่  พระศาสนาก็ไม่ได้ถูกทำลาย  แล้วก็ไม่ต้องถึงกับ ต้องยกกองทัพไปฆ่าไปฟันกัน เพราะเรื่องสิ่งเหล่านั้น อันนี้พุทธศาสนาเราก็มีความภูมิใจอยู่ เพราะ ในประวัติของพุทธศาสนาไม่มีสงครามทางศาสนา ไม่มีสงครามที่เรียกว่า บริสุทธิ์ ตามหลักศาสนา อื่น ศาสนาอื่นเขามีสงครามทางศาสนา เราไม่มี เพราะเราไม่ได้ถือว่าการทำลายกันนั้นเป็นสิ่ง ดี  เราถือว่าการช่วยเหลือเกื้อกูลกัน  เมตตากรุณาต่อกัน  เป็นเรื่องดีเรื่องงาม  แต่การทำ ลายล้างไม่ว่าในแง่ใด เป็นเรื่องไม่ดีไม่งามทั้งนั้น เพราะฉะนั้นเราไม่มีการทำลาย ในประเทศอินเดียในสมัยก่อนนี้มีมหาวิทยาลัยใหญ่ชื่อนาลันทา นักศึกษาอยู่ที่นั่นเป็นจำนวนตั้ง สองหมื่นไม่ใช่เล็กน้อย เวลากองทัพมุสลิมเข้ามายึดครอง จับเอาครูบาอาจารย์ไป แล้วก็ตั้งปัญหา ถามว่า คำสอนในพระพุทธศาสนาเหมือนกับคัมภีร์โกระอ่านหรือไม่ อาจารย์ก็ไม่ตอบ แล้วถามว่า คำสอนในพุทธศาสนาขัดกับคัมภีร์โกระอ่านหรือไม่  แกก็ไม่ตอบเหมือนกัน นั่งนิ่งเฉยไม่ตอบทั้งฝ่าย  เขาก็ถามว่าทำไมไม่ตอบ บอกว่าถ้าข้าพเจ้าตอบว่าเหมือนกัน ท่านก็บอกว่าเมื่อเหมือนกันแล้วก็ไม่ ต้องมีคัมภีร์เหล่านี้ไว้  เพราะว่ามีอยู่ในคัมภีร์โกระอ่านแล้ว ถ้าตอบว่าขัดกัน ท่านก็บอกว่ามันไม่ ตรงกับคัมภีร์โกระอ่าน  ซึ่งมาจากสวรรค์ ของท่านใช้ไม่ได้ ท่านก็ต้องทำลายทุกที ตอบว่าเหมือน ท่านก็ทำลาย ตอบว่าไม่เหมือน ท่านก็ทำลาย เพราะฉะนั้นไม่ต้องตอบ เพราะน้ำใจของท่านจะทำ ลายเราอยู่แล้ว  เชิญทำตามสบาย  พวกนั้นก็เลยเผามหาวิหารลันทา เผาห้องสมุด ไฟไหม้อยู่ตั้ง สองเดือนไม่ใช่เล็กน้อย   พระสงฆ์องค์เจ้าท่านก็หนีไป   เพราะว่าพระไม่มีอาวุธที่จะต่อสู้กับคน เหล่านั้น  และการต่อสู้นั้นมันผิดหลักธรรมะของพระพุทธเจ้า เลยไม่ต่อสู้ ท่านหนีไปตั้งหลักที่อื่นต่อ ไป ไปสอนในที่ที่ไม่มียักษ์ทั้งหลายเข้ามารุกรานต่อไป พระพุทธศาสนาก็ยังอยู่ได้ นาลันทาก็เหลือ แต่ซาก ให้คนได้ไปพิจารณาถึงความเหี้ยมโหดดุร้ายของคนที่เข้ามาทำลายเท่านั้น แล้วก็ทำให้นึกว่า พระเรานั้นไม่มีเวรกับใครๆ  ไม่มีภัยกับใครๆ ไม่สู้รบปรบมือกับใครๆผู้มารุกราน แต่ว่าจะหนีไป เพื่อไปอยู่ที่อื่นต่อไป  ในที่ที่มันปลอดภัย  นั่นคือการปฏิบัติชอบตามพระศาสนา  สงครามก็ไม่เกิด ชาวบ้านก็อยู่สบาย  เพราะไม่มีอะไรจะโต้ตอบกัน พวกรุกรานก็หยุดเพราะว่าไม่มีใครตอต้านแล้ว  มันก็หยุดรุกราน ถ้าสมมติว่าพระท่านโกรธว่าพวกนี้ทำลายศาสนา เลยออกไปส่องสุมผู้คนอยู่ในป่า  เป็นกองโจร  มาโจมตีบ่อยๆ  มันก็ไปกันใหญ่   เวรไม่เคยระงับด้วยการจองเวร แต่ระงับด้วย การไม่ผูกเวรต่อกัน   เราถือหลักการอย่างนั้น   จึงไม่มีสงครามประเภทที่เรียกว่า  สงคราม ทางศาสนา  เพราะไม่สงเสริมในเรื่องอย่างนั้น  อันนี้เป็นเรื่องที่ควรคิดเหมือนกันในสังคมในยุค ปัจจุบันที่กำลังเป็นกันอยู่นี้ ทีนี้เรากลัวว่าจะมีใครเข้ามาทำลายศาสนาของเรา  เช่นเรากลัวว่าคอมมิวนิสต์จะทำลาย ศาสนา  อาตมายังไม่กลัวเท่าใด  คอมมิวนิสต์ยังไม่น่ากลัวเท่าใดเพราะมันยังไม่มา  ยังไม่ถึง เวลาแต่  ที่กลัวที่สุดก็คือกลัวคนเราเองกันนี่แหละ  ชาวพุทธเองที่ว่าเป็นชาวพุทธกันแต่เพียงชื่อ จะทำลายพระพุทธศาสนา  ทำลายเพราะไม่รู้จักของดี ไม่รู้จักสิ่งมีค่า เหมือนกับเราไปเจอเพชร กับหินมันกองปนกันอยู่  เราไม่รู้ว่าอะไรเป็นเพชรอะไรเป็นหิน  แล้วหินมันโตกว่าเพชร น้ำหนัก มากกว่า  เลยยกเอาหินแบกกันมาคนละก้อนสองก้อน แทนที่จะเอาเพชรซึ่งเม็ดเล็ก มีคุณค่า กลับ ไม่เอาเพชร  ไปเอาหินมา  แล้วเอามาอวดกันว่า  นี่แหละคือเพชรและ คนทั้งหลายไม่เคยเห็น เพชรก็เลยเข้าใจผิด นึกว่าหินนั่นคือเพชรไป แล้วก็เอาไปกราบไหว้บูชาสักการะ ว่ามันเป็นของมีค่า อันนี้แหละน่ากลัว กลัวเรื่องนี้มากกว่า เรื่องอื่นยังไม่กลัวเท่าใด เพราะยังไม่ถึงเวลาที่จะเกิดขึ้น  เราอย่าไปกลัวไว้ล่วงหน้า  แต่สิ่งที่กลัวอยู่เฉพาะหน้าเวลานี้ ก็คือ กลัวความหลงผิดความเข้าใจ ผิดในหลักการทางพระพุทธศาสนาแล้วก็กลัวคนที่เห็นแก่ลาภสักการะในทางทำให้คนเข้าใจผิดใน หลักพระพุทธศาสนา ซึ่งมีอยู่มากมายในสมัยนี้ คือคนประเภทใด คนที่ชักจูงคนให้หลงผิดเข้า ใจผิดในวัตถุ  ให้ยึดมั่นในวัตถุ  ให้ถือว่าวัตถุเป็นเรื่องสำคัญที่จะศักดิ์สิทธิ์วิเศษ จะช่วยให้คนเป็น อย่างนั้นให้คนเป็นอย่างนี้  อันนี้แหละน่ากลัว เพราะคนหลงใหลกันมาก มัวเมากันมาก ทำให้เกิด ความเสียหาย เมื่อวันก่อนนี้ก็ได้ฟังข่าววิทยุเหมือนกันว่า กำนันแหนบทองคำอำเภอเดิมบางนางบวช เป็นกำ นันดีมีแหนบทองคำ เก่งในทางปราบปรามโจรผู้ร้าย คนที่ปราบปรามเก่งก็มีภัยเหมือนกัน ไม่ใช่ไม่ มีภัย  เพราะว่าใช้อาวุธมันก็ต้องเสียกับอาวุธเหมือนกัน ผลที่สุดวันนั้นมาประชุมที่อำเภอ เสร็จ แล้วขับรถกลับไป  พวกผู้ร้ายมันก็ขี่รถปิคอัฟตามกวดไป พอได้ระยะ 2 คนที่นั่งข้างหลังก็เอาเอ็ม  16   กราดเลย  กำนันถึงแก่ความตาย  รถหมอบอยู่ตรงนั้น  ต่อมาตำรวจไปชันสูตรพลิกศพ  ปรากฏว่ากำนันคนนั้นมีพระห้อยคอถึง  16  องค์  ถูกปืน  16 เข้า พระ 16 สู้ไม่ไหวเหมือนกัน  แสดงว่าพระเครื่องทั้ง 16 องค์สู้ปืนเอ็ม 16ไม่ได้ เลยม้วยไปเลยกำนันคนนั้นกำนันแหนบทองคำ  แต่ว่าแขวนพระ  16 องค์ นี่แสดงว่าพระ 16 องค์นั้นยังช่วยไม่ได้ พระศักดิ์สิทธิ์ที่เขาว่าปลุกกัน  เสกกัน  อาจารย์ทั้งหลายอวดวิเศษกันเหลือเกิน โฆษณาแพร่หลาย หนังสือพิมพ์บางฉบับหากิน ทางนี้  หากินจากความโง่ของประชาชน แล้วก็ขายดิบขายดีกันอยู่เหมือนกัน เพราะคนที่ยังไม่ เข้าใจยังมีอยู่มาก  เลยแขวนกันเป็นการใหญ่ตั้ง  16 องค์ แต่สู้ปืนเอ็ม 16 ไม่ได้ อันนี้ก็เป็น วัตถุพยานปรากฏอยู่แล้ว แล้วตำรวจเราที่เป็นต.ช.ด. หรืออะไรต่ออะไรนั่นที่ไปอยู่ชายแดน ถูก ผกค.ยิงทีไรแล้วคว่ำทุกที ผกค.ตายเราก็ไม่รู้ แต่ตำรวจตายรู้ทุกทีว่าตายเท่าไหร่ แล้วที่ตายๆ เป็นพวงทั้งนั้น เอาพระห้อยคอกันเป็นพวง ผกค.ยิงแล้วมันก็หนีไป พระมันก็ไม่เอา อะไรมันก็ ไม่เอา  เอาปืนเท่านั้น เอาไปใช้ต่อไป เอาปืนบ้างเอาเครื่องส่งวิทยุอะไรบ้าง ของที่มันจะใช้ ได้  พระนี่เขาไม่เอา  เพราะพวกนั้นไม่รู้ว่าพระคืออะไร แล้วเขาก็ไม่ได้เลื่อมใสในรูปอย่างนั้น  แล้วคนก็ยังหลงกันอยู่ในรูปอย่างนี้  ยังแสวงหากันอยู่  ว่าเป็นของศักดิ์สิทธิ์วิเศษ นักโฆษณาทั้ง หลายก็ยังโฆษณากันอยู่ ในกรุงเทพฯก็ยังปลุกยังเสกกันอยู่ อันนี้แหละอาตมากลัวว่าจะทำลายพระพุทธศาสนาให้หมดไปเสียก่อน   คือมีอยู่เหมือนกันมี แต่ชื่อ  แต่เนื้อมันไม่มี ถ้าเป็นวัตถุก็เรียกว่าข้างในมันกลวง มันมีแต่ข้างนอกคล้ายกับถุงลม ถุงลม ข้างในมันมีอะไร  มีแต่ลมว่างๆ ถุงมันโป่งมีแต่ลม ไม่มีอะไรที่เป็นเนื้อ ศาสนาของเราต่อไปข้าง หน้า ถ้าว่าชักจูงให้มัวเมาให้หลงผิดกันอยู่ในรูปอย่างนั้น มันก็เป็นถุงลมเท่านั้นเอง ไม่ใช่ถุงที่มี วัตถุที่มีค่าอยู่ข้างใน  ไม่มีเงินทองเพชรนิลจินดา จะมีอยู่แต่เพียงลมเท่านั้น ไม่มีอะไรที่จะเอา มาใช้ได้ นี่น่ากลัว เมื่อกลัวในเรื่องเช่นนี้ ก็ควรจะช่วยกันปรับปรุงแก้ไข อาตมาก็พูดกันอยู่บ่อยๆ เรื่องนี้  พูดกับพระบ้างพูดกับชาวบ้านบ้างว่า  ให้นึกกันให้ดีในเรื่องอย่างนี้  ให้เข้าถึงตัวปัญญา ของพระพุทธเจ้ากันเสียบ้าง  เพราะปัญญาของพระพุทธเจ้านั่น  เป็นปัญญาที่ลึกซึ้งละเอียดอ่อน  เป็นปัญญาประเภทที่ทำให้หูตาสว่าง    หายมืดหายหลงหายมัวเมาแล้ว   จะทำเราให้หลุดพ้นไป จากความทุกข์ความเดือดร้อนได้อย่างแท้จริง  อันนี้เป็นหลักที่เราควรจะสนใจศึกษา  การสนใจ ศึกษาในเรื่องอย่างนี้  ก็ต้องมีหลักไว้ในใจว่า  ต้องถือธรรมะเป็นใหญ่  อย่าถือเรื่องอื่นเป็นใหญ่  เอาธรรมะเป็นใหญ่ เอาคำสอนของพระพุทธเจ้าเป็นใหญ่เป็นเรื่องสำคัญ ทีนี้  คำสอนของพระพุทธเจ้ามีมาก คัมภีร์ก็มากอาจารย์ก็มาก คนมันไปเชื่อในเรื่องอะไร มาก  วันนั้นพบอนุศาสนาจารย์ทหารกรมหนึ่ง  แกก็บอกว่าพวกนายทหารเราส่วนมาก ไปเชื่อเกจิ อาจารย์กันเสียเป็นส่วนมาก  เกจิอาจารย์นั่นคือใคร  คืออาจารย์ปลุกเสกลงเลขลงยันต์ พวก เสกเป่ากระหม่อมอะไรอย่างนั้น  เพราะว่าทหารเรานั้นต้องออกรบทัพจับศึก มีความกลัวเป็นพื้น ฐานอยู่ในจิตใจคิดแสวงที่พึ่งนี่แหละเป็นโอกาสให้อาจารย์ทั้งหลายเหล่านั้นเข้าไปครอบคลุมพวก นายทหาร เอามาเป็นลูกศิษย์ด้วยการเอามาเป่ากระหม่อมให้สักพรวดหนึ่ง หรือมอบอะไรให้สักอัน หนึ่ง  แล้วเอาไปไว้ป้องกันเนื้อป้องกันตัว ความจริงนั้นมันป้องกันอะไรไม่ได้ พูดกันตรงไปตรง มา มันเพียงแต่เป็นเครื่องปลอบใจนิดหน่อยเท่านั้นเอง ป้องกันจริงๆมันก็ไม่ได้อะไร แต่ก็หลงใหล มัวเมาอยู่ในสิ่งเหล่านั้น  ถ้าไปพูดธรรมะให้ฟังไม่ค่อยสนใจฟัง  แต่ว่าฟังชอบฟังเรื่องขลังเรื่อง ศักดิ์สิทธิ์ เรื่องวิเศษของอาจารย์นั่นอาจารย์นี่เสียมากกว่า นี่คือความแพร่หลายของสิ่งเหล่านี้คือ มันมีมานานแล้วตั้งฐานมานาน เพาะเชื้อไว้นานแล้ว จึงเป็นไปในรูปอย่างนั้น พวกพระไทยเราที่ไป ต่างประเทศ เช่นไปมลายูเป็นตัวอย่าง ชาวมลายูไม่ง่าจะเป็นคนจีน คนแขก อินเดีย หรือว่าเป็น คนมลายูเอง ถ้าเห็นพระไทยแล้วเขามองในแง่ใด เขามองว่าขลังศักดิ์สิทธิ์เก่งอย่างนั้นอย่างนี้  อะไรร้อยแปด  เพราะฉะนั้นเขามาถึงเขาต้องขอ  ขอตะกรุดบ้างขอน้ำมนต์บ้าง  อะไรต่ออะไร บ้างต่างๆนานา  ทีนี่พระที่อยู่ในนั้นก็หากินอย่างนั้น  เช่นธูปจุดแล้วขี้ธูปไม่ทิ้ง เก็บสะสมไว้ใส่กระ ป๋อง แล้วเอาแป้งผงมาผสม พวกอาซิ้มอาม้าทั้งหลายก็มาขอ ห่อกระดาษให้ไป ความจริงมันขี้ธูป เท่านั้นไม่มีอะไร พวกนั้นก็เอาไปทาเนื้อทาตัวกันไปตามเรื่อง บางทีก็ขอน้ำมัน บอกน้ำมันไม่มีให้ไปซื้อมา ไปซื้อน้ำหอมบ้างน้ำอบบ้าง น้ำมันจันทร์บ้างน้ำมัน มะพร้าวบ้าง เอามาไว้กับพระ พระก็เอามาทิ้งไว้หน้าพระ ไม่ได้ปลุกเสกอะไร ทิ้งๆไว้อย่างนั้น  3 วันก็เอามา เขาก็มาเอาไป เอาไปแล้วพระก็บอกว่าทาทุกวัน วันละนิดๆหน่อยๆ ทาไปเรื่อยๆ ไป  วันไหนผัวมาบ้านก็ว่าเก่ง  น้ำมันหลวงพ่อ ความจริงเปล่าอ้ายโน่นมันเกิดอารมณ์แล้วมันก็มา ของมัน  แต่ก็นึกว่าน้ำมัน  เพราะว่าทาทุกวัน  ทาทุกวันมันก็มาเข้าสักวันหนึ่ง แล้วมันก็เชื่อไปใน รูปอย่างนั้น พอเห็นพระไทยแล้วเขากลัว เพราะพระไทยไปตั้งฐานไว้อย่างนั้น ตั้งฐานความขลัง ความศักดิ์สิทธิ์ไว้  เขาเลยกลัว อาตมาไปอยู่ที่แคว้นเปรัคอยู่ 2 ปี ก็มีคนมาหาบอกว่าไม่รู้ ทำไม่ เป็นเรื่องอย่างนั้น   ไปเอากับหลวงพ่อในโบสถ์ก็แล้วกัน  จะต้องการอะไรให้ไปหาพระพุทธรูปก็ แล้วกัน มันบ่นกันใหญ่ มันถามว่าบวชมากี่ปีแล้ว บอกว่าบวชมา 20 ปีแล้ว บวชอะไรตั้ง 20 ปีแล้ว ไม่รู้อะไรว่าอย่างนั้น  หาว่าไม่รู้อะไร  ทำน้ำมนต์ก็ไม่เป็น  เสกแป้งผงก็ไม่ได้ ทำหมอทำน้ำมัน เสน่ห์ก็ไม่ได้ พระอะไร สะมิโหย่เสี่ยวมันว่าอย่างนั้น ภาษาฮกเกี้ยนเขาว่าอย่างนั้น ทำอะไรก็ไม่ ได้ หาว่าเราเป็นพระเสียไป เลยอยู่ไม่ได้ขืนอยู่ต่อไปจะเสียผู้เสียคน เข้าไปอีกในสายตาของพวก นั้น ก็เลยกลับมาเมืองไทย ขี้เกียจอยู่อยู่มันเสียคน พวกนั้นหาว่าเราเสียคนเพราะทำไม่ได้ ทีนี้ถ้า พระองค์ไหนไปแล้วทำอะไรให้มันนับถือนักหนา  เอาตะกรุดให้มันขอแผ่นทองเหลืองมา เอามาถึง เขียนขยุกขยิกแล้วม้วนๆ  แล้วเป่าพรู๊ดแล้วส่งไปให้มัน โอ๋มันดีอกดีใจ พ่อท่านนี่ชินจะโหว่อย่างนั้น  พ่อท่านชั้นหนึ่งว่าอย่างนั้น เรียกว่าหลอกได้แล้วมันว่าเก่ง ถ้าหลอกไม่ได้มันว่าไม่ได้เรื่อง นี่มันไป อย่างนั้น เขาไปวางฐานไว้อย่างนั้นคนเขาก็เข้าใจผิดหลงผิดไปต่างๆ แต่ว่าพระสิงหลที่มาอยู่เมืองปีนังเขามาตั้งฐานทางธรรมะ   คือพระองค์แรกที่มาเมืองปีนัง ท่านเอาปัญญามาให้ประชาชน  ท่านมาอยู่ที่ป่าช้าอยู่กระท่อมเล็กๆ แล้วก็มีคนจีนเขาช่วยเหลือ ส่ง อาหารอะไรให้ วันเช็งเหม็งคือวันที่เขาไปไหว้บรรพบุรุษที่ป่าช้า ท่านก็ไปพูดไปเทศน์กับคนเหล่านั้น ท่านเรียกมาประชุมกันในศาลาใหญ่  ที่เป็นศาลาตั้งศพ  แล้วท่านก็เทศน์ให้ฟัง เทศน์ภาษาจีนได้ ด้วย ภาษาฉกเกี้ยนพูดเก่ง พูดให้ฟัง คนเหล่านั้นก็เข้าใจตามเรื่องราวขึ้น เพราะว่าโดยมากคนมี การศึกษา  ถ้าเราพูดด้วยเหตุด้วยผลด้วยเรื่องมีปัญญา เขาก็พอเข้าใจ ที่ไม่เข้าใจมันก็มีเหมือกัน  ไม่เชื่อก็มีเหมือนกัน เหมือนคนจนไม่เชื่อว่าฝรั่งไปถึงโลกพระจันทร์ บอกว่ามันทำภาพหลอกจะไปถึง ได้อย่างไร  เพราะคนเคยไว้พระจันทร์อยู่ ถ้าไปถึงอย่างนั้นมันก็เสียชื่อพระจันทร์ เขาไม่เชื่อก็มี  แต่คนเชื่อมันก็มี ท่านก็คอยรวมกลุ่มคนเหล่านั้นเข้าตั้งเป็นสมาคมขึ้น แล้วต่อมาก็สร้างวัดวาอาราม  เปิดโรงเรียน   วันอาทิตย์สอนคนสอนเรื่องพุทธศาสนา  ท่านอยู่องค์เดียวท่านไม่ไปสวดบ้านใคร  ท่านเทศน์ให้เขาฟังเรื่อยๆ ใครมาที่วัดท่านก็เทศน์ ใครมาไว้พระท่านก็ไปต้อนรับ ท่านก็อธิบายว่า  พระพุทธเจ้าเป็นอย่างไร  พระพุทธเจ้าสอนอย่างไร  เราควรจะประพฤติตนอย่างไรตามหลักคำ สอนของพระพุทธเจ้า ท่านเทศน์ท่านสอนเรื่อยไป ต่อมาท่านก็ถึงแก่กรรมไป องค์อื่นมาก็ทำงานสืบ ต่อไป  เขามาสอนธรรมะสอนศาสนา เขาพิมพ์หนังสือภาษาอังกฤษ เรื่องเกี่ยวกับธรรมะแปละพระ สูตรต่างๆ  ให้คนไปอ่านศึกษา นำคนมาไหว้พระสวดมนต์ แต่พระไทยเรานั้นตั้งฐานไว้คนละเรื่อง  ฐานขลังฐานศักดิ์สิทธิ์ท่านเดียว  เลยก็แจกแต่ตะกรุดของขลังพระเครื่อง  มาขนไปจากเมืองไทย  เอาไปขายพวกนั้นต่อไป  เมืองไทยองค์ ๑๐ บาท เขาไปขายที่โน้นสิบเหรียญ กำไรมันเยอะแล้ว  เงินเหรียญกับเงินบาทมันต่างกัน นี่คือการตั้งฐานไว้ผิด  พอตั้งฐานไว้ผิดคนก็หลงผิดไปในรูปต่างๆนานาเหมือนกับวัดต่างๆ  สมภารตั้งฐานไว้อย่างใด ถ้าสมภารเป็นหมอดูลูกวัดก็เป็นหมอดูหมดทั้งวัด ตัวตายแล้วลูกวัดก็สืบต่อ ไปเป็นหมอดูต่อไป ถ้าสมภารเป็นอาจารย์ปลุกเสก ลูกน้องก็เรียนปลุกเรียนเสกแทนอาจารย์ต่อไป  สืบความโง่กันไว้ต่อไป ไม่มีการเปลี่ยนแปลงให้ก้าวหน้า เพราะเคยทำมาอย่างนั้น อันนี้แหละเขา เรียกว่า  เถรส่องบาตร เถรส่องบาตรก็คือว่าผู้ใหญ่ตื่นเช้าขึ้นก็ยกบาตรขึ้นส่อง ไม่ใช่เรื่องอะไร ท่านดูว่ามันมีขี้ฝุ่นมีของสกปรกหรือไม่     ลูกศิษย์ไม่รู้เห็นอาจารย์ยกขึ้นส่องก็ส่องบ้างเท่านั้นเอง  เลยส่องตามกันมาเรื่อยๆ เขาเรียกว่าเถรส่องบาตร อันนี้เขาเรียกว่าเป็น ขนบธรรมเนียมที่รับสืบ ต่อกันมาโดยไม่รู้ว่าอะไรเป็นอะไร ทำตามกันมาอย่างนี้ นี่คือความเสื่อมของสัจจธรรมในทางพระ ศาสนาที่เกิดขึ้นในสังคมพวกเราหมู่พุทธบริษัททั่วๆไป จึงควรจะได้คิดว่าพูดให้เข้าใจกันบ้าง ควรจะ ได้แก้ไขกันบ้าง   ญาติโยมที่เคยยึดติดอยู่ในสิ่งต่างๆ  ที่เป็นเรื่องขลังเรื่องศักดิ์สิทธิ์เรื่องวิเศษนี่ ปล่อยๆวางๆเสียบ้าง   มันช่วยอะไรไม่ได้   ช่วยได้ด้วยตัวของเราเอง  ด้วยการฝึกฝนให้เป็น คนมีสติปัญญา  มีความรอบคอบรอบรู้ในเรื่องอะไรๆต่างๆในชีวิตประจำวัน  แล้วก็แก้ไขด้วยปัญญา  ไม่ใช่แก้ด้วยความเขลาความงมงายในเรื่องอะไรต่างๆ แต่ว่าคนเรามักจะกลัวในสิ่งเหล่านั้น สิ่ง ใดเคยเคารพนับถือก็กลัวไป  กลัวว่าไม่มีสิ่งนั้นจะลำบาก หรือว่าทำอย่างโน้นไปมันจะขัดกับของ เก่าๆ แล้วตนจะเดือดร้อน จะวุ่นวาย ความจริงไม่มีอะไร พระพุทธเจ้าของชาวเราทั้งหลายนั่นทรงกล้าหาญมากในเรื่องอย่างนี้   คือ  พระองค์กล้า หาญที่จะแก้ไขปรับปรุงในเรื่องความหลงผิดความเข้าใจผิดของคนในประเทศอินเดีย ที่มีอยู่ในสมัย นั้น สิ่งใดที่เขาทำอยู่แต่ไม่เป็นการถูกต้อง ไม่เป็นไปเพื่อความพ้นทุกข์ไม่เป็นไปเพื่อพระนิพพาน  พระองค์ก็จะพูดกับเขาตรงไปตรงมา  บอกว่า  อริยชนเขาไม่ทำกันอย่างนี้ พระองค์ใช้คำนี้มาก  ในคำบาลีก็มักจะใช้คำว่าอริยชนเขาไม่ทำกันอย่างนี้  อริยชนหมายถึงชนเผ่าอินเดีย เขาเรียกว่า พวกอารยัน  อารยันเป็นพวกที่มีความเจริญ  มีความก้าวหน้าในวิชาการทั้งฝ่ายวัตถุและฝ่ายจิตใจ  แต่ว่าก้าวหน้ามากในเรื่องจิตใจ ฝ่ายนามธรรม เพราะฉะนั้นเมื่อพระองค์จะพูดกับใครก็มักจะพูดว่า อารยชนเขาไม่ทำกันอย่างนี้ พวกนั้นก็เกิดสงสัยขึ้นมา ก็เลยทูลถามว่า อารยชนเขาปฏิบัติอย่างไร  พระองค์ก็อธิบายว่าเขาทำอย่างนั้นอย่างนั้น จะได้เอาไปแก้ไขในทางที่ถูกที่ชอบต่อไป พระองค์เป็น ผู้ที่คอยแก้คอยเตือน  ใครมาขออะไรอันเป็นการขอผิดทาง พระองค์ก็จะบอกว่าอารยชนเขาไม่ แสวงหาสิ่งนั้น แต่เขาแสวงหาสิ่งที่ถูกต้องกว่านั้น เช่นตัวอย่างว่า  ไปพบพวกเพลบอย  เขาเรียกว่าพวกภัททวัคคีย์ ภัททวัคคีย์หมายความว่า พวกที่เจริญด้วยความสนุกสนาน พวกคนที่ลุ่มหลงความสนุกสนาน สมัยนี้ก็ควรเรียกว่า พวกเพลบอย  มีอยู่  30 คนด้วยกัน เที่ยวไปเรื่อยๆไปมีผู้หญิงด้วย แต่ว่าคนหนึ่งมันไม่มี เมื่อไม่มีเพื่อนฝูงเห็นว่า คนนี้มันอยู่โดดเดี่ยวไม่มีพวก  เรามันมีมันทุกคนแล้วสนุกเต็มที่แล้ว  ก็เลยไปหามาให้คนหนึ่ง ที่ไป หามาให้มันเป็นคนไม่เรียบร้อย  เหมือนกับสาวใช้ที่เข้ามาอยู่ในบ้านเราสมัยนี้  ซึ่งมีอยู่ไม่ใช่น้อย เหมือนกัน มาอยู่สองวัน แล้วก็กวาดเรียบไปเลย เอาไปเรียบร้อย นี่เขาเรียกว่า มันไม่ดี เขาก็ หาคนประเภทนั้นมาให้  เที่ยวไปๆพอเผลอมันลักทรัพย์เรียบเลย  ของพวกนั้นทั้ง 30 คนมันกวาด หมด ห่อใหญ่ไปเลย พวกนั้นก็เที่ยวตามหา ตามมาก็เจอพระพุทธเจ้าเข้า พอเจอพระพุทธเจ้าพระ องค์ถามว่า  พวกเธอจะไปไหนกัน  เขาบอกว่าตามหาผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งลักทรัพย์ของพวกเราไป  พระองค์นั่งอยู่ตรงนี้เห็นไหม ว่าผู้หญิงคนนั้นเดินมาทางนี้หรือไม่ พระองค์ไม่ตอบว่าเห็นหรือไม่เห็น แต่พระองค์กลับถามว่า   แสวงหาหญิงดีหรือแสวงหาตนดี   ถามไปในแง่ธรรมะว่า  แสวงหาผู้ หญิงดี หรือแสวงหาตนดี คนเหล่านั้นเข้าใจความหมายว่าแสวงหาตนคืออะไร  ก็เลยบอกว่า แสวงหาตนดีกว่า เมื่อ แสวงหาตนดีกว่า  พระองค์ก็บอกว่า ถ้าอย่างนั้นนั่งลง เมื่อนั่งลงเรียบร้อยแล้วก็พูดธรรมะให้ฟัง  เมื่อเข้าใจธรรมะพวกนั้นก็เลยบวชหมดทั้ง 30 คน นี่พระองค์สอนในทางที่ถูกอย่างนี้ ไม่ได้สอนไป ในทางอื่น   คำว่า   แสวงหาตนนั้นคือแสวงหาสิ่งข้างใน  ในร่างกายของเรา  ในกายยาววา หนาคืบกว้างศอกหนึ่งนี้  เรียกว่าเป็นตนโดยสมมติ แต่คนในอินเดียเขาเข้าใจว่าเป็นตนถาวร คือ จิตเขาถือว่าเป็นตัวถาวรตัวตายแล้วออกจากร่างนี้ไป  นั้นมันเป็นมติของพวกฮินดูเขา มันไม่ตรง กับหลักพระพุทธศาสนาดอก  พุทธศาสนาไม่ได้ว่าอย่างนั้น  แต่ว่าเขาเข้าใจอย่างนั้น ทีนี้พระองค์ บอกว่าหาตนหมายความว่า หาสิ่งภายในตน ภายในตนก็คือว่าค้นหาเรื่องชีวิตจิตใจของตน ให้รู้ว่า ชีวิตคืออะไร  สิ่งที่เกิดขึ้นมันคืออะไร  มาจากเหตุอะไร แล้วมันให้ทุกข์ให้สุขอย่างไร ให้ประ โยชน์ให้โทษอย่างไร  เราควรจะเข้าไปเกี่ยวข้องกับสิ่งนั้นในรูปใด  อะไรอย่างนี้  เป็นเรื่อง แสวงหาตน  พระองค์ก็เทศน์ให้คนเหล่านั้นฟัง คนเหล่านั้นก็เข้าใจในความหมายของธรรมะ มอง เห็นว่าชีวิตนี้เป็นของน้อยของสั้น เราจะมัวเมาสนุกกันอยู่ทำไม เพลิดเพลินกันอยู่เพื่ออะไร เพราะ ว่ามันไม่ได้อะไรพระพุทธเจ้าเคยตรัสไว้ในที่แห่งหนึ่งว่า"มันน่าหัวเราะอะไร  น่าร่าเริงอะไร  เมื่อโลกสันนิวาสนี้ถูกเผาไหม้อยู่ตลอดเวลา   ทำไมท่านทั้งหลายจึงไม่แสวงหาดวงประทีปส่องใจ " โลกเรานี้มันเผาไหม้อยู่ตลอดเวลา   มีแต่ความร้อนอยู่ตลอดเวลา   ญาติโยมดูว่ามันสุขกันขนาด ไหนโลกนี้ มันร้อนขนาดไหน วุ่นวายขนาดไหน มีแต่ข่าววุ่นวายทั้งนั้น ข่าวจากดาวเทียม ข่าวทางวิทยุอะไรต่ออะไร  ไม่ค่อยมีข่าวสงบสักแห่งเดียว  มีแต่เรื่องวุ่นวายที่นั่นทำกันที่นี่  ล้อม อ้ายนั่นสไตรค์กันที่นี่   มีแต่เรื่องวุ่นวาย   มีแต่เรื่องให้เกิดปัญหาอยู่ตลอดเวลา   นั่นนอกบ้าน  ในบ้านในเมืองเราก็เหมือนกัน  ในชีวิตเราแต่ละคนก็เหมือนกัน มีปัญหาเรื่องข้าวของแพง เรื่องนั้นเรื่องนี้   มีอะไรต่างๆสร้างความปั่นป่วนรวนเรให้เกิดขึ้นในจิตใจ  วันหนึ่งนั้นมันกี่ร้อย เรื่องกี่พันเรื่อง  ที่เป็นปัญหา  แต่ว่าคนเราไม่รู้จักเข็ดไม่รู้จักหลาบ  ไม่รู้จักจำ ซ้ำแล้วซ้ำอีกอยู่ อย่างนั้นในเรื่องความทุกข์  ซ้ำมันอยู่เรื่อยๆไป  แล้วบางทีเห็นทุกข์เป็นสุขไปเสียด้วย เห็นความ ทุกข์เป็นความสุข เห็นความชั่วเป็นความดี เห็นความเสื่อมว่าเป็นความเจริญไป ก็เลยสร้างปัญหา ลงบนปัญหา  จนไม่รู้ว่าปัญหาต้นมันคืออะไร  สลับซับซ้อนเหมือนปมด้ายที่ยุ่ง ไม่รู้ว่าต้นเงื่อนมันอยู่ ตรงไหน ไม่สามารถจะสางได้ ชีวิตก็วุ่นวายกันด้วยประการต่างๆ เมื่อใดเราได้มองเห็นว่าชีวิตนี้ มันมีปัญหา  ปัญหาไม่ได้เกิดมาจากอะไร  แต่  เกิดขึ้นจากความหลงผิดของเรา จากความคิดผิด ของเราจากการกระทำความผิดของเรา  ทำไมจึงได้หลงผิดเข้าใจผิดทำผิด  ก็เพราะ  เราไม่ เข้าใกล้สิ่งที่เป็นแสงว่างของชีวิต ไม่เข้าใกล้ผู้รู้ ไม่ฟังคำสอน ไม่เอาไปคิดไปตรอง ไม่ปฏิบัติใน ทางที่จะช่วยให้เราเกิดความสุขความสงบในชีวิตประจำวัน   เราจึงอยู่กันในรูปอย่างนี้   แล้วก็ มานึกได้ว่า เออพอกันที เรื่องยุ่งๆทั้งหลาย เวียนว่ายตายเกิดอยู่ในความทุกข์ความเดือดร้อนพอกัน ที ควรจะเบื่อกันเสียทีเถอะ แล้วก็เริ่มเบื่อหน่ายคลายจากความต้องการในสิ่งเหล่านั้น หันเข้าหา สิ่งสงบสิ่งถูกต้อง  มีชีวิตอยู่อย่างเรียบร้อย ไม่สร้างปัญหาให้เกิดขึ้นแก่ใครๆอยู่ด้วยจิตใจสงบ นัก ศาสนาต้องอยู่ด้วยใจสงบ ไม่ใช่อยู่ด้วยอารมณ์ ไม่ใช่อยู่ด้วยความโกรธ ไม่ใช่อยู่ด้วยความเกลียด ไม่ใช่อยู่ด้วยความพยาบาท  ไม่ใช่อยู่ด้วยความริษยาต่อผู้นั้นผู้นี้ นักศาสนาเป็นผู้รู้จักการให้อภัยใน เรื่องที่เกิดขึ้น เพราะการอภัยต่อกันนั้นเป็นน้ำใจของผู้มีธรรมะ แล้วก็ไม่คิดร้ายหมายขวัญต่อใครๆ  เรื่องอะไรที่มันเกิดแล้วเป็นแล้ว  เพราะความโง่ความเขลาของใครก็ตาม  ให้ถือว่าหยุดกันเสีย เพียงเท่านั้น  ไม่ให้มันต่อเรื่องออกไป ไม่ให้มันยืดยาวออกไป นั่นเขาเรียกนักธรรมะ นักธรรมะ หยุดเรื่อง  เช่นคน  2  คนเถียงกัน ถ้าคนหนึ่งมีธรรมะเกิดขึ้นในใจก็หยุดทันที นั่งนิ่งนั่งเงียบไม่ โต้ตอบ ให้คนนั้นมันดังอยู่คนเดียว คนดังอยู่คนเดียวมันบ้า ด่าอยู่คนเดียวเขาหาว่าบ้า ไม่เท่าใดมัน ก็หยุดเอง  แล้วก็หยุดไปทั้งสองฝ่าย  แล้วเราก็ไม่ฟื้นฝอยหาตะเข็บในเรื่องนั้นต่อไป ถือว่าแล้วก็ แล้วไป  หมดเรื่องกันไป เราพูดกันเรื่องอื่นดีกว่า จะได้เกิดความสงบใจ นี่แหละจะช่วยให้สังคม เป็นสุข ให้ชาติเป็นสุข ให้ประเทศเป็นสุข ถ้าคิดอย่างนั้นแล้วมันก็สบาย แต่เวลานี้ธรรมะไม่ได้ครองโลก  ธรรมะไม่ได้เข้าไปจัดการโลก   แต่อธรรมเข้าไปคุ้ม ครองรักษาโลก โลกมันจึงได้วุ่นวายสับสนกันด้วยประการต่างๆ เราทั้งหลายอยู่ภายใต้สิ่งที่ไม่เป็น ธรรมะ   เราจะไปแก้ด้วยความไม่เป็นธรรมไม่ได้    เพราะเท่ากับว่าให้กำลังแก่สิ่งที่ไม่เป็น ธธรม  เพิ่มสิ่งที่ไม่เป็นธรรมให้เกิดขึ้น  มันก็เป็นไปด้วยความทุกข์ต่อไป แต่เราควรคิดว่าเราจะ ต้องประพฤติธรรมกัน  ช่วยกันประพฤติธรรม ตัวเราเริ่มต้นก่อน ทุกคนเริ่มต้นที่ตนเอง อย่าไปรอ ให้คนนั้นทำก่อนให้คนนี้ทำก่อน มันจะสายเกินไป มันจะไม่ทันเหตุการณ์ แต่ว่าเราจะต้องตั้งต้นด้วย ตัวเราก่อน   ทำไปเรื่อยๆ  คนอื่นเขาจะได้มองเห็น ถ้ามีโอกาสที่จะพูดจากับใคร แนะนำใคร ได้เราก็แนะนำพร่ำเตือนคนเหล่านั้น   ให้เกิดความสำนึกรู้สึกผิดชอบชั่วดี  ได้มองเห็นประโยชน์ ของธรรมะแล้วจะได้เข้าหาธรรมะต่อไป อย่างนี้จึงจะได้ชื่อว่าเราอยู่กับพระ มีพระเป็นผู้นำชีวิตจะ เป็นสุขสดชื่นในท่ามกลางความทุกข์ความเดือดร้อน เหมือนกับเรายืนในท่ามกลางกองไฟ แต่ว่าเรา ยืนด้วยใจสงบ  แม้ร่างกายจะถูกเผาไหม้ไปบ้าง แต่จิตใจจะไม่เผาไหม้ ไม่ทุรนทุราย ไม่มีความ ทุกข์เพราะเรื่องนั้น  มันก็เป็นความสุขหรือไม่  ญาติโยมควรจะได้พิจารณา  วันนี้ได้กล่าวมาก็ สมควรแก่เวลาแล้ว โดยเฉพาะวันนี้วันที่  25 พฤศจิกายน เป็นวันสวรรคตของในหลวงรัชกาลที่ 6 พระบาทสม เด็จพระเจ้าอยู่หัวพระองค์นี้  เป็นนักปราชญ์นักรู้รอบทุกสิ่งทุกประการ  ได้ทำงานที่เป็นประโยชน์ แก่ชาติบ้านเมืองมามากมายหลายสิ่งหลายประการ แม้เวลาเสวยราชสมบัติจะเล็กน้อย 15 ปีกว่าๆ แต่ได้ปลดเปลื้องเมืองไทยให้พ้นจากความทุกข์ยากหลายอย่าง  ให้มีอิสระเสรีภาพสมบูรณ์ขึ้น  ได้ ทรงจัดการศึกษาโรงเรียนประถมศึกษากิจการประชาบาล   ให้เริ่มตั้งต้นให้ก้าวหน้าหลายอย่าง หลายประการ   ถ้าคิดถึงกรณียกิจที่พระองค์ได้กระทำต่อชาติบ้านเมืองแล้ว  ก็สมควรที่เราทั้ง หลายจะได้  น้อมจิตระลึกถึงพระคุณของพระองค์ท่าน  เพราะฉะนั้นในวันนี้ขณะที่เรานั่งสงบใจ  ขอให้เราแผ่เมตตาส่งคุณงามความดีทั้งหลายที่เราได้กระทำไว้นี้ เพื่อบูชาพระคุณของพระบาทสม เด็จพระเจ้าอยู่หัวพระองค์นั้น   เพื่อเป็นการแสดงน้ำใจ   ว่าเรายังระลึกถึงความงามความดี ของพระองค์ท่านอยู่  ต่อไปนี้ก็ขอเชิญนั่งสงบใจแผ่เมตตาไปในตัว  แผ่ส่วนบุญส่วนกุศล ไปถึงพระ บาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระองค์นั้นทั่วหน้ากัน