วันนี้เป็นวันที่  ๒๘  สิงหาคม  ๒๕๓๗ อีกสองวันก็สิ้นเดือนแล้ว วันเวลานี่ช่างผ่านไปอย่าง รวดเร็ว    ท่านจึงบอกไว้ว่า    เวลาผ่านไปไม่ได้ผ่านไปเปล่าๆ    แต่ว่าฉุดคร่าสิ่งทั้งหลาย ไปกับเวลาด้วย เวลาฉุดคร่าให้พวกเราทั้งหลายเป็นอย่างไร ให้แก่นั่นเอง เราแก่ลงไปทุกวันๆ ๆ ทุกวินาทีของชีวิตเปลี่ยนแปลงไปสู่ความแก่ เพราะเวลามันฉุดคร่าเราไป แล้วเวลาที่ผ่านไปแล้ว จะเรียกคืนไม่ได้  ไม่สามารถจะเรียกคืนได้ เมื่อผ่านแล้วก็แล้วกันไปเราแก่แล้วจะกลับมาเป็นคน หนุ่มอีกก็ไม่ได้ ถอยหลังไม่ได้ มีแต่เดินไปข้างหน้าคล้ายๆ กับว่าเราเดินลงเหวทางลาดชันลงไปใน เหว  เดินไปๆ ก็ถึงก้นเหวคือความตายนั่นเอง ความตายนี้เป็นเรื่องธรรมดาของชีวิตเราไม่ควร กลัวต่อความตายแต่ควรจะรู้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเป็นฉากหนึ่งของชีวิตที่เราจะต้องแสดง  และ ทุกคนจะต้องถึงฉากนั้นด้วยกันทั้งนั้นเราหนีไม่พ้น  เมื่อคิดถึงเรื่องนี้ก็ควรจะได้คิดถึงว่า เมื่อเวลา ผ่านไปๆ พระพุทธเจ้าท่านสอนให้คิดว่า "เราทำอะไรอยู่ เวลาที่ผ่านไปนั้นเราทำอะไรอยู่" ก็ต้อง คิดถามตัวเองว่าทำอะไรอยู่  ถ้าเห็นว่าไม่ได้ทำอะไรก็ต้องคิดว่า ชีวิตมันจะไม่มีค่าไม่มีราคา ไม่ มีความหมาย  เราจะต้องรีบใช้ชีวิตให้เป็นประโยชน์ด้วยการทำหน้าที่ให้ถูกต้อง ทุกคนมีหน้าที่ด้วย กันทั้งนั้น แต่ว่าไม่ทำหน้าที่แล้วก็ไปบ่นกับใครว่าไม่มีงานทำ คนที่พูดว่าไม่มีงานทำนั้นคือคนที่ไม่รู้จัก ชีวิต  ไม่รู้จักหน้าที่ที่ตัวจะต้องทำ ความจริงมีหน้าที่อยู่ประจำแล้วที่จะต้องจัดจะต้องทำแต่ไม่ได้ทำ  เลยก็เที่ยวบ่นว่าไม่มีงานทำ  งานที่ทำนั้นหมายถึงว่างานที่ทำแล้วได้รางวัลตอบแทน ได้เงินเดือน ได้เบี้ยเลี้ยง  แต่ว่างานที่เราทำอยู่ในชีวิตประจำวันของเราอันเป็นหน้าที่อย่างแท้จริงนั้น  ไม่มี เงินเดือนให้  แต่ว่าเราได้รับของเราเองเป็นรางวัลที่เราได้รับตัวเราเอง ไม่ต้องมีใครให้ ไม่ ต้องมีใครขึ้น แล้วไม่ต้องมีใครลดด้วย มันเป็นผลตามธรรมชาติที่เราได้กระทำ เมื่อเรากระทำถูก ต้องผลก็เป็นความถูกต้อง  ทำให้เกิดความสุขผลก็เป็นความสุข ทำให้เกิดความทุกข์ผลก็เป็นความ ทุกข์ความเดือดร้อนใจ  อะไรๆ  มันก็อยู่ที่เราทำทั้งนั้น  ทางธรรมะท่านจึงสอนว่าให้ทำงานตาม หน้าที่  หรือทำหน้าที่ให้เรียบร้อย เมื่อเราทำหน้าที่ของเราเรียบร้อย เราก็สบายใจ สบายใจว่า เราไม่อยู่เปล่า ชีวิตไม่เป็นหมัน ได้ทำชีวิตให้มีคุณค่า ด้วยการทำหน้าที่ถูกต้องแล้ว อันนี้เป็นเรื่อง สำคัญ   เป็นเรื่องที่เราจะต้องคิดนึกบ่อยๆ  เพื่อจะได้เตือนตัวเองให้ไม่ประมาท  ไม่ให้มัวเมา หลงใหลในสิ่งต่างๆ  รอบข้าง แต่ให้เรารู้ว่าเราเกิดมาทำไม เรามีชีวิตอยู่เพื่ออะไร สิ่งที่ดีที่สุด ที่เราควรจะทำในเวลาปัจจุบันนี้คืออะไร และเราได้กระทำสิ่งนั้นแล้วหรือยัง อันนี้จะต้องถามตัวเอง ไว้ เพื่อเป็นการเตือนตัวเอง แนะนำตัวเอง และเป็นการแก้ไขตัวเองให้เป็นการเรียบร้อยไปด้วย ในตัว  หลักการเป็นเช่นนั้น เพราะฉะนั้นในฐานะที่เราเป็นผู้เดินตามรอยพระบาทของพระผู้มีพระ ภาคเจ้า  เราก็ต้องคิดนึกในเรื่องดังกล่าวอยู่ตลอดเวลา เพื่อทำชีวิตให้มีค่ามีราคา มีความหมาย เพราะเราได้ทำหน้าที่ของเราถูกต้อง  การทำหน้าที่ถูกต้องก็เรียกว่าเราปฏิบัติธรรม  การปฏิบัติ ธรรมนั้นคือการทำหน้าที่อันถูกต้องอยู่ตลอดเวลา  ที่บ้าน ที่ทำงาน บนถนน ในสังคมอะไรต่างๆ ที่ เราเข้าไปเกี่ยวข้อง  เราก็ทำตนให้เหมาะให้ควรกับหน้าที่นั้นๆ ผู้นั้นจะไม่เป็นคนรกโลก ไม่เป็น คนขวางโลก   แต่ว่าเป็นคนที่ไปกับโลกด้วยความถูกต้องเรียบร้อย  เพราะรู้จักวางตัววางตนให้ เหมาะแก่บุคคล  เหตุการณ์  สถานที่ที่ตนเข้าไปเกี่ยวข้อง ชีวิตก็จะไม่เป็นหมันเป็นชีวิตที่มีคุณมีค่า  สมความกับที่เกิดมาเป็นมนุษย์พบพระพุทธศาสนา อันนี้เป็นเรื่องที่อยากจะฝากไว้ให้ญาติโยมทั้งหลาย ได้พิจารณา เราเป็นคนไทยเป็นผู้นับถือพระพุทธศาสนา พระพุทธศาสนาคือคำสอนที่พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ ค้นพบด้วยพระองค์เอง  ดังคำที่เราสวดว่า "สัมมาสัมพุทโธ" เป็นผู้ตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง  หมายความว่า สิ่งที่ได้มีนั้นได้มาด้วยความเพียร ด้วยความอดทน ด้วยความตั้งในจริง ในการแสวง หาด้วยตนเอง แล้วก็ได้รับผลจากการกระทำนั้น ด้วยตนเอง จึงได้ชื่อว่าสัมมาสัมพุทธะ แปลว่า " ตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง"  ธรรมะที่พระองค์ได้ตรัสรู้นั้น ก็เป็นของถูกต้องเป็นประโยชน์แก่ผู้ ปฏิบัติอย่างแท้จริง  เราจึงได้สวดสรรเสริญพระพุทธคุณว่า "สวากขาโต ภะคะวะตาธัมโม" พระ ธรรมอันพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ดีแล้ว คือเป็นสิ่งดี คือดีในเบื้องต้น ดีในท่ามกลาง ดีในที่สุด ดี สำหรับทุกคนที่จะนำไปเป็นหลักปฏิบัติในชีวิตประจำวัน  คนนั้นจะเป็นเด็ก เป็นหนุ่มสาว เป็นผู้ใหญ่  เป็นผู้อยู่ในวัยชรา หรือมีหน้าที่การงานอันใด ก็สามารถจะนำพระธรรมนี้ไปใช้เป็นเครื่องประกอบ ในการปฏิบัติกิจนั้นๆ ให้สำเร็จผลประโยชน์ด้วยดีทั้งนั้น ไม่ขัดข้อง ไม่มีอุปสรรค เอาไปแล้วก็ใช้ได้ เป็นประโยชน์ พระองค์ตรัสว่า "สิ่งที่พระองค์ได้ค้นพบนี้ เป็นสิ่งที่ไพเราะในเบื้องต้น ท่ามกลาง  ที่สุด" คำว่าไพเราะหมายความว่า ไม่เป็นที่รำคาญไม่เป็นที่ก่อความเดือดร้อนให้แก่ใครๆ ผู้ใดได้ ฟังแล้วก็มีความชื่นใจ เรียกว่าไพเราะในเบื้องต้น ฟังไปก็มีความชื่นใจ ฟังจบแล้วก็ยังมีความชื่นใจ จึงชื่อว่ามีความไพเราในเบื้องต้น   ท่ามกลาง  ที่สุด  และถ้าเรานำธรรมะนั้นไปปฏิบัติในชีวิต ประจำวัน เราก็ได้รับความสุขความสงบในชีวิตประจำวัน เป็นเครื่องทำลายอุปสรรคไม่ให้เกิดขึ้น  เป็นสิ่งป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาขึ้นในการดำรงชีวิตประจำวัน  เพราะธรรมะเป็นเกราะช่วยป้องกัน ไม่ให้เกิดความทุกข์ความเดือดร้อนใจ เรียกว่าไม่ให้เกิดปัญหาจากการปฏิบัติกิจนั้นๆ ผิดกับคนที่ทำ งานโดยไม่ใช้ธรรมะ เข้าไปเกี่ยวข้องกับอะไรก็ไม่ได้ใช้ธรรมะเป็นเครื่องกำกับจิตใจ มีปัญหามาก มีความทุกข์มาก  มีอุปสรรคเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา และเมื่อเกิดอุปสรรคข้อขัดข้องขึ้นก็ไม่รู้ ไม่รู้ว่า สิ่งนั้นเป็นปัญหา เป็นตัวอุปสรรคข้อขัดข้อง ไม่รู้ว่าสิ่งนั้นมันเกิดจากอะไร หรือว่าอะไรเป็นเหตุให้ เกิดสิ่งนั้น  ไม่รู้ไม่เข้าใจ แล้วไม่รู้ว่าบรรดาสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นแก้ได้ เพราะสิ่งทั้งหลายมีเกิดก็ต้องมี ดับเป็นธรรมดาด้วยกันทั้งนั้น  ไม่มีอะไรที่เกิดแล้วไม่มีดับ  เมื่อเกิดแล้วมันก็มีดับไปตามธรรมชาติ  แต่ให้ดับเองตามธรรมชาตินั้นมันช้า เสียเวลา เราจะต้องทำให้มันดับไปด้วยปัญญาของเรา การทำ ให้มันดับไปด้วยปัญญานั้นมันดับไว    แล้วมันทำให้เราเกิดความรู้ความเข้าใจว่า   สิ่งนั้นเกิดขึ้น เพราะอะไร  ดับไปเพราะอะไร มีประสบการณ์เกิดขึ้นในชีวิต ทำให้เราเข้าในเรื่องชีวิตถูกต้อง มากขึ้น  เมื่อมีอะไรเกิดขึ้นก็รู้ทันรู้เท่าในสิ่งนั้น สามารถจะแก้ปัญหานั้นได้ทันท่วงที ไม่เรื้อรัง ไม่ เป็นปัญหาประเภทเรื้อรังอยู่ในชีวิตของเราอยู่ตลอดเวลา  เราก็ปลอดภัยด้วยประการทั้งปวง อัน นี้คือผลที่เกิดขึ้นจากที่เราปฏิบัติพระธรรม ธรรมะจึงเป็นสิ่งที่กล่าวไว้ดีแล้ว เป็นสิ่งประเสริฐคู่บ้าน คู่เมือง  คู่โลก ผู้ใดศึกษาแล้วนำไปปฏิบัติในชีวิตประจำวันผู้นั้นจะเห็นผลด้วยตัวของตัวเอง ดังบท ที่สวดว่า "สันทิฏฐิโก" ซึ่งแปลว่า "ผู้ศึกษาและปฏิบัติ จะเห็นชัดด้วยตัวเอง" เห็นอะไร คือเห็นผล ที่เกิดขึ้นว่าเป็นอย่างไร มันเกิดขึ้นแก่ตัวเราโดยวิธีอะไร เราเป็นผู้ทำให้เกิดขึ้นซึ่งสิ่งนั้น ถ้าเรา เข้าใจอย่างนี้  ตัดปัญหาได้หลายเรื่อง  ปัญหาที่เป็นความเชื่อเหลวไหล เช่นมีความเชื่อตามหลัก ไสยศาสตร์  มีความเชื่อว่าอะไรๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตของเรานั้นมันเกิดมาจากเหตุภายนอก เกิดมา จากสิ่งนั้นสิ่งนี้ดลบันดาลให้เป็นไป  หรือสิ่งภายนอกทำให้เราเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ เช่นเรามีความ เชื่อที่ไม่ถูกต้องว่าเพราะดวงดาวในท้องฟ้า  ปัญหาจึงเกิดขึ้น หรือเพราะสิ่งเหล่านั้นสิ่งเหล่านี้ทำ ให้เกิดปัญหา  อันนี้มันไม่ถูกไม่ตรงกับหลักคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และไม่ช่วยให้ชีวิตเรา ดีขึ้น แต่จะทำให้เรางมงายในเรื่องต่างๆ มากขึ้น ถูกหลอกถูกต้มด้วยวิธีการแยบยลด้วยวิธีการต่าง ๆ  ดังปรากฏออกมาเป็นข่าวบ่อยๆ ว่าคนนั้นไปหลอกไปต้มคนนั้นด้วยวิธีนั้นวิธีนี้ อันนี้มันทำได้กับผู้ที่ ไม่ศึกษาธรรมะ  ไม่ปฏิบัติธรรมะไม่เข้าใจธรรมะถูกต้องเลยให้ถูกหลอกให้เสียหายแต่ท่าเราเป็น ผู้เข้าใจหลักธรรมของพระพุทธเจ้า ปฏิบัติตามหลักธรรมะที่พระพุทธเจ้าแสดงไว้ปัญหาไม่เกิด และจะ ไม่มีใครมาหลอกเราได้ ถ้ามีใครมาหลอกเราก็รู้ว่าไอ้นี่เล่นลูกไม้กับกูอีกแล้วจะมาหลอกลวงเอา อะไรจากกูอีกแล้ว   เรารู้ทันรู้เท่ากับคนเหล่านั้นปัญหามันก็ไม่มีและเราก็ไม่ต้องไปเที่ยวทำอะไร แบบโง่ เช่นว่าไปทำพิธีรีตรองต่างๆ กับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่มีอยู่ในบ้านเมืองของเรานี้ด้วยวิธีการแปลกๆ  ถ้าเราเป็นผู้ศึกษาหลักธรรมของพระพุทธเจ้า  มีความเข้าใจถูกต้อง เห็นผลของการปฏิบัติด้วยตัว เองมาตลอดเวลา เราก็ไม่ต้องไปทำอย่างนั้นเพราะเราเข้าใจชัดว่า มันเกิดขึ้นที่อะไร โดยวิธีใด เราเข้าใจ เมื่อเข้าใจแล้วเราก็แก้ที่ตัวเรา ไม่ต้องไปแก้ที่วัตถุภายนอก ไม่ต้องไปทำการเสี่ยง ทาย  ไม่ต้องไปทำพิธีบนบานศาลกล่าว หรือถ้าพูดสมัยใหม่ว่าไม่ต้องไปคอรัปชั่นกับสิ่งเหล่านั้นเพื่อ ให้ได้ผลสิ่งที่เราต้องการ   เพราะเรารู้แก่ใจว่าอะไรๆ   มันจะเกิดขึ้นด้วยตัวของเราเองเป็น สันทิฏฐิโก  คือรู้ได้ด้วยตัวเอง เห็นชัดด้วยตัวเอง ไม่ต้องเชื่อตามเขาบอกตามเขาเล่า เราเชื่อ การปฏิบัติของเรา  เราเข้าใจถูกต้องและเราปฏิบัติถูกต้องผลที่เกิดขึ้นก็เป็นการถูกต้อง อันนี้เป็น หลักสำคัญ เพราะฉะนั้นในฐานะที่เราเป็นพุทธบริษัท เราก็ต้องทำกิจสามอย่างควบคู่กันไป คือศึกษา เรียกว่าปริยัติ  ให้เข้าใจถูกต้อง  ศึกษาให้เข้าใจถูกต้อง ศึกษาด้วยการฟัง ศึกษาด้วยการอ่าน  ศึกษาด้วยการคิดค้นจากสิ่งที่เราประสบพบเห็นในชีวิตประจำวัน  อย่าให้สิ่งไรที่เกิดขึ้นผ่านไปโดย ไม่ได้วิจัยวิจารณ์ในสิ่งนั้น  เราต้องใช้ตัวปัญญาที่พระพุทธเจ้ามอบไว้ให้เอามาคิดมาค้น  มีตีความ เพื่อให้เกิดความรู้ความเข้าใจถูกต้อง ไม่รับอะไรง่ายๆ ไม่เชื่ออย่างงมงาย ไม่เชื่อตามเขาบอก เขาเล่า  ไม่เชื่อตามข่าวลือหรืออะไรต่างๆ แต่เราเชื่อเพราะเราได้เห็นชัดด้วยตัวของเราเอง  ด้วยการคิดค้นด้วยตัวเอง  และด้วยการปฏิบัติในสิ่งนั้นและประจักษ์แก่ใจของเราเองว่า  มันเป็น อย่างไร มีความสุขอย่างไร มีความทุกข์อย่างไร มีความร้อนใจมีความเย็นใจอย่างไร เรารู้เรา เข้าใจ รู้ได้ด้วยตัวเองเห็นได้ด้วยตัวเอง ถ้าเป็นอย่างนี้แล้วก็ถูกต้อง จะไม่มีใครมาหลอกเราด้วย วิธีการใดๆ  เป็นอันขาด เพราะในสังคมในยุคปัจจุบันนี้ มีลูกไม้มากคนนี่ชอบใช้ลูกไม้ กลวิธี ด้วย วิธีการต่างๆ  เพื่อหลอกคนต้มคนให้เสียหาย ถ้าเราไม่มีปัญญาตามแบบพระพุทธเจ้า เราก็เสียท่า คนอื่น ถูกเขาหลอกเขาต้มเอาไปง่ายๆ แต่ถ้าเราเข้าใจถูกต้องในหลักธรรมะของพระพุทธเจ้าใคร จะมาต้มเราไม่ได้ ใครจะมีหลอกเราไม่ได้ เพราะพอเอ่ยขึ้นเราก็รู้แล้วว่า คนๆ นี้จะใช้ลูกไม้แบบ ไหนทำกับเรา เราฟังด้วยสติปัญญาไม่ฟังด้วยความหลงใหลมัวเมาในสิ่งที่เขาเล่า ในใจของเราจะ ต้องคิดไว้ก่อนว่า  มันจะเป็นไปได้หรือ  น่าเชื่อหรือ  มันจะเป็นจริงหรือคิดไปอย่างนั้น สงสัยไว้ อย่างนั้น ก็จะไม่ถูกหลอกถูกต้ม เพราะเราเข้าใจสิ่งทั้งหลายถูกต้องไปตามหลักสันทิฏฐิโก คือเห็น ชัดด้วยตัวเอง  พระผู้มีพระภาคเจ้ากล่าวย้ำกล่าวเตือนบ่อยๆ กับภิกษุบริษัท เธอทั้งหลายอย่าเชื่อ อะไรง่ายๆ  อย่ารับอะไรง่ายๆ  แต่จงใช้ปัญญาเป็นเครื่องพิจารณาอย่างรอบคอบรอบรู้ในสิ่งนั้นๆ  ถ้าจะรับก็รับด้วยปัญญา  ด้วยความเข้าใจที่ถูกต้อง แม้องค์พระบรมครูของเราทั้งหลายจะสอนใคร  พระองค์ก็เปิดโอกาสให้ใช้ปัญญา ให้ใช้ความคิดอย่างรอบคอบ เช่นว่าเวลาจะสอนใครพระองค์มัก จะเตือนว่า ทำในใจไว้ให้ดี คิดให้แยบคาย เราจะพูดให้ฟัง อันนี้มีอยู่แต่ในคำสอนของพระพุทธเจ้า ไม่มีในคัมภีร์อื่นในโลกนี้ เพราะว่าคัมภีร์อื่นอาจารย์อื่นนั้นมักจะผูกมัดศิษย์ให้มีความเชื่อถ่ายเดียว  แต่ว่าในคัมภีร์ของพระพุทธศาสนานั้น  ไม่ให้เชื่อโดยปราศจากปัญญา จะเชื่ออะไรจะรับอะไรต้อง ใช้ปัญญาประกอบตามสมควรแก่ฐานะ   เพราะฉะนั้นเมื่อพระองค์จะสอนอะไรกับใคร   จึงมักจะ กล่าวเตือนว่าทำในใจให้ดีนะ คิดให้แยบคายนะ เราจะพูดให้ฟัง เป็นการให้เสรีภาพแก่ผู้ฟังอย่าง ประเสริฐ  ไม่บังคับไม่ข่มขี่ผู้ฟังให้เชื่อให้ทำตามพระองค์ เพราะในพระพุทธศาสนาไม่มีการบังคับ ให้เชื่อฟัง  ไม่มีการบังคับให้ทำ  แต่ว่าใช้วิธีจูงใจให้เกิดความเห็นถูกเห็นชอบในการกระทำนั้น  แล้วก็ให้ทดลองด้วยตัวของตัวเองจนเห็นชัดด้วยตัวเองว่าอะไรเป็นอะไรถูกต้อง อันนี้เป็นหลักการ สำคัญที่มีอยู่ในพระพุทธศาสนา  เราหาไม่ได้ในศาสนาอื่นในคัมภีร์อื่น แต่มีอยู่ในเฉพาะในพระไตร ปิฎกของพระพุทธเจ้า พระไตรปิฏกของพระพุทธศาสนาจึงเป็นหลักแห่งความเชื่อที่มีปัญญา ทำคนให้ เกิดความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องในสิ่งนั้นอย่างแท้จริง จึงเป็นเรื่องที่ควรศึกษาทำความเข้าใจและ ควรที่จะเข้าไปพิจารณาศึกษา  ตามบทพระพุทธคุณที่ว่า  "อกาลิโก" คือให้ผลไม่จำกัดกาล ไม่ได้ จำกัดว่าเวลานั้นเวลานี้จึงจะให้ผล  เหมือนกับที่เราพูดกันบ่อยๆ  ในปัจจุบันนี้ว่า พระอรหันต์ไม่มี แล้วในสมัยนี้ หรือพระอริยบุคคลไม่มีแล้วในสมัยนี้ การพูดเช่นนั้นเป็นการพูดที่ไม่ถูกต้อง เพราะมัน ผิดกับหลักการทางพระพุทธศาสนา            พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในเวลาใกล้จะปรินิพพานได้ ตรัสกับสุภัททะปริพาชก  ซึ่งมาอย่างรีบร้อนเพื่อจะมาเฝ้าพระองค์  เพื่อจะถามปัญหา เพราะรู้ว่า พระองค์จะนิพพานแล้ว  ก็รีบมาทีเดียว  เดินเหมือนวิ่ง  มาให้ทันก่อนที่พระองค์จะหมดลมหายใจ  เมื่อมาถึงพระอานนท์ก็บอกว่า  อย่าเลยท่านเอ๋ย พระผู้มีพระภาคประชวรมาก ใกล้จะหมดลมหาย อยู่แล้วอย่าเข้าไปรบกวนเลย  พระองค์ได้ยินคำห้ามของพระอานนท์  ก็เลยบอกว่าอานนท์อย่าไป ห้ามเขา  เขาไม่ได้มารบกวนตถาคต แต่เขามาเพื่อรู้เพื่อเข้าใจในหลักพระธรรมคำสอนของเรา  ปล่อยให้เขาเข้ามาเถอะ  อันนี้ถ้าเราอ่านแล้วก็จะรู้สึกทราบซึ้งในพระกรุณาคุณของพระองค์ ทั้งๆ  ที่ประชวรมาก  ใกล้จะหมดลมหายใจแล้ว แต่ว่าการเจ็บป่วยของพระอรหันต์นั้น ไม่เหมือนกับการ เจ็บป่วยของเราที่เป็นคนธรรมดา คนธรรมดามันเจ็บป่วยแล้วมันก็ป่วยจริงๆ ป่วยทั้งกายป่วยทั้งใจ  มีความกระวนกระวาย มีความทุกข์กลุ้มรุม แต่พระอรหันต์เจ้าทั้งหลายนั้นมันเป็นความป่วยทางร่าง กาย  ใจไม่ได้ป่วยด้วย  ไม่มีความกระวนกระวายเดือดร้อนจากความป่วยนั้น คงนอนอย่างสงบๆ  ไม่ได้แสดงอาการให้เห็นว่าเป็นทุกข์ หรือพูดว่าไม่มีทุกขเวทนาอันเกิดขึ้นจากโรคภัยไข้เจ็บนั้น นอน สงบรอเวลาที่จะหมดลมหายใจ  ครั้นเมื่อมีผู้ที่จะต้องการศึกษาธรรมะ  ใคร่จะเข้ามาถามปัญหาก็ ทรงพระกรุณาโปรดให้เข้ามา ไม่กีดกัน พระอานนท์ก็ปล่อยให้ไปเฝ้า เมื่อเข้าไปเฝ้าสุภัททปริพาชก ซึ่งเป็นนักบวชพวกหนึ่งในอินเดียในสมัยนั้น ได้ตั้งปัญหาถามพระองค์มากมายหลายข้อ พระองค์บอก ว่าเวลามันน้อย อย่าถามปัญหานอกเรื่องให้มันยืดยาวเลยฟังดีกว่า เราจะพูดให้ฟัง แล้วพระองค์ก็ ตรัสให้ฟังย่อๆ สั้นๆ เป็นคำตรัสย่อสั้นเป็นประโยชน์แก่ผู้ฟังอย่างยิ่ง สุภัททปริพาชกได้ฟังแล้วก็เลื่อม ใสในพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า  ได้ขอบวช ณ ที่ตรงนั้น เป็นสาวกองค์สุดท้ายในพระชนม์ ชีพของพระพุทธเจ้า เพราะว่าบวชแล้วก็นิพพาน แล้วก็มีคำกล่าวตอนหนึ่งว่า "สุภัททเอ๋ย ถ้าชาวโลก ยังปฏิบัติตนตามอริยมรรคมีองค์แปด  โลกนี้จะไม่ว่างเปล่าจากพระอรหันต์"  อันนี้เป็นคำยืนยันว่า  คุณธรรมชั้นสูงนั้นยังมีอยู่  ถ้ามีผู้ปฏิบัติ ถ้ามีใครปฏิบัติตามอริยมรรคมีองค์แปดติดต่อกันไป ผู้นั้นก็จะ ได้รับผลสนองตอบในความเป็นพระอรหันต์ได้  เพราะธรรมะเป็นสิ่งไม่จำกัดเวลา  เป็นอกาลิโก  ทำเมื่อใดก็ได้  ทำเช้า ทำสาย ทำบ่าย ทำเย็น ทำที่ไหนเมื่อไหร่ก็ได้ ทำที่บ้านก็ได้ ทำที่วัดก็ได้  ทำที่ใดก็ได้  ธรรมะย่อมให้ความคุ้มครองแก่ผู้ปฏิบัติเสมอ  ให้ผลเสมอ ในทางตรงกันข้ามถ้าเรา ไม่ปฏิบัติ  ไม่ทำตามก็ได้ผลเหมือนกัน  แต่ผลเป็นความทุกข์เป็นความเดือดร้อนใจ  มันก็ให้ผลไม่ จำกัดเหมือนกัน ทำผิดก็ได้ผลเป็นทุกข์ทำถูกก็ได้ผลเป็นสุข ทำเมื่อใดก็ได้ผลเมื่อนั้น ได้ทันทีไม่ต้อง รออะไร  ไม่ใช่ว่าต้องไปได้กันภพหน้าชาติหน้า ไม่ใช่อย่างนั้น มีพระบางรูปไปพูดทางวิทยุ พูดว่า ที่โยมทำบุญสุนทานกันไว้นี่  ค่อยไปเอาผลกันในชาติหน้า เอ.. ฟังแล้วมันไม่ถูกต้อง พูดไม่ถูก มัน ผิดกับความหมายของพระธรรมคุณ ที่ว่าอกาลิโก คือให้ผลแก่ผู้ปฏิบัติไม่จำกัดกาลเวลา โดยเฉพาะ แก่ผู้นั้น ให้ผลทันทีไม่ต้องรออะไร เหมือนเราอาบน้ำเย็นมันก็เย็นเดี๋ยวนี้มันจะไปเย็นวันพรุ่งนี้มันก็ ไม่ได้ จับถ่านไฟร้อนเดี๋ยวนั้นมันก็มือพองเดี๋ยวนั้น ไม่ใช่ว่าจับวันนี้แล้วไปพองวันพรุ่งนี้ หรือไปพอง เอาวันมะรืนนี้ จับน้ำแข็งมันก็เย็นทันที จับของเปื้อนมันก็เปื้อนทันที ไปล้างมันก็สะอาดทันที มันเป็น อย่างนั้น เพราะฉะนั้นบุญกุศลที่โยมทำกันทุกวันทุกเวลาอย่างนี้ อย่าคิดว่าทำไว้เมื่อหน้า มันก็ให้ผล อยู่แล้วในเวลานี้ เราได้รับผลได้รับความสบายใจอุ่นใจอยู่ในเวลานี้ แต่มันจะเกิดอีกในกาลต่อไป ในกาลข้างหน้า มันก็ได้ผลเรื่อยๆ ไป ถ้าเราทำไม่หยุดผลมันก็เจริญไม่หยุด เหมือนเราปลูกพืชทุก ฤดูมันก็เก็บเกี่ยวได้ทุกฤดู โยมไปดูสวนผักที่เขาปลูกผักมากๆ ที่ไหนก็ได้ เขาปลูกตลอดปี ที่ดินไม่มาก แต่ว่าปลูกตลอดปี ขายตลอดปี ได้ผลตลอดปี แต่ถ้านานๆ ปลูกทีมันก็ได้ผลเป็นครั้งๆ คราวๆ เป็น กาลิโก แปลว่าให้ผลเป็นเวลา เพราะเราทำจำกัดเวลา ถ้าเราไม่จำกัดเวลาผลมันก็ไม่จำกัดเวลา ให้ญาติโยมเข้าใจให้ถูกต้องว่าทำเมื่อใดได้เมื่อนั้น เพราะเป็นผลปรากฏแก่ใจอยู่แล้ว ใครทำใคร ก็ได้  โยมมานั่งฟังธรรมรู้สึกอย่างไร ถ้าฟังด้วยความตั้งใจเพลิดเพลินในธรรมะก็สบายใจมีความ สุขใจ  มันสุขใจอยู่เวลานี้ สุขใจเพราะฟัง เราเข้าใจข้อธรรมะที่พระแสดงแล้วเราเอาไปปฏิบัติ  ผลมันก็เกิดในขณะที่เราปฏิบัติ เรามีความสุขในขณะนั้น แล้วมันความสุขต่อไปถ้าเราปฏิบัติสิ่งนั้นต่อ ไปไม่หยุดผลก็เกิดแก่เราเรื่อยไป เรารับประทานอาหารมื้อเช้ามันก็คุ้มไปได้ถึงกลางวัน พอกลาง วันเพิ่มอีกมื้อหนึ่งคุ้มไปได้ถึงเย็น  ตอนเย็นก็เอาอีกมื้อหนึ่งมันคุ้มต่อไปตลอดเวลากลางคืนที่นอนอยู่  เราจึงต้องรับประทานอาหารวันละสามมื้อเพื่อให้มันเกิดประโยชน์แก่ร่างกายของเราฉันใด  เรา ทำความดีก็ต้องทำเรื่อยไป  ไม่หยุดไม่ยั้ง ไม่ใช่ทำเฉพาะวันพระหรือวันอาทิตย์ เราทำทุกวันทำดี ได้ทุกวัน   ทำบุญได้ทุกวัน  แล้วผลมันก็ประจักษ์แก่ตัวเองว่าเราได้อะไร  เราสบายใจอย่างไร  อาชีพก้าวหน้ามีความสุขมีความเจริญอย่างไร      ให้รู้ว่านั่นแหละเป็นผลของธรรมะที่เรานำมา ปฏิบัติอยู่   ให้ผลอยู่อย่าเขวไป  อย่าไปนึกว่าดวงดีวันนี้ได้กำไร  หรือดวงไม่ดีขาดทุนอย่าไปนึก อย่างนั้น  แต่ให้นึกให้ถูกให้ตรงว่าเพราะเราประพฤติธรรม สิ่งทั้งหลายจึงเจริญก้าวหน้า เพราะ เราขาดธรรมะสิ่งทั้งหลายจึงขาดตอนไม่สมบูรณ์ เพราะเราปฏิบัติธรรมไม่สมบูรณ์ แล้วก็เติมให้มัน สมบูรณ์ขึ้น อย่างนี้เราก็จะได้ผลเรื่อยไป ไม่จำกัดฤดูกาล ผลไม้ออกเป็นฤดูพ้นฤดูแล้วมันก็หมด ขณะ นี้ลำใยลางสาดกำลังออก  แต่อีกไม่เท่าใดก็หมดแล้ว ไม่มีขายแล้ว เพราะมันจำกัดเวลาแต่ว่าผล จากการกระทำของเรา ไม่ว่าจะเป็นบุญเป็นบาป เป็นเหตุให้เกิดสุขเกิดทุกข์เป็นเหตุให้เกิดความ เสื่อมความเจริญอย่างไรก็ตาม  มันต้องเกิดผลแก่เราทุกเวลาที่เราทำ  ทำอย่างไรก็ได้อย่างนั้น แหละให้เข้าใจอย่างนี้ จึงจะถูกหลักว่าอกาลิโก ให้ผลไม่จำกัดเวลา แล้วคุณธรรมชั้นสูงนั้นยังมีอยู่ ถ้าเราปฏิบัติ ปฏิบัติแล้วมันก็เกิดขึ้นแก่ผู้ปฏิบัติ แต่ว่าพระอริยบุคคลนี่ไม่มีฉลากปิดไว้ที่หน้าผาก เรา รู้ไม่ได้  เราจะไปเพ่งที่จีวรท่านก็ไม่ได้  ไปดูกิริยาอาการก็ไม่ได้  เพราะนั่นเป็นแต่สิ่งภายนอก  อย่าวินิจฉัยบุคคลด้วยการมองดูสิ่งภายนอก ว่าเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ อย่าวินิจฉัยว่า โอ้..คนนี้นั่งรถ เบนซ์คงจะมีทรัพย์มาก  อาจจะมีทรัพย์มาก แต่ว่าต้องคิดต่อไปว่าทรัพย์นั้นได้มาทางไหน ค้าอะไร จึงได้ทรัพย์มา  แล้วเขานั่งในรถนั้นเขาสบายใจหรือเปล่า  ต้องคิดลึกลงไป หรือเห็นใครแต่งตัว อะไรก็อย่านึกว่าเป็นเครื่องวัดความดีความถูกต้องเสมอไป เพราะคนบางคนอาจแสวงหาทรัพย์ใน ทางที่ไม่ถูกก็ได้  แต่มันก็ได้นั่นแหละ ค้าเฮโรอีนมันก็ได้เงินเหมือนกัน ร่ำรวยเหมือนกัน แต่ความ ร่ำรวยนั้นเกิดจากการค้าสิ่งที่ไม่ถูกต้อง  และทำลายชีวิตคน  ทำลายสุขภาพ ทำลายสิ่งถูกต้องให้ หายไป  เพราะคนเสพสิ่งเสพติดแล้วมันเสียคน  หรือพวกขายยาม้าขายดี  พวกสิบล้อชอบ  รวย เหมือนกัน แต่ว่าอุบัติเหตุเกิดวันละเท่าไร ความเสียหายเกิดจากไอ้พวกนี้มีปริมาณเท่าใด เราไม่ ได้คำนึง คิดแต่เพียงว่าจะร่ำรวยท่าเดียว เป็นความร่ำรวยอยู่บนฐานแห่งความไม่ถูกต้อง เหมือน เอาไม้ไปปักไว้ที่กองแกลบ มันไม่มั่นคงอะไรมันโยกเยกไปมาได้ ไม่ถาวร ร่ำรวยไม่ถาวร ไม่ไป ถึงลูกถึงหลาน  ดูไปเถอะ  ถ้าเรารู้ว่าครอบครัวไหนค้าขายในทางทุจริต ดูต่อไปๆ ว่ามันจะเป็น อย่างไร ก็จะเห็นด้วยตัวเราเองว่า คนนั้นเป็นอย่างไร ผลกรรมจะปรากฏแก่ตนแก่ครอบครัว แก่ ลูกแก่หลาน ไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้อง แต่คนเขาไม่รู้ไม่เข้าใจเพราะไม่ได้คบบัณฑิต ไม่ได้เข้าใกล้พระไม่ ได้ฟังเสียงพระ  ไม่ได้รู้ว่าตัวอยู่อย่างไรเป็นอย่างไร หลงใหลมัวเมาในสิ่งที่ตนได้ แต่หารู้ไม่ว่า นั่นมันเป็นอสรพิษที่จะกัดตนเองให้ตายเมื่อใดก็ได้ มีอยู่บ่อย เหตุการณ์นี้มีอยู่บ่อยๆ เป็นเรื่องที่เรา จะต้องพิจารณา เพราะผลแห่งความดีความชั่วที่เราทำนั้น ย่อมส่งผลให้แก่ผู้กระทำอยู่เสมอ มันหนี ไม่พ้นจึงเรียกว่าเป็นอกาลิโก ธรรมะเป็นสิ่งที่ให้ผลไม่จำกัดเวลา เอหิปัสสิโก  หมายความว่า  มาดูสิ มาชมสิ มาทดสอบดูสิ มาปฏิบัติดู ท้า เป็นการท้าทาย  เอหิปัสสิโกนี่เป็นการท้าทาย  ท้าทายว่ามาดูสิ มาลองปฏิบัติดูสิ หรือพูดแบบกินอาหารก็ว่ามาชิมดูสิ ว่ารสชาดมันเป็นอย่างไร  ท้าทายๆ ให้ชิมอยู่ตลอดเวลา เหมือนเชลชวนชิมอย่างนั้นแหละ แต่นั่น มันชิมอาหารไม่ค่อยได้สาระ   เป็นการโฆษณาขายอาหาร  ไม่ค่อยมีใครโฆษณาให้ชวนชิมธรรมะ บ้างเลย  น่าจะโฆษณาชิมธรรมะบ้าง มาปฏิบัติดูบ้าง โฆษณาทางวิทยุให้มาปฏิบัติธรรมบ้าง รักษา ศีลฟังธรรมบ้าง ให้นำธรรมะไปใช้ในชีวิตการงานประจำวันบ้าง แล้วดูซิว่ามันจะเป็นอย่างไร พูด ท้าทายบ้าง  ทางโทรทัศน์ทางวิทยุให้คนมันอยากทดสอบ เพราะคนสมัยนี้อยากทดสอบอยู่เหมือนกัน  มันทำท้าย ที่คนขึ้นยอดเขาสูงๆ หาเรื่องให้ซี่โครงหักมันเรื่องอะไร ถามว่าขึ้นมันทำไม มันท้าทายดี ว่าอย่างนั้น ภูเขาที่มีหน้าผาชันๆ เอาเหล็กตอกลงไป ไต่โยงขึ้นไป ถ้าขึ้นไปถึงยอดก็เรียกว่าเก่ง แต่ไม่ได้พ้นทุกข์อะไร ชีวิตมันก็เหมือนเดิมนั่นแหละแต่มันท้าทาย ยอดภูเขาหิมาลัยนี่มันท้าทายให้คน ไปขึ้น  ยอดที่มันสูงสุดนี่เอเวอร์เรส  แปลว่าอยู่ถาวรอย่างนั้น คนก็อยากขึ้น ตายไปหลายชุดแล้ว  ขึ้นๆ  ไปก็ตาย  ถูกพายุหิมะพัดรุนแรง  หลงทาง ติดอยู่ในดงหิมะตายอยู่นั่นแหละไม่เปื่อยไม่เน่า  เพราะว่ามันเย็นมากเป็นน้ำแข็ง คนนิวซีแลนด์ ชื่อเซ่อร์ฮิลลารี่ได้ขึ้นไปถึงยอดเป็นคนแรก ปลื้มใจ  ไอ้ความจริงคนที่ขึ้นถึงคนแรกไม่ใช่เซ่อร์ฮิลลารี่หรอก เป็นคนเนปาล ชาวเนปาลเป็นผู้นำทาง มัน ก็ถึงก่อน  แล้วแกเป็นคนนับถือพุทธศาสนา พอขึ้นไปถึงก็เอาน้ำตาลทรายสามก้อนกราบบูชา แล้วก็ บูชาด้วยน้ำตาลทราย  บูชาพระพุทธ  พระธรรม พระสงฆ์ ในการที่ตนได้สามารถปีนขึ้นมาสู่ภูเขา สูงได้ ชื่อเตนซิง อยู่ที่เมืองดาร์จิลิงนั่นเอง บ้านแกคนก็ชอบไปดูในปัจจุบันนี้ ไปดูรองเท้า ไปดูหมวก ไปดูเสื้อ ไปดูเครื่องใช้เครื่องประกอบที่ปีนขึ้นไปสู่ภูเขาได้ มันท้าทาย คนเรามันชอบการท้าทาย  อันนี้ธรรมะความจริงมันก็ท้าทายอยู่ ท้าทายว่า มาดูซี่ มาศึกษาดูซี่ มาปฏิบัติดูซี่ ทดลองดูซิว่ามันจะ เป็นอย่างไร  แต่มันเสียงไม่ดัง  ท้าทายไม่ดัง คนก็เลยไม่เข้ามาทดสอบ ทีนี้ต้องพูดท้าทายกันมั่ง ทางวิทยุ โทรทัศน์ ให้พวกมาทดสอบกันบ้าง เรียกว่าท้าทายให้มาดู ให้มาชม มาปฏิบัติ เพราะสิ่ง ที่พระองค์ท้าทายนั้นเป็นสัจจะ เป็นของจริงของแท้ไม่ใช่ของปลอม ท้าให้พิสูจน์ได้ ท้าให้พิสูจน์ด้วย การปฏิบัติทดสอบด้วยตัวเอง  ไม่มีคำสอนใดท้าให้พิสูจน์เท่ากับคำสอนของพระพุทธเจ้า ไม่มีไม่ได้ ท้าให้พิสูจน์   แต่ของเรานั้นท้าให้พิสูจน์   ท้าให้ทดลอง   ทดลองด้วยตัวเอง  เอาชีวิตเข้ามา เป็นเครื่องทดลองกันเลย คือเอามาปฏิบัติ เอามาดูแล้วเอาไปปฏิบัติ คู่กันกับโอปนยิโก คือเอามา ใส่ตัว  ถ้าไปเห็นอาหารก็ชิมดูซิมันเป็นอย่างไร  เรียกว่าเอามาใส่ตัว กินเข้าไปในท้อง เอามา แต่งดูซิมันสวยอย่างไรชุดนี้   ชุดที่เขาขายประกาศขายราคาแพงๆ  เอามาแต่งซิมันเป็นอย่างไร  สวยขนาดไหน  สภาพจิตใจมันจะบ้าขนาดไหน เอามาลองดูซิ ทดสอบ ต้องเข้าไปทดสอบทำดู ให้ เห็นชัดด้วยตัวเอง  เรียกว่าน้อมเข้ามาใส่ตัว คือเอามาปฏิบัติ พอเห็นแล้วเอามาปฏิบัติเอามาใช้ เอามาทดลอง โอปนยิโก พอเอามาทดลองแล้วจะประจักษ์แก่ตัวเองว่า ปัจจัตตังเวทิตัพโพ วิญญูหิ ผู้รู้จะเห็นชัดด้วยตัวเอง รู้เองเห็นเอง เหมือนกับว่าเราชิมแกงรู้รสว่ามันเป็นอย่างไร ถ้าไม่กิน มันก็ไม่รู้  ไม่ดื่มก็ไม่รู้  ไม่ทดสอบมันก็ไม่รู้ อันนี้พระพุทธเจ้าบอกให้ทดสอบด้วยตัวเอง เอามาทด สอบเอามาปฏิบัติลองดู  พอปฏิบัติลองดูแล้วก็ประจักษ์แก่ใจว่า  โอ..มันเป็นอย่างนี้เอง  ใจสงบ อย่างนี้  ใจเย็นอย่างนี้  มีสติปัญญารู้เท่ารู้ทันต่อสภาพความเป็นจริงอย่างนี้ เมื่อก่อนเป็นอย่างไร  เดี๋ยวนี้เป็นอย่างไร เมื่อก่อนไม่ได้ควบคุมตัวเอง ใจร้อนใจเร็ว ขี้โกรธ หุนหันพลันแล่น อะไรกระ ทบนิดก็บึ้มขึ้นมา แสดงอาการโต้ตอบขึ้นมา ไม่ได้มันเสียเหลี่ยม ตัวตนมันเยอะ แต่พอมาปฏิบัติเข้า  มองดูตัวเอง  พิจารณาตัวเอง ควบคุมสติปัญญาให้มันดีขึ้น ใครด่าก็เฉย ยิ้มเสียด้วย มันด่าเรานะ  คำแต่ละคำนะ สรรหามาด่านะ เจ็บแสบจริงนะ นึกสนุกไป เพลินๆ ฟังยิ้มๆ ไป ใช้ได้แล้ว มีความ มั่นคงใจจิตใจ  ไม่หวั่นไหวโยกโคลงกับคำติคำว่า ใครมาชมก็เฉยๆ ติก็เฉยๆ มาทำอะไรก็เฉยๆ  เพราะรู้ชัดว่าอะไรมันเป็นอะไรอย่างถูกต้อง   ไม่ขึ้นไม่ลงกับสิ่งที่มากระทบ   เวลาได้ก็ไม่ดีใจ  เวลาเสียก็ไม่เสียใจ  เรียกว่าไม่ขึ้นไม่ลง  มีจิตใจคงที่  โลกธรรม  คือได้ลาภ เสื่อมลาภ ยศ  เสื่อมยศ สุข ทุกข์ นินทา สรรเสริญ ก็ไม่โยกโคลง จิตมั่นคง อย่างนี้เรียกว่าเป็นผู้เข้าถึงธรรมะ  มีธรรมะเป็นเกราะป้องกันตน    ทำให้ข้าศึกโจมตีไม่ได้    ชีวิตก็เรียบร้อย   ไม่หวั่นไหวโยก โคลงกับอารมณ์นั้นๆ  มีความสุขทางใจ ผลมันปรากฏแก่ตัวเราเอง ไม่ต้องให้ใครบอกให้ใครเล่า  เรารู้ได้เอง  เรียกว่ารู้ได้เอง โยมมาวัดนี้พอรู้ได้เองพอสมควร จึงได้มากันอยู่ทุกอาทิตย์ ถ้ายัง ไม่เห็นผลของการฟังธรรมของการนำธรรมะไปเป็นหลักปฏิบัติ  ไม่ไป ไม่ได้เรื่อง เลยไม่มา มา ทีเดียวหายไปเลย แต่ที่มาอยู่ทุกวันๆ ก็เพราะว่ามันได้ผล มันลดความทุกข์มันลดปัญหาให้หมดไปจาก ตัวเรา  สภาพจิตใจดีขึ้น  มีความสุขสงบมากขึ้น สุขสงบไม่ใช่สุขเกิดจากวัตถุ เพราะสุขเกิดจาก วัตถุมันเปลี่ยนแปลงง่ายหายง่าย  แต่สุขที่เกิดจากความสงบนั้นมันไม่หายมันคงที่ถาวร  เราได้พบ เห็นด้วยตัวเราเอง เรียกว่าประจักษ์แก่ใจ รู้ได้ด้วยตัวเอง เวทิตัพโพวิญญูหิ อันผู้รู้พึงรู้ได้ด้วยตัว เอง  เรารู้ของเราเอง  เราก็มีความมั่นคงในพระรัตนไตร ไม่หวั่นไหวโยกโคลงไปกับคำชักจูง เหลวไหลของใครๆ  เรามีอุดมการณ์มีแนวคิดของเราเองตรงตามหลักคำสอนของพระพุทธเจ้า นี่ คือผลเกิดขึ้นจากการปฏิบัติดีปฏิบัติชอบตามหลักคำสอนในทางพระพุทธศาสนา แสดงมาก็พอสมควรแก่เวลา ขอยุติไว้แต่เพียงเท่านี้.