ญาติโยมพุทธบริษัททั้งหลาย  ณ  บัดนี้ถึงเวลาของการฟังปาฐกถาธรรม อันเปํนหลักคำสอน ของพระพุทธศาสนาแล้ว  ขอให้ทุกคนอยู่ในอาการสงบ นั่งพัก ณ ที่ใดที่หนึ่ง ที่สามารถจะได้ยินเสียงจาก เครื่องขยายเสียงนี้ได้แล้วจงตั้งใจฟังด้วยดีเพื่อให้ได้ประโยชน์อันเกิดขึ้น   จากการมาวัดตามสมควรแก่ เวลา วันนี้เปํนวันอาทิตย์แรกของเดือนเมษายน เดือนเมษายนนี้เป็นเดือนหน้าร้อน อากาศร้อน ร้อนมาก  ญาติโยมก็คงจะรู้สึกร้อนกันตามลำดับ  ตามๆกัน  อัตมานี้ ปกติเดือนนี้จะไม่ค่อยอยู่ประเทศไทย แต่ปีนี้อยู่ เมืองไทย  ก็รู้สึกว่าร้อนพอใช้ วันก่อนไปเชียงใหม่ ก็ร้อนกว่ากรุงเทพฯ อีกด้วยซ้ำไป ไปอยู่ที่วัดอุโมงค์  ใบไม้มันรว่งหมด  เหลือแต่กิ่ง อากาศร้อนผ่าว ๆ ต้องเข้าห้องค่อยยังชั่วหน่อย อันนี้เป็นเรื่องธรรมชาติ เป็นอย่างนี้  ปีหนึ่ง  ๆ ก็หมดเวียนกันไป หน้าฝน หน้าหนาว หน้าร้อน หมุนเวียนไปตามธรรมชาติ ตาม วัฏฏจักร เราจะหลบหลีกก็ไม่ได้ เราต้องต่อสู้กับสิ่งที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ อย่าไปนึกว่ามันร้อนเกินไป ทำ ใจให้สบาย ให้ว่างๆ แล้วก็จะไม่ร้อน ร้อนเพราะเราไปคิดถึงความร้อน ถ้าคิดว่าไม่ร้อน มันก็ไม่ร้อน นั่ง เฉยๆ นั่งเฉยทำงานทำการไปตามเรื่อง มีพัดลมก็เปิดบ้าง มีแอร์ก็เปิดบ้างช่วยให้หายร้อน ทำไปตามหน้า ที่  จิตใจอย่าให้ไปทุกข์ร้อน  เพราะหน้านี้เป็นหน้าร้อนธรรมดา  แต่พอพ้นเดือนเมษามักจะมีผน  ฝนจะ ต้องตก แต่บางทีอาจจะไม่ตกก็ได้ เพราะเมฆไม่ลอยต่ำ ไม่มีสิ่งดึงดูดเมฆเข้ามา เพราะป่าไม้ถูกทำลาย เสียมากธรรมชาติไม่สมดุลย์ จึงเกิดผิดปกติ หน้าฝน ฝนไม่ตกอันนี้เป็นเรื่องที่คนทำ ไม่ใช่ธรรมชาติมันเป็น เอง  แต่คนทำให้เกิดขึ้น  เพราะว่าคนเรานั้นไม่รู้จักรักธรรมชาติ  ไม่ช่วยกันถนอมธรรมชาติเท่าที่ควร  ชวนกันทำให้ธรรมชาติเสียหาย  เพิ่มมลพิษขึ้นในโลก ในแม่น้ำลำคลอง ตามสถานที่ต่างๆ เต็มไปด้วยสิ่ง สกปรก  เพราะคนมันง่าย  ชองทิ้งชอบขว้าง ชอบทำอะไรตามชอบใจตัว ไม่ได้คิดว่ามันจะเกิดอะไรขึ้น แก่ตัว  แก่สังคม  แก่ประเทศชาติ  คิดไม่ค่อยได้ แล้วก็ไม่มีคนเตือนให้คิด เราจึงตกอยู่ในความลำบาก  ความลำบากทั้งหลายที่เกิดขึ้นในสังคม ไม่ได้เกิดจากอะไร แต่เกิดจากคนทำผิดจึงได้เกิดความลำบากขึ้น  ถ้าเราทำถูกต้องความลำบากก็จะลดน้อยลง แต่ว่าคนเราคิดไม่ค่อยได้ ในเรื่องอย่างนั้นคิดแต่ปัญหาเฉพาะ หน้า อะไรที่ตนอยากมี อยากเป็น ก็คิดแต่เรื่องนั้น เพื่อให้ได้ดังใจ เรื่องอื่นจะเกิดขึ้นอย่างไรนั้นก็ไม่ได้ คำนึง  ไอ้เรื่องความแห้งแล้งในประเทศไทย  หรือว่าความร้อนอดน้ำกันในประเทศไทยนั้น ไม่ใช่ความ ผิดของรัฐบาลในปัจจุบัน  เป็นความผิดของรัฐบาลตั้งแต่เปลี่ยนการปกครองโดยลำดับ  ใครจะมาเป็นรัฐ บาล เป็นนายกรัฐมนตรีก็ทำผิดกันมาเรื่อยๆ ทำผิดโดยไม่ได้คิด โดยไม่ได้สำนึกว่าอะไรจะเกิดขึ้นในประ เทศไทย  ในกาลต่อไปข้างหน้า  ไม่ได้คิดแล้วก็ชวนกันทำลาย  คนร่ำรวยก็เพราะการทำลายธรรมชาติ มากมายหลายคน  แต่ความร่ำรวยนั้นจะเป็นประโยชน์อะไรเมื่อธรรมชาติเปลี่ยนแปลง แล้วจะเกิดความ ทุกข์แก่คนจำนวนมาก การกระทำเช่นนั้นมันก็เป็นบาปเป็นทุกข์อยู่เหมือนกัน เช่นเราตัดไม้ทำลายป่ากันเป็น การใหญ่ไม่มีการควบคุมไม่มีการดูแล อธิบดีกรมป่าไม้หลายคนได้รับความสะดวกสบายร่ำรวยเพราะพวกทำ ลายป่ามาตามๆกัน แล้วจะมาแก้กันในยุครัฐบาลนี้ก็คงจะแก้กันไม่ไหว แต่ว่าเรื่องแก้ มันจะสิบปี ยี่สิบปี ถึง จะไปสู่ภาวะเดิมได้เราจะต้องสร้างป่าขึ้นมาใหม่  ให้มีธรรมชาติที่สมบูรณ์ขึ้น  แล้วธรรมชาติก็จะเข้าหา ตามปกติ  แต่บางอย่างมันแก้ไม่ไหวแล้ว  แม่น้ำลำคลองที่มันสกปรกมันแก้ยาก  จะแก้เทเวศ  บางลำพู  คลองแสนแสบ  ให้สะอาดนี้เห็นจะยาก  จะได้ก็ต้องลงทุนเป็น  หมื่นล้าน แสนล้าน เพราะน้ำที่โสโครก จากที่ต่างๆ ใหลลงไปตามลำคลอง ใหลลงไปตามแม่น้ำทั้งนั้น อันนี้เป็นความผิดพลาดของรัฐบาลก่อนๆ ที่ ทำไว้ผิดพลาดกันมาเรื่อย  ๆ ลำคลองหนองบึง ถูกรุกราน ไม่มีใครจัดการแก้ไข เขาเรียกว่าละเลยต่อ หน้าที่  ทำผิดหน้าที่กันมาโดยลำดับ จึงได้เกิดสภาพดังที่เราเป็นอยู่ มันเป็นกรรมของอดึต แล้วเรามารับ ผลกรรมกันในปัจจุบันนี้ แต่ถ้าเราเริ่มแก้ไข เริ่มปรับปรุง ด้วยการเอาจริงเอาจังอะไรก็จะดีขึ้น แต่ถ้าทำ โดยไม่จริงมันก็แก้ไม่ได้ อันนี้มันเป็นเรื่องที่เราควรคิดกันบ้างเหมือนกัน ในปัจจุบันนี้เพราะว่าส่วนเกินมัน มาก  แล้วเอามาเที่ยวทิ้งเพ่นพ่าน ขยะมากขึ้นทิ้งไม่เป็นที่เป็นทาง แล้วขยะบางอย่างทำลายไม่ค่อยไหว  เช่น  ถุงพลาสติกเป็นต้น มันทำให้เกิดความเสียหายกันทั่วไป มันสู้ใบตองที่ญาติโยมใสมัยก่อนใช้กันไม่ได้ เพราะใบตองมันละลายได้  มันผุได้  เป็นปุ๋ยได้ แต่พลาสติกนั้นไม่เป็นผลอะไร แต่มันให้ความสะดวกใส่ ข้าวใส่แกง    แต่ถ้าของร้อนใส่ถุงพลาสติกเข้าไปเกิดโทษเหมือนกัน   เพราะทำให้อะไรบางอย่างใน พลาสติกนั้นมันละลายปนเข้าไปกับอาหาร        แล้วเราก็กินเข้าไปแต่เราไม่ค่อยได้คิดเพราะกินด้วย ความอยาก กินด้วยความต้องการจะกินก็กินเรื่อยไป ไม่รู้ว่าเรากลืนอะไรเข้าไปบ้างกับอาหาร สิ่งที่เป็น พิษจากถุงพลาสติกเราก็ไม่รู้  เราก็กินเข้าไปเรื่อยๆ  แล้วมันก็เกิดผลแก่ร่างกาย ในกาลต่อไปข้างหน้า  ไม่ได้เกิดขึ้นในวันนี้  แต่จะเกิดในวันต่อไปข้างหน้า  เพราะสารพิษาต่างๆ  มันเข้าไปสะสมในร่างกาย แล้วจะเกิดเป็นโรคร้ายๆ  เช่นโรคมะเร็งเป็นต้น เพราะสิ่งเหล่านี้เราไม่ค่อยได้รู้ ไม่ได้ศึกษาไม่ได้ทำ ความเข้าใจ การโฆษณาในเรื่องนี้ก็มีอยู่บ้าง แต่ยังไม่แพร่หลายเท่าไร คนก็ไม่ค่อยสนใจจะฟัง สนใจแต่ จะสนุกตามโทรทัศน์  ชอบดูลิเก ชอบดูหนัง ฟังเพลง อันเป็นเรื่องยั่วยุให้เกิดความตกต่ำทางจิตใจ ราย การใดที่เป็นประโยชน์ก็ไม่ได้สนใจกันเท่าไร ปิดหูปิดตาไม่ไดัรับประโยชน์ แต่เปิดหูเปิดตารับสิ่งที่ให้โทษ แก่ชีวิต จิตใจ อันนี้คือความผิดพลาดที่เรากำลังเป็นอยู่ทุกวันนี้ เช่นเป็นเรื่องที่ควรจะได้คิดแล้วทำการแก้ ไขในตัวเรา ในครอบครัวของเรา ต่างคนต่างแก้ ต่างคนต่างปรับปรุงไปอะไรๆ ที่เป็นส่วนรวมก็จะดีขึ้น  แต่ถ้าหากว่าเราไม่แก้ เราปล่อยตามเรื่อง อะไรๆ มันก็จะเป็นไปตามเรื่องที่เราได้ทำให้เกิดความเสีย หายอย่างไม่เกิดอะไรแก่ชีวิตของเราทั้งหลาย จึงขอฝากไว้ให้กับญาตโยมทั้งหลายได้พิจารณาประการหนึ่ง เดือนเมษายนนี้เป็นเดือนที่มีอะไรสำคัญอยู่หลายอย่าง วันที่ ๒ เมษยน ผ่านไปแล้ว เป็นวันสำคัญวันหนึ่ง เหมือนกัน เพราะเป็นวันคล้ายวันประสูติของสมเด็จพระเทพรัชสุดา ซึ่งท่านประสูติมาในแผ่นดินไทย และ ได้ทำประโยชน์แก่ประเทษไทยมากมายหลายเรื่องหลายประการ ผลงานที่ทรงดำริริเริ่ม แล้วก็ทำให้เป็น ประโยชน์นั้นมีมาก  โดยเฉพาะมูนิธิสายใจไทย มูนิธิธารน้ำใจ เป็นมูนิธิที่ตั้งขึ้นเพื่อประโยชน์ เพื่อความ สุขแก่คนที่ตกระกำลำบาก โดยเฉพาะทหารที่ไปราชการสงคราม ไปปราบปรามพวกก่อการร้ายได้รับอุบัติ เหตุ  ขาหายไปบ้าง แขนหายไปบ้าง ได้รับความทุกช์เป็นคนช่วยตนเองไม่ได้ ก็ได้รับการช่วยเหลือจาก มูนิธินี้  แต่คนที่ยังพอจะช่วยตนเองได้ เช่นขาหายไปก็ทำขาเทียมให้ ขาเทียมนี้ เขาทำขายอันหนึ่งราคา  ๒๐๐ บาท ใครจะไปช่วยซื้อขาเทียมก็ได้ ซื้อแล้วเอาให้มูนิธิเอาไปใส่ให้คนที่ขาไม่ดี ทำให้คนเหล่านั้นเดิน ได้  ทำอาชีพได้  ทำงานได้ ไม่เป็นภาระของสังคม ทหารที่พิการทางเขามีขาพร้อมมือพร้อมให้แล้วก็ทำ งานได้บางคนทำงานได้เงินได้เงินเดือนหนึ่งมากหลายเลี้ยงหมูบางทำอะไรๆ  ที่เป็นประโยชน์เช่นว่าแก้ เครืองยนต์กลไกบ้างทำวัตถุหัตกรรมประเภทต่างๆ  ในโรงเรียนศิลปาชืพของสมเด็จพระราชินีนาถ แล้ว เขาก็ไปทำวัตถุเหล่านั้นผลิตออกขาย  ก็ขายได้  ช่วยตัวเองได้นี่ก็เป็นผลงานของพระองค์ท่านที่ได้ริเริ่ม เรื่องนี้ไว้นับว่าเป็นประโยชน์ แล้วก็เป็นผู้ที่มีความก้วางขวางในต่างประเทศเขาเขิญไปประเทศนั้นเชิญไป ประเทศนี้เอาออกข่าว   เอามาออกโทรทัศน์ให้เราได้รู้ได้เห็นว่าสภาพความเป็นอยู่ของประเทศนั้นเป็น อย่างไรเมื่อเร็วๆนี้ก็เสด็จไปประเทศรัสเซีย รัสเซียนี้เราฟังชื่อแล้วไม่ค่อยจะสบายใจ สบายโสต เพราะ เป็นต้นตอของลัทธิคอมมิวนิสต์ แต่เวลานี้คอมมิวนิสต์นอนหายใจแขม่วๆ จะตายแห่ลมิตายแห่ลอยู่แล้ว ประ เทศรัสเซียก็อยู่ในสภาพลำบาก รัฐบาลที่ร่ำรวยก็ต้องหาทางช่วย รัฐบาลอเมริกัน ปธานาธิบดีบิลครินตันร์ กำลังประชุมอยู่กับประธานาธิบดีรัสเซียที่เมืองแวนคูเวอร์ในประเทศแคนนาดา เพื่อหาวิธีช่วยเหลือ ประ ชาขาชนไม่ค่อยจะชอบในเรื่องการช่วยเหลือแต่ว่าปธานาธิบดีว่า  ถ้าเราไม่ช่วยเหลือประเทศรัสเซียจะ เป็นพิษเป็นภัยแก่ประเทศอเมริกาต่อไปเพราะประเทศรัสเซียเป็นประเทศใหญ่มีพลเมืองมากถ้าตกระกำลำ บากเหมือนกับช้างลำบาก   ช้างตายกลิ่นมันเหม็นไปไกลเพราะตัวมันใหญ่  จะเกิดปัญหาแก่อเมริกาด้วย ต้องช่วย  แล้วประเทศอื่นก็ต้องช่วย มีประเทศเยอรมันบ่นนิดหน่อยบอกว่าเยอรมันนี่ก็ลำบาก กับการช่วย เหลือเยอรมันตะวันออกสมัยติดอยู่ในความคุ้มครองของรัสเซีย  ไม่เจริญก้าวหน้าอะไร แตกต่างกันลิบลับ เลย ตะวันตกนี้เจริญทุกอย่าง ตะวันออกไม่เจริญอะไรเลย ปีก่อนี้ไปเยอรมันก็ไปดูทั้งสองฝั่งเพราะเขา เปิดให้แล้วไปดูแล้วก็เห็นว่า โอ้ มันแตกต่างกันมาก ความเป็นอยู่กัน ทุกอย่างแตกต่างกันรัฐบาลเยอรมัน ก็ต้องแบกภาระ  ที่จะต้องช่วยคนเหล่านั้นต้องลงทุนเป็นเงินหลายหมื่นล้าน เพื่อซ่อมแซมทั้งวัตถุและจิตใจ  เพื่อช่วยให้คนได้ดีขึ้นนี่เป็นปัญหา แต่ก็จะแบ่งไปช่วยรัสเซียบ้างทั้งๆที่รัสเซียเคยทำบาปไว้กับเยอรมันเยอะ แยะแต่เยอรมันก็ไม่โกรธไม่เคือง หลายประเทศพร้อมใจกันไปช่วย เพราะถ้าไม่ช่วยมันจะลำบากกว่านั้น  มันจะเดือดร้อนมากกว่านั้น  ประเทศร่ำรวยต้องช่วยประเทศที่ยากจน อันนี้เป็นเรื่องที่ทำกันอยู่ในสมัยปัจ จุบันนี้ สมเด็ชพระเทพเราก็เสด็จไปประเทศรัสเซีย ได้ไปดูไปชม เขาเอาออกโทรทัศน์เราก็ได้ไปเที่ยว กับเขาด้วย  คือได้ดูได้ชมสภาพที่สวยงามอะไรต่างๆ ในประเทศนั้น ท่านได้ทำประโยชน์มาก วันที่ ๒ นี่ เป็นวันเกิดของท่าน ชาวบ้านชาวเมืองก็ถวายพระพร ให้มีความสุขความเจริญตลอดไป วันที่ ๓ นี้ก็เป็นวัน สำคัญวันหนึ่งของเดือนเมษายน เพราะเป็นวันเรียกว่าวันเกษดาบดินทร์ คือวันพระนั่งเกล้า พูดง่ายๆ ว่า เป็นวันพระนั่งเกล้า พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้า รัชกาลที่ ๓นี้ จมอยู่นานไม่ค่อยปรากฏชื่อเสียง ไม่มีใคร รู้ว่าท่านทำประโยชน์อะไรแก่บ้านเมือง แต่ความจริงพระนั่งเกล้าเป็นพระราชาที่สำคัญ เป็นผู้มีใจใหญ่ใจ กว้าง ไม่เห็นแก่ตัว ไม่เห็นแก่โอรสของตัว แต่ว่ายกราชสมบัติให้แก่ผู้ที่เหมาะที่จะเป็นพระเจ้าแผ่นดินต่อ ไป  เวลาสวรรคตนี่ ท่านเรียกข้าราชการทั้งหมดมาประชุม แล้วก็นิมนต์พระมาประชุม เพราะในสมัยนั้น มีราชวงค์ผู้ใหญ่  คือ  กรมพระปรมานุชิตฯ  วัดโพธิ์  ลูกของรัชกาลที่หนึ่ง ก็บวชอยู่ที่วัดโพธิ์ ก็เชิญเข้า มาด้วย มาเป็นที่ปรึกษาแล้วก็บอกว่าอาการป่วยครั้งนี้หนักมากเหลือวิสัยของแพทย์ที่จะเยียวยาแล้ว วันหนึ่ง ก็จะต้องถึงวันแตกดับ ทรัพย์ราชกาลบ้านเมืองเป็นภาระใหญ่ ขอให้ท่านทั้งหลายช่วยกันพิจารณาว่าบุคคลใด มีความรู้ความสามารถพอจะพาประเทศชาติให้รอดพ้นไปได้    จงยกราชสมบัติให้แก่ผู้นั้นเถิด    นี่ท่าน พูดอย่างนั้น ทั้งๆ ที่มีโอรสหลายคน ซึ่งสามารถจะครองเมืองได้ แต่ท่านก็ไม่มอบให้แก่โอรส เพราะเห็น ว่าจะเป็นปัญหา  รัชกาลที่  ๔  ซึ่งเป็นน้องอ่อนกว่าท่าน ๑๔ปี ทรงผนวชอยู่ที่วัดบวรนิเวศเห็นว่าเป็นผู้มี ความเหมาะสม  ที่จะเป็นพระเจ้าแผ่นดินประเทศไทย ท่านจะบอกว่า ให้เลือกเอาเอง จะเลือกใครที่มี ความสามารถครองบ้านครองเมืองต่อไป อันนี้เป็นน้ำพระทัยอันกว้างขวางไม่สร้างปัญหาไว้ในแผ่นดิน ให้ ราชกาลที่ ๔ ขึ้นครองราชอย่างเรียบร้อยปกครองบ้านเมืองเจริญก้าวหน้าต่อไปโดยลำดับ นี่ก็เป็นเรื่องที่ พระองค์ทรงกระทำ  แล้วก็ได้ฟื้นฟูทางเศรษกิจของประเทศให้เกิดความมั่นคง เพราะท่านคิดเห็นว่าประ เทศไทยหลังจากกรุงแตกแล้ว   ไม่ได้ทำมาหากิน  ไม่ได้ค้าขาย  มัวแต่รบกันเท่านั้นเอง  เพราะพม่า ชอบยกทัพมากวนบ่อย  ๆ มารบประเทศไทย มารบครั้งใหญ่เขาเรียกสงครามเก้าทัพ รบตั้งแต่เขียงใหม่ จนถึงปักษ์ใต้ ทหารมีจำนวนมากตีเข้ามาเพื่อจะให้ประเทศไทยอยู่ในกำมือของพระเจ้าแผ่นดินในสมัยนั้น เรียกว่าเจ้าผดุงแต่ว่านายหลวงราชกาลที่  ๗ น้องชายซึ่งมีความสามารถในการรบเป็นพิเศษ ก็ได้จัด ทับออกต่อต้านเป็นแนวๆไป  โจมตีแตกไปโดยลำดับ จนถึงกาญจนบุรี เป็นการรบใหญ่ที่เรียกว่าทุ่งลาด หญ้า ท่าดินแดงเขาเอาชื่อสนามรบครั้งนั้นมาตั้งเป็นถนนในกรุงธนบุรี เรียกว่าถนนลาดหญ้า ถนนท่าดิน แดง ถนนพรานนก เอามาตั้งชื่อไว้ถ้าไปถามคนแถวนั้นว่าทำไมชื่อถนนพรานนกก็ตอบไม่ได้ บอกว่าน่าจะ เป็นที่ดักนก  สมัยก่อนเพราะว่ามันเป็นป่า  เอามาดักนกกันแถวนี้ มันจึงชื่อถนนพรานนก แล้วทำไมชื่อ ถนนลาดหญ้า  หญ้ามันคงจะมาก  จึงชื่อว่าลาดหญ้า แล้วทำไมจึงชื่อว่าท่าดินแดงท่าน้ำมันคงจะมีสีแดง  พูดไปนั้ฯนแหละ  พูดด้วยความไม่รู้  ไม่รู้เรื่องอะไร  แต่ความจริงถนนเหล่านั้นเป็นอานุสรณ์ ในการ เรื่องการรบครั้งใหญ่ของประเทศ เรียกว่าสงครามเก้าทัพ พม่าก็แตกไปตามลำดับ ทางภาคใต้ที่เขากำ ลังจะสร้างอนุสาวรีย์ อนุสาวรีย์พระยาช่วยทุกขราช พระยาช่วยทุกขราชนี้ก็เป็นพระ ชายบ้านเรียกว่า มหาช่วย เป็นที่เคารพนับถือของประชาชนมาก อยู่ที่วัดป่าเรไรที่ใกล้ทะเลสาบ คราวนี้เมื่อนครถูกพม่า ตีท่านก็คิดว่าไม่ได้เดี๋ยวจะมาเล่นงานเมืองพัทลุง  เราจะต้องไปต่อสู้ แล้วก็รวบรวมชายฉกรรได้ประ มาณพันคน  แล้วก็ทำพิธิปลุกเสกให้กำลังใจ เสกว่านอะไรให้กินเพื่อให้เกิดกำลังฮึกเหิม ให้ยกทัพไปตี พม่า พวกทหารเหล่านั้นก็นิมนต์หลวงพ่อไปด้วย หลวงพ่อก็เลยขึ้นคานหาม เขาหามานำทัพไป ไปโจมตี พม่าแตกกระจุยกระเจิงไป  ก็เลยลาสิกขา เพราะท่านรู้สึกว่า กูนี่มันไม่ไหวแล้ว เป็นพระอะไรยกทัพ ไปรบข้าศึกไม่เข้าเรื่องแล้ว    บวขต่อไปไม่ได้เลยลาสิกขา    ลาสิกขาแล้วในหลวงราชการที่หนึ่ง ทรงทราบเหตุการณ์ก็ทรงพระราชกรุณาโปรดเกล้าเป็นพระยาทุกขราช  เป็นเจ้าเมืองพัทลุง ตั้งเมือง อยู่ที่บ้านพยาทัณ  ตำบลควนมะพร้าว  บ้านนั้นชื่อยังอยู่เรียบร้อย เป็นเมืองของพระยาทุกขราช แล้วก็ ท่านสิ้นบุญไปนานแล้วประชาชนชาวพัทลุงก็เห็นว่า   เป็นคนสำคัญคนหนึ่งของพัทลุง  พัทลุงไม่ค่อยมีอนุ สาวรีย์ให้คนได้เห็น  มีรูปปั้นรูปผู้ร้ายแบกปืน  ถือกริช  มีด พร้าแต่งตัวไม่เรียบร้อย เขาปั้นไว้เล่นๆ  ครูหนู  ครูสอนศิลปะแกปั้นไว้ ปั้นแล้วแกเขียนไว้ว่า อย่าเอาเยี่ยงนี้ หมายความว่าอย่าเอาอย่างคนนี้  อย่าเอาการแต่งตัวแบบนี้แกะกะแบบนี้  คนที่อื่นไปพัทลุงไปเห็นเข้า ก็ไปพูดว่าเมืองพัทลุงนี่มีอนุสาวรีย์ โจร  ทำให้พัทลุงเสียชื่อหนักเข้าไปอีก  อัตมาก็ต้องคอยแก้ข่าว ถ้าใครพูดว่าพัทลุงมีอนุสาวรีย์โจร ก็ บอกว่าไม่ใช่  ไม่ใช่อนุสาวรีย์ เป็นรูปปั้นเอาไว้เตือนใจคน ไอ้เขานี่มันลี้เข้าไปอยู่ในเขาลูกอื่นไปอยู่ ลูกเดียว มันก็ว่าเกะกะจังอะไรอย่างนั้นแล้วก็ไปปั้นรูปนั้นไว้ มาสร้างเมืองที่นั่นไว้เมื่อมาสร้างเมืองที่ นั่น สมัยนั้นอัตมายังเป็นเด็กนักเรียน เรียนชั้น ม.๑ อะไรนั้นก็ได้ไปดูงานเขาฉลองกัน มีการต่อยมวย แต่ไม่มีเวที  ต่อยกันในสนาม หลวงพ่อก็ไมปนั่งดูมวย ดูไปดูมามวยมันบุกเข้ามา มันชกล้มทับอัตมาเลย  อัตมาอยู่ใต้นักมวย  ก็บอกว่าทับกูเข้าแล้ว  ก็เลยกรรมการเข้ามาห้ามให้ลุกขึ้น แต่งตัวเครื่องแบบลูก เสือไปนั่งดูมวย  มวยมันมาเหงเอาเลย  แล้วก็ฉลองเมืองรูปนี้มันอย่างนั้น  จึงคิดว่าควรมีอนุสาวรีย์ คนดีบ้างควมจริงคนดีเมืองพัทลุงก็มีมาแต่โบราณหลายๆคน   ไม่ใช่มีชื่อเสียงแต่ในทางดุร้าย  แต่มีชื่อ เสียงในการเป็นคนดีก็มีมากเหมือนกัน   แต่ว่าไม่ค่อยจะดังเขาจึงจะคิดทำอนุสาวรีย์คนดี  วันที่  ๑๑  เมษานี้เขานัดทอดผ้าป่าเขานิมนต์อัตมาไปเทศน์ด้วยในวันนั้น เพื่อจะให้ประชาชนรู้ว่า อะไรเป็นอะไร เรื่องมันเป็นอย่างนี้ก็มีอยู่  ทีนี้วันของในหลงรัชกาลที่  ๓  นี้  เป็นวันสำคัญเรียกว่าวันเกษดาบดินทร์  เพราะชื่อเดิมท่านชื่อ พระองค์เจ้าเกษดาบดินทร์ นี่เวลายกพรหมณ์จึงชื่อย่างนั้น แต่ว่าชื่อจริงๆ ชื่อทับ  เรียกว่าพระองค์เจ้าทับ เมื่อท่านเห็นเศรษกิจไม่ดีเพราะท่านค้าขาย จัดเรือสำเภาบันทุกสินค้าไปขาย เมืองจึน  ซื้อสินค้าเมืองจีนมาขายเมืองไทย  เพราะฉนั้นวัดที่ท่านสร้างในสมัยของท่านจะมีหิน สิงโต  ตุ๊กตาจีน  ประดับวัดมากมาย วัดแจ้งมีตุ๊กตาหินมาก แต่ขโมยหักคอไปหลายองค์แล้ว แล้วก็วัดโน่น วัด ราชโอรสอยู่ฝั่งธนฯ  มีตุ๊กตาหินพระต้องนอนเฝ้าตุ๊กตากลัวคนจะเอาไปขาย คือมันไม่เอาไปทั้งตัว มัน เอาหัวไป  เอาหัวไป  สิงโตตัวน้อยๆมันยกหามไปเลย เอาไปขายตามร้านขายของเก่า ไอ้พวกร้าน ขายของเก่าก็ไม่น่าซื้อ  เพราะของอย่างนี้มันมาจากวัดทั้งนั้น  ไม่น่าจะซื้อ แต่พวกเห็นแก่เงินมันก็ซื้อ เหมือนกัน  เท่ากับไปสนับสนุนโจรให้ไปลักต่อไป  ท่านได้สร้างวัดแจ้ง สร้างวัดราชโอรส วัดในสมัย ของท่านเห็นง่าย ไม่มีช่อฟ้า ทำหลังคาเฉยๆ ใช้หน้าจั่วติดถ้วยชาที่เอามาจากเมืองจีนไม่มีช่อฟ้าใบระ กา  เพราะท่านคิดว่า ช่อฟ้าใบระกามันผุง่าย แล้วก็ต้องซ่อมบ่อยๆ เปลืองเงินเลยทำไม่ให้เปลืองไม่ ให้มีช่อฟ้า โบสถ์วัดชลประทานนี้ก็ทำแบบยุครัชกาลที่ ๓ เพราะตระกูลกำพูนี้ มาจากรัชกาลที่ ๓เป็นเชื้อ สายวังหน้าในรัชกาลที่  ๓ เลยทำรูปเดียวกัน ประหยัดดีแล้วก็ไม่มีทาสีกันหิน ฝนไม่ต้องซ่อมไม่ต้องแก้  เรียบร้อยดี ราชกาลที่ ๓ ทำประโยชน์มาก แล้วเงินที่ท่านทำมาหาได้ เป็นพระเจ้าแผ่นดินก็ยังค้าขาย  ได้เงินเอามาใส่ถุงแดงไว้ ถุงทำด้วยผ้าแดง เรียกว่าเงินถุงแดง เงินถุงแดงนี่เป็นบ่อเกิดของพระคลัง ข้างที่  ของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเวลาท่านสวรรคตนี่ ท่านบอกว่าเงินถุงแดงเป็นเงินที่เก็บไว้เพื่อประ เทศชาติอย่าเอาไปใช้ในเรื่องที่ไม่จำเป็นแต่ขอจำนวนที่ช่างเอาไปซ่อมวัดที่กำลังทำให้สำเร็จเรียบร้อย แล้วท่านก็สวรรคตไป  เงินถึงแดงที่ได้เอามาช่วยชาติตอนฝรั่งเศลรุกรานประเทศไทยในสมัยนั้น  พ. ศ.๑๑๒   ฝรั่งเศลยกเรือเข้ามายึดจันทบุรียึดเมืองตราดไว้เป็นประกัน   แล้วก็หาว่าประเทศไทยยิง เรือรบฝรั่งเศลความจริงคนไทยก็ยิงจริงเพราะเรือรบมันเข้ามา เรายิงปืนห้ามแล้วยังไม่ฟัง มันถือว่า มันใหญ่ มันเข้ามาเอ๊าะเข้าให้ เรือเสียหายพอเรือเสียหายมันเอะอะโวยวาย ว่าประเทศไทยรังแกมัน โจรมาปล้นบ้าน  แล้วเจ้าของบ้านทุบโจร  หาว่าเจ้าบ้านรังแกโจรเกิดความไม่เป็นธรรม  นี่มันคือ ความไม่เป็นธรรมแต่ว่าเราพูดไม่ได้เพราะหมัดมันใหญ่กว่าเรา พูดไม่ได้ ผลที่สุดในหลวงต้องเสด็จประ พาสยุโรบไปหาพักหาพวกไม่แวะฝรั่งเศล แต่ชาวฝรั่งเศลต้องเชิญให้ในหลวงแวะ รัชกาลที่ ๕ แวะไป ก็พูดจาต้าฮวยกันรู้เรื่อง  แต่ว่ามันถอย ถอยก็ไม่ถอยมือเปล่า โจรเข้าบ้านแล้วมันต้องหยิบไปบ้าง ติด ไม้ติดมือไปนิดๆ หน่อยๆ จะเดินไปมือเปล่ามันก็เสียเชิงโจรไปหน่อย เพราะฉนั้นเอาไปบ้าง เสียเงิน ค่าปรับ   รัฐบาลจะเอาเงินที่ใหนให้  ก็เอาเงินถุงแดงจ่ายไปนับว่ารัชกาลที่  ๓  สิ้นพระชนไปแล้ว  สวรรคตแล้วยังได้ช่วยชาติไทย  ประเทศไทยให้ปลอดภัย เวลานี้เขาจึงสร้างอนุสาวรีย์ไว้ที่วัดราชนัด ดาตรงนั้นเมื่อก่อนเป็นโรงหนังเฉลิมไทย  เขารื้อโรงหนังออกเพื่อให้คนเห็นโลหะปราสาท ที่รัชกาลที่  ๓ สร้างไว้ แล้วก็ปรับบริเวณเป็นสวนหย่อมสวยงามสร้างศาลาสำหรับรับแขกเมืองสมัยก่อนนี้แขกเมือง มากรุงเทพฯก็ต้องสร้างเต็นกันทีหนึ่ง   สร้างกันบ่อยๆ   รื้อกันบ่อยๆก็สิ้นเปลือง   เลยก็คิดว่าทำให้ ถาวรตรงนั้น แล้วเอาพระบรมรูปอนุสาวรีย์รัชกาลที ๓ มาวางไว้ วันที่ ๓ เป็นวันที่คนทั้งหลายเขาไป กราบให้วบูชา ระลึกถึงคุณงามความดีของพระองค์ท่าน ก็เมื่อวานนี่ เขาไปกันแล้ว เป็นวันสำคัํญอีกวัน หนึ่ง แล้ววันต่อไปก็โน้นแน่ะโยม โยมก็เรียกว่าหมายมั่นปั้นมือจะสนุกกันในวันสงกรานต์ คนเขาชอบหัน ไปเที่ยวเชียงใหม่รถบัสที่ไปเที่ยวเชียงใหม่มีเป็นจำนวนพันคัน  เข้าไปเชียงใหม่เป็นพัน ไม่มีที่พักเลย ต้องไปพักโรงแรมกุฏฺิพระคือวัดต่างๆ มีกุฏิใหญ่ๆ คนเขาก็ไปพักกันเต็มไปหมด ไปพักตามวัดตื่นเช้าก็ออ กไปเที่ยวโน่นเที่ยวนี่เย็นก็มานอนสองสามคืน ทอดผ้าป่าให้สักต้นหนึ่งเป็นค่าที่พักโรงแรมกุฏิพระ และก็ พวกนั้นออกพวกนี้เข้า โอ้เยอะแยะ เดี๋ยวนี่พวกนักทัศนาจรนี่ ชอบพาคนไปเที่ยว แล้วก็ชอบนนอตามวัด  ราคาก็ถูกหน่อย   ไปภูเก็ตก็พักวัดพิชิตสังฆาราม  ท่านเจ้าคุณวัดนั้นสร้างตึก  ๔  ชั้นให้คนได้พักผ่อน  โรงครัวอาหารการกินสร้างไว้ ห้องน้ำห้องท่าเต็มไปหมด วันไหนคนไปพักเจ้าคุณไม่ได้หลับได้นอนเที่ยว เดินไปเดินมาตามที่ต่างๆ  ระแวดระวังมีทหารยามไปเดินดู เดี๋ยวนี้ตายแล้วเจ้าคุณองค์นั้น เพราะว่า ทรมาณสังขารมากไป   ทรมาณมากไป   เลยตายไปน่าสงสารคนเขายังไปพัก   ถ้าไปหาดใหญ่ก็วัด โคกสมานคุณ วันหนึ่งหลวงพ่อไปที่วัดโคกสมานคุณ รถเต็มวัด เอ๊ เขามีงานอะไรเลยเข้าไปหาเจ้าคุณ  ถามว่ามีงานอะไรครับรถเต็มวัด  ก็ไม่มีงานอะไรพวกทัศนาจร โอ้มากมาย ๔๐ กว่าคันรถจอดเต็มวัด เลย บอกว่าผมจะมานอนด้วยคืนนี้จะนอนตรงไหน เพราะว่าชั้นล่างนอนเต็มหมด ชั้นสองก็เต็มหมด จะ นอนอย่างไร  ไม่เป็นไรๆ  ยังมีที่มิดชิด  ที่เดิมที่พระสังฆาราชเคยมาพัก  ไม่มีใครนอน มนไปนอนที่ นอนพระสังฆาราสได้  ก็เลยขึ้นไปนอนบนนั้นเดินลงมาจะเหยียบคน มันนอนกันเต็มวัดแต่พอสว่างไปกัน หมดแล้ว  ไปปาดังมันไปซื้อของ ซื้อของแล้วกลับมา โอ้ย ซื้อกาแฟ ซื้อแอปเปิ้ล ซื้อโน้นซื้อนี่ ซื้ออะไร  ซื้อร่ม เจ้าคุณถามว่าร่มนี่ทำที่ใหนรู้มั้ย ไม่รู้แต่ซื้อปาดังมาแล้ว นี่โรงงานมันอยู่ในสวนยางที่นี่เอง เรา ไปซื้อมาจากปาดังของนอกแต่มันทำที่นี่  ทำที่หาดใหญ่ เสื้อผ้าก็ส่งไปจากกรุงเทพฯไปขาย ไปถึงก็ซื้อๆ กลับมาดู เอ้ บางลำภูนี่เอง ของไทยมันเยอะเดี๋ยวนี้ ซื้อนี่ เรียกว่าชอบซื้อซื้อกันใหญ่ ทีนี้เวลาขามานี่  พอมาถึงชุมพรเขามีด่านศุลกากรถูกริบเป็นแถวหมด ริบเทป ริบผลไม้ พวกนั้นริบหมดไม่ให้เอามากิน ที หลังรัฐบาลบอกว่าอย่าไปริบของเขาเลยเขาไปซื้อมา ถ้าจับไปจับที่หาดใหญ่ดีกว่าหนีภาษีเต็มเมือง ไอ้ นี้เขาไปซื้อจากหาดใหญ่อย่าไปจับเขาเลย ให้เขาเอาไปกินไปใช้ ก็เลยเลิกไป ค่อยดีขึ้นหน่อย นี่ก็เป็น อย่างนี้ ที่วัดใกล้วันสงกรานต์ คนก็วางแผนไปเที่ยวกัน เที่ยวปักษ์ใต้ฝ่ายเหนือ เมื่อคืนเดินไปข้างหลัง  พบคนสองสามคนมานั่งรอ นี่มาจากไหน มาจากพัทลุง มาทำไม มาเยี่ยมลูก ก็ลูกสบายอยู่มาเยี่ยมทำ ไม  มาเยี่ยมลูกอย่ามาหน้านี้  คนมันมากเดินทางมันลำบาก อากาศก็ร้อนกรุงเทพฯ อยู่บ้านสบายกว่า  แล้วไม่จำเป็นต้องมาเยี่ยมเพราะลูกชายก็อยู่ปกติ ไม่เจ็บไม่ไข้อะไร แล้วเป็นหน้าที่ลูกชายที่จะไปเยี่ยม โยม  แต่เขาติดการเรียนทางโรงเรียนยังไม่ปิดก็ไปไม่ได้ ไม่ต้องมา ทีหลังอย่ามา แล้วพาเด็กน้อยๆ  มาด้วย ทรมานเด็กเกินไป จะนั่งก็ลำบาก จะนอนก็ลำบาก จะถ่ายก็ลำบาก ทรมานเด็ก ทีหลังอย่ามา เที่ยวหน้านี้  มาเที่ยวในเวลาที่เขาไม่มาเที่ยวก็ได้ มาหน้าพรรษาก็ได้คนมันไม่เที่ยวกัน เรามาพบกัน สองสามราย  เลยเทศน์ให้ฟัง บอกว่าทีหลังอย่ามาเที่ยวต่อไป เที่ยวหน้านี้มันไม่เข้าเรื่อง แต่คนเขา ชอบไปเที่ยว  หน้านี้  วางแผนไปโน้น พวกรถก็เตรียมกัน แล้วก็ไปไม่ถึงปลายทาง พลิกคว่ำตายบ้าง  บาดเจ็บบ้างอะไรต่อไรกันไปตามเรื่องเพราะความประมาท  เวลานั่งรถก็สนุกกันร้องเพลง ไม่มีที่จะ เต้นก็เดินไปเต้นไป  ระหว่างเก้าอี้  เต้นไปกินเหล้า เอาเหล้าไปแจกคนขับรถ บอกว่าไม่ได้ ๆ ผม ขับรถ บอก ไม่เป็นไรๆ นิดๆหน่อยๆ เขี้ยวเข็นให้มันกิน ให้มันตายไวๆ เมา เมาแล้วก็ขับรถพลิกคว่ำ  ตายกันไป  ทุกปี หน้าสงกรานต์นี้มีตายทุกปี เพราะไปเที่ยวอย่างนี้ไม่ได้เรื่องอะไร อันนี้ความจริงมัน ไม่ถูกต้อง แต่ว่ามันเนื่องจากว่าราชกาลหยุดงาน พักผ่อน วันที่ ๑๒-๑๓-๑๔ แล้วมันก็ต่อกับวันศุกร์ด้วย  ไปกันใหญ่ออกไปเที่ยวไปทอดผ้าป่า  คนทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือมาทำงาน  พวกหนูจันทนาเขาก็ คิดจะกลับบ้าน กลับบ้านเฉยๆ มันก็ไม่มีอะไร เรี่ยไรไปทอดผ้าป่า พาคนกรุงเทพฯไปเที่ยว ทางบ้านก็ ต้อนรับคณะผ้าป่า  ไก่ตายเป็นร้อย  เพราะว่าต้องทำไก่  ต้มกินกับข้าวเหนียว ปลาร้าอะไรต่อไรกัน  ข้าวเหนียวกับห้องน้ำให้พวกกรุงเทพฯไปอาบ เรื่องมันฉุกละหุกทั้งนั้น แล้วภาคตะวันออกเฉียงเหนือน้ำ มันหายากจะตาย เวลานี้จะไปเที่ยวกันมากๆไม่ดี แต่เขาก็ต้องไป เพราะบ้านเขาอยู่ที่นั่น ขับรถตะบึง ตะบันกันไป  เกิดอุบัติเหตุบ่อย  ๆ  เป็นเรื่องที่อันตาราย วันสงกรานต์เขาเรียกว่า พอวันสงกรานต์ ชาวบ้านก็ไปทำบุญ  คนโบราณพูดว่าอย่างนั้น  อันนี้การมาทำบุญก็ต้องมาวัด มาวันที่ ๑๒ -๑๓-๑๔ มัน  ๓วัน ที่เชียงใหม่นั้นเขาทำกันคือวันที่ ๑๒ นี่เขาไปขนทรายเข้าวัด วันที่๑๓ เขาวันสังขารโลก คือว่า เป็นวันสงกรานต์  ปีเก่าหมดไป เขาก็ไปซักผ้าซักย่อนกันที่ริมแม่น้ำที่ห้วยแก้ว เรียกว่าเป็นวันสาธารณ สุขก็ได้ เพราะกวาดบ้านกวาดเรือนกัน ขัดถู บูชา พระก็เอามาอาบน้ำกัน ขัดแตก มาจัดที่ตั้งที่วางให้ เรียบร้อย  แล้วก็รุ่งขึ้นก็ไปตลาด ซื้อข้าวซื้อของ คนเขาไปกันเยอะ ไปทำบุญในวันที่ ๑๕ วันที่ ๑๕ นี้ เขาสรงน้ำพระ  สรงน้ำพระพุทธรูป แล้วก็สรงน้ำพระผู้แก่ แล้วก็ไปดำหัว ไปเป็นขบวน ไปดำหัวคูบา สมมติว่าวัดใหนแก่กว่าเพื่อน เขาก้ไปกัน ครูบาล่าตาทิพย์ ไม่ใช่ตาแกเป็นทิพย์หรอก นามสกุลแกว่าตา ทิพย์  เรียกว่าอย่างนั้น คูบาร่าแกเป็นลูกคนสุดท้องชื่อหล้า แล้วนามสกุลว่าตาทิพย์ อันนี้เขาเรียกว่าคู บาหล้าตาทิพย์  คนก็ไปถามหวย  ถามเบอร์ ถามโน่น ถามนี่ ตนคูบาไม่ได้หลับได้นอน วันหนึ่งๆนั่งรับ แขก  พรหมน้ำมนต์คนนั้นพรมน้ำมนคนนี้  อวยพรคนนั้น  อวยพรคนนี้ ไปเห็นแล้วโอ้ย มารบกวนทั้งนั้น  มาก็ไม่ได้อะไร เพราะว่าได้แต่น้ำมนต์ ครูบาก็ใจดีรดน้ำมนต์ให้ เดี๋ยวนี้มรณะภาพแล้ว อายุ ๙๕ มรณะ ภาพแล้วใส่หีบวางไว้  คนก็มากราบทุกเวลา  ยังนึกถึงท่านอยู่ คนก็ต้องไปรดน้ำดำหัว ถ้าหลวงพ่ออยู่ เชียงใหม่วันที่ ๑๕ คนก็มากันมากมาย เหมือนกัน มาดำหัวตุ๊เจ้าปัญญา ดำหัวนี่เขามีน้ำ มีเถาสะบ้า มี มะกรูดอะไรเครื่องขัดเครื่องถู เอาใส่ขันมาด้วย ใส่ขันมา เอามาแล้ว คนโน้นเอามาขันใหญ่ ใส่นิดๆๆ รวมกันแล้วถวายพระรับศีล   แล้วก็คูบาก็วักน้ำในขันมาลูบหัวหน่อย   ล้างมือ้างไม้   เรียกว่าดำหัว  ชาวบ้านจะไปรดน้ำบนหัวพระก็ไม่ได้เลยให้พระรดเอาเอง   รดเสร็จแล้วให้พร  แล้วเวลาก็มีผลไม้  แตงโม แตงกวา มะละกอ อะไรที่เป็นเอามาทั้งนั้น ใส่ชลอมกันมา มาถวาย เป็นเครื่องครัวไปในตัว  เขาทำอย่างนั้น แล้วเขาก็ไปเที่ยว เสร็จจากวันที่ ๑๕ ชาวบ้านก็ไปเที่ยว ไปไหว้พระธาตุจอมทอง ไป พระธาตุพระบาท ๔ รอย ไปลำพูน ไปที่ไหนๆ เที่ยว ขึ้นรถไปเที่ยวกัน เพราะว่าสงกรานต์ก็ไปเที่ยว ไปแตร่กัน วันสงกรานต์ที่ทำๆอยู่นั้น จุดหมายสำคัญอยู่ที่การแสดงความกตัญญูกตเวที ต่อพ่อแม่ ปู่ ตา ย่า ยาย ครูบาอาจารย์ เราแสดงความเคารพนับถือบูชา ก็ไปทำกันอย่างนั้น เป็นการแสดงความนับถือ กตัญญูกตเวที เช่น การรดน้ำผู้ใหญ่ เอาผ้าไปให้ เอาอาหารไปให้ ก็เปํนการแสดงความกตัญญูกตเวที ต่อผู้ใหญ่  ต่อพระสงฆ์องค์เจ้า  ต่อผู้เฒ่าผู้แก่ที่เรานับถือ  ปีหนึ่งก็ไปเยี่ยมท่านเสียครั้งหนึ่ง ไปทำให้ ท่านอายุยืน เขาเรียกว่าไปทำให้ผู้เท่าผู้แก่อายุยืน อายุยืนเพราะอะไร เพราะเห็นลูกหลานมากราบม ให้ว  สบายใจ  ก็เลยคิดว่า  เอ้อ กูจะอยูตอ่ไป บางคนก็ยังคิดถึงอยู่ แต่ถ้าไม่มีใครคิดถึง ไม่มีใคร มกราบมาให้ว  ผู้เฒ่า ผู้แก่ กูนี่ไม่มีใครเอาแล้ว จะอยู่ไปทำไมเดี๋ยวท่านก็ใจน้อยตายไปเท่านั้น แต่นี้ เรามาช่วยต่ออายุผู้เฒ่าผู้แก่  ไปกราบไปให้วให้ท่านสบายใจ  แล้วเราก็ไปรับพรจากท่าน ท่านก็สอน เตือน ให้เกิดความสำนึกรู้สึกผิดชอบชั่วดี มีอะไรให้เป็นของขวัญ แจกลูกแจกหลาน คนจีนเขาวันปีใหม่  เขาก็ให้อังเปาเอาเงินใส่ซองสีแดงไว้แจกลูกหลาน  ผู้ใหญ่ก็ชื่นใจเพราะลูกหลานมาเยี่ยมเอาของมา ให้   เอาของมาให้ท่านก็ไม่ชื่นใจเท่าใดหรอก   แต่ท่านชื่นใจว่าลูกหลานดี  คุณธรรมที่ท่านชื่นใจคือ ความกตัญญูกตเวที   เพราะความกตัญญูกตเวทีนั้น  มีอยู่ในใจของผู้ใดก็ย่อมเป็นฐานให้เกิดความดีอีก หลายอย่างไม่ตกต่ำ ไม่ทำชั่วทำผิดมีความกตัญญู คนที่กตัญญูต่อพ่อแม่ไม่ทำชั่ว กตัญญูต่อครูบาอาจารย์นี่ก็ ไม่ทำชั่ว เคารพนี่ไม่ทำชั่วนี่มันเป็นฐานงอกเงยแห่งคุณงามความดี ฉะนั้นลูกหลานคนใดที่มาไหว้ผู้เฒ่าผู้ แก่ ผู้เฒ่าผู่แก่ท่านดีใจ ดีใจว่า เออ ลูกหลานยังอยู่ในความดีอยู่ ยังมีความกตัญญูกตเวทีอยู่ เท่ากับว่า มีหลักประกันอันปลอดภัย  จะไม่ทำสิ่งใดที่เสียหาย ดีใจที่ตรงนี้ไม่ใช่ดีใจที่ได้ของ ไอ้ของมันก็อย่างนั้น  ได้ของท่านก็กินไม่ได่หรอก  มันมากเกินไป เสื้อผ้ามันก็นุ่งไม่ไหว ใส่สักนิดหน่อย ไม่ใช่นุ่งมากมายอะ ไร  ดีใจว่าลูกหลานสำนึกในหน้าที่ มีความกตัญญูกตเวทีต่อผู้มีอุปการะคุณ สบายใจที่ตรงนี้ อีกประการ หนึ่งเรามาวัดนี่ขอบอกว่า อย่าเอาของสดมาทำบุญให้มันมากนัก ฉันไม่ไหวในวันพิธีใหญ่นี่ฉันไม่ไหว มัน มากเกินไป ให้โยมกินแล้วก็ยังไม่ไหวยังเหลืออีก แต่ว่าวัดนี้พอถ่ายเทได้ เอาไปแจกเด็ก เด็กน้อยเด็ก พิการ  เด็กกรมประชาสงเคราะห์  เอารถปิ๊กอัพมาขนไป ค่อยยังชั่วหน่อย แต่ถ้าเราเอาของแห้งมา ถวาย  เก็บไว้ก็ไม่ได้ฉันที่เอามาถวาย  พระไม่ได้ฉันเก็บไว้ให้คนอื่น  ที่เขามาขอ พระบ้านนอกบ้านนา  ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือมาขอ  บวชเณร  ๖๐ รูป ขออุปถัมภ์สบงจีวรหน่อย ขอจีวรขอบาตรบวช เณร นักศึกษามหาวิทยาลัยรามคำแหง เกษตร จุฬา มากันจะออกค่ายมาขอความความอุปถัมภ์หลวงพ่อ ต้องการอาหาร เครื่องกระป๋องมีก็ให้ไป อะไรกินได้ก็เอาไปเอาไปออกค่าย ไปออกค่ายที่ไหนทำอะไร ก็ไม่รู้  กลับมาก็ไม่เคยรายงาน พวกมาทีหลังต้องเทศน์กันหน่อย ว่าพวกเธอนี่ได้ของจากหลวงพ่อนี่ไม่ เคยมารายงานว่าไปทำอะไรที่ไหน ไม่เคยถ่ายรูปมาให้ก็จะให้ชื่นใจ แล้วถามว่าขาดอะไรที่เราทำอยู่  เขาว่าขาดการประสานงาน      ขาดการประสานงานนั้นมันเรื่องทีหลัง     ก็บอกว่าพวกเธอนี่มัน ขาดความกตัญญู  ไม่รู้คุณคน รับของจากคนไปแล้วก็ไม่นึกถึง ว่าหลวงพ่อวัดนั้นให้อะไร ได้รับความสะ ดวกสบาย เสร็จงานแล้วยกพวกมากราบท่านหน่อย อย่างนี้หลวงพ่อก็จะชื่นใจ พระก็จะชื่นใจ แต่นี่หาย หัวไปเลยไม่ได้เรื่อง  เทศน์ให้มันฟังเสียหน่อย เพราะว่าพ่อแม่ก็ไม่ได้สอน เรื่องความกตัญญู อันนี้สำ คัญมาก ถ้าเราไม่ได้สอนให้ลูกหลานมีความกตัญญูกตเวทีต่อไปจะลำบาก คนแก่จะลำบาก พ่อแม่ปู่ตาย่า ยายจะลำบาก   พวกเด็กเหล่านั้นมันไม่สนใจมันไม่ช่วยอะไรแล้ว  มีครูคนหนึ่งมาเข้าค่ายอบรมที่วัดอุ โมงค์เชียงใหม่  แกก็มาเล่าให้พระฟัง ว่าดิฉันนี่มีลูกชาย อะไรๆ นี่ก็ให้เขาให้เขาไป แล้วก็ไปขายที่ ดิน  เพื่อไรซื้อที่ดินใหม่คนเขาอยากซื้อก็ซื้อันกัน ขายแล้วให้มันหมด แล้วมันไปสร้างบ้าน สรัางแล้วมัน ไม่ให้ดิฉันอยู่  เงินมันก็ไม่ให้ อะไรมันก็ไม่ให้ ว่าอ้าว เป็นความผิดของใครละโยม โยมทำผิดนะ ทำ ผิดเองไม่ใช่ลูกผิด  โยมนี่สอนแต่นักเรียนแต่ไม่สอนให้รู้จักพระคุณพ่อแม่  ไม่รู้จักกตัญญูกตเวที เลยทา รุณกับแม่มันไม่ให้อะไร  แกเลยไม่มีบ้านอยู่ต้องมาอยู่ที่โรงเรียน เลยบอกว่าวันไหนออกจากโรงเรียน แล้วมาอยู่วัดอุโมงค์ก็แล้วกัน  ให้มาอยู่วัดช่วยเหลือพระจัดเด็กเข้าค่าย ช่วยหุงข้าวต้มแกงอะไรต่อไป  บอกว่าตอนนี้ยังไม่เอา  ยังทำงานอยู่ เลิกงานเมื่อไร มาวัดอุโมงค์ฉันจะให้ความอุปถัมภ์ค้ำชูเอง ไอ้ ลูกจัญไรอย่าไปคิดถึงมันเลย ลูกมันแย่นะ แม่คนเดียวไม่ใช่หลายคน แกก็มีลูกคนเดียวเสียด้วย ได้คน เดียววิเศษจริงๆ ละ วิเศษล้นแม่ไปเลย อย่างนี้มันแย่ แล้วมันมีลูกมันจะเป็นอย่างไร หลานของแม่จะ เป็นอย่างไร มันก็แย่ต่อไป เพราะเราไม่ฝึกไม่สอน คนโบราณเขาฝึกเขาสอน ให้กตัญญูกตเวที เขาทำ ทุกอย่างให้กราบให้ไหว้ให้รู้จักทำอย่างโน้นอย่างนี้ เขาสอน แล้วเขาก็ไม่ทอดทิ้ง เราดูหนังจีนแล้วมัน พูดถึงความกตัญญูบ่อยๆ เผื่อบางทีมันทำให้พ่อแม่ เดี๋ยวนี้ลูกไม่มีความกตัญญูต่อพ่อ ต่อไปลูกมันจะแก้แค้น  ไอ้นี่มันบ้าไปหน่อย  ฉันจะแก้แค้นแทนพ่อ  มันไม่ได้  มันไม่ถูกเหมือนกัน กตัญญูจะเอาไปแก้แค้นไม่ได้  ควรจะทำอย่างอื่นที่มันดีกว่านั้น แต่ว่าหนังมันก็อย่างนั้น ไม่งั้นมันไม่สนุกเรื่องมันจบเร็วไม่ได้สตางค์หนัง นั้น  เพราฉะนั้น เดือนเมษายนเป็นเดือนแห่งความกตัญญู ชาวจีนไปฮวงซุ้ย เชงเม้ง วันพรุ่งนี้วันเชง เม้ง  แต่ว่าเขาไปกันกันแลัววันเสาร์วันอาทิตย์เขาก็ไปกัน  ตอนนี้อย่าไปชลบุรี รถมันติดโยมอาตมาไป เกือบไม่ทันฉันเพล  รถมันติดเต็มไปหมด พวกไปไหว้พ่อแม่ทั้งนั้น เพื่อให้นึกถึงพ่อแม่ ทำความดีตามพ่อ ตามแม่ จุดหมายมันอยู่อย่างนั้นเขาก็ทำกันอยู่ในสมัยนี้ พูดมาก็สมควรแก่เวลาขอยุติไว้แต่เพียงเท่านี้