เรื่อง ศีล - ความเป็นปกติ ณ โรงเรียนพุทธธรรม วัดชลประทานรังสฤษฏ์ ปากเกร็ด นนทบุรี วันอาทิตย์ ที่ ๒๑ สิงหาคม พ. ศ. ๒๕๒๐ ------------------ ญาติโยมพุทธบริษัททั้งหลาย ณ  บัดนี้ ถึงเวลาของการฟังธรรมะปาฐกถา อันเป็นหลักคำสอนของพระพุทธศาสนาแล้ว ขอ ให้ทุกท่านอยู่ในอาการสงบตตั้งอกตั้งใจฟังด้วยดี  เพื่อให้ได้ประโยชน์อันเกิดจากการฟัง ตามสมควร แก่เวลา เมื่อวันอาทิตย์ก่อนและวันอาทิตย์แล้ว ได้พูดถึงเรื่องเกี่ยวกับทาน อันเป็นหลักปฏิบัติในชีวิตประ จำวันของเราชาวบ้านทั่ว  ๆ  ไป ก็ในหลักคำสอนที่พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงได้แสดงแก่ชาวบ้านนั้น  พูดถึงเรื่องทาน ก่อนแล้วต่อไปก็พูดถึงเรื่อง ศีล เรื่อง ภาวนา โดยลำดับหรือในบางครั้ง พระองค์ ก็แสดงเขาเรียกว่า  อนุปุพพิกถา หมายถึงเรื่องเทศน์ตามลำดับ เพื่อฟอกอัธยาศัยของบุคคลให้เรียบ ร้อยก่อน  ที่จะเข้าถึงธรรมะชั้นสูงต่อไป  ก็พูดถึง เรื่องทาน เรื่องศีล เรื่องสัคคะ คือผลอันเกิดขึ้น จากทานและศีล  เรื่องกามาทีนพ  ที่สุดของความเพลิดเพลิน ในผลอันเกิดขึ้นจากสิ่งนั้น แล้วก็พูดถึง  เรื่องเนกขัมมะ  คือการออกจากสิ่งเหล่านั้นต่อไปตามลำดับชั้น ผู้ใดที่จะบรรลุคุณธรรมชั้นสูงได้ พระ องค์ก็แสดงตามแนวนี้ เพื่อให้บุคคลได้เกิดความคิดไปตามลำดับ ทีนี้ ถ้าเรามองดูหลักคำสอนทั่ว ๆ ไป ในศาสนาแล้ว ก็จะมองเห็นว่ามีหลักคำสอนเป็นสองชั้น  คือ ขั้นที่เป็นศีลธรรมนี้ประการหนึ่ง ขั้นที่เป็นสัจจธรรมอันเป็นธรรมะชั้นสูงนั้นอีกประการหนึ่ง ธรรมะ ที่เป็นขั้นศีลธรรมนั้น มีข้อปฏิบัติเบื้องต้นสำหรับชาวโลกทั่ว ๆ ไป เพราะชาวโลกเราไม่ได้อยู่ผู้เดียว ในสังคม  แต่เราอยู่รวมกันกับคนมาก ๆ การอยู่รวมกันนั้น ก็จะต้องมีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันใน ด้านจิตใจ จึงจะอยู่กันด้วยความสุข เช่น คนสองคน อยู่ด้วยกัน ถ้าหากว่าจิตใจแตกต่างกัน ความคิด ไม่ตรงกัน  ดังที่คนสมัยใหม่เข้าพูดว่า  รสนิยมไม่ตรงกัน ที่ว่ารสนิยมไม่ตรงกันนั้น ก็หมายความว่า  ความคิดความเห็นแตกต่างกัน  เมื่อความคิดความเห็นแตกต่างกัน  ก็เกิดขัดใจกันบ่อย ๆ บางทีใน เรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ แต่ก็ลงรอยกันไม่ได้ เกิดขัดอกขัดใจกัน เป็นเหตุให้เกิดความทุกข์ ความเดือด ร้อนในครอบครัว หรือในผู้ที่อยู่ร่วมกัน อันนี้เป็นปัญหาที่ปรากฏอยู่บ่อย ๆ เพราะฉะนั้น เมื่อคนเราจะ อยู่รวมกัน  ก็ตอ้งปรับปรุงความคิดความเห็นให้พอเข้ากันได้ การที่จะปรับจิตใจคนให้เข้ากันได้นั้น ก็ ต้องใช้ระเบียบเป็นเครื่องบังคับก่อนเป็นประการต้น  ที่เรียกว่า เป็นระเบียบบังคับ ก็หมายความว่า  ทุกคนจะต้องกระทำ  ถ้าคนเหล่านั้นต้องการความสุขความเจริญ  ในชีวิตประจำวัน  ถ้าเราไม่ต้อง การความสุข  จะไม่ทำก็ได้  แต่ว่ามีใครบ้างในโลกนี้ ที่ไม่ต้องการความสุข ไม่ต้องการความเจริญ  ความก้าวหน้า ทุกคนย่อมมีความต้องการด้วยกันทั้งนั้น เมื่อเรามีความต้องการที่จะให้จิตใจของเรามี ความสุขความเจริญ เราก็ต้องอยู่ใน ระเบียบวินัย ระเบียบวินัยเป็นพื้นฐานของการปฏิบัติขั้นสูงต่อไป  ถ้าขาดระเบียบขาดวินัยแล้ว  ชีวิตก็จะขลุกขลักด้วยประการต่าง ๆ เพราะจะนั้น ในทางพระศาสนา  จึงได้บัญญัติเรื่องเกี่ยวกับ ศีล ไว้ ทีนี้ คำว่า ศีล นี่เป็นภาษาบาลี อ่านตามตัวว่า สีละ สีละ นี่แปลว่า ปกติ หมายความว่ามัน อยู่ในสภาพอย่างนั้น  ปกติอย่างนั้น  เช่นเรามีใจเป็นปกติ ก็เรียกว่า จิตนั้น มีศีล ถ้ามี โลภ โกรธ  หลง ขึ้นในใจ ก็ผิดปกติ ไม่เหมือนเดิมเสียแล้ว มือไม้ปกติก็อยู่ตามเรื่องของมัน ถ้าเอาไปใช้ผิดปกติ เช่น ปั้นหมัดกัดฟันเข้า เพื่อจะชกจะต่อยคนนั้นคนนี้ ก็เรียกว่า ผิดปกติ เท้ามันอยู่ตามปกติ ก็ใช้เดินไปเดิน มา ทำอะไรตามเรื่องที่ธรรมชาติของร่างกายต้องการ ก็เรียกว่า ปกติ แล้วถ้าหากว่าเกิดความไม่ ดีขึ้นในใจ แล้วจะไปทำการเตะใคร ๆ เข้า ก็เรียกว่า ใช้เท้าผิดปกติ ถ้าผิดปกติในรูปอย่างนนั้น ก็ เรียกว่า  ผิดศีล  ไม่มีศีลประจำตัว  ปากเรามีไว้สำหรับพูด ก็ควรจะพูดเท่าที่ร่างกายต้องการ พูด เรื่องปกติ ถ้าพูดผิดปกติ เช่น พูดเสียงดัง พูดตวาด หรือพูดถ้อยคำที่สำรากออกมา อย่างนี้ก็เรียกว่า  พูดผิดปกติ  ถ้าพูดผิดปกติ  ก็เรียกว่า  ผิดศีล  ก็เป็นคนไม่มีศีลประจำจิตใจ  เรื่องของศีลนั้น เป็น เรื่องรักษาสภาพชีวิตจิตใจ  ให้อยู่ในสภาพที่ปกติ ขอให้เรานึกดูถึงตัวเราสักเล็กน้อยว่า ในขณะใดที่ เรามีความเป็นปกติ เราจะรู้สึกว่า มีความสบายใจ มีความสุขทางด้านจิตใจ แต่ถ้ามันเกิดผิดปกติขึ้น มาเมื่อใด  เราก็รู้สึกว่ามีความทุกข์  มีความเดือดร้อนใจขึ้นมาเมื่อนั้น เพราะฉะนั้น จึงจำเป็นที่จะ ต้องมีอะไรสักอย่าง เป็นเครื่องคุ้มครองรักษาชีวิตของเรา ให้อยู่ในสภาพปกติ อันนี้ คือคำว่า ศีล มี ความหมายอย่างนั้น  ให้ญาติโยมจำไว้ง่าย ๆ คำว่า สีละ ศัพท์นี้ แปลว่า ปกติ ถ้าทำอะไรผิดปกติก็ เรียว่าเป็นการ ผิดศีล เมื่อผิดศีลไปก็เกิดความทุกข์ ความเดีอดร้อน ในชีวิตของเราด้วยประการต่าง ๆ อันคนเราเมื่อเกิดมาแล้ว