เรื่องปีใหม่ใจเย็นๆ วันอาทิตย์ที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2522 ญาติโยมพุทธบริษัททั้งหลาย ณ  บัดนี้ถึงเวลาของการฟังธรรมะปาฐกถา  อันเป็นหลักคำสอนในทางพระพุทธศาสนาแล้ว  ขอให้ทุกท่านอยู่ในอาการสงบ   ตั้งอกตั้งใจฟังด้วยดี   เพื่อให้ได้ประโยชน์อันเกิดขึ้นจากการฟัง  ตามสมควรแก่เวลา วันนี้วันอาทิตย์ที่  30  ธันวาคม  พ.ศ.  2522  เป็นอาทิตย์สุดท้ายของปี 2522 เราทั้ง หลายที่ได้มาปฏิบัติหน้าที่ฟังธรรมในวันอาทิตย์  ตั้งแต่เริ่มต้นปี  พ.ศ. 2522 จนกระทั่งถึงอาทิตย์ สุดท้าย  รวมแล้วก็ตั้ง  52 วัน ซึ่งเป็นวันที่ผ่านไปด้วยดี ญาติโยมที่มาอยู่เป็นประจำก็อิ่มใจ ว่าใน รอบปีนี้เราได้มาฟังธรรมอยู่ทุกวันอาทิตย์ ได้รับความรู้ความเข้าใจในข้อธรรมะ อันจะนำไปใช้ใน ชีวิตประจำวัน  เพื่อแก้ไขปัญหาได้แก่ความทุกข์ความเดือดร้อนประเภทต่างๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตของ เราบรรเทาเบาบางลงไป     นับว่าเป็นเรื่องที่เรากระทำด้วยความเพียรความพยายามย่างยิ่ง  เพราะว่าในชีวิตของเรานั้น  ย่อมมีอุปสรรคมีข้อขัดข้อง เกิดขึ้นบ้างเป็นบางครั้งบางคราว ในปีน อาตมาไม่ได้พูดให้ญาติโยมฟังเสียนานหลายเดือนไปต่างประเทศเสียบ้าง    กลับมาแล้วร่างกาย ไม่ปกติเสียไม่มีเสียบ้าง   เพิ่งได้มาแสดงธรรมกันในเดือนกันยายน   เรื่อยมาจนกระทั่งถึงวันนี้  แล้วในปีนี้ใหม่นี้ก็คงจะได้พูดกันต่อๆ ไปตามวันเวลาที่เราได้กำหนดกันไว้ เรื่องความเปลี่ยนแปลงในชีวิตนั้นมันเป็นเรื่องธรรมชาติที่เกิดขึ้นแก่ใครเมื่อใดก็ได้    กำ หนดแน่นอนไม่ได้  เราหวังอะไรนักก็ไม่ได้ในชีวิตของเรา เช่นเราหวังว่าจะปกติตลอดไปก็ไม่ได้  หวังว่าจะมีความสะดวกสบายในเรื่องอะไรต่างๆ  ตลอดไปก็ไม่ได้  เพราะสิ่งทั้งหลายมันเป็นอนัต ตา  ในภาษาธรรมะเรียกว่าเป็นอนัตตา อนัตตา หมายความว่า ไม่อยู่ในอำนาจของเรา เราจะ ไปบังคับไปขอร้องไปวิงวอน  ว่าจงเป็นอย่างนั้นจงเป็นอย่างนี้ ก็หาได้ไม่ มันเป็นเรื่องของมันนั้นก็ คือเรื่องของธรรมชาติร่างกายชีวิตของคนเรานี้มันเป็นเรื่องของธรรมชาติเกิดขึ้นตามธรรมชาติ ตั้งอยู่ตามชาติแล้วก็เปลี่ยนแปลงแตกดับไปตามเรื่องของธรรมชาติในพระพุทธศาสนาให้เราคิดให้ เราเข้าใจในเรื่องอย่างนี้ก็เพื่อจะได้บรรเทาทุกข์ความเดือดร้อนที่เกิดขึ้นเพราะความยึดมั่นถือมั่น 3 ในสิ่งต่างๆมากเกินไปเรามีความหวังอะไรมากเกินไปมันก็ไม่สมหวัง  ย่อมเป็นเหตุให้เกิดปัญหาคือ ความทุกข์ความเดือดร้อน ความทุกข์ความเดือดร้อนไม่มีใครต้องการในชีวิตประจำวันแต่มันก็เกิดขึ้นแก่เราได้ทุกข์ โอกาส ที่เราเผลอไปเราประมาทไปเผลอไปในเรื่องอะไรประมาทไปในเรื่องอะไร?เผลอไปยึด ไปถือเข้าไปยึดมั่นถือมั่นเข้าว่าสิ่งนั้นเป็นตัวฉันเป็นของฉันขึ้นมา หรือว่าเป็นตัวเราเป็นของเราขึ้น มาเมื่อใดความทุกข์ก็ย่อมจะเกิดขึ้นกับเราเมื่อนั้น    เพราะว่าสิ่งที่เราเข้าไปจับฉวยเอาเป็นตัว ของตนนั้นสิ่งนั้นไม่เคยรับกับเรา  ไม่ได้รับตอบเราว่า  เอาละจะเป็นอย่างไรนั้น จงเป็นอย่างนี้ ไม่มี  ไม่ว่าเรื่องบุคคลเป็นสิ่งของ  เป็นอะไรก็ตาม เราคิดเอาคนเดียวว่า ควรจะเป็นอย่างนั้น ควรจะเป็นอย่างนี้  นี่เราสร้างภาพขึ้นในใจของเรา แต่ว่าสิ่งนั้นไม่ได้เออออกับเราสักอย่างเดียว  เขา ไม่เคยรับรองกับเราว่า   จะเป็นดังที่เราหวัง  เป็นดังที่เราต้องการ  ไม่ต้องอะไรไกลไป เพียงแต่ร่างกายของเรานี้เราจะหวังว่าให้มันสบาย   ให้มันสะดวก  อย่าเจ็บอย่าไข้  อย่าเป็น อย่างนั้นอย่าเป็นอย่างนี้    ก็ไม่มีหวังที่จะเป็นไปได้   ถึงบทเขาจะเปลี่ยนแปลงเขาก็เปลี่ยนไป ตามธรรมชาติ   เกี่ยวด้วยดินฟ้าอากาศความเป็นอยู่สิ่งแวดล้อม   อาจจะทำให้ร่างกายของเรา เปลี่ยนแปลงไปได้อย่างไรก็ได้   แม้เราจะระมัดระวังอย่างสุดฝีมือร่างกายนี้ก็ยังเปลี่ยนแปลงได้  เช่นเวลานี้อากาศค่อนข้างจะเย็นหน่อย    เราก็ระมัดระวังเพื่อไม่ให้เกิดการเป็นหวัดคัดจมูกขึ้น มาด้วยการนอนห่มผ้าอย่างเรียบร้อย  ให้เกิดความอบอุ่นแก่ร่างกายถึงกระนั้นมันก็ยังเป็นได้  เกิด เป็นหวัดคัดจมูกขึ้นมาได้  เหมือนกับตัวอาตมาเวลานอนกลางคืนก็ห่มผ้านวมเสียด้วยซ้ำไป ผ้านวม เอามาจากเมืองเลยมันหนา  ถ้าอากาศไม่หนาวแล้วก็ร้อนไปเลยทีเดียว  ห่มทุกคืน  แต่พอตื่นขึ้น มามันก็เป็นอาการคัดจมูก   ดังที่เป็นอยู่ในขณะนี้  เวลาจะพูดบางครั้งบางคราวมันก็แน่นขึ้นมาใน จมูก  ก็มองเห็นว่ามันเป็นเรื่องธรรมชาติ  ที่มันเป็นไปอย่างนั้น เพราะมันเกิดอะไรขัดข้องขึ้นใน ร่างกาย  เราไม่รู้ว่ามีอะไรขัดข้อง  อะไรผิดปกติ เพราะร่างกายของคนเรานี้เขาเรียกว่าเป็น เครื่องยนต์ชนิดหนึ่งเหมือนกัน พระพุธเจ้าท่านบอกว่า  "สรียันตัง" คือ ร่างกายนี้เป็นเครื่องยนต์ มีล้อสี่ล้อคือเท้าสองมือ สอง เรียกว่าเป็นล้อสี่ล้อ จตุจักกัง มีสี่ล้อ นวทวารังมีประตูเก้า คือมีช่อง ประตุคือมีประตูตา ประ ตูจมูก ปาก หู ทวารหนัก ทวารเบา รวมเป็นเก้า เรียกว่า ทวารเก้า เป็นที่ไหลเข้าออกของอะ ไรๆ  ต่างๆ  อารมณ์ภายนอกไหลเข้ามาในร่างกายของเรา ทางตาบ้างทางหู ทางจมูก ทางลิ้น  ทางร่างกาย  แล้วก็ไปรวมอยู่ที่ใจ  อันเป็นจุดรมของความคิดความนึก เมื่อสิ่งใดมากระทบก็เกิด ความคิดขึ้นในใจของเรา   คิดไปในทางดีเราก็สบายใจ  ถ้าคิดไปในทางไม่ดีเราก็มีความทุกข์มี ความเดือดร้อนใจ ที่คิดไปในทางดี  ก็เพราะสิ่งนั้นเป็นที่พอใจของเราใจเรามันมีฐานอยู่ในใจด้วยกันทั้งนั้น ว่า อย่างนั้นเป็นเรื่องชอบอย่างนี้เป็นเรื่องไม่ชอบ  อย่างนั้นเป็นเรื่องเกลียดอย่างนี้เป็นเรื่องรัก มัน มีอยู่ในใจของเราทุกคน เราสร้างสิ่งเหล่านั้นไว้เป็นฐานในจิตใจ สิ่งใดเข้ามาเหมาะกับสิ่งที่เรา ชอบ เราก็พอใจ สิ่งใดเข้ามาตรงกบสิ่งทีเราไม่ชอบ เราก็ไม่พอใจเวลาเราพอใจนั้นรู้สึกว่าเรา เป็นสุข แต่ความจริงมันหาเป็นความสุขไม่ เพราะว่าสิ่งที่พอใจนั้น มันก็เปลี่ยนแปลงได้เปลี่ยนเป็น ไม่พอใจเมื่อใดก็ได้  เพราะสิ่งนั้นมันไม่คงนอยู่ในสภาพอย่างนั้นตลอดไป  มันก็มีการเปลี่ยนแปลง  เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงมันก็ไม่ถูใจเรา    เมื่อไม่ถูกใจเราก็เกิดความไม่พอใจ    เพราะฉะนั้น ความพอใจที่เกิดขึ้นในครั้งแรก  เปลี่ยนเป็นความไม่พอใจเมื่อใดก็ได้ หรือคามไม่พอใจเกิดขึ้นใน ใจขอ งเราในขณะใด มันอาจจะเปลี่ยนเป็นความไม่พอใจเมื่อใดอีกก็ได้เหมือนกัน เพราะฉะนั้นใน ชีวิตของเราแต่ละคนนี้จึงอยู่ด้วยความพอใจบ้าง  ความไม่พอใจบ้าง  ถ้าพอใจเราก็เรียกว่าเป็น ความสุข  ถ้าไม่พอใจเราเรียกว่าเป็นความทุกข์  ความสุขความทุกข์จึงเป็นเหมือนกับตัวละคร 2  ตัวที่คอยออกโรงมาแสดงอยู่ในวิถีชีวิตของเราตลอดเวลา   บางเวลาก็ตัวสุขออกมาแสดง  บาง เวลาตัวทุกข์ก็ออกมาแสดงให้เราเห็น  เราตื่นเต้นไปหดเหี่ยวไปตามภาพที่ได้มาประสบพบเห็นใน ชีวิต ของเราอย่างนั้น อันนี้เป็นสิ่งที่ผ่านมาในรอบชีวิตของเราด้วยกันทุกคน ในเรื่องทรัพย์สมบัติเงินทองก็เหมือนกัน  บางที่เรา ก็ได้มากๆ เมื่อได้มาก็เรียกว่ามีกำไร ถ้า เรามีกำไรเราก็พออกใจถ้าหากว่าได้น้อยไปเราก็เรียกว่าขาดทุนพอเกิดการขาดทุนขึ้นมา  เรา ก็ไม่สบายใจ ความจริงกำไรหรือขาดทุนนั้น ถ้าพูดกันในแง่กำไรแล้ว มันมีกำไรอยู่ตลอดเวลา คือ เราได้มาแล้วมันก็เป็นกำไรทั้งนั้น เพราะเราไม่มีทุนที่จะไปลงทุนอะไร ความมีหรือความไม่มี นั้น เป็นเรืองสมมติ  ที่เกิดขึ้นในหัวใจของเรา  เราเดิมนั้นมันไม่มีอะไร  นอกจากร่างกาย หรืออา การ  ๓๒  ที่เราได้มาจากมารดาของเรา ท่านให้เรามาเกิดเรามา เราก็มีอาการ ๓๒ เรียบ ร้อย  ครั้นเมื่อเติบโตขั้นมาเราก็ไปทำงานทำการ  เมื่อไปทำงานเราก็ได้ผลของงาน เมื่อได้ผล ของงานก็เรียกว่าเป็นกำไรส่วนหนึ่งที่เราได้รับ   จากงานที่เราได้ลงมือกระทำลงไป   เมื่อได้ มากขึ้นเราก็พอใจในสิ่งนั้น  เคยได้มากพอได้น้อยเราก็ไม่พอใจ พอได้น้อยเมื่อไม่พอใจก็เรียกว่า ขาดทุนขึ้นมา สมมติว่าคนคนหนึ่งเคยมีรายได้เดือนหนึ่งหมื่นบาท ถ้าเดือนใดเกิดรายได้เพียงสักห้า พัน  เราก็บอกว่าเดือนนี้ขาดทุน  ที่ขาดทุนนั้นก็เพราะว่าเราไปติดจำนวนหนึ่งหมื่นที่เราเคยได้มา  ความจริงห้าพันก็เป็นเรื่องได้เหมือนกัน  ยังเป็นกำไรอยู่นั่นแหละ แต่ว่าเราไม่พอใจ เพราะเรา เรียกว่ากำไรมากหรือว่ากำไรน้อยขึ้นมาถ้าได้กำไรมากเราก็สบายใจ   ถ้าได้กำไรน้อยเราก็ไม่ สบายใจ  เมื่อใดไม่ได้เลยก็เรียกว่าเราสูญเสียสิ่งทั้งหลายทั้งปวงไป  สิ่งเหล่านี้เป็นคำพูด เป็น เรื่องที่มนุษย์แต่งตั้งขึ้น  สร้างขึ้นในจิตใจ แล้วก็ทำให้เราใจฟูใจแฟปขึ้นเพราะสิ่งเหล่านั้น พอได้ มากก็ฟูขึ้น  สบายอกสบายใจ  ร่าเริงชื่นบาน พอได้น้อยลงไปสักหน่อย ก็เกิดความไม่สบายใจ มี ความเป็นทุกข์มีความเดือดร้อนใจประการต่างๆ  เรื่องเงินทองทรัพย์สินจึงมีสภาพที่ทำให้เราขึ้นก็ ได้ให้เราลงก็ได้ ให้เราดีใจบ้านให้เราเสียใจบ้าง ตามสิ่งที่มันเกิดขึ้นในวิถีชีวิตของเรา ถ้าเราพิจารณาโดยแง่ธรรมะ   จะไม่มีความลำบากใจเรื่องนั้น  เพราะเราถือว่าสิ่งที่ได้ มานี้มันก็ดีแล้ว  เป็นกำไรอยู่ในตัวแล้ว นิดหน่อยก็ถือว่าเป็นกำไร เพราะเดิมทีนั้นเราไม่มีอะไร  แล้วก็มามีสิ่งนี้ขึ้น  ถ้าคิดได้อย่างนี้จิตใจก็สบาย ไม่ต้องกังวลอะไร ไม่ต้องเป็นทุกข์ว่าเราสูญเสีย สิ่งนั้นสิ่งนี้มากมาย   เพราะโดยเนื้อแท้เราไม่มีอะไร  ที่จะสูญเสีย  มันมีแต่เพียงสิ่งหนึ่งเกิดขึ้น  แล้วมันก็ตั้งอยู่ในตัวของเรา  แล้วมันก็หายไป หรือว่าอาจจะมีอะไรเกิดขึ้นอีก แล้วมันก็หายไปอีก  มันมีอยู่ในสภาพอย่างนี้เท่านั้น   จึงถือว่าไม่มีอะไรได้  แล้วก็ไม่มีอะไรเสีย  แต่ว่าเราไม่สมมติ เรื่องได้เรื่องเสียกันอย่างมากมาย  จึงได้เกิดเป็นปัญหาขึ้นมา มีความทุกข์ทางจิตใจ มีความร้อน อกร้อนใจกันด้วยประการต่างๆ ในเรื่องเกี่ยวกับการเสียอย่างนั้น สิ่งอื่นๆก็เหมือนกัน  เช่นว่าคนเราอยู่ด้วยกัน  แล้วก็ต้องจากกันไปบ้าง เรื่องการจากกันคือ ความตายนี่   ถ้าเราคิดให้ได้แล้วก็จะเห็นว่ามันเป็นเรื่องธรรมดาเหลือเกิน   ที่ทุกคนจะต้องเป็น อย่างนั้น  เพราะเมื่อมีเกิดแล้วก็ต้องมีดับ ต่างกันแต่ว่าระยะเวลาของการเป็นอยู่ในโลกนี้ มันไม่ เท่าเทียมกัน  บางคนอยู่นานบางคนก็อยู่น้อยสุดแล้วแต่สิ่งปรุงแต่งในร่างกายของคนเรานี้  เราก็ ปรุงเอาเองไม่ได้   เราทำเอาเองก็ไม่ได้  แม้คนที่มีความรู้ในทางวิทยาศาสตร์  เป็นหมอเป็น แพทย์   รู้เรื่องอะไรต่างๆหลายอย่างหลายประการ  เช่นเรื่องโรคภัยไข้เจ็บก็รู้  ว่ามันจะเกิด เพราะอะไร  แล้วจะหายไปได้ด้วยอะไร  ทั้งๆที่รู้คุณหอมก็ต้องป่วยเหมือนกันบางทีหมอก็ป่วยขนาด หนัก     ต้องนอนโรงพยาบาลจนกระทั่งหมดลมหายใจไปก็มีเหมือนกันทั้งๆ ที่รู้แล้วมันก็เกิดขึ้นได้ใน รอบปีที่ผ่านมาบางคนบางครอบครัวก็อาจจะสูญเสียบุคคลสมาชิกในครอบครัวไปบ้าง  เวลาสูญเสีย ไปเราก็เสียใจ   ความเสียใจนั้นเกิดขึ้นจากอะไร   ก็เกิดจากความยึดมั่นถือมั่นว่า  เป็น เพื่อนของเรา     เป็นญาติของเราหรือว่าเป็นผู้เกี่ยวข้องสัมพันธ์กันกับเราในเรื่องนั้นในเรื่องนี้  แล้วก็หวังมากเกินไป คือหวังให้คนนั้นอยู่นานๆ อยู่โดยไปไม่ได้นึกว่ามันอยู่กันได้ยืดเมื่อไหร่ วันหนึ่ง ก็ต้องจากกันไป  ไม่เขาก็เราต้องจากกันไปแน่ แล้วก็จะไปหวังทำไมว่าให้คนอยู่อย่างนั้นอยู่เท่านั้น เท่านี้  เราควรจะพูดกับตัวเองว่า อยู่ไปตามเรื่องอยู่ไปตามหน้าที่ อยู่กันไปตามธรรมชาติของสัง ขารร่างกาย  เราจะไปหวังว่าอยู่เท่านั้นเท่านี้มันก็หวังไม่ได้  เพราะไม่มีอะไรที่สมหวังสักอย่าง เดียว     จึงควรจะคิดปลงไปตามแง่ของธรรมชาติ    สิ่งทั้งหลายมันเป็นไปตามเรื่องตามราว ของธรรมชาติ เราจะไปหวังว่าให้อย่างนั้นให้อย่างนี้มันเป็นเรื่องที่ไม่มีความสมหวังแม้แต่น้อย ถ้า เราคิดได้อย่างนี้แล้วมันก็สบายใจ ไม่มีอะไรจะเกิดเป็นปัญหาในชีวิตของเรามากเกินไป อันนี้เป็น เรื่องที่เราควรจะได้พิจารณาศึกษาไว้ในรอบปีที่ผ่านมา อีกประการหนึ่ง  เมื่อครบปีหนึ่งก็เรียกว่าเป็นสมมติกันขึ้นเหมือนกันว่า เป็นรอบปีหนึ่งรอบ เดือนหนึ่งก็เป็นเรื่องสมมติ เอาไปใส่ลงในเรื่องเวลา วันคืนเดือนปีมันเป็นเรื่องสมมติแต่งตั้งกันขึ้น เวลาสิ้นปีเราก็รู้สึกว่า ครึกครื้นกันหน่อยหนึ่ง ระยะชีวิตรอบปีเป็นระยะแห่งการครึกครื้น ก็มีการ ร่าเริงกันเลี้ยงดูปูเสื่อกัน  บางทีก็เลี้ยงกันจนเกินพอดี สนุกสนานจนเกินพอดี จึงปรากฏว่ามักจะมี อุบัติเหตุเกิดขึ้นในวันปีใหม่  ในต่างประเทศนั้นอุบัติเหตุเกิดมากในวันคริสต์มาส  เพราะวันคริสต์ มาสเขาสนุกกัน   กินกันเที่ยวกันสนุกสนานกันแล้วขับรถไปไหนก็มักจะประมาท  ผลที่สุดก็เกิดการ ตายด้วยอุบัติเหตุ  ปีหนึ่งจำนวนไม่ใช่น้อย ในวันปีใหม่ของเมืองเราก็เหมือนกัน คงจะมีเหตุการณ์ เช่นนั้นเกิดขึ้นเหมือนกัน   ถ้าเรารู้อย่างนี้ว่ามันจะมีอุบัติเหตุ  เราก็ควรจะประพฤติตามแบบของ ศาสนา คือเราไม่ไปเที่ยวไปเต่ร เราไม่ไปสนุกนอกรีดนอกรอย อันเป็นเรื่องที่เขาทำกัน เป็นวัน ที่เราควรจะได้พักผ่อนอยู่กับบ้านกับเรือน  ไม่ไปเที่ยวไปเตร่ไหน  ไปก็ไปเฉพาะเท่าที่จำเป็น ไป ตอนกลางวันพอตอนกลางคืนเราก็กลับบ้านหลับนอนพักผ่อน        แม้ทางราชการก็ตามใจคนที่มี ความอยากด้วยการผ่อนผันสั้นยาว  ให้ได้กินกันสนุกกันไปจนถึง  ๒  ยาม หรือตลอดคืน อ่ยางนี้ก็ เรียกว่า ตามใจพวกกิเลสมากๆ ใหั้นได้ตามใจกิเลสมากขึ้น เพราะเวลาแห่งความสนุกสนสนนั้นมัน มีตลอดปี ทำไมเราจะต้องไปสนุกกันหนักหนาในวันสิ้นปีเอาไปไว้เวลาอื่นก็ได้ ค่อยเป็นค่อยไป ไม่ หักโหมเอาเรื่องความสนุกมากจนเกินความพอดีไป การทำอะไรที่เกินขอบเขตเกินความพอดีนั่นแหละคือความทุกข์ความเดือดร้อน พระพุทธเจ้า ท่านจึงสอนว่า  "มตฺตญฺญุตา สทา สาธุ -ความรู้จักประมาณคือความพอดี ยังประโยชน์ให้สำเร็จ"  เราจะเที่ยวก็แต่พอดีๆ จะกินจะดื่มจะสนุกสนาน ก็ให้มีความจำกัดไว้ ไม่ให้เกินนั้นไป เท่านั้นเท่า นี้พอสมควรแล้วชวนกันเลิกกลับบ้านไปพักผ่อน อย่างนี้จะเป็นความสบายใจมากกว่าที่จะไปสร้างปัญ หาความทุกข์ความเดือดร้อนให้แก่ตัวเราเอง จึงควรจะได้บอกคนที่อยู่ในวัยหนุ่มวัยฉกรรจ์ สำหรับ คุณโยมที่มาวัดมันไม่มีอะไรจะสนุกกันแล้ว เพราะว่าพ้นวัยแห่งความสนุก แต่ว่าเราควรจะเรียกลูก หลานที่อยู่ในวัยของความสนุกคะนอง  เตือนให้เขารู้ว่าอย่าสนุกจนเลยเถิด  ให้สนุกแต่พอสมควร  ให้นึกไว้ในใจว่า  อันตรายมันจะเกิดขึ้นแก่ใครเมื่อใดก็ได้  ความประมาทนั่นแหละเป็นให้เกิดอัน ตราย  คนเราถ้าไม่มีความประมาทแล้ว อันตรายก็ไม่มี เช่นขับรถถ้าไม่ประมาทก็ไม่เกิดอุบัติเหตุ จากการขับรถ กินอาหารถ้าไม่ประมาทก็ไม่เกิดโทษ จะดื่มอะไรถ้าดื่มด้วยการรู้จักประมาณ ก็เป็น คุณแก่ร่างกาย  แต่ถ้าเกินประมาณไปแล้ว มันมักจะเกิดทุกข์เกิดโทษด้วยกันทั้งนั้น ไม่ว่าเรื่องอะ ไร แม้เรื่องที่เราทำอยู่เป็นปกติ เช่นหลับนอนถ้านอนมากเกินไปมันก็ให้โทษ นั่งมากไปก็ให้โทษ ยืน เกินมากไปก็ให้โทษ  เพราะฉะนั้น จึงต้องผ่อนว่าอิริยาบถของเราทั้งสี่ คือ ยืน เดิน นั่ง นอน นี้ ให้มันสม่ำเสมอตลอดไป  ความสม่ำเสมอของอิริยาบถนั้น  เรารู้ได้ด้วยการรายงานของร่างกาย  เช่นยืนมากไปมันก็เหนื่อย  นั่งมากไปก็เหนื่อย  เดินมากไปก็เหนื่อย นอนมากไปก็รู้สึกมึนหัวมึนตา  ไม่ค่อยจะสบาย  เรารู้สึกว่ามันมีอาการเช่นนั้นก็เปลี่ยนเสีย นอนมากเปลี่ยนเป็นลุกขึ้นนั่ง นั่งมาก เปลี่ยนเป็นลุกขึ้นยืน ยืนพอสมควรแล้วก็มานั่ง ผลัดเปลี่ยนกันไปในรอบวันหนึ่งๆ ให้มันเกิดความพอดีๆ แม้การกินอาหารก็เหมือนกัน  ร่ายกายคอยบอกอยู่ว่าเท่าไหร่จึงจะพอดี เช่นเรากินอาหาร  อิ่มมันก็บอก  หิวมันก็บอก  ดื่มน้ำอิ่มก็บอกแล้ว ดื่มอะไรมันก็อย่างนั้น เช่นว่าคนดื่มของเมา ถ้ามึน แล้วมันเกินแล้ว ถ้ายังไม่มึนเรียกว่ามันพอดี ถ้าคนที่รู้นึกบังคับตัวเอง ควบคุมตัวเอง ก็เอาแต่พอดีๆ พอเข้าสังคมกับเขาได้   ไม่ใช่ดื่มด้วยความหลงใหล   ด้วยความมัวเมา   ดื่มเพื่อต้องการให้ เพื่อนยกย่องว่า  คอทองแดง  มันไม่ได้เรื่องอะไร ที่เขาชมเราอย่างนั้น ชมให้เราเสียผู้เสียคน  ให้เราลำบากให้เราเดือดร้อน จึงเป็นเรื่องที่เราควรจะมองดูตัวเราเองให้รู้จักว่าอะไรพอเหมาะ อะไรพอดี การเป็นอยู่ในชีวิตประจำวันเราต้องวัดด้วยตัวเอง เช่นว่ากินอย่างไร อยู่อย่างไร ทำ อะไร  อย่างไร  มันเกิดความไม่สบายขึ้นมาก็จดจำไว้ ในชีวิตของเราว่าอย่างนี้มันเกินไป เรา ก็คอยควบคุมให้เกิดความพอดีขึ้นในร่างกาย  ร่ายกายก็อยู่ด้วยสภาพปกติ ไม่เกิดความเสียหายวุ่น วายแก่ตัวมากเกินไป อันนี้เป็นเรื่องที่เราควรจะได้พิจารณาในรอบปีที่ผ่านมา นี้ประการหนึ่ง ทีนี้ในรอบปีต่อไป ขึ้นปีใหม่เราควรจะทำตัวอย่างไร? ควรจะทำไว้ในใจโดยแยบคายโดยวิ ธีใด?  เป็นเรื่องที่ต้องวางแผนอีกเหมือนกัน  วางแผนในปีต่อไปว่าเราควรจะอยู่อย่างไร  เรา ควรจะทำอะไรในหน้าที่ในการงานที่เราปฏิบัติอยู่ในชีวิตประจำวัน  เช่นคนที่ยังประกอบกิจการอัน เป็นหน้าที่  เป็นนักธุรกิจนักค้านักขาย  หรือว่าทำราชการงานเมืองอะไรต่างๆ ก็ควรจะได้มีการ วางแผนว่า ในรอบปีต่อไปเราควรจะทำงานอย่างไร ควรจะแก้ไขตัวเราอย่างไร ความคิดความ เห็นการเป็นอยู่ในชีวิตประจำวัน  มีอะไรที่ควรจะปรับปรุงควรจะแก้ไขให้ดีขึ้น เรื่องอย่างนี้ต้องมี เวลาสำหรับที่จะพิจารณาตัวเอง  ว่าเรานี้มีชีวิตเป็นมาอย่างไร มีอะไรบกพร่องบ้าง มีอะไรที่มัน ขาดไปมีอะไรที่มันเกินไป   มีอะไรที่ควรจะได้ปรับปรุงแก้ไข  เพื่อให้สิ่งทั้งหลายมันเกิดความพอ เหมาะพอดีขึ้นในชีวิตของเรา เป็นเรื่องที่เราควรจะต้องพิจารณากันทั่วหน้า ไม่ว่าคนอยู่ในวัยใดก็ ต้องคิดอย่างนั้นทั้งนั้น เพื่อจะได้มีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลง ชีวิตของเราผ่านมาปีหนึ่ง ก็เท่ากับว่า แก่ขึ้นไปอีก ๓๖๕ วัน เมื่อร่างกายแก่ขึ้น จิตใจก็ต้องสูงขึ้นประณีตขึ้น มีความสงบมากขึ้น มีความรู้ เท่าทันต่อเหตุการณ์มากขึ้น  จึงต้องหันมาพิจารณาเป็นเรื่องๆ ไป เช่นสมมติว่าตัวเรานี้เป็นคนใจ ร้อน หรือว่าใจเย็น ลองพิจารณาดูตัวเอง ถ้าใจเย็นมันไม่มีอะไรเสียหายหรอก แต่ถ้าใจร้อนมันมี เรื่องเสียหาย เพราะคนใจร้อนนั้นมักจะแสดงอาการวู่วามออกมา อะไรมากระทบนิดกระทบหน่อย มันก็ร้อน ขึ้นมาทันที  คล้ายกับดินประสิวไวไฟ หรือดินระเบิดไวไฟ หรือน้ำมันเอาเข้าใกล้ไฟไม่ได้ พอใกล้ ไฟแล้วกปึ๊บปั๊บขึ้นมา เกิดระเบิดปึงปึงขึ้นมาทันที คนที่มีลักษณะเป็นคนใจร้อน ก็มีสภาพเช่นเดียวกัน  ใครพูดใครทำอะไร   ไม่เป็นที่ถูกใจแม้นิดหน่อย  ความเป็นคนใจร้อนก็จะเกิดขึ้น  แล้วแสดงอา การออกมาให้ปรากฏ อาการที่แสดงออกมาจากความใจร้อนก็คือความโกรธนั่นเอง ความโกรธนั้น เป็นอาการของความใจร้อน หรือว่าเป็นลูกของความใจร้อนก็ได้ ความใจร้อนมันเกิดลูกออกมาเป็น ความโกรธ  เป็นความหุนหันพลันแล่น ทำอะไรปึงปังโผงผาง เช่นคำพูดหยาบ กิริยาก็ตึงตัง หน้า ตาก็ไม่ปกติ   เช่นหน้าขึ้นมา   นี่เป็นลูกของความใจร้อนทั้งนั้น  เพราะอาการเช่นนั้นออกมาได้ จากความใจร้อนเราก็ต้องคิดว่า  ความเป็นคนใจร้อนมันไม่ดี  คือมันร้อนใจ  ร้อนใจมันเผาเรา เหมือนกันเผาให้ตัวเราเหี่ยวแห้งชำรุดทรุมโทรมไป  เราอย่านึกว่าความใจร้อนหรือความโกรธนี่ ไม่เป็นอันตราย มันอันตรายที่สุดแก่ชีวิ่ตของเรา อันตรายมากกว่าคนอื่นาทำร้ายเรา คนอื่นจะมาทำ ร้ายเราไม่ค่อยมี  นาน ๆ จะมีอะไรสักทีหนึ่ง เขาจะมาตีเราเขาจะมาด่าเรา หรือว่าทำเราให้ เกิดความเจ็บปวดรวดร้าว ไม่ค่อยมีเท่าใด แต่ว่า ความใจร้อนของเราเอง มันทำลายเราอยู่วัน หนึ่งไม่รู้สักกี่ครั้งกี่หน  ทำให้เกิดอารมณ์ร้อนขึ้นมา  อารมณ์แรงขึ้นมา แล้วให้เกิดความโกรธเกิด ความเกลียด แล้วก็พูดออกไปก็เป็นคำหยาบ ปึงปังโผงผางบ่อย ๆ นี่แหละคือการทำลายตัวเอง สิ่งที่เกิดขึ้นในใจของเราเขาเรียกว่า  เป็นศัตรูภายใน ศัตรูภายในมันทำร้ายเรามากกว่า ศัตรูภายนอก  ศัตรูภายนอกมันต้องหาช่องหาโอากาสที่จะมาทำร้ายเรา  บางทีก็ไม่ได้ช่องเลยแต่ ศัตรูภายในนั้นมีโอกาสเสมอ  มีช่องทางเสมอ ที่จะโผล่ขึ้นมาทำร้ายเราเมื่อใดก็ได้ เพราะฉะนั้น เราจึงอยู่ด้วยความไม่สบาย  คนเราที่มีใจร้อน  ๆ นี่ไม่สบาย จิตใจไม่สงบ การเป็นการอยู่ก็ไม่ เรียบร้อย  ถ้าเราอยู่สองคนสามคน คนที่เขาอยู่ด้วยกับเรานั้นเขาไม่มีความสบายใจเลย เมื่อใด เห็นว่าเราร้อนขึ้นเข้าก็ไม่สบายใจ  มีความเป็นทุกข์แล้ว จึงเป็นทุกข์ทั้งผู้ร้อนและผู้ที่อยู่ใกล้เคียง  ทำให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลผู้นั้นด้วยประการต่าง ๆ จึงควรจะได้พิจารณา ถ้าเห็นว่าเราเป็น คนใจร้อนมักโกรธ มักแสดงอาการออกไปอย่างรวดเร็ว ก็ควรจะได้วางแผนใหม่ วางแผนว่าในปี ใหม่นี้ จะทำเป็นคนใจเย็น จะไม่ใจร้อนจะควบคุมตัวเองไว้ไม่ให้เกิดอารมณ์รุนแรงขึ้นมา เพราะ ถ้าเกิดอารมณ์รุนแรงขึ้นมาในรูปใดก็ตาม  เป็นเรื่องน่าละอายน่าขายหน้า  เพราะเรามีอายุปูนนี้ แล้ว เราเป็นมารดาแล้วบางทีเราเป็นคุณยายแล้วเป็นคุณย่าแล้ว แต่แสดงอาการออกมาเหมือนเด็ก ๆ เรานี่มันเป็นผู้ใหญ่ มีลูกมีหลานเป็นหัวหน้าในครอบครัว ถ้าเราเป็นคนใจร้อนใจเร็วอยู่อย่างนั้น น่าละอาย  แสดงง่าเราไม่มีการควบคุมตัวเอง  ไม่มีการบังคับตัวเองเสียเลย  จิตใจจึงไม่มีระ เบียบเป็นอยู่อย่างนี้  น่าละอายมาก บอกกับตัวเองอย่างนั้น แล้วคุยมีสติควบคุมไว้ ควบคุมตัวเอง ไว้  คอยเตือนตัวเองไว้บ่อย ๆ ว่าใจเย็น ๆ อย่าเป็นคนใจร้อนอย่าเป็นคนวู่วาม ได้พบอะไรได้ เห็นอะไร อย่าทำใจร้อนใจเร็วกับสิ่งนั้น ๆ แต่ต้องเย็น ๆ เย็น ๆ ไว้ก่อน พูดกับตัวเองบ่อย ๆ หรือว่าทำเครื่องหมายอะไรไว้ในบ้าน เป็นเรื่องลับรู้เฉพาะตัวเราเอง มองไปตรงนั้นทีใด ก็รู้ว่าเป็นเครื่องเตือนใจให้เราเป็นคนใจสงบ  ให้เราเป็นคนมีใจเยือกเย็น  ไม่วู่วามไม่ทำอะ ไรร้อนๆแรงๆ ออกมา อันนี้จะช่วยให้เราเกิดความสงบทางจิตใจ แก้โรคใจร้อนได้ ในเรื่องนี้เป็น เรื่องสำคัญที่เราจะต้องวางแผนไว้สำหรับปีใหม่ ว่าเราจะต้องอยู่อย่างคนใจเย็นอยู่อย่างคนมีจิต ใจสงบ  สิ่งใดที่มันเคยเป็นเคยแสดงมาก่อนในรอบปีก่อนนั้น เราถือว่าเป็นเรื่องไม่ดี เป็นเรื่อง ของความเผลอความประมาท   ขาดความระมัดระวัง   ต่อไปนี้เราจะไม่ให้เป็นเช่นนั้นอีกต่อไป  คอยควบคุมตัวเองบอกตัวเองทุกๆวันตื่นเช้าขึ้นก็ต้องบอกตัวเองว่า เราต้องอยู่อย่างคนสงบ อยู่ อย่างคนใจเยือกเย็น จะไม่มีอาการเร่าร้อนไม่มีอาการรุนแรงเกิดขึ้นในใจ อย่างนี้แล้วก็สบายใจ  อะไรๆมันก็ดีขึ้น เป็นเรื่องที่จะต้องวางแผนไว้อันหนึ่ง อาตมาเคยเห็นคนที่ใจร้อนๆ แล้วก็ไม่ค่อย หายมันร้อนอยู่อย่างนั้น ร้อนอยู่หลายๆปีแล้วก็ยังรอ้นอยู่ตลอดเวลา ทำไมจึงเป็นอย่างนั้น เขาไม่รู้ ว่าเขาเป็นคนอย่างนั้น ลืมตัวไปว่าเป็นอย่างนั้น แล้วเมื่อหยุดแล้วก็ไม่ได้นั่งลงพิจารณาตัวเอง ว่า ทำไมเรามันเป็นอย่างนี้ ทำไมจึงพูดถ้อยคำเช่นนั้น ทำไมจึงแสดงอาการเช่นนั้นออกไป ไม่ได้นั่ง สงบใจเพื่อพิจารณา  เมื่อมันพ้นไปแล้วก็ปล่อยให้มันพ้นไปไม่ได้นำเอาเรื่องนั้นมาพินิจวิจัยวิจารณ์  ตัวเอง เพื่อให้รู้ว่าอะไรมันเป็นอะไร จึงอยู่ในสภาพเช่นนั้น ไม่รู้จักจบไม่รู้จักสิ้น บางคนเข้าไปเตือนไปบอกว่า  ทำไมจึงทำอย่างนั้นอีก บอกว่า มันลืมไป ลืมบ่อยๆลืมทุกที  ไม่รู้จักจดไม่รู้จักจำสักที อย่างนี้มันไม่ได้เรื่องอะไร มันเป็นเรื่องเสียหาย จึงต้องคอยระมัดระวัง ตัวอยู่ตลอดเวลา     การระวังตัวเองควบคุมตัวเองไม่ทำอะไรในทางเสียหายซ้ำกันนั่นแหละคือ ความก้าวหน้าในการปฏิบัติธรรม เราเป็นนักปฎิบัติธรรม เราต้องก้าวหน้า ในทางทำจิตใจให้ดีขึ้น ให้สงบ   ให้เยือกเย็น   ต่อเหตุการณ์ต่างๆที่มากระทบ  ไม่ว่าอะไรมากระทบเราสู้ได้  เรามี ความสงบมีความเยือกเย็นอยู่ในใจ  อย่างนี้เราเป็นคนชนะต่อสิ่งเหล่านั้น  ในทางธรรมะท่านจึง สอนว่า ให้อยู่อย่างผู้ชนะ อย่าอยู่อย่าผู้พ่ายแพ้ต่ออารมณ์ประเภทต่างๆ ที่มันเกิดขึ้นรบกวนจิตใจ อันนี้เป็นเรื่องสำคัญ ที่จะต้องฝากให้ญาติโยมทั้งหลายวางแผนในชีวิตในปี ๒๕๒๓ นี้ว่า "เรา จะวางแผนต่อสู้กับอารมณ์แระเภทต่างๆ   ที่ทำให้เกิดความร้อนรนกระวนกระวายใจ  เราจะอยู่ อย่างผู้สงบมีความเยือกเย็น ไม่เป็นพิษเป็นภัยกับใคร ๆ เพราะจิตใจเราสงบเย็น" นี่ประการหนึ่ง เรียกว่าวางแผนไว้ เพื่อให้เป็นคนอย่างนั้น อีกประการหนึ่งเราควรจะได้มีการวางแผนในจุดที่เรียกว่าปรับปรุงจิตใจของเราให้ดีขึ้น จึง อยากจะขอฝากแนวว่า   "ให้เราช่วยกันสร้างพระขึ้นไว้ในใจ  "  สร้างพระอะไรขึ้นไว้มในใจ? เราสร้างพระบริสุทธิ์ขึ้นไว้ในใจ  หรือคำบาลีว่า สุทฺธิ สุทธิ นี่คือ ความบริสุทธิ์ ความบริสุทธิ์เป็น คุณธรรมของพระพุทธเจ้า      พระพุทธเจ้าของเราเป็นผู้บริสุทธิ์หมดจดสิ้นเชิงจากกิเลสเครื่อง เศร้าหมองทั้งหลาย เหมือนคำสวดมนต์ที่เราสวด ว่า "อรหัง สมฺมาสมฺพุทฺโธ ภควา - พระผู้มีพระ ภาคเจ้าเป็นพระอรหันต์  ดับเพลิงกิเลสเพลิงทุกข์สิ้นเชิง  ตรัสรู้ชอบได้ด้วยพระองค์เอง  " ตัว ความบริสุทธิ์นั้นเป็นพระนามของพระพุทธเจ้า ที่เราควรจะเอามาสร้างไว้ในจิตใจของเราเพื่อทำ ใจของเราให้บริสุทธิ์สะอาดปราศจากสิ่งเศร้าหมองใจมันไม่บริสุทธิ์รวดเร็วทันอกทันใจ   แล้วไม่ บริสุทธิ์ร้อยเปอร์เซ็นต์   แต่ให้เรามีการวางไว้ว่า  เราจะก้าวหน้าต่อไปให้จิตใจเราบริสุทธิ์ขึ้น ตลอดเวลา   ทำเหมือนกับว่าว่านายช่างทองที่เขาเอาทองใส่ลงไปในเป้า   แล้วก็สูบไฟให้เกิด ความร้อน  เมื่อเกิดความร้อนแล้วทองที่เป็นแท่งมันก็ละลาย  เมื่อละลายแล้วนายช่างทองก็เอาขี้ สนิมหรือว่าสิ่งทีทไม่ดีไม่งาม  อันสะสมอยู่ในทองนั้นออกให้หมด  เหลือแต่ทองแท้บริสุทธิ์ร้อยเปอร์ เซ็นต์ ทองบริสุทธิ์ร้อยเปอร์เซ็นต์ราคาแพง แต่ถ้ามีอะไรเจือปนอยู่ราคาก็ยังไม่แพง นายช่างทอง เขาจึงค่อยหลอมทองเหล่านั้น แล้วค่อยเขี่ยสิ่งที่ไม่บริสุทธิ์ดทิ้งไปจนเหลือแต่น้ำทองแท้บริสุทธิ์ ฉันใด สภาพจิตใจของคนเรานี้ก็เหมือนกัน ชั้นแรกนี้มันมก็มีสนิมเขรอะขระติดอยู่ในใจ สนิมเหล่านี้มันไม่ ใช่ของเดิม ไม่ใช่มีมาตั้งแต่เกิด ให้เราเข้าใจอันนี้ไว้ให้ดีด้วย ว่าสิ่งชั่วร้ายทั้งหลายที่เกิดขึ้นในใจ ของเรานั้นมันเกิดขึ้นทีหลังทั้งนั้นไม่ใช่มีมาตั้งแต่ดั้งเดิม ไม่ใช่มีมาตั้งแต่เกิดหรืออะไรอย่างนั้นหามิ ได้  เพราะสิ่งทั้งหลายมีการเกิดการดับอยู่ตลอดเวลา  มันเกิดขึ้นแล้วก็ดับไป เกิดขึ้นแล้วก็ดับไป  แต่เพราะเราไม่รู้ไม่เข้าใจในเรื่องนั้นตามสภาพที่เป็นจริง จึงเปิดใจของเราให้เป็นสนามสำหรับ สิ่งนั้นอยู่ตลอดเวลา ให้มันมาเกิดตั้งอยู่แล้วก็ดับไป มาเกิดตั้งอยู่แล้วก็ดับไป เอาใจเราเป็นสนาม ไปเสีย  ให้สิ่งนั้นมาเกิดดับๆๆอยู่ตลอดเวลา เราจึงเลยเข้าใจผิดคิดว่า สิ่งนี้มันมากับเรา มันอยู่ กับเรา  ตลอดเวลาอันนี้คือความเข้าใจผิด  ขอให้เราเข้าใจเสียใหม่ว่า  บรรดาสรรพกิเลสทั้ง หลาย ไม่ว่าจะเป็นตัวใหญ่ ตัวกลาง ตัวน้อย มันไม่ได้มีอยู่ในใจเรามาแต่เดิม แต่มันค่อยสะสมขึ้น บ่อยๆ  ในจิตใจของเรา สะสมนานๆ เข้าก็ชินจนกลายเป็นนิสัย เช่นเรามีนิสัยขี้โกรธนิสัยมักง่าย  นิสัยสะเพร่า  นิสัยอยากได้ มีได้ในเรื่องอะไรต่างๆ นี่มันเกิดที่หลังทั้งนั้น แต่ว่าเกิดแล้วเราไม่รู้  ว่าสิ่งนี้เป็นพิษภัยแก่จิตใจของเรา  เป็นสิ่งที่ก่อให้เกิดปัญหาให้เกิดขึ้นในชีวิตของเรา  เราจึงไม่ พยายามกำจัดสิ่งที่มันเกิดอยู่แล้วให้หมด   ไม่ได้พยายามเพ่งพิจารณา  ว่าสิ่งนี้มันให้ทุกข์แก่เรา อย่างไร ให้โทษแก่เราอย่างไร เราได้รับความลำบากได้รับความเดือดร้อนอยย่างไร จากสิ่งที่มัน เกิดขึ้นในใจของเรานี้ เราไม่ได้นั่งพิจารณา ไม่ได้ค้นคว้าไตร่ตรองในเรื่องบ่อยๆ นัก นี่แหละเขา เรียกว่าไม่ได้เจริญภาวนา  ไม่ได้เจริญกรรมฐาน หรือภาวนาเพื่อให้เกิดปัญญา ในารเพ่งมองสิ่ง เหล่านี้สิ่งนั้นจึงมีโอกาสมาแทรกแซงเราได้  มาทำร้ายเราได้ ผู้อื่นทำร้ายเราเป็นเรื่องเล็ก แต่ เจ้ากิเลสที่มันเกิดในใจเราทำร้ายเรา ทำให้เราวุ่นวายใจอยู่ตลอดกาลนาน ขอให้เข้าใจไว้อย่างนี้ เมื่อเราเข้าใจว่าสิ่งเหล่านี้ มันไม่ได้มีอยู่ในจิตใจของเรา แต่เกิดขึ้นเป็นครั้งเป็นคราว เราก็ ทำหน้าที่คอยระมัดระวัง ไม่ให้สิ่งนั้นมันเกิดขึ้นในใจของเรา ระมัดระวังด้วยอะไร?ก็ด้วยสติปัญญา  ต้องฝึกฝฝนอบรมความรู้สึกนึกคิดของเราให้มันคลองแคล่วให้ชำนาญ ในเมื่อสิ่งใดมากระทบก็จะได้ รู้ว่าสิ่งนี้กำลังเกิดขึ้นแก่เรา เราต้องไม่ให้มันเกิด เพราะถ้าเรารู้ปุ๊บมันก็หยุดปั๊บเหมือนกัน มันจะ ไม่เกิดต่อไป เพราะราคอยกำหนดรู้พอกำหนดรู้มันก็หยุดเพียงเท่านั้น เพราะฉะนั้นท่านจึงสอนให้ทำ จิตใจให้บริสุทธิ์ นี้ก็หมายความว่าให้คอยระมัดระวังสิ่งที่มาแปดเปื้อนจากภายนอก ไมให้มาแปดเป อนได้ยกตัวอย่าง  คล้ายๆ  กับเราอาบน้ำ แต่งงตัวเรียบร้อย ใส่เสื้อผ้าที่สะอาดเราระมัดระวัง เหลือเกิน จะนั่งนี่ก็ต้องระวัง จะไปนั่งตรงไหนก็ต้องระมัดระวัง จะไปยืนตรงไหนก็ต้องระมัดระวัง อะไรเป็นโคลนเป็นเลนเป็นฝุ่น  จะมาแปดเปื้อนร่างกายแปดเปื้อนเสื้อผ้า  นี่เราระวังเพื่อไม่ให้ ร่างกายของเราแปดเปื้อนเพราะเราอาบน้ำใหม่ๆ ร่างกายสะอาดเรียบร้อย เราระวังมากฉันใด  เรื่องเกี่ยวกับจิตใจก็เหมือนกัน  ให้เราระมัดระวังอย่างนั้น คอยระมัดระวังสิ่งนี้จะแปดเปื้อนเรา  เราไปที่ไหนก็ตามจะเห็นอะไร  เห็นแล้วมันจะเกิดอะไร จมูกได้กลิ่นอะไร เมื่อได้กลิ่นแล้วมันจะ เกิดอะไรขึ้น ในจิตใจของเรา ลิ้นได้ลิ้มรสอะไร มันจะเกิดอะไรขึ้นในจิตใจของเรา มือเราจะไป จับต้องอะไรไเข้าแล้วมันจะเกิดอะไรขึ้นในจิตใจของเรา   เราต้องคอยระมัดระวังสิ่งเหล่านี้ไว้  หรือว่าไม่มีอะไรมากระทบ  แต่ว่าของเก่ามันมีเราเก็บไว้สะสมไว้  นั่งเผลอมันก็คิดออกมา จิตก็ ไหลไปตามอารมณ์เหล่านั้น นี่ต้องระวังทั้งนั้น ให้รู้ตัวไว้ ไม่เผอลไผลไม่ประมาท คอยนึกอยู่วาสิ่ง นั้นมันจะเกิดขึ้นในใจของเราเพราะสิ่งนี้มากระทบ  คอยกำหนดคอยพิจารณาไว้บ่อยๆ  ถ้าเราทำ อย่างนี้บ่อยๆ  สติมากขึ้นปัญญาามีมากขึ้น  อารมณ์ภายนอกที่จะเข้ามากระทบ ทำให้จิตใจของเรา เปลี่ยนสภาพไปนั้น  มันก็ค่อยน้อยลงไปเป็นลำดับ ค่อยบริสุทธิ์ขึ้นค่อยสะอาดขึ้น เราจึงต้องตั้งฐาน ไว้ในใจของเราของเราทุกคนว่า ในปี พ.ศ. 2523 นี้เราจะอยู่กับพระบริสุทธิ์ อยู่กับพระพุทธเจ้า คือความบริสุทธิ์  ตั้งใจไว้อย่างนั้น สิ่งใดเป็นความบริสุทธิ์เราจะทำสิ่งนั้น แม้ว่าเหน็ดเหนื่อยจะ ต้องอดทน จะต้องใช้ความเพียรมาก เพื่อให้เกิดสิ่งนั้นขึ้นเราก็ต้องทำ เพราะถ้าทำได้แล้วมันเกิด ประโยชน์เหลือเกิน คนเราสวนมาก  ไม่ค่อยจะใช้ความเพียรความพยายามความอดทน  ความตั้งใจจริงในเรื่องนี้  เรื่องดีๆ  คนตั้งใจกันน้อย  เพราะฉะนั้นจึงวุ่นวายอยู่ตลอดเวลา  มักจะปล่อยตัวปล่อยใจไปตาม อารมณ์ตามสิ่งแวดล้อ ที่มัเกิดขึ้นมากระทบโดยไม่คิดว่ามันเป็นการเสียหาย ยิ่งปล่อยยิ่งเสีย เหมือน กับเราเลี้ยงเด็กถ้าเราปล่อยมากเด็กก็เสียได้ง่าย แต่ถ้าเรามีความระมัดระวังควบคุมไว้ เด็กของ เราก็ไม่เสียหาย  ฉันใดจิตใจก็เหมือนกับเด็กที่ซุกซนนั่นแหละ มันซนเหลือเกินจริงเราจึงต้องควบ คุมไว้  ไม่ให้สภาพจิตเราอ่อนแอ ไหลไปตามเรื่องอะไรต่างๆ คอยกั้นคอยกันมันไว้ บ่อยๆ นานๆ  เข้ามันก็ชิน เรื่องของการกระทำความดีมันเหนื่อนตอนต้น  ลำบาตอนต้น แต่พอทำไปนานๆ แล้วมันก็ชิน พอ เกิดชินแล้วมันก็สบาย เราไม่ต้องทำอะไรแล้วปกติมันเป็นอย่างนั้น เคยห้ามไว้อย่างนั้นเคยกันไว้ อย่างนั้นเป็นปกตินิสัยจนไม่ตอ้งทำ  มันเป็นของมันเองเพราะชินแล้ว  อย่างนี้เราจึงควรอดทนใน ตอนต้นๆ   ในตอนที่เริ่มทำจะรู้สึกลำบากหนอ่ย  เพราะปกติคนเรามักจะตามใจตัวเอง  ตามใจ อารมณ์ตามใจสิ่งแวดล้อม พอเกิดการควบคุมก็รู้สึกว่า แหม ลำบากอึดอัดใจ เหมือนคนบวชใหม่รู้สึก ลำบากในการรักษาพระวินัย   อันเป็นข้อบังคับของพระพุทธเจ้า  แต่พอบวชไปนานๆมันก็ชินกับสิ่ง เหล่านั้น  ไม่ต้องทำมันก็เป็นของมันเองฉันใด  สภาพจิตใจเราก็เป็นอย่างนั้น เมื่เราทำไปจนชิน เข้าๆ  มันก็เคยกับสิ่งเหล่านั้น นั่นแหละเรียกว่าเป็นนิสัยแล้ว เป็นนิสัยในทางดี นิสัยในทางชั่วก็มี  นิสัยในทางดีมันก็มี  เราก็ต้องละนิสัยชั่วมาอยู่กับนิสัยดี  ด้วยการตั้งใจไว้ว่า เราจะอยู่อย่างผู้บริ สุทธิ์ ทีนี้ถ้าเราคิดอะไรมันจะไม่บริสุทธิ์ ก็ต้องหยุดคิด พูดอะไรมันจะไม่บริสุทธิ์ ก็ต้องหยุดพูด ทำอะ ไรมันจะไม่บริสุทธิ์  เราก็ต้องหยุดทำสิ่งนั้น เราจะไปในสถานที่ใด มันจะไม่บริสุทธิ์ เราก็ไม่ไปสู่ สถานที่นั้น  เราคบหาสมาคมกับใคร เรารู้ว่าเพื่อนคนนั้นจะนำเราไปในทางเสื่อมทางเสีย จะทำ ให้เราเสียความบริสุทธิ์ไปเราก็ยับยั้งชั่งใจ  เราไม่ไปกับคนนั้นต่อไป  อันนี้แหละจะช่วยให้สิ่งทั้ง หลายมันอยู่ในสภาพที่เรียกว่า  ดีขึ้นตามโอกาสที่เราได้กระทำ จึงควรตั้งใจไว้ก่อนอธิษฐานใจไว้ ทุกวัน ๆ ตื่นเข้าขึ้นก่อนจะไปไหนก่อนจะทำอะไร อยากจะให้ทำสักอย่าง คือให้ไหว้พระสวดมนต์เสีย หน่อย  ก็ไหว้ตรงนั้นไม่ต้องไปไหน นั่งประนมมือสำรวมจิตใจ นึกถึงพระพุทธเจ้า พระธรรม พระ สงฆ์  ว่าพระองค์มีความดีอย่างไร มีประโยชน์แก่ชีวิตของเราอย่างไร นึกถึงพ่อแม่ครูบาอาจารย์  หรือว่าใคร ๆที่ได้ทำประโยชน์อะไรแก่เรา เพื่อให้เกิดกำลังใจ เพื่อให้เกิดกำลังใจ ครั้นแล้วเรา ก็อธิษฐานใจว่า  เราจะมีความเป็นอยู่ในวันนี้อย่างผู้บริสุทธิ์ ให้ตั้งในไว้อย่างนั้น ว่าอยู่อย่างผู้บริ สุทธิ์ เมื่อเราได้ตั้งในไว้อย่างนั้น เราจะคิดอะไรเราจะพูดอะไร เราจะทำอะไรก็ต้องวินิจฉัยเสีย ก่อนว่า  สิ่งที่เรากำลังคิดมันคิดด้วยอะไร  ถ้าคิดด้วยความโลภถ้าคิดดว้ยความโกรธ  ถ้าคิดด้วย ความหลงด้วยความริษยา  ด้วยความพยาบาท ด้วยความแค้นเคืองต่อบุคคลต่ออะไรต่าง ๆนี่ไม่บริ สุทธิ์ สิ่งนี้ไม่บริสุทธิ์เราจะคิดอย่างนี้ไม่ได้ มันขัดต่ออุดมการ ขัดต่อความตั้งใจที่เราได้ตั้งใจไว้ใน ตอนเช้า เราต้องเลิกคิดสิ่งนั้นทันที เพราะมันไม่บริสุทธิ์ หรือว่าเราจะไปไหน  เช่น เพื่อนมาชวนไปไหน ให้ไปร้านขายเหล้ามันไม่บริสุทธิ์ เราไป ไม่ได้ ให้ไปบ่อนการพนัน มันไม่บริสุทธิ์ เราจะไปไม่ได้ ให้ไปสนามม้า ให้ไปดูม้าแข่ง แล้วจะได้ แทงกับเขาบ้าง   เราก็ไม่ไป   เพราะมันขัดต่อความบริสุทธ์  เราจะไปในสถานที่เช่นนั้นไม่ได้  กลางค่ำกลางคือนเราจะออกไปเที่ยว ไปเที่ยวทำไม ไปสูดอากาศสกปรกตามย่านถนนรนแคมซึ่งมี คนมาก ๆ มันไม่บริสุทธิ์ในทางร่างกายทำให้จิตใจของเราก็ไม่บริสุทธ์ เกิดความฟุ้งซ่านไม่ได่ประ โยชน์อะไร  เราก็ไม่ไปในสถานที่นั้น ๆ ไม่ร่วมเดินทางกับบุคคลปรเภทนั้น ๆ เราไม่คิดอย่างนั้น  เราไม่พูดอย่างนั้น    เราไม่ทำอย่างนั้น   เพราะมันขัดต่อความบริสุทธ์ของเรา   อันนี้เราจะ ต้องคอยสอบสวนทวนถามตัวเองไว้บ่อย ๆ เพราะเราตั้งหลักไว้ว่าเราจะอยู่เพื่อความบริสุทธิ์ ถ้า สิ่งใดมันไม่บริสุทธิ์มันขัดต่อคำสอนของพระพุทธเจ้า ที่ว่าไม่บริสุทธิ์ให้เข้าว่ามันขัดต่อคำสอนของพระ พุทธเจ้า เพราะคำสอนของพระพุทธเจ้าเป็นแนวทางให้เราเดินไปสู่ความบริสุทธิ์ สู่ความเป็นพุทธะ ความเป็นพุทธะก็คือความบริสุทธิ์ เราไปไม่ได้ ให้ไปบอ่นการพนัน มันไม่บริสุทธิ์เราไปไม่ได้ ให้ ไปสนามม้า  ให้ไปดูม้าแข่ง  แล้วจะได้แทงกับเขาบ้าง เราก็ไม่ไป เพราะมันขัดต่อความบริสุทธิ์  เราจะไปในสถานที่เช่นนั้นไม่ได้  กลางค่ำกลางคืนเราจะออกไปเที่ยว  ไปเที่ยวทำไม  ไปสู่อา กาสสกปรกตามย่านถนนรนแคนซึ่งมีคนมากๆ   มันไม่บริสุทธิ์ในทางร่างกายทำให้จิตใจของเราไม่ บริสุทธิ์เกิดความฟุ้งซ่านไม่ได้ประโยดอะไร  เราก็ไม่ไปในสถานที่นั้นๆ  ไม่ร่วมทางกับบุคคลประ เภทนั้นๆเราไม่คิดอย่างนั้น  เราก็ไม่พูดอย่างนั้น เราไม่ทำอย่างนั้น เพราะมันขัดต่อความบริสุทธิ์ ของเรา  อันนี้เราจะต้องคอยสอบสวนทวนถามตัวเองไว้บ่อยๆ เพราะเราตั้งหลักไว้ว่าเราจะอยู่ เพื่อความบริสุทธิ์ ถ้าสิ่ใดมันไม่บริสุทธิ์มันขัดต่อคำสอนของพระพุทธเจ้า เพราะคำสอนของพระพุทธ เจ้า ที่ว่าไม่บริสุทธิ์นั้นให้เข้าใจว่ามันขัดต่อคำสอนของพระพุทธเจ้า คำสอนของพระพุทธเจ้า เป็น แนวทางให้เราเดินไปสู่ความบริสุทธิ์เพราะฉะนั้น สิ่งนั้นมันขัดกัน เราก็ไม่ทำ แม้การดำเนินอาชีพ ในชีวิตประจำวัน  อาชีพใดที่มันส่งเสริมความไม่บริสุทธิ์ในทางจิตใจ  ส่งเสริมสังคมให้เกิดปัญหา  เกิดความวุ่นวาย  เราก็ไม่เอาสิ่งนั้น เราจะไม่ทำสิ่งนั้น จะทำฉะเพราะสิ่งที่มันส่งเสริมความไม่ บริสุทธิ์ ให้เรียบร้อยไม่มีความยับยั้งชั้งใจในทางที่ถูกต้อง อย่างนี้เป็นตัวอย่าง หรือถ้าว่าเราเป็น นักเขียนนิทานนิยายนวนิยายอะไรต่างๆให้คนอ่าน เราก็ต้องนึกว่าเมื่อเขียนออกไปแล้วคนอ่านเขา จะรู้สึกอย่างไร  อ่านแล้วมันจะเกิดอะไร ถ้าอ่านแล้วมันเกิดความกำหนัด เกิดความขัดเคืองเกิด ความลุ่มหลง  เกิดความมัมเมาขึ้นในจิตใจ  มันไม่ดีแล้วทำให้เกิดเสียคน ทำให้คนอ่านเสียสภาพ ทางจิตใจ  เราก็ไม่กระทำในสิ่งนั้นลงไป  เราจะเอาอะไรให้กับเพื่อนของเรา เราก็ต้องส่งที่ดี งาม  ไปให้แก่เพื่อนของเรา ให้เพื่อนดูแล้วเกิดความรู้สึกสร้างเสริมทางจิตใจ เกิดความสวยงด งามทางจิตใจ  เหมือนกับห้างร้านใหญ่ๆในเมืองไทยของเราทำปฏิทินสำหลับไปเที่ยวติดไว้ตามบ่น  บางปฏิทินมันก็เป็นภาพไม่ค่อยดี   คือภาพยั่วกิเลส   อย่างนี้มันก็ไม่สมควร  ที่เราจะไปให้ติดไว้ ตามบ้านแต่ปฏิทินอย่างนั้นมักจะมาจากบริษัทขายสุราหรือว่าของมึนของเมาทั้งหลาย เพราะพวกนี้มัน ก็มอมคนอยู่แล้ว ทีนี้ปฏิทินก็เป็ประเภทมอมคนอีกเหมือนกัน คนเอาไปไว้ตามบ้านตามช่อง ก็มอมเมา จิตใจของคนในบ้าน  ให้เด็กมองเห็นแล้วมันก็เกิดกิเลส เกิดอะไรขึ้นมา ของอย่างนั้นเราไม่ควร เอามาไว้ที่บ้าน  แม้ใครจะเอามาให้ก็เอาไปเก็บไว้ในโกดัง  เอาไปทิ้งๆไว้ก่อน เราไม่เอามา แขวนอวดในห้องรับแขก เพราะมันเป็นสิ่งไม่ดีงาม ในห้องรับแขกในบ้านของเราต้องมีภาพที่จูงใจให้เกิดความเลื่อมใสในศาสนา ให้เกิดความ เมตตาเกิดความเมตตาเกิดความปรารถนาดีต่อเพื่อนมนุษย์    เช่นภาพวัดวาอารามภาพทิวทัศน์ที่ สวยงามภาพเจดีย์โบราณวัตถุอะไรอย่างนี้ เป็ภาพที่เราควรจะเอามาอวดรับแขก แขกที่มาก็จะได้ เห็น  เห็นแล้วทำให้คิดว่าเรานี้เป็นคนอยู่กับพระ หรือว่าเป็นคนอยู่กับมาร เป็นคนเดินในแนวทาง ไหน  เป็นการสร้างเสริมความบริสุทธิ์ผุดผอ่ง  เรานี้โทรทัศน์ในบ้านเราจะเปอดให้เด็กดู เราก็ ต้องเปิดดูก่อนว่ามันออกภาพอะไร ถ้าออกเรื่องไม่ดีปิดเสีย ค่อยไปเปิดใหม่เอาเรื่องที่มันดีๆงามๆ  เจ้าหน้าที่โทรทัศน์วิทยุ   สื่อสารมวลชนในประเทศไทย   ถ้ามีอุดมการว่าเราจะสร้างสรรค์ประ เทศชาติ  ให้มีความเจริญมีความก้าวหน้าในทางด้านจิตใจ สร้างจิตใจกันก่อน จึงจะสร้างวัตถุได้  ถ้าจิตใจคนมันไม่ดี วัตถุมันก็ไม่ดี คนมันเสียแล้วสร้างอะไรมันก็เสีย จึงต้องสร้างเสริมสิ่งที่ดีงามขึ้ ในจิตใจ เพราะเรามีความมุ่งหมายว่า เราอยู่เพื่อความบริสุทธิ์ เราจะชวนเพื่อนฝูงมิตสหายเข้า สู่ความบริสุทธิ์ต่อไป  การชวนเพื่อนเข้าสู่ความบริสุทธิ์ก็คือชวนเพื่อนมาวัด มาฟังธรรม ส่งหนังสือ ไปให้เขาอ่าน  เช่นเราส่ง  ส.ค.ส.เป็นหนังสือประเภทธรรมะให้คนอ่าน นี่เรียกว่าเป็นการส่ง เสริมความบริสุทธิ์สะอาด ดีกว่าส่งเสริมสิ่งอื่น ญาติโยมก็ได้กระทำอยู่แล้ว ปรากฏว่า  ส.ค.ส.  อาทิตย์ก่อนนี้ขายดี ขายดีก็ไม่ได้เอาไปไหน เงินนั้นก็เอามาเป็นทุน พิมพ์หนังสือต่อไป  เพราะว่าปีนี้พิมพ์หนังสือเล่มใหญ่อยู่เล่มหนึ่ง คือหนังสือคำสอนผู้บวชใหม่ ที่พิมพ์ ไว้ก่อนมันจะหมดแล้ว ผู้บวชเข้ามาใหม่จะไม่มีใช้ก็ต้องหาทุนมาพิมพ์ต่อ ขายหนังสือได้ถ้าเหลือก็เอา ไว้พิมพ์หนังสือเล่มใหญ่  อันจะเป็นประโยชน์แก่ผู้เข้ามาบวชมาเรียนต่อไป เพราะเราต้องการส่ง เสริมคนให้เข้าถึงธรรมะ ให้มีพระประจำจิตใจ เพราะฉะนั้นในปี   พ.ศ.2523  นี้ขอให้เราถือว่า  เป็นปีแห่งความเมตตาปราณี  เป็นปี แห่งความเสียสละ เป็นปีที่เราทุกคนจะต้องก้าวไปสู่ความบริสุทธิ์ทั่วกัน ขอให้ถือไว้อย่างนี้แล้วช่วย บอกกับใคร ๆ ว่า "ในปี พ.ศ.2523 นี้ ให้ถือว่าเป็นปีแห่งความเมตตาปรานี เป็นปีแห่งความเสีย สละ เป็นปีที่จะก้าวหน้าไปสู่ความบริสุทธิ์ผุดผ่องทางจิตใจ " ให้เราถือไว้เป็นหลักในจิตใจอย่างนี้ ดังที่ได้แสดงมา เพื่อเป็นเครื่องเตือนจิตสะกิดใจแก่ญาติโยมพุทธบริษัททั้งหลาย ก็พอสมควร แก่กาลเวลา จึงขอยุติไว้แต่เพียงนี้.OPT 1.50!B„!FNn