ปาฐกถาธรรม             โดย            พระราชนันทมุนี            ณ วัดชลประทานรังสฤษฏ์ ปากเกร็ด นนทบุรี            เรื่อง ทำดีเสียก่อนตาย            วันที่ ๒๙ กันยายน ๒๕๑๗            ญาติโยมพุทธบริษัททั้งหลาย             ณ  บัดนี้ถึงเวลาของการปาฐกถาธรรมะ  อันเป็นหลักคำสอนในทางพระพุทธศาสนา            แล้ว  ขอให้ทุกท่านอยู่ในอาการสงบ  ตั้งอกตั้งใจฟังด้วยดี เพื่อให้ได้ประโยชน์อันเกิด            จากการฟัง ตามสมควรแก่เวลา. ในวันอาทิตย์ได้เห็นโยมมาฟังธรรมกันมาก ๆ จนกระทั่งว่าไม่มีที่นั่งในศาลา ก็ทำ            ให้รู้สึกอึดอัดใจอยู่บ้างเล็กน้อย     อึดอัดว่าในด้านบริการด้านเก้าอี้ไม่พอแก่ญาติโยม             ส่วนด้านธรรมะนั้นบริการกันจนพอ ไม่ลำบาก แต่เก้าอี้ที่นั่งไม่ไหวเพราะศาลาเนื้อที่จำ            กัด   บริเวณก็ฤดูนี้ฝนตกเฉอะแฉะไม่สะดวก  อีกไม่เท่าใดโรงเรียนที่สร้างก็จะเสร็จ            เรียบร้อย  บริเวณถมไว้กว้างกว่านี้  นั่งข้างในก็ได้ขางนอกก็ได้สะดวกกว่าโปร่งกว่า             แล้วก็เงียบกว่าตรงนี้ เพราะไม่มีรถวิ่งพลุกพล่าน จะได้รับความสะดวกในการฟังมากขึ้น             การก่อสร้างก็กำลังเร่งอยู่ สิ่งเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นด้วยอะไร แต่เกิดขึ้นด้วยธรรมะอัน            เป็นหลักคำสอนในทางพระศาสนา    ที่เราได้ปฏิบัติได้เผยแผ่แก่ญาติโยม   อานิสงส์            ของธรรมะนั้นมีมาก ถ้าเรากระทำอยู่แล้วก็เกิดประโยชน์เรื่อยไป ดีกว่าอย่างอื่น สิ่งอื่น            นั้นจืดจางง่าย แต่ธรรมะไม่รู้จักจืดจาง ถ้าเป็นอาหารก็เรียกวว่าเป็นอาหารที่กินไม่เบื่อ             อาหารบางประเภทรับประทานบ่อยก็เบื่อ  แต่บางประเภทไม่เบื่อ นอกจากเวลาร่าง            กายผิดปกติธรรมะก็เป็นอาหารใจประเภทที่กินไม่เบื่อ ดูหนังสือธรรมะที่เราอ่าน เรื่อง            หนึ่งอ่านได้หลายครั้งหลายหน แต่ถ้าหนังสือประเภทเริงรมย์นวนิยาย อ่านจบเดียวมันก็            หมดเรื่อง แล้วก็ไม่อยากอ่านอีก แต่ธรรมะนี่อ่านแล้วอ่านอีกก็ไม่เบื่อ ไปที่จังหวัดอ่างทองที่อำเภอวิเศษไชยชาญ  คุณโยมคนหนึ่งบอกว่า  หนังสือเล่มนี้            ผมอ่าน ๑๕ ครั้งแล้ว คือหนังสือแก่นพุทธศาสนา อ่าน ๑๕ ครั้ง บอกว่าทุกครั้งที่อ่านมีอะ            ไรใหม่เกิดขึ้นในใจเสมอ อันนี้แสดงว่า อาหารใจหรือธรรมะเป็นสิ่งไม่เบื่อ สำหรับผู้ที่            รักจะรับประทานอาหารประเภทนั้น ญาติโยมที่มาฟังธรรมนี่ก็เหมือนกัน ไม่เบื่อในการฟัง             อาตมาก็ไม่เบื่อในการให้ธรรมะแก่ญาติโยมทั้งหลาย เมื่อผู้ให้กับผู้ฟังไม่เบื่อ มันก็ว่ากัน            เรื่อยไป  อาทิตย์นี้ก็เรียกว่าเป็นอาทิตย์สุดท้ายของการเข้าพรรษา  วันที่  ๒  ก็ออก            พรรษาแล้ว   แต่ว่าถึงจะออกพรรษาเราก็ไม่ออก  ถ้าจะออกก็ได้เหมือนกัน  แต่ออก            จากความชั่วไปสู่ความดี  ออกจากผีไปอยู่กับพระ  แต่ถ้าออกจากพระไปอยู่กับผีนี่ไม่ได้            เรื่องอะไร  เพราะฉะนั้นอะไรทิ่เราทำมาในพรรษาก็ทำเรื่อยไป อาหารใจ่เป็นเรื่อง            ไม่จบก็ต้องทำเรื่อยๆไป ญาติโยมก็มาฟังกันเรื่อยไปเพราะว่าบางคราวอาจจะมีธุระไป            ไหนเสียบ้าง  แต่ว่าถึงไปก็ให้พระองค์อื่นแสดงให้ญาติโยมฟัง  ตามปกติก็ไม่ค่อยจะไป            ไหนในตอนออกพรรษาแล้วก็ดีจะได้พูดธรรมะให้ญาติโยมฟังกันต่อไป ญาติโยมที่มาฟังกันอยู่เป็นประจำนั้น ย่อมได้รับประโยชน์จากธรรมะ คืออย่างน้อยๆ             ก็สบายใจยิ่งโบกในสมัยปัจจุบันนี้ด้วยแล้ว  มีเรื่องกระทบกระเทือนขุ่นข้องหมองใจกัน            บ่อยๆ   แม้เมวดาก็ยังถูกคนว่าเวลานี้  อ่านหนังสือพิมพ์สยามรัฐ  ว่าหนังสือวารสาร            ของมหาวิทยาลัยรามคำแหง เขียนกระทบกระเทือนในหลวง เรียกว่า ถ่มน้ำลายรดฟ้า             มันก็เปื้อนหน้าตัวเอง   ความจริงในหลวงของเรานั้นทรงมีประโยชน์ต่อชาติบ้านเมือง            เหลือหลาย ได้ปฏิบัติกิจเพื่อความสุขของประชาชนอย่างเต็มที่ ถ้าพระองค์จะนั่งอยู่ในวัง            เฉยๆก็ไม่ว่าอะไร แต่ว่าคนสันดานชั่วมันก้หาเรื่องด่าได้ทั้งนั้น ทำดีมันก็ด่า ทำชั่วมันก็ด่า             พระพุทธเจ้าท่านจึงบอกว่าคนมันก็อย่างนั้น  เราเดินก้มมันก็ว่า เดินแหงนหน้ามันก็ว่า            ปากปิดมันก็ว่าปากเผยมันก็ว่า  คนสวยมันก็ด่า  คนไม่สวยมันก็ติ  มนุษย์ในโลกมันเป็น            อย่างนั้น เม้พระพุทธปฏิมาก็ยังราคิน มนุษย์เดินดินหรือจะสิ้นคนนินทา เขาว่าเป็นกลอน            ไว้อย่างนี้   แต่ว่าคนที่ไปว่าบุคคลที่ไม่ควรว่า  แสดงว่าจิตใจต่ำเต็มที  พระพุทธเจ้า            ท่านตรัสว่า  "พาลา  นปฺปสํสนฺติ  ทานํ" คนพาลไม่เคยสรรเสริญการให้ ถ้ามัการให้            การแจกที่ใด  คนพาลหมั่นไส้ มันไม่ยินดีปรีดาในการให้ คนพาลไม่ยินดีในการทำดีของ            ใครๆ  เพราะนิสัยมันต่ำนั่นเอง  ไม่ใช่เรื่องอะไร  อ่านแล้วก็สงสารคนเขียน ไม่ได้            สงสราในหลวงดอก  เพราะว่า  ฝุ่นนั้นไม่ได้ทำความเสียหายให้แก่ฟ้า  ฟ้ายังให้ประ            โยชน์แก่แผ่นดินอยู่ตลอดเวลา   แต่ว่าสงสารคนเขียน   ว่าทำไมจิตใจมันจึงต่ำลงถึง            ขนาดนั้น  เขียนไปตามอารมณ์ ไม่มึสติปํญญา ไม่มีเหตุผล แม้จะเป็นนักศึกษาก็เรียกว่า             เรียนไม่ได้เรื่อง  ถ้าได้ปริญญาไปก็คงไปทำลายตัวเองด้วยความรู้ของตัว  เหมือนต้น            กล้วยตายกับปรีกล้วยนั่นเอง  ต้นไผ่ก็ตายกับขุ่ยไผ่  แม่ม้าอัศดรก็ตายเพราะเกิดลูกม้า            ออกมา  เพราะว่าลูกมันแก่มันก็ถีบท้องออกมาเลย  ธรรมชาติมันไม่มีแต่ว่าเขาเปรียบ            เทียบให้ฟังหมายความว่า คนเราถ้าทำลายตัวเองแล้วมันตาย ไปไม่รอดชีวิตไม่จำเริญ            ก้าวหน้า ถ้าเราไปประทุษร้าย ต่อคนที่ไม่ประทุษร้ายตอบได้รัยโทษทัณฑ์หลายสถาน เป็น            โทษทัณฑ์แรงๆ  ทั้นนั้น  เช่น  เป็นบ้าเป็นหลัง  มีโรคขนาดหนักรักษาไม่ได้ ไม่มีใคร            อยากคบหาสมาคมเป็นต้น เป็นเรื่องเสียหาย แต่ว่าเพราะไม่เคยฟังธรรม ไม่เคยเข้า            ใกล้พระ คบแต่คนชั่วคนร้ายมิจฉาทิฏฐิ จึงได้มีจิตใจตกต่ำไปถึงขนาดนั้น น่าสงสาร คน            ในโลกี่เราควรสงสารที่สุด    ก็คือคนที่วิญญาณตกต่ำนี่เอง   ถ้าจิตใจต่ำไปสู่ความชั่ว            ความร้าย เป็นคนน่าสงสาร คนเจ็บทางการยงังไม่สงสารเท่าใด แต่คนป่วยทางใจน่า            สงสารที่สุด  เพราะคนเจ็บกายก็ไปนอนที่โรงพยาบาล ไม่เป็นพิษเป็นภัยแก่ใคร แต่คน            ป่วยทางใจ  ร่างกายไม่อยู่โรงพยาบาลล ยังเที่ยงทำความรำคาญให้เพื่อนบ้านร้านถิ่น             ให้เกิดความทุกข์ความเดือดร้อนหลายสถาน  จึงเป็นคนประเภทที่น่าสงสาร ควรจะให้            การช่วยเหลือ การช่วยเหลือก้คือว่า ช่วยแนะนำชักจูง ให้เขาเกิดความรู้สึกผิดชอบชั่ว            ดี  ให้กระทำสิ่งที่ควรทำ ให้ละสิ่งที่ควรละ ให้ตั้งตนไว้ชอบตามหลักธรรมะก็นับว่าเป็น            การช่วยที่ประเสริฐ  ทำชีวิตให้เจริญก้าวหน้าต่อไป  ยาติโยมทั้งหลายที่เข้าสู่ธรรมะมี            ลูกมีหลาน ในระหว่างนี้ต้องหมั่นเตือนลูกหลานไว้ อันตรายมีต่อไปข้างหน้า ให้ระวังเนื้อ            ระวังตัว อย่าเที่ยวอย่าเตร่ อย่าไปทำอะไรที่ไม่เหมาะไม่ควร อันตรายอาจจะเกิดขึ้น            แก่ชีวิตของเขาได้ จึงเป็นเรื่องที่ควรจะได้ระมัดระวังไว้ ให้อยู่กับเหย้าเฝ้าเรือน ไม่            จำเป็นก็อย่าออกไปเที่ยว   เพราะมีภัยรอบด้าน  อันนี้เป็นเรื่องน่าคิดอยู่ประการหนึ่ง             ทีนี่เรื่องที่ตั้งใจจะนำมาพูดกับญาติโยมในวันนี้  อยากจะพูดเรื่องเกียวกับการกระทำดี            เสีย คือว่าในสมัยก่อนนี้คนอยากเป็นเทวดากันมากทำบุญสุนทานอะไรก็อยากจะไปเกิดใน            สวรรค์อยากจะไปเป็นเทวดา    เพราะเข้าใจว่าเทวดานั้นเป็นภพที่เต็มไปด้วยความ            สุขความสงบ  ไม่มีความวุ่นวาย ไม่มีความเดือดร้อน แต่ความจริงนั้นหาได้เป็นเช่นนั้น            ไม่ เพราะเมื่อมีเกิดที่ใดก็ต้องมีทุกข์ที่นั่น มีชาติมีภพในที่ใดก็มีทุกข์ในที่นั่น แต่ว่าเราไม่            เข้าใจซึ้งในเรื่องอย่างนี้   เข้าใจว่าเป็นมนุษย์นี่แสนลำบาก  เป็นเทวดาคงจะสบาย             แต่ความจริงก้หาได้สะดวกสบายอะไรไม่  คล้ายๆกับคนยากจน นึกว่าคนมั่งมีเขาคงจะ            เป็นสุขสบาย   มีอะไรกินอะไรใช้สะดวกทุกประการ  อันนั้นมันเป็นเรื่องความสะดวก             แต่ว่าอาจจะไม่สบายทางใจก็ได้ เพราะเรื่องจิตใจนั้นเป็นเรื่องภายใน ที่ไม่มีมครมอง            เห็นได้  เจ้าตัวเท่านั้นรู้ว่าสภาพจิตใจของตัวเป็นอย่างไร  ไม่ใช่ว่าพอมีอะไรสมบูรณ์            แล้วหมดทุกข์หมดร้อนความทุกข์ความเดือดร้อนย่อมเกิดขึ้นได้  เมื่อยังมีอวิชชาครอบงำ            จิตใจ   เมื่อใดเราทำลายอวิชชาออกไปเสียได้  เมื่อนั้นแหละความทุกข์จึงยะหายไป             แต่ว่าคนเราเข้าใจว่า สวรรค์เป็นยอดแห่งความสุข ก็มีความต้องการ ทำบุญสุนทานอะ            ไรก็อธิษฐานขอให้เกิดเป็นเทพบุตรเทพธิดา  จะได้มีความสุขความสบายตามสมควรแก่            ฐานะ  เรื่งเทพบุตรเทพธิดานี้ ความจริงก็เป็นเรื่องเก่าแก่ มีมาก่อนพระพุทธเจ้าของ            เราเกิดด้วยซ้ำไปเพราะในศาสนาฮินดูหรือศาสนาพราหมณ์นั้น    มีเรื่องเกี่ยวข้องกับ            เทวดามากมาย  มีความสัมพันธ์กับมนุษย์อยู่ตลอดเวลา เขานับถือเทพเจ้าใหญ่บ้างเล็ก            บ้าง  มีมากมาย  ถ้าไปถามนักปราชญ์ ศาสนาฮินดูแล้ว เขาก็จะตอบว่า เทวดามีประ            มาณ  ๓๐  โกฏิ  ไม่ใช่น้อยๆ มากกว่าพลเมืองไทยเสียด้วยซ้ำไป เรียกว่าอยู่กันแน่น            หนาคับคั่ง อยู่กันอย่างแออัดยัดเยียด บางแห่งกล่าวว่า จะเอาเข็มทิ้งลงไปก็จะไปถูกหัว            เทวดา  เพราะว่ามีมากเหลือเกิน อันนี้เป็นเรื่องเขาเล่าไว้ก่อนพระพุทธเจ้าของเรา            เกิดด้วยซ้ำไป  ครั้นเมื่อพระพุทธเจ้าของเราอุบัติขึ้นในโลก ได้ตรัสรู้ธรรมะแล้ว พระ            องค์ไม่ได้สอนให้เราถือเทวดาในรูปบุคคลสมมติอย่างนั้น  แต่ให้ถือคุณธรรมเป็นเทวดา             คือ  ให้ประพฤติดีประพฤติชอบ  แล้วก็จะได้เป็นเทวดา  จึงได้บอกไว้ว่าเทวดามี  ๓             เหล่า คือ อุบัติเทวดา หมายถึงเทวดาเก่าๆ ที่เขาเชื่อกันมา ทำความดีแล้วก็ไปเกิด            ตามที่เขาเชื่อกันมาก่อน แล้วก็สมมติยกย่องเป็นเสมือนเทวดา เช่นพระราชามหากษัตริย์            อย่างนี้ เราเรียกว่าสมมติเทวดา ในคำบาลีเวลาพูดกับพระราชา เขาใช้อาลปนะว่า            สมมติเทว  ข้าแต่สมมติเทพ  เป็นเทวดาโดยสมมติ  ส่วนเทวดาอีกพวกหนึ่งนั้น เป็น            เทวดาแบบพุทธแท้เรียกว่า  วิสุทธิเทวดา  หรือวิสุทธิเทพ หมายถึงบุคคลผู้มีใจบริสุทธิ์             ปราศจากกิเลส  คือพระอรหันต์นั่นเอง พระอรหันต์หรือพระพุทธเจ้าเรียกว่าวิสุทธิเทว            ดา วิสุทธิเทวดาเกิดโดยธรรม เกิดจากธรรม ส่วนเทวดาอื่นนั้นเกิดโดยชาติโดยกำเนิด            แต่วิสุทธิเทวดานั้นเกิดจากธรรมโดยแท้  ผู้ใดประพฤติธรรมข้อที่จะทำให้เป็นเทวดา ก็            เรียกว่าผู้นั้นเป็นเทวดา  พระพุทธเจ้าทรงเปลี่ยนตัวบุคคลสมมติให้เป็นธรรมะ ถ้าเรา            เรียกตามภาษาธรรมะเขาเรียกว่า  ปุคคลาธิษฐาน  หมายถึงการอ้างตัวบุคคลเป็นตัว            อย่าง  ธัมมาธิษฐาน พูดถึงข้อปฏิบัติล้วนๆ ไม่เกี่ยวด้วยตัวบุคคล เช่นว่าพระพรหม ถ้า            พูดเป็นบุคคลก็หมายถึงพระพรหม ๔ หน้า ที่เขาปั้นไว้หน้าโรงแรมเอราวัณอะไรอย่างนั้น            แหละ นั่นมันเป็นบุคคลสมมติ ถ้าพูดเป็น  ธัมมาธิษฐาน ก็หมายถึง พรหมวิหารธรรม ได้แก่ เมตตา ปรารถนา            ความสุขความเจริญแก่ผู้อื่น กรุณา มีใจสงสาร อยากจะช่วยเขาให้พ้นจากความทุกข์            ความเดือดร้อน  มุทิตา  คือการพลอยยินดี ในความดี ความสุขความเจริญของผู้อื่น             อุเบกขา หมายถึงความวางเฉย ในเมื่อไม่สามารถจะบำเพ็ญธรรม ๓ ข้อข้างต้นได้ ผู้ใด            ตั้งอยู่ในธรรม  ๔  ประการนี้ ผู้นั้นชื่อว่าเป็นพรหม มารดาบิดานี้เขาเรียกว่าเป็นพรหม            ของบุตร  เพราะมีคุณธรรม ๔ อย่างนี้สมบูรณ์อยู่ในจิตใจ พระผู้มีพระภาคทรงเปลี่ยน            อย่างนี้   คนอินเดียโบราณนับถือเทดาเป็นองค์ๆ  แต่พระองค์แนะธรรมะให้ปฏิบัติ  แม้            เรื่องพระพรหมที่เป็นพระเจ้าผู้สร้างของชาวฮินดู  เวลาไมไปถามพระพุทธเจ้า  พระ            องค์กลับถามว่า พระพรหมเป็นผู้บริสุทธ์หรือเปล่า เขาก็ตอบว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ แล้วทำไม            ท่านไม่ทำตัวให้บริสุทธิ์ เพื่อเข้าถึงพระพรหมเสียเล่า พระองค์ย้อนถามไปในรูปอย่างนั้น             คือไม่ได้คิดถึงธรรมะข้อปฏิบัติจึงพูดเป็นตัวบุคคล ถ้าเราพูดในแง่ธรรมะ ก้หมายถึงข้อ            ปฏิบัติ หมายถึงการปฏิบัติ หมายถึงผลอันเกิดขึ้นจากการปฏิบัติ เช่นว่า พระพรหมเป็นผู้            บริสุทธิ์ เราก็ควรทำตัวให้บริสุทธิ์ พระเจ้าเป็นผู้มีความกรุณา เราก็ควรทำใจให้กรุณา             ให้บริสุทธิ์  พระเจ้าเป็นผู้มีความกรุณา เราก็ควรทำใจให้กรุณร ให้บริสุทธิ์อย่างนี้เป็น            ต้น จึงจะเรียกว่าเข้าถึงสิ่งเป็นเนื้อแท้คือตัวธรรมะ อันเรานำมาปฏิบัติได้ ถ้าเราใคร่            เป็นเทวดาในรูปใดก็ตาม  เราควรจะปฏิบัติธรรมเพื่อความเป็นเทวดา เพราะในขณะ            ปฏิบัติธรรมนั้น จิตใจสูงขึ้นอยู่ในขั้นนั้น แต่ว่าไม่ใช่ให้หยุดเพียงขั้นนั้นดอก ให้ผ่านพ้นต่อ            ไปสวรรค์นั้นถือว่าเปนทางผ่าน ไม่ใช่ทางที่เราจะไปตั้งรกรากลงที่นั่น เพราะมันยังเต็ม            ไปด้วยความทุกข์ความวุ่นวาย  แต่ว่าเราผ่านไปสักหน่อย เพื่อไปเยี่ยมดูเทวดทั้งหลาย             เสร็จแล้ว  เราไม่แวะที่นี่  เรคาจะเดินต่อไป จนกระทั่งถึงการดับทุกข์ดับร้อนได้เด็ด            ขาด เรียกว่าพระนิพพาน อันเป็นจุดหมายปลายทางของการปฏิบัติทางพุทธศาสนา เป็น            สภาพทางจิตที่สงบเย็นอยู่ตลอดเวลา เป็นจุดหมายสำคัญ แต่ถ้าเรายังไม่ถึงจุดนั้นก็เอา            เพียงขั้นเป็นเทวดาในบ้านไปก่อน  เรียกว่าเป็นเทวดาอยู่ในสังคม ดีกว่าเป็นอย่างอื่น            อยู่ในสังคม  ในเรื่องคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนารุ่นอรรถกถา  ไม่ใช่รุ่นพระบาลีซึ่งเป็น            คัมภีร์ดั้งเดิม  แต่ว่าเป็นคัมภีร์อรรถกถา คือ อธิบายบาลีทีหนึ่งก็เล่าเรื่องเกี่ยวกับเทว            ดาไว้มากเหมือนกัน แต่ว่าก้แนะว่า ถ้าจะเป็นเช่นนั้นก็ต้องปฏิบัติธรรม เช่นว่า เขาเล่า            เรื่องนายหนุ่มคนหนึ่งชื่อมะฆะมานพ เป็นคนใจกว้าง เสียสละ เห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวม             ชอบใช้ชีวิตของตนให้เป็นประโยชน์แก่สังคม หรือแก่บุคคลอื่นทั่วๆไป แกชอบไปทำอะไร            ที่เป็นประโยชน์สาธารณะ  เช่นว่าถนนหนทาง ถ้าตรงไหนลุ่มก้เอาดินไปถมให้มันตื้นขึ้น             ตรงไหนควรมีสะพานก็ไปสร้างสะพาน ตรงไหนรกเต็มไปด้วยขวากหรามเดินลำบาก ก็            ถาวให้มันเตียน  ชั้นแรกก็ทำคนเดียวไม่ได้ชักชวนใคร  ไปทำบ่อยๆ เวลาว่างก็ไปทำ             ส่วนเวลาอื่นก็มำมาหากินตามฐานะ แต่พอว่างจากงานส่วนตัว ก้ต้องไปทำสิ่งที่เป็นประ            โยชน์แก่ส่วนรวมต่อไป  ชั้นแรกก็ทำคนเดียว แต่ว่ามีคนเดินผ่านทางนั้น ได้รับความสะ            ดวกสบาย  เมื่อเห็นเขาทำก็ไปถาม  ถามว่าท่านทำอะไร  แกก็บอกว่า ฉันทำทางไป            สวรรค์ ว่าอย่างนั้น คนเหล่านั้นก็นึกว่า เออ! เข้าทีดี ก็บอกว่า เอ้า! ฉันจะร่วมมือ            อีกสักคนหนึ่ง ก็เลยกลายเป็นสอง ต่อมาคนอื่นมาเห๋นก้มาถามอย่างนั้น ว่าท่านทั้งสองนี่            ทำอะไรกัน เขาก็ตอบพร้อมกันว่า ทำทางไปสวรรค์ คนเขาอยากไปสวรรค์ก็มาร่วมทำ            กันอีก  เพิ่มขึ้นๆ  จนกลายเป็น ๓๓ คน ร่วมกันทำทาง ทำบ่อน้ำ สร้างสวนสาธารณะ             สร้างศาลาพักร้อน  อะไรต่างๆ อันเป็นประโยชน์แก่สังคมในยุคในสมัยนั้น ทางจังหวัดภาคใต้เรา  ที่สงขลาเป็นตัวอย่าง ถ้าเดินทางจากตัวเมืองสงขลา            ข้ามไปทางหัวเขาแดง เรียกว่า เขตอำเภอเมือง จะทิ้งพระ ระโนต เป็นเขตชายทะเล ฝั่งในทะ            สองฝั่ง ฝั่งในทะเลสาปฝั่งนอกทะเลหลวง คืออ่าวไทย ระทางที่เดินไปนั้นจะเห็นศาลา             บ่อน้ำ  ต้นไม้ร่มรื่นมากมายเหลือเกิน คนเขาสร้างไว้ ไปพักศาลานี้มองเห็นศาลาหลัง            หน้า   พักที่ศาลาหลังนี้ก็มองเห็นศาลาหลังโน้น  ทางเดินแถวนั้นเป็นดินทรายละเอียด             ทรายชายทะเล  ถ้าเป็นหน้าร้อนก็ต้องวิ่ง เพราะมันร้อนเต็มที คนเดินไปร้อนๆ พอไป            เจอศาลาบ่อน้ำร่มไม้ก้หยุดพัก หายเหนื่อยแล้วก็เดินทางต่อไป ศาลาไม่รู้สักกี่ร้อยหลังใน            บริเวณนั้น  เต็มไปหมด  ชาวบ้านเขามาสร้างบ้าง พระชวนชาวบ้านสร้างบ้าง สร้าง            ศาลา  สร้างบ่อน้ำ  เวลาเดินทางก้ได้พักผ่อนสบาย แล้วโดยมากก็มีแม่ค้าเอาของมา            วางขายในศาลาขายข้าวยำบ้าง ขายขนมบ้าง ขายอะไรๆ บ้าง พระสงฆ์องค์เจ้าเดิน            ทางไม่ต้องกลัวอดดอก ๑๑ โมงไปถึงศาลาไหน ไปนั่งไม่ต้องพูดต้องจา นั่งไม่ทันเหงื่อ            แห้งเดี๋ยวก็มาแล้ว เขาเอามาถวาย อันนี้เป็นกิจที่เขาชอบทำ บางหลังก็ใหญ่โต นิมนต์            พระไปเทสน์ทุกวันพระเวลาเย็นๆ เพื่อให้คนบ้านใกล้เรือนเคียงได้ฟังพระธรรมเทศนา             เรื่องอย่างนี้ก็เป็นเรื่องทำสิ่งทีเป็นประโยชน์แก่เพื่อนมนุษย์   แต่วามาในสมัยนี้เขาทำ            ถนนรถยนต์วิ่ง  ศาลาที่สร้างไว้คนก้ไม่ค่อยได้พักเท่าใด  เว้นไว้บางแห่งซึ่งอยู่ใกล้หมู่            บ้าน คนก็มานั่งพักเพื่อจะขึ้นรถต่อไป ก็ยังเป็นประโยชน์อยู่ เมืองไทยเราสมียก่อนมีศาลาพักร้อน มีร่มไม้ มีบ่อน้ำ ตามหน้าบ้านก้มีหม้อน้ำใส่น้ำ            เย็นๆ มีขันใบน้อยๆ วางไว้บนหม้อ เพื่อให้คนได้ดื่มกินน้ำเวลาเดินทาง แต่ว่าต่อมาสิ่ง            ที่เอาไปไว้นั้น    คนก็ขโมยเอาไปเสีย   เช่นว่าขันน้ำที่วางไว้มันก็ขโมยเอาไปเสีย             อย่างนี้เป็นต้น ก็เลยหายไป ไม่มีคนตั้งน้ำไว้ให้คนเดินทางดื่มต่อไป            ยังมีอยู่บ้างในบางแห่งที่ทำกันอยู่ในรูปแบบนี้ เรื่องอย่างนี้มันเป็นเรื่องความเสียสละเพื่อ            ประโยชน์แก่ส่วนรวม การเสียสละเพื่อส่วนรวม เป็นกิจชอบอย่างหนึ่งที่ควรจะได้กระทำ            ทั่วๆไป  คนเราถ้ามีน้ำใจเสียสละแล้วก็กลายเป็นคนใจกว้าง  ถ้าเกิดความเห็นแก่ตัว            แล้วก็เป็นคนใจคับแคบ   ไม่เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่แก่ใครๆ  โลกเราถ้าเต็มไปด้วยคนใจคับ            แคบมันก็วุ่นวาย เกิดปํญหานานาประการ ปัญหาทั้งหลายที่เกิดขึ้นในสังคม เกิดจากคนใจ            แคบทั้งนั้นแหละ  คนใจแคบก็คือคนเห็นแก่ตัว เห็นแก่ได้ ทำอะไรก็จะเอาแต่ประโยชน์            ตนเป็นใหญ่ ไม่คำนึงถึงประโยชน์และความสุขส่วนรวม ความวุ่นวายก็ต้องเกิดมากเป็น            ธรรมดา แต่ถ้าหากว่าเราตั้งใจเสียสละ เพื่อประโยชน์ส่วนรวม เรื่องความยุ่งมันก็น้อย            ลงไป สัยโบราณเขาก็สอนกันมาในรูปอย่างนี้ ชายหนุ่มชุด  ๓๓ คนเขาช่วยกันทำงาน พัฒราถนน บ่อน้ำ สาลาสาธารณะ จนแก่            เฒ่าตายไป แล้วก็ไปเกิดเป็นพระอินทร์ อันนี้เป็นเรื่องเก่าที่เขาเล่ากันมา ครั้นเรื่องนี้            ไปถึงพระโสตของพระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคท่านตรัสเป็นเรื่องธรรมะไป คือ            ว่าถ้าใครอยากจะเป็นพระอินทร์ในรูปอย่างนั้น    ก็ต้องประพฤติธรรม    แล้วก็วาง            หลักธรรมะไว้  ๗  ประการ เพื่อให้คนเอาไปปฏิบัติแล้ว จะได้เป็นพระอินทร์ คือเป็น            ก่อนตาย ไม่ใช่เป็นกันเมื่อตายแล้ว เป็นอะไรมันเป็นก่อนตายนี่ดีกว่า เป็นเมื่อตายแล้ว            เราไม่รู้ไม่เห็น  แล้วคนอื่นก็ไม่ได้  พลอยอนุโมทนาสาธุด้วย  เพราะไม่รู้ว่าเป็นหรือ            เปล่า  แต่ถ้าเราเป็นเสียก่อนตาย มันเห็นได้ชัดด้วยตัวเราเอง ไม่ว่าเรื่องอะไร ใน            ทางพระพุทธศาสนาให้เป็นก่อนตายกันทั้งนั้น  แม้การปฏิบัติธรรมเพื่อบรรลุนิพพาน ก็ให้            บรรลุก่อนตาย ถ้าตายแล้วบรรลุมันก็ไม่ได้เรื่องอะไร ไม่มีใครรู้ไม่มีใครเห็นพระองค์จึง            สอนให้  นิพพานก่อนตาย  ไม่ใช่ไปเอากันเมื่อตายไปแล้ว ซึ่งเป็นเรื่องที่เรียกว่า ฝัน            มากไปหน่อย เพราะฉะนั้นจึงสอนทางปฏิบัติเป็นตัวธรรมะไว้เพื่อให้เราเอามาปฏิบัติ เราลองมาศึกาาเรื่องนี้สักเล็กน้อย  ว่ามันจะเป็นประโยชน์แก่สังคมในยุคปัจจุบัน            ขนาดไหน ถ้าเราได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติ ๗ ประการ ที่ทำให้คนเป็นพระอินทร์นี้ จะดีหรือ            ไม่  ถ้าเอามาศึกษาพิจารณาแล้วก็จะเห็นว่า  เป็นประโยชน์แก่ตัวเรา แก่สังคมอย่าง            มากหลาย และถ้าเราดูสังคมในยุคปัจจุบัน มีจำนวนไม่ใช่น้อยที่ขาดคุณธรรมเหล่านี้ จึง            เป็นเหตุให้เกิดความวุ่นวาย  ความวุ่นวายส่วนตัว  ความวุ่นวายในครอบครัว  ในวง            งานตลอดจนความวุ่นวายของสังคมโลก   ก็เกิดจากว่า   ไม่เอาสิ่งเหล่านี้มาใช้เป็น            แนวปฏิบัติในชีวิตประจำวันจึงได้เกิดปัญหายุ่งยากด้วยประการต่างๆ แต่ถ้าสมมติว่า เรา            ชวนกันใช้หลักเหล่านี้ เป็นแนวปฏิบัติ อะไรๆ ก็จะไม่วุ่นวาย เมืองไทยเรานี้เป็นเมือง            พุทธศาสนา  ที่เราพอจะคุยอวดกันอยู่ได้ อวดได้ว่ามีความมั่นคง คือมั่นคงในการจัดระ            เบียบ ในการเป็นแากอยู่เรียบร้อยกว่าประเทศอื่น ที่นับถือพุทธศาสนาด้วยกัน เพราะว่า            ประเทศอื่นนั้น เสียหลักเอกภาพไป ไม่มีความเป็นอิสระในชาติ ศาสนาก็เลยอับเฉาไป            ด้วย  เพราะผู้ที่เข้ามาปกครองนั้น ไม่ได้เอาใจใส่บำรุงส่งเสริมศาสนา ส่วนในเมือง            ไทยเรานั้น   พระราชามหาหษัตริย์ทุกพระองค์   ตั้งแต่สมัยโบราณมารจนถึงกาลบัดนี้             เวลาเสด็จขึ้นเสวยราชสมบัติ ก็ได้ประกาศเป็นสัจจะวาจาว่า "เราจะบำรุงขอบขันธสี            มาอาณาจักร  และพระพุทธศาสนา ให้เจริญรุ่งเรืองก้าวหน้า" อันนี้เป็นหน้าที่ขององค์            พระมหาหษัตริย์  การบำรุงพระศาสนาจองพระมหากษัตริย์นั้น ไม่ใช่บำรุงแต่เพียงด้าน            วัตถุ  แต่ว่าได้บำรุงในด้านการปฏิบัติธรรมะ คือองค์พระมหากษัตริย์ได้ทรงปฏิบัติธรรม             เป็นตัวอย่างแก่ประชาราษฏร์ พระมหากษัตริย์อยู่ในทสพิธราชธรรม คือธรรมสำหรับพระ            ราชา  ๑๐  ประการ  อันเป็นคุณธรรมที่เป็นประโยชน์แก่พระองค์  และประเทศชาติ             การปฏิบัติในธรรมเหล่านั้น   เรียกว่าบำรุงศาสนาอย่างแท้จริง  ทรงเป็นตัวอย่างใน            ทางการปฏิบัติธรรมะแก่ประชาชน เช่นในหลวงของเราองค์ปัจจุบันนี้ ถ้าเราเพ่งพินิจพิ            จารณาด้วยดีแล้ว  ก้จะพบว่า  พระองค์เป็นผู้แทนจของพระธรรมทีเดียว เป็นประมุขที่            ทรงปฏิบัติธรรมะอยู่ตลอดเวลา  ในชีวิตประจำวันของพระองค์ก็ทรงเป็นธรรม  เป็นผู้            แทนของธรรมะก็ว่าได้ จึงเป็นร่มโพธิ์ร่มไทรของธรรมะ ในพุทธศาสนา เป็นเครื่องคุ้ม            ครองรักษา  เราจึงได้อยู่เย็นเป็นสุขกันพอสมควร  แต่ว่าก็มีลางร้ายบอกเหตุการณ์อยู่            บ้าง ว่าต่อไปข้างหน้าต้นไทรกิ่งหักจะเกิดขึ้น ต้นโพธิ์ใบโขรนจะมีขึ้น เพราะว่าคนเรา            ไม่สนใจธรรมะ เห็นธรรมะเป็นของครึไม่ทันสมัย เห็นกิจกรรมทางศาสนาเป็นของคุณตา            คุณยาย ไม่ค่อยสนใจเสียเลยอันนี้แหละเป็นเหตุ ให้เกิดความเสื่อมโทรมทางจิตใจ ใน            กาลต่อไปข้างหน้า   คนเราถ้าชวนกันละเลยแบบแผนขนบธรรมเนียมประเพณีอันดีงาม             แล้วยะมีอะไรเป็นหลักรักษาจิตใจกันต่อไป ก็จะอยู่กันด้วยความเขม่นเข้าหากัน ก็จะเกิด            เป็นปัญหา  สร้างความทุกข์ความเดือดร้อน  บทเรียนใกล้ๆบ้านมันก็สอนอยู่พอแล้ว ว่า            การไม่ประพฤติธรรมนั้น ให้ผลอย่างไร เราคนไทยจึงควรจะช่วยกันกอบกู้ฐานะธรรมะ            ทางจิตใจ  ให้คงอยู่ในตัสเราตลอดไป  โดยเฉพาะญาติโยมที่มาวัด นับว่าได้ปฏิบัติอยู่            แล้ว ทั้งที่เป็นคนเฒ่าคนแก่ คนหนุ่มสาว แม้เด็กหนุ่มๆก็มาฟังกันอยู่บ้างเป็นประจำ ก็นับ            ว่าเป็นผู้ได้เดินตามเส้นทางที่ดีงาม   คือ  เดินตามทางของบรรพบุรุษ  พระพุทธเจ้า            ท่านบอกว่า  "จงเดินตามทางที่ผู้ใหญ่เดินแล้ว" ผู้ใหญ่นั้นหมายถึงผู้ที่มีธรรม ไม่ใช่ใหญ่            เพราะเกิดในตระกูลใหญ่ แต่ว่ใหญ่เพราะมีธรรมะเป็นหลักครองใจผู้ใดมีธรรมะครองใจ            แม้ยังเด็กก็เป็นผู้ใหญ่ ยังหนุ่มสาวก็เป็นผู้ใหญ่ ยิ่งเป็นคนแก่ ถ้ามีธรรมะ ก็เรียกว่าน่าดู             น่าเคารพน่ากราบให้ว น่าบูชาสักการะ เพราะมีธรรมะเป็นเครื่องประดับจิตใจ เราจึง            ควรจะได้ใช้ธรรมเป็นแนวทางชีวิตไว้ คนในสมัยก่อนๆ จึงได้กล่างสอนกล่าวเตือนกันนักหนา ให้คนประพฤติธรรม ให้ตั้ง            มั่นอยู่ในธรรมะตลลอดไห  เช่นในเรื่องนี้ก็เรียกว่า สอนให้ประพฤติธรรม ๗ ประการ             ในข้อแรกท่านสอนว่า  ผู้ที่จะเป็นใหญ่เป็นโตขนาดพระอินทร์ได้นั้น  จะต้องเป็นผู้บำรุง            เลี้ยงมารดาบิดา เรื่องการเลี้ยงมารดาบิดานี้เป็นเรื่องใหญ่ เป็นเรื่องสำคัญในชีวิตคน            เรา เพราะเราถือกำเนิดมาจกามารดาบิดา มารดาเป็นผู้ให้กำเนิด เป็นผู้เลี้ยง เป็น            ผู้บำรุงรักษา  ให้การศึกษาเล่าเรียน ชี้แนะแนวทางผิดถูกให้เราเข้าใจ ให้เราได้ปฏิ            บัติในทางที่ถูกที่ชอบอยู่ตลอดเวลา  เราจึงถึอว่าเป็นเจ้าบุญนายคุณ เป็นผู้อยู่เบื้องหน้า            เรา ในทางพระพุทธศาสนา จัดทิศไว้ ๖ ทิศด้วยกัน เรียกว่า ทิศเบื้องหน้า เบื้องหลัง             เบื้องขวา  เบื้องซ้าย  เบื้องบน  เบื้องล่าง ทิศเบื้องหน้านั้นคือมารดาบิดา เอามาร            ดาบิดาไปไว้ข้างหน้า  เพราะเป็นสิ่งที่เราจะเห็นก่อนอะไรทั้งหมด เหมือนกับทิศตะวัน            ออก พอตื่นขึ้นเราก็เห็นดวงตะวัน ดวงตะวันเป็นของเด่นในอากาศ พอตื่นขึ้นก็มแงเห็น            ว่ามีแสงสว่าง  แสงสว่างนั้นมาจากดวงอาทิตย์ อวงอาทิตย์จึงเป็นสิ่งที่เราเห็นก่อนใน            ตอนเช้า  ฉันใด  เราเกิดมามีชีวิตอยู่ในโลกก็ได้ เห็นคุณแม่ก่อนใครๆ แล้วเราก็เห็น            คุณพ่ออีกทีหนึ่ง คุณพ่อคุณแม่จึงถือว่าเป็นทิศเบื้องหน้า เป็นทิศที่เราจะต้องกราบต้องไหว้             ต้องเคารพสักการะบูชา   ผู้ใหละเลยไม่กราบไหว้ทิศเบื้องหน้า  ผู้นั้นเป็นคนคบไม่ได้             เพราะว่าทิศที่อยู่เบื้องหน้าตน ตนไม่เหลียวแล ก็เท่ากับว่า เป็นคนตาบอดตาใส มองอะ            ไรไม่รู้จักนั่นเอง  แต่คนใดมีความเคาพรรักมารดาบิดา เป็นคนที่ไว้ใจได้ เราเข้าใก้            ลก็ได้  เอามาร่วมหุ้นร่วมส่วน ทำการค้าขายอะไรก็ได้ เพราะคนประเภทนั้น พื้นฐาน            ทางจิตใจดี มีความกตัญญูกตเวทีเป็นพื้นฐาน คนเราถ้าจิตใจมั่นอยู่ในความกตัญญูกตเวที             ต่อพ่อแม่ผู้บังเกิดเกล้าแล้ว  เป็นคนที่คบได้  ถ้าขาดคุณธรรมข้อนี้แล้ว  เห็นจะไม่ไหว             เพราะฉะนั้น ท่านจึงถือว่าเป็นเรื่องสำคัญ ในครอบครัวใหญ่ๆที่มีความเจริญก้าวหน้า มั่น            คงเป็นปึกแผ่น ก็เพราะคนในครอบครัวนั้นเคารพรักในมารดาบิดา เมื่อมีชีวิตอยู่ ก็ถือว่า            ท่านผู้นำเป็นผู้ที่เดินไปข้างหน้าเรา เราเป็นผู้เดินตาม ท่านเดินไปทางไหน เราก็เดิน            ไปทางนั้นอันปกติของพ่อแม่นั้น ย่อมเดินไปในทางถูกทางชอบ ไม่เดินไปในทางผิด ถ้า            เป็นคนที่มีความสำนึกในหน้าที่ อาจจะมีบ้างที่เดินผิดทางไป เพราะไม่รู้จักหน้าที่ของตัว             เราผู้เป็นบุตรธิดาก็เรียกว่า   เดินตามทางของพ่อแม่  พ่อแม่ไปทางไหนเราก็เดินไป            ทางนั้น  ก็นับว่าปลอดภัย แต่ถ้าเดินออกนอกลู่นอกทางเมื่อใด ก็จะเดิดความทุกข์ความ            เดือดร้อนเมื่อนั้น เพราะฉะนั้น ท่านจึงสอนเรื่องนี้ไว้ก่อนเป็นข้อต้น มารดาบิดาเป็นพร            หมในครอบครัว เป็นเทวดาในครอบครัว เป็นพระอรหันต์ของลูกๆ ในครอบครัว เป็นผู้            ที่เราจะต้องการบไหว้บูชาสักการะทุกค่ำเข้าเข้านอน   คนในสมัยโบราณเขาถือนักถือ            หนาในเรื่องอย่างนี้   แต่ว่ามาในสมัยนี้เหตุการณ์มันเปลี่ยนแปลงไป  ความเคารพใน            มารดาบิดาก็ชักจะน้อยลงไป   ภาพอะไรที่เกี่ยวกับการปฏิบัติต่อพ่อแม่ก็น้อยลงไปทุกวัน            เวลา  ทำไมจึงได้น้อยไปในเรื่องอย่างนี้  ก็เพราะว่าคนเราสนใจในวัตถุมากเกินไป             สนใจแต่ในการแสวงหาวัตถุมากเกินไป  จึงไม่สนใจในสิ่งที่เรียกว่าจริยธรรม การละ            เลยก็เกิดขึ้น    หรือบางทีอาจจะนึกเสียว่า   คุณพ่อคุณแม่ท่านไม่มีอะไรที่จะต้องช่วย            เหลือท่านมีความสุขความสบายอยู่พอแล้ว ก็เลยไม่เอาใจใส่ อย่างนี้เขาเรียกว่าคนไม่            มีหัวใจ  คือไม่ได้คิดว่า พ่อแม่ไม่ใช่ตอ้งการแต่วัตถุเพียงอย่างเดียว ท่านต้องการเห็น            หน้าลูก  ต้องการให้ลูกทุกคนในากรทุกข์สุขดิบอะไรต่างๆ บ้าง เช่นว่ามารดาบิดาเรา             ท่านมีเงินมีทองใช้   มีบ้านอยู่อุดมสมบูรณ์  แล้วเราก็คิดเสียว่า  ไม่ต้องไปยุ่งกับท่าน             ท่านอยู่สบายแล้ว  อย่างนี้คิดไม่ถูกเพราะว่าคนอายุมาก คือคนแก่นี้ มักจะหว้าเหว่ทาง            จิตใจ  ความหว้าเหว่ทางจิตใจนี่ทุกข์มาก  เป็นเรื่องความทุกข์ในชีวิตประจำวันลูกที่ดี            ต้องสำนึกในข้อนี้ ถึงแม้ว่าท่านจะมีความสุขความสบายทางวัตถุแล้ว แต่บางที่อาจจะไม่            สบายทางจิตใจก็ได้ เพราะฉะนั้น เราควรจะเข้าใกล้ไต่ถาม เช่นตื่นเข้าไปเยี่ยมท่าน            เสียหน่อย ไปดูว่าเป็นอย่างไร "เมื่อคืนหลัยสบายดีไหม, วันนี้ต้องการอะไรบ้าง, จะ            ให้ผมช่วยเหลือเจือจุนอะไรบ้าง" อย่างนี้ก็นับว่า เป็นความชุ่มเย็นใจของท่านเพียงแต่            ไปไต่ถามเท่านั้น ท่านก็สบายใจแล้ว ไม่มีอะไรมากไปกว่านั้น ตอนเย็นเวลาจะนอน ก็            ไปเยี่ยมไปดูเสียหน่อย หรือกลับจากทำงานก็ไปเยี่ยมเสียหน่อย ถ้าเราไปไหนมาก็มีอะ            ไรมาฝากท่านบ้าง  ซื้อผลไม้เล็กๆ น้อยๆ ของที่ท่านชอบเอามาฝาก ฝากคนเฒ่าคนแก่            ไม่ต้องมากดอก แกต่น้ำใจสำคัญกว่าวัตถุ คนเราถ้าไม่มีน้ำใจวัตถุมันก็ไม่มา แต่ถ้ามีน้ำ            ใจแล้ววัตถุมันก็ตามมาเป็นธรรมดา เพราะฉะนั้น เราควรจะมีอะไรไปฝากท่านบ้าง วัน            เกิดของท่าน  ก็เอาอะไรไปให้ท่าน ไปอวยพร ความจริงเราไปอวยพรผู้ใหญ่ก็เท่ากับ            เราไปรับพรมากกว่า คือไปรับพรจากท่าน แต่เราเรียกว่าไปอวยพรให้ท่าน เรียกว่าไป            อวยพรก็ถูกใจแง่หนึ่งเหมือนกัน คือไปให้ท่านสบายใจ เมื่อท่านสบายใจก็กินได้นอนหลับ             อายุมั่นขวัญยืน ถ้าว่าลูกหลานไม่ไปเสียเลยมันก็ไม่ไไหว คนโบราณเขาจึงถือ เช่นว่าวัน            สำคัญ  วันตรุษวันสงกรานต์ วันเข้าพรรษาออกพรรษา วันปีใหม่อะำรอย่างนี้ เขาก็ไป            กราบไหว้ผู้หลักผู้ใหญ่ ตามบ้านอนกทั่วๆ ไปนั้น ใครที่แก่กว่าเพื่อนในหมู่บ้าน ย่อมได้รับ            การสัการะเคารพจากคนในหมู่บ้านนั้น  เมื่อเด็กๆ  เคยจำได้ว่า  มีคนแก่อยู่คนหนึ่งที่            บ้านที่อยู่นั้นชื่อตาบี้  ตาบี้นี้เดินหลังคู้แต่ว่ามีความรู้หลายอย่าง เป็นช่างไม้ สมมติว่าจะ            สร้างบ้านสร้างเรือน ตาบี้ต้องไปขีดให้เขาเจาะ ให้เขาบากเสา ให้ตัดไม้ ทั้งที่แก่เต็ม            ทีแล้วก็ยังใชแกอยู่  อยู่คนเดียวลูกๆ ไม่มี แต่ว่าไม่เดือดร้อน เพราะคนบ้านใกล้เรือน            เคียงเอาใจใส่  เอาข้าวสารไปให้ เอาปลาไปให้ มีขนมนมเนยก็เอาไปให้ ทุกคนใน            บ้านนั้นเลี้ยงตาบี้คนเดียว  ได้รับความสุขความสบาย ตาบี้นั้นจะดุลูกใครหลานใครก็ได้             จะตีก็ได้เขาไม่ว่า ถ้าร้องมาว่าตาบี้ตีแล้วพ่อเฉยแม่เฉย เพราะเขาไว้ใจว่า ตาบี้นี่เป็น            คนยุติธรรม   ไม่รังแกเด็ก  ไม่ตีโดยไม่มีสาเหตุ  ไม่ได้ตีแรงอะไร  ก้สนมะยมหวด            ก้นสองสามที อาตมาก็เคยถูกแกตีเอาบ้างเหมือนกัน ร้องไห้มาหาคุณแม่ แม่เฉย ถือว่า            ตาบี้แกเป็นคนยุติธรรม  เขาเลี้ยงกันในรูปอย่างนั้น  ถ้าหากว่าวันสำคัญ เข่นวันทำบุญ            เดือน ๑๐ ขนมบ้านตาบี้เยอะแยะคนเอามาให้ ได้ตั้งกะเฌอใหญ่ พวกเราเด็กๆ ก็ชอบ            ไปบ้านตาบี้ ตอนนั้น เพราะว่ามีขนมเลี้ยงอย่างนั้น อันนี้เป็นวัฒนธรรมเป็นประเพณี ของการเคารพผู้หลักผู้ใหญ่ในเขตบ้านนั้น เขาจึง            อยู่กันด้วยความสุขความสบาาย คนแกจะดุใครว่าใครก็ได้ เวลาแต่งงานก็ต้องเชิญไปนั่น            เป็นประธาน  มีศพก็ไป ทำบุญขึ้นบ้านใหม่ บวชนาค จะต้องไปด้วยทั้งนั้น บ้านไหนมีคน            แก่ที่เขาเคารพไปนั่งเขาก็ว่าเอาแหละ เอ ทำงานอะไรไม่เห็นตานั้นมา หาว่าเป็นคน            ไม่ดี  แล้วตานั่นคนนั้นไม่ไปด้วยถึงกับเสียหาย  สังคมเขาเป็นอย่างนั้น จึงอยู่กันฉันท์พี่            ฉันท์น้อง     มีความสุขความสบาย    ไม่วุ่นวายเดือดร้อน    นี่คือความเคารพกัน             ความรักความเคารพกันในระหว่างชน  เป็นเหตุให้เกิดความสุขความสบาย ไม่วุ่นวาย            เดือดร้อน นี้คือความเคารพกัน ความรักความเคารพกันในกระหว่างชน เป็นเหตุให้เกิด            ความสงบสุข แต่ถ้าเกิดเกลียดกันขึ้นเมื่อใด ก็มีความทุกข์ความเดือดร้อนเมื่อนั้น เดี๋ยว            นี้คุณธรรมเหล่านั้นชักจะเลือนหายไป  ไม่ค่อยจะปรากฏเหมือนเมื่อเด็กๆ  ที่แลเห็น ก็            เพราะจิตใจคนเปลี่ยนแปลงไป มีความเห็นแกตัวมากขึ้น ความเสียสละน้อยไป แม้กับพ่อ            แม่ก็ไม่อยากจะให้เวลานี้  อยากจะเอาไว้กินไว้ใช้ผู้เดียว พ่อแม่ขออะไรบ้างก็ต้องช้า             แต่ถ้าตัวขอจากพ่อแม่ต้องขู่เอาให้ได้ เอาเท่านั้นเท่านี้ นิสัยขู่มันเป็นมาตั้งแต่เด็ก เป็น            หนุ่มวัยทีนเอจก็ยังไปขู่เรื่อยไป โตเป็นผู้ใหญ่ก็ยังขู่ต่อไป เข่นมาขู่รัฐบาลเป็นต้น จะเอา            นั่นเอานี่  ถ้าไม่ได้แล้วฉันจะลาออกจากประชาชน  ไม่รู้จะไปเป็นลิงเป็นค่างที่ไหนลา            แล้ว  เป็นเสียอย่างนี้มนุษย์เรา มันอุตตริไม่เข้าเรื่อง ลาออกอย่างไร จะไปอยู่ที่ไหน            ลาแล้ว  นี้เรียกว่า เป็นการขู่เข็น เสียนิสัยมาตั้งแต่ตัวน้อยๆ ไม่เคารพผู้ใหญ่คือพ่อแม่             เวลาใครมานั่นปกครองเรา   เราก็ไม่เคารพอีก   จะเอาอย่างนั้นอย่างนี้  จะเอา            ตามชอบใจ   มันก็วุ่นวายเดือดร้อน   คนโบราณเขาว่า   คบเด็กสร้างบ้านคบคนหัว            ล้านสร้างเมือง  เขาว่าไว้อย่างนั้น ไม่รู้ว่ามันยุ่งอย่างไร เรื่องอย่างนี้ก็เป็นเรื่องสำ            คัญอยู่  ที่เราควรจะได้เพาะให้เกิดขึ้นในสังคม คือเคารพบิดา เลี้ยงดูมารดาบิดา ถ้า            ไม่เลี้ยงกายก็เลี้ยงใจ เลี้ยงใจสำคัญกว่าเลี้ยงกาย อย่างนี้แล้วก็อยู่กันด้วยความสุขสบาย อีกประการหนึ่งเขาสอนว่า  ให้เคารพผู้ใหญ่ในสกุล  พ่อแม่นี่ท่านไม่ได้อยู่กับเรา            ตลอดไปดอก วันหนึ่งท่านจะต้องจากเราไป ตายไปจากโลกนี้ ที่นี้เมื่อพ่อแม่เราตายไป            แล้ว เราก็ต้องอุปโหลกใครสักคนหนึ่ง ให้เป็นหัวหน้าครอบครัว เป็นหัวหน้าในสกุลของ            เรา ที่เราจะถือเป็นธงเป็นผู้นำ แล้วก็รับฟังคำสอนคำเตือนของบุคคลนั้นต่อไป อันคนที่            อยู่กันเป็นหมู่เป็นพวก ถ้าปราศจากผู้นำหมู่แล้วจะอยู่กันได้อย่างไร ปลาก็มีผู้นำฝูง นกก็            มีผู้นำฝูง วัวควายก็มีผู้นำฝูง อะไรๆ มันก็มีหัวหน้าทั้งนั้น แม้มดตัวเล็กๆ ก็มีหัวหน้า ถ้า            เราไปศึกษาดูแล้วก็จะเห็นว่ามดมันมีหัวหน้า ต้องดูนานๆ ดูตามที่มันคลานไปตามดิน จะ            เห็นว่ามีตัวหนึ่งไปข้างหน้า ถ้าตัวนั้นเอียงไปทางขวาพวกลูกน้องก็ไปทางขวา ถ้าตัวนั้น            ไปซ้ายมันก็ไปซ้าย คดไปตามหัวหน้า ถ้าตัวนั้นลงรูก็ลงรูกันเป็นแถวไปเลย นี้ให้เห็นว่า            มันก็มีหัวหน้า  นกก็มีหัวหน้า คนป่าคนเยิงที่ไม่เจริญด้วยอารยะธรรม ก็ม่คนเป็นหัวหน้า             เขาเคารพบุคคลผู้เป็นหัวหน้า  เรื่องหัวหน้านี่สำคัญมาก ในตัวมนุษย์เราต้องมีหัว มือก็            ต้องมีหัวแม่มือ เท้าก็มีหัวแม่เท้า ระหว่างแข้งขาก็มีหัวเข่า เรื่องหัวๆ สำคัญทั้งนั้น ถ้า            หลุดไปสักหัวก็ไม่รอด  หัวเข่าหลุดเดินไม่ได้ หัวแม่มือไม่มี มี ๔ นิ้วก็ไม่ได้เรื่องอะไร             ต้องมีผู้นำ ขาดผู้นำแล้วก็ไม่ไหว เพราะฉะนั้น ในครอบครัวเราต้องมีผู้นำ ผู้นำคือคุณพ่อ            คุณแม่เริ่มต้น เมื่อคุณพ่อคุณแม่ตายแล้วเราก็ต้องตั้งผู้นำขึ้นใหม่ ผู้นำของเราก็คือผู้ที่เป็น            พี่ใหญ่ในครอบครัวของเรานั่นแหละ สมมติว่าคนให้ญเป็นผู้หญิง ก็ต้องให้เป็นผู้นำ เป็นผู้            ชายก็ต้องให้เป็นผู้นำ เคยไปที่งานเขาปห่งหนึ่ง บิดาตายก่อนแล้ว เหลืออยู่แต่มารดา วันนั้นมารดาตาย             พอมารดาตายลูกก็มาประชุมพร้อมกัน   ลูกของแม่นั้นเป็นพระอยู่องค์หนึ่ง   พอมาประ            ชุมพร้อมท่านก็บอกว่า    ต่อแต่นี้ไปขอให้พี่สาวชื่อนั้น   เป็นผู้นำในครอบครัวของเรา             เรื่องจัดการงานศพทำอะไรทุกอย่างต้องฟังเสียงคุณพี่  ทั้งๆ ที่ท่านเป็นพระ แต่ท่านให้            เกียรติแก่พี่สาว   ให้พี่สาวเป็นใหญ่ในงานในการ  ความจริงถ้าท่านเป็นเสียเองก็ได้             แต่ว่าไม่เหมาะ เพราะว่าไม่เคารพต่อพี่สาว ซึ่งเป็นพี่ใหญ่ ก็เลยตั้งให้พี่สาวเป็นใหญ่ใน            ครอบครัวของเรา ทุกคนต้องฟังเสียงคุณพี่ ถ้าคุณพี่ว่าเอาก็ตอ้งเอา ไม่เอาก็ต้องไม่เอา             จะทำอะไรก็ต้องฟังเสียงพี่ทั้งนั้น ในงานการเรียบร้อยหมดไม่มีการตุกติกตุ้งติ้งอะไรกัน            เลย นี่เพราะว่าเรายกคนให้เป็นผู้นำ ในหมู่ชาติประเทศก็เหมือนกัน  ก็มีผู้นำ  ถ้าไม่มีผู้นำก็วุ่นวาย ผู้นำฝ่ายบริหารก็มี             ฝ่ายตุลาการก็มี ฝ่ายนิติบุญญัติก็มี ตามแบบประชาธิปไตย ใครมีหน้าที่อันใด ก็ตอ้งปล่อย            ให้เขาทำหน้าที่นั้น ให้เรียบร้อยสมบูรณ์ อย่าไปขัดคอเขา เมื่อเราให้เขาเป็นแล้วก็ให้            เขาเป็นให้เต็มที่  ถ้าไปขัดคอกันนอกกฎ ก็เรียกว่าไม่เคารพระเบียบแบบแผน ไม่ประ            ท้วงแบบเอะอะเกรียวกราว ให้คนตกใจขัญหนีดีฝ่อ จึงจะเรียกว่ามีปัญญา ทำอะไรด้วย            ปัญญามันไม่วุ่นวาย  แต่ถ้าทำอะไรด้วยอารมณ์แล้วก็วุ่นวาย สร้างความทุกข์ความเดือด            ร้อน  เวลาเราเดินทางไปไหนๆ  เรามีคนนำเรียกว่าผู้นำทาง  ในหมู่อุบาสกก็มีผู้นำ            เรียกว่าทายก เรียกที่ถูกว่า มรรคนายก แปลว่า ผู้นำทาง แต่เราเรียกให้ขาดไปเสีย             เรียกว่าทายก ทายกเขาแปลว่า ผู้ให้เท่านั้นเอง ควรจะเรียกว่ามรรคนายก เช่นว่าพัน            เอกเสรี   นำเราสวดมนต์ไหว้พระเรียกว่าเป็นมรรคนายกของวัดชลประทานแล้ว  ไม่            ต้องตั้งเป็น  คือเป็นด้วยการกระทำ  เมื่อทำหน้าที่ในการนำเขาไหว้พระสวดมนต์  ทำ            บุญสุนทาน  ก็เรียกว่าเป็นมรรคนายก เมื่อมรรคนายกว่าอย่างใดเราก็ว่าตามกันไป แต่            ถ้ามีเรื่องอะไรก็ปรึกษากันได้  แสดงความคิดความเห็น  ว่าจะเอาอย่างไร ก็ฟังเสียง            ข้างมากเป็นเกณฑ์  อย่างนี้มันก็ไม่ยุ่ง ทีนี้บางทีเวลาประชุมกัน ตกลงกันแล้ว คนหนึ่งไม่            เห็นด้วย ออกไปยืนพูดอยู่นอกสภา อย่างนี้ก็วุ่นวาย เมื่อพูดตกลงกันแล้วก็เป็นอันตกลงกัน            ไปเลย ออกไปแล้วอย่าไปพูดอีก ให้มันวุ่นวาย เพราะเรายอมรับมตินั้นแล้ว เรื่องมันก็ไม่ยุ่ง ในหมู่พระเรานี่ก็ตอ้งมีผู้นำ  วัดหนึ่งก็มีสมภารองค์หนึ่ง มีผู้ช่วย แล้วก็ยังตั้งองค์อื่น            ได้อีก องค์นั้นมีหน้าที่ดูแลข้าวของ ภัณฑาคาริกอะไรต่างๆ เป็นหน้าที่ๆ ไป ต่างคนต่างทำ            หน้าที่แต่ตอ้งฟังเสียงสมภาร  ซึ่งเป็นหัวหน้า  ถ้าสมภารสั่งทำอะไรก็ทำตาม เรื่องมันก็            เรียบร้อย ในชุมนุมชนใดคนไม่เคารพหัวหน้า เห็นหัวหน้าเป็นหัวตอ แล้วมันจะอยู่กันได้            ไร เกิดความทุกข์ความเดือดร้อน เรื่องนี้สำคัญ ในครอบครัวเราควรจะอบรมไว้ คือ             อบรมให้เด็กรู้จักเคารพผู้อาวุโสในครอบครัว เช่นว่าลูกหลายคน ให้ถือว่าคนหัวปีว่าอะไร            ต้องฟัง สอนใให้เขาฟังและปฏิบัติ ได้ทราบว่าครอบครัวชาวญี่ปุ่น เขาถือเรื่องนี้เคร่งครัด             เวลาตักอาหารแจก แจกตามอาวุโส เขาถือตามหลักพุทธศาสนา ตามวินัยของพระ พระ            เราแจกของต้องแจกตามอาวุโส สมภารต้องได้ก่อน แล้วก็รองเรียงพรรษาลงไป จนถึง            คนสุดท้ายคือสามเณร  เหลือเณรก็ถึงเด็ก ตามลำดับอาวุโส เดินก็ต้องไปตามลำดับอาวุ            โส  พระพรรษาแก่เดินหน้า  พรรษาอ่อนตามหลัง  เรื่องไม่ถืออาวุโสมีเรื่องเดียว คือ            เรื่องไปส้วมนี่ถือไม่ได้   ใครไปก่อนต้องเข้าก่อน  ถ้าไปเรียงอาวุโสอยู่ตรงนั้นจะเกิด            เรื่องกันใหญ่  อย่างนี้ไม่ถือ  นอกนั้นแล้วถือทั้งนั้น เขาวางระเบียบไว้ดี ในครอบครัวก็            เหมือนกัน ควรจะถือลำดับอาวุโสไว้ เช่นในญี่ปุ่นเขาเล่าให้ฟังว่า ในครอบครัวหนึ่ง ตัก            ข้าวเลี้ยงกันในครัว   แม่เป็นคนตัก  ตักให้พ่อก่อน  แล้วก็ตักให้แม่  แล้วให้ลูกคนหัวปี             เรียงลงไปตามลำดับ จนกระทั่งถึงคนสุดท้อง คนสุดท้องเขาเรียกว่า เจ้าข้าวตัง เพราะ            ว่ามันถึงก้นหม้อได้กินข้าวตัง   การกระทำอย่างนั้นก็เป็นการฝึกให้เคารพอาวุโสนั่นเอง             เพราะฉะนั้นคนญี่ปุ่นนี่เขาเคารพกันนักหนา เคารพจักรพรรดิ์ว่าเป็นหัวหน้า เคารพต่อรัฐ            บาล  ต่อกฏหมายบ้านเมืองอย่างเคร่งครัด  ญี่ปุ่นจึงสร้างชาติสร้างประเทศได้รวดเร็ว             เพราะความเคารพเชื่อฟังกันนั่นเอง   เดี๋ยวนี้เขารับอารยะธรรมใหม่มา   อาจจะวุ่น            วายบ้างแต่ก็ไม่มาก เพราะเชื้อเดิมมันมากกว่า เชื้อเดิมมันรุนแรงกว่า เขาก็ยังเก่งอยู่             ของเราก็ควรจะเป็นอย่างนั้น หัดตามลำดับอาวุโสไว้ เด็กจะได้เคราพรกันตามลำดับ สิ่งทั้งหลายมันตั้งต้นในครอบครัวทั้งนั้น  ไม่ว่าอะไร  เรื่องชาติ  เรื่องบ้านเมือง             เรื่องโลก มันมีมาในครอบครัวทั้งนั้น ถ้าเราเริ่มต้นอะไรไว้ในครอบครัวแล้ว มันก็กลาย            เป็นเรื่องใหญ่ไปได้    ลูกของเราไปอยู่ที่ไหน    มันก็เอาระเบียบในครอบครัวไปใช้             เคารพบูชากันเป็นนิสัย  อันนี้มันดี  คนงานคนการเราก็เหมือนกัน เราต้องตั้งหัวหน้าไว้             คนนี้เป็นหัวหน้าในเรื่องครัว นี้หัวหน้ารับแขก คนนั้นหัวหน้าเฝ้ารถต้องรับผิดชอบ ตั้งไว้อ            ย่างนั้น  ทุกคนต้องเคารพหัวหน้า เป็นเรื่องระเบียบธรรมะ เรียกว่าเคารพตามอาวุโส             เพราะฉะนั้น จึงวางหลักในครอบครัวไว้ว่า ให้เคารพผผู้ใหญ่ในสกุล ต้องมีผู้ใหญ่แล้วให้            ดีต้องประชุมกันบ่อยๆ   คนที่เป็นสมาชิกในครอบครัวต้องประชุมกันบ่อย   วันนั้นไปประ            ชุมบ้านนั้น วันนี้ไปประชุมบ้านนี้ ถ้ามีหลายคน สมมติว่า ๕ คนพี่น้อง เรานัดประชุมกัน วัน            เสาร์อาทิตย์ไปประชุมกันเสียทีหนึ่ง ปรึกษาหารือกันในเรื่องการทำมาหากิน ในเรื่งอปัญ            หา เรื่องนั้นเรื่องนี้ พบปะกันเสียบ้าง ความสามัคคีมันก็เกิดแล้วเวลาไปประชุมพาเด็กไป            ด้วย เด็กให้เขาประชุมกันในหมู่เด็กไปเล่นกันสนุกตามประสาเด็ก ผู้ใหญ่ก็คุยกันตามประ            สาผู้ใหญ่     รับประทานอาหารด้วยกัน    อย่างนี้ทำให้เกิดความสมานฉันท์    เกิด            ความรักความสามัคคีในสกุลเดียวกัน อยู่กันด้วยความมั่นคงต่อไป มีปัญหาอะไรก็ปรึกษากัน            คนไหนเป็นผู้ใหญ่ในที่ประชุมเราต้องเคารพต่อหัวหน้าเป็นอปริหานิยธรรม เรียกว่าธรรม            เป็นที่เป็นไปเพื่อความเจริญถ่ายเดียวไม่เสื่อม  เพราะมีการประชุมกันบ่อยๆ คนเรานั่น            อยู่คนเดียว   ความคิดความอ่านก็คับแคบ  แต่ถ้าได้ปรึกษาหารือกันแล้ว  ความคิดมันก็            กว้างออกไป  มีเรื่องอะไรเอามาปรึกษากันมันหลายหัว ก็ช่วยกันคิดช่วยกันตรองช่วยกัน            แก้ไขขจัดปัญหาเหล่านั้น  ก็เป็นเครื่องช่วยให้เกิดความเจริญก้าวหน้า จึงต้องมีการประ            ชุมกันบ้างพบปะกันนานๆ ก็นัดพบกันเสียที่หนึ่งคุยกันแล้วก็ปรึกษาหารือในเรื่องการงาน อัน            นี้เป็นเรื่องดี พี่ๆ น้องๆไม่เคยพบกัน มันห่างกันออกไป เพราะไม่ได้พบกันเลย แต่ถ้ามา            พบกันบ่อยๆ  ก็เกิดความคุ้นเคยสนิทสนม พระพุทธเจ้าท่านจึงตรัสว่า วิสสาส ปรมาญาตี             ความคุ้นเคยนั่นแหละเป็นญาติอย่างยิ่ง แม้เราเป็นญาติโดยสืบสายโลหิต แต่ไม่คุ้นกันก็ไม่            เป็นญาติ  ทีนี้มาพบปะกันก็เรียกว่าเป็นญาติอย่างยิ่ง จึงต้องเคารพกันตามลำดับพบปะกัน            ปรึกษาหารือกัน  การอยู่กันก็จะเรียบร้อยไม่มีเรื่องอะไรเสียหาย อันนี้ประการหนึ่ง สำ            หรับวันนี้ก็พูดกันเพียงนี้ก่อน วันหน้าก็ค่อยต่ออีกใหม่ จึงขอหยุดไว้แต่เพียงนี้ สุกรานิ อสาธุนิ อตฺตโม อหิตานิ จ  ยํ เว หิตญฺจ สาธุญฺ จ ตํ เว ปรมทุกฺกรนฺติ            กรรมทั้งหลายที่ไม่ดี และไม่เป็นประโยชน์แก่ตนทำได้ง่าย            กรรมใดแล เป็นประโยชน์ด้วยดีด้วย กรรมนั้นแลทำได้ยากยิ่ง            ตุ๊รัน พิมพ์ไม่ได้ทาน ๒๗ มีนาคม ๒๕๓๖ ๑๗.๕๐ น.OPT 1.50!B„!@ I$Nn