ปาฐกถาธรรม โดย พระเทพวิสุทธิเมธี (ปัญญานันทะ) วันที่ 18 กรกฎาคม 2536 ญาติโยมพุทธบริษัททั้งหลายบัดนี้ก็สมควรแก่เวลาวันนี้เป็นวันพระสิ้นเดือนแปดเราทั้งหลายที่เคยถือศีลอุโบสถ  ที่วัดชลประทานรังสฤษฎ์ได้เดินทางมาที่วัดปัญญานันทารามนี้  เพื่อที่จะได้มาดุสถานที่ที่จะสร้างวัดต่อไป และเพื่อจะได้มาปฎิบัติธรรมที่นี่ให้ญาติโยมที่นี่ได้พบได้เห็น จะได้เกิดความสะบายใจโดยเฉพาะคุณโยมที่บริจาคที่ดินเป็นคนแรก คือโยมชิด  ซึ่งนั่งอยู่ที่นี่แล้วก็โยมผู้หญิงที่อยู่ในครัวโน้น กำลังยุ่งอยู่กับการทำกับข้าว เพื่อจะเลี้ยงพวกเราทั้งหลายบ้าง ความจริงโยมเอามาแล้วหน้าที่ของเจ้าของบ้านตามธรรมเนียมคนไทยเราแขกไปไทยมาก็ต้องรับขับสู้ อยู่กินให้เกิดความสบายใจ พวกเราเดินทางมาจากวัดชลประทานฯ ก็รู้สึกว่าไกลหน่อย ความจริงก็ไม่ไกลเท่าไร ระยะทางไม่มากนัก แต่ถนนบางแห่งไม่ค่อยเรียบร้อย เป็นธรรมดาของสิ่งทั้งหลาย จะดีไปหมดทุกอย่างไม่ได้ ดีบ้างชั่งบ้าง สุขบ้างทุกข์บ้างปนกันไป ถึงอย่างไรเราก็มาถึงวัดปัญญานันทารามเรียบร้อยแล้ว แล้วมานั่งใต้ร่มไม้ตามป่าธรรมชาติ สองข้างก็มีสระน้ำ มีดอกบัวบานสะพรั่ง เป็นเครื่องชี้ให้เราเห็นว่า ดอกบัวนั้นเกิดในน้ำในโคลน ในสิ่งสกปรก แต่ว่าดอกบัวไม่เปื้อน ใบบัวก็ไม่เปื้อน เราชอบเก็บดอกบัวไปบูชาพระรัตนตรัย หรือไปบูชาพระสงฆ์ตามวัดต่างๆ เราเห็นดอกบัวแล้วก็ต้องนำแบบดอกบัวนั้นมาเป็นแบบสาธิตเตือนจิตสะกิดใจให้เกิดความคิดในทางสร้างสรรค์ชีวิตจิตใจให้เจริญงอกงามด้วยศีลด้วยธรรมกันต่อไป จึงจะเกิดความถูกต้อง ญาติโยมที่มานั่งตรงนี้ บางคนก็ได้กำไรเพราะว่านั่งตรงแสงแดด คือได้อาบแดดไปในตัวด้วย การอาบแดดนี้ก็เป็นประโยชน์แก่ร่างกาย อยู่ในบ้านในหลังคาไม่ค่อยถูกแสงแดด ไม่ค่อยจะแข็งแรง ได้อาบแดดเสียบ้างร่างกายก็จะแข็งแรงขึ้น ฝรั่งชาวต่างประเทศอุตส่าห์เดินทางไกลมาถึงประเทศไทย ไม่ได้มาเพื่ออะไร มาเพื่ออาบแดด เกาะสมุย ภูเก็ต พัทยา นอนหงาย นอนคว่ำ นอนตะแคง อาบแดดกันจำนวนมากมาย เขาเห็นว่าแสงแดดมีประโยชน์ คราวนี้เรามานั่งตรงนี้ ได้ถูกแสงแดดถูกผิวหนังก็ควรดีใจ ควรนึกว่าเออกูนี่ได้เปรียบกว่าคนอื่น เพราะได้นั่งตรงแสงแดด อาบแดดกัน จำนวนมากมาย เขาเห็นว่าแสงแดดมีประโยชน์ ทีนี้เรามานั่งตรงนี้ได้ถูกแสงแดดส่องผิวหนังก็ควรดีใจว่า  เออเรานี่ได้เปรียบคนอื่นเพราะได้นั่งตรงแสงแดด แต่คนที่ไม่ได้ถูกแดดก็เรียกว่าไม่ได้กำไรทางผิวหนัง คนนั่งตรงแดดก็ได้สบายใจ มันก็ดีไปเหมือนกันเพราะว่าอะไรที่เราทำอยู่ถ้าเรามองให้ดีมันก็สบายใจ แต่ถ้ามองให้ทุกข์มันก็ไม่สบายใจ อะไรเกิดขึ้นในวิถีชีวิตเราก็คิดว่ามันดีเหมือนกันถูก แดดก็ดี ไม่ถูกแดดก็ดี เดินบ้างก็ดี นั่งบ้างก็ดี ขึ้นรถก็ดีเหมือนกัน อดบ้างก็ดี จะได้รู้รสชาติของการอดว่ามันเป็นอย่างไร แต่ถ้ามันได้กินก็ดีเหมือนกัน จะได้มีอิ่มหนำสำราญ อันนี้มันเรื่องที่เราคิดแล้วสบายใจ ถ้าคิดไม่ดีก็ไม่สบายใจ อะไรๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตของเรา มันเกิดจากความคิดของเราเอง เราคิดให้เป็นสุขก็ได้ คิดให้เป็นทุกข์ก็ได้ คิดให้ยิ้มก็ได้ คิดให้ไม่ยิ้มก็ได้ นั่นมันสุดแล้วแต่ใจของเรา อันนี้เรามานั่งอย่างนี้แล้วก็ควรคิดให้สบายใจ ว่าได้นั่งใต้ร่มไม้นั่งตามแบบโบราณ พระพุทธเจ้าของเราสมัยครั้งกระโน้นเวลาคนมาฟังธรรมก็นั่งอย่างนี้ นั่งพื้นทรายด้วยซ้ำไป พื้นหญ้าด้วยซ้ำไป ไม่มีเสื่อปูให้รองนั่ง พระพุทธเจ้าท่านก็นั่งธรรมดาๆ แล้วก็แสดงธรรมให้ฟัง ก็คนสมัยนั้นนั่งบนดินบนทราย ได้ฟังธรรมะ ได้รู้ธรรมะ ได้นำธรรมะไปปฏิบัติเพื่อทำตนให้พ้นจากความทุกข์ความเดือดร้อนใจเป็นจำนวนมากมาย เราในสมัยนี้นั่งในที่สบายเกินไป  ฟังธรรมไม่ค่อยรู้เรื่อง แล้วก็ขาดความอดทน นั่งนิดหน่อยก็เหนื่อย ไม่อดทนเท่าใด แต่ถ้านั่งเล่นไพ่ทนนาน บางทีก็หลายชั่วโมงไม่จบเกมสักทีหนึ่ง นั่งได้ แต่พอนั่งฟังเทศน์นานหน่อย แหมเทศน์นานจริงๆ บ่นกระปอดกระแปด อันนี้เพราะเราไม่พอใจ สิ่งพอใจแม้ลำบากก็สบาย แต่ถ้าไม่พอใจนิดหน่อยก็ไม่สบายใจนี่มัน เป็นอย่างนี้ เพราะฉะนั้นโยมนั่งอย่างนี้ก็ทำใจให้สบาย แล้วเราก็สบายใจ ญาติโยมมาเห็นสถานที่นี้เมื่อครั้งก่อนก็มาเห็นทีหนึ่งแล้ว  แต่ว่าไม่มากเท่าใด  บางคนได้มาบางคนไม่ได้มา ได้มาในวันนี้ก็ได้มาดูภูมิประเทศ คลองห้าอยู่ด้านหน้าแล้วก็คลองหก เป็นสถานที่เหมาะสมแก่การที่ทำเป็นสำนักปฏิบัติธรรมเผยแผ่ธรรมะให้กว้างขวางต่อไป หลวงพ่อกับพระสงฆ์ที่วัดชลประทานฯ เมื่อมาเห็นที่นี่แล้วก็รู้สึกชอบใจ สบายใจ โยม เอามาถวายให้จำนวนหกไร่ ซึ่งอยู่ตรงโน้น ส่วนตรงนี้เป็นของแม่ชีมณฑา ตามหาตัวยังไม่พบ ต้องตามหากันต่อไป ต้องพบกันสักวันหนึ่ง แต่โยมชีว่าเรื่องศาสนาใช้ไปเถอะ ใช้ไปเรื่อยๆ ก็ใช้กันต่อไป ใช้จนโยมเห็นใจ แล้วก็ยกให้เองไม่ลำบากเดือดร้อนอะไร มาทำบ่อยมาใช้บ่อยโยมก็ต้องมาใช้กันมากๆ เมื่อโยมมาเห็นเข้าก็โอ๊ะ"คนเยอะ... เอาถวายเลยเจ้าค่ะ" บอกว่ายังไม่เรียบร้อยโยมต้องไปโอนโฉนดด้วยโยม  จึงจะเรียบร้อย จึงจะถูกต้องตามกฎหมาย เรื่องมันเป็นอย่างนั้น เราก็มาใช้ไปก่อน ท่านก็ไม่ว่าอะไร เพราะปรกติก็เป็นคนมีศรัทธาอยู่แล้ว ได้บวชเป็นชีไปอยู่ที่สวนโมกข์บ้างไปอยู่ที่อื่นบ้าง เคยมาอยู่ที่นี่เมื่อพระชื่อเล็กมาอยู่ แต่มาอยู่ไม่นานก็ไปอยู่อื่น ไปอยู่แถวปราณบุรีโน้น ไปอยู่กับพันเอกสาลี่  อยู่ในที่ดินของเอกชนไม่ได้เป็นวัดเป็นวาอะไรหรอก พันเอกสาลี่ให้อยู่ แต่ถ้าพันเอกสาลี่ไม่อยู่ก็ต้องหอบบาตรจีวรไปอื่นเหมือนกัน เพราะลูกเขาไม่ถวายเขาจะขาย พระจะไปนั่งขวางอยู่ได้อย่างไร ก็ต้องไปอื่นต่อไป สำหรับสถานที่นี้เรียบร้อยแล้ว  โอนโฉนดเรียบร้อย  ที่ตรงโน้น เดี๋ยวโยมไปดูกัน อาหารใครพามาก็มานั่งทานกันที่ตรงนี้ แล้วก็ได้หกไร่มันไม่พอ มองดูข้างหน้าแล้วกิจการมันต้องกว้างขวาง ก็เลยมองเห็นที่ติดกันตรงนี้ ยาวไปมีเนื้อที่ทั้งหมด ๑๒ ไร่ ก็เลยถามว่าเป็นที่ของใคร โยมก็บอกว่าเป็นที่ของเจือเขาเพื่อนกับโยมชิด บ้านอยู่ตรงไหน บ้านอยู่ ตรงนี้ พาไปพบหน่อย ก็เลยไปพบพูดจาพาทีกัน มีใจโน้มเอียงว่าจะให้ละ แต่ว่าต้องขาย ไม่เป็นไป เมื่ออาตมามาแล้วก็มีพระไปพูดอีก ก็เลยขายให้ ให้เงินมัดจำห้าหมื่นแล้วก็เซ็นสัญญากัน แล้วก็หาเงินให้ บอกประกาศทางวิทยุโทรทัศน์ ญาติโยมก็เอาเงินมาอนุโมทนา เดี๋ยวนี้เงินสำหรับซื้อที่ดินนั้นเรียบร้อยแล้ว แต่ว่ามันยังไม่เรียบร้อย ซื้อแต่ดินมันยังไม่ได้สร้างอะไร ก็วางแผนว่าจะสร้างอะไรต่อไป นี่ผังให้เจ้าหน้าที่เขาวางผังให้แล้ว เห็นแต่ไกล เห็นสระน้ำบ้าง เห็นอาคารบ้าง ไอ้นี่มันต้องใช้เงินทั้งนั้นแหละ ได้ดินแล้วมันต้องสร้างบ้าน สร้างบ้านมันก็ต้องใช้เงิน เป็นสถานที่จะเกิดประโยชน์ต่อไปข้างหน้า มีที่สำ หรับพระอยู่แล้ว แต่ว่าสำหรับพระที่อยู่ทำงานสั่งสอนธรรมะแก่ประชาชน สำหรับอบรมคน อบรมเด็กด้วย เด็กก่อน  เด็กนี่สำคัญ  ต้องอบรมเด็กก่อน  เพื่อจะได้เป็นกำลังสำคัญต่อไปข้างหน้า  ถ้าเขาไม่เป็นสัมมาทิฏฐิ ปัญหาก็จะเกิดมากขึ้น ดังที่เป็นกันอยู่ในสมัยนี้ อันนี้เราก็ต้องช่วยสร้างเด็กให้เกิดประโยชน์แก่ชาติแก่บ้านเมือง อันการสร้างเด็กนั้นทำกันอยู่แล้ว แต่ว่าไม่มีสถานที่เหมาะสม ไปทำที่โรงเรียนนั้นโรงเรียนนี้ พระที่ทำงานศูนย์สืบอายุพระพุทธ ศาสนา ซึ่งมีพระมหาสง่า พระปลัดนอบ หลายรูปด้วยกัน ไปโรงเรียนนั้นโรงเรียนนี้ เดี๋ยวไปจังหวัดนั้นจังหวัดนี้ ไปอบรมเด็กให้เข้าถึงธรรมะของพระผู้มีพระภาคเจ้า เด็กที่ได้รับการอบรมแล้วดีขึ้น พ่อแม่สบายใจ ครูก็สบายใจ อันนี้เป็นงานที่เริ่มตั้งฐานขึ้นที่วัดชลประทานฯ แต่ว่าที่วัดนั้นสถานที่มันคับแคบแล้ว จะสร้างอะไรอีกก็ไม่ได้ ต้องทิ้งว่างๆ ไว้บ้างเพื่อให้มีอากาศหายใจ เลยก็คิดว่าต้องหาที่อื่น นั่งคิดอยู่ในใจหลายตลบ แต่ก็ยังไม่พบที่ๆจะพอทำได้ ก็พอดีกับโยมชิดมีความปรารถนาจะยกสถานที่ให้ ก็เรียกว่าพอดีกับความต้องการ ก็เลยมาดูสถานที่ก็พอใจ ต่อไปก็จะสร้างศาลา  สร้างที่ประชุมใหญ่  แล้วก็มีที่พักข้างหนึ่งเด็กชาย  ข้างหนึ่งเด็กผู้หญิง เด็กตามโรงเรียนต่างๆ ซึ่งต่อไปมันไม่ไกล มาจากกรุงเทพฯไกล ต่อไปจะมีถนนผ่าน เป็นถนนสายรอบเมือง ไปมาสะดวก บ้านช่องก็จะเกิดมากขึ้นในละแวกนี้ ซึ่งวัดนี้ก็จะเป็นศูนย์กลาง เหมือนกับวัดชลประทานฯ เป็นศูนย์กลางของญาติโยม ได้มาศึกษามา ปฏิบัติธรรมะกันอยู่ เราสร้างที่เหล่านั้นขึ้น ก็มีสระน้ำบ้าง ทำให้มันร่มรื่น สบายใจ ข้างโน้นก็มีน้ำข้างนี้ก็มีน้ำ มันสบายใจ มองลงไปเห็นน้ำ น้ำก็ใช้ได้ ตักไปใส่โอ่งแกว่งสารส้มนิดหน่อยก็อาบได้ แต่รับประทานไม่ได้ ดื่มต้องไปเอาน้ำฝนมาดื่ม แต่ต่อไปต้องหาวิธีเจาะบาดาล เพื่อเอาน้ำมาใช้ทำให้มันเกิดความสะอาด พระสงฆ์องค์เณรก็จะได้ใช้สอยสะดวกสบาย นั่นเป็น งานที่จะต้องทำต่อไปข้างหน้า  และงานนี้จะสำเร็จไม่ได้  ถ้าญาติโยมไม่ได้ให้ความร่วมมือ  ก็ต้องขอความร่วมมือกับญาติโยมต่อไป การรับปัจจัยเพื่อก่อสร้างวัดนี้ยังไม่หยุดรับ รับทุกวัน คนก็ยังมาทำบุญอยู่ทุกวันทุกเวลา เงินที่ได้แล้วก็จ่ายไปค่าที่ดิน ค่าโอนค่าอะไรเรียบร้อย ยังเหลืออยู่ล้านกว่าบาท แล้วก็หาเพิ่มเติมเข้าไปเรื่อยๆ ได้จำนวนมากขึ้นก็จะได้ ลงมือพัฒนาที่ดิน แต่ว่าการพัฒนาที่ดินจะขอให้เขาช่วย  นึกว่ามองหมายตาไว้แล้ว ที่กองบัญชาการทหารสูงสุด พลเอกวิมล วงศ์วานิช ท่านก็เคยส่งคนมาบอกว่า จะให้ท่านช่วยอะไรบ้าง ในกิจการเผยแผ่พระศาสนา ถ้าต้องการก็บอก อาตมาก็บอกว่าตอนนี้ยังไม่ต้องการ ถึงเวลาก็ค่อยบอกเอง อันนี้ทหารเขามีรถขุด รถแทรกเตอร์ เครื่องมือเครื่องใช้เขาเยอะ ถ้าว่า ผู้บัญชาการสั่งว่าไปช่วยหน่อย ก็มาช่วยได้ ทำประโยชน์ได้ ที่ไชยาเคยขอผู้บัญชาการทหารสูงสุด และเป็นผู้บัญชาการทหารบกด้วย คือพลเอกอาทิตย์ กำลังเอก เวลาไปอภิปรายด้วยกัน เรื่องเกี่ยวกับสวนโมกข์ เรื่องจะฉลองอายุ ๘๐ ปี ของท่านเจ้าคุณพุทธทาส อาตมานั่งใกล้  พออภิปรายเสร็จก็สะกิดบอกว่า  อาตมามีเรื่องจะปรึกษาหน่อย  มีอะไรครับ เอากระดาษมาคอยจด บอกว่าที่วัดสวนโมกข์จะมีงานฉลอง ๘๐ ปี เจ้าคุณพุทธทาส คนจะไปกันมาก หลายหมื่น ปัญหามันไม่มีน้ำจะดื่ม ไม่มีน้ำจะอาบเพราะว่าน้ำในห้วยมันแห้ง ปีนั้นมันแล้งจัดด้วย ไม่มีน้ำเลย อยากจะขอความช่วยเหลือไปเจาะน้ำบาดาลให้ สักบ่อหนึ่ง แล้วจะได้น้ำมาใช้ในงาน ทันอกทันใจดี พอบอกแล้วจด รุ่งเช้าขึ้นที่ไชยาบอกมาว่า  พวกนักเจาะมาแล้ว  ทหารเคลื่อนที่มาอยู่ในวัดเจาะแล้ว  เจาะสำเร็จเรียบร้อย วันที่ ๒๗ เป็นวันเกิดของท่านเจ้าคุณ ผู้บัญชาการทหารบกก็ไปที่สวนโมกข์ไปทำพิธีเปิด เปิดบ่อบาดาล น้ำเจาะได้ดีมาก ไม่มีสนิม รสไม่กร่อย จืดสนิทดี เดี๋ยวนี้ก็ยังใช้อยู่ ทีนี้เมื่อสูบมาแล้วก็ใส่ในเรือลำใหญ่ เพราะทำเรือไว้ลำหนึ่ง แล้วก็ ปล่อยไปทั่ววัด ได้กินได้ใช้กันสะดวกสบาย จนกระทั่งบัดนี้ แต่ท่านผู้บัญชาการคืนนั้น  เปิดบ่อเสร็จแล้วไปนอนจังหวัดสุราษฏร์  ทางรัฐบาลก็ประกาศ ถอด ปลด เรียกว่าปลดทางอากาศ ปลดทางอากาศเอาออกเสียตำแหน่งหนึ่ง ให้เหลือตำแหน่งเดียวคือผู้บัญชาการสูงสุด ผู้บัญชาการสูงสุดนี่ไม่มีตะบองอะไร ตีหัวใครไม่ได้ แต่ผู้บัญชาการทหารบกมีฤทธิ์ เพราะฉะนั้นปลดเสียบ่าหนึ่ง ให้แบกบ่าเดียว ท่านก็ไม่ได้ เดือดร้อนอะไร แต่นึกในใจว่า ปัดโธ่ ถวายน้ำเสร็จถูกปลดเลย เดี๋ยวจะหาว่าไม่ได้บุญ บุญมันก็ได้แล้วตอนเปิดน้ำ ก็ได้ใช้อยู่อย่างนั้น อันนี้หวังไว้ในใจว่า  พอถึงเวลาก็จะขอพลเอกวิมล วงศ์วานิช บอกว่าไปช่วยพัฒนาวัดหน่อย ส่งทหารช่างมาช่วยขุดช่วยพัฒนาวัด ทำตามแบบแปลนนี้ ต้องเอาแบบแปลนไปให้ บอกว่าทำตามแบบนี้ แล้วท่านก็คงจะมาช่วย เพราะว่าอาตมาขอใครเขามักไม่ปฏิเสธ ขออะไรโยมก็ได้ทุกที เพราะว่าโยมพร้อมที่จะให้ นี่ก็เตรียมอีก ท่านจะขออะไรก็จะให้อีก  แต่ว่ายังไม่ขออะไรตอนนี้ เพราะว่ายังไม่ได้ทำ ให้โยมพักก่อน พักเก็บสตางค์ใส่กระเป๋าไว้มากๆ แล้วถึงเวลาก็ค่อยขอกันอีกที กลับมาจากต่างประเทศก่อนแล้วค่อยขอใหม่ เพราะว่าปีนี้  ไปสัญญากับเขาไว้  ว่าจะไปจำพรรษาที่ชิคาโก  ที่วัดพุทธธรรม เพราะว่าที่นั่นเขาต้องการมานานแล้วไม่ได้ไป เพราะว่ามีงานเยอะ แต่ปีนี้รับสัญญาไว้ เมื่อท่านเจ้าคุณพุทธทาสป่วยนี่ ไม่สบายใจเลย คือว่าท่านไม่หายเราจะไปก็ไม่ได้ ท่านไม่มรณภาพจะไปก็ไม่ได้ พอดี วันที่ ๘ กรกฎาคม ท่านก็มรณภาพพอดี เบาใจว่าไม่ต้องเป็นห่วง แล้ว เอาศพเก็บเรียบร้อย ไม่มีอะไรไม่ยุ่งอะไรเลย ตายง่ายๆ เก็บศพไว้เรียบร้อย ไม่มีการสวดไม่มีอะไรทั้งนั้นเก็บ  เพราะว่าท่านมีบุญเหลือล้นแล้ว ไม่ต้องแผ่บุญให้ก็ได้ ท่านทำไว้เยอะแยะแล้ว ท่านสั่งไว้ไม่ต้องทำอะไร สามเดือนเผาได้ หรือถ้าจำเป็นเอาสักปีก็ได้ ก็เลยว่าเอาปีหนึ่งเพราะว่าเราทำอะไรไม่ทันสามเดือนนี้ แล้วก็เป็นฤดูกาลเข้าพรรษา มันไม่สะดวก ก็เลยตั้งใจไว้ว่า ๒๗ พฤษภาคม เป็นวันเกิดของท่าน ครบรอบ  ๘๘ ปี ถ้ามีชีวิตอยู่ ก็ทำการเผาสรีระร่างกายของท่านในวันนั้น ญาติโยมเขาก็ไปกัน เพราะว่าไปกันทุกปี นึกว่าไปทำบุญฉลองอายุ แต่ว่าอายุมันขาดไปเสียแล้ว ก็ไม่เป็นไร ไปช่วยกันเผาศพต่อไป เรื่องมันเป็นอย่างนั้น ก็ไปได้ หมดกังวล ก็จะเดินทางไปในวันที่  ๒๙  กรกฎาคม คุณสะอาดที่ทำกล้องถ่ายอยู่นั่นแหละเป็นสปอนเซอร์ เป็นผู้ช่วยเหลือจัดการในการเดินทาง ตีตั๋วให้เรียบร้อย ไม่ลำบาก เพราะว่าบุญที่ทำไว้มันช่วย ไม่ใช่อะไรช่วย เขาก็ศรัทธาซื้อตั๋วให้ บินไปสบาย ทั้งไปทั้งกลับ แต่ว่าตอนกลับยังไม่ได้ลงวันที่ ถึงเวลากลับก็ไปลงวันที่ก็มาได้ตามต้องการ ตั้งใจว่าจะกลับราว เดือนธันวา ถ้าว่าไม่มีอะไรก็อาจจะเลยไปหน่อย คือว่าอยู่ให้มันหนาวหน่อย เพราะเมืองชิคาโกมันหนาวจัด หน้าหนาวนี่หิมะตก ตกหนาตั้งฟุตสองฟุต ไปดูว่ามันขนาดไหน แล้วมันจะทนได้ไหมกับอากาศอย่างนั้น ทนหนาวก่อน แล้วก็มันเหลือทนก็ย้ายมาฝั่งตะวันตกแคลิฟอร์เนีย มาอยู่แถวลอสแองเจลิส สักสองสามอาทิตย์พบปะญาติโยม สนทนาธรรมกับพวกนั้น เพราะไปทุกครั้งก็แวะทุกครั้ง แล้วได้โอกาสเหมาะก็ขึ้นเรือบินกลับมาประเทศไทย พบปะญาติโยมต่อไป ทีนี้กลับมาประเทศไทยก็จะลงมือ ตีฆ้องร้องป่าวว่าจะลงมือแล้ว จะสร้างตามโปรแกรมต่อไป ถ้าโยมให้เงินมันก็เร็ว ถ้าโยมไม่ให้เงินมันก็ช้าเป็นธรรมดา แต่หวังว่าโยมก็คงให้ เพราะว่าโยมเลื่อมใสศรัทธาในสิ่งที่จะเป็นประโยชน์ในพระศาสนา เป็นอย่างนั้น ขอให้โยมเข้าใจไว้ ในวันนี้เรามานั่งตรงนี้ ซึ่งเป็นที่ๆสงบเยือกเย็นก็ต้องไว้อย่างนี้ เป็นร่มไม้อย่างนี้ แล้วเวลาคนมารับศีลฟังธรรมก็มานั่งอย่างนี้ ถ้ายังไม่มีสถานที่ก็ทำกันอย่างนี้ ถึงแม้มีสถานที่ก็สู้นั่งใต้ต้นไม้ไม่ได้ เพราะว่าใต้ร่มไม้มันร่มเย็นกว่า นี่ต่อไปกิ่งมันก็ประสานกัน ไอ้แดดที่ลงตรงนี้มันก็จะหายไป ตอนนี้มันยังไม่ประสาน เปิดช่องให้แสงส่องลงมาบ้าง ก็จะดีอยู่เหมือนกัน ไอ้เรามานั่งอย่างนี้มันผิดกับนั่งที่บ้านนะ นั่งที่บ้านเป็นอย่างไร มานั่งในสวนนี้เป็นอย่างไร โน่นโยมนั่งอยู่ฝั่งโน้นก็มี มาช้าไปหน่อยเลยนั่งคนละฝั่ง แต่ก็เหมือนกับฝั่งเดียวกัน ไม่มีอะไรกีดกั้นหรอก เรามานั่งอย่างนี้รู้สึกอย่างไร  กับนั่งที่บ้านมันเหมือนกันไหม  โยมลองพิจารณา  ถ้าเราพิจารณาแล้วจะเห็นว่ามันผิดกัน นั่งที่บ้านมันยุ่ง ยุ่งใจ ยุ่งด้วยหลานๆ ยุ่งด้วยคนใช้ ยุ่งนั้นยุ่งนี้ อยู่บ้านยุ่งมาก ทำไมจึงยุ่งละโยม เพราะว่านั่งที่บ้าน มองไป ไอ้นั่นของกู ไอ้นี่ของกู ของกูเต็มบ้าน ทีนี้ของกูเต็มบ้านมันหนักนะโยม มันหนักใจ เพราะว่ายึดไว้เยอะ  เอามาโอบไว้ "ของกูๆ" โอบไว้มากมายมันก็เป็นทุกข์ แต่นี่โยมมานั่งนี่ "ไม่มีของกู" โยมจะนึกว่า "ต้นไทรของกู" มันก็ไม่ใช่เรื่อง เพราะไม่ได้ปลูกไว้ สาดของกูก็ไม่ใช่ เขาปูไว้ก่อน ไอ้แผ่นดินนี้ก็ไม่ใช่ของกู แต่เป็นของโยมเขาให้เรามานั่งสบายอกสบายใจ ใจมันโปร่งมันสบาย เพราะฉะนั้นคนเรานี้ชอบเที่ยว คนแก่ๆ นี่ยังชอบเที่ยวอยู่ พระชอบจัดพาคนแก่ไปเที่ยวทัศนาจร ไปไหว้พระ ความจริงพระ ไม่ต้องไปไหว้ไกลหรอก ไหว้ที่บ้านก็ได้ แต่ไหว้ที่บ้านมันไม่ดี ใจมันยุ่งไม่ได้พบพระ เลยพาไป ไปโน่นไปนี่ไปเชียงใหม่เชียงราย ไปต่างประเทศไปถึงอินเดีย ไปไหว้พระถึงประเทศอินเดีย ไปอย่างนั้น ใจมันสบาย เคยพาไป คนแก่กว่าเพื่อนนะ อายุ ๘๒ ปี เป็นโยมผู้หญิง ลูกสาวลูกเขยไปฝากหลวงพ่อที่ดอนเมือง บอกว่าหลวงพ่อช่วยดูคุณแม่ด้วยนะ บอกว่า ไม่เป็นไร หลวงพ่อพามาเรียบร้อย ไม่ต้องเป็นห่วง แต่ว่าพอไปจริงๆ คุณโยมอายุ ๘๐ นี่ ไม่ต้องดูแลเลย ไม่ยุ่งเลย นั่งเรียบร้อย เวลาขึ้นรถก็นั่งภาวนาตลอดทาง กินก็ง่ายอยู่ก็ง่าย ไอ้คนที่ยุ่งก็คือ คนไม่แก่ทั้งหลาย เรื่องมากจริงๆ จะเอานั่นจะเอานี่ ตื่นเช้าขึ้นมาจะไปชอบปิ้งไหมคะ เรื่องชอบปิ้งนี่เรื่องใหญ่ เป็นเรื่องสำคัญ ถ้าบอกว่าวันนี้ตลาดปิด นั่งท้อแท้อ่อนแอเลย ไม่ได้ชอบปิ้งไม่ได้จ่ายเงิน เงินเอาไปเยอะยังไม่ได้จ่าย กระเป๋ามันยังหนักอยู่ ถ้าบอกว่าวันนี้ไปชอบปิ้ง เหมือนกับปลาได้น้ำ กระดิกกระดี้ไปตามๆ กัน ชอบใจ สนุก มันเป็นอย่างนั้น เรียกว่าคลายทุกข์ พอไปอย่างนั้น พอไปอย่างนั้นมันคลายทุกข์คลายร้อน ไม่ได้คิดถึงอะไร คิดแต่เรื่องสบายใจ ไปไหว้พระไปเห็นนั่นเห็นนี่ใจมันสบาย ไม่มีใครเจ็บไข้ได้ป่วย นำคนไปหลายครั้งหลายหนไม่มีใครป่วย เรียบร้อยกลับมาเรียบร้อยทุกราย ไม่มีอะไร ไม่ลำบาก มีอยู่รายเดียว แต่นั่นไม่ใช่ป่วย คือว่าอ่อนเพลีย พอไปถึงพุทธคยานี่อ่อนเพลียแล้ว อ่อนปวกเปียก บอกไม่ไหวแล้ว "ผมมาไหว้ตรงนี้ก็พอแล้ว ถ้าขืนไปไหว้ต่อไปนี่ไปไม่ไหว "เป็นไงโยม มันอ่อนเพลียไม่มีแรง เออย่างนี้ก็แย่ละ ส่งกลับ เลยส่งกลับไปกัลกัตต้า บอกท่านกงสุลมารับหน่อย จัดการให้ขึ้นเรือบิน พอมาถึงกัลกัตต้าเท่านั้นแหละ ท่านกงสุลรู้ใจ ไปซื้อของที่ชอบใจมาเลี้ยง "แหม ถ้าได้ไอ้นี่ ไปได้ทั่วอินเดีย" แข็งแรงขึงขังขึ้นมาทันที อะไรโยม  เบียร์ เพราะว่าปรกติไม่ดื่มน้ำ ดื่มแต่เบียร์ตลอดวัน ทีนี้ไปไหว้พระไม่มีเบียร์ให้ดื่ม มันมีแต่น้ำ แกก็โอยจะหมดแรงขึ้นมาทีเดียว เพราะว่าไม่ได้ดื่มเบียร์ พอถึงกัลกัตต้า ท่านกงศุลซื้อให้ บอกว่า "ถ้ามีไอ้นี่ไปได้ทั่วอินเดีย" ไปรอบโลกก็ได้ แข็งแรงไปอย่างนั้น นี่เรียกว่าติดเบียร์ต้องเอาเบียร์ไปด้วย เราไม่รู้ ความจริงเอาติดไปด้วยก็ได้  ตอนเช้าๆ เอาสักแก้วเติมกำลัง แต่ว่าไม่รู้ก็เลยไปไม่ได้ นอกนั้นสบายทุกคน  ไปไหว้พระสบายอกสบายใจ  ชาวบ้านไปถึงก็กราบไหว้ สบายอกสบายใจ พระสงฆ์องค์เจ้าก็ไปไหว้พระ แต่ว่าพระนี่ไม่เหมือนชาวบ้าน พอไหว้เสร็จแล้วก็เอาถุงพลาสติกออกมา ไปถึงขุดดิน ขุดดินใส่ถุงพลาสติก เอาไปทำอะไร ถามว่าเอาไปทำอะไร เอาไปทำพระ ค้ากำไรเกินควรต่อไป เอาดินสังเวชนียสถานมา เอามาผสม กับดินเมืองไทย ทำพระขาย นั่นคิดค้ากำไร บางรายไปทำพระรอดกันที่โน้น  ความจริงทำไปจากนี้  ไม่มากมายอะไร  ใส่ถุงไป  ไปถึงก็นั่งปลุกเสกกันใหม่ แล้วก็ไปเอาโยคีบ้าๆ บอๆ มาปลุกเสกด้วย มันจะได้เรื่องอะไร ไอ้พวกโยคีบ้าๆ บอๆ เหล่านั้น แล้วเอามาขาย ได้ข่าวว่าพามาขายที่วัดมหาธาตุ มีคนวิพากษ์วิจารณ์เรื่องนี้ ได้ถามท่านเจ้าคุณเจ้าอาวาสแล้ว พระที่ลำพูนมาขอใช้สถานที่  แล้วก่อนพระจะมามีคนแอบมาก่อน มาขายอยู่ก่อน แล้วก็ไล่พวกนั้นไป ให้พระมา พอพระมาไอ้พวกนั้นก็โจมตีพระ หาว่าทำอย่างนั้นอย่างนี้ แล้วไม่ได้ทำก็เลยโกรธพระ เลยเขียนหนังสือด่าพระ แจกไปตามบ้านต่างๆ พวกใจสกปรกใจไม่มีพระ ขายพระแต่ใจไม่มีพระ มันก็ไม่ได้เรื่องอะไร เพราะไม่รู้ว่าพระอยู่ที่ไหน พระอยู่ที่ใจของเรา ถ้าเมื่อใดใจเราดีเรางามใจก็มีพระ ใจชั่วเมื่อใดก็ไม่มีพระ เช่นว่า ใจโลภมันก็ไม่มีพระ ใจโกรธก็ไม่มีพระ ใจหลงก็ไม่มีพระ แต่ถ้าใจเรามีเมตตาปรารถนาดีแก่คนอื่น ก็เรียกว่าเรามีพระ นี่ขนาดโยมมานั่งนี่ใจมีพระ  แต่พอกลับไปถึงบ้านอาจไม่สงบก็ได้ พอไปถึงก็ดุคนนั้นดุคนนี้ อย่างนั้นอย่างนี้ เด็กมันก็ว่า"เอ คุณยายนี่ไปวัดบ่อยๆ แต่พอมาถึงบ้านละยุ่งทุกที" อย่างนี้มันไม่ได้ อย่างนี้มันไม่ได้นะโยมนะ อย่าให้คนใช้มันว่าภายหลัง นั่งทำอะไรก็ต้องคิดต้องพิจารณา ใจเย็นๆ ค่อยๆพูดจา อย่าใช้ถ้อยคำที่มีกิเลสหนุนหลัง แต่พูดด้วยคำที่ไม่มีกิ เลสหนุนหลัง มีธรรมะเป็นเครื่องหนุนจิตใจก็สบาย มาสร้างพระใต้ต้นไม้  สร้างไว้ในใจของเรา สร้างพระกรุณา สร้างพระปัญญาไว้ในใจ สร้างพระบริสุทธิ์ไว้ในใจของเรา เวลากลับบ้านก็เอาพระไปด้วย ไปจนถึงบ้าน เวลาจะคิดอะไร จะพูดอะไร จะเกี่ยวข้องกับใคร จะไปไหนอย่าลืมเอาพระไปด้วย พระที่อยู่ข้างในอย่าลืม แต่โดยมากไม่เอาพระข้างใน เอาพระข้างนอก แขวนเป็นพวงไปเลยที เดียว มีแต่พระนอกไม่มีพระในมันก็ใช้ไม่ได้ อันนี้เราต้องสร้างพระข้างใน  พระข้างในนั่นแหละเป็นพระแท้  เป็นพระที่รักษาเราคุ้มครองเรา  ให้เราอยู่รอดปลอดภัยด้วยประการทั้งปวง  เราจึงต้องหมั่นสร้างพระขึ้นในใจของเรา หัดคิดด้วยความเมตตาปรานี หัดคิดด้วยความเมตตา มีฐานไว้ในใจว่า เราจะคิดให้คนอื่นสบาย เราจะพูดเพื่อให้คนอื่นสบาย เราจะทำเพื่อให้คนอื่นสบาย อย่าคิด เบียดเบียนใคร อย่ทำให้ใครเดือดร้อนใจ อย่างนี้เรียกว่าเราอยู่กับพระ มีพระข้างใน ไม่ต้องให้ใครมาเสก เราเสกของเราเอง ตื่นเช้านั่งสงบจิตสงบใจ  แล้วนั่งอธิษฐานใจ  "ว่าวันนี้... ข้าพเจ้าจะคิด พูด ทำ ตามคำสอนของพระพุทธเจ้า คิดด้วยปัญญา พูดด้วยปัญญา ทำอะไรด้วยปัญญา จะไม่คิดไม่พูดไม่ทำในสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ ก่อทุกข์ก่อโทษให้กับตัวเรา เราอยู่เพื่อชำระชะล้างเพื่อขูดเกลาจิตใจ ให้สะอาด สว่าง สงบทางจิตใจ" แล้วก็คิดพูดทำเพื่อให้เกิดความสะอาด  สว่าง สงบทางจิตใจ ท่านก็จะมีความสุข ความสุขเป็นของที่หาได้ง่ายๆ ไม่ต้องลงทุนไปซื้อไปหา ลำบากยากเข็ญอะไร เพียงแต่ทำใจของเราให้มีความคิดถูกต้องเท่านั้นเอง เมื่อใดเราคิดถูกต้องเราก็สบายใจ แต่เมื่อเราคิดไม่ถูกต้องก็ไม่สุขใจ เวลาใดโยมมีความทุกข์ความเดือดร้อนใจ ก็ต้องรู้ว่า อ้อ เรามันคิดไม่ดีแล้ว คิดให้เป็นทุกข์แล้ว พูดให้เป็นทุกข์แล้ว หรือคบคนสร้างความทุกข์ ไป ที่ไหนก็ไปเพื่อหาความทุกข์ อย่างนี้มันก็ไม่ดี ไม่มีพระประจำใจ เกิดปัญหาเกิดความเดือดร้อนใจ เราจะไม่คิด  ไม่ทำอย่างนั้น คอยควบคุมจิตใจ คุมด้วยอะไรโยม คุมด้วยสติด้วยปัญญา สติปัญญาสองตัวนี้ต้องใช้อยู่ตลอดเวลา นั่งด้วยสติปัญญา ลุกขึ้นด้วยสติปัญญา ยืนด้วยสติปัญญา เคลื่อนไหวด้วยสติปัญญาทำอะไรก็ด้วยสติปัญญา เรื่องมันก็ไม่ยุ่งไม่มีปัญหา เพราะเราอยู่กับพระตลอดเวลา นี่แหละพระแท้ ที่เราควรจะสร้างจะทำในใจ ไม่ต้องไปเที่ยวซ ื้อเที่ยวหาที่เขาขายราคาแพงๆ เดี๋ยวนี้ขายพระเหมือนขายรีจอยซ์แล้วเวลานี้ โทรทัศน์ก็ประกาศขายรีจอยซ์ ขายพระก็โฆษณา ขายพระก็เหมือนกัน โฆษณาในหน้าหนังสือพิมพ์เป็นสินค้า ไปดูตามข้างถนนเอาผ้าปู แล้วเอาพระมาวางขาย มันน่าเกลียดทำอย่างนั้น มันไม่ใช่ของมีค่ามีราคาทำอย่างนั้น แต่ว่าคนขายมันก็ไม่รู้จักพระ ไอ้คนซื้อก็ไม่รู้จักพระ เลยได้วัตถุไม่ได้พระมา วัตถุกับพระมันคนละอัน  พระนั่นคือคุณค่าทางจิตใจ  วัตถุเป็นเปลือกของพระ เราไม่เอาเปลือกก็ได้ แต่เราเอาคุณค่าทางจิตใจ เอาคุณงามความดีของพระพุทธเจ้า มาเสริมสร้างไว้ในใจของเรา แล้วก็ใช้สิ่งนั้นเป็นเครื่องคุ้มครองจิตใจของเรา คุ้มครองการงานของเรา ครอบครัวของเรา และคุ้มครองประเทศชาติ เพราะเราคิดถูก พูดถูก ทำถูก  คบคนถูก ไปสู่สถานที่ๆ ถูกต้อง ก็มีแต่ความสุขสบาย เวลานี้โยมมานั่งที่นี่  ทานอาหารเสร็จแล้ว  ถ้ายังไม่รีบกลับนั่งพักที่ใดที่หนึ่ง  ไม่ต้องพูดกับใคร  พูดกับตัวเอง มองดูตัวเอง พิจารณาตัวเอง ว่าเราคือใคร เรามีความคิดอย่างไร เรามีปรกติดคิดอะไร พูดอะไร คบหาสมาคมกับใคร ในชีวิตประจำวันของเรานั้นอยู่ด้วยความทุกข์หรืออยู่ด้วยความสุขสงบใจ มีอะไรเป็นปัญหาเกิดขึ้นในตัวของเราบ้าง  แล้วเราจะแก้ปัญหานั้นได้อย่างไร ต้องแก้ตามหลักการของพระพุทธเจ้า อย่าไปแก้ตามวิธีไสยศาสตร์ มันแก้ไม่ได้ แต่เราต้องแก้ว่า"สิ่งทั้งหลายมันเกิดจากเหตุ" เหตุอยู่ที่ไหน ก็อยู่ในตัวเรานั่นเอง ต้องมองภายในว่าอะไรเป็นเหตุให้เกิดความทุกข์อย่างนี้ ให้ไม่สบายใจอย่างนี้ ค้นหาไป เดี๋ยวก็เจอ พอเจอแล้วก็ตัดมันเสียเลย ถอนรากถอนโคน ไม่ให้สิ่งนั้นเกิดขึ้นในใจของเราต่อไป แต่ต้องเลิกด้วยความเข็มแข็งอดทนหนักแน่น ถ้าไม่มีความเข้มแข็งมันก็เลิกไม่ได้ เลิกไม่ได้ก็ต้องทุกข์ต่อไป  เราไม่ได้เกิดมาเพื่อความเป็นทุกข์  เราเกิดมาเพื่อความเบาใจโปร่งใจ  ไม่มีเรื่องเป็นทุกข์ทางใจ  เวลาเราทุกข์ทีใดก็เรียกว่า "เราโง่"ทุกที พอกลุ้มใจเราก็โง่ละ เป็นทุกข์ก็โง่อีกแล้ว ถ้ารู้สึกเป็นทุกข์ก็รีบเขกกระบาลเข้า "อะไรๆ เอ็งนี่โง่จริง" เขกหัวเข้า หรือไปที่หน้ากระจกไปด่าตัวเองที่หน้ากระจก "เอ...  แกนี่โง่จริง" เป็นทุกข์เรื่องอะไร ทำไมจึงเป็นทุกข์ ทุกข์ไม่เข้าเรื่อง แล้วก็นั่งค้นหา กูเป็นทุกข์เรื่องอะไร กูคิดอะไร กูพูดอะไร กูทำอะไร กูคบกับใคร กูไปที่ไหน มันจึงเกิดความทุกข์ความเดือดร้อน บางทีมันก็เป็นทุกข์ ถ้าเราคิดไม่ดีมันก็เป็นทุกข์ ถ้าคิดให้ดีมันก็สบายใจ ไม่มีเรื่องทุกข์เรื่องร้อน คนไม่มีความทุกข์อายุยืนนะโยม อายุมั่นขวัญยืน แล้วก็หน้าตาผ่องใส มีเลือดมีฝาดเพราะใจมันไม่ยุ่ง อันนี้ถ้าคนยุ่งก็หน้ายุ่งอยู่ตลอดเวลา คิ้วขมวดอยู่ตลอดเวลา มันก็แก่เร็ว เพราะว่ามีความทุกข์มาก แต่ถ้าไม่มีความทุกข์ใจมันก็สบาย มีอารมณ์สดชื่นรื่นเริง ถึงเวลาเจ็บมันก็เจ็บตามเรื่อง เวลาตายก็ตายตามเรื่อง เราไม่ต้องเป็นทุกข์กับเรื่องอย่างนั้น เพราะมันเป็นเรื่องธรรมชาติธรรมดา ให้เข้าใจไว้อย่างนี้ สภาพจิตใจก็จะดีขึ้น ไม่มีปัญหาให้เกิดความทุกข์ความเดือดร้อนอะไร นี่เป็นข้อแนะนำกับญาติโยมเล็กๆ  น้อยๆ แล้วเมื่อจบการแสดงธรรมแล้ว โยมจะไปรับประทานอาหารตรงไหนก็ได้ แล้วก็เดินชมบริเวณ ดูวัดดูวาแล้วคิดไว้ในใจว่า กูจะช่วยอะไรได้บ้างนี้วัดนี้ จะช่วยสักเท่าไหร่ ไม่ต้องให้ทันที แต่ว่าผ่อนส่งก็ได้ เรียกว่าผ่อนส่งกันไปตามเรื่องตามราว ไปแสดงความจำนงค์ไว้ แล้วก็จะได้ดำเนินการสร้างต่อไป เพื่อ ประโยชน์แก่การเผยแผ่ธรรมะ เพราะว่าพวกเรานี่หายใจเป็นธรรมะ ทำอะไรก็เพื่อธรรมะอยู่ตลอดเวลา ไม่ได้ทำเพื่ออย่างอื่น แล้วก็หาปัจจัยในทางที่ถูกที่ชอบ คือสอนคนให้ฉลาดแล้วเขาให้เอง ไม่ทำเรื่องอื่นไม่ทำเรื่องไสยศาสตร์ เรื่องเหลวไหล ทำตามแบบของคนที่ไม่เข้าเรื่อง วัดนี้ไม่มีเรื่องเหลวไหล มีแต่เรื่องธรรมะตรงไปตรงมา ชี้ทางทุกข์ทางสุขให้โยมเข้าใจ ก็สมควร แก่เวลา ยุติไว้เพียงเท่านี้.OPT 1.50!B„!@$Nn