ปาฐกถาธรรม โดย พระเทพวิสุทธิเมธี(ปัญญานันทภิกขุ) วันอาทิตย์ที่ ๒๙ พฤศจิกายน ๒๕๒๔ เรื่อง ปัญญามีมาเพราะใจสงบ ญาติโยมพุทธบริษัททั้งหลาย ณ  บัดนี้ถึงเวลาของการฟังปาฐกถาธรรมะ  อันเป็นหลักคำสอนในทางพระพุทธศาสนาแล้ว ขอให้ ทุกท่านอยู่ในอาการสงบ ตั้งอกตั้งใจฟังด้วยดี เพื่อให้ได้ประโยชน์อันเกิดขึ้นจากการฟังตามสมควรแก่เวลา เมื่อวันอาทิตย์ก่อน  ได้พูดถึงเรื่องชีวิตของคนเราว่า  ต้องการอะไรเป็นสิ่งสูงสุด ความต้องการ ของคนเรานั้นอาจจะไม่เหมือนกัน คือว่า ขึ้นอยู่ตามขั้นของจิตใจ ที่ได้รับการอบรมหรือไม่ได้รับการอบรม  ถ้าเป็นคนธรรมดาสามัญทั่วไปแล้ว  ก็ย่อมจะมีความต้องการในเรื่องเกี่ยวกับปัจจัยสี่  คือต้องการอาหาร  เสื้อผ้า  ที่อยู่อาศัย  หยูกยาสำหรับแก้ไข้ ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับชีวิต แล้วก็มีความต้องการให้ดีให้มาก  ให้อร่อย เช่นอาหารที่เรารับประทานทุกวัน ทุกคนก็ต้องรับประทานอาหารที่เอร็ดอร่อย อาหารดี เพราะ ฉะนั้นจึงเกิดมีร้านอาหารประเภทต่างๆ  ขึ้นมาก  โดยเฉพาะกรุงเทพฯ นั้น มีร้านอาหารที่มีชื่อมากมาย  แล้วก็มักจะเขียนโฆษณาว่า มีอาหารประเภทนั้นประเภทนี้ ล้วนแต่มีรสชาติเอร็ดอร่อย น่ารับประทานด้วย กันทั้งนั้น  ก็ปรากฏว่ามีคนไปอุดหนุนกันอย่างคับคั่ง  อันนี้เป็นเครื่องแสดงอยู่ในตัวว่า  คนเรานั้น  ต้อง การความเอร็ดอร่อยทางลิ้น  ต้องการอาหารทีมีรสมีชาติ ถ้าไปรับประทานที่ร้านไหนอาหารไม่อร่อย รับ ประทานแล้ว  ยังมาเที่ยวคุยอีก  เป็นการโฆษณาให้ร้านไปในตัว  ว่า  แหม อาหารที่ร้านนั้นอร่อยมาก  รสชาติดี อะไรต่ออะไรดี เที่ยวจูงเพื่อให้ไปจ่ายสตางค์อีก นี่เป็นเครื่องแสดงว่า คนเราต้องการความเอร็ดอร่อย ในทางอาหาร เสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่มก็เหมือน กัน ก็มีร้านตัดเสื้อผ้ามากมาย ชื่อแปลกๆ แล้วก็ตัดในรูปแปลกๆ สีสรรวรรณะก็สวยงามเรียบร้อย ฝีมือประ ณีต เอามาสวมใส่แล้วภูมิใจ ว่าเราได้สวมใส่ผ้าที่มีราคา เขาเล่าให้ฟังว่าเสื้อยืดที่ทอในประเทศไทย ตัว หนึ่งราคา ๒๐๐ บาท แต่ว่าคนไม่ค่อยนิยมใช้ ต้องไปซื้อตราจรเข้หรือตราจิ้งเหลนอะไรก็ไม่รู้ ที่เขาทำมา จากต่างประเทศ  ตัวหนึ่งราคาตั้งพันบาท  เอามาสวมใส่ ถ้าได้ใส่เสื้อยืดตัวละพันแล้วรู้สึก แหม กูนี่มัน เหลือเกินแล้ว ภูมิอกภูมิใจ มันเป็นอย่างนั้น เพราะฉะนั้นคนที่ไปเมืองนอก ที่มีเสื้อยืดชนิดนี้จำหน่าย เขา ก็มักจะซื้อมาทีละโหลสองโหล  แต่ว่าซื้อมาแล้วก็ถอดเอาห่อออกเสีย เอากล่องพลาสติคออกเก็บเสียแล้ว เอาแต่เสื้อเฉยๆ ใส่กระเป๋ามา ผ่านด่านศุลกากรก็ไม่ต้องเสียภาษี เพราะเขานึกว่าของใช้ แต่พอมาถึง เมืองไทย ก็ใสกล่องเดิม เสร็จแล้วเอาไปส่งตามร้าน ได้กำไรดี เพราะว่าเขาไปขายตัวละพันบาท คน ไทยเราชอบซื้ออย่างนั้น  ของอันใดแพงจากต่างประเทศเราชอบใจ  ซื้อสวมใส่กัน แล้วไปอวดเพื่อนฝูง  เพื่อนฝูงที่ไม่มีเสี้อชนิดนั้นใช้ ก็รู้สึกมันล้าสมัยน้อยเนื้อต่ำใจ ต้องการจะแข่งขันให้ทันเพื่อน ก็เลยต้องไปซ อเสื้อยึดตัวละพัน เอามาใส่ให้เพื่อนมันเห็นต่อไป นี่ก็เป็นความต้องการอย่างนั้นทั่วไปเป็นธรรมดา บ้านเรือนที่อยู่อาศัย  ก็ต้องมีอะไรให้มันแปลกๆ  สวยงาม ออกแบบไม่เหมือนใคร สถาปนิกจึงนั่ง คิดนั่งค้นว่าจะออกแบบไหนทำดี  ทำให้มันเด่น ให้คนเห็นแต่ไกลแล้วคิดว่า แหม บ้านใคร  ดูไปดูมา แล้วคล้ายกรงนกพิลาปมันก็มีเหมือนกัน  คือมันออกมุขมากนั่นเอง  มุมนั้นนิดมุมนี้หน่อย  เลยนึกว่าเหมือน กับกรงนกพิลาป  แต่ความจริงมันเป็นกรงคน ไม่ใช่กรงนก ก็ต้องการแบบแปลกๆ ทำอะไรให้สวบให้งาม  ของบางอย่างพอใช้ได้ก็ไม่เอา  เอาให้มันดีวิเศษ เช่นห้องน้ำนี่ราคาก็แพง บางบ้านใช้ห้องน้ำราคาแพง เป็นแสน  ความจริงมันก็เท่านั้นเข้าไปถึงก็อาบน้ำ  อาบเสร็จแล้วก็เช็ดตัวออกมาเท่านั้น แต่ก็ต้องให้มัน แพงหน่อย ไม่รู้จะอวดใคร เพราะว่าแขกไปใครมาเขาก็ไม่เข้าห้องน้ำกันกี่คน ถึงเข้าก็เข้าห้องเล็กๆ ที่ เขาจัดไว้พิเศษ  สะดวกแก่ผู้ไปมา  แต่นิสัยชอบของสวยงาม ชอบของแพง มันก็ต้องทำให้ดีให้งามเป็นพิ เศษ นี่เรื่องของที่อยู่อาศัย หยูกยาแก้ไข้นี่มันไม่เหมือนของอื่น  แต่ว่าเราต้องการอะไรไม่ได้ แต่ก็ต้องหาหมอที่ชำนาญในการ รักษาโรค  แล้วหมอให้ยาอย่างนั้นอย่างนี้ ถ้าเป้ฯคนบ้านนอกบ้านนานี่ชอบฉีดยา ถ้าไปหาหมอขอฉีดยาสัก เข็ม   ไม่รู้ว่าโรคอะไรขอฉีดเสียเรื่อย  เพราะฉะนั้นพวกนายสิบเสนารักษ์พอได้หากิน  คือหาเข็มเข้า สักกล่องหนึ่ง แล้วก็มียาอะไรก็ได้ที่เขาใส่หลอด บางทีก็เป็นน้ำธรรมดา ที่เขาอัดมา คือน้ำธรรมดาๆ ใส่ หลอดไว้ ราคามันก็ไม่แพงอะไร แต่ไปบ้านนอกก็ฉีดเอา ๕๐ บาท ๖๐ บาท ฉีดเรื่อยไป แล้วบางคนก็ติด ฉีดยา ไม่ได้ฉีดอยู่ไม่ได้ แต่นั่นมันก็เป็นยาเสพติดไป เอาไปขายแล้วก็ฉีด คราวหนึ่งไปเทศน์ที่จังหวัดเพชรบูรณ์  คนเฒ่าคนแก่เขามาบอกว่า ท่านเจ้าคุณช่วยเทศน์หน่อย คน แถวนี้มันติดยาฉีดกันงอมแงมไปหมดแล้ว   ถ้าไม่ได้ฉีดยาแล้วมันบิดมันเมื่อยตัวไม่สบาย  พอได้ฉีดสักเข็ม แล้วก็สบาย แล้วศึกษาสืบถามว่า ยาที่ฉีดมันเป็นยาพวกอะไร เขาก็บอกว่ามันเป็นยาเสพติดชนิดหนึ่ง ที่นัก ฉีดยาเอามาฉีดชาวบ้าน ชั้นแรกฉีดให้ราคาถูกๆ เข็มหนึ่งก็เพียง ๑๐ บาทเท่านั้น แต่พอติดแล้วก็เอาเข็ม ละ  ๕๐-๖๐ ถึง ๑๐๐ บาท เขาเรียกว่าอยู่ในกำมือ เช้าก็ไปฉีดเป็นรายบุคคลไปเลยทีเดียว ติดกันงอม แงมไปหมด เรียกว่าติดยา นั่นเป็นเรื่องคนทั่วๆ ไปมีความต้องการอย่างนั้น ในวัตถุที่ตนจะพึงมีพึงได้ อะ ไรที่ได้มาแล้วก็ไม่พอใจ ต้องหาใหม่ต่อไป ที่เขาพูดกันว่า มันเซ็งอะไรนั่นหมายความว่ามันรู้สึกเบื่อหน่าย  จืดชืดในการที่จะมองสิ่งนั้นจะใช้สิ่งนั้น  เพราะฉะนั้นเราจึงต้องหาสิ่งใหม่ๆ  แปลกๆ มาสนองความต้อง การของเราอยู่ตลอดเวลา ไม่รู้จบไม่รู้สิ้น ถ้าเป็นคนมีเงินมีทองก็ไม่ค่อยจะเดือดร้อนเท่าใด  แต่ถึงแม้ตัวจะไม่เดือดร้อน มันก็เป็นตัวอย่าง ไม่ดี คือเป็นตัวอย่างให้คนอื่นเอาอย่าง แข่งขันกัน ในเรื่องนั้นเรื่องนี้ต่อไป เช่นว่างานพิธีกรรมต่างๆ ที่ เราทำกันอยู่ในบ้านเมืองของเรา เช่นงานศพ งานบวชนาค งานแต่งงาน คนมีเงินมากๆ ก็ทำอย่างใหญ่ โตหรูหรา  สิ้นเปลืองไปในเรื่องที่ไม่จำเป็นนั้นมีจำนวนถึง  ๘๐ เปอร์เซ็นต์ เรื่องที่จำเป็นนั้น มีสัก ๒๐  เปอร์เซนต์เท่านั้นเอง ทำไมจึงต้องจ่ายมากไปในเรื่องที่ไม่จำเป็นเพราะเรื่องเอาหน้าเอาตากัน แข่งขัน กัน  กลัวจะน้อยหน้าคนนั้นคนนี้ กลัวเขาจะหาว่าเราเป็นคนไม่มีเกียรติ เขาวัดเกียรติกันด้วยการใช้จ่าย  ด้วยการทำอะไรให้มันสิ้นเปลือง  ในเรื่องที่ไม่ควรจะสิ้นเปลือง  จึงได้พบว่ามีการสิ้นเปลืองในเรื่องพิธี กรรมต่างๆ ไม่ใช่น้อย ปีหนึ่งๆ ถ้ารวมเข้าแล้ว คนไทยเราต้องสูญเสียเงินทองไปในเรื่องที่ไร้สาระเป็น จำนวนสักพันล้านเห็นจะได้   ถ้าทั้งประเทศเอามารวมกันเข้า   แต่เราไม่ค่อยจะได้คิดในเรื่องอย่างนี้  เพราะเห็นว่าเป็นเรื่องต่างคนต่างทำ เป็นเรื่องเล็กน้อย แต่ความจริงนั้นมันเป็นเรื่องใหญ่ เป็นเรื่องสำ คัญ ที่จะต้องอุดรูรั่วเหล่านี้ รูรั่วของภาชนะที่เราใส่น้ำ แม้มันรั่วเท่ารูเข็มเท่านั้น แต่มันรั่วตลอดเวลา น้ำมันก็น้อยลงไปๆ จน หมดภาชนะหรือทั้งโอ่งทั้งไหก็ได้  ฉันใด  ในเรื่องเกี่ยวกับเงินทองทรัพย์สินที่เราใช้จ่ายไปในเรื่องที่ไร้ สาระ มันก็เป็นการสูญเสียไปในเรื่องนั้นเรื่องนี้ เขาเล่าให้ฟังว่าที่เมืองสุพรรณ  มีคนหนึ่งบวชลูกหมดเงินไปแปดหมื่นบาท บวชลูกชายคนเดียวหมด เงินไปแปดหมื่น  ไม่ใช่ว่าซื้อผ้าไตรพิเศษ  หรือว่าบาตรปิดทองก็หามิได้ แต่มันหมดไปในเรื่องเหลวไหล  เรื่องสนุกสนานเฮฮาทั้งนั้น ส่วนในเรื่องบวชนั้นความจริงก็ไม่เท่าใด มีญาติโยมถามบ่อยๆ ว่าบวชใช้เงิน เท่าไร  บอกว่าถ้าบวชจริงๆ มันไม่เท่าไหร่หรอก มันไม่ถึงพันบาทด้วยซ้ำไป แต่ถ้าบวชเล่นบวชสนุกบวช เอาหน้ามันสิ้นเปลืองมาก มันต้องใช้ในเรื่องเหลวไหลฟุ่มเฟือย เรื่องไร้สาระมันมาก ทีนี้จะบวชแบบไหน  บวชแบบสิ้นเปลือง  หรือว่าบวบแบบจริงๆ  กัน ถ้าเอาบวชแบบจริงๆ ก็ไม่มีอะไร ซื้อแต่ผ้าไตรไตรหนึ่ง  บาตรใบหนึ่งมันก็หมดกันเท่านั้น   เงินทองมันก็ไม่สิ้นเปลืองอะไรนักหนา  แต่ถ้าบวชสนุกบวชเล่นมันก็สิ้น เปลืองมาก  เพราะฉะนั้น คนบางคนพูดว่าจะบวชแต่ยังไม่มีเงิน ถ้าว่าต้องการเงินสักเท่าไร ที่คิดว่าจะ บวชนี่  ต้องการเงินสักสองสามหมื่นเอาไปทำอะไรตั้งสองสามหมื่น  ลองถามต่อไปว่ามันต้องมีไอ้นั่นไอ้นี่  บอกว่านั่นมันเรื่องฉิบหายทั้งนั้น  มันไม่ใช่เรื่องที่เป็นบุญเป็นกุศลอะไร ทำไมจะต้องจ่ายอย่างนั้น ก็เนื่อง จากว่าเอาอย่างกัน บ้านโน้นทำอย่างนั้น เราก็ต้องเอาอย่าง ถ้าไปทำน้อยกว่าบ้านโน้นมันก็ไม่ได้ มันน้อย หน้า เสียหน้า เรื่องหน้าๆ มันน่ากลัวนักหนา เสียเงินเสียทองไปเยอะแยะ ปีหนึ่งก็ไม่ใช่น้อย ถ้าเราตัด ปัญหาเรื่องอะไรที่ไม่จำเป็นออกไปเสียบ้าง ความสิ้นเปลืองมันก็ไม่มากมายอะไร เช่นทำบุญสุนทาน ถ้าจะ ทำบุญแบบไม่สิ้นเปลืองก็ได้ เช่นเราจะเลี้ยงพระ กับข้าวก็ไม่ต้องมากเกินไป เอาสักอย่างสองอย่างก็พอ แล้ว พระก็ฉันได้สบาย โยมอย่านึกว่าของมากพระจะฉันได้ อาตมาเป็นพระมาหลายปีจะบอกให้รู้เสียด้วย ว่า ของมากมันฉันไม่ไหว มองแล้วตาลาย ไม่รู้จะกินอะไร มันยุ่งแล้วมันเบื่อพอเห็นมาก มันแน่นท้องเสีย แล้ว มันอึดอัด แต่ว่าถ้ามีแกงสักอย่างหนึ่งสองอย่าง เช่นแกงเลียง แกงจืดแกงผักบ้านเราหรือว่าแกงเผ็ด แกงส้มอะไร สักอย่างหนึ่ง พระฉันได้มาก ฉันจนโยมสบายใจว่า แหม ฉันหมดเลย ก็ของมันน้อยก็ฉันหมด  ทีนี้ถ้าของมากจะฉันได้อย่างไร โยมก็บ่นอีกว่า ท่านไม่ฉัน ฉันไม่ไหวมันมากเกินไป ทีนี้เราตองการให้พระ ฉันหรือว่าให้ท่านเบื่อ  เอาอาหารเบื่อพระ ก็มากมายเต็มโต๊ะจนไม่รู้ว่าจะฉันอะไร แล้วมันก็ไม่ได้อะไร  ทีนี้ถ้าเราจะให้พระฉัน ทำน้อยๆ พระฉันสบาย วันนั้นนั่งรถแท็กซี่ คนขับแท็กซี่เขาเคยอยู่วัด แล้วเขาคุยว่า ผมปีหนึ่งทำบุญครั้งหนึ่ง แล้วเขาเล่าว่า ผมทำบุญทำไม่เหมือนใคร  ตำน้ำพริกครกใหญ่ แล้วก็ปลาทูยอดผัด แล้วก็มีแกงจืดอะไรสักอย่างหนึ่ง ผม นิมนต์พระมาฉัน  ท่านฉันกันอย่างสบาย ท่านฉันได้มาก ผมนั่งดูท่านฉันแล้วก็พลอยหิวข้าวไปด้วยเหมือนกัน  คือท่านฉันอร่อย เพราะของมันพื้นบ้านง่ายๆ เราทำของดีๆ ไปก็ไม่ไหว เคยมีโยมคนหนึ่งทำกับข้าวดีๆ ทั้ง นั้น  ของหวานก็ดีๆ ทั้งนั้น เอาไปถวายพระ พระบ้านนอกท่านฉันไม่ได้ โยมถึงกับร้องไห้เลย ร้องไห้ว่า  แหม อุตส่าห์ทำเกือบล้มเกือบตายพระไม่ฉัน คือท่านฉันไม่ได้เพราะของท่านไม่เคยฉัน เช่นว่าของหวานนี่  มันหวานเสียเหลือเกิน ท่านฉันไม่ลง เลยโยมก็เสียใจ นั่นถ้าโยมแกแกงพื้นบ้านไปถวาย พระฉันหมดหม้อ เลย แกไม่ต้องร้องไห้ นี่มันเป็นอย่างนี้ของง่ายขึ้นไม่ค่อยทำ ของยากคนชอบทำ คราวหนึ่งไปเทศน์แถวกำแพงเพชร   แล้วก็นั่งรถผ่านป่ากล้วยเยอะแยะ   เวลาฉันอาหารของ หวานมีแต่ขนมทั้งนั้น  ทองหยิบฝอยทอง อะไรก็ไม่รู้ บอกว่าโยมแถวนี้เห็นกล้วยมีมากมายก่ายกอง ทำไม ไม่เอามาถวายพระบ้างล่ะ บอกว่านึกว่าพระมาจากกรุงเทพ ฯ ไม่ชอบฉันกล้วยน้ำว้า บอกว่าอ้ายนั่นแหละ ของชอบ เลยไปเอามาตั้งเครือ เอามาถวาย แล้วบอกว่าเหลือเอาใส่ท้ายรถไปด้วยเอาไปวัด ฝากพระ ที่วัดต่อไป   เขาเห็นว่ากล้วยนี่เป็นของต่ำไป   ไม่ควรจะถวายเจ้าคุณ  นึกว่าเจ้าคุณนี่ชอบแต่ทองหยิบ ฝอยทอง ความจริงมันไม่ไหวของอย่างนั้น ทีกล้วยไม่ถวายพอบอกให้ถวายก็เอามาเป็นเครือเลย บอกว่า เอามาเถอะใส่ท้ายรถกลับกรุงเทพฯ  ของธรรมดามันดีไม่ถวาย  มันเป็นอย่างนี้  เราเข้าใจผิด ความ ต้องการของคนมันเป็นอย่างนั้น  ต้องการความเอร็ดอร่อย  ความเพลิดเพลินทางตา เพลิดเพลินทางหู  เพลิดเพลินทางจมูก  ทางลิ้น เพลิดเพลินไป นี่มันเป็นความสบายส่วนหนึ่งของคนทั่วไป แต่ว่ามันยังไม่ใช่ สบายอย่างแท้จริง ความสบายที่แท้จริงนั้น   มันต้องเกิดจากจิตใจที่สบายจิตใจที่สงบนั้นเป็นความสบายที่แท้จริง  ซึ่ง ความจริงนั้นมันมีอยู่แต่ว่าเราเอาอะไรมาปิดมันเสีย   ไม่ให้มันโผล่ออกมา  ความจริงความสงบมันมีอยู่ ตามธรรมชาติ เป็นธรรมชาติคือสงบอยู่ แต่ว่าเราไม่ให้มันโผล่ออกมาได้ ไม่ความสงบโผล่ เพราะว่าเรา เอาความวุ่นวายไปปิดมันเสีย  เรานึกไปแต่เรื่องภายนอก  นึกไปในเรื่องรูป  เรื่องเสียง  เรื่องกลิ่น  เรื่องรส เรื่องสิ่งที่ถูกต้องทางกายประสาทอยู่ตลอดเวลา ความสงบไม่มีเวลาที่จะโผล่ออกมา ทีนี้เรา ลองปิดเสียบ้าง ลองปิดตา ปิดหู ปิดจมูก ปิดปากเสียบ้าง เรียกว่าเป็นพระปิดทวารเสียบ้าง พระเครื่อง มีอยู่องค์หนึ่ง เขาเรียกว่า พระปิดทวารทั้งเก้า เขาทำรูป มีมือปิดตาปิดหูปิดจมูกปิดทวารหนักปิดทวารเบา ความจริงหนักกับเบาไม่ต้องปิดอะไรก็ได้มันไม่ยุ่งอะไร   มันมีแต่เรื่องออก  เรื่องเข้ามันไม่มีอย่างนั้น  แต่ว่าทวารนี้แหละสำคัญคือ  ตา  หู จมูก ลิ้น กายประสาท สิ่งนี้ควรปิดแล้วก็ปิดใจเสียด้วย เขาว่าพระ ปิดทวารใครๆ  ก็อยากได้ เพราะว่ายิ่งไม่เข้า ถ้าได้องค์นี้แขวนคอแล้ว ยิงไม่เข้าแทงไม่เข้าอะไรก็ไม่ เข้า นั่นเขาพูดเป็นภาษาชาวบ้านมากไปหน่อย หาว่าวัตถุอื่นไม่เข้าร่างกาย แต่ความจริงนั้นที่เขาทำพระ ปิดทวารทั้งเก้าก็เพื่อจะสอนคนนั่นเอง  เพื่อให้คนรู้จักปิดตา ปิดหู ปิดจมูก ปิดปาก ปิดกาย ปิดใจ ไม่รับ อารมณ์ อารมณ์คือสิ่งที่จรเข้ามา จรเข้ามากระทบตา กระทบหู กระทบจมูก เรียกว่าเป็นกลิ่น กระทบลิ้น เป็นรส  กระทบร่างกายเป็นโผฏฐัพพะ  คือสิ่งกระทบร่างกายแล้วก็เกิดความรู้สึกทางใจ  เรียกว่าเป็น ธรรมารมณ์ขึ้นมา  อันนี้มันของมาจากข้างนอก  ไม่ใช่ของมีอยู่ข้างใน ทีนี้ท่านให้ปิดเสียอย่าไปมอง หรือ มองก็ได้  แต่มองด้วยปัญญา  ฟังก็ได้  แต่ฟังด้วยปัญญา ดมกลิ่นก็ดมด้วยปัญญา ลิ้มรสก็ลิ้มด้วยปัญญา ร่าง กายจะไปแตะต้องสิ่งใด  ก็แตะต้องด้วยปัญญา  ที่ว่าด้วยปัญญาคือด้วยความรู้ รู้เท่ารู้ทันต่อสิ่งนั้น เราไม่ มองด้วยความหลง  ไม่ฟังด้วยความหลง  ไม่ดมกลิ่นลิ้มรสถูกต้องสิ่งหนึ่งสิ่งใด ด้วยความหลงใหลมัวเมา  หรือด้วยความเพลิดเพลิน เช่นเราไปดูหนังมักจะดูด้วยความเพลิดเพลิน   ปล่อยใจไปตามภาพบนจอ   บางทีหนังมันแสดง เศร้าโศกเราพลอยเศร้าโศกไปด้วย  ร้องไห้ไปด้วย  เหมือนกับคุณยายนั่งดูลิเก พระเอกถูกผู้ร้ายจับไป  แล้วมันทุบตี คุณยายร้องไห้ ทำไมจึงร้องไห้นี่แหละเขาเรียกว่า ปล่อยใจไปตามสิ่งนั้น ลืมไปว่านั่นเป็นละ ครเป็นลิเก  เป็นเรื่อเสกสรรปั้นแต่งขึ้น  ไม่ใช่เรื่องเนื้อแท้ แต่ว่าการแสดงของคนเหล่านั้น เขาแสดง แนบเนียน  ทำให้คนดูมองเห็นว่าเป็นความจริง  แล้วก็นึกว่าเป็นเรื่องจริง จิตใจก็คล้อยตามเรื่องนั้นไป ด้วย  เวลาเรื่องน่าโกรธ  ก็โกรธ เวลาน่าเกลียดก็เกลียดเรื่องน่ารักน่าเศร้าใจ ก็รักก็เศร้าใจ ร้อง ไห้ร้องห่ม บางคนก็ทนไม่ได้ ต้องขึ้นไปแสดงร่วมบนเวทีด้วย คือไปทุบคนที่เป็นตัวโกง บอกว่ามึงนี่โกงนัก ว่าอย่างนั้นเลยไปร่วมวง  ตำรวจก็เลยจับไปโรงพัก  นี่ก็เพราะว่าแสดงมากไปหน่อย มันเป็นอย่างนี้นี่ เรียกว่าไม่ดูด้วยปัญญา  ไม่ได้ใช้ปัญญาว่านี่มันละคร นี่มันลิเก หรือว่าเป็นเรื่องหนัง ที่เขาทำเป็นภาพขึ้น  คนเหล่านั้นมันไม่ได้โกรธไม่ได้เคืองกัน  แต่เราดูว่ามันโกรธกัน  เช่น  ผู้ร้ายกับพระเอกดูเหมือนว่ามัน โกรธกันจริงๆ  มันแสดงเหมือนโกรธแต่ความจริงนั้นมันแสร้งทำ เป็นมายา ไม่ใช่ของจริงของแท้ แต่ เราลืมไปเพราะเราเพลิดไปกับสิ่งเหล่านั้น เมื่อเพลิดไปก็นึกว่ามันเป็นความจริง เลยเราไปโกรธกับเขาด้วย ไปรักกับเขาด้วย ไปเศร้าโศก เสียใจกับเขาด้วยอย่างนี้เรียกว่ามองด้วยไม่มีปัญญา  ไม่มีสติกำกับการมอง  พระท่านสองให้ทำอย่างอื่น  ไม่ใช่ทำอย่างนั้น  พระพุทธเจ้าสอนว่าให้มองอะไรด้วยปัญญา  ฟังอะไรก็ฟังด้วยปัญญา ไปได้กลิ่นอะไรก็ ต้องใช้ปัญญา  ไปลิ้มรสอะไรก็ต้องปัญญา ไปจับต้องสิ่งหนึ่งสิ่งใดเข้า ก็ต้องใช้ปัญญา เป็นเครื่องพิจารณา อยู่ว่า  สิ่งนี้คืออะไร มันมาจากอะไร มันให้ทุกข์ให้โทษให้ประโยชน์อย่างไรเราควรจะเข้าไปเกี่ยวข้อง กับสิ่งนี้ในรูปใด  ให้พิจารณาตามไปด้วย  เรียกว่าดูไป  มีปัญญาติดตามไป  มีสติติดตามไป สิ่งนั้นจะไม่ ครอบงำเรา  จะไม่ทำเราให้ตื่นเต้น หรือว่าให้เสียอกเสียใจหรือพูดงว่าย ๆ ว่าไม่ให้ขึ้นไม่ให้ลง ตาม อารมณ์ที่มากระทบจิตใจเราคงที่ คนที่มีสภาพจิตใจคงที่อย่างนี้ เหมาะที่จะไปสู่สมรภูมิชีวิต คือเราจะไปสู่ สิ่งใดอะไรก็ตาม  สิ่งนั้นจะไม่ทำร้ายเราไม่ทำเราให้เดือดร้อน  เหมือนกับสัตว์ป่า  ที่เราเอามาหัดจน เชื่องเช่นว่า ช้างป่า เขาจับมาได้ก็เอามาหัดจนเชื่อง พอเชื่องดีแล้วเขาขับเข้าไปในเมืองได้ เอาเข้า ไปในเมืองใหญ่คนพลุกพล่านช้างก็ไม่ตื่นเต้น  ได้ยินเสียงรถก็ไม่ตื่นเต้น คนโห่ก็ไม่ตื่นเต้นแสดงว่าช้างนั้น เป็นช้างที่ได้ฝักฝนอบรมดีแล้ว เอาไปสู่นครเมืองใหญ่ได้ คนเราก็เหมือนกัน ถ้ายังไม่ได้ฝึกฝนอบรมอีแล้ว  เอาไปสู่นครเมืองใหญ่  ยังไม่ได้  ฝึกฝนการบังคับตัวเอง การควบคุมตัวเองให้เพียงพอ เราจะไปสู่สัง คมคนมากไม่ได้ เพราะเมื่อไปสู่สังคมเหล่านั้น มันเกิดอาการตื่นเต้นตกใจประหม่า กลัว หรือว่ายินดีมาก เกินไป ในมันก็ขึ้น ๆ ลง ๆ ตามอารมณ์ที่มากระทบ เป็นคนไม่เหมาะที่จะอยู่ในที่เช่นนั้น เขาเล่าว่าพระฤษีที่อยู่ในป่า   ท่านเป็นอาจารย์  แล้วก็สั่งสอนศิษย์  ศิษย์มาอยู่ในสำนักของท่าน หลายคน  ครั้นเมื่อท่านได้ฝึกฝนอบรมจิตใจของศิษย์เหล่านั้น  พอสมควรแก่เวลาแล้ว ท่านก็บอกว่า พวก เธอทุกคนเข้าไปในเมือง  เข้าไปเที่ยว  เที่ยวตามสบายไปเที่ยวไปกินอะไรก็ได้ ตามสบาย ทำอะไรก็ ตามใจ ไป ๓ วันแล้วกลับมาหาฉัน แล้วปล่อยศิษย์ไป ในศิษย์ที่ไปเหล่านั้นสมมติว่าไป ๑๐ คน กลับมาหา อาจารย์เพียง  ๒ คนเท่านั้น หายไป ๘ คน อาจารย์ก็รู้ว่า ๘ คนที่หายไปนั้น เรียกว่าถูกอารมณ์มันดูด ไป เหมือนกับตกลงไปห้วงน้ำที่วน เขาเรียกว่า น้ำวน พระพุทธเจ้าท่านเปรียบเทียบว่าเหมือนตกน้ำวน น้ำที่มันวนหมุนเป็นเกลียวอย่างนี้ ถ้าเอาไม้ทิ้งลง ไปมันดูดจมหายไปเอาอะไรทิ้งลงไปมันก็ดูดหายไปในน้ำวน ถ้าคนตกลงไปในน้ำวนมันก็จมหายไปเหมือนกัน เราไม่รู้ว่ามันหายไปไหน  มันหายจมไปกับกระแสน้ำ เหมือนที่เชียงใหม่เขาเรียกว่า ออบหลวงมันเป็น รูลึกลงไป  แล้วมีน้ำหมุนถ้ามีอะไรตกลงไป  มันก็หายไปจมไปในนั้น จมไปไหนก็ไม่รู้ คนเราไปในสังคม เหมือนกับไปในน้ำวน  วนอยู่ด้วยความยินดียินร้าย  ความอยากได้ความไม่อยากได้  อะไรต่าง  ๆ  ก็ เลยจมหายไปในกระแสของชีวิตไม่สามารถจะฟื้นคืนตัวได้ การที่อาจารย์ผู้เป็นฤษี ที่เป็นอาจารย์ส่งลูกศิษย์ไปอย่างนั้น ก็เพื่อจะให้ไปทดสอบกำลังใจว่า จะ ไปสู้กับโลกได้ไหมควรจะอยู่ในโลกได้ไหม โลกมันจะเตะจะถองให้เจ็บช้ำหรือไม่ถ้าอยู่ในโลกแล้ว เป็นทา สของอารมณ์โลก ก็เรียกว่ายังไม่มีกำลังต้านทางโลกเพียงพอ ต้องกลับมาเรียนต่อไป เหมือนกับคนเราที่มาบวช  บางคนก็บวชนาน ๆ บวชตั้ง ๑๐ ปี พอสึกออกไปแล้วมันสู้โลกไม่ไหว  กลายเป็นคนขี้เมาไป   แล้วมีอะไรหลายอย่างที่บกพร่องในชีวิต   มองดูแล้วบอกว่านี่ใช้ไม่ได้   ทำให้ ศาสนาหมดราคาไป ทำให้คนมองเห็นว่า พ่อทิดนี่แก่บวชตั้ง ๑๐ ปี ออกมาแล้วเป็นอย่างนี้ ศาสนาก็ไม่มีค่า เท่านั้นเอง เพราะว่าไม่ได้เอาไปใช้ ที่ไม่ได้เอาไปใช้นั้นเพราะอะไร เพราะว่าในสมัยที่บวชอยู่นั้น ก็ ไม่ได้ฝึกฝน ไม่ได้อบรมจิตใจ ไม่ได้ใช้หลักธรรมเป็นเครื่องต่อสู้กับอารมณ์ ครั้นออกไปกระทบอารมณ์เข้า ก็พ่ายแก้ต่อสิ่งเหล่านั้น ไม่สามารถจะทำตนให้อยู่รอดได้ อันนี้ไม่ดี คนเราจึงต้องหัดบังคับควบคุมจิตใจไว้ เราจะไปไหน  เราต้องเตรียมวางแผนไว้ว่า เราไปในที่นั้น เราจะสู้กับอารมณ์อย่างไร เช่นเราจะไปพูดกับคนบางประเภท  ไปพูดกันในเรื่องสลักสำคัญ จิตใจของเราจะเข้มแข็งพอไหม  เย็นพอไหม อดทนเพียงพอไหม ในการที่จะต่อสู้กับคนเหล่านั้น มีสติมีไหวพริบเพียงพอไหม ที่เขาจะพูดยั่ว ให้เราโกรธ  ยั่วให้เราเกิดความน้อยอกน้อยใจ  หรือว่าเสียอารมณ์ไป เสียใจไป ถ้าว่าเขาทำให้เรา เป็นอย่างนั้นได้กำลังมันก็หมดไป   กำลังจะต่อสู้ไม่มี  เพราะเราเป็นคนหวั่นไหวง่ายต่ออารมณ์เหล่านั้น  เขาทำให้เราหวั่นไหวเสียสมาธิ  ไม่มีกำลังใจที่จะต่อสู้ หาคำพูดที่หลักแหลม คมคายมาต่อสู้กับเขาไม่ได้  ก็นับว่าพ่ายแพ้  ใจไม่เย็นพอ แต่ถ้าเราเป็นคนเตรียมใจดี จิตใจมั่นคงเข้มแข็ง เราจะไปกระทบอารมณ์ อะไรก็เฉยๆ  เขาพูดให้กระเทือนใจ  เราไม่กระเทือน  เพราะเราคอยรู้ว่า คำๆนี้เขาพูดให้เรากระ เทือนใจ  เราต้องโต้กลับไป  โต้กลับไปด้วยสติปัญญา  ด้วยใจคอที่สงบเยือกเย็น เราจะไม่โต้ตอบด้วย อารมณ์เสีย เช่นเขาด่าเรา เราจะไม่ด่าตอบ แต่เราจะยิ้มรับคำด่า ยิ้มด้วยปัญญา ด้วยความรู้ว่า เขาว่าเรา แต่เราไม่ได้เป็นอย่างนั้น  คนที่ว่านั้นมันแกล้งว่า  มันใส่ความเรา เราไม่ได้เป็นอย่างเขาว่า เราไม่ ต้องเสียใจ  ไม่ต้องโกรธไม่ต้องเคือง  เพราะถ้าเราโกรธเรามีปมด้อย  ทำให้คนที่เป็นข้าศึกของเรา  มองเห็นว่าเราโกรธ คนโกรธนั้นเสียสมาธิ  ขาดความสงบใจ  ขาดความสงบใจ ขาดไหวพริบขาดปัญญาที่จะคิดอ่าน  มันก็แพ้อยู่ในตัวแล้ว  เราแพ้อยู่ในตัวแล้ว แต่ถ้าเราไม่โกรธไม่เคือง เรายิ้มอยู่ตลอดเวลา เราก็ สามารถสู้เขาได้ ใจเราสงบคงที่ จิตที่สงบนั้นแหละ มันทำให้เกิดปัญญาเกิดความคิดความอ่าน แต่ถ้า จิตไม่สงบ มันก็ไปไม่รอด เหมือนกับน้ำที่อยู่ในอ่าง  ในภาชนะที่มันนิ่ง เราสามารถจะดูอะไรได้ ดูลึกลงไปได้ว่ามันมีอะ ไร  เวลาไปเที่ยวที่เกาะเต่าอยู่ที่จังหวัดสุราษฏร์ สมัยหนึ่งเขาเคยเอานักโทษการเมืองไปกักไว้ที่นั่น  รุ่นคุณไสว สุวรรณทัตไปกักไว้ แล้วไปเที่ยวเยี่ยมเยียนประชาชนที่นั่น เวลาเข้าไปใกล้เกาะดูน้ำมันใส แจ๋  มองลงไปเห็นหมด  เห็นก้อนหินก้อนกรวด เห็นปลาเห็นสาหร่าย เห็นชัดหมดเลย โยมที่เขา มารับว่า  หลวงพ่อมองเห็นอย่างนั่นอย่าลงไปอย่านึกว่าตื้น  มันลึกตั้ง 10 วาที่เรามองเห็นไม่ใช่ตื้นๆ  แต่ว่าเพราะมันใสแจ๋มองอะไรเห็นหมด  ปลาว่าย  ปูคลานไป เม็ดกรวดเม็ดทราย สาหร่ายมองเห็น หมดเลย  ทำให้เกิดความคิดว่า  จิตใจคนเรานี้ก็เหมือนกัน ถ้าจิตใจสงบแล้ว มองอะไรชัดเจนแจ่มแจ้ง คิดอะไรก็ทะลุปรุโปร่ง  ทำอะไรมันก็เรียบร้อย แต่ถ้าจิตวุ่นวายเหมือนกับทะเลมีคลื่น เราจะมองอะไรก็ ไม่ได้  หรือน้ำกำลังเดือดเราจะมองอะไรมันก็ไม่เห็น  สภาพจิตก็อย่างนั้น เวลาโกรธก็เหมือนกับน้ำ เดือด มันก็พุ่งพล่านอยู่ตลอดเวลา ความคิดความอ่านที่แหลมคมมันจะเกิดขึ้นได้อย่างไร เมื่อกระทบอะไร ด้วยความโกรธ มันก็พูดออกมาด้วยความโกรธ กิริยาท่าทางาที่แสดงก็เป็นความโกรธ เป็นเรื่องที่ไม่ดีทั้ง นั้น แต่ถ้าจิตใจเราสงบมันก็เรียบร้อย  ไม่ยุ่งไม่ยาก ธรรมชาติจิตนั้นมีความสงบอยู่โดยธรรมชาติ  แต่ว่ามันมีสิ่งที่จรเข้ามาจากภายนอก  ทำให้เกิดความขุ่นมัว  ความเศร้าหมอง เกิดความเร่าร้อน เกิด ความมืดบอด  อันนี้ขอให้ญาติโยมรู้ไว้ว่า ของใหม่ทั้งนั้น มันไม่ใช่ของดั้งเดิมสักอย่างเดียว ของเดิมนั้น  ตัวเดิมแท้ๆ คือความสงบ คือความสะอาดของจิตใจ อันนี้เป็นของเดิมของมาใหม่แล้วมันผิดลักษณะนี้ไป เช่นว่าไม่สงบ  มันไม่ใช่ของเดิม  ความโลภ  ความโกรธ  ความหลง  ความริษยาพยาบาท  เรียกว่ากิเลส มีนไม่ใช่ของเดิมแต่เราได้ฟังพระเทศน์ว่า ให้ละกิเลส คำว่าให้ละ หมายความว่า มันมีกิ เลสขึ้นเสียแล้ว  เราต้องละมัน  แต่ความจริงก่อนนั้นมันไม่มี กิเลสนั้นมันเกิดเป็นครั้งคราว เกิดเพราะ การปรุงแต่ เรียกว่าเป็นตัวสังขารชนิดหนึ่งเป็นนามธรรม มันเกิดเพราะการปรุงแต่ง ปรุงแต่งจากอะไร ปรุงแต่งจากตา หู จมูก ลิ้น กายใจ ที่เราเรียกว่า อายตนะ อายตนะภายใน คือสิ่งที่ติดอยู่กับร่างกาย   แล้วมันมีสิ่งภายนอก   คืออายตนะภายนอก  มันมาต่อกันเข้ากับสิ่งที่เรามีอยู่ กับร่างกาย  รูปมาต่อกับตา  เสียงมาต่อกับหู  กลิ่นมาต่อกับประสาทจมูก รสมากระทบกับลิ้น สิ่งถูกต้อง มากระทบกายประสาท แล้วใจเป็นผู้รับรู้ปรุงแต่ง พอตาเห็นรูปก็รู้ว่าเป็นรูป หูได้ยินเสียงก็รู้ว่าเป็นเสียง  จมูกได้กลิ่นใจรับรู้ว่าเป็นกลิ่น ลิ้นได้รับรสก็รู้ว่าเป็นรส ร่างกายถูกต้องอะไรก็รับรู้ว่าถูกต้องอะไร แต่ว่า มันไม่หยุดเพียงรับรู้ มันเกิดการปรุงแต่ง ปรุงแต่งให้เกิดความรัก อยากจะมีอยากจะได้ ปรุงแต่งให้เกิด ความเกลียด อยากจะผลักดันสิ่งนั้นให้ออกไป ไม่อยากมีไม่อยากได้ ความจริงในชีวิตของคนเราทุกวันทุกเวลานั้น  เราก็อยู่อย่างนี้ อยู่ด้วยการดึงเข้ามา อยู่ด้วยการ ผลักออกไป  สิ่งใดที่เราชอบใจพึงพอใจ  เราก็ดึงมันเข้ามา  สิ่งใดที่เราไม่ชอบใจ ไม่พึงพอใจ เราก็ ผลักมันออกไป  เราอยู่ด้วยการผลักดัน  ดึงดันอยู่ตลอดเวลา ดึงก็เพราะเราชอบ ที่ว่าชอบนั้นเพราะมัน ถูกมันต้องกับฐานที่เรามีไว้ในใจ เรานี่มีสมมติฐานอยู่ทั้งนั้นทุกคน เขาเรียกว่ามีสมมติฐานอยู่ในใจ สิ่งใด เข้ากันได้กับฐานที่เรามีไว้ในใจก่อน เราก็พอใจในสิ่งนั้น เพราะฉะนั้นเราจะเห็นว่า   ความพอใจของคนมันไม่เหมือนกัน  รูปอย่างหนึ่งอาจจะเป็นที่พอใจ ของคนๆ หนึ่ง แต่ว่าอาจจะไม่เป็นที่พอใจของอีกคนหนึ่ง เสียงอย่างหนึ่ง คนหนึ่งว่าเพราะ อีกคนหนึ่งว่า แสบแก้วหู ไม่เห็นเพราะอะไร กลิ่นอย่างหนึ่ง คนหนึ่งอาจชอบ แต่อีกคนหนึ่งอาจจะไม่ชอบ เช่นกลิ่นดอก ไม้บางอย่าง บางคนดมไม่ได้ แพ้ดอกไม้ชนิดนั้น แต่บางคนชอบ เหมือนดอกลำเจียกนี่ บางคนชอบบางคน ไม่ชอบ   หรือดอกกุหลาบหรือดอกอะไรนี่   บางคนชอบบางคนไม่ชอบดอกไม้เหล่านั้น   นี่มันเป็นเรื่อง ของความแตกต่างของฐานทางจิตใจที่คนนั้นมีอยู่     รสอาหารก็เหมือนกัน     ไม่ใช่ว่าชอบเหมือนกัน  บางคนชอบเปรี้ยว บางคนชอบเผ็ดจัด บางคนก็ชอบรสผสมกันไป เราเคยรับประทานอาหารใดมาตั้งแต่เด็ก ก็มักจะชอบอย่างนั้น คนในภาคหนึ่งชอบอาหารอย่างหนึ่ง เช่นคนทางภาคใต้ก็ชอบแกงส้มแกงเหลือง คนภาคเหนือชอบแกงแค คนภาคอีสานก็ชอบลาบชอบลู่อะไรไป ต่างๆ นี่มันเป็นฐานที่ตั้งไว้ในใจ คือได้รับไว้ตั้งแต่เริ่มแรก เมื่อเริ่มสัมผัสกับสิ่งทั้งหลาย เราได้สัมผัสสิ่ง ใด ลิ้นได้สัมผัสสิ่งใด ตาได้เห็นสิ่งใด ก็ชอบใจสิ่งนั้น เพราะฉะนั้น ถ้าเราไปถามใครว่า คนนั้นสวยไหม  คนหนึ่งอาจว่าสวย  แต่คนหนึ่งว่าไม่เข้าท่า ถามว่าอาหารนั้นอร่อยไหม คนหนึ่งว่าไม่อร่อยก็ได้ ดีของคน หนึ่ง  อาจจะไม่ดีของอีกคนก็ได้  คนหนึ่งพอเห็นอาหารนั้นก็ แหม สบายใจ กินด้วยความเพลิดเพลิน แต่ อีกคนหนึ่งกินด้วยอาการผะอืดผะอม   เพราะไม่ชอบใจ   นี่เรียกว่ามันขึ้นอยู่กับฐานที่สมมติ  ว่าในชีวิต ของคนนั้น ว่ามีฐานสมมติไว้อย่างไร สิ่งใดที่มากระทบเหมาะกับฐานของตัว ก็ย่อมจะชอบใจสิ่งนั้น แต่ถ้า ไม่เหมาะก็ไม่พอใจ ความพอใจกับความไม่พอใจ  เราเรียกว่าเวทนา  เวทนามันไม่เที่ยง  เวทนามันเป็นทุกข์ ญาติ โยมสวดมนต์ว่า เวทนา อนิจจา เวทนาไม่เที่ยง เวทนา อนัตตา เวทนาไม่ใช่ตัวตน ความจริงเวทนามัน ไม่เที่ยง แล้วมันก็เป็นทุกข์ มันเป็นอนัตตา คือมันเกิดจากการปรุงแต่ง ไม่มีอะไรที่เรียกว่าเป็นเนื้อแท้ใน ตัวของมันเอง อะไรๆ มันเกิดการปรุงแต่งขึ้นมาทั้งนั้น ความสุขเกิดจากการปรุงแต่ง ความทุกข์ก็เกิดขึ้น มาจากการปรุงแต่ง  ปรุงแต่งจากของที่มีอยู่ในตัวเรากับสิ่งภายนอก เช่นเรามีตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ  แล้วก็มีรูป  เสียง กลิ่น รส สัมผัส มันมากระทบ ใจก็รับรู้สิ่งนั้น เรียกว่าธรรมารมณ์ เมื่อเกิดสิ่งนั้น ก็ เกิดการปรุงแต่งขึ้นมา ยกตัวอย่างให้เห็นสักอย่าง  เช่นว่า ตาเห็นรูป ก็เกิดความรู้ทางตา ความรู้ทางตาเรียกว่า จักขุ วิญญาณ  ภาษาธรรมะเรียกว่าจักขุวิญญาณ  มีตา  ตาเรียกว่า จักขุ แล้วรูปที่กระทบตาเป็นของภายนอก  พอมันกระทบก็เกิดความรู้สึกขึ้น เรียกว่าเป็นจักขุวิญญาณ ตา รูป ความรู้สึกทางตา ๓ อย่างนี้ มันมาพร้อม กันขึ้น เรียกว่าประชุมเกิดขึ้น เป็นผัสสะ เมื่อเป็นผัสสะแล้วก็เกิดเวทนา เรารู้สึกว่าเป็นสุข เพราะสิ่งนั้น เป็นที่พอใจ  รู้สึกเป็นทุกข์  เพราะสิ่งนั้นไม่เป็นที่พอใจ  หรือรู้สึกเฉยๆ ไม่สุขไม่ทุกข์ ของเฉยๆ มันก็มี  เช่นว่าเราดูต้นไม้  ดูต้นหญ้า ดูก้อนหิน ดูพื้นดินอะไรต่างๆ กันมักเฉยๆ มันไม่มีรักไม่มีชัง ไม่มีชอบ หรือ ไม่มีอะไร  มันเฉยๆ แต่ถ้าดูสิ่งที่เป็นอย่างอื่น เช่นผู้ชายดูผู้หญิง ผู้หญิงดูผู้ชายมันมักจะไม่เฉยเท่าใด มัน เกิดอารมณ์ว่าน่ารัก น่าชัง น่าจะมีจะได้เป็นของเรา ไม่น่ามีไม่น่าจะได้ มันเกิดการปรุงแต่งขึ้นอย่างนั้น  เรียกว่าเป็นเวทนาขึ้นมา เวทนามันมี  ๓  เรื่อง  คือเรื่องสุข  เรื่องทุกข์ ไม่สุขไม่ทุกข์ ไม่สุขไม่ทุกข์มันอยู่ระหว่างสุขระ หว่างทุกข์ มันเป็นกลางๆ มันมีเท่านี้ พอเกิดมีเวทนาแล้วมันก็เกิดความอยาก ที่เรียกว่าเป็นตัณหา ตัณหา คือความอยาก อยากอย่างไร ถ้าสิ่งนั้นเป็นที่พอใจ อยากจะมีได้ ถ้าไม่เป็นที่พอใจ ก็อยากจะผลักดันให้มัน พ้นๆ ไป ไม่อยากจะให้อยู่ในสายตา ไม่อยากจะดูจะเห็น จะได้อะไร เหมือนเราพูกว่า ไปๆๆ ไปให้พ้นๆ ออกไปข้ารำคาญแกเต็มทีแล้ว  นี่เขาเรียกว่ามันเกิดอารมณ์ไม่อยาก  ความไม่อยากนั้นก็เป็นตัณหาประ เภทหนึ่ง   เรียกว่าไม่อยากจะมีจะได้   ถ้าอยากจะมีจะได้  มันก็เป็นตัณหาประเภทหนึ่งเหมือนกัน  นี่ ความอยากมันเกิดขึ้น ทีนี้ถ้าความอยากนั้น  มันเป็นสิ่งที่ก่อให้เกิดความอยากได้ มันก็ติดอยู่ในใจ ข้องอยู่ในใจ เรียกว่า อุปาทาน  ความยึดมั่นถือมั่น ติดเหมือนกับตังมันติดลง เขาเรียกว่า ลิงติดตัง มันติดตะโพก ติดมือติดเท้า  ไปแตะเข้าตรงไหนมันติดเอาทั้งนั้น  เอาไม่ออกแล้ว คนเราติดอยู่ในอารมณ์ประเภทต่างๆ เราติดสิ่งนั้น ติดสิ่งนี้  แล้วสิ่งที่เราติดนั้น มันทำให้เราเป็นอย่างไร ทำให้เราเป็นสุขเมื่อสิ่งนั้นอยู่กับเรา ตามใจเรา  เราก็พอใจ เช่นเรามีลูก เราก็คิดในลูก ว่าของฉัน เรารักลูกหวังดีต่อลูก อยากให้ลูกดีลูกเจริญ ถ้าลูกมันดีมัน เจริญ  เราก็สบายใจ  แต่ถ้าลูกมันเกิดไม่ดีขึ้นมา ไม่เจริญ มีความประพฤติไม่เรียบร้อย ไม่เป็นที่พอใจ ของคุณพ่อคุณแม่ คุณพ่อคุณแม่ก็นั่งกลุ้มใจ มีความทุกข์ความเดือดร้อนใจ นี่สิ่งที่เรามีนั่นแหละทำให้เราเป็น ทุกข์ มันทำให้เรากลุ้มใจ หรือทำให้เราเป็นสุขก็ได้ คนเราจึงเป็นสุขเพราะทรัพย์ เป็นทุกข์เพราะทรัพย์  เป็นทุกข์เพราะลูก  เป็นสุขเพราะลูก เป็นทุกข์เพราะสามีภรรยา แล้วก็เป็นสุขเพราะสามีภรรยา ทำให้ เกิดได้ทั้งสองฝ่าย การเกิดขึ้นของสิ่งเหล่านี้ มันขึ้นอยู่กับความโง่ หรือความเขลาในตัวเราเอง แต่ถ้าพูดตามธรรมะ ก็ว่า มันขึ้นอยู่กับอวิชชาหรืออวิชชา อวิชชาความความโง่ ความไม่รู้ไม่เข้าใจในสิ่งนั้นตามสภาที่เป็นจริง  เรียกว่าเป็นอวิชชา พูดภาษาชาวบ้านก็ว่า โง่ ไม่รู้เรื่อง หรือถ้าว่ามีวิชชาคือความรู้ความเข้าใจในสิ่งนั้น ถูกต้อง ความทุกข์มันก็ค่อยผ่อนคลายลง ค่อยลดน้อยลงไปโดยที่เรามีความรู้มากขึ้น เช่นว่าเกิดมีปัญหาขึ้น ในครอบครัว  เช่นว่าสมาชิกในครอบครัวถึงแก่กรรมไป เราก็เศร้าโศกเสียใจ อาลัยมันเป็นเรื่องธรรม ดา เกิดขึ้นเพราะไม่รู้ไม่เข้าใจ ยังตั้งตัวไม่ติด เพราะว่าถูกข้าศึกโจมตีเร็วเกินไป ไม่รู้ มันมาเข้าถึงตัว ทันที เราไม่ทันตั้งตัว พอไม่ทันตั้งตัวมันก็ไม่สบายใจ ร้อนกลุ้มใจ เสียใจ เรื่องล่วงเลยมาค่อยคิดค่อยนึก ได้  อ่านหนังสือธรรมะบ้าง ฟังพระเทศน์บ้าง ค่อยเกิดความรู้สึกว่า เรื่องนี้มันเรื่องธรรมดาทุกคนก็เป็น อย่างนี้ ความตายมันเป็นสมบัติของชีวิต มันมาคู่กับความเกิด คนเราจะเลือกตายก็ไม่ได้ จะเลือกวิธีตายก็ไม่ได้ เลือกที่ตายก็ไม่ได้ เลือกเวลาก็ไม่ได้ ถ้าเลือก ได้ใครมันจะไปตายให้ไกลบ้าน  ไปตายให้ลำบากยากเย็น พอรู้ว่าจะตายแล้ว ก็ไปนอนบนเตียงให้สบาย  แล้วก็ตาย  แล้วจะได้บอกคนนั้นคนนี้ว่า วันนี้เห็นจะตายแล้วนะ อย่างนั้นมันก็ดี นี่คนเราไม่รู้อยู่ๆ ก็ปุ๊บไป เลย เขาเรียกว่าพญามัจจุราชไม่ค่อยบอกให้รู้ ว่าใครจะเป็นอย่างไร มันปึ๊บปั๊บๆ มันก็เป็นขึ้นมา เราจึง พูดว่า มันไม่ทันรู้เนื้อรู้ตัว ไม่ทันได้ตั้งเนื้อตั้งตัว มันเร็วเกินไปอะไรอย่างนี้ มันต้องอย่างนั้นเป็นธรรมดา  ไม่ใช่คนใดคนหนึ่งพูดคนเดียว เหมือนกับเกิดขึ้นแก่ใครก็เป็นอย่างนั้น แต่ว่านานๆ เข้ามันค่อยรู้ ไม่ใช่เรา ไม่รักไม่ชอบผู้ทีตายไป  ยังรักยังชอบกันอยู่ ยังพอใจในคุณงามความดี แต่ว่าปัญญามันเกิดขึ้นในใจว่า อ้อ  เป็นเรื่องธรรมดา  สิ่งทั้งหลายก็เป็นอย่างนี้  สัตว์หรือคนก็เป็นอย่างนี้  ต้นไม้ก็เป็นอย่างนี้  ไม่มีอะไร คงคนถาวร สิ่งทั้งหลายเปลี่ยนแปลงไม่หยุด เปลี่ยนไปจนถึงที่สุดของความเปลี่ยนแปลง เมื่อถึงที่สุดของความเปลี่ยนแปลง  สิ่งนั้นก็แตกดับไป นี่ปัญญาค่อยเกิดขึ้น เมื่อปัญญาเกิดขึ้น ความ โศกความเสียใจก็ค่อยเบาบางลงไปเบาลงไป  ค่อยคลายไป คลายด้วยปัญญา เหมือนมีแสงสว่างเกิดขึ้น  เราก็ค่อยมองเห็นอะไรต่ออะไร แสงสว่างน้อยๆ เช่นตอนใกล้รุ่งมันมีแสงน้อยๆ อย่าพูดถึงแสงไฟเราบัง คับได้  เปิดสวิทซ์มันก็สว่างทันที แต่แสงดวงอาทิตย์ค่อยๆ สว่างขึ้นๆ ชั้นแรกเราเห็นมัวๆ เช่นเห็นต้นไม้  ต้นไม้หรืออะไรเห็นแล้วกลัว สมัยเด็กๆ  เคยเอาควายไปกลางทุ่ง ตั้งแต่ตีสี่ กลัวผีเพราะว่าเขาหลอกเรื่องผีจนกลัว พูดเรื่อง ผีบ่อยๆ  จนกลัวผี  กลัวผีก็ต้องไปยืนอยู่ใกล้ควาย มีอะไรก็ขึ้นขี่ควายขับวิ่ง ยืนอยู่ใกล้ๆ ยืนดู ดูต้นไม้มัน เคลื่อนได้ ต้นไม้ตอไม้มันเคลื่อนเราเห็นเป็นต้นไม้เคลื่อนไปได้ ควายมันเคลื่อน ควายมันเคลื่อนเราเห็น เป็นต้นไม้เคลื่อนตามไปด้วย  คือเรายืนด้านนี้  ควายอยู่นี้ เดินกินหญ้า เดินตามไป ต้นไม้มันเคลื่อนด้วย  แต่ว่าปัญญาอย่างนี้มันไม่มี   เมื่อเป็นเด็กมันไม่รู้   เห็นว่าต้นไม้เดิน  ตอไม้เดินได้  จ้องดูใหญ่กลัวขน ลุกขนพอง ดูไปๆ มันค่อยสว่างขึ้นๆๆ โอ ตอไม้นั่นเอง กูนึกว่าผีหลอกกลัวเสียแย่ นี่เรียกว่าปัญญามันเกิด พอสว่างมองเห็น ตอไม้ ไม่ใช่ผี ชั้นแรกนึกว่าอะไรมันเดินได้ด้วย มันไหว ได้ด้วย เพราะภาพนั้นมันมีเคลื่อนอยู่ต่อหน้าเรา เราเห็นสิ่งนั้นเคลื่อนไปด้วย นี่ภาพมันหลอกมันเป็นมายา  แต่เราไม่รู้ มารู้เอาเมื่อโต เมื่อเด็กมันไม่รู้ ไม่รู้ก็เลยกลัว สิ่งเหล่าอื่นก็เหมือนกัน อะไรเกิดขึ้นในชีวิตของเรา เราเข้าไปยึดไปถือ ด้วยความหลงผิดเข้าใจ ผิด ก็เกิดมีความทุกข์ความเดือดร้อนใจ เช่นเรามีลูกมีเต้า เราร้อนใจเพราะลูก ลูกมันไม่เหมือนใจ ไม่ เรียบร้อย  ว่าไม่นอนสอนไม่ฟังอะไรต่างๆ นานา แล้วมีอะไรมันเหมือนใจบ้างในโลกนี้ ญาติโยมลองคิด ดูมีอะไรเหมือนใจบ้าง ที่จะว่ามันได้ ทำมันได้ ทุกอย่างมันไม่มีอะไร ท่านเจ้าคุณอุบาลีวัดบรมนิวาส  ท่านเคยเทศน์ อาตมาเคยอ่านนานมาแล้ว บอกว่าสิ่งที่เหมือนใจมี อย่างเดียวคือม้ากาบกล้วย  ม้ากาบกล้วยคือว่า ที่เด็กๆ มันเอากาบกล้วยมาหักคอเข้านิดหนึ่ง แล้วมันก็ เอามาใส่เข้าระหว่างขา  แล้วมันก็วิ่งเรียกว่าขี่ม้าแล้วก็วิ่ง  ม้ากาบกล้วยมันเหมือนใจ  คือว่าจะเลี้ยว ขวาก็ได้  เลี้ยวซ้ายก็ได้  จะหยุดก็ได้  จะทำอะไรก็ได้ทั้งนั้น  ม้ากาบกล้วย เอาใส่เข้าแล้ววิ่งมันก็วิ่ง  หยุดมันก็หยุดดังใจ  แต่ม้าจริงบางทีมันไม่หยุด เราดึงบังเหียนแล้วมันยังไป แต่ม้ากาบกล้วยพอหยุดปั๊บมัน หยุดทันที  ท่านอุปมาชัดเหลือเกิน  บอกว่ามีอย่างเดียวที่เหมือนใจ  คือม้ากาบกล้วยเท่านั้นเอง นอกนั้น แล้วมันไม่มี  ท่านเจ้าคุณอุบาลีแกคนอุบล เด็กอุบลก็เล่นม้ากาบกล้วย อาตมาอยู่ปักษ์ใต้ก็เล่นม้ากาบกล้วย เหมือนกัน คือเอาทางใจกล้วยมาตัดหักหน่อยเป็นหัวม้า แล้วก็ใส่ระหว่างขาวิ่งไป พอหยุดมันหยุดปั๊บ มีอัน เดียวเท่านั้นเรียกว่าเหมือนใจ นอกนั้นไม่มีที่จะเหมือนใจ มีลูกก็ไม่เหมือนใจ มีบ้านมีเรือนก็ไม่เหมือนใจ  มันไม่เหมือนทั้งนั้น เราจะไปปรับของภายนอกไม่ได้ มันต้องปรับตัวเรา คือปรับตัวเราให้เข้ากับสภาพแวดล้อม ต้องทำความพอใจในสิ่งนั้น  ว่าเป็นอย่างนั้น คือตัวเราอย่าอยู่ด้วยความทุกข์ จะคิดอะไรก็ตามใจ  อย่าคิดให้กลุ้มใจ  ถ้าคิดแล้วมันเกิดกลุ้มใจ  เสียใจ  รำคาญอึดอัด  ไม่ถูกแล้ว เป็นการคิดที่ไม่ถูกต้อง  ต้องคิดใหม่ คิดอย่างนี้ไม่ได้ พระท่านว่ามันไม่ถูก คือเราวัดด้วยตัวเราเอง ว่าคิดแล้วมันกลุ้ม ไม่ถูก คิด แล้วอึดอัดเบื่อหน่าย  คิดแล้วโกรธ คิดแล้วเกลียด มันไม่ดีทั้งนั้น แปลว่าคิดอะไรแล้วมันเกิดร้อนใจ เกิด ความกระวนกระวาย มีความทุกข์ขึ้นในใจ ไม่ดี เราต้องเปลี่ยนความคิดนั้น การเปลี่ยนความคิดนั้นต้องวิจัยตัวเอง คือว่าต้องคิดว่า เออ ทำไมจึงกลุ้มใจ ทำไมจึงร้อนใจ ทำ ไมจึงเป็นทุกข์ เพราะอะไรเรื่องอะไร มานั่งวิจัยตัวเอง ขณะที่เราเปลี่ยนแนวความคิดมานั่งวิจัยตัวเอง  ความคิดนั้นมันหายไปแล้ว  ความทุกข์มันหายไปชั่วขณะหนึ่ง แต่ว่ามันกลับกลอกดิ้นรน กลับกลอกรักษายาก  ห้ามยาก ท่านจึงเปรียบว่า จิตคนเหมือนกับลิง ลิงมันหลุกหลิกๆๆ อยู่ตลอดเวลา มันไม่อยู่นิ่ง จิตคนเราก็ เป็นอย่างนั้น เพราะฉะนั้นต้องระวัง เดี๋ยวมันกลับมาอีก ถ้าเราจะไม่ให้มันกลับมา เราก็ต้องแยกแยะ วิ เคราะห์วิจัยในเรื่องนั้น จนเห็นชัดด้วยปัญญาของเราเองว่า มันคืออะไร แล้วเราถึงบางอ้อ ร้องออกมา ได้ว่า อ้อ, มันเท่านี้เอง แหม มัวกลุ้มใจเสียตั้งนาน เราปรับตัวเราอย่างนั้นแล้วเราก็จะสบายใจ เราจะไปไหนจะทำอะไร ก็เรียกว่ามันเป็นสุขอยู่ข้างใน เราไม่ต้องบอกใครว่าฉันเป็นสุขเป็นทุกข์ ก็ได้ แต่เรารู้สึกว่ามันสงบใจ ใจสงบนิ่ง ไม่มีอารมณ์ร้อน ไม่มีอารมณ์แรง ไม่มีความขัดอกขัดใจด้วยปัญหา อะไรต่างๆ ใจสบาย นี่แหละคือความถูกต้อง ชีวิตเรามันต้องอยู่ในรูปอย่างนี้ จึงจะเรียกว่า อยู่กับพระพุทธเจ้า อยู่กับพระธรรมพระสงฆ์ มีพระ พุทธเจ้าแนบสนิทอยู่ในใจ พระพุทธเจ้าท่านเป็นผู้รู้ เราก็รู้ว่าอะไรเป็นอะไร พระพุทธเจ้าท่านตื่น เราก็ ตื่นอยู่ด้วยสติปัญญา ความเศร้าหมองมันไม่มีในใจ เราก็เป็นผู้บริสุทธิ์ เราก็ชื่อว่าอยู่กับพระพุทธเจ้าตลอด เวลา ผู้อยู่กับพระย่อมมีความสงบใจ ไม่มีปัญหา ไม่มีความทุกข์ความเดือดร้อน จึงขอให้ญาติโยมทั้งหลาย ได้คิดได้นึกในรูปอย่างนี้ ดังที่ได้แสดงมา ก็สมควรแก่เวลา ขอยุติไว้แต่เพียงเท่านี้ ขอความสุขความเจริญในทางธรรม จงมีแก่ญาติโยมทั้งหลายโดยทั่วกันทุกท่านทุกคนเทอญ.OPT 1.50!B„!@K(Nn