ปาฐกถาธรรม เรื่อง เสรีต้องมีธรรม โดย พระเทพวิสุทธิเมธี (ปัญญานันทภิกขุ) ณ โรงเรียนพุทธธรรม วัดชลประทานรังสฤษฏ์ วันอาทิตย์ที่ ๒๐ มิถุนายน ๒๕๒๕ ญาติโยม พุทธบริษัททั้งหลาย ณ  บัดนี้ถึงเวลาของการฟังปาฐกถาธรรมะ  อันเป็นหลักคำสอนในทางพระพุทธศาสนาแล้ว ขอให้ ทุกท่านอยู่ในอาการสงบ ตั้งอกตั้งในฟังด้วยดี เพื่อให้ได้ประโยชน์อันเกิดขึ้นจากการฟังตามสมควรแก่เวลา วันนี้นอกจากเป็นวันอาทิตย์แล้วยังเป็นวันพระด้วย เป็นวันดับ คือสิ้นเดือนคือเดือนเจ็ด พรุ่งนี้ก็ขึ้นค่ำ หนึ่งเดือนแปด อีกสิบห้าวันก็ถึงวันเข้าพรรษา ซึ่งเป็นฤดูกาลพิเศษสำหรับพวกเราพุทธบริษัททั่วไป ในระยะ นี้ก็เป็นเรื่องงานเกี่ยวกับการบวชนาค ทั่วๆ ไปทุกหนทุกแห่ง ที่วัดนี้ก็มีการบวชนาคมากเหมือนกัน แต่ว่ายัง ไม่ได้บวชตอนนี้  บวชวันที่  ๒๑  วันเสาร์แล้วก็บวชทุกวัน จนกระทั่งถึงวันที่ ๔ จึงหยุด ญาติโยมที่มีลูกมี หลานที่จะบวชก็พามาฝากกัน แต่บางคนที่มีความเสียใจที่รับไม่ได้ เพราะเพิ่งมาฝากเมื่อวานซืนนี่เอง เขา รับกันมาตั้งแต่เดือนเมษา แต่เพิ่งตื่นเอาไม่กี่วัน ก็เลยไม่มีที่จะรับก็เลยกลับไปด้วยความเสียใจ อาตมานี่ ไม่ชอบปฏิเสธกับใครๆ แต่ว่าเมื่อมันจำเป็นก็ต้องปฏิเสธด้วยความไม่สบายใจอย่างยิ่ง แต่ก็ต้องปฏิเสธไป เพราะไม่มีที่อยู่  นี้ขอให้ญาติโยมรู้ไว้เสียด้วย สำหรับวันนี้ใคร่ขอทำความเข้าใจกับญาติโยมทั้งหลายในเรื่องบางประการ  อันเป็นเรื่องที่จะช่วย ให้เราดีขึ้น  ให้ครอบครัวและสังคมดีขึ้น เป็นประโยชน์เป็นความสุขแก่คนทุกถ้วนหน้า เพราะว่าความสุข ในหมู่มนุษย์นี่  มันต้องช่วยกันทำ  ถ้าไม่ช่วยกันจัดช่วยกันทำแล้ว ความสุขก็จะไม่เกิดขึ้น แต่ว่าจะมีความ ทุกข์เกิดขึ้นแทน  ความทุกข์กับความสุขนั้นเขามาด้วยกัน อยู่ไก้ลกัน เมื่อใดความทุกข์ออกแสดงความสุขก็ หลบเข้าฉากไป  เวลาใดความสุขออกมาแสดงความทุกข์ก็หลบเข้าฉากไป  การจัดฉากนั้นเป็นเรื่องของ เราเอง  การบังคับเรื่องสุขทุกข์ในชีวิต  ก็เป็นเรื่องของเราแต่ละคนที่จะต้องจัดจะต้องทำให้แก่ตัวเอง  ให้แก่ครอบครัวให้แก่สังคม     ตลอดจนถึงส่วนรวมคือประเทศชาติ    ถ้าเราจัดเป็นเราก็ได้รับความ สุขความสงบในชีวิตประจำวัน แต่ถ้าเราจัดไม่เป็นเราก็เกิดความทุกข์ความเดือดร้อนด้วยประการต่างๆ ในชีวิตประจำวันของเราแต่ละคนนั้น บางคนก็มีความทุกข์มาก บางคนก็มีความทุกข์น้อยๆ บางคนก็ มีความทุกข์นานๆ ไม่รู้จักแบ่งทุกข์ออกจากใจ ไม่รู้จักแก้ไขแล้วผลที่สุดก็ทำลายตัวเองถึงกับฆ่าตัวตาย เมื่อ ตอนเช้าฟังข่าว  เด็กหนุ่มคนหนึ่งซึ่งความจริงก็มีการศึกษาพอสมควร  เพราะทำงานในตำแหน่งราชการ  แต่ว่าเกิดไปรักหญิงคนหนึ่ง  แต่เขาไม่รักแกแกก็เลยเสียใจ  เข้าห้องปิดประตูแล้วก็เอาปืนมาสังหารตัว เองถึงแก่ความตาย ได้ฟังข่าวแล้วก็นึกในใจว่า มันโง่จริงๆ เจ้าหนุ่มคนนั้นมันโง่จริงๆ มีแต่ความโง่อยู่ใน ดวงใจ ไม่มีปัญญาไม่มีความคิดความอ่าน ผู้หญิงในโลกมันไม่ใช่มีคนเดียว เมื่อคนนั้นไม่รักเราก็หาคนที่จะ รักเราก็ได้ แต่ว่าไปปักใจเอาแม่โฉมยงคนนั้นคนเดียว พอเขาเปลี่ยนใจไปรักคนอื่น ตัวก็ไม่สบายใจ ฆ่า ตัวตาย ไม่ได้คิดในแง่อื่นเสียบ้างว่า เรายังไม่ได้แต่งงานกัน แล้วเขาไปรักคนอื่นเสีย มันก็ดีแล้วถ้าเรา แต่งกันแล้วไปรักคนอื่นเราก็จะยิ่งช้ำใจไปมากกว่านั้น ไอ้นี่ช้ำนิดหน่อยไม่เป็นไร ไม่ต้องเสียเงินทองค่าขัน หมาก  ไม่ต้องเลี้ยงดูเพื่อน  เขาจากไปเสียก่อนก็ควรจะไปขอบใจเขา ควรจะแสดงความดีใจ ว่าเธอ แสดงให้ฉันเห็นเสียก่อน  ขอบใจมาก ฉันไม่ถลำมากเกินไป มันก็ไม่มีเรื่องอะไร ที่จะต้องเสียอกเสียใจ จนถึงจะฆ่าตัวตาย แต่ว่าที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะว่า  คนมันไม่ได้เข้าวัดไม่ได้ฟังธรรม ไม่ได้อ่านหนังสือธรรมะเพื่อเป็น เครื่องสะกิดใจ    พ่อแม่ก็ไม่ได้เอาธรรมะไปใช้ให้ลูกเกิดความรู้เกิดความเข้าใจ    นี่แหละคือความ ผิดพลาดในวิถีชีวิตของชาวโลก  ในสังคมยุคปัจจุบัน เพราะฉะนั้นเราจะต้องช่วยกัน ให้คนเข้าถึงธรรมะ  ให้รู้จักหลักธรรมในทางพระพุทธศานาแต่เบื้องต้น คือต้องให้มันรู้ตั้งแต่เด็กๆ แต่บางทีนั้นพ่อแม่ไม่ค่อยประ สีประสาในเรื่องเกี่ยวกับธรรมะ  นับถือพระศาสนาก็เพียงแต่ชื่อ เราจึงต้องหาทางช่วยกัน โดยวิธีอื่น วิ ธีที่จะช่วยกันนั้น  คือว่าเราจะต้องสอนเด็ก  ให้เข้าถึงพระศาสนาในวันที่เขาหยุดเล่าเรียน  เช่นวันอา ทิตย์นี่เด็กหยุดการเรียน  ไม่ไปโรงเรียน  พ่อแม่ก็ควรจะนึกว่า ลูกเราว่างจากการเรียนวันอาทิตย์ วัด ไหนเขามีการสอนพุทธศาสนาให้แก่เด็กวันอาทิตย์บ้าง  เราก็ควรเอาลูกไปฝากให้เรียน  เพื่อให้เข้าถึง ธรรมะ ได้รู้ไว้เอาไปใช้แก้ปัญหาในชีวิตประจำวันต่อไป อันนี้เป็นความถูกต้องที่พ่อแม่ควรกระทำ ทางวัดถ้าพอจัดได้ก็ควรจะจัดจะทำโรงเรียนประเภทนี้ขึ้น    ในวัดนี้ก็ได้จัดมาเป็นเวลานานแล้ว  เป็นสิบๆ  ปี แต่ว่าสถานที่มันไม่ใช่เป็นของเรา ก็อึดอัดอยู่บ้าง แต่ก็ทำไปได้ ในเวลานี้ก็คิดว่าจะทำของ เราเอง  คล้ายจะให้ญาติโยมอิ่มใจสักนิดว่า  เวลานี้ได้ปักผังตอกเข็มแล้ว วันนี้แหละที่เขาจะมาปักเข็ม  เอาไม้ปักกันตรงนั้น  สถาปนิกกับนายช่างเขาจะมาจัดการ  ค่าตอกเข็มนี่ต้องใช้เงินถึงแปดแสนบาท ไม่ ใช่เล็กน้อย  เพราะเข็มมันยาวหน่อย ๒๑ เมตร สมัยนี้ของมันแพง เราอย่าไปคิดว่าของแพง เราคิดแต่ เพียงว่าให้มันได้  ให้สำเร็จประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นแก่เด็กในอนาคตข้างหน้า  เด็กที่ได้เรียนธรรมะมันไม่ ต้องฆ่าตัวตาย ไม่ต้องทำลายตัวเองดังที่เป็นข่าวปรากฎในหน้าหนังสือพิมพ์บ่อยๆ ความจริงเวลานี้ก็มีการศึกษาก้าวหน้า   เรียนถึงขั้นมหาวิทยาลัย   แต่ว่าในการเรียนนั้น  ไม่มี การสอนธรรมะ ให้คนเกิดความรู้ความเข้าใจ เมื่อเขาไม่รู้จักธรรมะเขาก็ไม่รู้จักปลงของหนัก ก็หนักอยู่ ตลอดเวลา คนเราถ้าแบกของหนักแล้วไม่ปลงลงเสียบ้าง ก็เดินเอียงไปเท่านั้นเอง บ่ามันหนักอยู่ข้างหนึ่ง มันก็เอียง  ถ้าหนักสองบ่ามันก็ทรุดเท่านั้นเอง ลุกขึ้นไม่ได้เพราะไม่รู้จักปลงไม่รู้จักวาง เราจึงต้องสอน เขาให้รู้ธรรมะ  แล้วสอนให้เขารู้ว่าใช้ธรรมะอย่างไรในชีวิตประจำวัน  เมื่ออะไรเกิดขึ้นควรจะคิดจะ วางอย่างไร  แล้วควรจะแนะนำเขาไว้ว่า  เมื่อใดกลุ้มใจอย่าลืมนึกถึงพระพุทธเจ้า  มาหาพระสงฆ์ที่มี ความรู้ความเข้าใจธรรมะ เพื่อท่านจะได้แบ่งเขาความทุกข์ที่อยู่ในอกนั้นให้มันหายไปตามวิธีของพระพุทธ เจ้า ถ้าได้มาวัดแล้วมันไม่ฆ่าตัวตาย มันก็ได้รู้ได้เข้าใจ บางคนมันยึดถือในอะไรๆ แรงไป ไม่รู้จักปล่อย ไม่รู้จักวาง เสียผู้เสียคนไป นี้ก็เพราะว่าเราไม่ได้สอนเขาให้เขามีสัมมาทิฏฐิมีความเห็นชอบในเบื้องต้น  ไปสอนเมื่อโตมันไม่ได้  โบราณว่าไม้อ่อนดัดง่าย  ไม้แก่ดัดยาก ดัดแล้วก็ต้องเข้าไฟ คือมันต้องใช้วิธีรุน แรง ได้ใช้วิธีการรุนแรงนี่มันไม่ไหว อาจจะออกจากบ้านไปเสียก่อนก็ได้ เพราะมันแรงเสียแล้ว ฉะนั้นมัน ต้องฝึกหัดเสียตั้งแต่เริ่มต้น ให้สังเกตครอบครัวบางครอบครัว  ที่พ่อแม่ประพฤติธรรม  ลูกเรียบร้อยหมดทุกคน ไม่มีความเสีย หายเพราะพ่อแม่ประพฤติดีประพฤติชอบ  อยูในศีลในธรรม ลูกก็เรียบร้อย ตั้งหน้าทำมาหากัน ประพฤติดี ประพฤติชอบ   หลานก็ยังเรียบร้อยอยู่  เพราะว่าคุณยายเรียบร้อย  แล้วถ้าหากคนเหล่านั้นได้สืบต่อคุณ งามความดีของบิดามารดา   ชีวิตก็ยังไม่สูญเสียตราบนั้น   อันนี้เป็นเรื่องที่เราเห็นกันอยู่ทั่วๆ   แต่ใน ครอบครัวใด  กินเหล้าเมายาเล่นการพนันชอบเที่ยเตร่เฮฮา  ทำอะไรที่มันไม่ถูกต้อง  ไม่มีโอกาสที่จะ อบรมลูก  อบรมไม่ได้  เพราะวิถีชีวิตพ่อแม่ไม่เป็นตัวอย่างในทางดี  พูดเรื่องดีมันก็ไม่ได้ เพราะมันขัด กับความเป็นอยู่  เลยพูดไม่ออก  เมื่อพูดไม่ออกก็ปล่อยตามเรื่องตามราว เมื่อปลอยหนักๆ เข้าลูกก็เสีย คน กลายเป็นอันธพาลรกบ้านรกเมือง อันนี้คือเรื่องความเสียหาย ผู้ที่เป็นผู้นำนั้นต้องเดินให้ตรงทาง ถ้า ผู้นำเดินไม่ตรง ผู้ตามจะเดินตรงได้อย่างไร อันนี้เป็นปัญหาหนักอยู่ต้องแก้ไขในเรี่องอย่างนี้ เมื่อวันซืนนี้ไปที่จังหวัดสุพรรณ  ไปอำเภอบางปลาม้า  แล้วก็ไปพูดกับนักเรียนตอนเช้า  ตอนบ่าย พูดกับพระ  แต่ว่าก่อนที่จะพูดกับพระนี่มีคฤหัสถ์คนหนึ่งพูดก่อน แล้วพระท่านก็สรุบ ท่านเล่าให้ผู้ที่ไปฟัง ว่า ตามในโรงเรียนนี่ไปพูกลำบากอยู่บางประการ    คือครูเขาเกรงไปว่าเด็กจะรู้ความจริง    ในเรื่อง ศีลธรรมแล้วครูจะลำบาก  ถามว่าจะลำบากอย่างไร  เพราะครูมีความประพฤติไม่ค่อยจะเรียบร้อย ครู ชอบเล่นการพนันก็มี ดื่มเหล้าก็มี ชอบเที่ยวเหลียวไหลก็มี ถ้าหากเด็กมันรู้เรื่องเหล่านั้นเป็นอบายมุขเป็น ทางเสื่อม  เป็นเรื่องไม่ดีไม่งาม  เด็กมันก็จะมองครูว่า  ครูเรานี่ไม่ดีไม่สำรวม ไม่ประพฤติธรรม ครู เลยกีดกันไม่อยากให้พระไปสอน พอพระไปสอนแล้วเด็กมันจะรู้ธรรมะ ตัวจะประพฤติชั่วไม่ได้ อันนี้มันลำ บากเหมือนกัน  ไม่เห็นประโยชน์ของธรรมะ แต่เห็นประโยชน์ของตัว นึกว่าให้ได้ประโยชน์ของตัว ได้มี เสรีภาพที่ไปในทางต่ำ เสรีภาพในสังคมของมนุษย์ยุคนี้ มักจะเข้าใจผิดไป คิดว่าเสรีภาพคือการได้ทำอะไรตามใจอยาก อยากใจตัวปรารถนา อยากจะดื่ม อยากจะเที่ยว อยากจะสนุก อยากจะทำอะไรให้ทำได้ตามชอบใจ ไม่ ต้องมีใครมาขัดคอ  ไม่ต้องมีใครมาสอนมาเตือน  เขาก็เรียกว่าสบายใจเขา สบายใจเพราะตามใจตัว เอง  การไหลไปตามอำนาจอารมณ์ และสิ่งแวดล้อม เขาบูชาว่านั่นเป็นเสรีภาพของเขา ความจริงนั้นมัน ไม่ถูกต้อง อันนั้นมันไม่ใช่เสรีภาพ แต่ความเป็นทาสของอารมณ์ เป็นทาสของกิเลสประเภทต่างๆ ที่เกิดขึ้น ในจิตใจ  ความโลภเกิดขึ้นหลไปตามอำนาจความโลภ  ความโกรธเกิดขึ้นก็ไหลไปตามอำนาตความ โกรธ ความหลงเกิดขึ้นก็ไหลไปตามอำนาจความหลง หรือมีความอยากจะทำอะไร ไม่มีความยับยั้ง ไม่มี การควบคุมตัวเอง ปล่อยไปตามเรื่องตามราว เขาเข้าใจว่าเป็นเรื่องเสรีภาพ เด็กหนุ่มๆ  ในโลกปัจจุบันนี้ ไม่ว่าจะเป็นประเทศด้อยพัฒนา หรือประเทศที่มีการพัฒนาแล้ว กำลัง หลงใหลได้ปลื้มกับเสรีภาพแบบนี้  เพราะฉะนั้นเขาจะแต่งตัวตามชอบใจ  กินเที่ยวตามชอบใจ ถ้าพ่อแม่ พูดห้าม เขาจะอ้างว่า เวลานี้ผมอายุ ๑๘ ปีแล้ว เกินเรื่องที่พ่อแม่จะบังคับแล้ว กฎหมายมันก็เขียนไว้ใน ทางที่เหลวไหล  เปิดโอกาสให้คนประพฤติตัวตามชอบใจ เลยก็ไปกันใหญ่ พอพ่อแม่พูดหนักเข้า ก็บอกว่า หนูนี่อายุเท่านี้แล้ว  คุณแม่อย่ามายุ่งกับหนูให้มันมากไปนะ  มันเป็นอยู่อย่างนี้ แล้วมันจะไปกันได้อย่างไร  มันก็เตลิดออกไป  ไปนั่งสูบกัญชากันตามสวนสาธารณะ ไปเที่ยวไปสนุกกันไปตามเรื่องกลายไปเป็นพวกที่ เขาเรียกว่าบุพชน  ฮิปปี้ นั่นแหละ ไอ้พวกฮิปปี้ในสังคมยุโรป อเมริกา คือพวกหลงใหลได้ปลื้มในเรื่อง เสรีภาพแบบเป็นทาส ไม่ใช่เสรีภาพแบบเป็นไทยตามหลักการในทางพระพุทธศาสนา พระพุทธศาสนาเรา นั้น พระผู้มีพระภาคส่งเสริมเสรีภาพทางสังคม  แต่ว่าเสรีภาพของพระพุทธเจ้านั้น มันเป็นเรื่องยกระดับ จิตใจให้สูงขึ้นๆ ๆ จนพ้นจากอำนาจฝ่ายต่ำ คล้ายกับดอกบัวที่มันจะบาน มันก็โผล่ขึ้นมาเหนือน้ำ โผล่ สูงขึ้นๆ จนพ้นน้ำ พอพ้นน้ำแล้วดอกบัวนั้นไม่เปื้อนด้วยน้ำโสโครก โคลนก็ไม่เปื้อนดอกบัว เราไปเก็บดอก บัวนี่ไม่ต้องล้าง  ไม่เหมือนเก็บผักบุ้ง  ซึ่งต้องล้าง  ผักกะเฉดก็ต้องล้าง  อะไรอยู่ในหนองต้องล้าง  ดอกบัวไม่ต้องล้าง  เพราะมันสะอาดอยู่แล้ว  ล้างมันก็ไม่ได้เรื่องอะไร  เก็บมาได้เอาไปบูชาพระทันที  ดอกบัวนั้นเป็นตัวอย่างแห่งเสรีภาพทางด้านจิตใจ พระพุทธเจ้าสอนให้เราทุกคนปฏิบัติตตัวเพื่อเสรีภาพ  พอกพูนเสรีภาพ สะสมเสรีภาพให้เกิดขึ้นใน จิตใจ  แต่ว่าต้องปฏิบัติตามธรรมะ ยิ่งปฏิบัติธรรมะมากขึ้น เสรีภาพก็มากขึ้น เสรีภาพตัวนี้หมายถึงว่าจิต ใจอยู่เหนืออำนาจฝ่ายต่ำ  คนๆ  นั้นเป็นตัวเองแท้ๆ  ตัวเองแท้ๆ คือตัวเองที่มีใจบริสุทธิ์อยู่ สะอาดอยู่  สว่างอยู่   สงบอยู่   ไม่มีกิเลสประเภทใดเข้ามาทำให้เศร้าหมอง  แต่ถ้ามีกิเลสอันใดเกิดขึ้นทำใจให้ เศร้าหมอง  ผู้นั้นก็ชื่อว่าไร้เสรีภาพ ตกอยู่ในอำนาจของกิเลสประเภทนั้นๆ กี่เปอร์เซ็น มากน้อยเท่าใด  สุดแล้วแต่การตามใจของบุคคลผู้นั้น นั่นมันไม่ถูกต้อง เราจึงควรจะสอนลูกสอนหลาน  ให้รู้รากฐานของเสรีภาพ ว่าเสรีภาพนั้นเป็นสิ่งที่พระพุทธเจ้าส่ง เสริม ไม่ใช่ของใหม่ ไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อ ๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕ หรือไม่ได้เกิดเมื่อ ๑๔ ตุลา ๒๕๑๖ มัน ไม่ใช่อย่างนั้น มันเป็นของเก่าแก่ดึกดำบรรพ์ที่พระพุทธเจ้าสอนมาแต่โบรมโบราณ เพื่อให้ปฏิบัติตนเพื่อเสรี ภาพ แล้วก็สอนเสรีธรรมคือข้อปฏิบัติที่จะให้จิตใจเป็นอิสระเสรีอย่างแท้จริง ธรรมะที่เป็นข้อปฏิบัติเพื่อเสรีภาพอย่างแท้จริงนั้น คือการเจริญสติปัฏฐาน ๔ ในองค์มรรคมีองค์ ๘  มรรคมีองค์แปดนั้นมีข้อหนึ่งว่า สัมมาสติ สัมมาสติคือความระลึกชอบ ระลึกชอบก็คือว่าเจริญสติปัฏฐาน ๔  มีสติ  มีสัมปชัญญะ  มีความเพียร  ในการกำหนดรู้เรื่องของร่างกาย  กำหนดรู้เรื่องของจิต  กำหนดรู้ เรื่องธรรม  กำหนดรู้เรื่องของเวทนา เรียกว่า กาย เวทนา จิต ธรรม ๔ อย่าง ให้กำหนดสิ่งเหล่านี้  ให้จิตอยู่กับสิ่งเหล่านี้ นั่นคือการฝึกฝนอบรมตนเอง เพื่อความเป็นเสรีชนอย่างแท้จริง ที่เรามาวัดกันนี่ก็ให้เข้าใจว่า เรามารับแบบฝึกหัด เพื่อเอาไปปฏิบัติเพื่อความเป็นเสรีชน เพื่อให้ มีเสรีภาพทางจิตใจ แล้วเราจะได้มีสุขทั้งกายและใจ เพราะฉะนั้นการปฏิบัติทุกแง่ทุกมุม เช่นการให้ทาน  การรักษาศีล การฟังธรรม การแสดงธรรม การเจริญภาวนา หรือการปฏิบัติอันใดที่เป็นบุญกิริยา การกระ ทำที่เป็นบุญตามหลักพระพุทธศาสนาแล้ว ก็ถือเป็นการฝึกฝนอบรมตนเอง เพื่อก้าวไปสู่ความเป็นเสรีชนทั้ง นั้น ให้เข้าใจอย่างนั้น ถ้าการปฏิบัติอันใดทำให้เราต้องเป็นทาสของอะไร ก็ยังไม่ถูกต้องตามหลักการใน ทางพระพุทธศาสนา หลักการในทางพระพุทธศาสนานั้นต้องปฏิบัติ เพื่อให้จิตเราสูงขึ้น สะอาดขึ้น สว่างขึ้น สงบขึ้น  มีเสรีภาพทางจิตมากขึ้น  อันนี้เราดูด้วยตัวเอง วัดตัวเองได้ วัดว่าตั้งแต่เราเริ่มเข้าวัด เริ่ม รักษาศีล   เริ่มฟังธรรม  เริ่มการศึกษาด้านภาวนา สภาพจิตใจดีขึ้นหรือเปล่า  เรายังตกอยู่ในอำนาจ ของความโกรธที่เคยโกรธไหม  สมมติว่าเราเคยเป็นคนใจร้อน ใจเร็ว หุนหันพลันแล่นมาก่อน ครั้นเรา มาวัด  ไอ้สิ่งนั้นมันลดลงไปหรือเปล่า ใจเคยร้อนมันลดลงไปหรือเปล่า ความขี้โกรธอะไรต่างๆ มีอะไร กระทบก็ปึงปังๆ  คล้ายกับดินประสิว  มันไวต่อไฟฉันใด เราก็สังเกตว่า มันเบาขึ้นหรือเปล่า ช้าลงหรือ เปล่าในสิ่งเหล่านั้น  หรือว่าเวลาที่เกิดอารมณ์รู้ทันหรือเปล่า รู้ตัวว่า กำลังโกรธอยู่ กำลังจะโกรธหรือ โกรธอยู่ รู้ตัวหรือเปล่า ถ้าพอรู้ตัวก็พอจะได้ปราบได้ คนเราที่กิเลสมันลุกลามขึ้นในจิตใจ  ก็เพราะว่าไม่รู้  ไม่รู้ว่าเรากำลังคิดอะไร พูดอะไรออกไป  ทำอะไรอยู่  เราไม่รู้ไม่เข้าใจในเรื่องนั้น เราก็ถูกมันครอบงำ มันบังคับเราให้กระทำอะไรๆ ด้วยประ การต่างๆ  ซึ่งล้วนแต่ตกเป็นทาสของอารมณ์ทั้งนั้น  นี่คือความเสียหาย เราก็สังเกตได้ว่ามันมีทั้งนั้น อะ ไรๆ  มันมีกันทั้งนั้น  ต้องดูที่ตัวเราเอง ถ้าเรารู้ ก็ว่าง สงบขึ้นเยอะ รู้ทัน พอควบคุมตัวเองได้ จิตใจ สบายขึ้น   มีอะไรมากระทบก็วางเฉยได้   ไม่ยินดีเกินไป  ไม่ยินร้ายต่อสิ่งนั้นมากเกินไป  ก็แสดงว่า การปฏิบัติธรรมของเรานั้น  ได้ผล  เราได้เข้าสู่เส้นทางของพระพุทธเจ้าที่จะนำเราไปสู่เสรีภาพอันสูง สุด เสรีภาพสูงสุดก็คือพระนิพพานนั่นเอง พระนิพพานนั้นดับกิเลสหมดไม่มีเหลือ มันไม่มีเชื้อจะให้เกิดต่อไป เราก็อยู่ในโลกตามธรรมดานี่แหละ ทำมาหากินกันไปตามเรื่องไม่ใช่ว่า พอจิตถึงนั้นแล้วมันจะตาย  ไม่ใช่อย่างนั้น  ร่างกายมันก็ยังอยู่ได้มันก็อยู่ แต่ถ้าร่างกายมันอยู่ไม่ได้มันก็ ตาย เรื่องนั้นเรื่องตายมันเป็นเรื่องธรรมดา เป็นเรื่องธรรมชาติ ที่อาศัยการปรุงแต่งทางวัตถุ ถ้าเครื่อง ปรุงแต่งมันพร้อมเราก็อยู่ได้  แต่อยู่อย่างผู้มีความสุข อย่างแท้จริง อยู่อย่างผู้มีใจสงบอย่างแท้จริง เป็น บุคคลประเภทที่เรียกว่าเหนือโลก  โลกไม่แปดเปื้อนจิตใจคนเหล่านั้น สิ่งเหล่านั้นไม่ทำให้คนที่มีใจสูงนั้น ยินดี  ยินร้ายในเรื่องอะไรๆ ต่างๆ เขารู้สึกว่าตัวเอง เป็นตัวเองอยู่ตลอดเวลา สภาพมันเป็นอย่างนั้น  นั่นแหละคือเสรีภาพที่ถูกต้อง ที่เราควรจะได้ขวนขวายแสวงหา อันการแสวงหาเสรีภาพตามแบบ   ในทางพระพุทธศาสนานั้น   ไม่ขัดกับใครเลย  ไม่ทำให้เกิด ความทุกข์แก่ใคร ไม่เกิดความเดือดร้อนแก่ใคร เพราะต่างคนต่างนั่งสงบ ต่างคนต่างมองดูด้านใน ต่าง คนต่างก็พิจารณาตัวเอง   จัดการกับตัวเองอยู่  แล้วมันจะมีปากเสียงกับใคร  เราไปแสวงหาเสรีภาพ แบบชาวโลก   ฉันอยากจะไปดูหนัง  ฉันอยากจะไปเที่ยวนั่นละ  ฉันอยากไปเล่นการพนันละ  ฉันจะดื่ม เหล้าละพอเมาก็เอะอะ  มันก็ขัดกับคนอื่น  คนอื่นเขาต้องการความสงบ  ไอ้เรามันเสียงปึงปังโผงผาง  ประเดี๋ยวก็ตีกันทำให้คนบ้านใกล้เรือนเคียงหวาดเสียว กลัวมันจะหลังเข้ามาในบ้านของตัวมั่ง ทำให้เกิด ปัญหา นั่นมันเสรีภาพฝ่ายต่ำ สร้างความทุกข์ความเดือดร้อนแก่ตนแก่ท่าน แต่ถ้าเรามาเสรีภาพแบบเพื่อความบริสุทธิ์ทางจิตใจ  เพื่อความสงบทางจิตใจแล้ว  มันไม่มีอะไร  ที่จะเกิดเป็นปัญหาแก่เราทั้งหลายทั้งปวง   เราจะอยู่ด้วยความสุข  ด้วยความสงบในทางจิตใจ  นี่เป็น เรื่องที่เราควรจะแสวงหา ควรจะประพฤติกระทำอยู่ตลอดเวลานาที ญาติโยมอาจจะมีความข้องใจอยู่ว่า เรามีชีวิตอยู่กับการงาน  อยู่ในสังคม  ต้องประกอบธุระกิจการค้าการขาย ทำนั่นทำนี่ จะปฏิบัติอย่างนี้ ได้หรือไม่  อยากจะบอกให้ทราบว่า  นั่นแหละควรปฏิบัติ  ชีวิตในรูปนั้นนั่นแหละควรปฏิบัติ  เพราะเรา ต้องต่อสู้กับปัญหา   ต้องคบคนประเภทต่างๆ  ที่มันไม่เหมือนเรา  เราต้องพบเขา  คนบางคนเราไม่อ ยากพบก็ต้องพบ  มันต้องมีธรรมะแล้วในการพบกับคนเหล่านั้น คนบางคนพอเจอเราก็ยั่วให้เราโกรธ ยั่ว ให้เราไม่มีสมาธิ     เขาจะได้โอกาสที่จะหลอกจะต้มเราต่อไป    หรือว่าเขาจะชวนให้เราเพลินไป  สนุกสนานไปกับคำพูดของเขา เช่นเขามายกย่องเรา เราก็ไปติดในคำยกย่องชมเชย เราก็ลืมตัว พอลืม ตัวเขาก็ทำอะไรกับเราได้ ขออะไรกับเราได้ เพราะเราลืมตัวไปเสียแล้ว อันนี้มันเรื่องมันเป็นปัญหา ยิ่งเราอยู่ในธุระกิจการค้าการขาย   ต้องติดต่อกับคนทุกประเภท  แล้วในสังคมปัจจุบันนี้  มันชิง ไหวชิงพริบกันทั้งนั้น ไม่ว่าเรื่องอะไร ชิงไหวชิงพริบกันอยู่ตลอดเวลา เพราะอาชีพมันแข่งขันกัน แข่งขัน กันต่อสู้  เพื่อให้ได้สิ่งที่ตนปรารถนา เราก็ต้องมีไหวพริบมีสติปัญญา มีสมาธิอยู่ในจิตใจ ให้มั่นคง เพื่อจะ ไปต่อสู้กับคนเหล่านั้นก็ได้ แม้เราทำราชการ จะเป็นอะไรก็ตามใจมันก็มีปัญหา เพราะว่าคนที่ทำงานด้วย กันนั้นจิตใจไม่เหมือนกัน  มีความเห็นไม่เหมือนกัน มีศีลไม่เหมือนกัน ไม่มีปัญญาทัดเทียมกัน มันก็เกิดเป็น ปัญหา  ทำให้เราต้องกลุ้มใจบ่อยๆ  ถ้าเราไปถึงสำนักงานแล้วเรานั่งกลุ้มใจ เราพบคนนั้นเราก็กลุ้มใจ  พบเหตุการณ์นั้นเราก็กลุ้มใจ ความสุขมันจะเกิดได้อย่างไร ชีวิตมันน่าเบื่อหน่ายเท่านั้นเอง ถ้าเราอยู่ใน สภาพเช่นนั้น    นี่แหละคือการเรียกร้องให้มีธรรมะ   แสดงให้เห็นว่าในชีวิตประจำวันของพวกเราทั้ง หลายที่คลุกคลีอยู่ในสังคมโลกนั้น  มันต้องการอะไรสักอย่างหนึ่ง ที่จะมาช่วยประคับประคองจิตใจ ไม่ให้ เกิดความเสียหายขึ้น   ไม่ให้เกิดพื้นเสียอารมณ์เสียขึ้นในใจ  เราจะได้ทำงานด้วยความสงบด้วยความ เยือกเย็น ไม่ต้องขึ้นๆ ลงๆ ด้วยอารมณ์ที่มากระทบ เพราะว่าบางคนนั้นขึ้นๆ ลงๆ อยู่ตลอดเวลา คนนั้น มาดีใจ  คนนั้นมาเสียใจ  คนนั้นมาเย็นใจ  ไอ้คนนั้นว่าไม่ร้อนเป็นพืนเป็นไฟขึ้นมาแล้ว มันเป็นสุขที่ตรง ไหน  ที่เราอยู่อย่างนั้นมันเป็นสุขที่ตรงไหน ท่านก็จะรู้ว่ามันมันไม่เป็นสุขอะไร แล้วก็ล่อแหลมในการเป็น โรคประสาท อยู่ตลอดเวลา มันเป็นปัญหาอย่างนี้ เราจึงต้องมีอะไรเป็นเครื่องควบคุมจิตใจ คนหนุ่มๆ  ที่เริ่มเข้าวัดนี่  นับว่าได้เปรียบมาก  เหมือนกับว่าทหารที่จะออกศึกนี่ ได้ฝึกบ่อยๆ ใน ยุทธวิธีในการสู้รบกับข้าศึก ทหารนั้นมักจะได้เปรียบ เวลาเข้าสูสมรภูมิก็ไม่พ่ายแพ้ เพราะได้ฝึกจนชำนา ญ  ฉันใด  คนที่จะอยู่ในโลกต่อไป  โดยเฉพาะคนในวัยหนุ่ม หนุ่มๆ สาวๆ มันมีปัญหาเยอะที่เราจะต้อง ผจญต่อไปข้างหน้า  เราอย่านึกว่าเส้นทางที่เราจะเดินไปในวิถีชีวิตนั้น  มันราบรื่นเรียบร้อย  มีดอกไม้ โปรยปรายเต็มสองข้างทาง  มีทิวทัศน์น่าดู  อย่าไปฝันหวานอย่างนั้น  มันมีปัญหาเยอะแยะ ยิ่งในสังคม ปัจจุบันด้วยแล้ว  มันไม่มีเส้นทางใดที่ราบรื่นเรียบร้อย ไม่มีเส้นทางใดที่ไม่มีอุปสรรคไม่มีปัญหา เราจะมี ชีวิตอยู่ในสังคมโลกต่อไปนั้น  มันต้องต่อสู้กันอยู่ตลอดเวลา ต้องมีปัญหา ปัญหาคือสิ่งที่เราจะต้องต่อสู้ อัน นี้การต่อสู้  ถ้าต่อสู้ด้วยปัญญา  เราก็ชนะ  แต่ถ้าเราต่อสู้ด้วยความโง่ความเขลาเราก็แพ้ แพ้เราก็เป็น ทุกข์  ไม่ว่าแพ้อะไรมันก็เป็นทุกข์ทั้งนั้น  แล้วเราก็ไม่สบายมากขึ้น  เบื่อโลก ไม่อยากจะอยู่ในโลกแล้ว  เลยนึกว่าตายแล้วมันจะหมดทุกข์ นึกสั้นๆ มากไป ไม่คิดให้ยืดยาวอะไร เลยก็ไปทำลายตัวเอง นี่คือปัญหาที่เราไม่ได้เตรียมตัวไปต่อสู้     เหมือนข้าศึกยกมาประชิดเมืองเราไม่ได้หัดคนให้เป็น ทหาร  แต่ไปจับชาวนาชาวไร่มาจับปืนไปยิงกับข้าศึก มันไม่รู้ว่าจะเอาลูกกระสุนใส่อย่างไร จะยิงอย่าง ไร  ยิ่งอีท่าไหนไปยืนจังก้ายิงอยู่เขาเก่งกว่าก็ยิงเราม่องไปเสียก่อนเท่านั้นเอง เราก็พ่ายแพ้ฉันใด ใน สมรภูมิแห่งชีวิตเรานี้ก็เหมือนกันเราจะต้องต่อสู้กับปัญหาต่าง  ๆ  เราอย่านึกว่าเรามีความรู้พอแล้ว  ที่ เรียนมาจากมหาวิทยาลัยนั้น   ความรู้ที่เราเรียนมาจากมหาวิทยาลัยนั้นมันเป็นความรู้ในการประกอบกิจ การงาน  เพื่อเลี้ยงปากเลี้ยงท้อง  ให้ได้เงินได้ปัจจัยมาสำหรับกินใช้  ความรู้มันเท่านั้นแหละความสา มารถมันก็อยางนั้นแหละ  แต่ว่าความรู้นั้นจะไม่ช่วยเราในเมื่อเรามีปัญหา  คือความทุกข์ความเดือดร้อน  คนมีความทุกข์ความเดือดร้อนช่วยตัวเองไม่ได้ นายแพทย์มีความรู้ในทางร่างกาย เรื่องโรคแล้วก็รู้ว่าจะ รักษาโรคอย่างไร   แต่เมื่อมีปัญหาทางด้านจิตใจขึ้น  ก็ไม่สามารถจะใช้ตำรายาตำราหมอนั้นช่วยตัวได้  เพราะมันคนละเรื่องกัน หรือว่าคนที่มีความรู้ในทางด้านอื่น เป็นสถาปนิกวิศวกร เรียนในเรื่องอะไรต่าง ๆ  นา  ๆ เวลามีปัญหาเกิดขึ้นก็จนตา เข้าตาจนทั้งนั้น ไม่รู้ว่าจะแก้อย่างไร เลยก็ต้องหันเข้าหาสุรา เมรัย ดื่มกันเป็นการใหญ่ พวกนักเขียนนวนิยายถ้าพระเอกกลุ้มใจก็ให้กินเหล้าทุกที แล้วก็ให้เด็กอ่านเด็ก ก็จะจำไว้ว่ากลุ้มใจต้องกินเหล้า   กลุ้มใจต้องไปเที่ยวดูหนังฟังเพลง  แล้วมันแก้ได้เมื่อไร  มันก็แก้ไป อย่างนั้นมันไม่มีทางจะแก้ได้  เพราะว่าคนเหล่านั้นก็ไม่ได้ศึกษาแนวทางชีวิตในแง่ธรรมะ ไม่เอาธรรมะ ไปปลอบโยนใจพระเอก หรือว่านางเอกเกิดกลุ้มใจขึ้นมา เขียนให้ร้องไห้หมอนทั้งใบเปียกโชกไปด้วยน้ำ ตาที่หลังออกมาในยามราตรีว่าได้สวยอย่างนั้น แล้วมันช่วยอะไรได้ไอ้น้ำตาที่หลั่งออกมาทั้งคืน มันช่วยอะ ไรได้ตื่นเช้าก็ตาบวมเท่านั้นเอง  เป็นโรคตาแดงตาแปียก  ตาแฉะต่อไป  มันไม่ได้ช่วยอะไรในการทำ เช่นนั้น  ทำไมเราเขียนไว้อย่างนั้น  น่าจะเขียนเสียให้มันดีกว่านั้นซักหน่อย หรือว่าเวลากลุ้มใจก็เขียน ให้ไปคิดว่า เอ๋ เราจะไปหาใครดี กลุ้มใจนี่ควรจะไปหาใครดี แล้วจะแก้ปัญหาอย่างไร เคยมีเรื่องในสมัยพระพุทธเจ้ายังดำรงชีวิตอยู่  คือพระเจ้าอชาตศัตรูแกทำบาปหนัก  บาปหนักถึง กับฆ่าพ่อ  จับพ่อไปขังไว้จนตายแล้วมาเกิดรักพ่อขึ้น  เมื่อพระมเหษีคลอดลูกในวันที่มเหษีคลอดลูก  พ่อก็ ตายวันนั้นเรียกว่าตัวตายตัวแทนกัน  มหาอำมาตย์สองคนเข้าไปรายงานเหตุการณ์ ก็ปรึกษากันว่าเราจะ ไปรายงานอะไรก่อน  เกิดกับตายก็คิดว่าไอ้เรื่องเกิดมันเป็นเรื่องน่าฟัง ไอ้เรื่องตายไม่น่าฟัง รายงาน เรื่องเกิดก่อนดีกว่าคนหนึ่งก็เข้าไปกราบทูลว่า  พระมเหษีคลอดพระโอรสเป็นชายพระเจ้าค่ะ  พอรู้ว่าม เหษีคลอดลูกเป็นชาย   ไอ้สัญชาตญานความเป็นพ่อมันเกิดขึ้นทันที  เกิดรักลูกขึ้นมาเชียวมันเป็นอย่างนั้น  คนเรานี่นี่พ่อนั่งอยู่ตรงนี้เป็นอย่างนั้นหรือเปล่า พอรู้ว่าภรรยาคลอดลูกความเป็นพ่อมันเกิดขึ้น มันรักลูกขึ้น มาทันที พอรักลูกขึ้นมาทันทีคิดว่าพ่อคงรักเรา เหมือนเรารักลูก ก็นึกว่า แหมเราเอาพ่อไปขังไว้ป่านนี้จะ เป็นอย่างไรก็ไม่รู้  อำมาตย์คนที่สองคลานเข้าไปกราบทูลว่า พระราชบิดาของพระองค์สวรรคตแล้วพระ เจ้าค่ะ  ใจหายลงไปทันที  เหี่ยวเหมือนกับต้นไม้ถูกน้ำร้อนลวกเหี่ยวลงไปทันที เหี่ยวเฉาลงไปทีเดียวมี ทุกข์มาก ทุกข์เหลือเกิน คืนวันหนึ่งกำลังนั่งตากอากาศอยู่บนปราสาทชั้นบน นี่เรียกว่า  เขาทำเป็นลานไว้ข้างบนปราสาท เดือนหงายๆ  ขึ้นไปนั่งตากอากาศ  ก็ปรารภกันขึ้นว่าเดือนหงายๆ อย่างนี้ จะทำอะไรดี อำมาตย์ บางคนก็บอกว่าเดือนหงายอย่างนี้ ก็ต้องหาสุรามาเลี้ยงกัน มีกับแกล้มมีนางฟ้อนมารำให้ดูในแสงจันทร์สลัว ๆ พระราชาฟังแล้วก็เฉย ๆ แล้วก็ถามคนอื่น คนอื่นบอกว่าเดือนหงาย ๆ อย่างนี้มันน่าจะไปป่า ไปล่า เสือล่ากวาง ยิงกระต่าย พระเจ้าแผ่นดินฟังแล้ว ไอ้นี่ไม่ไหวเบียดเบียนสัตว์ มันไม่ใชเรื่องที่ควรกระทำ แล้วก็มีคนหนึ่งบอกว่าเดือนหงายๆ  อย่างนี้ควรจะไปหาสมณะที่มีความสงบทางจิตใจเพื่อที่จะได้ศึกษา ทางธรรมะ  เอามาเป็นเครื่องใช้ในชิวิตประจำวัน  เออ เข้าทีๆ พระราชาได้ฟังเช่นนั้นก็ตรัสว่า  เข้าที ๆ แล้วเราก็จะไปหาใครดีในคืนวันนี้ แสดงให้เห็นว่าอชาตศรัตรูยังไม่ได้เจอพระพักต์พระพุทธเจ้า ยังไม่ได้เข้าใกล้  คือเข้าใกล้เหมือนกันแต่ว่าใกล้เทวทัต  แทนที่จะเข้าหาพระพุทธเจ้า  ไปเข้าหาพระ เทวทัต   ซึ่งเป็นยอดอันธพาลชั้นหนึ่งของโลก  รังแกจนกระทั่งพระพุทธเจ้าตรัสเรียกว่า  ยอดอันธพาล  เลยก็ไม่รู้เรื่องอะไร  เทวทัตชวนให้จับพ่อไปขังเสียมั่ง  อะไรต่ออะไร  วุ่นวายไปหมดนี่คบคนพาลก็มัน อย่างนั้น  มันก็ได้แต่เรื่องพาลๆ  ถ้าคนดีมันก็ได้เรื่องดี  ก็เลยถามว่าเราควรจะไปหาใคร ใครเป็นลูก ศิษย์ใครก็อยากให้พระเจ้าแผ่นดินไปหาผู้นั้น  ลูกศิษย์ของนิคันถนาถบุตร  ก็ต้องไปหานิคันถนาถบุตร นิคัน ถนาถบุตรสอนว่าอะไรย่อๆ  เล่าให้ฟังว่าควรไปหาครูคนนั้นครูคนนี้  หลายคนมีตั้งหกคนที่มีชื่อเสียงอยู่ใน พุทธกาล พระราชาฟังแล้วก็ไม่พอพระทัย    หมอชีวิกโกมารภัทท์ก็นั่งอยู่ในที่นั้นด้วย   หมอนี่แกเป็นลูกศิษย์ ของพระพุทธเจ้า  เคยเข้าใกล้ฟังธรรมอยู่เสมอ  เลยกราบทูลว่าเดือนหงาย ๆ อย่างนี้ควรจะเข้าเฝ้า พระสมณโคดมสัมมาสัมพุทะเจ้าผู้ตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เองพอกราบทูลเช่นนั้นอชาตศรัตรูก็นึกว่า  เออ  พ่อเราเลื่อมใสพระพุทธเจ้า สร้างวัดเวฬุวันถวายพระพุทธเจ้า เคยบำรุงอุปัฏฐากอยู่ตลอดเวลา เรามัน ลูกนอกคอก  ไม่เดินตามเส้นทางของพระบิดา  ไปคบหาเทวทัตภิกษุใจพาล  เราก็เสียผู้เสียคนไป  ถึง เวลาแล้วเราควรจะได้ไปเฝ้าพระพุทธเจ้า   ก็เลยรับสั่งว่า  เอาละเราจะไปเฝ้าพระพุทธเจ้าเตรียม ช้างสมัยนั้นเขาใช้ช้างเดินทาง ประทับบนหลังช้างเข้าไปที่วัดของหมอชีวกโกมารภัทร์ เรียกว่าชีวกัมพวัน ก็อยู่ในเมีองราชคฤห์ เสด็จไปจนถึงบริเวณ  ก็ลงจากช้างแล้วก็เดินไปเฝ้าพระพุทธเจ้า  พระพุทธเจ้าทรงประทับนั่งอยู่ ท่ามกลางหมู่สงฆ์จำนวนมากพระเจ้าอาชาตศัตรูถามว่าองค์ใหนเป็นพระพุทธเจ้า  แปลว่าพระที่นั่งนั้นสงบ เหมือนกันพระพุทธเจ้านั่งอย่างไร  พระนั่งอย่างนั้น กิริยาอาการสงบเสงี่ยมเหมือนกันจนดูไม่ออกว่าพระ พุทธเจ้าเป็นใคร  หมอบอกว่าองค์ที่นั่งตรงกลางอิงเสานั้นแหละเป็นพระพุทธเจ้า ท่านก็เดินขาสั่นเข้าไป เลยทีเดียว เดินขาสั่นกลัวพระพุทธเจ้า ทำไมจึงได้เกิดความกลัว คนมีความผิดแหละมันกลัว เรามีอะไร ผิดอยู่ในใจ ลูกมีอะไรผิดคุณแม่เรียกนี่หน้าตาไม่ค่อยดีเล่อะลั่ก ๆ เดินเหินก็จะสดุดอะไรต่อไรเพ่นพ่านไป หมดในมันไม่ดีเพราะตัวมีความผิดนักว่าคุณแม่จะเรียกไปเทศน์แล้วเลยกลัว    ลูกศิษย์ทำผิดพอครูเรียกนี่  เอ๋  ไม่รู้เรื่องอะไรเรื่องนี้เรามันไม่ค่อยดีกลัวไปนั้น บางทีครูไม่รู้เรื่องแต่กลัวไปแล้ว อันนี้เขาเรียกว่า เป็นปัจจัตตัง เป็นเรื่องเฉพาะตัว ใครผิดคนนั้นรู้ด้วยตัวเองเดือดร้อนตัวเอง คนอื่นรู้ไม่รู้ ตัวก็เดือดร้อน แล้ว  เพราะมันเป็นเรื่องเฉพาะตัวแท้ๆ  เข้าไปหาครูก็เดินสั่นๆ  ครูแกมีจิตวิทยาก็เลยขู่เอา ว่าทำไม อย่างนั้นอย่างนี้ มีอะไรบกพร่องแล้วแสดงออกมาเท่านั้นเอง มันเป็นอย่างนั้น พระสงฆ์องค์เจ้านี่ชาวบ้านบางทีกลัวเหมือนกัน  พระที่เป็นนักเทศน์นักสอนธรรมะไม่อยากเข้าใกล้  เขาบอกว่าท่านดุนักไม่อยากเข้าใกล้  ความจริงพระไม่ได้ดุอะไรหรอก  แต่ว่าเข้าใกล้แล้วชอบสอนชอบ เตือนเลยไม่กล้ามา   กลัวจะถูกสอนกลัวจะเตือน  กลัวเขาจะจับอาบน้ำขัดถูขี้ไคลให้เลยไม่อยากจะมา  อยากจะอยู่ไอ้แบบสกปรกอยู่ตลอดเวลา มีคนประเภทนั้นมันก็เยอะ ไม่อยากเข้าใกล้พระกลัวจะถูกอาบน้ำ แล้วมันจะสะอาด  อยากจะอยู่อย่างสกปรกต่อไป  แบบนั้นมันก็มี แต่ถ้าจำเป็นต้องเข้าก็เดินขาสั่น พระ เจ้าอชาตศรัตรูก็เดินขาสั่นเข้าไปเฝ้าพระพุทธเจ้าๆ  ท่านปลอบโยนด้วยการทักก่อน พอเข้ามาในระยะก็ ทรงเรียก  เอหิ  อชาตศรัตรู ก็ว่าถวายพระพรเสด็จมาตรงนี้ มหาบพิตรเสด็จมาตรงนี้ ใจชี้น ใจชื้นขึ้น มาว่า  โอ พระพุทธเจ้ารู้จักเรา อุตส่าออกชื่อเราค่อยสบายใจ เข้าไปนั่งก็ตุ้ม ๆ ต้อม ๆ ไม่ค่อยสบาย เท่าใดนัก นี่เป็นตัวอย่างให้เห็นเรื่องนี้ว่า   คนเรามีปัญหานี่ควรจะไปวัด   ไปหาพระเพื่อปรึกษาปัญหาชีวิต  แต่ว่าคนบางคนไม่ไปหาพระ   ไปหาพระพุทธรูปเลย   ไปหาพระพุทธรูป  ท่านพูดได้เมื่อไรพระพุทธรูป  ท่านพูดไม่ได้  เราก็ไปนั่งพึมพัมอยู่คนเดียว แต่ว่าหาวิธีว่าจะทำอย่างไร วัดเขาก็เก่งเหมือนกัน เอาไม้ กระบอกมาวางไว้  เอาไม้ไผ่เหลาเล็ก  ๆ  ใส่ไว้ เขียนเลขไว้เรียกว่าเป็นสะพานคุยกับพระพุทธเจ้า  พวกนั้นก็ไปนั่งสั่น  กรอกแกรกๆ ตามเรื่องเรียกว่าเป็นคนปัญญาอ่อนก็ว่าได้ ไปนั่งสั่นเรื่อยไป หล่นลงมา ซักอันก็แหมดีใจ   แหงนหน้าดูพระพักต์พระพุทธเจ้าพระพุทธองค์ให้แล้วแหละ   อันนี้เรียกว่าโง่  ไม่ใช่ เรื่องอะไรความจริงแขนของตัวเองหาเรื่องเอง   แล้วก็ไปนึกว่าพระให้เอามาอ่านว่าใบนี้ก็ดีแท้  ของ หายก็จะได้คืนทรัพย์จากไปก็จะมา  โรคาก็จะหาย อันนี้ก็เป็นอุบายของคนพิมพ์ใบเซียมซี เรียกว่าร้อยใบ ก็จะให้ดีไว้เก้าสิบห้าใบ  ไอ้คนไหนที่มันซวยเต็มที ไปสั่นถูกเข้ากับห้าใบนั้นมันแย่ มันเป็นอย่างนั้น ก็เลย ไปสั่นกันอยู่อย่างนั้น เรียกว่าไปหาพระก็ไม่ถูกพระ    ไปหาแบบขอร้องบนบานศาลกล่าว   เราควรจะมาหาพระสงฆ์  มาบอกให้ทราบว่ามีโรคทางใจ  มีปัญหาทางใจเรื่องอะไร ๆ อยู่จะแก้อย่างไร จะคิดอย่างไร จะทำใน ใจอย่างไร  พระท่านก็จะแนะนำให้  ด้วยวิธีการต่าง ๆ เพื่อให้เราเกิดปัญญา เกิดความคิดความอ่านรู้ จักปลงรู้จักวางในความทุกข์นั้นๆ แล้วเอาไปใช้ในชีวิตประจำวันต่อไป นี่จึงจะเป็นการถูกต้อง ธรรมะจะ ช่วยเราในเมื่อเราเข้าหาธรรมะ แต่ในเมื่อเราไม่เข้าหาธรรมะ ๆ จะช่วยได้อย่างไร ยาอยู่ในขวดจะ ช่วยคนให้หายป่วยได้อย่างไร   หายไม่ได้ต้องกินยานั้นตามที่นายแพทย์สั่ง  กินกี่เวลาเช้าหรือเที่ยงเย็น  ก่อนอาหารหรือหลังอาหาร   กินให้มันถูกต้องตามที่หมอสั่ง   โรคก็จะหาย  ธรรมะก็เป็นอย่างนั้นแหละ  ธรรมะเป็นโอสถแก้โรคทางจิตทางวิญญาน        เราก็ศึกษาเอามาใช้เป็นหลักปฏิบัติในชีวิตประจำวัน  ความจริงคนเรามันต้องอ่านธรรมะทุกวัน อ่านธรรมะทุกวัน ฟังธรรมะทุกวัน แต่ว่าสมัยก่อนนี่ลำบากหนังสือไม่ค่อยมีอ่าน  มีอยู่ก็ในหอไตร หอไตรก็เอาไปอ่านไม่ไหวหนังสือใน หอไตรนั่นอ่านแล้วไม่ค่อยรู้เรื่อง สมัยนี้หนังสือเยอะแยะเราควรจะซื้อไปไว้อ่านบ่อย ๆ เมื่อมีปัญหาอะไร ขึ้นก็อ่าน  ๆ  ไว้ กลุ้มใจอ่านหนังสือ ไม่สบายใจเข้าห้องอ่านหนังสือ การอ่านหนังสือก็เหมือนกับว่าเรา เข้าใกล้พระธรรมเราเข้าใกล้พระพุทธเข้าใกล้พระสงฆ์แล้วอ่านบ่อย  ๆ ก็จะได้เอาไปนึกใช้ได้ทันท่วงที  อ่านหนังสือหรือไม่นั้นเราฟังธรรมะบ้าง  สมัยนี้สะดวกมากเพราะว่าธรรมะมันอยู่ในเทปอัดเสียง เขาทำ ไว้เยอะแยะเราก็มีซึ้อวิทยุก็มีฟังกันอยู่ทั่วไปแล้วเทปมีก็อย่าฟังแต่เพลงเธอจ๊ะเธอจ๋า  เราก็เอามาใช้ให้ เป็นประโยชน์  ฟังก่อนนอนก็ได้  ฟังตื่นนอนก็ได้ นั่งรับประทานอาหารก็เรียกว่าเอาเทปธรรมะปลอบใจ  ต่างเสียงเพลงยามอาหารอะไรไปตามนั้น มันก็ดีขึ้นได้ประโยชน์ เพื่อนฝูงมาเยียมมาเยือนคุยเรื่องงานเรื่องการกันเสร็จแล้ว     ฟังนี้หน่อยเอาธรรมะมาเปิดให้ เพื่อนฟัง  หรือว่าเปิดธรรมะให้ฟังก่อน เรื่องงานเอาไว้พูดกันทีหลัง ใจมันสงบแล้วคุยกันสบาย มีปัญญามี ความคิดความอ่าน  เราเอาธรรมะไปเลี้องเพื่อน  ต้อนรับเพื่อนน้ำก็ต้อนรับเพื่อน ต้อนรับด้วยน้ำเย็นไป ตามเรื่อง  แต่ว่าธรรมะก็ต้องเอามาต้อนรับด้วยเลี้ยงเขาด้าย  เพื่อนที่ไม่เคยได้ยืนได้ฟังธรรมะเมื่อได้ ยินเข้าจะรู้สึกประหลาดใจ รู้สึกว่าโออ้ายนี้มีประโยชน์แก่ชีวิตของเรา เขาจะสนใจในวันหนึ่ง เดือนหนึ่ง ปีหนึ่ง ของชีวิตเราได้จูงเพื่อนของเราที่เดินหลับตาคลำโลกอยู่นั่น ให้ได้ลืมหูลืมตาหันหน้าเขาหาธรรมะ สักรายสองราย   นับว่าเป็นการช่วยอย่างประเสริฐ  ช่ายอย่าประเสริฐที่สุดแล้ว  ให้ของประเสริฐแก่ เพื่อนแล้ว ดึงเพื่อนเขาหาสิ่งถูกต้องแล้วเราควรอิ่มใจนี้เรามีเพื่อนทั้งนั้น ในสำนักงานเพื่อนของเรา   แต่เราเคยชวนเพื่อนมาในทางที่ถูกต้องบ้างไหม  ชวยเพื่อนให้เกิด ปัญญา ความคิดความอ่านในเรื่องชีวิตถูกต้องไหม น้อยมากที่จะชวนกัน เวลาพบกันก็ได้แต่วางแผนว่าเย็น นี้จะไปดูหนังกันที่โรงไหน  หรือจะไปกินข้างกลางวันกันที่ไหน  วางแผนแต่เรื่องของวัตถุ แต่เราไม่วาง แผนเรื่องขอนธรรมะกับเพื่อน  ไม่หาโอกาสคุยธรรมะให้เพื่อนฟัง กลัวเหมือนกัน กลัวว่าเขาหาว่าแก่วัด ไปแก่ธรรมะไป  การแก่วัดแก่ธรรมะนี้  ดีว่าการแก่เหล้าแก่การพนันขันต่อ  เพราะว่าการแก่เหล้านี้มัน ขาดทุน  แก่การพนัน  แก่การเที่ยวกลางคืน  แก่เรื่องเหลวไหล มันไม่ได้เรื่องอะไร แต่ถ้าเพื่อนหาว่า คุณยามมาอีกแล้ว แต่พอเราจะกล่าวธรรมะก็กล่าวว่าจะเทศน์อีกแล้ว ชั่งเขา เราก็ชวนพูดชวนคุญไป หา โอกาสสนทนาไป  เพื่อนก็ค่อยซึมซาบเข้าไปที่ละนอ้ยๆ วันอาทิตย์นี่เรามาวัดนัดเพื่อนมามั่ง ชวนเพื่อนว่า  เออ  วันนี้ไปวัดกันน่ะ ถ้าเรามีรถก็เอาไปรับเพื่อนมามั่ง รับเพื่อนมาวัด นี่แหละคือการสงเคราะห์เพื่อน ด้วยความดี สงเคราะห์ด้วยธรรมะ สงเคราะห์เพื่อนด้วยธรรมะเป็นการสงเคราะห์ที่มีคุณค่า มีราคา ทำ ให้ชีวิตของเขาดีขึ้น  ไม่ได้ช่วยแต่เพื่อนคนนั้น แต่ว่าช่วยให้คนในครอบครัวดีขึ้น ให้การงานดีขึ้น ให้ประ เทศชาติดีขึ้น เพราะคนได้หันหน้าเข้าหาธรรมะ ได้ปฏิบัติธรรมะ นี่โรงเรียนพาเด็กมาวัด นับว่าดี นี่วันนี้ หนูๆ เขามากัน โรงเรียนวัดระฆัง โรงเรียนสตรีวัดระฆังอยู่ไม่ใช่ใกล้ อุตส่าห์มาฟังถึงวัด ความจริงที่วัด ระฆังก็มี  มีหลวงพ่อสมเด็จพุฒาจารย์โต แต่ว่าท่านพูดไม่ได้ ท่านสิ้นบุญไปเสียแล้ว ก็เลยต้องพามาที่วัดที่ พระพูดได้หน่อย เลยพามา ทุกวันอาทิตย์ ครูจะพาเด็กมา วันเสาร์ก็มาเดี๋ยวนี้ วันเสาร์โรงสตรีนนท์ เขา มากัน วันเสาร์ละห้อง มาตอนเช้า แปดโมงมาถึง แล้วก็สวดมนต์ เสร็จแล้วก็พระพูดธรรมะให้ฟัง นี่แหละ ประเสริฐแล้ว ครูโรงเรียนไหนที่พาเด็กมาเข้าวัด เรียกว่าเป็นครูที่ประเสริฐ เป็นครูที่ดีแล้ว เพราะว่า ครูไม่ดีก็ไม่กล้านำเด็กเข้ามาวัด  กลัวเด็กจะรู้ธรรมะแล้วครูก็ไม่สบายใจ  ไม่ใช่เรื่องอะไร นี่แสดงว่า ครูนี่เรียบร้อย  เพราะฉะนั้น กล้านำเด็กมาที่วัด ไม่กระดากอะไร นำมาเถอะ มาบ่อยๆ อย่างน้อยเขา ได้เกิดความคิด เกิดปัญญา สิ่งที่เขาฟังไว้นั้น อาจจะไม่ได้ใช้เวลานี้ก็ได้ แต่เมื่อโตขึ้นบางทีก็ใช้ เขาเอา ไปใช้ เขามีความทุกข์ขึ้น โอ แหม หลวงพ่อองค์นั้นเคยเทศน์ให้เราฟัง แล้วเขามาหาที่พึ่งทางใจ เคยมี เด็กคนหนึ่งมันมีความทุกข์มาก   คิดจะไปฆ่าเขา  แต่นึกว่าฆ่าคนนี่มันบาปขนาดไหน  ลองถามพระพูก่อน  แล้วก็ส่งจดหมายมาถามอาตมา เพราะว่าเคยไปเทศน์ที่โรงเรียนเมื่อเขาเรียนหนังสือ เขารู้ทางหนังสือ พิมพ์ว่าหลวงพ่อปัญญานันทะ  อยู่วัดชลประทานฯ  เขียนมา พออ่านแล้วรีบเขียนตอบทันที อาตมานี่ไม่ค่อย ตอบจดหมายคนเท่าใด แต่ว่าไอ้อย่างนั้นมันต้องรีบตอบ เพราะมันเป็นเรื่องเข้าด้ายเข้าเข็ม ฉิบหายแล้ว  เลยต้องเขียนไป  พอเขียนไปแล้วเขาก็สบายใจ  เขาเลิกละความคิดที่จะไปทำร้ายคนอื่น  แม้คนอื่นทำ ร้ายตัวก็ให้อภัยไป  นี่คือประโยชน์ที่ว่า  เมื่อเด็กเขาได้ฟังธรรม พอเขามีความทุกข์เขานึกถึงพระที่เคย เทศน์ให้เขาฟัง นึกถึงธรรมะขึ้นมา เลยช่วยให้เขาไม่ต้องเป็นอาชญากรฆ่าคน เพราะฉะนั้นเราช่วยกันดึง คนเข้ามา เข้าวัดเข้าวัดเข้าวา ดึงไม่มาก็เอาเทปไปเปิดให้ฟังที่บ้านก็ได้ วันเกิดนี่เราส่งเทปไปให้เขา ฟัง หนังสือธรรมะ เทปอัดเสียง รู้ว่าวันเกิดใครก็ส่งไปเป็นของขวัญวันเกิด ดีกว่าเอาดอกไม้ไปให้ ดอก ไม้ ดูตอนเช้า ตอนบ่ายเหี่ยวแล้ว ตอนเย็นขว้างแล้ว มันไม่ได้เรื่องอะไร แต่ว่าธรรมะมันไม่เหี่ยวมันไม่ แห้ง เราให้เขาแล้วมันก็อยู่ถาวร เขาได้เปิดฟังแล้วก็สบายใจ เขาได้ความรู้ความเข้าใจ เป็นเรื่องดี กว่า  ให้ของขวัญด้วยดอกไม้  ผู้หลักผู้ใหญ่ก็เหมือนกัน วันเกิดรัฐมนตรีอะไรอย่างนี้ เอาธรรมะเทปท่าน ปัญญาส่งไปให้มั่งลองดู เผื่อว่าฟังแล้วจะได้รู้สึกตัวว่ากูนี่กำลังเลอะแล้ว แล้วก็จะได้แก้ไขเสียบ้างด้วยอำ นาจธรรมะที่เราเอาไปให้เป็นของขวัญ  ให้ท่านได้ฟังบ้าง บางโอกาสมันดีขึ้น คนเรามันจะดีขึ้น เมื่อได้ เข้าไปหาพระ  ได้นำพระมาใส่ไว้ในใจ  แล้วก็รักษาพระนั้นไว้ชั่วชีวิต รักษาพระไว้ชั่วชีวิตของเรา จะ คิดอะไร จะพูดอะไร จะทำอะไร ต้องอยู่ในขอบเขตของพระธรรม คำสอนของพระพุทธเจ้า เรารักเรา ซื่อตรงต่อพระพุทธเจ้า  เมื่อเรามีปัญหาอะไรก็นึกถึงท่าน นึกถึงคำสอนของท่าน นึกถึงพระสงฆ์อริยสาวก ของพระพุทธเจ้า เราก็สบายใจ นี่เป็นเรื่องที่น่าคิดสำหรับในสมัยยุคปัจจุบันนี้ จึงนำมาพูดให้ญาติโยมทั้งหลายฟัง  วันนี้นายแพทย์ โรงพยาบาลเลิศสิน ก่อนนี้เคยไปเทศน์ หมู่นี้ก็ นานแล้ว  ไม่ได้นิมนต์ไปเทศน์  วันนี้ก็เลยเอาวิดีโอเทปมาอัด  อย่างนี้ก็ดีเหมือนกัน ได้ดูรูปด้วย ได้ฟัง เสียงด้วย  ก็ตื่นเต้นนิดหน่อย  อาตมาไปทเทศน์บางทีก็อย่างนั้น เอาไปถ่ายทอดไป อย่างนี้ก็ดีเหมือนกัน  ได้ประโยชน์แก่คนเหล่านั้น ได้รับฟังกัน สำหรับวันนี้ก็สมควรแก่เวลาแล้ว ขอยุติคำกล่าวปาฐกถาไว้แต่เพียงนี้. OPT 1.50!B„!@K$Nn