จิตที่ฝึกดีแล้ว นำสุขมาให้ วันอาทิตย์ที่ ๑๔ มกราคม ๒๕๓๓ ญาติโยมพุทธบริษัททั้งหลาย ณ  บัดนี้ถึงเวลาของการฟังปาฐกถาธรรมะแล้ว ขอให้ทุกท่านนั่งหาที่พัก อย่ามัวเดินไปเดิน มาอยู่  นั่งในป่าไผ่สบายๆ  นั่งแล้วก็ดูใบไม้เหี่ยวๆ  แห้งๆ  ที่ร่วงกองอยู่กับพื้นมันก็เป็นบทเรียน  เป็นเครื่องเตือนใจ ว่าชีวิตของเรานี้ก็เหมือนใบไม้ ขั้นแรกก็สดชื่น เขียว ต่อมาก็ค่อยๆ เหี่ยวลงๆ แล้วก็จะร่วง  เหมือนกับใบไม้ร่วงเหมือนกัน เอามาเป็นบทเรียน เป็นเครื่องเตือนใจได้ แล้วก็ ตั้งอกตั้งใจฟังเรื่องที่จะกล่าวให้ฟังกันต่อไป เมื่อวันอาทิตย์ก่อนได้พูดเรื่องเกี่ยวกับเรื่อง ห้าชนะไปแล้ว วันนี้มาพูดต่อในเรื่อง "๕" ต่อไป เพราะว่า  ๕ นั้นมีหลายเรื่อง ทั้งเรื่องดีทั้งเรื่องเสีย เรื่องที่ควรเอามาปฏิบัติในชีวิตประจำวัน  เรื่องที่จะช่วยให้เกิดกำลังในการฏิบัติงานในหน้าที่ เมื่ออาทิตย์ก่อนพูดเรื่องเกี่ยวกับ "นิวรณ์" ซึ่ง แปลว่า ธรรมเครื่องกั้นจิตไม่ให้บรรลุคุณงามความดี ๕ อย่าง สภาพจิตของคนเรานั้น  เหมือนกับผ้าขาวที่สะอาดอยู่ตลอดเวลา แต่ที่เศร้าหมองเพราะสิ่ง ที่มากระทบ  ถ้าเราเอาผ้าขาวผืนหนึ่งไปปูไว้ที่สนามหญ้า  ไม่เท่าใดสีขาวก็ค่อยจางไปๆ ขี้ฝุ่นจับ  แล้วผ้าขาวก็จะกลายเป็นสีอื่น  ไม่เป็นสีขาว  สภาพจิตของคนเรานี้ก็เหมือนกัน  โดยปกติจิตนั้น สะอาดอยู่ ผ่องใสอยู่ พระพุทธเจ้าท่านทรงตรัสว่า  "ปภสฺสรมิทํ จิตฺตํ ภิกฺขเว ตนฺจโข อาคนฺตุเกหิ อุปกิลิสฺฐํ" ดู ก่อนภิกษุทั้งหลาย  ธรรมชาติจิตเป็นประภัสสร หมายความว่า ผ่องใส ไม่มีสิ่งอะไรทำให้ขุ่นมัว นี่ คือธรรมชาติเนื้อแท้ พวกเซนเขาเรียกว่า "จิตเดิมแท้" จิตเดิมแท้คือจิตที่ยังไม่มีสิ่งปรุงแต่ง มันก็ ผ่องใสอยู่ แต่ถ้าถูกปรุงแต่งด้วยอะไร ก็จะเปลี่ยนสภาพไป ในตัวเรามีกายมีใจ เรียกว่า"ใจ" ตามภาษาไทย ภาษาบาลีเรียกว่า "จิต" หรือว่า "มโน "  ก็ได้  "วิญญาณ" ก็ได้ เรียกได้หลายคำด้วยกัน แต่เราพูดว่า "จิตใจ" ก็หมายถึงสิ่งๆ หนึ่งที่ อยู่ในชีวิตของเรา มันมีอำนาจในการคิด นึก กำหนดจดจำเรื่องอะไรๆ ต่างๆ ใจเย็นเป็นประธาร ในเป็นต้นเรื่องของสิ่งทั้งหลายทั้งปวง บรรดาความสุข ความทุกข์ ความเสื่อม ความเจริญ ที่เกิดขึ้นในชีวิตของเราแต่ละเรื่องนั้น  มันก็ตั้งต้นมาจาก"ใจ"ของเรา  คือใจต้องคิดก่อน  ไม่ว่าเรื่องอะไร  เรื่องดี เรื่องชั่ว เรื่องสุข  เรื่องทุกข์  เรื่องเสื่อม เรื่องเจริญ มันก็อยู่ที่ใจของเราทั้งนั้น ใจจึงเป็นต้นเรื่องของสิ่งทั้งหลาย ทั้งปวง หรือมีคำกล่าวว่า จิตเป็นนาย กายเป็นบ่าว คือ"จิต"เป็นผู้สั่ง "กาย"ก็ต้องทำตามสั่ง สั่ง ให้ทำนั่นทำนี่ เครื่องประกอบของจิตคือ"สมอง"  แต่มันก็ประกอบกันหมด "หัวใจ" ก็มีส่วนเกี่ยวข้อง ตัว ที่เรียกว่าหัวใจนั้น  คืออวัยวะที่มีรูปร่างเหมือนกับผลมะม่วงที่แขวนอยู่ตามลำต้น  หัวใจเราก็มีรูป อย่างนั้น หรือเหมือนกับดอกบัวคว่ำก็ได้ นั่นเป็นอวัยวะประกอบทำให้เกิดการอะไรขึ้น เช่นการสูบ ฉีดโลหิตไปเลี้ยงร่างกาย เลี้ยงสมอง ความคิดกำหนดจดจำมันอยู่ที่สมอง แต่เราเรียกว่าเป็นเรื่องของใจ สมมติว่าสิ่งนั้นเป็นเรื่อง ของจิต จิตก็ทำหน้าที่ไปตามเรื่อง หน้าที่กำหนดจดจำ คิด รู้ในเรื่องอะไรๆ ต่างๆ จิตจึงเป็นใหญ่ ในร่างกาย ถ้าว่าจิตเข้มแข็ง ร่างกายก็เข้มแข็ง จิตอ่อนแอ ร่างกายก็อ่อนแอ, จิตเศร้าหมองการ พูดก็เศร้าหมอง การกระทำก็เศร้าหมอง กิจกรรมต่างๆ ที่เราประกอบอยู่ในชีวิตประจำวัน เนื่อง มาจากจิตของเรา การดูจิตก็ต้องดูงานที่เขาทำ  ดูว่าเขาทำอะไร  ถ้าเขาทำแต่เรื่องชั่วก็แสดงว่าจิตเขาชั่ว  ถ้าเขาทำเรื่องดี   เรื่องประเสริฐ  ก็แสดงว่าจิตของเขาดี  ฟังคำพูด  ถ้าเขาพูดด้วยคำสุภาพ เรียบร้อย อ่อนหวานสมานใจ ก็แสดงว่าใจเขาดีเพราะว่าพูดคำดีๆ ออกมาก ถ้าว่าพูดคำหยาบ พ่น ๆออกมา ไม่ใช่พูดพ่อนออกมาหยาบ ใจก็หยาบ คิดแต่เรื่องชั่ว เรื่องร้าย จึงพูดคำชั่วร้ายออกมา วาจาแสดงถึงน้ำใจ  การกระทำก็แสดงถึงน้ำใจ  การเป็นสุภาพชน เพราะใจสุภาพ การ เป็นคนหยาบกระด้างเพราะใจหยาบใจกระด้าง   จะเดินจะเหินก็ตึงตังโผงผาง   สภาพใจเป็น อย่างนั้น  คนที่มีอาการหุนหันพลันแล่น  ทำอะไรก็ไม่ยั้งไม่คิด ก็แสดงว่าจิตนั้นไม่ได้อบรมให้คิดนึก ตรึกตรอง ไม่ได้มีการควบคุมให้มีสภาพดีขึ้น ให้คิดในทางที่ถูกที่ชอบ ท่านจึงสอนให้"ฝึกจิต"   การฝึกจิตนั้นเป็นเรื่องจำเป็นที่จะต้องทำ   พระพุทธเจ้าตรัสว่า  "จิตฺตสฺส ธมฺมโธ สาธุ-การฝึกจิตเป็นความดี จิตฺตํ ทนฺตํ สุขาวหํ-จิตที่ฝึกดีแล้ว นำความสุขมาให้"  บัณฑิตทั้งหลายจึงควรฝึกจิตของตน ครั้งหนึ่งพระสารีบุตรท่านเดินไปในทุ่งนา  มีสามเณรน้อยเป็นลูกศิษย์ไปด้วย ไปเห็นขาวนา เขาขุดเหมืองชักน้ำเข้านา ท่านก็บอกเณรน้อยว่า "ชาวนาเขาขุดเหมืองเอาน้ำเข้านา เธอจะต้อง ฝึกจิตของเธอให้เหมือนกับชาวนาทำหน้าที่ของเขา" ไปเห็นคนทำลูกศร  ท่านก็บอกว่า  "ช่างแต่งลูกศร แต่งศรให้มันตรง เพื่อจะได้ยิงแม่นยำ  เธอก็ต้องฝึกจิตของเธอเหมือนกับช่างดัดลูกศร เรามาดัดจิตของเรา" ท่านสอนในรูปอย่างนั้น มีคำสอนมากมายที่ว่าให้พยายาม ฝึกจิต เฝ้าดูจิต.. ตบแต่งจิตของตนให้มันดีขึ้น ความจริง จิตมันดีอยู่แล้ว แต่ว่าที่มันไม่ดีก็เพราะว่าเราไม่รู้วิธีป้องกัน ปล่อยให้สิ่งต่างๆ เข้ามาเกาะกุมจิตใจ เรียกว่ามี"กิเลส"เกิดขึ้น กิเลสนั้นไม่ใช่ของเดิม ไม่ใช่สิ่งที่มันมีอยู่กับตัวเราตลอดเวลา ในทางพระพุทธศาสนาไม่มีคำ พูดที่เรียกว่า "บาปดั้งเดิม" เหมือนในศาสนาอื่นที่เขาว่ามีบาปดั้งเดิม ติดมาตั้งแต่โน่น .. มนุษย์ คนแรกของโลกโน่น ไปกระทำความผิด คือขัดขืนคำของพระผู้เป็นเจ้า แล้วบาปนั้นก็ติดมาชั่วหลาน เหลนโหลน ติดมาหลายชั่วอายุคน ทางพระพุทธศาสนาไม่ถืออย่างนั้น ทางพระพุทธศาสนาถือว่า  บาปก็ดี  บุญก็ดี มันเกิดดับ เกิดดับอยู่ตลอดเวลา "บาป" เกิด เพราะเราขาดสติปัญญา "บุญ" เกิดเพราะเรามีสติปัญญา เราคิดถูกคิดชอบ บุญมันก็เกิดขึ้น ความ ดีความงามเกิดขึ้น เกิดแล้วมันก็ดับไป ไม่ได้ตั้งอยู่ถาวร คำสอนในทางพระพุทธศาสนานั้น  ให้เราจำลักษณะพิเศษไว้อันหนึ่งว่าเป็นขณิกวาท "ขณิก" แปลว่าชั่วขณะหนึ่ง  "วาทะ"คือคำสอน ข้อปฏิบัติ ในทางพระพุทธศาสนาเป็น"ขณิกวาท" ไม่ใช่ " ฆณิก" คำนี้แปลว่าเป็นก้อน เป็นกลุ่มเป็นก้อน ไม่รู้จักแยก ไม่รู้จักแตก ไม่รู้จักทำลาย นั่นเป็นลัทธิ  "ความมีอัตตาตัวตนถาวร"  แต่พระพุทธศาสนาเป็นขณิก หมายความว่าเป็นเรื่องของการปรุงแต่ง ชั่วขณะหนึ่งๆ  แล้วก็ดับไป..ดับไป.. ไม่ว่าจะเป็นความคิดอะไรเกิดขึ้นในตัวเรา มันก็เป็นไปชั่ว ขณะหนึ่งๆ ร่างกายของเราก็ปรุงแต่งอยู่ตลอดเวลา ที่เราเห็นเป็นตัวตนพูดได้ เดินได้ ก็เพระว่าส่วน ประกอบมันยังมีอยู่ เรียกว่ามี "สันตติ" มีการสืบต่อ ของวัตถุปัจจัยในร่างกายของเราไม่ขาดสาย  เมื่อส่วนประกอบนั้นยังอยู่ มันก็เป็นไปได้ คล้ายกับไฟที่ลุกอยู่ได้ก็เพราะมีไส้ มีน้ำมันผสม ส่งกำลัง มาให้ไฟลุกเกิดเป็นเปลว  แต่ถ้าไส้หมดน้ำมันหมด  ไหก็ดับไป  มันเป็นอย่างนั้น มันเกิดดับๆ อยู่ ตลอดเวลา อันนี้เป็นหลักพิจารณาเพื่อให้เห็นว่า.. ไม่มีเนื้อแท้ ไม่ต้องไปยึดสิ่งที่เป็นตัวตน แต่ให้รู้ตาม กฎของธรรมชาติว่า เพียงแต่เป็นการปรุงแต่ง เกิดขึ้น ไหลไปตามอำนาจของการปรุงแต่ง แล้วก็ แตกดับไปตามธรรมชาติ ลักษณะเป็นอย่างนั้น เรียกว่า"ขณิกวาท" คือเรื่องเกิดขึ้น ดับไป.. เกิด ขึ้นดับไป ไม่ว่าจะเป็นอะไรก็เหมือนกันทั้งหมด มันมีลักษณะอย่างนั้น ถ้าเราไปคิดอยู่ในรูปอย่างนั้น  ก็จะเห็นว่าไม่มีอะไรที่จะเข้าไปยึดไปถือว่าเป็นตัวเราอย่างแท้จริง  เป็นตัวเขาอย่างแท้จริง มัน เพียงแต่เกิดดับ เท่านั้น สมมติว่ามีใครมาด่าเราว่า"ชาติชั่ว"  มันก็ดับไปแล้ว พอหยุดพูด ไอ้คำชั่วๆ มันก็ดับไปแล้ว  แต่เราไม่ยอมให้ดับ เอามาเก็บไว้ในใจของเรา ตัวนี้แหละเกิดเป็น"นิวรณ์" ขึ้นในใจของเรา มา ผูกพันจิตใจเราครุ่นคิด "มันด่าเรา" ด่าฉันอย่างโน้น ด่าฉันอย่างนี้ นี่..เราสร้างให้มันติดต่อ  ไม่ให้ดับไปเสีย แต่ถ้าเขาพูดจบ"เอ้อ! ดับแล้ว จบแล้ว ฉันไม่ เกี่ยวข้องแล้ว  สิ่งนั้นเป็นอดีตไปแล้ว  ฉันไม่เอามาเป็นอารมณ์ เรื่องใหม่มีอยู่เฉพาะหน้า ฉันคิด เรื่องใหม่ดีกว่า อารมณ์นั้นก็หายไป เราก็ไม่มีความขุ่นเมา ไม่มีความเศร้าหมองในจิตใจ แต่ว่าโลกมันนิยมไปอีกอย่างหนึ่ง  นิยมว่ามันต้องชดเชยกัน ต้องแก้แค้นกัน ต้องชำระกัน " มันลบเหลี่ยมเรา" สร้าง "ตัว"ขึ้น แล้วก็สร้างเหลี่ยม"ขึ้นหลายแง่หลายมุม ใครมาทำอะไร "มันลบ เหลี่ยม"  ทำไมต้องให้คนอื่นลบเหลี่ยม เราลบของเราเองเสียก็หมดเรื่องเหลี่ยม.. คือไม่มีเหลี่ยม  ไม่มีเหลี่ยมจะถือ  ไม่มีเหลี่ยมจะยึด  ไม่มีตัวตนจะยึดจะถือ ไม่มีตัว"ฉัน"ที่จะเป็นอย่างนั้น จะเป็น อย่างนี้ อารมณ์ก็จะดีขึ้น จิตใจผ่องใส ใครมาด่ามาว่า  เราก็นั่งยิ้มๆ  สบายใจ  เหมือนกับดูละครที่มาแสดงเฉพาะหน้า ไม่ต้อง เสียสตางค์ ยกโรงมาแสดงให้เราดูถึงหน้าบ้าน เราก็นั่งดูให้มันเพลินไป ดูไปด้วยปัญญา คิดว่า " เออ!  หมดเรื่องกันที เอ็งไปแล้ว ข้าไม่มีอะไรกะเอ็งนะ ข้านั่งสบายแต่เอ็งใจร้อนเอง" ไอ้คน ด่าน่ะร้อนนะ  เหงื่อไหลไคลย้อย เราผู้ฟัง ถ้าไม่โกรธมันก็ไม่ร้อน แต่ถ้าโกรธมันก็ร้อนเหมือนกัน  เหงื่อไหลเหมือนกัน ลุกขึ้นเต้นแร้งเต้นกา คนนั้นชั่วแล้ว เราชั่วเพิ่มเข้าไปอีกคนหนึ่ง อย่างนี้มันก็ ไม่ถูกต้อง พระพุทธเจ้าตรัสว่า  ...เมื่อเห็นคนอื่นทำชั่ว  เราอย่าไปเอาอย่างเขา  เราบอกแก่ตัว เองว่า  "คนนั้นไม่ใช่ตัวเดิม  แต่ตัวกิเลสครอบงำจิตใจ  จึงได้พูดคำเช่นนั้นออกมา ได้แสดงท่า ทางเช่นนั้นออกมา..  น่าเกลียด ไม่น่าดูเลย ฉันควรจะระวังตัวฉันที่จะไม่ทำอย่างนั้น" แล้วก็นั่ง ข่มจิต ข่มใจ ข่มอารมณ์ไม่ให้เกิดความฟุ้งซ่าน ไม่ให้เกิดความเกลียด ไม่ให้เกิดความชังคนนั้น ถ้าจะเกิดก็เกิดเพียงแต่ว่า  "น่าสงสาร  น่าเอ็นดูจริงๆ ที่มีทำอย่างนั้น" แล้วเราก็เฉยๆ  ไม่มีอะไร นั่นเรียกว่าเราไม่เพิ่มความชั่ว และไม่เพิ่มคนชั่วขึ้นอีกคนในโลก ไม่เพิ่มคนชั่วขึ้นในโลก ไม่เพิ่มความชั่ว และคนชั่วก็สบาย แต่นี่ไม่อย่างนั้น ชอบเพิ่ม ถ้าไม่เพิ่ม..ไม่ได้ เดี๋ยวเขาจะหา ว่าเราเป็นคนขี้แพ้ แพ้ดีกว่าชนะนะ พระทานจึงว่า แพ้เป็นพระ ชนะเป็นมาร ถ้าเรายอมแพ้จิตเป็นพระ เป็นพระอย่างไร?.. คุณธรรมมันเกิดขึ้น เรายอมนี่ เรามีคุณธรรม เราไม่ถือตัว   เราไม่รับรู้ในเรื่องที่เขาพูดเขากล่าว   เรียกว่าเป็นผู้ฉลาด   มีเหตุมีผล  มี ธรรมะปรากฏขึ้นในใจ จึงได้เรียกว่าเป็นพระ แต่ถ้าเราชนะเป็นมาร  ไม่ได้..  กูต้องแก้แค้นมัน ต้องชำระกันหน่อย ไม่ได้วันนี้ วันหน้า ต้องเอาให้ได้ นี่เป็นมารแล้ว เข้าทำให้จิตใจวุ่นวาย สร้างกิเลสนิวรณ์ตัวที่เรียกว่า "พยาบาท"เกิดขึ้น แม้คนๆ  นั้นจะจากไปแล้ว ก็เอามานั่งคิด ก็โกรธเกลียดอยู่ทีบ้าน ไม่มีตัวคนทำ แต่ว่าเรา จำภาพได้ จำเสียงได้ แล้วก็เอามาครุ่นคิด เพิ่มความโกรธ เพิ่มความเกลียดให้แก่ตัวเอง นั่นมัน ดีที่ตรงไหน มันสบายที่ตรงไหน มันสงบสุขที่ตรงไหน ลองคิดดู เมื่อคิดดูแล้วก็จะเห็นว่า  ไม่ได้เรื่อง การทำอย่างนั้นเป็นความโง่ชนิดหนึ่ง เราจะเป็นคน โง่ทำไม  เราเป็นลูกศิษย์ของพระพุทธเจ้า  ลูกศิษย์ของพระพุทธเจ้า เป็นผู้รู้ ผู้ตื่น เป็นผู้มีความ เบิกบานแจ่มใส  ในคุณงามความดี  แล้วเราจะไปเก็บอารมณ์นั้นไว้ทำไม เราบังคับจิตใจให้สงบ เสียดีกว่า ปัดสิ่งนั้นออกไป ปัดทิ้งๆอะไรไม่ดีก็ปัดทิ้งไป ปัดทิ้งไป สภาพใจก็จะเป็นปกติ เป็นหน้าตา ดั้งเดิมอยู่  ไม่เปลี่ยนแปลง  เหมือกนหน้าดั้งเดิมของเรา  ไม่มีขี้ฝุ่นมาจับ ไม่มีอะไรมาจับ มันก็ เรียบร้อยดี "ใจ"  ก็เหมือนกัน ลักษณะเป็นเช่นนั้น จึงสอนให้ฝึกเรื่องเกี่ยวกับใจ การฝึกใจก็ต้องรู้ว่า  จิตเดิมมันเป็นอย่างไร? จิตเดิมมันจะอาด จิตเดิมมันผ่องใส สงบอยู่ มันไม่สงบเพราะว่ามีสิ่งมาก ระทบ เหมือนน้ำในอ่างจะนิ่ง ไม่มีคลื่น ไม่มีอะไร แต่ถ้าเราเอาไม้แหย่ลงไปแล้วกวน น้ำมันก็หมุน เป็นสภาพที่ไม่สงบขึ้นมา  หรือน้ำในบ่อ  เราเอาก้อนหินโยนลงไป น้ำมันจะกระเพื่อม ในสระก็ เหมือนกัน มันมีเหตุภายนอกเข้ามาทำให้เกิดขึ้น สภาพของใจเราก็เช่นเดียวกัน  "อารมณ์"  คือสิ่งที่มากระทบ เรามักจะพูดผิดว่า "เอ้า!  วันนี้ฉันอารมณ์ไม่ดี"  ไม่ใช่อารมณ์ พูดใหม่ว่า "ใจไม่ดี" อารมณ์มันมาจากข้างนอก "รูป" เรียก ว่ารูปารมณ์ "เสียง" สัทธารมณ์ คันธารมณ์คือกลิ่น รสารมณ์ คือรส โผฏฐัพพารมณ์ คืออารมณ์ที่กระ ทบกายประสาท อารมณ์ห้า คือรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส เข้ามาทางตาของเรา ตาเป็นเครื่องรับรูป หูรับ เสียง จมูกรับกลิ่น ลิ้นรับรส กายประสาทรับสิ่งที่ถูกต้องทางกาย สิ่งนั้นเรียกว่าอารมณ์ "อารมณ์" นั้นเป็นของภายนอก มันไหลมาทางตา หู จมูก ลิ้น กาย แล้วเข้าไปสู่ใจ ใจรับอารมณ์นั้นไว้ แล้ว ใจก็จะเปลี่ยนสภาพไป เพราะไปปรุงแต่งให้เกิดความรักความชังในเรื่องนั้นๆ ขึ้นมา นี่ไม่ใช่ของเดิม เป็นตัวปลอมเข้ามา เป็น"อาคันตุกะ" เป็นแขกจรเข้ามาสู่บ้านเรา ถ้าเรา รับรองดี คือรับด้วยปัญญาก็ไม่มีอะไร แต่ถ้ารับด้วยความโง่ ความหลง ก็จะเป็นพิษเป็นภัย เราจึง ต้องรับสิ่งนั้นด้วยปัญญา  ด้วยสติ เอาสติมาควบคุมไว้ที่ตาเวลาเห็นรูป หูเวลาฟังเสียง จมูกเวลา ได้กลิ่น ลิ้นได้รส กายถูกต้องอะไร มีสติคอยกำหนดรู้ อย่างนี้ต้องหัด  หัดทำสติ  แล้วลองทำดู เช่นเวลาเดิน เดินด้วยความมีสติ จะไม่มีการลื่น  ไม่มีการสะดุด และจะไม่มีอะไร เพราะเดินด้วยความมีสติ ยกมือขึ้นทำอะไรก็ทำด้วยความมีสติก็ไม่ ค่อยจะผิดพลาด เช่นจับมีดมาหั่นผัก มีสติในขณะยื่นมือไปจับมีดมา แล้วหั่นผัก เวลาหั่นก็มีสติอยู่ที่มีด  ไม่ไปคิดเรื่องอื่น ไม่คุยเรื่องอื่น มัดมันก็หั่นแต่ผัก ไม่หั่นนิ้วของเรา หรือไม่ปาดเนื้อของเราที่พอจะ ปาดได้ เพราะเรามีสติคุมไว้ ธรรมะย่อมรักษาผู้ประพฤติธรรม เห็นได้ง่ายตรงนี้ ขณะใดเรามีสติ ก็คือเรามีธรรมะ เมื่อ มีธรรมะ ก็จะคุ้มครองไม่ให้เกิดการผิดพลาด ไม่ให้เกิดการเสียหาย คนบางคนเขียนหนังสือผิด ผิดเพราะอะไร เพราะจิตไม่ได้อยู่ในเรื่องที่จะเขียน สติไม่มีใน ขณะนั้น ไม่ได้ควบคุมอยู่ ไปคิดเรื่องอื่น เช่นจะเขียนตัว ก. แต่ไปคิดถึงตัว ค. เลยเขียนเป็น ค. ไป  เขียน  "นายแก้ว" กลายเป็น"นายแค้ว"ไป เพราเราไปคิดถึงตัวอื่น คิดถึงเรื่องอื่น เลย เขียนผิด ทำผิดบ่อยๆ แม้การพูดก็เหมือนกัน  ถ้าจิตไม่มีสมาธิก็พูดผิด เล่าเรื่องอะไรก็เล่าผิดๆตกๆหล่นๆ แต่ถ้ามี สติมีสมาธิกำกับอยู่ในขณะนั้น การพูดก็จะไม่เสียหาย ไม่มีขาดตกบกพร่อง เพราะมีธรรมะคุ้มครอง อยู่ตลอดเวลา   ธรรมะจึงรักษาคนที่ประพฤติธรรม  ผู้ใดไม่ประพฤติธรรม  ธรรมะก็ลงโทษเอา เหมือนกัน  ลงโทษให้ผิด ผิดแล้วก็เป็นทุกข์ มีความเดือดร้อนด้วยประการต่างๆ ในชีวิตประจำวัน ของเรา จึงมีผิดบ้างถูกบ้าง เพราะสติไม่สมบูรณ์ ปัญญาไม่สมบูรณ์ เลยทำอะไรผิดพลาดเสียหาย เรื่องนี้ต้องแก้   เวลาจะทำอะไรก็ต้องคอยกำหนดไว้  ว่าเรากำลังทำอะไร  เรากำลัง เขียนอะไร  พูดอะไร เรากำลังจะลุกขึ้น กำลังจะเดิน เราจะถอยหลัง จะเลี้ยวขวา เลี้ยวซ้าย  เกี่ยวข้องกับสิ่งนั้นสิ่งนี้ มีสติอยู่ตลอดเวลา คำพระท่านจึงว่า สติ สัพพัทถะธิยา แปลว่า สติต้องใช้ ทุกเมื่อ ต้องใช้อยู่ทุกเมื่อ ใครไม่ใช้ก็ผิด จะเสียหาย นักเรียนจะไปทำการสอบไล่  ถ้าว่าทำด้วยความ"มีสติ"ตอบไม่ผิด  แต่ต้องจำให้ได้ด้วยนะ  ถ้าจะไม่ได้มันนึกไม่ออก  แม้จะนึกก็นึกไม่ออก แต่นี่เราจะต้องจำได้ เราก็เขียนถูกเรียบร้อย คน ตรวจก็จะให้คะแนนเรา  เพราะเราเขียนเรียบร้อย ไม่ขยุกขยิก ถ้าเขียนขยุกขยิก คนตรวจก็จะ มึนศีรษะ ตรวจมาหลายฉบับแล้ว "โฮ้ย! นี่เขียนไม่ได้เรื่อง" วงให้ตกไปเลย ขี้เกียจอ่าน เพราะ ว่าเขียนไม่ดี ลายมือนี่ก็สำคัญเหมือนกัน หนูนักเรียนต้องจำไว้ หัดเขียนลายมือให้สวยๆ ต้องหัดเขียนบ่อยๆ สมัยก่อนเขาสอนให้เขียนลายมือตอนเช้าๆ   เวลาเป็นเด็กนี่ตื่นเช้าจะต้องไปคัดลายมือ   ไม่มี กระดาษสมัยนั้น ใช้กระดานชนวน เอาไม้บรรทัดขีดเส้น แล้วก็เขียนตัวบรรจง เขียนทุกวัน เขียน ให้มือมันอ่อน เขียนทุกวันๆ เวลาต่อมาก็มีสมุดใช้ ก็ยังมีการคัดลายมือ ตัวสวยๆ สิ่งที่ครูเอามาให้ คัดลาดมือนั้น คัดไปท่องไป มันก็ติดสมอง จำได้ เอาไปใช้เมื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่ ลายมือก็สวย คนสมัยก่อนลายมือดีๆ  ยิ่งพวกที่ออกมาจากวัด ลายมือดี เขียนตัวเล็กสวยงาม เพราะพวก ที่เรียนเป็น  "มหา" กว่าจะสอบได้ก็ต้องหัดเขียนในหนังสือ เรียกว่าเกษียณ คือเขียนตัวเล็กๆไว้ ใต้ศัพท์บาลี  ไอ้นี่แปลว่าอะไร  โยงเส้นโยงอะไรกันรุงรังไปหมด  เพราะว่าประโยคหนึ่ง  ตัว ประธานอยู่ตรงนี้  ตัวคุณศัพท์ไปอยู่ตรงโน้น กริยา สุดท้าย อ่านต้องไว ต้องดูประโยคนั้นกริยาตัว สุดท้ายมันคืออะไร มีอะไรประกอบบ้าง ประกอบประธาน ประกอบกริยา คุณศัพท์ ประกอบอีกยาว เยอะแยะ  จึงต้องบันทึกตัวเล็กๆ  จึงเขียนลายมือสวยๆ  พวกออกมาจากวัดนี่เขียนลายมือสวยๆ  ทั้งนั้น ทุกคนเป็นอย่างนี้ นักเรียนอัสสัมชัญสมัยก่อน เขียนอังกฤษสวยมาก เส้นสวย ไปเขียนไว้ตรงไหนก็จะรู้ว่าเป็น ศิษย์อัสสัมชัญ  มีพระองค์หนึ่งท่านเคยอยู่อัสสัมฯ แล้วมาอยู่ที่วัดมหาธาตุ ท่านเขียนไว้ที่กระดานดำ  เป็นภาษาอังกฤษ มีคนๆหนึ่งเขาเป็นศิษย์อัสสัมฯ มาเห็นเข้า ก็บอกว่า "นี่ต้องเป็นศิษย์อัสสัมฯ" เห็นลายมือ เขาทายทันทีต้องเป็นศิษย์อัสสัมฯ แล้วเมื่อพบก็บอกว่า "อาตมาเป็นศิษย์อัสสัมฯ" ลายมือมันบอก  เพราะว่าเขากวดขัน  ครูสมัยก่อนเป็นนักบวช  กวดขัน  เดี๋ยวนี้ไม่เท่าใดแล้ว  เพราะว่าครูก่อนๆ  มันหมดแล้ว  คนรุ่นเก่าๆตายหมด  ชั้นลูกก็ค่อยรางๆ ไป ไม่ค่อยกวดขันเท่า ใดแล้ว  ไม่เหมือนเดิม  สมัยก่อนเขากวดขัน อาจารย์สอนศิษย์เขียนลายมือมาก แล้วให้นั่งเขียน  อย่างนั้นอย่างนี้ หัดให้ลายมือสวย เวลานี่คนได้ปริญญามาสมัครบวช  เขียนใบสมัครโอ๊! ดูไม่ได้ เหมือนกับเด็ก ป.๒ อย่างนั้น แหละ เลยบอกว่า "ได้ปริญญา เขียนหนังสืออย่างนี้เรอะ" "โอ๊! หลวงพ่อ สมัยนี้เขาไม่เขียนแล้ว เขาพิมพ์ดีดเอา" อย่างนั้นลายมือมันก็ไม่ดี มันพิมพ์ ดีดเสียเรื่อยๆ    สมองต่อไปจะพิการ   เพราะใช้คอมพิวเตอร์เสียเรื่อย   อะไรๆก็บันทึกเข้า คอมพิวเตอร์ ไม่ต้องจำกันแล้ว บันทึกไว้แล้ว กดพักเดียว กดแล้วมันก็ออกมา สมองของคนก็จะไม่ ดีต่อไป เพราะใช้เครื่องมาก คนก็อ่อนแอ เหมือนญาติโยม เดินไม่ค่อยจะไหวแล้ว เพราะนั่งรถเรื่อย ออกจากบ้านก็นั่งรถๆ เลยเดิน ไม่เก่งแล้ว  คนบ้านนอกอายุ  ๖๐-๗๐ เดินเก่ง ไม่เป็นโรคปวดหัวเขา คนที่ปวดหัวเข่านี่เป็นคน ในเมืองทั้งนั้น  โยมๆ  นี่ปวดกันทั้งนั้น  ถ้าไปบ้านนอกจะไม่มีคนปวดหัวเข่าเลย เพราะเขาเดิน ตลอดวัน เดินไปโน่นไปนี่ ไม่ได้นั่งอยู่กับที่ เราไม่รู้จะไปไหน เหมือนนกมันขังอยู่ในกรง อยู่แต่ใน บ้าน เครื่องประกอบความสะดวกมันก็มาก ร่างกายเลยอ่อนแอ ไม่ค่อยจะแข็งแรง มันเป็นอย่างนั้น สิ่งต่างๆ มันก็เปลี่ยนไปตามเรื่อง เพราะไม่ได้ฝึกฝน สมองต้องฝึกฝน จิตก็ต้องฝึกฝน ฝึกทุ กอย่าง  ฝึกเพื่อให้มันคล่องตัว ให้มันสะดวกสบาย ให้สวยงาม ให้เป็นระเบียบเรียบร้อย การทำ อะไรต้องอย่างนั้น การที่เขาให้ทำอะไรบางอย่างก็เพื่อเป็นการฝึกนิสัย เช่น การให้เขียนภาพต่างๆ ก็เป็นการฝึกนิสัยว่าเขียนเรียบร้อยไหม เส้นดีไหม ละเอียดไหม ให้ทำทุกอย่าง  เป็นเรื่องฝึกจิตทั้งนั้น ให้บริหารกายก็เป็นการฝึกจิตไปด้วยในตัว ถ้าบริหารกาย อย่างเดียวไม่ฝึกจิต คนนั้นจะเอากำลังกายไปใช้ในทางที่ผิด เพราะไม่ได้ฝึกจิต คนที่จะเป็นนักกีฬานี่ต้องฝึกจิตด้วย  แต่ว่าคนยังมองไม่เห็น  เห็นแต่เรื่องร่างกาย เห็นแต่ เรื่องกีฬาที่ต้องเล่น  เลยไม่ได้ฝึกจิต  นักกีฬาจึงไม่มีใจก้าวหน้าเท่าที่ควร มักจะมีเรื่องเสียหาย  เพราะเราไม่มีหลักสูตร"ฝึกจิต"เข้าไปใช้ในการกีฬา สมาธิก็ไม่ดี ความมั่นคงทางจิตใจก็น้อย ถ้า คนโห่มากๆ  เกิดใจน้อยแล้ว  คิดว่า ไม่โห่ให้เราเลย โห่ให้แก่พวกเขา กำลังใจเสีย ก็เล่นแพ้  เราไม่ได้ฝึกไว้อย่างนั้น ไม่ใช้สมาธิ แล้วไม่ใช้ปัญญา ไม่รู้จักคิดในทางที่ถูกที่ชอบ จึงได้เกิดปัญหา ขึ้นด้วยประการต่างๆ แต่เขาก็ยังมองไม่เห็น เพราะบางคนไม่เข้าใจ แม้จะเป็นข้าราชการผู้ใหญ่ เขียนโครงการ มีชั่วโมงฝึกจิต  ยังบอกว่า "เอ๊ะ!อะไร.. ต้องมีการฝึกจิตด้วยหรือ เป็นผู้ใหญ่แล้วทำไมยังต้อง ฝึกจิตด้วย" เอ้า! เป็นผู้ใหญ่แต่รูปร่าง เป็นผู้ใหญ่แต่ตำแหน่ง แต่สุขภาพจิตแย่อยู่ตั้งเยอะแยะ ไม่ ฝึกจิต  มันจะดีขึ้นได้อย่างไร  เป็นอย่างนั้น สุขภาพจิตไม่ดี แล้วก็ไม่ฝึก มองเห็นว่าการฝึกนี่เป็น เรื่องไม่สมควร คนขนาดนี้แล้วจะต้องไปฝึกอะไร อย่างนั้นมันก็ไปไม่รอด การฝึกจิตไม่ใช่ฝึกแต่เด็ก  ผู้ใหญ่ก็ต้องฝึก หัวหน้าก็ต้องฝึก ลูกน้องก็ต้องฝึก ต้องฝึกทั้งหมด  แต่ถ้าไม่ฝึก  สุขภาพจิตมันเสื่อม เวลาทำงานก็จะเสียหาย ยิ่งคนทำงานอันใหญ่ๆ โตๆ แก่ชาติแก่ บ้านเมือง ถ้าสุขภาพจิตไม่ดีก็ไปกันใหญ่ ดูหนังจีนซิ คนที่เป็นขุนนาง สุขภาพจิตเสื่อม ตกอยู่ในอำนาจของกิเลส เลยทำความเสียหาย พระราชามหากษัตริย์ในเรื่องหนังก็เหมือนกัน  สุขภาพแย่  หูเบา  คนพูดขวาเชื่อ  พูดซ้ายเชื่อ  เชื่อหมด ถ้าคนนั้นมาพูด สั่ง ให้คนโน้นทำ พอคนนี้มาพูด สั่ง ให้คนนั้นทำ เอ้า! ๒ คนขัดกัน พระ ราชาตัวเรื่องในหนัง สุขภาพจิตไม่ดี มันก็เกิดปัญหาขึ้นด้วยประการต่างๆ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของเรา  ท่านฝึกจิตท่านฝึกสมาธิ  ท่านทำสมาธิทุกคืนก็ว่าได้  เพราะฉะนั้นเวลาทำอะไร  ท่านมีความอดทนเป็นพิเศษ  อดทนกว่าคนธรรมดา ทำอะไรเก่งกว่า พวกเรามาก เพราะท่านฝึกทุกวัน สภาพจิตก็มั่นคงเข้มแข็ง มีสมาธิในการทำอะไรต่างๆ พระเจ้าแผ่นดินสมัยก่อนๆ  ท่านก็ฝึกของท่านเหมือนกัน ท่านมีภาระมากกว่าพระมหากษัตริย์ ในสมัยปัจจุบัน เพราะอำนาจอยู่ที่พระองค์ การตัดสินอะไรอยู่ที่พระองค์ทั้งนั้น แม้จะมีที่ปรึกษา แต่ ก็ยกสิทธิถวาย  สุดแล้วแต่จะทรงกรุณาโปรดเกล้า เพราะฉะนั้นจิตของท่านก็มั่นคง สั่งงานสั่งการ ต้องเรียบร้อย จำไว้ว่าได้สั่งอะไรไปแล้ว ไม่ขี้หลงไม่ขี้ลืม เรื่องเยอะแยะที่จะต้องจัดทำ วันหนึ่งๆ นี่  ชั่วโมงนั้นทำโน่น ชั่วโมงนี้งานกระทรวงนั้น ชั่วโมงโน้นงานกระทรวงโน้น มันก็สัมพันธ์กัน ถ้า สภาพจิตผิดปกติหรือสภาพจิตเสื่อม ประเทศก็จะลำบาก เดือดร้อน ผู้ที่เป็นหัวหน้าคนจึงต้องมีการอบรมบ่มนิสัยในทางจิตใจไว้  การจะไปทำเอาเมื่อเป็นผู้ใหญ่  มันก็ลำบาก จึงต้องฝึกไว้ตั้งแต่ก่อนที่จะเป็นผู้ใหญ่ คนเรามันบกพร่องอยู่ตรงนี้อย่างนี้  คือไม่ได้วางแผนไว้ ว่าจะเป็นอะไรต่อไปข้างหน้า ไม่ ได้วางแผน  จับพลัดจับพลูได้ไปเป็นเข้า  เป็นแล้วก็ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร ไม่ได้เตรียมกายไม่ได้ เตรียมใจ  เพื่อความเป็นอย่างนั้น เพราะไม่ได้วางแผนไว้ว่าจะไปเป็นอย่างนั้น มันต้องวางแผน ไว้ว่าจะไปเป็นอะไร  เป็นนั่นเป็นนี่  แล้วถ้าเป็นแล้วจะทำอย่างไร  มันต้องวางแผนไว้ล่วงหน้า ตลอดเวลา   ถ้าเราเป็นอย่างนั้นเราจะทำอย่างไร  ถ้าเป็นรัฐมนตรีกระทรวงนั้นจะบริหารงาน อย่างไร จะแก้ไขอะไรมันต้องวางแผนไว้ล่วงหน้า สมเด็จกรมหลวงลพบุรีราเมศ  ท่านเคยเป็นเสนาบดีกระทรวงมหาดไทย เป็นอุปราชอยู่สง ขลาปักษ์ใต้   ท่านสั่งลูกศิษย์ของท่านว่า   "นี่เธอจะต้องคิดไว้   ต่อไปเธอจะเป็นนายอำเภอ"  อยู่กับเจ้านายเขาก็ให้ไปเป็นนายอำเภอ ไม่ต้องเป็นปลัดต๊อกต๋อยอยู่ "เธอไปเป็นนายอำเภอ เธอ จะทำอะไรต้องวางแผน  ต้องคิดไว้ เดินไปดูไปต้องคิดว่าจะแก้สิ่งนั้นอย่างไร จะแก้สิ่งนี้อย่างไร  มันต้องคิดไว้ในสมอง ต้องวางแผนไว้ พอไปเป็นเข้าแสดงได้ทันที" เหมือนกับตัวละคร เขาจะให้แสดงเขาก็บอกไว้ เอ้าแสดงเป็นหนุมาน ต้องเตรียมแล้ว จะ เต้นอย่างไร  จะเกาตรงไหน ทำท่าอย่างไร มันต้องเตรียมแผนแล้ว แล้วถ้าเป็นพระลักษณ์จะทำ อย่างไร  เป็นทศกัณฐ์จะทำอย่างไร  มันต้องวางแผนไว้ก่อน ไม่ใช่ออกไปยืนเก้ๆกังๆ อยู่หน้าจอ  ไม่รู้จะทำอย่างไร เพราะไม่ได้วางแผนไว้ มันก็ยุ่ง ชีวิตมันต้องมีแผน ลูกเต้าของเราต้องบอกแนวไว้ว่า จะเป็นอะไร ต้องทำอย่างไร ให้เด็ก เข้าใจ เด็กไม่รู้ว่าจะเป็นอะไรหรอก เคยถามเด็กที่มีอายุสมควรแล้ว เช่นเรียนชั้น ม.๖ ถามว่า  "เธอจะไปเรียนอะไร?" ไม่ได้คิด "เธอจะไปเป็นอะไร?.."  ไม่ได้คิด  มันไม่รู้เรื่อง  ไม่รู้ว่าจะเป็นอะไร จะเป็นตำรวจ  เป็นทหาร เป็นแพทย์ เป็นวิศวกร เป็นเภสัช ไม่รู้ แล้วก็เรียนไปอย่างไม่มีจุดหมายเพราะไม่รู้ว่า จะไปไหน ทีนี้ถ้าเราเรียน  ว่าจะไปเป็นแพทย์  มันต้องเรียนให้ดี วิชาวิทยาศาสตร์ วิชาคณิตศาสตร์  ที่จะต้องใช้  ต้องเรียนให้เก่ง  จึงจะเป็นได้ ไปเป็นวิศวกรก็ต้องเก่ง จะไป"เป็น" อะไรก็ต้อง เก่งทั้งนั้น ต้องเตรียมตัวเพื่อ"ความเป็น" แล้วใครจะเตรียมให้ล่ะ คุณพ่อคุณแม่ต้องให้แนว แนะแนว แนะแนวให้ลูกคิดว่าจะเป็นอะไร ทีนี้ถ้าลูกคิดว่าจะเป็นนั่น เป็นนี่ เอ้า!ก็แนะว่า จะเป็นนั้นต้องไป ทางนี้ ต้องเก่งวิชานั้นวิชานี้ พ่อแม่ต้องวางแผนให้ ลูกก็ไปตามแผน ตามแผนที่พ่อแม่เขียนไว้ให้ ทีนี้พ่อแม่ก็ไม่รู้ว่าจะวางแผนอะไร ให้มันเรียนเรื่อยๆ ไป จนไม่รู้ว่าจะเรียนเอาไปทำอะไร แม้ในเรื่องทางวัดทางวาอารามศาสนานี่ก็เรียน  บวชมาแล้วก็ต้องเรียนนักธรรมตรี  โท  เอก  อยู่ไปตั้งหลายพรรษา แต่ไม่มีแผนว่าจะอยู่ไปทำไม่? อยู่ไปเพื่ออะไร? เรียนแล้วจะเอาไปทำอะไร? อาจารย์-ครูไม่ได้บอก ไม่ได้ให้แผน ไม่ได้มอบแผนที่ว่าจะต้องทำอย่างนั้นอย่างนี้ อายุเท่า นั้นเวลานั้นต้องเป็นอย่างนั้นเป็นอย่างนี้    ต้องทำงานเพื่อพระศาสนา    ทำอย่างไร    ต้อง มีเครื่องประกอบอะไรบ้าง ก็ไม่ให้ ไม่ได้สอนที่เป็นๆ อยู่บ้าง มันเป็นของมันเอง เช่นว่า  ท่านพุทธทาส ท่านออกไปทำงานเพื่อพระศาสนา ท่านก็เป็นของท่านเอง เป็นของ ท่านเอง ไม่มีใครวางแนวให้ แต่มันเกิด"แนว"ขึ้นในใจ นานๆคนอย่างนี้จะเกิดขึ้นในโลกสักทีหนึ่ง  จะวางแผนจะทำอะไร ทำจริงจัง ทำจนเด่น ความจริงไม่อยากดังอะไร มันดังไปเอง "พลุ" เอง มันไม่อยากดัง แต่มันดัง แล้วคนก็ได้ยินเสียง "ปึ้ง"ออกมาเหมือนกัน ท่านไม่ได้คิดอยากดัง แต่ว่าทำไปๆ คนก็ค่อยรู้จัก ค่อยสนับสนุนมากขึ้น มันก็เกิดอะไรๆ ขึ้นมา มันเป็นอย่างนั้น  แต่ว่าโดยระบบ โดยระบบการศึกษา ยังไม่ให้อะไร ให้แต่ความรู้ ความรู้ก็ไม่ ค่อยชัดเจนอะไร ไม่ค่อยจะให้ความเข้าใจเท่าใด เรียนบาลีก็เรียนไป แต่ไม่ได้ศึกษาเอาธรรมะ จากบาลีอย่างแท้จริง พอเรียนจบแล้ว  ได้  ๙ ประโยค ไปนั่งดูหมอแล้ว วิชาง่ายๆ เด็ก ป.๔ ก็ทำได้ ไม่ต้อง เรียนถึง  ๙  ประโยคอะไร  ไปนั่งดูหมอให้ชาวบ้าน  นั่งสะเดาะเคราะห์สะเดาะโศก  มันไม่ สมกับเป็นเปรียญ ๙ ประโยค เป็นเจ้าคุณแล้วก็ยังทำอยู่อย่างนั้น เพราะว่าทำมามันก็ดีแล้ว ลาภผล เยอะแยะ คนโง่ๆ มาหาทุกวัน พอได้กินได้อยู่ มันก็อยู่เท่านั้น ไม่ก้าวหน้าอะไร เพราะไม่ได้วาง แผนผังเอาไว้ว่าจะทำอะไร มันก็ไปไม่รอด ประเทศชาติจึงต้องวางแผน  "แผนเศรษฐกิจ  ๕  ปี"  อย่างนั้นอย่างนี้ แต่ว่าเศรษฐกิจ อย่างเดียวก็ไม่ได้ แผนการที่จะสร้างคนให้เป็นอะไร คนเมืองไทยนี่ควรจะมีหลักเกณฑ์อย่างไร มี อุดมการณ์อย่างไร มีการศึกษาในรูปใด เพื่อให้เป็นอะไร? ก็ต้องวางแผน รัฐคือพ่อแม่ของประชาชน ตองวางแผนให้คนในรัฐเป็นอย่างนั้นอย่างนี้  แล้วก็อบรมมาตั้งแต่ชั้นอนุบาล ชั้นประถม ชั้นมัธยม  เพื่อไปสู่จุดนั้น ประเทศใดที่วางแผนดี  ชาติมั่นคง  เช่นญี่ปุ่น เขาวางแผนดี วางแผนมาตั้งแต่เริ่มต้น คน ของเขามั่นคง  มีความรัก มีความสามัคคี รักชาติอย่างล้นเหลือ เขาไม่ลำบากหรอก ใครจะเอา อะไรไปขายญี่ปุ่นก็ได้ คนญี่ปุ่นเคยพูดว่า "อเมริกันจะเอาบุหรี่มาขายประเทศไทย ถ้าเป็นประเทศ ญี่ปุ่นจะไม่ว่าอะไร เอามาขายได้ แต่คนญี่ปุ่นจะไม่ซื้อเลย คนญี่ปุ่นทั้งประเทศจะไม่ซื้อบุหรีอเมริกัน" รัฐบาลไม่ว่าอะไร เอามาขายได้ แต่ประชาชนจะไม่ซื้อ..บุหรี่มันก็ขึ้นรา แล้วก็ขายไม่ออก แต่เขาบอกว่า  "เมืองไทย...ไม่ได้ เพราะคนเมืองไทยนี้ไม่ค่อยจะนิยมไทย ของไทยไม่ ค่อยชอบ แต่ชอบของต่างประเทศ" ถ้าได้กินเหล้าต่างประเทศแล้วเก่ง เสียสตางค์เยอะแยะแล้ว ก็เมามากเข้าไปอีก  ได้สูบบุหรี่ต่างประเทศอะไรๆ  ของต่างประเทศ  มันโก้หรู ความนิยมเป็น อย่างนั้น เพราะเราไม่ได้ฝึกคนให้เกิดความรักชาติอย่างแท้จริง จนเกิดชาตินิยม ญี่ปุ่นฝึกมากในเรื่องนี้ ชาตินิยมแรง ภาษา วัฒนธรรม ประเพณี ลัทธิศาสนาที่เขามี เขายึด มั่นในเรื่องอย่างนั้น   เพราะฉะนั้นใครจะมาทำญี่ปุ่นไม่ได้  แม้ญี่ปุ่นจะแพ้สงครามทางอาวุธ  แต่ สงครามทางจิตใจไม่แพ้ ผลที่สุดก็ชนะทางเศรษฐกิจ เวลานี้ เพราะจิตคนมันเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน รู้ว่าประเทศต้องการอะไร?  รัฐบาลเดินไปทางไหน ประชาชนเดินตามกันไปหมด แนวเดียวกัน ทั่วทุกคน มุ่นสร้างชาติในทางเศรษฐกิจ เวลานี้ญี่ปุ่นนำฝรั่งไปมาก  อเมริกันน่ะโรงงานจะล้มไปตามๆ กัน เพราะสินค้าญี่ปุ่นตีตลาด  เขาชนะ!  ชนะเพราะอะไร?  จิตใจเขาสูง คนญี่ปุ่นมีจิตใจรักชาติ มีจิตใจเสียสละเพื่อส่วนรวม  เขามีมาก เขาอบรมกันมาอย่างนั้น สอนกันมาตั้งแต่เด็กๆ สอนมาก ของเราไม่ค่อยได้สอนเท่าใด ในสมัยรัชการที่ ๖ ท่านย้ำมาก ท่านตั้งกองเสือป่า..ลูกเสือ ท่านปลุกใจเสือป่ามาก ปลุกใจ ให้รักชาติรักประเทศ  ให้เสียสละ  ท่านเทศน์เอง  ในหลวงรัชการที่ ๖ ท่านเป็นนักเทศน์ ท่าน เทศน์ของท่านเอง  ปาฐกถาเอง  คนฟังก็พอใจ ในหลวงพูดเขาก็สนใจฟัง แล้วท่านปลุกใจคนให้ สำนึกรู้ตัว บางครั้งบางคราวก็ต้องตอบโต้กับนักหนังสือพิมพ์ ท่านเขียนแนวของท่าน พวกนั้นก็มาโต้ โต้ กันไปโต้กันมาในหนังสือพิมพ์    ท่านกล้าพูดกล้าทำในรูปอย่างนั้น    เป็นกษัตริย์ที่มีความคิดเห็น ประชาธิปไตย  แล้วอบรมคนให้เป็นอย่างนั้น แต่ว่าพระชนมายุท่านน้อยไปหน่อย ทำงานได้ไม่กี่ปีก็ เสด็จสวรรคตไป หลังจากการเปลี่ยนแปลงการปกครองแล้ว   เราไม่ค่อยมีแนวอะไรเท่าใด  เรียกว่าพร่า  ความเป็นอยู่มันพร่า  เหมือนน้ำท่วมทุ่ง  ไหลท่วมไปหมด  ไม่มีอะไรแน่นอน  ไม่เหมือนน้ำที่ไหล จากเขื่อน  เข้าท่อเล็ก  มีกำลังมาก หมุนไฟฟ้าได้ หรือเอาไปใช้ทำเหมืองฉีด เกลียวเล็กเท่านี้  แต่มันฉีดภูเขาพังทลาย ก้อนหินก้อนใหญ่ๆ เซาะไปเซาะมา กลิ้งหลุนๆ ลงไปเลย กำลังน้ำที่กักไว้ มีมาก  จิตที่เป็นสมาธิก็แบบนั้น  เมื่อจิตที่เป็นสมาธิมีกำลังสูง สามารถจะคิดจะค้นจะทำอะไรก็ได้  แต่ถ้าจิตที่อ่อนแอ  ทำอะไรไม่ได้  เพราะไม่ได้ฝึกฝนอบรมในรูปอย่างนั้น ให้คนมีลักษณะเข้มแข็ง  อดทน หนักแน่น สู้งาน คนไทยเรา...ขออภัยที่จะกล่าวว่า ยังไม่ค่อยสู้งานเท่าใด อ่อนแอ ทำอะไรแล้ว ทำไป ๗  วัน พัก ๓ วัน หายไปเลย จิตใจเป็นอย่างนั้น มารับจ้างทำอะไร พอเบิกเงินเดือนหายไปแล้ว.. . ๓ วัน กลับมาถามว่า "ไปไหนมา?" "พักผ่อน"..  แล้วกัน  งานเขารีบจะให้เสร็จ พ่อไปพักผ่อนเสีย ๓ วัน ทีหลังรู้เท่า ไม่ ให้เงิน  ทำแล้วก็ยังไม่จ่ายเงิน  ให้นิดหน่อย  พอเงินไม่พอใช้ ก็มาทำงานต่อไป ต้องดัดสันดาน แบบนั้น แล้วงานก็เป็นไปด้วยดี เรายังไม่ได้ฝึกอย่างนั้น แต่ถ้าไปอยู่ต่างประเทศ  ดีเหมือนกัน  เพราะอะไร? เขาบังคับ ต้องอย่างนั้นต้องอย่างนี้  ต้องอยู่ในแบบของเขา   คนไทยไปอยู่ต่างประเทศเรียบร้อยมาก  มีระเบียบ  มีวินัย  ทำอะไร เรียบร้อย  แต่พอกลับมาเมืองไทยแล้ว เสรีภาพก็ไม่ใช่ เสรีภาพอะไร ตามใจตัวเองมากขึ้น อยู่ ที่โน้นนานๆ  ถูกบังคับมานาน มานี่ก็ต้องตามใจตัวเองกันหน่อย เลยเที่ยวเลยเล่นทำอะไรตามใจ ตัวเอง มันเป็นอย่างนั้น ไม่สม่ำเสมอ ทำอะไรไม่สม่ำเสมอ ขึ้นๆลงๆ ดีบ้างชั่วบ้าง สลับสับเปลี่ยน กันไปตลอดเวลา  อย่างนี้จะลำบากในกาลต่อไปข้างหน้า โลกมันคับแคบขึ้นทุกวัน เหตุการณ์คับขัน ขึ้นทุกที เราก็ต้องเตรียมตัวต่อสู้กับสิ่งเหล่านั้น โดยเฉพาะหนูๆ ที่เป็นนักเรียน จะลำบากมากกว่าคุณพ่อคุณแม่ในสมัยนี้ คุณพ่อคุณแม่เดี๋ยวนี้ก็ ลำบากมากแล้ว แต่รุ่นหนูโตขึ้นจะลำบากมากกว่านี้ เพราะสังคมเปลี่ยนแปลง อะไรๆ ก็บีบตัวเข้า ไปทุกวันทุกเวลา  เราจึงต้องฝึกฝนตัวเอง  ให้มีความอดทนมีความหนักแน่น มีความรักงาน นิสัย สู้กับงาน อย่าถอย ลูกศิษย์ของพระพุทธเจ้า   ไม่ใช่พวกล่าถอย   แต่เป็นพวกต่อสู้  ต่อสู้กับเหตุการณ์ในชีวิต ประจำวัน อะไรเกิดขึ้นต้องสู้ สู้ด้วยสติด้วยปัญญา พิจารณารอบคอบในสิ่งนั้นๆ แล้วแก้ไขปัญหาด้วย ตัวของตัวเอง ถ้าเหลือวิสัยต้องวิ่งไปหาผู้รู้ เพื่อเอาความคิด แนวทางมาประกอบการแก้ปัญหาต่อไป ลักษณะอย่างนั้นเป็นลักษณะของผู้อยู่ในโลกได้  โดยไม่เดือดร้อน แต่ถ้าเราอยู่อย่างคนอ่อนแอ ก็ เดือดร้อนอยู่ตลอดเวลา มีเด็กหนุ่มบางคนบอกว่า "แหม! ผมมันลำบาก เกิดมาชาตินี้ลำบากเหลือเกิน ไม่มีที่พึ่ง พ่อ แม่ก็ไม่ช่วยเหลือ ผมลำบาก" "เธอมันอ่อนแอเต็มทีแล้ว ลูกแมวมันไม่ได้บ่นเหมือนเธอ ลูกหมามันก็ไม่บ่น พ่อแม่มันไม่มีมัน ก็หากินได้  ลูกหมามันก็ช่วยตัวเองได้ สัตว์ทุกประเภทมันช่วยตัวเองได้ทั้งนั้น เราเป็นคน สมองมี  ปัญญามี แต่ไม่ใช้ กลายเป็นคนอ่อนแอไปได้ อย่างนี้ไม่ได้ ต้องช่วยตัวเอง ต้องทำอะไร ต้องเอา งาน ไปทำงาน งานอะไรก็ได้ อย่าไปเลือกงาน มักจะเลือกงาน ทำนั้นไม่ได้ ทำนี้ไม่ได้ งานมัน ต่ำไป  งาน...ไม่มีต่ำไม่มีสูง  งานเท่ากัน งาน"สุจริต" แล้วมันก็เท่ากันทั้งหมด แต่ถ้า"ทุจริต" แล้วมันต่ำทรามเต็มที สิ่งใดเรียกว่าสุจริต ก็ทำได้ไม่ต้องกลัว คนที่มีชื่อเสียงเก่งๆนั้น  เขาสู้มาทั้งนั้น เริ่มต้นด้วยไม่มีอะไร แล้วเขามีความอดทน มีการ สู้งาน  มีความตั้งใจจริง มีกำลังใจสูงเขาทำมาเรื่อยๆ ไม่กี่ปีก็เห็นหน้าเห็นหลัง ขึ้นไปนั่งอยู่บนที่ สูงแล้ว มองขวา ข้างหน้าขางหลัง มองด้านโน้นก็เห็นชัดว่าเป็นมาอย่างไร ตั้งตัวได้ คนเป็นเศรษฐีที่ไม่ใช่ลูกเศรษฐีมีเยอะแยะ ลูกคนจนกลายเป็นเศรษฐีได้ เพราะเขาคอยทำ งาน หาช่องหาโอกาสเหมาะๆ แล้วก็เป็นคนว่องไว ตื่นตัว ก้าวหน้า ตื่นตัว ว่องไว ก้าวหน้า คอย ดูว่าจะทำอะไร  แล้วก็ไปทำ แล้วก็ค่อยสร้างตัวสร้างตนขึ้นทีละเล็กทีละน้อย ก็ทำได้ ของใหญ่มัน มาจากของน้อย  ถ้าไม่มีน้อยจะมีใหญ่ได้อย่างไร  เราก็ต้องตั้งต้นไปก่อนค่อยทำค่อยไป มันก็ค่อย ก้าวหน้าไปเอง แต่ว่าไม่อดทนก็ทำไม่ได้ คนบางคนเขาลงทุนทำด้วยตัวเอง  ขุดดิน  ปลูกพืช  ปลูกผัก ค่อยขยายงาน กลายเป็นไร่ ใหญ่โต  มีเกียรติมีชื่อเสียง  เขาทำได้  งานมันใหญ่ขึ้น คนก็ไว้ใจ เครดิตมันก็เกิดเอง แล้วก็มี ความขยันหมั่นเพียรเป็นทุนใหญ่  เป็นทุนสำคัญ  คนไม่ขยันถึงมีคนช่วย  มันก็ช่วยไม่ได้ เพราะตัว เองไม่ช่วยตัวเอง  แล้วคนไหนมาช่วยได้  เขาพยุงขึ้นให้ยืน  พอเขาปล่อยมือก็ล้มตึง มันช่วยตัว เองไม่ได้ แต่ถ้าคนที่รู้จักช่วยตัวเอง ก้าวช้าๆ ก้าวอย่างมั่นคง ตามจุดมุ่งหมายที่ตนได้ตั้งใจไว้ คนเรามันต้องมีจุดหมาย  ว่าจะไปไหน?  จะทำอะไร? พวกหนูนักเรียนอยู่ในวัยการศึกษา  ต้องมีจุดหมาย  ตั้งไว้ว่าเราจะเป็นอะไรต่อไปข้างหน้า  เราจะเป็นข้าราชการ เป็นทหาร เป็น ตำรวจ  เป็นพ่อค้า  เป็นอะไร  ต้องตั้งเป้าไว้ แล้วเรียนเพื่อไปสู่จุดนั้น ทำการทำงานเพื่อไปสู่ จุดนั้น มันก็ไปสู่จุดที่เราต้องการได้ ถ้าเรามีความขยันขันแข็ง เด็กบางคนทำงานในโรงแรม  แต่ว่าเป็นคนคิดก้าวหน้า เขาไม่อยู่นิ่งอยู่เฉย ฝรั่งมังค่ามา เขาเข้าไปประจบประแจง พูดจารับใช้สิ่งนั้นสิ่งนี้ เดี๋ยวก็เจอดีเข้าบ้าง ฝรั่งใจดีก็มีเหมือนกัน พอ เจอเข้า"เอ้า! เธอทำงานดี รู้จักเอาใจคน มีมนุษย์สัมพันธ์ ไปเมืองนอกไหม?" อยากไปก็บอกว่า"ไป" แล้วก็ไปกับฝรั่ง ฝรั่งพาไปอยู่ในบ้าน ไปทำงานบริษัทอะไรของเขา  แต่ไปอยู่สักปีพอคล่องตัว ภาษาคล่องแคล่ว ก็บอกว่า "ผมอยากไปประกอบอาชีพธุรกิจส่วนตัว" ฝรั่งก็ถามว่า "เธอจะไปทำอะไร?" "ผมมองเห็นช่องทางแล้ว เขามีตลาดเข้าๆ มีการขายของ ผมคิดว่าจะไปขายสิ่งนั้น" นายฝรั่งบอกว่า"เออ! ใช้ได้ แล้วทุนเธอมีไหมล่ะ?" บอกว่า"ยังไม่มี" "เอ้า!  ฉันช่วย" ที่นายช่วยเพราะอะไร เพราะคนๆนั้นเขามีทุน ทุนคือความดี ไปอยู่บ้าน เขาทำแต่ความดีเรื่อยๆ  ไป นายเห็น..พอใจ เพราะอะไร เขารู้จักช่วยตัวเอง เลยเขาให้ทุน  ให้แล้วมันไม่เสียหายเขาตั้งตัวได้  ทีหลังไปพบเข้า  ค้าขายมีสตางค์ใช้ เขามีรถ ยังพาหลวงพ่อ ไปเที่ยวชมนั่นชมนี่ได้ แล้วถามว่า "รายได้เป็นอย่างไร?" "วันหนึ่งๆ  ผมหาได้สองสามร้อยเหรียญ กำไรสักร้อยเหรียญ มันก็อยู่ได้แล้ว" กำไรวันละ ร้อยเหรียญก็อยู่ได้..ในอเมริกา  สบายแล้ว  แล้วก็ทำต่อไป เดี๋ยวนี้ก็ยังทำงานอย่างนั้นอยู่ ก้าว หน้าไปได้  มีหลายคนที่ก้าวหน้าอย่างนั้น ตลาดมันกว้าง ช่องทางมันมี แต่ว่าเราจะเดินหรือเปล่า  ทางมี  แต่เราไม่เดิน มันก็ไปไม่ได้ ทางเปิด..เราไม่ไป แล้วจะไปได้อย่างไร ทีนี้คนมันพร้อมที่ จะเข้าไปเดินในเส้นทางนั้น  งานมันสอนอยู่ตลอดเวลา ไม่ใช่ว่าเราทำไป งานมันสอนเรา ควร ทำอย่างนั้นควรทำอย่างนี้  เรารู้เรื่องขึ้นมาก็ค่อยทำค่อยไป  สามารถตั้งเนื้อตั้งตัวได้  เป็นหลัก เป็นฐาน มีเงินมีทองใช้ แต่บางทีคนมีเงินมีทองใช้  กลับเขวไป  ไปชอบเล่นการพนัน  เอาอีกแล้ว"ผี"เข้ามาแซง  เล่นการพนันแพ้ต้องเซ้งร้านไปให้คนอื่น แล้วย้ายไปอยู่ที่อื่นต่อไป ไปแล้วเอาผีไปด้วย มันไปไม่รอด อย่างนั้นเอาตัวไม่รอด มีคนหนึ่ง  ผัวชอบเล่นการพนัน เล่นอะไรที่ออกทางโทรทัศน์ เขานั่งดู คนมาสั่งอาหารผัวก็ ไม่ค่อยจะสนใจ  เมียบอกว่า "เออ! ดูแต่โทรทัศน์ เมียชักจะโกรธยกโทรทัศน์ไปทิ้งเสียเลย ทิ้ง ที่กองขยะ  ผัวโกรธนั่งเฉย นานๆไปยกโทรทัศน์มาเปิด..ดีกว่าเก่า เอาไปโยนแล้วยังดีกว่าเก่า  ทีหลังเมียใช้วิธีการอย่างอื่นอีก เลยเลิก วันนั้นไปพอที่บ้านเขา คนอื่นเขาเล่าให้ฟัง เพื่อจะได้เทศน์ถูกเรื่อง เขาเล่าให้ฟัง ก็เทศน์ ๆ ไป พอเทศน์ไปจบ"หลวงพ่อ เรื่องที่หลวงพ่อเทศน์ ผมเลิกแล้วเวลานี้ ถูกเมียบังคับ ผมเลิกแล้ว" บอกว่า "ดีแล้ว เราอยู่วัดไหน?" อยู่วัดราชบพิธ" "ลูกศิษย์พระสังฆราช เสียชื่อตาย" เดี๋ยวนี้ไม่เสียแล้ว เลิกแล้วๆ เขาหลบเข้าทางถูกแล้ว  แต่ก่อนเดินผิดไป มันเป็นอย่างนั้น บางทีก็เผลอไปบ้าง  แต่ถ้าเผลอไปไม่กลับ..ตาย  ไปไม่รอด แต่ถ้าเผลอ เออ! ผิดแล้ว  วกกลับ  ตั้งตัวใหม่  ชีวิตก้าวหน้าต่อไป โอกาสมันเปิดไว้สำหรับทุกคน แต่คนเรามันไม่พร้อมที่จะ เดินเมื่อประตูเปิด ประตูเปิดแต่เราไม่พร้อมที่จะเดิน เลยเดินไม่ได้ ทีนี้มันต้องเตรียมพร้อมเพื่อหา ช่องทาง เพื่อจะได้เข้าไปสู่เส้นทางนั้นต่อไป นี่ไม่ใช่สอนโยม  บอกให้โยมเอาไปพูดกับลูกๆ หลานๆ เพราะว่าวันนี้เด็กเขายังสนุกกันอยู่  เมื่อวานก็สนุกสนานกันทั้งวัน ไปเที่ยวดูอ้ายนั่นอ้ายนี่ ไปตามเรื่อง โฆษณากันใหญ่ แต่เรื่องสนุกนั้น เป็นเรื่องของเด็ก แต่ความสำคัญของวันเด็กมันอยู่ที่ผู้ใหญ่ คือพ่อแม่ ครูบาอาจารย์ ผู้บริหารบ้านเมืองทั้งหลาย  ที่เป็นผู้นำของเด็ก  ถ้าหากว่าผู้ใหญ่ไม่สำนึกในหน้าที่ ไม่ปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นการถูกต้องแล้ว คือไม่ เป็นผู้นำที่ดี  เด็กก็จะก้าวไปผิด  เดินตามหลังผิดพลาดต่อไปข้างหน้า  ถ้าตัวเราผิดแล้วหยุดเสีย  เพื่อให้เป็นการถูกต้อง แล้วลูกหลานก็จะเดินถูกต้องต่อไป อันนี้เป็นเรื่องสำคัญที่จะต้องคิดในวันเด็ก  เพราะเป็นวันที่เราทั้งหลายจะทำหน้าที่ดูแลเด็ก ให้ดี ไม่ใช่ให้อยู่ดีกินดี แต่ว่าต้องสอนให้ดีด้วย ให้อาหารกินนั้นเป็นเรื่องเลี้ยงกาย แต่ต้องให้แนว คิดที่เป็นธรรมแก่เด็ก   ให้เด็กได้มีพื้นฐานทางจิตใจที่ถูกต้อง  เป็น"สัมมาทิฏฐิ"ไปตั้งแต่ตัวน้อยๆ  เมื่อโตขึ้นก็จะเอาตัวรอด เพราะมีธรรมะรักษาใจ รักษาชีวิต คุ้มครองชีวิตต่อไป..อันนี้ก็เป็นเรื่อง สำคัญ ดังที่แสดงมาก็พอสมควรแก่เวลา ขอจบไว้แต่เพียงเท่านี้.