ปาฐกถาธรรม โดย พระเทพวิสุทธิเมธี(ปัญญานันทภิกขุ) วันอาทิตย์ที่ ๑๘ เมษายน ๒๕๓๖ พุทธบริษัททั้งหลาย ณ  บัดนี้ถึงเวลาของการฟังปาฐกถาธรรมะ  อันเป็นหลักคำสอนในทางพระพุทธศาสนาแล้ว ขอให้ ทุกคนหาที่นั่ง แล้วก็นั่งอยู่กับที่อย่าไปไหนตั้งอกตั้งใจฟังด้วยดี เพื่อให้ได้ประโยชน์อันเกิดขึ้นจากการมาวัด  ตามสมควรแก่เวลา ถ้าเราเดินไปเดินมาหูก็ไม่ได้ตั้งใจฟัง เลยไม่รู้เรื่อง การมาวัดนี้จุดหมายอยู่ที่การศึกษาธรรมะ  อันเป็นหลักคำสอนของพระผู้มีพระภาคเจ้า เพื่อให้เกิด ความรู้ความเข้าใจถูกต้อง จะได้ทำลายความเห็นผิดความเข้าใจผิด ความหลงความงมงายประเภทต่างๆ ที่รับไว้  โดยไม่รู้ไม่เข้าใจ  ซึ่งมีจำนวนมากมาย เกิดมาเราก็เห็นเขาทำอย่างนั้น เขาแสดงอย่างนั้น  เราก็นึกว่านี่แหละพุทธศาสนา แต่ความจริงมันไม่ใช่มันเป็นเรื่องไสยศาสตร์เสียเป็นส่วนมาก เราก็ไปรับ มาโดยไม่รู้ไม่เข้าใจ ว่าสิ่งนั้นคืออะไร แล้วก็ยึดถือ หลงไหลนึกว่าสิ่งนั้นมันจะช่วยเราให้พ้นจากปัญหา คือ ความทุกข์ความเดือดร้อน  แต่ความจริงสิ่งนั้นช่วยไม่ได้ เพราะสิ่งนั้นไม่มีอำนาจอะไร ไม่มีฤทธิ์มีเดชอะ ไร  ที่จะทำใครให้เป็นอะไร แต่ว่าเรารับเชื้อไว้โดยไม่รู้ไม่เข้าใจ เป็นความเชื่อประเภทปราศจากปัญ ญา ไม่ถูกหลักทางพุทธศาสนา พระพุทธศาสนาสอนให้เรามีความเชื่อ แต่ต้องมีปัญญากำกับด้วย ไม่ให้เชื่อ ด้วยความงมงาย  แต่เชื่อเพราะคิดแล้วตรองแล้ว เข้าใจแล้วในเรื่องนั้นอย่างถูกต้อง แล้วก็ปฏิบัติดูแล้ว ได้ผลจาการปฏิบัติ คือได้ทดสอบด้วยตนเองแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้าท้าให้มีการทดสอบ ดังที่เราสวด ในพระธรรมคุณ   ที่เราสวดว่าสวากขาโตภควตาธัมโม   พระธรรมอันพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ดีแล้ว  เอหิปัสสิโก  ควรเรียกกันมาดูมาชม โอปนยิโก ควรน้อมเข้ามาใส่ตน ปัจจัตตังเวทิตัพโพ วิญญูหิ อันวิญญู ชนผู้ปฏิบัติชัดพึงจะเห็นด้วยตนเอง อันนี้เป็นลักษณะสำคัญของพระธรรมในทางพระพุทธศาสนา พระธรรมคำสอนของพระผู้มีพระภาคเจ้า อันพระองค์ตรัสไว้ดีแล้ว  คือตรัสถูกต้อง เป็นหลักปฏิบัติอันควรแก่การนำไปปฏิบัติอย่างแท้จริง ผู้ใดนำไป ปฏิบัติก็จะประจักษ์ชัดแก่ใจ ว่าผลแห่งการปฏิบัตินั้นเป็นอย่างไร เรามีความสุขอย่างไร มีความสงบอย่าง ไร  จากการปฏิบัตินั้น เห็นผลด้วยตัวของเราเอง แล้วพระธรรมนั้นเป็นสิ่งท้าให้เรามาพิสูจน์ คือให้เรา มาดูมาศึกษา มาปฏิบัติด้วยตนเอง ที่เรียกว่าเอหิปัสสิโก เป็นสิ่งที่ศึกษาพึงจะเห็นชัดด้วยตนเอง เรียกว่า ท้าให้มาดู ท้าให้มาทดสอบหลักคำสอนของพระพุทธเจ้า หลักคำสอนของพระพุทธเจ้าทุกบททุกตอน เป็นสิ่ง ที่ทนต่อการพิสูจน์  เราจะไปพิสูจน์ด้วยหลักอะไร  เอาอะไรมาพิสูจน์ก็ได้ เช่นสมัยนี้เราเรียนกันมาก มี ศาสตร์ประเภทต่างๆ  วิทยาศาสตร์  คณิตศาสตร์ สังคมศาสตร์ ศาสตร์อะไรหลายอย่าง บรรดาศาสตร์ เหล่านั้นใช้เป็นเครื่องมือ  เพื่อเอามาพิสูจน์หลักธรรมคำสอนของผู้มีพระภาคเจ้าได้ทั้งนั้น  พระธรรมคำ สอนของพระผู้มีพระภาคเจ้าไม่กลัวต่อการพิสูจน์ ไม่กลัวต่อการทดสอบ ผู้ใดจะมาท้าเพื่อเอาไปพิสูจน์ พระ ผู้มีพระภาคทรงพอพระทัย ไม่ทรงกลัวไม่ทรงหวาดหวั่น ในการที่ใครจะเอามาพิสูจน์ด้วยตัวเอง เอามาศึก ษาด้วยตัวเอง ยิ่งบุคคลที่มีปัญญาในเรื่องใดก็ตาม มารับฟังคำสอนของพระพุทธเจ้าแล้ว ถ้าเอาไปพิสูจน์ก็ เป็นที่พอพระทัยของพระผู้มีพระภาคเจ้า เพราะพระองค์ต้องการปัญญาชน ให้มาเข้าใจให้มาศึกษาให้นำไป ปฏิบัติ ผู้ใดนำคำสอนไปพิสูจน์ ด้วยการปฏิบัติด้วยตนเอง พระองค์ก็จะพอพระทัยว่าคนนั้นจะเข้าถึงธรรมะ  จะเห็นผลของธรรมะด้วยตัวของเขาเอง อันนี้เป็นหลักสำคัญมาก คำสอนนี้เป็นหลักสำคัญมาก เพราะเป็น คำสอนที่ให้อิสรภาพ เสรีภาพแก่คนผู้ต้องการพิสูจน์ ผู้ต้องการจะทดสอบด้วยตนเอง ว่าให้ผลเป็นอย่างไร  ใครจะมาทดสอบก็ดีใจ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพอพระทัยในการทดสอบนั้น เพราะผู้ทดสอบจะประจักษ์แก่ ใจตนเอง  ว่าธรรมะนี้ดีอย่างไร ให้ผลอย่างไร มีควาสุขสงบอย่างไร มีความสะอาดสว่างทางใจอย่าง ไร เป็นเรื่องที่ผู้ทดสอบจะเห็นชัดด้วยตัวเขาเอง พระพุทธศาสนาจึงเป็นเหมือนทองแท่งทึบ เอาไปหล่อหลอมเท่าใดๆ ก็ยังคงเป็นทองอยู่นั้นเอง ไม่ กลายเป็นตะกั่ว หรือไม่แปรเป็นสารอื่นตามอำนาจของการทดสอบ แต่ยังเป็นของที่มั่นคง มีจุดยืนแน่วแน่อย ในหลัการที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงสอนไว้ เพราะฉะนั้นหลักธรรมจึงเป็นหลักสำคัญ ที่เราควรจะศึกษาทำ ความเข้าใจ   ทุกครั้งที่เรามาวัด  เราก็มาเพื่อศึกษาทำความเข้าใจในส่วนนี้  เพราะฉะนั้นการมาวัด เรื่องสำคัญ  จึงอยู่ที่การศึกษาธรรมะ  เรื่องอื่นเป็นเรื่องปลีกย่อย ไม่ใช่เรื่องสลักสำคัญ เป็นเรื่องประ กอบเล็กๆ น้อยๆ แต่ว่าเรื่องการศึกษาธรรมะนั่นแหละเป็นเรื่องสำคัญยิ่ง ทุกครั้งที่เรามาวัดเราก็ต้องตั้ง เป้าหมายไว้ว่าเรามาเพื่อการศึกษา  เพื่อการทดสอบธรรมะของพระผู้มีพระภาคเจ้า ด้วยการนำไปปฏิ บัติเพื่อขัดกายวาจาใจของเราให้เป็นไปในทางที่ถูกที่ชอบ แล้วผลจะเกิดขึ้นเป็นอย่างไร เราจะรู้จะเห็น ชัดด้วยตัวของเราเอง  ไม่ต้องเชื่อตามเขาบอก ไม่ต้องเชื่อตามตำรา แต่เชื่อประสบการณ์ของเราเอง  ว่าเราได้เห็นสิ่งนั้นด้วยตัวเราเอง เหมือนกับอาหารบางอย่างที่เขาบอกว่าอร่อย รสชาดอย่างนั้นอย่างนี้  ถ้าเราไม่ทดสอบด้วยการรับประทานเข้าไป  เราจะรู้รสชาดอาหารนั้นได้อย่างไร แต่เมื่อใดเรารับประ ทานเข้าไปซักคำสองคำ    เราก็รู้ว่าอาหารนั้นเป็นอย่างไร    แล้วต่อไปก็จะรู้ว่าให้ประโยชน์แก่ร่าง กายอย่างไร  เมื่อเรารับประทานอาหารนั้นแล้ว สุขภาพทางกายเป็นอย่างไร อะไรเป็นอย่างไรเราก็ เห็นด้วยตัวเราเอง เหมือนเราจับถ่านไฟ เราก็ร้อนเอง จับน้ำแข็งมันก็เย็นเอง จับของเปื้อนมันก็เปื้อน เอง ถ้าเราไปล้างมันก็สะอาดหมดจดเอง อันนี้มันเป็นไปตามกฎของธรรมชาติ ถ้าเราเข้าไปทดสอบเรา ก็จะรู้ชัดเห็นชัด ในเรื่องนั้นตามสภาพที่เป็นจริงตลอดเวลา จึงเป็นหน้าที่ของเราผู้นับถือพระพุทธศาสนาจะ ต้องมาศึกษาทำความเข้าใจ  ในหลักพระธรรมคำสอนของพระผู้มีพระภาคเจ้า ศึกษาด้วยการฟังก็ได้ ศึก ษาด้วยการอ่านหนังสือจากตำหรับตำราก็ได้ ศึกษาจากการสนทนาแลกเปลี่ยนความคิดความเห็นกับเพื่อนผู้ ประพฤติธรรมด้วยกันก็ได้  ล้วนเป็นเรื่องก่อให้เกิดปัญญา  ให้เกิดความรู้ความเข้าใจถูกต้องทั้งนั้น เป็น เรื่องที่ควรกระทำ โดยเฉพาะวันอาทิตย์เป็นวันที่เราว่างจากงานการทางกาย ก็ควรจะมาวัดมาทำงานทางใจ มาศึก ษาธรรมะ  มาปฏิบัติธรรมะ  มามองดูตัวเราเอง เพื่อให้เห็นตัวเราเองชัดเจน ให้รู้จักว่าตัวเราคืออะ ไร  อะไรมันเกิดขึ้นในชีวิตของเรา  เราควรจะแก้ไขสิ่งนั้นอย่างไร  โดยวิธีใด เป็นเรื่องที่จะต้องใช้ จิตที่สงบตามสมควร  เพื่อศึกษาค้นคว้าในเรื่องเหล่านี้  ถ้าเราอยู่บ้านบางทีก็ทำไม่ได้ เพราะอารมณ์มัน มาก  อยู่บ้านนี่มีเรื่องมาก มีความยึดถือในวัตสดุสิ่งของต่างๆ ว่าเป็นของเรามากมาย จิตใจไม่ค่อยว่าง  ไม่โปร่ง  ไม่สงบ  แต่ถ้าเราออกจากบ้านมามันก็เริ่มดีขึ้น จิตใจสบายขึ้น เพราะฉะนั้นคนบางคนจึงชอบ ไม่เที่ยวตามสถานที่ต่างๆ โดยเฉพาะหน้าร้อน อยู่ที่บ้านนี้ร้อนเหลือเกิน ก็เลยไม่เที่ยวบางแสน พัทยา หัว หิน ชะอำ ไปเที่ยวที่นั่นที่นี่ เวลาไปเที่ยวนี่ใจมันโปร่ง มันเบา เพราะไม่มีความยึดถือในสถานที่ ไม่ยึดถือ ในบุคคลในทรัพย์สมบัติ มีแต่ตัวกับเงินเล็กๆ น้อยๆ เพียงพอกับการไปเที่ยวเท่านั้น ไปนั่งที่ไหนใจก็ไม่ได้ ผูกใจที่นั่นว่าของฉันรถของฉัน  หรือสวนป่าฉัน หรืออะไรๆ ว่ามันเป็นของฉันว่าไม่มี มันไปนั่งด้วยใจว่าง ด้วยใจสงบ ญาติโยมย่อมประสบด้วยตนเอง เวลาเราไปเที่ยวรู้สึกว่าสบายใจโปร่งใจ ด้วยประการต่างๆ แต่พอกลับมาถึงบ้าน  ไอ้ภาระเก่าๆ ทั้งหลายมันก็มารุมเข้ามาอย่างเก่าอีก มาทับตัวเราให้จมแบนต่อไป อีก แต่พอออกจากบ้านไปแล้วมันก็สบาย เพราะฉะนั้นคนโบราณเขาจึงตั้งหลักการไว ว่าเจ็ดวันนี่ก็ควรไป พักเสียสักวันหนึ่ง เหลือสักสองสามชั่วโมง นั่นก็คือการไปสู่ศาสนสถาน ไม่ว่าเรานับถือศาสนาใด เราก็ไป สูศาสนสถานของศาสนานั้น ที่เราเคารพนับถือ ชาวพุทธเราก็มาวัด มานั่งพักผ่อนมาสนทนากับพระ มีปัญหา ข้องใจ มีความทุกข์ความเดือดร้อนอะไรอยู่ในใจบ้าง เราก็เอามาพูดให้พระฟัง เป็นการปรึกษาหารือ ใน เรื่องเกี่ยวกับปัญหาชีวิต แล้วท่านก็แนะแนวให้ ให้คิดอย่างไร ให้ทำใจอย่างไร ให้ปล่อยให้วางอย่างไร  ให้รู้ทันรู้เท่าต่อสิ่งนั้น  ว่าสิ่งนั้นมันคืออะไร  มันมีเนื้อแท้ที่เราเข้าไปเกาะไปจับหรือไม่  หรือมันเป็นแต่ เพียงกระแสที่เกิดขึ้นไหลไปตามอำนาจของการปรุงแต่ง แล้วก็จะแตกดับสลายไปในที่สุด ท่านชี้ให้เราคิด ให้เราเข้าใจในเรื่องเหล่านั้น เมื่อเราคิดได้เข้าใจได้ เราก็เบาไป โปร่งไป จิตใจมันก็สบาย เพราะ ฉะนั้นเมื่อสนทนาธรรม ทำให้จิตใจผ่องใส บาปไม่เกิดในขณะที่เราพูดธรรมะ บาปไม่เกิดในขณะที่เราฟัง ธรรมะ บาปไม่เกิดในขณะที่เราปฏิบัติธรรมะอยู่ จิตมันก็สะอาด สว่าง สงบขึ้นในขณะนั้น เรียกตามภาษา ชาวบ้านว่า  เราเป็นตัวของเราเอง  ไม่เป็นทาสของอะไรๆ มีใจเป็นของตน ใจไม่ตกไปอยู่ในอำนาจ ของสิ่งนั้นสิ่งนี้ ซึ่งมีอยู่รอบตัวเรา แล้วเราเข้าไปจับไปฉวยไปยึดไปถือเอาสิ่งนั้นว่าเป็นของตัวของตน มัน ก็เกิดปัญหา  เกิดความทุกข์เกิดความเดือดร้อนใจ ถ้าเรามานั่งอยู่ที่วัดแต่ใจกลับไปบ้าน เป็นห่วงเป็นกัง วลเรื่องนั้นเรื่องนี้ที่บ้าน  เป็นห่วงว่าใส่กุญแจแล้วยัง เก็บของแล้วยัง หรืออะไรมันอยู่อย่างไร มันนั่งฟุ้ง ซ่านอยู่อย่างนั้น มันก็ไม่ได้ผลดังที่ตั้งใจ เพราะว่าใจมันกลับไปบ้าน เรามาอยู่วัดก็ให้ใจอยู่ที่วัด แม้ใจมัน จะไปคิดถึงบ้าน  ก็ต้องสอบสวนทวนถามตัวเอง ว่าทำไมจึงคิดถึงบ้าน ทำไมจึงคิดถึงสิ่งนั้นสิ่งนี้ สิ่งนั้นมัน เป็นของเราจริงๆ หรือ เรามีมาตั้งแต่เมื่อไร เราได้มาเมื่อใด เพราะเหตุใด แล้วเมื่อเรามีเราได้มา แล้วมันจะอยู่กับเราตลอดไปหรือไม่  เมื่อใดเราจะจากโลกนี้ไป เรานำสิ่งนั้นไปด้วยหรือไม่ นำไปกันได้ ไหม  นำเช็คธนาคารไปได้ไหม หรือว่านำหุ้นที่เราซื้อไปได้ไหม อะไรๆ ต่างๆ ที่เรายึดถือ ว่าเป็นของ เรานั้น เราเอาไปได้หรือเปล่า ถ้าหากว่ายังลังเลสงสัย ต้องไปดูคนที่เขาไปๆ กันแล้ว เขานำอะไรไป บ้าง  เศรษฐีเจ้าของธนาคาร มีเงินแสนล้าน เอาไปได้หรือเปล่า เจ้าของห้างใหญ่ที่สุดในประเทศไทย  คือห้างเซนทรัล เวลาตายขนห้างไปด้วยหรือเปล่า ใส่ข้างโลงไปด้วยหรือเปล่า ไปเปิดห้างใหม่ขายของ ในปรโลกอีกหรือเปล่า ถ้าเราพิจารณาด้วยปัญญาของเรา เราก็จะมองเห็นด้วยตัวของเราว่า มันไม่มีอะ ไรเป็นของเราอย่างแท้จริง มันเป็นแต่เพียงสิ่งสำหรับอาศัยชั่วครั้งชั่วคราวเท่านั้น ก็สิ่งที่สำหรับอาศัยนั้น  เราจะไปยึดไปถือว่าเป็นตัวเราได้เมื่อไร ว่าเป็นของเราได้เมื่อไร ถ้าเราไปยึดถือเข้าสภาพจิตใจเป็น อย่างไร เหมือนกับท่านพุทธทาสบอกว่าถ้าไปยึดมันเข้ามันก็กัดเอาเท่านั้นเอง มันกัด มันกัดหมายความว่า ทำให้เราเป็นทุกข์ ทุกครั้งที่เราเป็นทุกข์ก็เรียกว่ามันกัด ถูกวัตถุที่เราไปยึดถือไว้มันกัดเราเอา ทำให้เรา เป็นทุกข์เพราะสิ่งนั้น และถ้าเราถูกมันกัดบ่อยๆ ร่างกายเรามิเป็นแผลไปทั้งตัวหรือ แล้วถ้าร่างกายเรา เป็นแผลไปทั้งตัวนี่ เราจะมีความสุขได้อย่างไร เราจะมีความสะดวกสบายได้อย่างไร ลองพิจารณา ถ้า เราพิจารณาเห็นว่ามันไม่สบาย  ไอ้หมากัดพอรักษาได้ แมวข่วนพอรักษาได้ แต่ว่าอารมณ์กัดนี่มันกัดบ่อยๆ  กัดทุกครั้งที่เราโง่ พอเราโง่ก็ถูกกัดทันที ทำให้เราเจ็บปวดทันที ความทุกข์ความเดือดร้อนใจที่มันเกิดขึ้น ในชีวิตของเรานั้น เกิดเพราะความโง่ความเขลา โง่เพราะไม่รู้จักสิ่งนั้นถูกต้อง แล้วก็ไปจับไปฉวยเอา มาเป็นของตัว เป็นตัวบ้างเป็นของตัวบ้าง แล้วเราก็นั่งเป็นทุกข์เพราะสิ่งของเหล่านั้น อันนี้มันได้อะไรขึ้น มา มันได้ประโยชน์อะไรจากการที่เรานั่งเป็นทุกข์อย่างนั้น ไม่มีอะไรเกิดขึ้นแก่เรานอกจากความทุกข์เท่า นั้นเอง แล้วถ้าเรานั่งเป็นทุกข์เราก็ยิ่งโง่หนักขึ้นไป เราไม่มีหน้าที่ที่จะเกิดมาเป็นทุกข์ แต่เราเกิดมาเพื่อ ให้จิตใจสบาย   ให้มีความสุขความสงบทั้งร่างกายและจิตใจ   แล้วเรามานั่งเป็นทุกข์ด้วยเรื่องนั้นด้วย เรื่องนี้  ด้วยเรื่องที่ไม่เป็นสาระไม่เป็นแก่นสารอะไร จะเรียกว่าเราฉลาดได้อย่างไร เราเป็นผู้รู้ผู้ตื่น  เป็นผู้เบิกบานตามหลักคำสอนของพระพุทธเจ้าได้อย่างไร เรามีของดีแต่เราไม่ค่อยจะได้ใช้ ไม่หยิบเอา ของดีของพระพุทธเจ้ามาใช้ ไม่คิดตามแบบที่พระพุทธเจ้าสอนให้คิด แต่เราไปคิดตามแบบคนโง่สอนให้เรา คิด เราจึงติดจึงหลงจึงมัวเมา อยู่ในสิ่งนั้นด้วยประการต่างๆ แล้วก็มีแต่ความกลุ้มอกกลุ้มใจ สร้างปัญหา ให้เกิดขึ้นแก่ตนด้วยวิธีการหลายอย่างหลายประการ อันนี้ก็เป็นปัญหา ทำให้เกิดความวุ่นวายใจ เมื่อวานซืนนี้มีโยมผู้หญิงคนหนึ่งมาที่วัด มีหมามาด้วยสองตัวไอ้หมาที่มีขนขาวปุกปุย ไอ้ตัวหนึ่งใหญ่ตัว หนึ่งเล็ก ไอ้ตัวเล็กนั่นชื่อว่าสำลี ไอ้ตัวใหญ่ชื่อฝ้าย ฝ้ายกับสำลีมันก็อันเดียวกัน แต่ว่าชื่อให้มันแตกต่างกัน  แล้วก็บอกว่าหมาสองตัวนี่มันเป็นหมาเรียบร้อย  มันเชื่อฟังคำสั่งคำบอกเล่าทุกประการ แล้วบอกว่าไอ้ตัว ใหญ่นี่ชอบกินผลไม้  อาตมาเลยบอกว่ามันคงเป็นสมาชิกพรรคพลังธรรม เพราะว่ามันชอบกินผลไม้ ก็เลย เอามะม่วงให้มันกิน มะม่วงในจานเต็มจานก็เลยตักให้มันชิ้นหนึ่งมันก็กินหมด เดี๋ยวกินเดี๋ยวกินผลไม้ ไอ้ตัว เล็กไม่กินมันอยู่คนละพรรค แต่มันก็ไม่กัดกัน เดี๋ยวนี้พรรคการเมืองหลายพรรคมาเป็นรัฐบาล คอยกัดคอย แซะกันอยู่ตลอดเวลา คอยพูดให้แต่แยกแตกร้าว ทำไม่เป็นอย่างนั้น เพราะว่านักการเมืองไม่ค่อยมีธรรมะ ไม่ประพฤติตามหลักธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า เล่นการเมืองเพื่อตัวเพื่อพรรค ไม่เล่นการเมืองเพื่อ ชาติเพื่อประเทศ  เพื่อประโยชน์ส่วนรวม ถ้าเราเล่นการเมืองเพื่อประเทศชาติ เราไม่มีตัว ไม่มีเรื่อง ส่วนตัว  ไม่คิดอะไรเพื่อตัว  ไม่พูดอะไรเพื่อตัว  ไม่ทำอะไรเพื่อตัว  เราก็สามารถจะเข้ากันได้ สักกี่ พรรคก็ตาม ถ้าว่าทุกพรรคมีธรรมะเป็นหลักครองใจ เมื่อรวมกันเข้าก็เรียกว่าธรรมะหลายฝ่ายมารวมกัน เข้า  มันก็เป็นธรรม ปกครองบ้านเมืองโดยธรรม คิดโดยธรรม จะให้สัมภาษใครก็พูดเป็นธรรมะ ไม่พูด เรื่องที่จะให้เกิดแตกแยกแตกร้าว สังคมก็จะเรียบร้อย แต่ว่าเรายังหานักการเมืองอย่างนั้นไม่ได้ เพราะ ว่าการสอนธรรมะยังไม่แพร่หลาย   ยังไม่ได้เอาจริงเอาจัง   แม้ในกระทรวงศึกษาธิการ  ซึ่งมีหน้าที่ อบรมคนสอนคนให้เป็นคนดีของชาติของบ้านเมือง  ก็ยังทำไม่เรียบร้อย  เพราะคนที่ทำงานยัไม่มีธรรมะ เพียงพอ ยังไม่รู้ซึ้งในเรื่องธรรมะ แล้วไม่เอาธรรมะไปใช้ แต่เอากิเลสไปใช้ คนเราถ้าใช้กิเลสแล้วมัน ยุ่งถ้าใช้ธรรมะแล้วมันก็ไม่ยุ่ง เรื่องบุคคลเรื่องสังคมเรื่องครอบครัว เรื่องประเทศชาติเรื่องของโลก ที่ มันยุ่งๆ กันอยู่ทุกวันนี้ มันยุ่งเพราะคนไม่มีธรรมะทั้งนั้น ประเทศเขมรยุ่งเพราะไม่มีธรรมะ พระเขมรไม่ ค่อยสอนธรรมะแก่ประชาชน สอนแต่ไสยศาสตร์ ทำยันต์บ้าง สักไปทั้งเนื้อทั้งตัว สักจนกระทั่งบนหัว สักทำ อะไร  อันนี้เรียกว่าเขียนสิ่งโง่ๆ ไว้กับเนื้อกับตัว ร่างกายภายนอกมันก็โง่ข้างในมันก็โง่ เลยพูดกันไม่รู้ เรื่อง  ต่างคนต่างมีทิฏฐิ มีมานะ ไม่ยอมใคร โดยไม่คิดว่าชาติจะเป็นอย่างไร ประเทศจะเป็นอย่างไร  พลเมืองเขมรจะเป็นอย่างไร เขาไม่คิด คิดแต่เรื่องของตัวเท่านั้นเอง ความเห็นแก่ตัวมันล้นบ้านล้นเมือง จึงทำให้บ้านเมืองพินาศเสียหาย เกิดปัญหา ในแถวยุโรปตะวันออกก็เหมือนกัน  ประเทศเล็กๆ  น้อย มีคนหลายเผ่า สมัยก่อนอยู่กันด้วยความ สุขสงบ  แต่พอเปลี่ยนแปลงอะไรขึ้น  ก็เลยต้องการจะแยก แม้ชาติเล็กๆ พลเมืองไม่เท่าไร ก็ต้องการ อิสรภาพ  ไม่รู้ว่าอิสรภาพคืออะไร  เขาไม่เข้าใจว่า  อิสรภาพที่แท้มันอยู่ที่ไหน มันอยู่ที่ใจที่ไม่เป็นทาส ของอะไรๆ แล้วกันรบกันนั้นมันจะได้อิสรภาพอย่างไร เป็นการกระทำเพื่อความเป็นทาส ไม่ได้กระทำเพื่อ ความเป็นไทย  แม้เขาขนอาหารไปเลี้ยงก็ยิงขบวนอาหาร  ทำลายอาหาร  ทำลายเครื่องบินบ้าง  ทำ ลายรถบ้างที่ไปช่วย อย่างนี้มันก็บ้าเต็มทีแล้ว ไม่มีศาสนาแล้ว ไม่มีธรรมะอยู่ในใจแล้ว แต่คนพวกนั้นก็ยัง สำคัญตนว่าเป็นผู้นับถือศาสนา นับถือแต่เพียงเปลือกของศาสนา ไม่เข้าถึงเนื้อแท้ของศาสนา คือไม่เข้าถึง ธรรมะของศาสนา  เรานับถือศาสนาอะไรก็ตาม ถ้าเราติดแต่เพียงเปลือก เราก็ไม่เข้าถึงเนื้อ เหมือนเราได้ทุเรียนมาผลหนึ่ง    แล้วเราก็ติดเปลือกทุเรียนไม่อยากปอก   นั่งดูเล่นดูเปลือกทุ เรียนดูหนามทุเรียน  แล้วก็ดมกลิ่นทุเรียนจากเปลือกมัน  แล้วจะได้กินทุเรียนอย่างไร ทุเรียนนั้นจะให้วิ ตามินโปรตีนแก่ร่างกายได้อย่างไร มันไม่ได้อะไร เพราะมัวไปกอดผลทุเรียนอยู่ กอดแรงๆ มันก็ตำหน้า อกตำแขน  เลือดไหลถลอกปอกเปิกไปเท่านั้นเอง นี่เรียกว่าถือไว้ด้วยความโง่ เราถือศาสนาด้วยความ โง่นี่ขออภัยเถอะ  มีจำนวนไม่ใช่น้อย ถือศาสนาด้วยความโง่คือไปยึดเอาศาสนาไว้ ไม่ได้ยึดธรรมะเอา เปลือกของศาสนา  ติดเปลือกของศาสนา  ติดพระพุทธรูปติดหลวงพ่อ  ติดวัดติดวา ติดอาจารย์นั่นติดอา จารย์นี่ แต่ไม่เข้าถึงธรรมะของศาสนา มันก็ยุ่ง แม้แต่ธรรมะพระพุทธเจ้ายังสอนไม่ให้ติด ไม่ให้ติดธรรมะ แต่ให้ใช้ธรรมะเป็นเหมือนแพข้ามฟาก ในพระสูตรหนึ่งท่านเปรียบว่าธรรมะว่า  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  เธอทั้งหลายจงใช้ธรรมะเป็นเหมือ แพสำหรับข้ามฟาก แพเขามีไว้สำหรับข้ามฟาก จอดไว้ฝั่งนี้ให้คนลงแพ แล้วถ่อแพไปฝั่งโน้น เมื่อไปถึงฝั่ง โน้นแล้วก็ขึ้นจากแพ  วิ่งไปต่อไป  ทีนี้เราเห็นแพแล้วลงไปในแพ  พอลงไปในแพแล้วก็ติดแพ เพราะว่า แพมันใหญ่  ไม้มันสวย  ไม้ถ่อมันก็ยาว แล้วคนอื่นก็ลงแพเหมือนกัน เลยมาเถียงกันที่ริมตลิ่งนั่นแหละ ว่า เฮ้ยไอ้แพของแกมันเล็กกว่าของฉัน  ไม้ไผ่ของแกมันก็ลำน้อย  ของฉันมันลำใหญ่กว่า  ไม้ถ่อฉันมันก็แข็ง แรงยาวกว่า  เถียงกันไปเถียงกันมา  เลยเอาไม้ทุบหัวกัน เลือดไหลไปตามๆ กัน แล้วคนนั้นจะเอาแพ ข้ามฟากได้อย่างไร  มันไม่มีทางที่จะข้ามได้  เพราะไปติดแพ แล้วก็ไปเถียงกันด้วยเรื่องแพ อันนี้มันไม่ ถูกต้อง  พระพุทธเจ้าบอกว่าเมื่อเธอลงไปถึงแพแล้ว อย่าไปติดแพจงใช้ไม้ค้ำถ่อแพให้พ้นจากตลิ่ง แล้วก็ รีบค้ำๆ   ไป  จนกระทั่งถึงฝั่งโน้น  เมื่อถึงฝั่งโน้นแล้วเธอก็อย่เสียดายแพ  อย่าไปหลงแพที่ได้ข้ามมา  จงกระโดดขึ้นจากแพขึ้นไปบนฝั่ง แล้วก็วิ่งไปให้ห่างจากข้าศึกศัตรู อย่างนี้มันก็ปลอดภัย แต่ว่าส่วนมาเรา มันติดแพกัน  แล้วก็ติดไม้ถ่อบ้าง  เลยมาเถียงกัน อาจารย์ท่านเป็นอย่างนั้นอาจารย์ท่านเป็นอย่างนี้ วัด โน้นเป็นอย่างนั้น  วัดนั้นเป็นอย่างนี้  เถียงกันทะเลาะกันตีกัน แตกแยกกันแล้วมันได้อะไรขึ้นมา เราทำ อย่างนั้นมันไม่ได้อะไร  ไม่ใช่หน้าที่ของพุทธบริษัท  ที่จะไปนั่งเถียงกันด้วยปัญหาที่ไม่เข้าเรื่อง พระพุทธเจ้าท่านสอนว่า  อย่าพูดเรื่องอันจะเป็นเหตุต้องเถียงกัน  อย่าพูดเรื่องนั้น เพราะว่าถ้า พูดแล้วจะต้องพูดมาก เพราะถ้าพูดมากจิตมันก็จะฟุ้งซ่าน ไม่มีสมาธิ ไม่มีปัญญา แล้วก็เกิดเรื่องระหองระ แหงด้วยประการต่างๆ  วัดนี้แตกวัดโน้น  วัดโน้นแตกวัดนี้ นิกายนี้แตกกับนิกายโน้น อะไรให้วุ่นวายด้วย ประการต่างๆ  นี่คือความบ้าทั้งนั้นไม่ใช่เรื่องอะไร  มีคนมาที่วัดนี้ถามหลวงพ่อบ่อยๆ ว่าท่านนิกายอะไร  อาตมาก็บอกว่าที่วัดนี้ไม่มีนิกายอะไร  ไม่มีคำว่านิกายอะไร  เพราะว่านิกายนั้นเป็นเรื่องของกิเลส ไม่ ใช่เรื่องของธรรมะ   ที่วัดนี้ไม่มีนิกายให้ยึดถือ  วัดนี้ถือแต่ว่าเป็นวัดของพระพุทธศาสนาเท่านั้น  ไม่มีนิ กายอะไร มองแต่ว่าพระโกนหัวเท่านั้น นุ่งผ้ากาสายะก็มองว่าเป็นพระเท่านั้น แต่ไม่ได้สนใจว่าเป็นพระ วัดไหน  นิกายอะไร  ไม่ได้สนใจอย่างนั้น พระพุทธเจ้าเคยคุยกับพราหมณ์คนหนึ่งว่า     เมื่อมาเจอกันอย่าถามเรื่องชาติ     อย่าไปถาม เรื่องวรรณะ   อย่าไปถามเรื่องโคตร  อย่าไปถามเรื่องตระกูล  แต่ให้ถามว่าท่านประพฤติธรรมอะไร  ท่านอยู่กับธรรมะอะไร   ปกติในชีวิตประจำวันนั้นอยู่กับธรรมะอะไร   ท่านให้ถามกันอย่างนั้น  ให้ถาม เรื่องธรรมะ อย่าไปถามว่าชาติอะไร ศาสนาอะไร โคตรอะไร สกุลอะไร ถามให้มันแตกแยก ให้มันยุ่ง เท่านั้นเอง  สมมติว่าคนหนึ่งไปวัดธรรมยุติ แล้วมาถามหลวงพ่อ หลวงพ่อบอกว่ามหานิกาย ใจมันเริ่มไม่ สบายว่าอ้อ  ไม่เหมือนพวกเรา  ถ้าหากว่าพวกมหานิกายไปถามว่าพวกธรรมยุติ ใจมันก็ห่างออกมาแล้ว  มันสร้างกำแพงน้อยขึ้นกั้นไว้ระหว่างคนสองคนไม่ให้ไปชิดกัน    แต่มีกำแพงนิกายกำแพงนั่นกำแพงนี่เอา มากั้นไว้ พระพุทธเจ้าสอนว่าอย่าสร้างกำแพง จะเป็นกำแพงผ้า กำแพงอิฐกำแพงไม้ กำแพงเหล็กอะไร มันใช้ไม่ได้ทั้งนั้นแหละ ไปสร้างเข้าแล้วมันเป็นเครื่องกั้นไม่ให้คนเข้าถึงกัน เราก็ควรจะมองกันแต่ว่าเป็น คนเหมือนกัน  ร่วมทุกข์ร่วมสุขกัน  ปรารถนาความดีความเจริญเท่ากัน เกลียดชังความชั่วร้ายเหมือนกัน  แล้วเราก็ควรจะยิ้มกันโดยไม่ต้องรู้ว่าชาติอะไร  ภาษาอะไร  ศาสนาอะไรก็ได้  เราดูว่าเขาประพฤติ ธรรมอะไร  เป็นคนเจริญด้วยสติด้วยปัญญา  ด้วยศีลด้วยธรรมอะไร  เรามองอย่างนั้น ถ้ามองอย่างนั้น แล้วมันไม่เกิดปัญหา   ไม่เกิดความแตกแยกแตกร้าว  เพราะเรามองด้วยปัญญาด้วยความรู้ความเข้าใจ  เดี๋ยวนี้คนนับถือศาสนากลับเอาศาสนาเป็นไม้ตะบองเป็นอาวุธ    แล้วเอาไปรบกันฆ่ากันดังที่ปรากฏเป็น ข่าวทางโทรทัศน์อยู่ทุกวันทุกเวลา  เรื่องศาสนาที่รบกันไม่ใช่เรื่องอะไร  เรื่องเชื้อชาติ  เรื่องศาสนา  เรื่องผิว  เช่นประเทศอาฟริกา  อาฟริกาใต้  นี่รบกันเรื่องผิว  เพราะคนฝรั่งชอบไปอยู่มาก  แล้วไป สร้างความเจริญให้แก่บ้านนั้น  แต่ฝรั่งมันก็ไม่ดีเหมือนกันเพราะมันเหยียดพวกผิวดำ  กีดกันผิวดำด้วยวิธี การต่างๆ  วิชาการบางอย่างพวกผิวดำเรียนไม่ได้  เช่น  เป็นหมอไม่ได้ เป็นนักปกครองก็ไม่ได้ เป็น ทหารก็ไม่ได้ นี่มันสร้างความแตกแยก พวกผิวดำมันก็เกิดการต่อสู้ในเรื่องนี้ ก็เลยแตกแยกกัน อันนี้มันไม่ ถูก  เราอย่าไปถือผิว  ถือว่าเป็นคนเหมือนกัน แต่อาจจะแตกต่ากกันด้วยอะไรต่ออะไรตามหน้าที่ แต่สา มารถจะเข้ากันได้  เอามาหล่อหลอมให้เข้ากันได้ด้วยความมีธรรมะเป็นหลักจิตใจมันก็จะไม่แตกแยก แต่ ไม่ได้คิดอย่างนั้น  เพราะคนขาวที่ไปอยู่ที่นั่นก็ไปด้วยทิฏฐิมานะ  ไปด้วยสำคัญตนว่าฉันเป็นเจริญ ไอ้พวก เพื่อนบ้านมันยังป่าเถื่อนยังไม่มีความเจริญก้าวหน้า  แล้วก็ไปอยู่กันคนละที่คนละพวก ไม่เข้ากันอะไรๆ ก็ แยกกัน มันก็เลยแตกกันไปใหญ่เข้ากันไม่ได้ ในบ้านเมืองคนที่เข้ากันไม่ได้เพราะเรื่องอย่างนี้ พระพุทธเจ้าจึงสอนว่าอย่าเอาตัวตนเข้าไปเป็น เครื่องกีดกั้นอะไรๆ แต่ว่าเราทำลายตัวของเราเสีย หลอมตัวเราให้เข้ากับคนอื่นได้ให้เหมือนกับน้ำที่มัน เข้ากันได้น้ำทีมันไหลจากแผ่นดินเช่นเมืองไทยที่มีแม่น้ำเจ้าพระยา ท่าจีน แม่กลอง บางประกง และแม่น้ำ สายใหญ่  มันไหลลงไปรวมในทะล  ในอ่าวไทยเมื่อลงไปในทะเลแล้วเราจะไปตัดแยกได้ไหมจะตัดเอา เฉพาะแม่น้ำเจ้าพระยา  น้ำแม่น้ำเจ้าพระยาก็ไม่ได้ บางปะกง แม่กลอง ก็ไม่ได้ เพราะมันปนกันสนิท แล้ว เป็นน้ำเค็มเหมือนกัน อยู่ในมหาสมุทรเดียวกัน ก็อยู่กันได้ น้ำมันไม่เคยทะเลาะกัน เจ้าพระยาไม่ทะ เลาะกับท่าจีน  ไม่ทะเลาะกับแม่กลอง  แม่น้ำท่าจีน  แม่น้ำแม่กลอง ก็ไม่ทะเลาะกับแม่น้ำบางปะกง  แต่มันเข้าแล้วรวมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน  เป็นประโยชน์แก่การที่จะใช้จะทำอะไรได้  ฉันใด  คนเราก็ ควรจะเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน อย่าแตกแยกแตกร้าวกัน อย่าทำอะไรให้เกิดการแตกแยก อย่าพูดอะไรให้ เกิดความแตกแยก อย่ายุแยงตะแคงรั่ว ให้มันเกิดความแตกต่างระหว่างชนชั้นให้เกิดปัญหา ให้ทะเลาะกัน แล้วก็ตนจะได้ประโยชน์  อะไร ๆ ที่มนุษย์ทำนี่ไม่มีอะไรหรอก มีแต่ประโยชน์ทั้งนั้น เพื่อประโยชน์ทั้งนั้น  ประโยชน์ตัวเป็นเรื่องใหญ่ ถ้าว่าตัวจะได้ประโยชน์ก็ทำทุกอย่าง เพื่อให้คนอื่นแตกแยกแตกร้าวกัน ไม่ให้ เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ตัวก็จะได้แซงเข้าไปหาประโยชน์ ฆ่าแกงกันก็เพราะเรื่องผลประโยชน์ทั้งนั้น ไม่ ใช่เรื่องอะไร ทำลายเจ้าหน้าที่ที่รักษากฏหมาย ก็เพื่อประโยชน์ของตัว ไม่ใช่เพื่ออะไร ประโยชน์ต้วใน ทางวัตถุ เขามีความโลภมากมีความอยากได้มาก แต่ไม่ได้คิดว่าเราควรจะมีสักเท่าไร ควรจะได้สักเท่า ไร  นักปราชญ์ชาวรัสเซีย ชื่อว่า ตอล สตอยล์ ได้เขียนเรื่องนิยายไว่เรื่องหนึ่ง เรื่องต้องการแผ่นดิน  ว่าคน  ๆ  หนึ่งนั้นเป็นคนยากจนข้นแคค้น  ไม่มีที่ดิน  ตอล สตอยล์ เขียนเรื่องนี้ก็ด่าพวกนายทุน ไม่ใช่ เรื่องอะไร  เพราะว่าประเทศรัสเซียนั้นที่ดินเป็นของคน ๓ คน เท่านั้นเอง ๑. ของพระเจ้าซาร์ ซึ่ง เป็นพระเจ้าแผ่นดินและราชวงศ์ ๒. เป็นของนายทุนใหญ่ ๓. เป็นของวัด วัดคาทอลิกในรัสเซีย เป็น เจ้าจองที่ดินมากมาย     แล้วก็นายทุนพวกเศรษฐีมีที่ดินมาก    แล้วก็ของพระเจ้าซาร์    มีที่ดินมาก  ส่วนชาวบ้านอื่นนั้นไม่มีที่ดินเป็นของตัว  ต้องไปเช่าเขาทำกันอยู่ทั้งนั้น เช่นเช่าที่ดินวัด วัดก็ต้องบังคับไห้ เป็นไปอย่างนั้น ให้เป็นอย่างนี้ นายทุนก็บังคับ อะไรต่าง ๆ จึงเกิดลัทธิคอมมูนิสต์ขึ้น เพื่อทำลายล้างสิ่ง เหล่านี้  แต่ว่า ตอล สตอยล์ นั้นแกเกิดในสมัยที่ไม่ได้เป็นคอมมูนนิส์ เป็นนักเขียนที่มีชื่อโด่งดังไปทั่วโลก  แกก็เขียนว่าคน ๆ หนึ่ง ไม่มีแผ่นดินจะอยู่อาศัย เลยก็ทำการอ้อนวอนต่อพระผู้เป็นเจ้า อ้อนวอนทุกวัน ๆ  เพื่อขอที่ดินให้เป็นที่อยู่บ้าง พระผู้เป็นเจ้าได้เห็นไอ้นี่มันอ้อนวอนก็ชักจะรำคาญ เลยก็นึกว่า จะต้องไปช่วย มันหนจ่อย   เลยลงมาบอกว่า  แกจะเอาสักเท่าไรที่ดิน  เดินเอาก็แล้วกัน  เดินเอา  เดินไปตรง จบไหนตรงนั้นก็เป็นที่ของแก  แกก็เดิน วันหนึ่งยังไม่พอ สองวันยังไม่พอ สาม วัน สี วัน ห้า วัน เดินน ไปเรื่อย เดินเอาเป็นของตัว เดินเอามาก ๆ ไอ้แบบนี้พวกสเปนที่มายึดครอง ฟิลิปปินส์ เวลามันจะทิ้ง เกาะฟิลิปปินส์ให้อเมริกา  มันให้พวกชาวฟิลิปปินส์ที่มาอยู่แล้ว บอกว่า วิ่งเอาเถอะ เอาเท่าไรก็วิ่งเอา  ขี่ม้าเอาก็แล้วกัน ขี่ม้าวิ่งเอา ปักไม้ไว้เป็นเครื่องหมายว่าเป็นของตัว ที่ดินเป็นของตัว เพราะฉะนั้นใน เมืองมะนิลา  ของฟิลิปปินส์  ที่ดินเป็นของคน ๒-๓ คนเท่านั้น ๒-๓สกุลเท่านั้นเอง เป็นเจ้าของที่ดิน  เพราะว่ารัฐบาลสเปน เวลาจะออกนี่ก็ทิ้งทวน ให้คนเชื้อสายสเปนขี่ม้าวิ่งเอา วิ่งไปถึงเอาไม้ปักไว้ ทิศ ใต้ปักไว้  ทิศเหนือปักไว้ มันปักเอาทั่วกรุงมะนิลา กลายเป็นที่ดินของ ๓ สกุลเท่านั้นเอง คนอื่นไม่มีสิทธิ์ เลย ต้องพลอยเขาอยู่ พลอยเขาอาศัย เป็นที่ดินเขาอย่างนั้นทั่งนั้น พระผู้เป็นเจ้าแกก็บอกว่ เธอวิ่งเอา ก็แล้วกัน เดินเอาก็แล้วกัน เดินไปๆๆ เดินไป ๗ วันก็ยังไม่พอ ยังไม่อิ่มไม่พอในเรื่องจะมีจะได้ เดินต่อ ไป  เดิน ๆ ไปจนล้มเลย ล้มตาย แล้วได้อะไรโยม ได้ที่ฝังศพเท่านั้นเอง เรียกว่าเดินเอาจนล้มตาย ได้ที่ฝังศพเท่านั้น ไม่ได้อะไรมากไปกว่านั้น นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า เราจะโลภมากอยากได้สักเท่าไร  มันก็เอาไปไม่ได้  อย่างมากถ้าเป็นการฝังก็ได้ที่ฝังเท่านั้นเอง  ไม่ได้มากมายอะไร ได้ที่ฝังศพนิดเดียว  แต่ถ้าเราเผา ก็ได้ที่ฝังขี้เถ้านิดเดียวเท่านั้นเอง เอาขี้เถ้าไปฝัง เดี๋ยวนี้ในประเทศยุโรปเขาไม่ค่อยฝัง แล้ว  เพราะไม่มีที่จะฝัง  ฝังกันจนเต็มทุกป่าช้าแล้ว ไม่ที่แล้ว แต่นี่คครอบครัวหนึ่งก็มีที่อยู่นิดหนึ่ง ก็เลย ต้องเอาศพไปเผา เขามีสถานที่เผาศพ ๔ มุมเมือง เอาคนไปเผาป่าช้าไหนก็ได้ เผาแล้วก็เอาขี้เถ้าไป ฝังมันไม่กินเนื้อที่เท่าใด แล้วเอาไปฝังซ้อนกันก็ได้ ไม่ทะเลาะเบาะแว้ง อย่างนี้ก็ได้ดีเหมือนกัน แต่ว่ายัง รบอยู่นั่นเอง รกที่อยู่นั่นเอง สู้อินเดียไม่ได้ อินเดีย เผาแล้วโกยทิ้งน้ำไปเลย ไม่ต้องอาลัยอาวรณ์ทิ้งลง แม่น้ำ  ทิ้งหมดลงแม่น้ำคงคาไป คนไทยเราสมัยนี้ บางคนก็มีหัวดี เผาเสร็จแล้วก็เอานู้น อ่าวไทยไปศรี ราชาจะหาเรือสักทลำหนึ่ง วิ่งออกไปกลางทะเล แล้วก็วิ่งออกไปกลางทะเลเลยทิ้งเท่าใดมันก็ไม่เติมมหา สมุทรยังกวางขว้าง  ไอ้ที่เอามาก่อเจดีย์มารกวัดมันไม่ไว้ก่อไปก่อมาก็มีแต่ผีเท่านั้นเองเจดีย์เติมไปหมด  วัดนี้ไม่อนุญาติแล้ว ถ้าสร้างเจดีย์ก็มีแต่กระดูกทั้งนั้น มีเงินสร้างกุฎิเล็กแล้วเอากระดูกมาติดไว้ตามฝาผนัง ได้อะไรก็ทำกุฎิให้จะได้อยู่ได้อาศัยสร้างเจดีย์ให้กระดูกอยู่แต่ว่าเผลอไปหลายรายสร้างไว้แล้วต้องปล่อย ไปไม่รู้จะขุดไปทิ้งไหนก็ปล่อยไปก่อนเอากันไปอย่างนั้น แต่เดี๋ยวนี้โยมคนไหนตายก็เอามาสร้างกุฎิไว้แต่ว่า ถ้าไม่กุฎิเอามาฝังตรงไหนก็ได้ ฝังลานนี้ก็ได้ ขุดหลุมลงไปสักครึ่งเมตรก็ฝังลงไป ปลูกหญ้าปลูกต้นไม้ ทำ ไปอย่างนั้นดีกว่ามันไม่ยุ่งยากอะไร ไอ้สิ่งที่ควรเก็บมันไม่ใช่กระดูก แต่ว่าเก็บอะไรไว้เก็บความดีของพ่อ แม่  ปู่ ตา ย่า ยายเอาไว้พ่อแม่เราตาย บรรพบุรุษเราตายเราก็เก็บความดีไว้ แต่ว่าความดีมันไม่เป็น รูปธรรมขี้หลง ขี้ลืม เขาก็มักจะมีอะไรเป็นเครื่องเตือนใจ คนจีนสมัยโบราณเขาทำป้ายชื่อ เขียนชื่อคนนั้น คนนนี้  ในวังก็มีพระป้าย มีวันหนึ่งเขาเรียกว่าทำบุญพระป้าย ทำบุญพระป้ายก็คือทำบุญอุทิศให้แก่พระเจ้า แผ่นดินองค์ก่อนๆ  บรรพบุรุษก่อนๆ ที่ได้เขียนป้ายไว้ ทำตามแบบจีนเรียกว่าพระป้าย ตามวัดจีนต่างๆ มี ห้องใหญ่ๆ แล้วก็ทำเป็นชั้นๆ ขึ้นไป เขียนป้ายมาวางไว้ ปิดทอง ตระกูบนั้นชื่อนั้นชื่อนี้เต็มไป แต่ไม่ใช่เอา มาวางเฉยๆ  ต้องเสียเงินให้วัดด้วย  ป้ายละหมื่นบ้าง  ห้าหมื่นบ้าง ไว้ตั้งทุนให้วัดบำรุงศาสนา มันก็ดี เหมือนกันเขาทำไว้เป็นอนุสรณ์ ความดีนั่นแหละเราเก็บไว้ได้ เก็บไว้ในใจของเรา ไม่เปลืองเนื้อที่ ไม่ รกเพราะอยู่ในใจของเรา เราถ่ายทอดความดีนั้นไว้ก็ได้ประโยชน์ ส่วนกระดูกนั้นถ้าจะเก็บไว้ก็อย่าเอา ไว้มากๆ สักชิ้นหนึ่งก็พอแล้ว ไม่ต้องมากมายอะไร มีคนๆ หนึ่งแกเป็นคนบ้านนอก อยู่ผักไห่ แล้วพ่อแม่ตาย แกก็เผา เผาแล้วเอากระดูกคุณพ่อคุณแม่ห่อ ผ้าห้อยคอ ไปไหนก็ห้อยคอไปเรื่อย เข้ามากรุงเทพเที่ยวหางาน หาตามห้างตามร้าน คนไทย คนจีน ไม่ ได้สักที  ก็เที่ยวเดินกินน้ำประปาแก้หิวไปตามเรื่อง เลยเดินผ่านห้างฝรั่ง พอผ่านห้างฝรั่งก็คิดว่าขอตาม ห้างจีนห้างไทยมานานแล้ว  ต้องไปขอห้างฝรั่งหน่อย  เลยเข้าไปเข้าไปไปทำอย่างไร  ไปถึงนั่งยองๆ  แบบไทย  ยกมือไหว้กราบ กราบฝรั่ง กราบสามทีเลย ฝรั่งมอง มองด้วยอารมณ์ดี นึกขำว่ากูมาอยู่เมือง ไทยหลายสิบปีแล้ว  ไม่เคยมีใครมากราบกูแบบนี้เลย ฝรั่งชอบใจเลยถามว่า มีธุระอะไร? บอกว่ามาขอ งานจากนายทำบ้าง  ฝรั่งชอบ เพราะมาของาน แต่คนไม่ใช่น้อยเข้าไปถึงแล้ว โอ้นาย ตั้งแต่เช้าไม่ได้ ตกท้องสักเม็ดเลย  ขอสตางค์ไปซื้อข้าวหน่อย  อย่างนี้คนไม่อยากให้ เขาไม่ค่อยให้ เพราะว่ามันแสดง อาการมากไปหน่อย  แต่แกไม่เอา  แกของาน ฝรั่งก็ถามว่ามีความรู้อะไรบ้าง? ก็ผมมันเป็นคนบ้านนอก  ไม่ค่อยได้เล่าเรียนอะไร  พออ่านออกเขียนได้  บวกเลขเป็นเท่านั้นเอง  ความรู้อื่นมันก็ไม่มี ฝรั่งมอง  ถามว่าอะไรอยู่ที่คอ?  ปกติคนไทยเรามันห้อยพระ ห้อยพระก็เห็นเป็นพระ แต่นั้นมันมีห่อกลมๆ ที่คอ ฝรั่ง สงสัยถามว่าเป็นอะไร  บอกว่านี่กระดูกของคุณพ่อคุณแม่  เอ้า กระดูกผีๆ ฝรั่งพูดไทยไม่ชัด ว่ากระดูกพี  เอากระดูกพีมาห้อยคอไว้ทำไม   ไม่ใช่กระดูกผีครับนาย  เป็นกระดูกคุณพ่อคุณแม่  คุณพ่อคุณแม่ตายแล้ว  แล้วก็เอากระดูกมาห้อยคอไว้เพื่อกราบไหว้บูชา  เพื่อเป็นเครื่องเตือนจิตสะกิดใจ ไม่ให้กระทำความชั่ว ความเสียหายแก่วงศ์ตระกูล  ฝรั่งฟังแล้ว ก็โอ้ ไอ้คนนี้มันใช้ได้ ใช้ได้ตรงไหน ใช้ได้ตรงที่มีคุณธรรมคือ ความกตัญญูกตเวที คนเราถ้ามีความกตัญญูกตเวที     นี่เป็นผู้มีคุณธรรม     เพราะถ้ามีคุณธรรมคือความกตัญญูแล้ว  คุณธรรมอย่างอื่นมันจะเกิดตามมา  มันจะดีต่อไป ฝรั่งก็เลยนึกในใจว่า ต้องช่วยคนนี้ ก็เลยถามว่าทำอะ ไรได้บ้าง อะไรก็ได้ งานออกแรง เป็นกรรมกรเช็ด ถู ปัด กวาด ทำได้ทั้งนั้นแหละ ฝรั่งก็รับไว้ให้ทำ งานเป็นภารโรง ทำความสะอาด แกเป็นคนมีพื้นฐานทางจิตใจคือความกตัญญูกตเวที ระลึกอยู่ทุกวันว่าเรา ได้รับความสะดวกสบายเพราะนายห้าง นายห้างช่วยให้เราได้มีงานทำได้มีเงินใช้ ได้มีที่อยู่อาศัย เราจะ ต้องตอบแทนนายห้างด้วยการทำงานให้ดีที่สุด แกก็เช็ดถูสะอาดสอ้าน ในสำนักงานเอามือไปแตะไม่มีขี้ฝุ่น เลย ไม่ว่าไปแตะตรงไหน ฝรั่งเขาไปแตะดู ไม่มีเลย เช็ดถูเรียบร้อย พอนายขับรถเข้ามาแกไปเปิดประ ตูรถ หิ้วกระเป๋าไปส่งนายเสร็จ กลับมาไปเช็ดรถสะอาด รถนายมีแววตลอดเวลา ตั้งแต่ล้อถึงหลังคา สะ อาด รถบางคันที่วิ่งในกรุงเทพฯ  ขี้ฝุ่นมากเต็มที เจ้าของมีแต่ใช้แต่ไม่เช็ดไม่ถูรถเลย ไม่กตัญญูต่อรถที่ เราใช้ ไม่เช็ดไม่ถู แต่ว่านายคนนั้นแกเช็ดถูเรียบร้อย ทำความสะอาดดี ทีนี้ต่อมาแกก็เห็นพวกเสมียน ไป พูดกับฝรั่ง ฟุดฟีดๆ อยู่กับฝรั่ง แกก็ถามว่าพูดอะไร ภาษาอะไร เสมียนบอกว่านี่แหละเขาเรียกว่าภาษาอัง กฤษ  เพราะนายนี่เป็นคนอังกฤษเราก็พูดอังกฤษกับนาย  โอ้ว ดีๆ คนอย่างผมนี่จะเรียนภาษาอังกฤษได้ ไหม  เสมียนบอกว่า  อ้อ  เรียนได้ๆ  พวกเสมียนเอ็นดูแกทั้งนั้น เพราะใช้ง่าย เช่นว่า เสมียนคนใด อยากจะซื้ออะไร  ก็ เอ้าไปซื้ออะไรให้หน่อย แกก็วิ่งไปซื้อมาให้ ใช้ง่าย ซื้อของอะไร ใครใช้ไปทำอะ ไรแกทำทั้งนั้น   เรียกว่าเป็นผู้พร้อมที่จะรับใช้คนอื่น  ไอ้คนเราถ้ามันรับใช้คนอื่นแล้วจะมีคนมาช่วยเรา  คนที่ไม่รับใช้ใคร ไม่มีใครมาช่วยหรอก แกก็ช่วยเหลือเขา เขาบอกว่า ไปซื้อหนังสือเล่มนี้มา พวกเราจะ ช่วยสอนให้ เวลาตะวันเที่ยง หยุดพัก แกก็ขยันเรียน เสมียนสอน แล้วแกก็มานั่งท่องนั่งบ่น เวลาไหนว่า ก็หยิบหนังสือมาอ่านมาเรียน  เรียนอยู่สอง  สามปี ก็สามารถจะฟังฝรั่งได้ พูดจากับฝรั่งได้นิดๆ หน่อยๆ  ฝรั่งก็เลยเลื่อนชั้นให้มาถือกุญแจสำนักงาน แบบว่าถือกุญแจเอง รักษาของมีค่าในสำนักงาน จนกระทั่งกุญ แจเสฟ  ฝรั่งก็ยังให้ถือไว้  เพราะเป็นคนมีความซื่อสัตย์สุจริต  เป็นที่ไว้ใจของนาย  แกรักษาทุกอย่าง เรียบร้อย แล้วก็ก้าวหน้าไปโดยลำดับ เจริญในงานที่ทำ เกิดสงครามครั้งที่สอง ญี่ปุ่นเข้ายึดเมืองไทย ฝรั่งหนีหมด แกเป็นผู้รักษากุญแจ แกรักษาเรียบร้อย  ไม่มีอะไรสูญหาย สินค้าที่มีอยู่ในสต็อก ในร้านแกก็ขาย ลงบัญชีเรียบร้อย เงินเดือนที่เบิกเดือนละเท่าไร  ก็เบิกเฉพาะเท่านั้น  ไม่ขึ้น ไม่ลง เบิกเท่านั้น เท่านั้นเก็บ ฝากธนาคารไว้เรียบร้อย จนสงครามเสร็จ  ฝรั่งกลับมา  พอฝรั่งกลับมาแกก็เข้าไปรายงานเรื่องต่างๆ  ให้นายทราบว่าเรื่องเงิน เรื่องทอง เรื่อง ข้าวเรื่องของทุกอย่าง  เล่าให้ฟังหมด  ฝรั่งชอบใจมาก เข้าไปกอด เหมือนนักฟุตบอลกอดคนที่เตะเข้า โกว์แหละ  เข้าไปกอด หอมขวา หอมซ้าย แล้วก็บอกว่า ฉันจะพาคุณไปเที่ยวประเทศอังกฤษ เลยพาไป เมืองนอก  ไปรู้จักห้างใหญ่ๆ  แล้วก็ให้เป็นเอเย้น ของที่ขายในประเทศไทย แกก็เจริญร่ำรวยขึ้น เป็น คนมีฐานะดีร่ำรวยเป็นนายห้างกะเขาด้วยเหมือนกัน คนดี   ตกน้ำไม่ไหลตกไฟไม่ไหม้   มันดีเพราะอะไร  คนนี้ดีเพราะอะไร  เพราะมีคุณธรรมคือ ความกตัญญูกตเวที  ความกตัญญูกตเวทีนี่เป็นเครื่องหมายของคนดี เราจะดูคนว่าดีไม่ดี อย่าไปดูอะไรอื่น  แต่ดูว่าคนนี้ปฏิบัติตนต่อพ่อแม่  ปู่  ตา  ย่า  ยาย  ครูอาจารย์ขนาดไหน บูชาคุณงามความดีของบรรพบุ รุษขนาดไหน แต่ถ้าเป็นคนไม่รู้จักเคารพพ่อแม่ใช้ไม่ได้ คุณยายที่เอาหมามาสองตัว  แกมีลูกสองคน  ชายคน หญิงคน อุตส่าห์ส่งลูกไปเรียนถึงประเทศอัง กฤษ แต่ลูกชายมันไปเที่ยวนับตึกเสีย กลับมาก็ไม่ได้เรื่องอะไร งานการก็ไม่มีทำ มาขูดเงินแกใช้ทุกเดือน ลูกสาวเรียนจบทำงานได้  แต่ไม่เคารพแม่ เถียงแม่ไม่ขาดคำ ไม่ว่าพูดอะไรก็ต้องเถียง หาว่าแม่เป็น คนล้าสมัยไม่ทันสมัย อะไรต่างๆ นานา ไม่ได้นึกว่า นี่แม่เกิดกูมา เลี้ยงกูมา แล้วไปเรียนเมืองนอก แม่อุ ตส่าห์เก็บหอมรอมริบ  ส่งเงินให้ลูกสาวไปเรียน  แต่พอกลับมาถึงบ้านลูกสาวไม่นับถือแม่  ไม่เคารพแม่  แม่พูดอะไรไม่เชื่อไม่ฟังทั้งนั้น ดุแม่ว่าแม่ ด้วยประการต่างๆ ไอ้ลูกสาวบ้านนี้อย่าเอามาเป็นลูกสะใภ้เป็น อันขาด  หลานมันจะเสีย  เพราะพันธุ์มันไม่ดี  อย่าไปเอามาเป็นลูกสะใภ้ ใช้ไม่ได้ ไอ้แบบนี้มันก็เยอะ เหมือนกันนะโยมนะ มีคนมาเล่าให้ฟังบ่อยว่า ลูกแบบนี้จะทำอย่างไร บอกว่าเอามาวัดมั่ง เขาจะได้ฟังพระเทศน์ให้ฟัง บ้าง มันจะได้เปลี่ยนนิสัย คือว่าไปเมืองนอกแล้วมันเห่อ ไม่ใช่เรื่องอะไรมันเห่อเมืองนอก เหมือนลูกคน หนึ่งได้ไปเรียนปริญญาโท  กลับมา  ใช้แม่ตลอดวัน  แม่เอาน้ำมาให้ลูกแก้ว แม่เปิดหน้าต่างด้านนั้นหน่อ่ ยลมมันจะได้เข้ามา  ลูกจะได้เย็นหน่อย  แม่ก็เปิดให้ แม่ หัวค่ำ... เอายากันยุงมาจุดจางที่เท้าหน่อย  ยุงมันกัดหน้าแข้งหนู แม่ วันยังค่ำ เรียกแม่ใช้วันยังค่ำ จนแม่รำคาญ เลยก็บอกว่า แหมลูกนี่ตั้งแต่กลับมา จากเมืองนอก เปลี่ยนไปเยอะ เปลี่ยนยังไงแม่ ดุแม่ เปลี่ยนยังไง ก็ไปใช้แม่เหมือนกับคนใช้ อาห์ แม่นี่ ไม่มีความกตัญญูกตเวที มันหาว่าแม่ไม่กตัญญู หนูไปเรียนเมืองนอกได้ปริญญาโท แม่ได้หน้าได้ตา แม่ต้องดู แลหนูให้ดีหน่อย  นี่แม่ชักไม่รู้จักบุญคุณหนูแล้ว ดูมันว่า มันไปเอายอด ไอ้ที่โคนมันไม่พูดแล้ว ไอ้ต้นไม้ไม่มีโคนมันจะอยู่อย่างไร  ไม่มีรากแล้วมันจะอยู่อย่างไร  ไอ้ที่ไปเรียนก็ทุนแม่ ไม่ใช่ทุน ลูกสาว  แต่กลับมามันถือว่าแม่นี่ควรจะปฏิบัติมันให้ดี เพราะแม่พลอยได้หน้าได้ตา ไอ้ลูกแบบนี้ก็มีด้วย มัน เป็นอย่างงั้น  เรียกว่าโลกมันกลับกันเสียแล้ว  มันเอาปลายลงเสียแล้ว ต้นไม้พลิกเอาปลายลงหมดแล้ว เวลานี้ มันยุ่ง คนสมัยใหม่ มันล้นสมัย เรียกว่ามันเว่อร์เกินไป มันใช้ไม่ได้คนอย่างนี้ใช้ไม่ได้ มันมีเหมือน กันไอ้แบบนี้มี เดี๋ยวนี้มันมี ครูที่เชียงใหม่  เป็นครู  แกเก็บหอมรอมริบไว้  ลูกชายมันจะสร้างบ้าน  ให้หมด  ให้เงินลูกไป สร้างบ้าน สร้างบ้านเสร็จแล้วมันไม่ให้แม่ไปอยู่ด้วย มันว่าแม่อย่ามาอยู่บ้านหนู มันบอกแม่ว่านี่บ้านของผม  แม่ก็ต้องไปพลอยโรงเรียนอยู่  แล้วมาเข้าค่ายที่วัดอุโมงค์ เล่าให้ฟัง เลยบอกว่าโยมไม่ต้องเป็นทุกข์นะ  ออกจากโรงเรียนวันไหนก็มาอยู่วัดอุโมงค์  มาอยู่เรือนอุบาสิกาที่วัด  กินอยู่สบาย ไม่ต้องทำอะไร ช่วย เหลืออบรมเด็ก  ช่วยเรื่องข้าวเรื่องน้ำเรื่องที่อยู่คอยดูแล  เพราะเป็นครูมาก่อน ไม่ต้องเดือดร้อน ไอ้ ลูกจัญไรคนนั้นอย่าไปหามัน ปล่อยให้มันรู้สึกตัวของมันเอง นี่มันเป็นอย่างนี้ ไม่ให้แม่อยู่ สร้างบ้านแล้วไม่ ให้แม่อยู่ มันใช้ไม่ได้ เพื่อนคุณชวน ที่นายกไปอาศัยบ้าน เขาไปสร้างบ้านใหม่ เขารักเพื่อ กันไว้ห้องหนึ่งสำหรับคุณชวน ไปอยู่ แล้วบอกว่า ชวนเอ้ย เราเป็นเพื่อนรักกัน ไปอยู่บ้านใหม่เถอะสร้างเสร็จแล้ว แกบอก ไม่ต้องอยู่ หลังนี้ก็ดีแล้ว สบายแล้ว ก็อยู่หลังนั้นซอยหมอเหล็งต่อไป นั่นเพื่อนแท้ ไม่ใช่พี่ ไม่ใช่น้อง ไม่ใช่ลูกใช่เต้า  แต่ว่าสร้างบ้านคิดถึงเพื่อนเพราะว่าอยู่กันมาหลายปีแล้ว  ห้องเล็กๆ อยากให้ไปอยู่ห้องใหญ่หน่อยแกก็ไม่ ไป  เดี๋ยวนี้ก็ยังอยู่ในห้องเล็กหลังนั้น แต่เจ้าบ้านย้ายแล้วไปอยู่อื่น แกก็ยังอยู่ ซอยหมอเหล็งน่ะ เขาจะ ให้ย้ายไปอยู่บ้านพิษณุโลก  ก็ยังอิดๆ ออกๆ ไม่อยากจะไป ยังพอใจบ้านหลังน้อยซอยหมอเหล็งอยู่นั่นเอง  คนมันอย่างนั้น เป็นคนมักน้อยสันโดษ ไม่อยากได้อะไร คนอย่างนี้เป็นนายกได้ เพราะไม่เอา ไอ้นายกอื่น มันไปกอบโกยเอาประโยชน์เสียไม่น้อย  เมืองไทยมันเป็นอย่างนี้  คนนี้เขาไม่เอา แต่ว่าพวกฝ่ายค้านก็ พยายามเกาแข็งเกาขาให้ล้มอยู่ตลอดเวลา มันมีคนเกาอยู่ไม่กี่คนเล็บมายาวหน่อย คอยดึงแข้งดึงขา ดึง โน่นดึงนี่ ดึงเสื้ออยู่ตลอดเวลา แต่คุณชวนแกไม่หวั่นไหวแกเฉยๆ ใจเย็น ยิ้มๆ อยู่ตลอดเวลา ไม่ถือ เขา บอกว่าฝนมันจะแล้ว  มันก็ไม่แล้ง มันตกทั่วประเทศ คนดีครองเมืองฝนฟ้ามันก็ตกเองแหละ ไม่ต้องตกใจ  แต่คนจัญไรครองเมืองแล้วฝนแล้งฉิบหาย มันเป็นอย่างนั้น นี่ดูซิ วันตรุษสงกรานต์ ฝนตก ทุกเมืองเลยไม่ เห็นมันจะแล้งตรงไหน พูดมาก็สมควรแก่เวลา ขอยุติไว้แต่เพียงเท่านี้.OPT 1.50!B„!@K$Nn