ปาฐกถาธรรม โดย พระราชนันทมุนี ณ โรงเรียนพุทธธรรม วัดชลประทานรังสฤษฏ์ ปากเกร็ด นนทบุรี เรื่อง ตามรอยพุทธบาท วันอาทิตย์ที่ ๒๗ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๑๗ เวลา .๓๐ น.-๑๐.๒๐ น.             ญาติโยมพุทธบริษัททั้งหลาย ณ  บัดนี้ถึงเวลาฟังธรรมะปาฐกถา  อันเป็นหลักคำสอนในทางพุทธศาสนาแล้ว             ขอให้ท่านอยู่ในอาการสงบ   ตั้งอกตั้งใจฟังด้วยดี  เพื่อให้ได้ประโยชน์อันเกิดขึ้นจาก            การฟัง ตามสมควรแก่เวลา เมื่อวันอาทิตย์ก่อนได้พูดไว้ในเรื่องเกี่ยวกับ การเข้าถึงธรรมะ อันเป็นเรื่องจำ            เป็นสำหรับชีวิต   แล้วก็ได้พูดทิ้งท้ายไว้ในตอนท้ายเกี่ยวกับเรื่องเข้าถึงด้วยการถือศีล             คือการการปฎิบัติในขั้นศีล  เป็นการฝึกกาย  วาจา  ให้พ้นจากโทษหยาบๆ เช่นพ้นไป            จากการฆ่า การลักทรัพย์ การประพฤติผิดในกาม การพูดคำหยาบ คำเหลวไหล คำโก            หก ตลอดจนถึงการทำลายสติปัญญาของตัวเองให้เสื่อมลงไปเพราะการเสพของมืนเมา             อันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท ได้ทิ้งไว้เพียงตอนนั้น วันนี้นจะได้พูดตอนต่อไปว่า เราจะ            เข้าถึงธรรมด้วยการปฎิบัติที่สูงไปกว่านั้นได้อย่างไร?  ในแนวทางที่พระผู้มีพระภาคบัญ            ญัติไว้ให้เราทั้งหลาย   เดินตามพระองค์นั้น  ก็คือเรื่องศีล  สมาธิ  ปัญญา  ถ้าสอน            กับชาวบ้านทั่วไป  ก็มักขึ้นต้นด้วยทาน ศีล ภาวนา ถ้าสอนพระก็พูดเรื่องศีล สมาธิ ปัญ            ญา อันเป็นข้อปฎิบัติตามลำดับ ที่เราปฎิบัติแล้วจะได้ถึงพระพุทธเจ้าที่เป็นธรรมะ อันเป็น            เหตุให้สงบทางใจ  ไม่มีความทุข์ความเดือดร้อนประจำวันต่อไป เราจึงควรจะได้เดิน            ตามเส้นทาง  ที่พระผู้มีพระภาคชี้ให้เราเดิน  พูดว่าเดินตามรอยพระพุทธบาท  รอยพระ            พุทธบาทที่แท้ก็คือรอยธรรม นั่นเอง ไม่ใช่รอยหินที่เราไปไหว้กันทุกปี เวลามีงานที่สระบุรี             รอยนั้นเป็น    รอยภายนอกไม่ใช่รอยภายใน    เป็นรอยที่เราสัมผัสด้วยตาเนื้อไม่ใช่            ร่องรอยที่สัมผัสด้วยตาใจ  การเห็นรอยพระพุทธบาทถ้าเห็นในรูปที่จิตใจยังเป็นเด็ก ก็ไม่            ก้าวหน้าในการปฎิบัติธรรมะ นอกจากไปคุยกับใครๆว่าฉันไปไหว้มาแล้ว สมัยโบรานเขาถือ            ว่าไปไหว้พระบาท ๗ ครั้งไม่ตกนรก เขาว่ากันไว้อย่างนั้น คนก็พยายามไปไหว้กัน เดี๋ยว            นี้ไปไหว้สัก ๗๐๐ ครั้ง ก็ได้ เพราะการเดินทางสะดวก แต่ไหว้ถึง ๗๐๐ ครั้งก็อาจจะยัง            ตกอยู่ เพราะเราไหว้แต่รอยหิน ไม่ได้เข้าถึงรอยแท้ของพระพุทธเจ้า รอยแท้รอยจริงของพระพุทธองค์นั้นอยู่ที่ข้อปฏิบัติ ซึ่งเราเรียกว่าพระธรรมนั่นเอง             พระธรรมเป็นรอยที่พระองค์ชี้ไว้ให้เราเดิน  ถ้าเราเดินไปตามรอยนั้น  เราก็จะพบพระ            พุทธเจ้าถ้าเดินผิดทางก็ไม่พบพระพุทธเจ้า ถ้าเดินถูกทางก็จะพบองค์พุทธะ อันเป็นผู้รู้ผู้ตื่น            ผู้เบิกบาน  เพราะฉะนั้นเมื่อเราจะลงมือเดิน ก็ต้องศึกษาทางที่เราเดินเสียก่อน เพื่อจะ            ได้เดินถูกทาง  ไม่ใช่เดินแบบสุ่มสี่สุ่มห้า เสียเวลาไปตั้งเยอะแยะแล้ว จึงจะได้เข้าทาง             บางทีเดินไปจนแก่จึงได้เข้าทางถูก   อย่างนี้ก็นับว่าเสียดายชีวิต  แต่ถ้าเราศึกษาไว้แต่             เบื้องต้น ให้เข้าใจทางเดินให้ชัดเจนถูกต้อง เวลาลงมือเดินก็เข้าเส้นทางได้เลยแล้วเดิน            ไปตามเส้นทางนั้นไม่หยุดยั้ง เราก็ถึงจุดคือพบองค์พระพุทธเจ้า ที่เรียกว่าพบองค์พระพุทธ            เจ้านั้นก็คือ  พบความสงบ  ความสะอาด ความสว่างในใจ เมื่อใจเราสงบไม่ว่นวาย ใจ             เราสะอาดปราศจากสิ่งเศร้าหมอง  ใจสว่างไม่มีความมืดบอด ก็เรียกว่าเราถึงจุดที่เรา            ต้องการ  ผู้ที่มีจิตสะอาด สว่าง สงบนั้น ย่อมรู้ชัดอะไรๆตามสภาพเป็นจริง ไม่หลงไม่งม            งายในเรื่องอะไรต่างๆ  ถ้าจิตยังไม่ถึงจุดนั้น ก็อาจยังหลงอยู่บ้าง อาจประพฤติปฏิบัติอะ            ไรในทางที่ผิดอยู่บ้าง  มีอยู่ไม่ใช่น้อย  ที่มีคนเรียกตัวเองว่าพุทธบริษัท แต่ว่านั่งห่างไกล         จากพระพุทธเจ้า  เป็นบริษัทที่นั่งสุดกู่ก็ว่าได้  ไม่ขยับตัวเจ้าไปใกล้พระพุทธเจ้าเสียเลย             ชอบนั่งอยู่ห่างๆสุดกู่ตะโกนก็ไม่ค่อยจะได้ยิน พุทธบริษัทที่นั่งอยู่สุดกู่เสียงของพระพุทธเจ้า            นั้น ก็คือคนที่เป็นพุทธบริษัทเพียงแต่ขื่อ จิตใจไม่ได้เข้าถึงธรรมะ การปฏิบัติก็เข้าตรงตาม            เส้นทาง  ที่พระผู้มีพระภาคชี้ไว้ให้เราเดิน  เราก็เที่ยววิ่งวนอยู่ตลอดเวลา  คล้าย            กับมดที่วิ่งวนอยู่ตามขอบอ่างน้ำผึ้ง  ไม่มีโอกาสจะได้ลิ้มรส  เพราะเที่ยววนอยู่ตามขอบ            อ่าง  ไม่ได้ตกลงไปในอ่างซึ่งเต็มไปด้วยรสหวาน  คนเราก็มีสภาพเช่นนั้นบางคน คือ            เที่ยววิ่งวนอยู่ตามขอบ   ไม่ได้เข้าถึงแก่นแท้ของพระพุทธศาสนา  เลยไม่ได้รับรสของ            การปฏิบัติอย่างแท้จริงในบางครั้งบางครางอาจจะไปพูดว่า ฉันยังไม่ได้ประโยชน์จากพระ            ศาสนา ไม่เห็นพระท่านช่วยอะไรก็พระท่านจะมาช่วยอย่างไรเราจะเห็นผลศาสนาได้อย            ่างไร  เมื่อเราปฏิบัติยังไม่เข้าเส้นทางที่ท่านชี้ไว้ให้เราเดิน ผลที่จะเกิดขึ้นแก่ตัวเรานั้น            ไม่ใช่เป็นสิ่งที่คนอื่นจะประสิทธิ์ประสาธน์ให้ ไม่ใช่จะมีใครมาบอกว่าจงเป็นสุข แล้วเราก็            จะเป็นสุข  จงมั่งคั่งแล้วเราจะมั่งมี จงปราศจากโรคแล้วเราจะปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ             มันไม่ใช่เรื่องเช่นนั้น ไม่ใช่เรื่องความศักดิ์สิทธิ์ ไม่ใช่เรื่องเกี่ยวกับไสยศาสตร์ที่จะทำให้            ใครเป็นอย่างนั้นอย่างนี้  แต่เป็นเรื่อง่ที่เราจะต้องลงมือด้วยตัวของเราเอง คือเราจะ            ต้องปฏิบัติตามแนวทางที่พระองค์ชี้ไว้ให้เราเดิน  พระผู้มีพระภาคก็ได้ตรัสไว้ชัดเจนใน            เรื่องนี้ บอกว่า "ตถาคตเป็นแต่เพียงผู้บอกทางให้ส่วนการเดินทางนั้นเป็นหน้าที่ของเธอทั้ง            หลาย"  พระองค์บ่งชัดไว้ในรูปอย่างนี้  บอกว่าการเดินทางเป็นหน้าที่ของเราเองพระ            องค์เป็นผู้ชี้ทางให้เดิน เหมือนตำรวจจราจรยืนอยู่ตามทาง ๔ แยก คอยโบกไม้โบกมือให้            รถไปทางนั้นทางนี้ ยืนชี้อยู่ตรงนั้นรถมันก็ผ่านไป ตำรวจเป็นแต่เพียงผู้ชี้ทางให้รถไปแต่ว่า            ตำรวจไม่ได้ไป คนขับรถนั่นแหละมีหน้าที่พารถไปฉันใด ในเรื่องชีวิตตจิตใจเรานี้ก็เหมือน            กัน  พระพุทาธเจ้าท่านชี้ทางไว้ให้เราเดิน ก็เป็นหน้าที่ของเราที่จะขับรถคือร่างกายนี้ไป             ใจนั่นแหละเป็นผู้ขับรถ  ร่างกายนี้เปรียบเหมือนกับรถเหมือนกัน  มีล้อ ๔ คือเท้าสองมือ            สอง แต่เราใช้เพียง ๒ ล้อไม่ได้ใช้สี่ เว้นไว้แต่คนขี้เมาบางครั้งก็ใช้ ๔ ล้อเหมือนกันที่            ใช้อย่างนั้นมันผิดปกติ  ถ้าคนปกติใช้ ๒ ล้อกันทั้งนั้น เราก็ต้องขับไสล้อนี้ไปตามเส้นทางที่            พระผู้มีพระภาคชี้ไว้ให้เราเดินเราก็จะไปถึงจุดหมายปลายทางได้สมความตั้งใจ ในการปฏิบัติกายวาจาใจของเรานั้น ในเรื่องศีลเป็นการปฏิบัติขั้นต้น เราจะพอใจ            อยู่เพียงเท่านั้นไม่ได้  เพราะยังไม่ก้าวหน้าเหมือนเด็กเรียนชั้นประถม แล้วก็จะเรียนอยู่            อย่างนั้นตลอดไป  จะมีความรู้เพิ่มเติมได้อย่างไร  เราต้องมีการสอบเลื่อนชั้น เลื่อนให้            สูงขึ้นไปเรื่อยๆขึ้นไปโดยลำดับ เช่นเรารักษาศีล ๕ ศีล อยู่แล้ว เราก็ควรเลื่อนชั้น            ทางด้านจิตใจคือกระทำการฝึกสมาธิ เพื่อทำใจให้มีความมั่นคง มีความสงบแล้วก็มีความ            บริสุทธิ์ เหมาะที่จะใช้งานใช้การคิดนึกอะไรๆต่อไป อันเป็นก้าวที่สองที่เราจะเดินก้าวไป             ทำไมจะต้องมีการฝึกจิตด้วย?  เพราะเรื่องในชีวิตของคนเรานั้น  เรื่องใจเป็นเรื่องสำ            คัญที่สุด  ใจเป็นใหญ่เป็นประธาน การกระทำการพูดการอะไรทุกอย่าง เกิดมาจากความ            คิดของเราทั้งนั้น ความคิดมันอยู่ที่ใจ ถ้าใจเศร้าหมองก็คิดขั่ว ถ้าคิดดีการพูดการทำก็ดี ถ้า            คิดชั่วการพูดการกระทำก็ชั่ว   ถ้าคิดดีการพูดการทำก็ดี  ถ้าคิดชั่วการพูดการกระทำก็ชั่ว             แล้วก็เกิดผลประทับลงที่ใจของบุคคลนั้น ถ้าคิดดีผลที่เกิดขึ้นก็เป็นรอยในทางดี ถ้าคิดชั่วผล            ที่เกิดขึ้นก็เป็นรอยร้าวลงไปในทางชั่วอะไรๆ  ที่เกิดขึ้นในชีวิตมันติดอยู่ที่ใจของเราทั้งนั้น             เป็นเรื่องหนีไม่พ้น             เพราะฉะนั้น คนเราจะทำอะไร ก็ต้องมีใจเป็นผู้นำก่อน มีใจเป็นหัวหน้า อะไรๆ             ก็สำเร็จมาจากใจของเราทั้งนั้นเรื่องของใจจึงเป็นเรื่องสำคัญของชีวิต    แต่ว่าคนเรา            ส่วนมากมักจะไม่สนใจในเรื่องภายใน คือใจ สนใจแต่เรื่องภายนอกคือร่างกาย แสวงหา            อะไรๆต่างๆ  ให้กายเยอะแยะ  แต่ว่าไม่ค่อยได้แสวงหาอะไรให้ใจ อาหารกายรับประ            ทานกันด้วยราคาแพง อาหารใจไม่ต้องลงทุนซื้อหา แต่เราก็ไม่ค่อยมีโอกาสได้รับอาหารใจ             สิ่งที่เป็นประโยชน์แก่ใจนั้นลงทุนน้อย แต่สิ่งที่เป็นประโยชน์แก่กายนั้นลงทุนมาก เรามักจะ            ลงทุนเป็นการใหญ่เพื่อร่างกาย   ไม่ค่อยจะคิดลงทุนเพื่อใจ  แม้เราจะสร้างวัตถุอะไรๆ            ทางศาสนา  ความจริงสิ่งที่เราสร้างนั้นก็เพื่อประโยชน์แก่การสร้างจิตใจ  แต่ว่าสร้าง            แล้วก็ไม่ค่อยจะไปใช้สร้างศาลาหลังใหญ่แล้วก็ไม่ไปใช้ สร้างโบสถ์แล้วก็ไม่ไปใช้สร้างวัด            ก็ไม่ค่อยจะไปใช้ สนามม้าไม่ต้องสร้างก็ชอบไปใช้ โรงหนังไม่ต้องสร้างก็ไปใช้ อะไรอื่น            ที่มันเหลวไหลคนชอบไปใช้กันมาก แต่สิ่งที่เป็นประโยชน์แก่ทรางจิตทางวิญญาณนั้นคนใช้น้อย             เพราะคนใช้สิ่งที่เป็นประโยชน์แก่จิตแก่วิญญาณน้อยนี่แหละ  จึงได้เกิดปัญหา มีความวุ่น            วายกันเต็มบ้านเต็มเมือง   สร้างความทุกข์ความเดือดร้อนให้เกิดขึ้นบ่อยๆโดยเฉพาะใน            เมืองไทยเราในสมัยนี้  จะพบว่าความวุ่นวายเกิดมากขึ้น  นอนก็ไม่ค่อยจะเป็นสุข นั่งรถ            โดยสารไปไหนก็ไม่ค่อยจะเป็นสุข  กลัวคนมันจะตีกันในรถกลัวเขาจะเอาก้อนหินขว้างมา            ถูกโดยไม่รู้เนื้อรู้ตัว สิ่งเหล่านี้เกิดจากอะไร เกิดจากความบกพร่องทางจิตใจ คนเราในสมัยนี้เป็นโรคจิตทรามกันมาก เพราะไม่ค่อยจะได้กินยา อาการโรคจึง            กำเริบสืบสาน มีอาการเรียกว่าแทรกซ้อนมากมาย เป็นเหตุให้ทำอะไรแปลกๆมากขึ้นทุกวัน            ทุกเวลา ความเจริญก้าวหน้าในทางด้านวัตถุที่มีมากขึ้นทุกวันเวลานั้น คล้ายๆ กับเป็นของ            แสลงแก่ใจคน ทำให้คนติดใจหลงมัวเมา เป็นการเพิ่มโรคทางจิตทางวิญญาณมากขึ้นทุกวัน            เวลา อนาคตของชีวิตมนุษย์เรานี้ กำลังเดินไปตามเส้นทางที่ลาดชัน แล้วจะจะตกลงไปใน            เหวลึกซึ่งมองไม่เห็นก้น แล้วไม่สามารถจะขึ้นจากเหวนั้นได้ เราก็จะได้รับความทุกข์ความ เดือดร้อนตลอดไป แต่ว่าไม่มีใครรู้ว่าสิ่งนั้นจะเกิดขึ้น เพราะว่าคนเราไม่คิดหาเหตุผลใน            เรื่องอันตนกระทำ  ทำอะไรก็ทำตามอารมณ์ ทำไปตามอำนาจความอยากความปราถนา            ไม่ได้คิดว่า เมื่อเรทำอย่างนี้อะไรจะเกิดขึ้นแก่เรา อะไรจะเกิดขึ้นแก่ส่วนรวม อนาคตมัน            จะมีอะไร เราไม่ได้พิจารณา เมื่อไม่ได้พิจจารณาในเรื่องอย่างนี้ก็ทำไปด้วยความหลงใหล            เข้าใจผิดโดยไม่รู้สึกตัว คล้ายๆกับคนนั่งทำกรงของตัวเอง ชั้นแรกก็ทำเพียงกันของกรงนั้น             สานขึ้นไปๆ แล้วโดยที่สุดตัวออกไม่ได้ เพราะติดอยู่ในกรงขังตัวเอง อันนี้เป็นฉันใด ใน            ชีวิตของคนเราส่วนมากเป็นเช่นนั้น   สร้างสิ่งที่เป็นเครื่องกั้นขวางจิตใจของตน  ไม่ให้            เจริญงอกงามในด้านธรรมไม่ให้ก้าวไปเพื่อความรู้แจ้งเห็นจริง       ไม่ให้ก้าวไปเพื่อ            ความหลุดพ้นจากความทุกข์ความเดือดร้อนในชีวิตประจำวัน เพราะไปสร้างอะไรๆ กักขัง            ตัวเองไว้ตลอดเวลา  สิ่ง่ที่เราสร้างขึ้นมานั้นมันประกอบด้วยอะไร ประกอบด้วยรูปเสียง             กลิ่นรส  สัมผัสอันเป็นสิ่งที่น่าปรารถนาพึงอกพึงใจ แล้วประกอบขึ้นด้วยความอยากได้อย            ากมีอยากเป็นในสิ่งนั้นๆ จนไม่รู้ว่าเรามีกันเพื่ออะไร เราเป็นกันเพื่ออะไร เราได้สิ่งนั้น            มาแล้วเราจะเป็นอะไร   หรืออะไรมันจะเกิดแก่เราต่อไป  เราไม่ได้คิดให้ละเอียดใน            เรื่องอย่างนั้น จิตในจึงไหลไปตามอำอาจของสิ่งแวดล้อมตัวอย่างเห็นง่ายๆ เช่นว่า นัก            เรียนยกพวกไปตีกับใครๆ เราไม่ได้คิดว่าพวกเราไปทำถูกหรือทำผิด ไม่ได้คิดว่าสิ่งที่เกิด            ขึ้นนั้นมีอะไรเป็นมูลฐาน เราหรือเขาเป็นผู้สร้างเรื่องนั้นขค้นมาแต่ว่าเพราะความรักพวก            อย่างงมงาย    รักโรงเรียนอย่างงมงายพอมีเรื่องอะไรเกิดขึ้นก็ยกพวกเฮโลกันไปเลย             แล้วก็ไปทุบไปตีกันหัวร้างข้างแตก ถูกจับไปโรงพักบ้าง เอาไปนอนอยู่โรงพยาบาลบ้าง             เวลาไปถูกกักขังหรือไปเจ็บอยู่ที่โรงพยาบาลนั้นนึกได้ ว่าสิ่งที่ทำไปนี้มันไม่ดี แต่เมื่อนึกได้            นั้นตัวนอนเจ็บอยูเสียแล้ว หรือไปอยู่ในกรงขังเสียแล้ว การนึกได้อย่างนั้นไม่ช่วยให้เกิดอะ            ไรขึ้นแก่คนนั้น เพราะว่าไปคิดได้ในภายหลัง คนโบราณเขาจึงสอนว่ากันไว้ดีกว่าแก้ จึง            ะนึกเสียก่อนที่จะไป    เช่นมีใครคนหนึ่งมาบอกว่าพวกเราถูกตีก็ควรจะสอบถามกันให้ละ            เอียดว่าถูกตีเพราะอะไร    เราไปตีเขาก่อนหรือว่าเขามาตีเราก่อน    ถ้าศึกษาละ            เอียดอย่างนั้นก็จะเกิดความสงบเย็นขึ้นในใจ แล้วไม่ทำอะไรด้วยอารมณ์ผลุนผลันพลันแล่น             คนเราส่วนมากมันขาดตรงนี้   คือขาดการใคร่ควรพิจราณาเหตุผลในเรื่องอะไรๆ  พระ            ท่านจึงสอนไว้ว่า  "นิสมฺม กรณํ เสยฺโย _ ใคร่ครวญก่อนจึงทำดีกว่า" การกระทำอะไร            ด้วยความผลุนผลันก็ชนกันแหลกไปเลย  เดินผลุนผลันก็ล้มลงไปก็ได้ กินอะไรผลุนผลุนก้าง            ติดคอก็ได้  เรื่องผลุนผลันไม่ดีทั้งนั้น แต่การทำอะไรด้วยการพินิจพิจารณาดี เพราะฉะนั้น            ท่านจึงสอนให้ฝึกการควบคุมตัวเอง จะเดินก็ให้รู้ จะนั่งก็ให้รู้ จะนอนก็ให้รู้จะลุกขึ้นก็ให้รู้             จะเหยียดแขนเหยียดมือหันหน้าไปขวาไปซ้ายก้าวไปถอยกลับ ท่านบอกให้คอยกำหนดทั้งนั้น             การกำหนดเข่นนั้นเป็นการกระทำที่ไม่ผิดพลาด   เพราะทำอะไรด้วยการควบคุมอยู่ตลอด            เวลา   อะไรๆที่มีการควบคุมนั้นมักจะไม่เสียแต่ถ้าขาดการควบคุมเมือใดแล้วก็เกิดเรื่อง            เมือนั้น ทีนี้คนเราทำไมจึงไม่ค่อยจะได้ควบคุมตัวเอง? การควบคุมตัวเองนั้นมันหนักเหนื่อย            ในชั้นต้น ความจริงสบายปลายมือ แต่ว่าคนเราขาดความอดทน จึงไม่สามารถจะควบคุมตัว            เองไว้ได้  เรามีแต่เรื่องการตามใจตัวเอง  การปล่อยไปตามอารมณ์  ปล่อยไปตามอำ            นาจของสิ่งแวดล้อม  แตไม่เคยกำหราบปราบปรามตัวเอง จึงยากแก่การที่จะควบคุมตัว            เอง แต่ถ้าหากว่าเราคุมบ่อยๆ ประพฤตินิสสัย สิ่งใดที่ทำจนเป็นปกติ มันก็เป็นศีลสำหรับ            บุคคลนั้น  เพราะศีลนั้นเขาแปลว่าปกติก็ได้  เช่นว่าเราตื่นเช้าเป็นปกติ  ก็เรียกว่ามีศีล            ของคนตื่นเช้า เราทำอะไรๆเป็นปกติ ก็เรียกว่ามีศีลในรูปนั้น เราสบาย ถ้าจะกลับไปทำ            อะไรที่ไม่เหมือนเช่นนั้นเสียอีกก็ลำบาก  เช่นเราจะไปเกียจคร้านก็รู้สึกลำบาก สำหรับที่            เราขยันจนเคยแล้ว  เราบังคับตัวเองเสียจนชินแล้ว ถ้าเราจะไปทำอะไรตามแบบใจตัว            เองมันก็ยากไม่สามารถจะกระทำได้  สภาพจิตใจอยู่ในสภาพสูงส่ง ไม่มีอะไรที่จะกระทำ            ให้แปดเปื้อน  เหมือนดอกบัวที่โผล่พ้นน้ำ น้ำไม่เปื้อน โคลนก็ไม่เปื้อน ดอกบัวสะอาดอยู่            ตลอดเวลาฉันใด ใจทึ่สูงส่งก็ย่อมจะสะอาดอยู่ฉันนั้น ความสุขความทุกข์ในชีวิตประจำวันของคนเรานั้น  ขอให้เราเชื่อมั่นไว้อย่างหนึ่งว่า             ขึ้นอยู่กับการคิดของเราเอง  ไม่ได้ขึ้นอยู่กับอะไรๆ  ภายนอก  คนที่มีความเชื่อว่าความ            สุขความทุกข์เนื่องจากสิ่งภายนอกนั้น    เป็นความเชื่อที่ไม่ตรงกับหลักคำสอนในทางพระ            พุทธศาสนา  เมื่อมีความเชื่อในรูปอย่างนั้นเราก็มักจะทำอะไรในรูปที่งมงาย  ไม่ใช่เป็น            การแก้ไขที่ถูกต้องแต่เป็นการกระทำในรูปที่หลงใหลเข้าใจผิดตลอดไป ผู้กระทำก็ทำผิด ผู้            ให้กระทำก็ผิดเหมือนกัน เรียกว่าสมรู้ร่วมคิดกันสร้างความงมงายให้เกิดขึ้นในสังคม สมรู้            ร่วมคิดกัน ทำควมผิดพลาดให้เกิดขึ้น จนคนไม่มองภายใน แต่ไปมองจากสิ่งภายนอกตลอด            เวลา  การแก้ไขปัญหาก็ไม่ถูกเป้าหมาย แล้วจะพ้นจากความทุกข์ความเดือดร้อนได้อย่าง            ไร พระพุทธศาสนาของเรานั้นบอกให้เราเข้าใจชัดเจนแจ่มแจ้ง ว่าอะไรทั้งหลายที่เกิดขึ้น            จะเป็นความสุขก็ดีความทุกข์ก็ดี    ความเสื่อมความเจริญอะไรก็ตาม   เป็นผลเนื่องมา            จากความคิดของเราทั้งนั้นถ้าเราสืบสาวเค้าเรื่องให้ดี  จะพบสาเหตุของเรื่องนั้นๆ และ            สามารถที่จะขจัดเรื่องนั้นได้ แต่ถ้าเราไม่เชื่อมั่นในหลักที่กล่าวกลับไปเชื่อสิ่งภายนอก เรา            ก็ไปเที่ยววิ่งแก้ตามที่นั้นๆ  ด้วยการกระทำพิธีบนบานศาลกล่าวซึ่งเป็นการที่น่าละอาย ไม่            สมกับที่เป็นพุทธบริษัท ซึ่งเป็นผู้รู้ผู้ตื่นผู้เบิกบานด้วยคุณงามความดี เพราะฉะนั้นญาติโยมทั้ง            หลายเชื่อกันใหม่ให้ถูกทางให้เชื่อว่า  อะไรทุกอย่างออกมาจากภายในของเรา มีใจเป็น            ฐานเป็นต้นของเรื่องนั้นๆ  ด้วยประการทั้งปวง  เมื่อเรารู้อย่างนี้แล้วก็เป็นความจำเป็น            อย่างยิ่งที่เราจะต้องควบคุมจิตใจของเรา  การควบคุมจิตใจหรือว่าการฝึกฝนจิตใจนี้ พูด             ด้วยภาษารวมเรียกว่า การเจริญภาวนา การเจริญภาวนาก็ คือ การทำจิตให้เป็นสมาธิ             ให้ตั้งมั่น ให้บริสุทธิ์ ให้อ่อนโยนเพื่อให้เหมาะแก่งาน จุดหมายของการฝึกฝนนั้น เพื่อคตั้ง            มั่น  เพื่อสงบ แล้วก็เพื่อให้อ่อนเหมาะที่โยนที่จะใช้งาน ปกติจิตใจเราไม่ตั้งมั่น มันคิดได้            ร้อยแปด  เราจะให้คิดตรงนี้  มันไปตรงอื่นเสียแล้ว  ไม่ต้องอื่นใดดอก ๕ นาทีของการ            เจริญภาวนา หลังจากการปาฐกถาธรรมแล้ว ญาติโยมลองสังเกตุดูตัวเองเถอะ ๕ นาทีมัน            วิ่งไปไหนบ้าง  คิดอะไรบ้าง  ประเดี่ยวคิดเรื่องนั้น  ประเดี่ยวคิดเรื่องโน้น  ไม่ได้อยู่            กับลมหายใจเสียเลย ค้ลายๆกับจับปูใส่กระด้งเอาตัวนี้วางตัวนั้นไป ตัวนั้นใส่ตัวโน้นไป ก็            ใส่อยู่วันยังค่ำ ใจเราก็เป็นอย่างนั้น มันออกไปจากขอบเขตมันตลอดเวลา ออกจากตัวไป            เที่ยวที่นั่นที่นี่  ไม่หยุดไม่ยั้ง  อันนี้เรียกว่าฟุ้งซ่าน  ไม่กำลัง  ไม่มีอำนาจ ไม่มีปัญญที่จะ            คิดค้นอะไรได้ เพราะมันยัง กวัดแกว่งไม่มีระเบียบเสียเลย อ่านหนังสือก็ไม่รู้เรื่อง นักศึก            ษาบางคนมาบอกว่าอ่านหนังสือไม่รู้เรื่อง  ที่อ่านไม่รู้เรื่องนั้นเพราะอะไร ก็เพราะว่าใจ            ไม่อยู่กับหนังสือ ตาดูอยูแหละ ดูกระดาษ ดูตัวหนังสือแต่ว่าใจไปทางไหนก็ไม่รู้ อย่างนี้เรา            จะต้องศึกษาตัวเราเองบ้าง คือศึกษาว่าทำไมใจเรามันฟุ้งซ่าน ทำไมไม่สงบ ทำไมไม่เข้า            ใจไม่รู้ในเรื่องที่เราจะต้องศึกษา  ก็ต้องมองดูตัวเอง ค้นหาความบกพร่องของตัว ศึกษา            สมุฏฐานของสิ่งที่เกิดขึ้นใจตัว  ให้จำพระพุทธภาษิตไว้ว่า "สิ่งทั้งหลายเกิดจากเหตุ ไม่มี            เหตุผลจะปรากฎขึ้นไม่ได้"   แล้วเหตุที่เกิดขึ้นในชีวิตของเรานั้นไม่ได้มาจากอื่น  แต่มา            จากความคิดของเรามาในระยะต้นๆ  มากมายก่ายกอง  ตั้งแต่เมื่อวาน วานซืน อาทิตย์            ก่อน  เดือนก่อน ปีก่อน เราไปสร้างอะไรไว้ก็ไม่รู้ ไปเก็บอะไรมาใส่ไว้ในใจก็ไม่รู้ จึง            เกิดความฟุ้งซ่านไม่อยู่กับร่องกับรอย  จิตใจไม่มีความสงบ  ต้องศึกษาให้รู้จักตัวเองแจ่ม            แจ้ง แก้ไขสิ่งที่เรียกว่าความบกพร่อง คนที่อยู่ในวัยหนุ่มวัยฉกรรจ์ ไม่ค่อยสนในในเรื่องอย่างนี้ คือเรื่องสร้างจิตใจให้เข้ม            แข็ง ให้หนักแน่นมั่นคง ไม่ค่อยสนใจ ชอบปล่อยไปตามเรื่องอะไรต่างๆ เป็นความหลงใหล            อย่างหนึ่ง  หลงใหลในเรื่องเสรีภาพนั่นเอง ยิ่งในสมัยนี้ด้วยแล้วหลงกันใหญ่เลย หลงใน            เรื่องเสรีภาพจะทำอะไรตามใจตัวทุกอย่าง  ใครมาบอกมาห้ามเป็นไม่รู้เรื่องไม่ฟังเสียง             ฉันจะทำของฉันอย่างนี้ คนอื่นไม่เกี่ยว นั้นแหละมูลฐานที่จะให้เกิดความหัวเสีย มูลฐานที่จะ            ให้เกิดโรคประสาท เพราะเราปล่อยใจของเรามากเกินไป การปล่อยใจเป็นเสรีมากเกิน            ไปนั้น  คือการฆ่าตัวเอง การทำลายตัวเองโดยไม่รู้สึกตัว คนหนุ่มๆ ทำลายตัวเอง ด้วย            การทำอย่างนี้มีไม่ใช่น้อย  ไม่อยมฟังเสียงใครไปตามเรื่อง คล้ายโคถึกพอหลุดจากคอกก็            กระโดดขวิดหน้าขวิดหลัง  ไปเรื่อยไปทีเดียว มันก็เจอดีเข้าบ้าง ผลที่สุดก็เกิดความเสีย            หาย เพราะฉะนั้นเราอย่าปล่อยตัวปล่อยใจมากเกินไป การปล่อยตัวปล่อยใจนั้นคือการทำ            ลายอนาคต แต่การอยู่อย่างไทคือการสร้างอนาคตของเราเอง เพราะฉะนั้นคนหนุ่มต้องระ            วังไว้  อย่าตามใจสิ่งแวดล้อมที่อยู่รอบๆ ตัวเรา เราชอบพูดคำว่า เป็นตัวเอง แต่ว่าไม่            ถูกต้องตามความเป็นจริง  ความเป็นตัวเองนั้นก็คือ  ความเป็นผู้มีใจเป็นอิสระเสรี  พ้น            จากอำนาจฝ่ายต่ำที่เกิดขึ้นในใจ   อำนาจฝ่ายต่ำอันใดเกิดขึ้นเรารู้เท่ารู้ทันแล้วเราพยา            ยามสะกัดออกไปจากใจของเรา นั่นแหละเรียกว่าเราทำถูก เราเป็นตัวเอง แต่ถ้าเป็นตัว            เองด้วยการดื่มการเที่ยวการเล่นสนุกสนาน อย่างนั้นมันไม่ได้เป็นตัวเองแบบพระพุทธเจ้า             แต่เป็นตัวเองแบบมารร้าย     ซึ่งมันเอาแอกมาสวมคอเรา      แล้วมันขับไสเราไป            ตามความปรารถนา  ไปสู่ความล่มจม สู่ความเป็นนรก สู่ความเป็นสัตว์เดรัจฉาน หรือว่า            เป็นอะไรๆ  ก็ได้ ตามสภาพที่สิ่งแวดล้อมมันจะดึงไป ผลที่สุดเราก็เสียผู้เสียคน เด็กๆ ที่            อยู่ในโอวาทของพ่อแม่ครูบาอาจารย์ ฟังเสียงของพระ เดินตามพระไม่เสียคน เขาจะเป็น            คนดีมีหลักฐาน จะได้เป็นประโยชน์แก่ชาติแก่บ้านเมืองต่อไป ในสมัยนี้เราระวังตัวไว้หน่อย             โดยเฉพาะหนูน้อยๆ  ที่อยู่ในวัยของการศึกษาเล่าเรียน เราอาจจะเสียลูกไม้ของใครก็            ได้ ที่เขามาล่อให้เราทำอย่างนั้นอย่างนี้ โดยอ้างว่าเพื่อประโยชน์แก่ชาติบ้านเมือง เพื่อ            ความก้าวหน้าแก่ชีวิต  เพื่อความเสมอภาคแห่งสังคม  เพื่อความนั่นความนี่ หรูหราทั้งนั้น            แหละ  ที่เป็นดอกไม้ที่เขาเอามายั่วเราล้วนเป็นดอกไม้ชั้นดีทั้งนั้น เราเห็นแล้วก็เพลินไป             ไหลไปตามสิ่งนั้น ยื่นจมูกให้เขาสนตะพาย แล้วเขาก็จูงไปตามความปรารถนา หลับตาเดิน            ไม่ลืมหูลืมตาแล้ว เพราะว่าคนนั้นเป็นผู้รักเราหวังดีต่อเรา เขาจะจูงเราไปสู่สวรรค์ชั้นฟ้า             แต่หารู้ไม่ว่ากำลังจะลงนรก  เพราะการชักจูงของเขา เรื่องนี้สำคัญไม่ใช่น้อย เพราะ            คนสมัยนี้อุบายมันมาก  เล่ห์เหลี่ยมมันมาก จะทำอะไรก็ต้องให้หลายเหลี่ยมหลายแง่หลาย            มุม เรียกว่าคดไปคดมาเหมือกับงูเลื้อย ถ้าเราไม่รู้เท่ารู้ทันแล้วเสียคนได้ง่าย จึงต้องระ            มัดระวัง คนที่รักเราจริงๆ มีอยู่ไม่กี่คนดอก คนที่รักจริงๆ ก็คือคุณพ่อคุณแม่ ยอดรักดังดวง            ใจของท่าน  ท่านรักเราจริงปรารถนาดีต่อเราจริง  เราควรจะฟังท่านหน่อย  เพราะ            ท่านมีความรักความปรารถนาดีต่อเราร้อยเปอร์เซนต์ ไม่มีพ่อแม่คนไหนที่ปรารถนาร้ายต่อ            บุตรของตน  ต่อลูกหญิงลูกชายของท่าน ถ้าจะมีบ้างก็เรียกว่ามีจิตผิดปกติ นานๆ จะมีสักที             ถ้าเป็นคนที่มีจิตเป็นปกติแล้วไม่มีใครเลยที่จะประทุษร้ายลูกหญิงลูกชายของตน มีแต่ความตั้ง            ใจจะให้ดีให้งามทั้งนั้น  ถ้าท่านห้ามท่านเตอนเราด้วยเรื่องอะไรฟังไว้ก่อน เอาไปคิดไป            ตรองให้รอบคอบ  แล้วก็กระทำตามต่อไป ครูบาอาจารย์นี่ก็เหมือนกัน ย่อมมีความปรารถ            นาดีต่อศิษย์ เพราะคุณธรรมของครูมีอยู่ว่า ไม่ชักนำศิษย์ไปในทางที่ต่ำทราม ถ้าจะชักนำก็            เรียกว่าไม่มีสปิริตของครู   จึงทำอย่างนั้น   เราจึงฟังไว้ก่อน  พระสงฆ์องค์เจ้าที่ทรง            คุณธรรม ก็ปรารถนาจะให้เรามีคุณธรรม ท่านพูดจาแนะนำเรารับฟังไว้ก่อน สถาบันทางดี            ทางสูงของชาติมีหลายอย่าง เรารับไว้มาเป็นหลักใจ มาช่วยประคับประคองใจให้ก้าวหน้า            ในทางที่ถูกที่ชอบ เราก็จะเป็นตัวเองมากขึ้น เวลานี้อันตรายมีอยู่รอบข้าง จึงอยากจะขอ            เตือนให้ระวังไว้  โดยเฉพาะหนูน้อยๆ  ทั้งหญิงทั้งชาย ระวังให้ดี อย่าหลงลมใครง่ายๆ             ต้องปรึกษาคุณพ่อคุณแม่ ปรึกษาครูบาอาจารย์มาวัดปรึกษากับหลวงพ่อก็ได้ มีโอกาสพบกันก็            ได้ปรึกษากัน  แนะนำกัน ไปเทศน์ตามโรงเรียนต่างๆ หลายแห่ง เปิดโอกาสให้เด็กถาม            ปัญหาเขาถามถึงสิ่งที่เป็นปัญหาทั้งนั้น   เป็นเรื่องน่าสนใจ  ปล่อยให้เขาได้เปิดอกคุยกัน            เสียบ้าง ก็ตอบให้เขาฟัง บางคนตอบในที่ประชุมจบไปแล้วเลิกประชุมยังมาอีก บอกว่าหนู            ยังมีปัญหาพิเศษ จะถามอะไรต่อไป เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นในครอบครัวในการงาน การศึกษา             เขาปลงไม่ตก  ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรดี  เราก็อธิบายให้เขาเข้าใจว่าควรคิดอย่างไรทำ            อย่างไร ก็เข้าใจเรื่อง ก็ได้เอาไปใช้ต่อไป อันนี่เป็นประโยชน์ ถ้าเด็กได้มีโอกาสปรึกษา            ผู้หลักผู้ใหญ่ที่มีคุณธรรม  มีความรักความหวังดีแล้ว เด็กของเราก็จะไม่เสีย เพราะฉะนั้น            หนูที่เป็นเด็กที่มาฟังปาฐกถานี้ก็ควรจะเข้าหาผู้ใหญ่ไว้ ปรึกษาหารือไต่ถามในเรื่องที่ควรจะ            เอามาเป็นหลักในการดำเนินชีวิต เพื่อยกระดับจิตใจของเราให้สูงขึ้นๆ ร่างกายเจริญเติบ            โตขึ้นมากเท่าใด  ก็ควรจะให้จิตใจเราเจริญเติบโตขึ้นไปด้วย  ถ้าร่างกายเจริญเติบโต             แต่จิตใจไม่เจริญเติบโตด้วยคุณธรรม  ก็เรียกว่าไม่สมดุลย์กัน เติบโตข้างหนึ่งข้างหนึ่งไม่            โตมันก็ไม่ได้ ต้องให้สมดุลย์กันไป การที่จะทำให้สมดุลย์นั้น ก็ต้องประคับประคองใจ ต้อง            ฝึกฝนกำลังใจไว้บ้าง เรียกว่าเจริญภาวนา หรือว่าการทำสมาธิ นี่แหละเป็นเรื่องที่เราจะ            ต้องฝึกฝน   ถ้าเราไม่มีโอกาสที่จะไปนั่งฝึกอย่างจริงจัง   ให้ฝึกอย่างง่ายๆ   การฝึก            อย่างง่ายๆ นั้นก็คือ คอยสำรวจตัวเองไว้ คอยดูความคิดของเรา ความคิดอันใดเกิดขึ้นใน            ใจ อย่าทำทันที่ตามความคิดนั้น แต่ควรจะเอามาวิจัยดูเสียก่อน ว่าความคิดที่เกิดขึ้นในใจ            ของเรานี้เป็นบุญหรือเป็นบาป ดีหรือชั่ว สุขหรือทุกข์ ทำลายหรือว่าสร้างสรรค์ ต้องเอามา            พิจารณา  การพิจารณาในรูปอย่างนี้  จะทำไม่ได้ ถ้าเราไม่มีความรู้เป็นพื้นฐานในเรื่อง            คุณธรรม เราจึงตอ้งเข้าไกล้ผู้รู้ไว้บ่อยๆ หลักที่จะให้เกิดความเจริญในชีวิตจิตใจนั้น เรา            ต้องเข้าไกล้ผู้รู้  ต้องฟังคำสอนด้วยความตั้งใจ ต้องเอาไปคิดให้เข้าใจ แล้วลงมือปฏิบัติ            ตามสิ่งที่เราได้เข้าใจมานั้น  อันนี้แหละจะช่วยให้ชีวิตพัฒนาไปสู่ความเจริญก้าวหน้า  ถ้า            หากว่าเราไม่เข้าไกล้ท่านผู้รู้  ชอบนั่งไกล้คนโง่ๆ  พูดภาษาตลาดเขาเรียกว่า  ชอบนั่ง            ไกล้พวกอันธพาล ฟังแต่เสียงผีตลอดเวลา แล้วเรารับผีนั้นมาไว้ในใจ ผีมัก็เสือกไสเราไป            สู่ความต่ำทุกวันทุกเวลา ชีวิตจะก้าวหน้าไปไม่ได้ การปฏิบัติเบื้องต้นจึงต้องคบคนดี ฟังคำ            สอนเอาไปคิดให้เข้สใจ    แล้วลงมือปฏิบัติ    ก็จะช่วยให้ขีวิตก้าวหน้าไปในทางที่ถูกที่            ชอบสมความตั้งใจ เมื่อเรามีความรู้ว่าอะไรดีอะไรชั่ว อะไรเสื่อม อะไรเจริญแล้ว เวลาความคิดอันใด            เกิดขึ้นในใจ     เราก็เอาหลักความรู้นั้นมาเป็นเครื่องกลั่นกรองพิจารณาว่ามันคืออะไร             เช่นสมมติว่าเราอยาจะไปเที่ยวกลางคืน   เราก็ควรจะนึกว่า  นี่ความอยากเกิดขึ้นแล้ว             อยากจะไปเที่ยวกลางค่ำกลางคืน การไปเที่ยวกลางคืนพระท่านห้ามหรือว่าอนุญาต ถ้าเรา            เคยศึกษาก็ทราบว่า พระไม่อนุญาตให้ไปเที่ยวกลางคืน เพราะการเที่ยวกลางคืนนั้นได้ชื่อ            ว่าไม่รักษาตัว  ได้ชื่อว่าไม่รักษาทรัพย์สมบัติ ได้ชื่อว่าไม่รักษาครอบครัว มักจะถูกทำร้าย             มักจะถูกใส่ความ อาจจะได้รับความทุกข์ความเดือดร้อนเพราะอะไรก็ได้ เราอ่านข่าวใน            หน้าหนังสือพิมพ์บ่อยๆ  พวกไปเที่ยวกลางคืนถูกลูกหลง ได้รับส่วนแบ่งซึ่งความจริงไม่ควร            ไปรับกับเขา  แต่ว่าอุตสาห์ไปรับมาจนได้  นี่มันเรื่องความหลงผิดพระท่านห้าม ถ้าความ            ผิดอย่างนี้เกิดขึ้นในใจเรา เราก็บอกว่าไม่ได้ ไปไม่ได้พระท่านไม่ยอมอนุญาตให้ไป เรา            เชื่อพระเราก็ไม่ไป  อย่างนี้ก็เรียกว่า เราใช้ปัญญเป็นเครื่องสกัดกั้นไม่ให้เราไหลไปใน            ทางต่ำได้ประการหนึ่ง สมมติว่าเราจะไปในเรื่องอื่นอีก  เช่นว่ามีเพื่อนโทรศัพท์มาบอกว่า เราไปเที่ยวกัน            เถอะพรุ่งนี้ อย่าไปเรียนหนังสือเลย ไปทัศนาจรมีเพื่อนเขาไปกันหลายคน เราควรจะไป            กับเขาด้วย  เราก็ควรคิดว่าควรไปหรือไม่ควรไป พรุ่งนี้เป็นวันของการเรียนหนังสือ ถ้า            เราไปเที่ยวเราก็ละเลยหน้าที่  เราเป็นเด็กอยู่ในวัยของการศึกษา หน้าที่ก็คือการเรียน            การจะไปเที่ยวก็ไปได้ แต่ว่าต้องไปเวลาหยุดไม่ใช่ไปเวลาเรียน เพื่อนคนนั้นที่มาชวนเรา            ไปนั้นเขาเรียนอย่างไร  มีความรู้ดีไหม  ก้าวหน้าในการศึกษาดีไหม  เราก็พอรู้ว่าเป็น            อย่างไร  ถ้าสมมติว่า คนนั้นเรียนไม่เก่งความรู้อ่อนสอบได้คะแนนไม่ค่อยดี ถ้าเราขืนไป            เที่ยวกับคนนั้น ความอ่อนมันก็จะมาถึงเรา ความเหลวไหลมันก็จะลามมาถึงเรา เราก็จะ            ไม่ไป  บอกเพื่อนว่าติดธุระ พรุ่งนี้โรงเรียนเปิดอยู่ไปไม่ได้ คุณแม่ไม่ให้ไป ว่าอย่างนั้นก็            ได้ แล้วเราก็ไม่ไป อย่างนี้เรียกว่าคิดก่อนแล้วจึงไป เราพิจารณารอบคอบแล้วจึงจะกระ            ทำสิ่งนั้นลงไป อันนี้ทำให้เกิดความเสียหาย อีกอันหนึ่งสมมติว่าเพื่อนมาท้าเราต่อยเราตีกัน เราควรจะไปต่อยไปตีกับเขาหรือไม่             ถ้าคิดอย่างคนธรรมดาๆ ก็นึกว่าไอ้นี้มันหยามหน้ากัน มันมาชวนท้าชวนต่อยถึงบ้าน ถ้าเรา            ไม่ต่อยมันเสียศักดิ์ศรี เรามันก็ลูกผู้ชายเหมือนกันจะยอมให้เพื่อนหยามได้อย่างไร แล้วเรา            ก็กระโดดจากเรือนไปต่อยกับคนนั้น การกระทำเช่นนี้เรียกว่าอารมณ์ผลุนผลันใจร้อนใจเร็ว             ไม่ได้คิดให้รอบคอบ ว่าที่ถูกที่ควรนั้นเป็นอย่างไร การลงไปต่อยกับการไม่ลงไปต่อยนี้ อัน            ใดถูกอันใดผิด  อันใดดีอันใดไม่ดี เราไม่ได้คิดอย่างนั้น เพราะว่าได้ยินใครๆ เขาพูดกัน            อย่างนั้นว่า  แหมเขามาท้าอย่างนั้นไม่สู้มันก็หน้าตัวเมีย เราไปจำคำพูดเหลวไหลมาจาก            ไหนก็ไม่รู้ คำพูดประเภทที่ยุให้เราเสียผู้เสียคน เราก็ไม่ควรเอาไปคิดอย่างนั้นมาใช้ แต่            เราควรจะนึกว่า  พระท่านว่าอย่างไร อย่าไปเอาคนว่าเลย เอาพระว่ากันดีกว่าเพราะ            คนว่ามันปนกับกิเลสแล้วว่า  แต่พระท่านว่าด้วยความบริสุทธิ์ใจ เอาความถูกเป็นประมาณ             เราก็ควรนึกว่าพระท่านว่าอย่างไร   "จงชนะความชั่วด้วยความดี  ชนะความโกรธด้วย            ความไม่โกรธ  เวรไม่ระงับด้วยการจองเวร แต่ระงับด้วยการไม่ผูกเวรกัน พระท่านว่า            อย่างนั้น"   แล้วถ้าเราโกรธแล้วไปต่อยกันเราไม่รักษาตัวเรา   เราไม่ทำตามคำสอน            ของพระ บางคนมีพระห้อยคอด้วยซำไป เราควรละอายหลวงพ่อที่ห้อยคอในการไปต่อยกัน             เพราะพระท่านไม่ชอบการตีรันฟันแทง   ท่านชอบความสงบ   ชอบความรักความเมตตา             ชอบการรู้จักให้อภัย  ไม่ถือโทษโกรธตอบต่อกัน  เราก็คิดได้ตามเสียงพระ เรานั่งเฉยๆ             ให้มันด่าไปเถอะ  เราก็ไม่มีเรื่อง เราไม่ก่อเรื่อง อะไรไม่ดีเราไม่ให้เกิดขึ้นในใจของ            เรา ที่นี้ถ้าเราเป็นผู้ใหญ่ขึ้นมา เราก็มาคิดว่า พระท่านว่าอะไรมันทำให้ใจเศร้าหมองเป็น            รากเหง้าของความชั่วความร้าย  คืออะไร? ท่านว่าความโลภเป็นรากเหง้าของความชั่ว             ความโกรธ  ความหลงเป็นรากเหง้าของความชัว  ไม่โลภ  ไม่โกรธ ไม่หลง เป็นราก            ฐานของความดี ทีนี้ในใจของเราเวลานี้มันมีอะไร เราลองสำรวจตัวเราสมมติว่ามีความ            โลภเกิดขึ้นในใจอยากได้สิ่งนั้นสิ่งนี้ ซึ่งล้วนแต่เป็นความอยากที่ไม่เข้าเรื่องทำลงไปแล้วมัน            ผิดศีลธรรม  ผิดกฎหมายบ้านเมือง ถ้าเราทำตามอำนาจของความอยากตัวนั้น เราก็เสีย            คน เพราะความอยากนั้นมันเป็นฐานของความชั่วร้าย เรามองดูเห็นแล้วว่าไม่ได้เรื่องเรา            ก็หักห้ามใจ ยั้งใจ บังคับใจของเราไว้ไม่ให้ไหลไปตามอำนาจของความอยากนั้น อย่างนี้            ก็เรียกว่าเป็นผู้ปฏิบัติธรรม ความโกรธเป็นสิ่งไม่ดีเกิดแล้วเผาให้เร่าร้อน ให้มืดบอดไม่รู้จักผิด ชอบ ชั่วดี คนที่            ฆ่ากันทำร้ายกัน  เพราะความโกรธแผลบเดียว เกิดขึ้นแต่ไม่ยั้งใจปล่อยให้ไหลไปตามอำ            จจนาจของความโกรธจึงก่อกรรมทำเข็ญได้รับความทุกข์ความเดือดร้อน  คนที่ไปอยู่ในคุก            เพราะโทษฐานฆ่าคนตาย  ไม่ใช่โกรธกันมาถึงสิบปี  บางทีโกรธเดี๋ยวนั้นฆ่าเดี๋ยวนั้น นี่ก็            เพราะว่าไม่เคยหักห้ามใจชอบปล่อยไปตามเรื่อง  ไม่เอาเชือกผูกใจไว้เสียบ้างๆ ก็คือสติ            นั่นเอง  สติคือความรู้สึกได้ทันท่วงทีในเมื่อใจเรามันคิดอะไรขึ้นมา รู้ทีนทีแล้วก็รั้งได้ทันที             พระพุทธเจ้าจึงตอบปัญญามาณพคนหนึ่งว่า  "สติเป็นเครื่องกั้นกระแสจิต" มาณพนั้นถามว่า             "อะไรเป็นเครื่องกั้นกระแส?" กระแสของใจที่มันไหลไปที่ต่างๆ เขาเรียกว่ากระแส กระ            แสน้ำ  กระแสคลื่น กระแสลม กระแสใจ มันก็ไหลเกิดอะไรขึ้นในใจเรา ถามว่า ใช้อะ            ไรเป็นเครื่องกั้น? พระพุทธองค์ตรัสตอบว่า "สติ เตสํ นิวารนํ" บอกว่า "สตินั่นแหละเป็น            เครื่องกั้นกระแส"  เป็นเครื่องหยุดยั้งความคิดไว้ไม่ให้ไหลตามอารทณ์อันนั้น เช่นว่า พอ            เกิดความโกรธรู้ตัวปั๊บหยุดมันเสีย  ยั้งมือไว้ ยั้งปากไว้ อย่าด่าออกไป อย่าชก อย่าหยิบ            อาวุธ อย่าทำอะไร ยั้งไว้ ถ้าเราทำอย่างนี้ก็เรียกว่ามีการเหนี่ยวรั้ง มีการบังคับตัวเอง             คนเราถ้าบังคับตัวเองได้มากเท่าใด ยิ่งเป็นผู้ประเสริฐมากเท่านั้น คนที่ประเสริฐคือคนที่            บังคับตัวเองได้ ถ้าไม่บังคับตัวเองได้ก็ไม่ประเสริฐอะไร ความใหญ่ของคนมันอยู่ที่การบัง            คับตัวเอง ถ้าไม่รู้จักบังคับตัวเอง เขาตั้งให้ใหญ่เท่าใด มันก็ใหญ่ไม่ได้เรื่องนั่นแหละ สำ            คัญมันอยู่ตรงนี้   เพราะฉะนั้น  เราจะต้องฝึกบังคับตัวเองไว้  เหนี่ยวรั้งไว้อย่าให้เกิด            อารมร์เช่นนั้น  แต่ว่าการบังคับเหนี่ยวรั้งนั้น  เป็นปัญหาเฉพาะหน้า เมื่อมันหยุดแล้วเรา            ควรวิจัยค้นคว้าต่อไปว่าอะไรมาทำให้เราโกรธ อะไรมาทำให้เกิดสิ่งนั้นขึ้นในใจ แล้วสิ่ง            นั้นมันคืออะไร  สมมติว่าเขาด่า  เรายึดเอาคำด่านั้นมาโกรธ  เราก็ควรถามว่าใครด่า             คนด่ามันมีหรือ แล้วใครเป็นผู้ถูกด่า ผู้ถูกด่ามันมีหรือ ผู้ด่ามันก็ไม่มี ผู้ถูกด่ามันก็ไม่มี คำด่า            มีหรือไม่  ก็ไม่มี  มันเป็นแต่คลื่นของอากาศที่เกิดขึ้นจากลมปากที่ออกมาเท่านั้น แล้วมันก็            หายไป    เรานี่โง่เองที่ไปยึดมันไว้ไม่ยอมให้มันหายไปตามอากาศ   ชอบสร้างเครื่อง            เรดาออกไปรับตัวเชียว รับไว้ทั้งนั้นแหละไม่ว่าอะไรก็รับเอาๆ นี่เราเรียกว่าควายเขารี             ชอบหาเรื่อง  ชอบรับเรื่องนั้นเรื่องนี้มาใส่ไว้ในใจ แล้วไปนั่งทนทุกข์หม่นหมองใจ ทำให้            ตนเศร้าใจเป็นทุกข์ไปเปล่าๆ นี่เขาเรียกว่าไม่เข้าใจตัวเอง แต่ว่าเราต้องมีการคอยควบ            คุม คอยเหนี่ยวรั้งไว้ คนเราที่ควบคุมตัวด้วยเรื่องใด ต้องรู้ว่าอะไรมันทำให้เรายุ่ง ให้รู้เรื่องมันก่อน รู้ว่า            ตัวไหนทำให้ยุ่ง  ตัวโลภ ตัวโกรธ ตัวหลง ตัวริษยา ตัวอะไรที่ทำให้ยุ่ง มันยุ่งเพราะอะ            ไร  ทำไมมันจึงยุ่ง ต้องคิด ต้องตรอง เมื่อคิดไป ตรองไป ก็จะมองเห็นภาพของมันตาม            มาเป็นแนว ตัดเส้นทาง ตัดขบวน อย่าไปตัดปลายแถว ตัดต้นแถว ตัดปุ๊บ มันก็ล้มปรวดลง            ไปเลย เรื่องนั้นหายไป แล้วเราก็เอาไปศึกษาบ่อยๆ ของเก่ามาคิดค้นไม่ได้เสียหาย ถ้า            เราเอามาพิจารณาด้วยปัญญาไม่เป็นอะไร   ที่พระพุทธเจ้าท่านสอนว่า   "อย่าไปคิดถึง            เรื่องที่ผ่านมาแล้ว"  นั่นหมายความว่า อย่าไปคิดด้วยความโง่ อย่าไปคิดด้วยความยึดถือ            งมงาย แต่ถ้าเราเรื่องเก่าขึ้นมาพิจารณา ศึกษาค้นคว้าเพื่อปัญญาอย่างนี้ใช้ได้ ก็เรื่องใน            ชีวิตของเราแต่ละคนมันเยอะ  มันผ่านมาแล้วก็เอามาดูเสียมั่ง  ดูด้วยปัญญา  ดูว่ามันมา            อย่างไร มันไปอย่างไร มันอยู่อย่างไร มันเกิดทุกข์เกิดโทษอย่างไรในชีวิตของเรา เอา            มาดูบ้าเถอะ    ถ้าดูแล้วก็จะฉลาดขี้นรูเท่าทันเหตุการณ์มากขึ้นบังคับจิตใจของตัวเองได้            มากขึ้น  อันจะเป็นทางช่วยให้เกิดความสงบใจ อันนี้เป็นวิธีการปฏิบัติเบื้องต้นในการที่จะ            รักษาใจของเราให้สงบขึ้นตามสมควรแก่ฐานะ  ส่วนเรื่อง  "การปฏิบัติอย่างอื่นต่อไปนั้น             เอาไว้ในวันต่อไป เพราะวันนี้ก็หมดเวลาพอดี             จึงขอยุติไว้แต่เพียงนี้.