คู่มือวิทยากร วันที่ ๑๑ ตุลาคม ๒๕๓๕ ศูนย์สืบอายุพระพุทธศาสนา วัดชลประทานรังสฤษฏ์ ที่ระลึก ๘๐ ปีปัญญานันทะ ความเป็นมา "พวกเธอทั้งหลายจงจาริกเที่ยวไป  เพื่อประโยชน์ เพื่อความสุข แก่มหาชน เพื่อเอ็นดู แก่ชาวโลก เพื่อประโยชน์ เพื่อความเกื้อกูล เพื่อความสุข แก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย..... "พวกเธอจงแสดงธรรม  ให้งดงามในเบื้องต้น  ให้งดงามในท่ามกลาง ให้งดงามในที่ สุด "จงประกาศพรหมจรรย์ ให้เป็นไปพร้อมทั้งอรรถะและพยัญชนะให้บริสุทธิ์บริบูรณ์สิ้นเชิง. พระพุทธโอวาทนี้   พระเทพวิสุทธิเมธี (หลวงพ่อปัญญานันทะ)ได้นำมาปฏิบัติเป็นหลักใน การดำเนินชีวิต  และเป็นแนวทางในการสั่งสอนศิษย์เสมอมา เป็นเหตุให้ได้รับสันติสุขโดยส่วนตัว  และเกิดความสงบร่มเย็นแก่ส่วนรวม   ซึ่งพระเดชพระคุณพระธรรมโกศาจารย์ (ท่านอาจารย์ พุทธทาส)ได้เมตตาชี้แนะว่า       ความคิดและการกระทำที่เป็นประโยชน์เกื้อกูลแก่เพื่อนมนุษย์ ตามพุทธโอวาทแบบนี้เรียกว่า "สืบอายุพระพุทธศาสนา" ดังนั้น  ในวาระที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อปัญญานันทะ  จะมีอายุครบ ๘๐ ปีบริบูรณ์ ในวันที่  ๑๑  พฤษภาคม  ๒๕๓๔  เป็นโอกาสแห่งการจัด "ธรรมสมโภช ๘๐ ปีปัญญานันทะ"คณะศิษยานุ ศิษย์จึงร่วมใจกันก่อตั้ง "ศูนย์สืบอายุพระพุทธศาสนา วัดชลประทานรังสฤษฏ์"(ที่ระลึก   ๘๐  ปี ปัญญานันทะ) ขึ้นเพื่อความมั่นคงในการสืบทอดพระพุทธประสงค์และเจตนารมณ์ดังกล่าว วัตถุประสงค์ ๑.เพื่อศึกษาพระพุทธศาสนาให้เข้าใจแจ่มแจ้ง ๒.เพื่อนำหลักธรรมคำสั่งสอนนั้นมาปฏิบัติจนเกิดผล ๓.เพื่อเผยแพร่หลักธรรมที่ศึกษาและปฏิบัติอย่างถูกต้องแล้วแก่ชาวโลก ๔.เพื่อสงเคราะห์และอนุเคราะห์ชาวโลกให้พ้นจากความทุกข์ อุดมการณ์ ตื่นตัว-ว่องไว-ก้าวหน้า ตามรอยบาทพระศาสดา สืบอายุพระพุทธศาสนา เพื่อโลกาสงบเย็น กิจกรรม ๑.การศึกษาพระพุทธศาสนา ๑.๑ ส่งเสริมค้นคว้าวิจัยทางพระพุทธศาสนา ๑.๒ สัมมนาและอบรมทางด้านวิชาการ ๑.๓ พัฒนาบุคคลากรทั้งสายปริยัติธรรม และด้านสามัญ ๑.๔ จัดหาโสตทัศนูปกรณ์เสริมการศึกษา และปฏิบัติธรรม ๑.๕ จัดกลุ่ม หรือชมรมสนทนาธรรม แลกเปลี่ยนความคิดเห็น และเพิ่มพูนประสบการณ์ ๒.การปฏิบัติตามคำสอน ๒.๑ โครงการสำหรับพระภิกษุ ๒.๑.๑โครงการอยู่บริวาสกรรม ๒.๑.๒โครงการพระธรรมทายาท ๒.๑.๓โครงการแลกเบลี่ยนวิทยากร ๒.๒โครงการสำหรับสามเณร ๒.๒.๑โครงการบรรพชาสามเณรภาคฤดูร้อน ๒.๒.๒โครงการศาสนทายาท ๒.๓โครงการสำหรับอุบาสกอุบาสิกา ๒.๓.๑โครงการปฏิบัติบูชาวันสำคัญทางศาสนา ๒.๓.๒โครงการธุดงควัตรปฏิบัติเทอดพระเกียรติ ๒.๓.๓โครงการปฏิบัติธรรมประจำปี ๒.๔โครงการสำหรับเยาวชน ๒.๔.๑โครงการบวชธรรมจาริณี ๒.๔.๒โครงการค่ายพุทธบุตร ๒.๔.๓โครงการธรรมทาน ๓.การเผยแผ่ ๓.๑เผยแผ่โดยการทำให้ได้ยิน ได้ฟัง ได้เห็น ๓.๑.๑จัดพิมพ์สิ่งพิมพ์และหนังสือทางพุทธศาสนาออกเผยแผ่อย่างเหมาะสม ๓.๑.๒เผยแผ่โดยใช้โสตทัศนูปกรณ์  เช่น  ถ่ายภาพ  สไลด์ ภาพยนตร์ วีดีโอเทป  แถบบันทึกเสียง เป็นต้น ๓.๑.๓จาริกสั่งสอนอย่างเหมาะสมแก่บุคคลและกาลเทศะ ๓.๑.๔เผยแผ่โดยห้องสมุดประจำที่ และเคลื่อนที่ ๓.๑.๕เผยแผ่ผ่านรายกายวิทยุและโทรทัศน์ ๓.๒เผยแผ่โดยการทำให้ดู ๓.๒.๑เรียนให้ดู อย่างไม่เห็นแก่ความเหน็ดเหนื่อย ๓.๒.๒ปฏิบัติให้ดู  คือ บรรพชิตก็ปฏิบัติศาสนกิจของบรรพชิตให้สมบูรณ์ ฆราวาสก็ทำ หน้าที่ของฆราวาสให้สมบูรณ์ ๓.๒.๓เป็นที่พึ่งแก่ผู้ที่มิใช่พุทธบริษัทได้ ๔.การสงเคราะห์และอนุเคราะห์ ๔.๑โครงการพุทธบุตรอาสา ๔.๒โครงการอุปถัมภ์ตามความสามารถ ๔.๓โครงการบริการเผยแผ่ ๔.๔โครงการใจเขาใจเรา ๔.๕โครงการพ่อแก้ว แม่แก้ว แต่งงานแบบชาวพุทธ ๔.๖โครงการกิจกรรมพิเศษ หมายเหตุ: รายละเอียดกิจกรรมต่าง ๆ สอบถามโดยตรงได้ที่ ศูนย์สืบอายุพระพุทธศาสนา วัดชลประทานรังสฤษฎ์ (ที่ระลึก ๘๐ ปีปัญญานันทะ) วัดชลประทานรังสฤษฎ์ อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี ๑๑๑๒๐ โทร.๕๘๓-๔๒๔๓ กรรมการบริหาร ๑.พระเทพวิสุทธิเมธี ประธานอำนวยการ ๒.พระมหาเผียน อนุจารี ประธานกองทุน ๓.พระมหาประทีป อุตฺตมปญฺโญ ประธานศูนย์ฯ ๔.พระปลัดนอบ รกฺขิตสีโล รองประธานฝ่ายเผยแผ่ ๕.พระมหาสง่า สุภโร รองประธานฝ่ายวิจัยและวางแผน ๖.พระ รองประธานฝ่ายวิชาการ ๗.พระมหาสมโภช ฐิติญาโณ เลขานุการ พระเทพวิสุทธิเมธี (ปัญญานันทภิกขุ) "พระผู้ทำลายความหลงผิดของมหาชน" ประธานอำนวยการ ศูนย์สืบอายุพระพุทธศาสนา พระมหาเผียน อนุจารี "พระผู้มีความสุขกับการบริจาคทาน" ประธานกองทุน ศูนย์สืบอายุพระพุทธศาสนา พระมหาประทีป อุตฺตมปญฺโญ "พระผู้มอบชีวิตเพื่อธรรมะ" ประธาน ศูยย์สืบอายุพระพุทธศาสนา พระปลัดนอบ รกฺขิตสีโล รองประธาน ศูนย์สืบอายุพระพุทธศาสนา พระมหาสง่า สุภโร รองประธาน ศูนย์สืบอายุพระพุทธศาสนา พระมหาสมโภช ฐิติญาโณ เลขานุการ ศูนย์สืบอายุพระพุทธศาสนา รายนามพระวิทยากร  โครงการอบรมคุณธรรม "ค่ายพุทธบุตร"  ศูนย์สืบอายุพระพุทธศาสนา  ๑. พระมหามานพ ปัญญาวชิโร  ๒. พระอธิการประสิทธิ์ สีลคุโณ  ๓. พระมหาบำเรอ กตปุญโญ  ๔. พระมหาพินิต ญาณนนฺโท  ๕. พระวิโรจน์ จนฺทธมฺโม  ๖. พระชอน กิตฺติธมฺโม  ๗. พระมนัส ขนฺติธมฺโม  ๘. พระสุธรรม สุธมฺโม  อุดมการณ์ของพุทธบุตร  ตื่นตัว ว่องไว ก้าวหน้า  ตามรอยบาทพระศาสดา  สืบอายุพระพุทธศาสนา เพื่อโลกาสงบเย็น  คำปรารภ การอบรมคุณธรรม "ค่ายพุทธบุตร" แก่นักเรียนนักศึกษา เพื่อให้เกิดความรู้ความเข้าใจใน  ทาง จริยธรรม คุณธรรม จนสามารถนำไปใช้ปฏิบัติให้เกิดความสงบสุขในชีวิตประจำวัน นับเป็น  สิ่งสำคัญของชีวิตสำหรับทุก ๆ คน คณะพระวิทยากรศูนย์สืบอายุพระพุทธศาสนา   วัดชลประทานรังสฤษฏ์  ได้ทำการอบรมใน  ลักษณะนี้มาเป็นเวลาหลายปี   ซึ่งมีคณะครูบาอาจารย์จากโรงเรียนต่าง   ๆ  ทั่วประเทศให้  ความสนใจจัดกิจกรรมนี้มาก  และหลังจากอบรมแล้วก็ได้รับผลเป็นที่พอใจของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง   เมื่อโครงการนี้เป็นที่นิยมและขยายตัวอย่างรวดเร็ว  ทางศูนย์ ฯ ก็ไม่สามารถสนองความต้อง  การของโรงเรียนต่าง  ๆ ได้อย่างทั่วถึง เพราะพระวิทยากรมีไม่เพียงพอ ทั้งนี้เพราะพระวิท  ยากรยังขาดประสบการณ์ในการอบรมในลักษณะนี้    และหนังสือประเภทแนะนำเกี่ยวกับการจัด  กิจกรรมประเภทนี้ยังไม่มี จึงทำให้สังคมของเราขาดประโยชน์ที่พึงได้รับ ทางศูนย์ฯได้เล็งเห็นความสำคัญของกิจกรรมนี้      จึงได้จัดทำหนังสือคู่มือวิทยากรอบรม  คุณธรรม"ค่ายพุทธบุตร"   เล่มนี้ขึ้น  เพื่อเป็นความเจริญก้าวหน้าในทางคุณธรรมยิ่งๆขึ้นไปตาม  พุทธประสงค์ หวังว่าหนังสือคู่มือวิทยากรอบรมคุณธรรม"ค่ายพุทธบุตร"เล่มนี้  คงมีประโยชน์ เกื้อกูลเพิ่ม  วิชาความรู้แก่พระภิกษุและคณะครูอาจารย์จนสามารถนำไปใช้ดำเนินการอบรมคุณธรรมแก่  เยาวชนจนประสบความสำเร็จสมประสงค์สืบไป.   พระมหาประทีป อุตฺตมปญฺโญ   ประธานศูนย์สืบอายุพระพุทธศาสนา   ๒๕ กันยายน ๒๕๓๕   คำนำ โครงการอบรมคุณธรรม"ค่ายพุทธบุตร"นี้   นิยมจัดอบรมกันมาเป็นเวลาหลายปี  โดยพระ  วิทยากรหลายกลุ่มหลายคณะ   และโครงการนี้เป็นที่สนใจของคณะครูอาจารย์โรงเรียนต่างๆได้   เพราะพระวิทยากรมีไม่เพียงพอ ทางศูนย์ฯได้มองเห็นว่า  พระภิกษุซึ่งมีอยู่จำนวนมาก ต่างก็มีความรู้ความสามารถ พอที่จะ  ให้การอบรมคุณธรรมแก่เยาวชนได้    เพียงแต่ยังหาประสบการณ์ในการจัดกิจกรรม   และหา  ความรู้เรื่องนี้เพิ่มเติมบางประการก็พอ       และแม้ว่ากิจกรรมประเภทนี้จะมีการจัดอบรมมา  หลายปีแล้วก็ตาม      แต่หนังสือคู่มือวิทยากร     หรือเอกสารคู่มือการอบรมที่จะให้แนวทาง  การอบรมอย่างสมบูรณ์ครบถ้วนนั้น  ยังไม่มีพระวิทยากรคณะใดจัดทำขึ้น จึงไม่สามารถสร้างพระ  วิทยากรเพิ่มเติมได้  จึงทำให้กิจกรรมอบรมคุณธรรม"ค่ายพุทธบุตร"แพร่หลายอยู่ในวงจำกัด ซึ่ง  ความจริงควรแพร่หลายมากกว่านี้ ทางศูนย์ฯได้มองเห็นความสำคัญในข้อนี้      จึงจัดทำหนังสือคู่มือวิทยากรอบรมคุณธรรม"  ค่ายพุทธบุตร"เล่มนี้ขึ้น   เพื่อให้พระภิกษุและคณะครูอาจารย์ที่สนใจในการจัดกิจกรรม   อบรม  คุณธรรมแก่เยาวชน   ได้ใช้เป็นคู่มือ   และเชี่อว่าหนังสือเล่มนี้จะช่วยจุดประกายแห่งความคิด  ของผู้มีวิญญาณแห่งความรักในการเป็นวิทยากร     ให้มองเห็นแนวทางการจัดกิจกรรมอย่างปรุ  โปร่งทีเดียว อย่างไรก็ตาม  หนังสือเล่มนี้มิได้รวบรวมเอารูปแบบการจัดกิจกรรมทุกๆอย่างมารวมไว้ทั้ง  หมด      แต่ได้รวบรวมเอาเฉพาะรูปแบบของการอบรมคุณธรรม"ค่ายพุทธบุตร"มาไว้อย่างละ  เอียดถี่ถ้วนและได้เรียงลำดับกิจกรรม   ก่อน-หลัง   ไว้เรียบร้อย  เชื่อว่าเมื่อได้อ่านและทำ  ความเข้าใจแล้วก็สามารถนำไปปฏิบัติการหรือดำเนินการได้ทันที เพื่อความสะดวกในการศึกษาของผู้ใช้หนังสือคู่มือเล่มนี้   ข้าพเจ้าจึงได้จัดแบ่งเนื้อหาของ  หนังสือนี้ออกเป็น ๕ ส่วนด้วยกันคือ ๑.ภาคแนะนำศูนย์สืบอายุพระพุทธศาสนา ๒.ภาคเตรียมการ ๓.ภาคกิจการ ๔.ภาควิชาการ ๕.ภาคผนวก ในการจัดทำภาคผนวกนั้น    ข้าพเจ้ารู้สึกไม่ค่อยสบายใจบางประการ    เช่น   ไม่สา  มารถบอกนามผู้แต่งกลอนได้ทั้งหมด เพราะหลายบทไม่ทราบชื่อผู้แต่ง จึงขออภัยไว้ ณ โอกาสนี้ด้วย บทกลอนต่างๆได้รวบรวมมาจากหลายแหล่ง เช่น -หนังสือของฝากจากวัดชลประทานฯ โดย ฤาษี -หนังสือร้อยธรรมคำกลอน ของพุทธทาสภิกขุ เผยแผ่โดยศูนย์สืบอายุพระพุทธศาสนา -เอกสารพุทธภาษิตและคำกลอน ของหมวดสังคมศึกษาโรงเรียนนครหลวง(อุดมรัชต์วิทยา) -เอกสารคู่มือวิทยากรอบรมคุณธรรม"ค่ายพุทธบุตร"ของศูนย์สืบอายุพระพุทธศาสนา -บางบท อาจารย์เปรียง เกตุแก้ว แห่งโรงเรียนพูนสิน เขตพระโขนง แต่งส่งมาให้  บทกลอนต่างๆกระจัดกระจายกันอยู่  และไม่มีชี่อประจำบท  ข้าพเจ้าจึงจัดมารวมไว้เป็นหมวดๆ   และตั้งชื่อประจำบทให้ทั้งหมด  และบางบทที่ถ้อยคำไม่สัมผัสกัน ข้าพเจ้าก็ปรับปรุงเสียใหม่ เพื่อ  ให้ได้ความหมายที่ดีและถ้อยคำที่ไพเราะยิ่งขึ้น  หากชี่อที่ตั้งใหม่ไม่ตรงกับชื่อเดิมก็ดี  การที่ข้าพ  เจ้าปรับปรุงกลอนของท่านก็ดี   ข้าพเจ้าทำด้วยเจตนาที่เป็นกุศล  มิได้อวดรู้หรืออวดดีแต่ประ  การใด หวังว่าคงได้รับอภัยทานจากเจ้าของบทกลอนด้วยดี หนังสือเล่มนี้  สำเร็จเป็นรูปเล่มขึ้นมาได้  จนเป็นที่ประจักษ์แก่สายตาของผู้อ่าน  ณ บัดนี้   เพราะความร่วมมือของกัลยาณมิตรหลายฝ่ายด้วยกัน คือ. -คณะครูโรงเรียนพูนสิน เขตพระโขนง กทม. -คณะครูโรงเรียนบางกรวย  อ.บางกรวย  จ.นนทบุรี  ได้ให้ข้อมูล  บทความของเด็ก    และบทกลอนบางบท -คณะครูอาจารย์โรงเรียนนครหลวง(อุดมรัชต์วิทยา) อ.นครหลวง จ.อยุธยา ได้ให้ข้อมูล บทความ   บทกลอน  ภาพถ่ายกิจกรรม  และช่วยเป็นที่ปรึกษาในการจัดทำรูปเล่มและ   การจัดลำดับภาพเป็นต้น -คณะพระอาจารย์ผู้บริหารศูนย์สืบอายุพระพุทธศาสนา  วัดชลประทานรังสฤษฎ์  ได้ให้คำ   ปรึกษา และช่วยเหลือจนหนังสือเล่มนี้สำเร็จด้วยดี  จึงขออนุโมทนา และขอบคุณไว้ ณ โอกาสนี้ หวังว่าหนังสือเล่มนี้   คงเป็นประโยชน์แก่ผู้ดำเนินการอบรมคุณธรรมแก่เยาวชน  ทั้งพระ  ภิกษุคณะครูอาจารย์และสาธุชนทั่วไป หนังสือเล่มนี้  คงเป็นประโยชน์แก่ผู้ดำเนินการอบรมคุณธรรมแก่เยาวชน  ทั้งพระภิกษุคณะ  ครูอาจารย์และสาธุชนทั่วไป หนังสือเล่มนี้อาจมีข้อบกพร่องอยู่บ้าง     ทั้งๆที่ได้จัดทำอย่างดีแล้ว    จึงขอความกรุณา  จากท่านผู้รู้ช่วยชี้แนะ เพื่อปรับปรุงแก้ไขต่อไป ส่วนความดีที่เกิดจากการจัดทำหนังสือเล่มนี้  ขอน้อมเป็นธรรมบูชาแด่พระรัตนตรัย อันเป็น  ที่เคารพสักการะสูงสุดของชาวพุทธ.   พระปลัดนอบ รกขิตสีโล   รองประธานศูนย์สืบอายุพระพุทธศาสนา   ๒๔ กันยายน ๒๕๓๕ สารบัญ ๑. หน้าปก ๒. ปกใน ๓. แนะนำศูนย์ ๔. รูปหลวงพ่อ ๕. รูปพระอาจารย์เผียน ๖. รูปประธานศูนย์ฯ ๗. รูปรองประธานทั้ง ๓ และเลขานุการ ๘. รายนามพระวิทยากร ๙. อุดมการณ์ของพุทธบุตร ๑๐. คำอนุโมทนาของหลวงพ่อ ๑๑. คำปรารภของประธานศูนย์ฯ ๑๒. คำนำ   ๑๓. สารบาญ ๑๔. ภาคเตรียมการ -โครงการ -การเตรียมการ -หน้าที่ของกรรมการฝ่ายต่างๆ -ตัวอย่างคำสั่งต่างๆ -ตารางอบรม ๑๕. ภาควิชาการ -การเข้าถึงพระรัตนตรัย -ศีลห้าคือมนุษย์ธรรม -มารยาทชาวพุทธ -วิธีทำบุญในพระพุทธศาสนา -ประเพณีวัฒนธรรมของชาวพุทธ -การมีระเบียบวินัย -ความรับผิดชอบ -การเป็นบุตรที่ดี -การเป็นศิษย์ที่ดี -การเป็นเพื่อนที่ดี -การเป็นพลเมืองที่ดี -การเป็นสาวกที่ดี -พูดปลุกใจหน้าเสาธง   -ศาสนพิธีที่ควรรู้ ๑๖. ภาคกิจกรรม -ฝึกซ้อมเตรียมพิธีเปิดการอบรม -พิธีเปิดการอบรม -คำกล่าวบูชาพระรัตนตรัย -พิธีมอบตัวเป็นศิษย์ -คำกล่าวมอบตัวเป็นศิษย์ -คำมั่นสัญญา -กติกา สัญญาใจ คำปฎิญาณ -รับประทานอาหาร -ปลุกความสำนึกก่อนรับประทานอาหาร -ตัวอย่างตารางเวียนฐาน -ภาพแบ่งฐาน -การทำวัตรสวดมนต์ -การเจริญภาวนา -พิธีสู่ความเป็นพุทธบุตร -คำมอบตัวเป็นพุทธบุตร -บทแผ่เมตตา -ภาพการบริหารกาย -การเดินจงกรม -กิจกรรมหน้าเสาธง -การเขียนบทความ -กิจกรรมพุทธบุตรสร้างสรรค์ -พิธีอธิษฐานจิตเพื่อชีวิตใหม่ ๑๗. ภาคผนวก -พุทธศาสนสุภาษิตและคำกลอน -ตัวอย่างบทความของเด็ก -ตัวอย่างเสียงกระซิบสั่งจากครู -ตัวอย่างแบบประเมินผล -ตัวอย่างใบสำรวจศีล -เพลงประกอบกิจกรรม ๑๘. ปกหลัง  ภาคเตรียมการ  โครงการอบรมคุณธรรม "ค่ายพุทธบุตร"  ๑. ชื่อโครงการ โครงการอบรมคุณธรรม "ค่ายพุทธบุตร"  ๒. หลักการและเหตุผล สภาพสังคมไทยในปัจจุบันเป็นที่ยอมรับกันว่า      มีความเจริญก้าวหน้าในการพัฒนาประ  เทศด้วยเทคโนโลยี  ก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงหลายด้าน  ทั้งทางด้านเศรษฐกิจ - สังคม  และการเมือง   ประชาชนส่วนหนึ่งได้รับความสะดวกสบายทางวัตถุมากขึ้น  ในขณะเดียวกัน  ความเสื่อมทางจิตใจก็ทวีขึ้นจนเป็นที่น่าวิตก    ดังจะเห็นได้จากปัญหาต่าง    ๆ   ที่เกิดขึ้น  อย่างสลับซับซ้อน  เช่น  ผู้คนไม่เคารพต่อศีลธรรม วัฒนธรรม ประเพณี ขาดระเบียบวินัย มีค่า  นิยมในทางฟุ้งเฟ้อฟุ่มเฟือย  เห็นแก่ตัว  จนกล่าวได้ว่า  "พัฒนาแต่ไม่เจริญ"  หรือพัฒนาแต่  วัตถุ ไม่พัฒนาทางด้านจิตใจ สภาพสังคมทั่วไปจึงอยู่ในขั้นวิกฤต ศูนย์สืบอายุพระพุทธศาสนา   ได้ร่วมมือกับหน่วยงาน   องค์การกุศล  โรงเรียนเอกชน   ตลอดจนผู้เห็นคุณค่าในการสร้างโอกาสให้ผู้อื่นมีคุณธรรม   พิจารณาเห็นว่า  "การสร้างคนให้มี  คุณธรรมนั่นแหละคือการสร้างชาติ"   เป็นการฟื้นฟูจิตใจเยาวชนหรือผู้เข้ารับการอบรมให้กล้า  แข็ง  รู้เท่าทันต่อสิ่งที่เกิดขึ้น  โดยนำเอาหลักธรรมมาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน ให้รู้จัก   ลด   ละ   เลิก  สิ่งชั่วร้าย  จนเกิดความปลอดภัยนำความสงบเย็นมาสู่ชีวิต  โดยใช้วิธี  การอบรมตามแนวเข้าค่าย ดังนั้นโครงการอบรมคุณธรรม "ค่ายพุทธบุตร" จึงเกิดขึ้น  ๓. วัตถุประสงค์ ๓.๑  เพื่อให้ผู้เข้ารับการอบรม  มีความรู้ความเข้าใจ ในหลักธรรมของศาสนาเท่าที่จำ  เป็นต่อการดำเนินชีวิต อย่างถูกต้องและเพียงพอ ๓.๒  เพื่อให้ผู้เข้ารับการอบรม  นำหลักธรรมนั้นมาปฏิบัติในชีวิตประจำวัน  จนเกิด  เป็นคุณธรรมประจำชีวิต  ไม่ตกเป็นทาสของความชั่วร้ายทั้งปวง มีชีวิตอยู่อย่างปลอดภัย และ  สงบเย็น ๓.๓   เพื่อให้ผู้เข้ารับการอบรม   ดำเนินชีวิตเป็นแบบอย่างที่ดีงามแก่ผู้อื่น  ทั้งในทาง  ด้านมีระเบียบวินัย ขยัน อดทน ซื่อสัตย์ - สุจริต รับผิดชอบและกตัญญูกตเวที เป็นต้น ๓.๔   เพื่อให้ผู้เข้ารับการอบรม  มีส่วนร่วมในการสืบอายุพระพุทธศาสนา  และประเพณี  วัฒนธรรมอันดีงามของชาติ ไว้เป็นมรดกอันล้ำค่าของสังคมไทยสืบไป.  ๔. กลุ่มเป้าหมาย ๔.๑ นักเรียนชั้นประถมปลาย ครั้งละไม่เกิน ๓๕๐ คน ๔.๒ นักเรียนชั้นมัธยมต้น ครั้งละไม่เกิน ๓๐๐ คน ๔.๓ นักเรียนชั้นมัธยมปลาย ครั้งละไม่เกิน ๒๕๐ คน ๔.๔ นักศึกษาระดับ ปวช. ปวส. และอุดมศึกษา ครั้งละไม่เกิน ๒๐๐ คน  ลักษณะค่าย   ๕.๑ ต้องอยู่พักแรม ๒ คืน ๓ วัน หรือ ๓ คืน ๔ วัน หรือ ๔ คืน ๕ วัน ๕.๒ สถานที่จัดฝึกอบรม โรงเรียน สำนักงาน ศูนย์ฝึกอบรม วัด ๕.๓ มีคณะกรรมการรับผิดชอบ พระภิกษุ คณะครูอาจารย์ คณะกรรมการ ๕.๔  ไม่จำกัดเพศ  แต่กำหนดอายุ(เฉพาะแต่ละค่าย)  จัดที่พักเป็นสัดส่วน  เช่น หอพัก   อาคารเรียน หรือนอนกลด เป็นต้น    วิธีการฝึกอบรม ๖.๑ เข้าค่ายพักแรมเพื่อศึกษาและปฏิบัติธรรมร่วมกัน(อาจรักษาอุโบสถศีลก็ได้) ๖.๒   การฝึกอบรมมีหลายรูปแบบ  เช่น  การบรรยาย  อภิปราย  สนทนา  ตอบปัญหา   กิจกรรมกลุ่ม ทำวัตรเช้า - เย็น สมาธิภาวนา บริหารกาย - บริหารจิต ธรรมะจากสื่อ ฯลฯ  ๗. งบประมาณ ๗.๑ งบประมาณจากสถานศึกษานั้น ๆ หรือหน่วยงานนั้น ๆ ๗.๒ งบที่ได้รับจากผู้มีจิตศรัทธาทั่วไป  ๘. ผลที่คาดว่าจะได้รับ ๘.๑ ทำให้เข้าใจศาสนาที่ตนนับถือมากยิ่งขึ้น ๘.๒ ทำให้รู้จักตนเองมากยิ่งขึ้น   ๘.๓ ทำให้รู้จักตัดสินใจเลือกทางดำเนินชีวิตอย่างถูกต้องด้วยตนเอง ๘.๔ ทำให้มีความขยันหมั่นเพียร มีระเบียบวินัย และรับผิดชอบมากขึ้น ๘.๕ ทำให้อ่อนน้อมถ่มตน รู้จักเกรงใจ และแสดงความเคารพต่อผู้ใหญ่มากขึ้น ๘.๖ ทำให้มีความสามัคคี และอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข ๘.๗ ทำให้สำนึกในบุญคุณของท่านผู้มีคุณและตอบแทนได้ดีขึ้น ๘.๘ ทำให้เห็นคุณค่าของความสงบทางจิตใจมากขึ้น ๘.๙ คณะครูอาจารย์  นักเรียน พระสงฆ์ และประชาชนทั่วไป ได้มีโอกาสจัดกิจกรรมใน  ทางสร้างสรรค์ มีความสัมพันธ์อันดีระหว่าง บ้าน วัด โรงเรียน สมกับคำว่า "บวร"  การเตรียมงาน  ๑. เตรียมเขียนโครงการ  ๒. เตรียมงบประมาณ  ๓. เตรียมแต่งตั้งคณะกรรมการฝ่ายต่าง ๆ เช่น ๓.๑ คณะกรรมการอำนวยการ ๓.๒ คณะกรรมการดำเนินงาน มี ๑๔ ฝ่าย ดังนี้ -กรรมการฝ่ายประสานงาน -กรรมการฝ่ายที่ปรึกษาประจำกลุ่ม -กรรมการฝ่ายวิชาการและธุระการ -กรรมการฝ่ายประชาสัมพันธ์ -กรรมการฝ่ายพิธีการ -กรรมการฝ่ายเตรียมการและจัดหาอุปกรณ์ -กรรมการฝ่ายเหรัญญิก -กรรมการฝ่ายปฏิคม -กรรมการฝ่ายสถานที่และบริการ -กรรมการฝ่ายโภชนาการ -กรรมการฝ่ายโสตทัศนูปกรณ์ -กรรมการฝ่ายพยาบาล -กรรมการฝ่ายรักษาความปลอดภัย -กรรมการฝ่ายประเมินผล ๔. เตรียมเด็กที่จะเข้ารับการอบรม ๔.๑ แจ้งให้เด็กทราบ ๔.๒ ทำหนังสือแจ้งให้ผู้ปกครองเด็กได้ทราบ ๔.๓ แจ้งให้เด็กเตรียมอุปกรณ์และเครื่องใช้ที่จำเป็น  ๕. เตรียมจัดรายชื่อเด็กเป็นกลุ่ม ๆ ๘ กลุ่ม จำนวนเท่ากัน และทำป้ายชื่อเด็ก กลุ่มละสี เช่น- กลุ่มเมตตา......สีเหลือง กลุ่มกรุณา.......สีน้ำเงิน กลุ่มมุทิตา.......สีแดง กลุ่มอุเบกขา.....สีชมพู กลุ่มฉันทะ.......สีฟ้า กลุ่มวิริยะ.......สีเขียว กลุ่มจิตตะ.......สีขาว กลุ่มวิมังสา......สีน้ำตาล  ๖. เตรียมสถานที่ ๖.๑ เตรียมห้องประชุม -ทำความสะอาด -ตกแต่งเวที -เขียนป้าย ตามตัวอย่างดังนี้ โครงการอบรมคุณธรรม "ค่ายพุทธบุตร" โรงเรียน.................... วันที่.....เดือน.....พ.ศ....... -จัดตั้งโต๊ะหมู่บูชาครบชุด (มีธงชาติ,พระบรมฉายาลักษณ์) -ติดตั้งเครื่องขยายเสียงพร้อมเครื่องเทปคาสเซ็ทอย่างดี -จัดตั้งชุดรับแขกและเก้าอี้ -ดูแลแสงไฟให้พอใช้สำหรับกิจกรรมภาคกลางคืน ๖.๒ เตรียมที่วางอาหาร -เตรียมที่วางอาหาร ๔ ที่ (ถ้าเด็กไม่เกิน ๑๕๐ คน จัด ๒ ที่ก็ได้) -จัดที่วางอาหารใกล้ห้องประชุม (ในกรณีที่เด็กรับประทานที่ห้องประชุม) -จัดที่วางคูเลอร์น้ำดื่ม ๔ ที่ ๖.๓ เตรียมที่ล้างจาน -จัดโต๊ะตั้งเป็นแถวยาว พอตั้งกะละมังได้ ๔ ใบ จำนวน ๔ แถว -จัดที่ล้างจานในสถานที่อันเหมาะสม (ถ้าที่ล้างมีอยู่แล้วก็ไม่ต้องจัดใหม่) ๖.๔ เตรียมที่เก็บจาน -ใช้โต๊ะตั้งเป็นแถวเท่าจำนวนนักเรียน -เขียนป้ายชื่อกลุ่มติดที่โต๊ะ ๖.๕ เตรียมที่วางรองเท้า -เลือกสถานที่ ที่วางร้องเท้าที่เหมาะสม -เขียนป้ายชื่อกลุ่มติดไว้     ให้เด็กวางรองเท้าเป็นกลุ่มที่ห้องประชุม,    โรงอาหาร,ที่ห้องนอน ๖.๖ เตรียมที่นอนชาย-หญิง ๖.๗ เตรียมที่อาบน้ำชาย-หญิง ๖.๘ เตรียมราวตากผ้าชาย-หญิง ๖.๙ เตรียมสถานที่แบ่งฐานอบรม ๔ ฐาน -ทำความสะอาดสถานที่ -ติดตั้งเครื่องขยายเสียงเล็ก -ตั้งน้ำดื่มสำหรับพระวิทยากร -ตั้งโต๊ะเก้าอี้สำหรับพระวิทยากรนั่ง  ๗. เตรียมอุปกรณ์ ๗.๑ เตรียมเสื่อปูห้องประชุม -ถ้าจำนวนเด็ก ๒๕๐ คน ใช้เสื่อยาว ๒๔ ผืน -ถ้าจำนวนเด็ก ๓๐๐ คน ใช้เสื่อยาว ๓๒ ผืน -ใช้ปูเวทีสำหรับนั่งสวดมนต์ ๓ ผืน ๗.๒ เตรียมเสื่อปูห้องพักพระวิทยากร ๗.๓ เตรียมเสื่อปูห้องพักครูที่ปรึกษา,ห้องนอนเด็ก ๗.๔ เตรียมภาชนะใส่น้ำล้างจาน -กะละมังขนาดกลางหรือขนาดใหญ่ จำนวน ๑๖ ใบ ๗.๕ เตรียมภาชนะใส่เศษอาหาร จำนวน ๔ ใบ ๗.๖ เตรียมน้ำยาล้างจานและสก๊อตไบรท์ ๗.๗ เตรียมเหยือกน้ำจำนวน ๑ โหล ๗.๘ เตรียมคูเลอร์ขนาดใหญ่ ๔ ใบ ๗.๙ เตรียมแก้วน้ำเท่าจำนวนนักเรียน,ครู,พระวิทยากร ๗.๑๐ เตรียมจานขนาด ๘ นิ้ว (หรือถานหลุมก็ได้)ซ้อน,เท่าจำนวน นักเรียน,ครู,พระ  ๘. เตรียมอุปกรณ์เสริมกิจกรรม ๘.๑ พิธีมอบตัวเป็นศิษย์ -เตรียมดอกไม้เท่าจำนวนแถวนั่งในห้องประชุม ถ้านั่ง ๘ แถว ก็ใช้ ๘ ช่อ ถ้านั่ง ๑๖ แถว ก็ใช้ ๑๖ ช่อให้คนที่อยู่หน้าสุดของแต่ละแถวเป็นผู้มอบ ให้ครู ๘.๒ พิธีสู่ความเป็นพุทธบุตร -เตรียมเทียนขนาด ๖ นิ้ว เท่าจำนวน พระ,ครู, นักเรียน,  ๙. เตรียมบุคคลเสริมกิจกรรม ๙.๑ พิธีเปิดการอบรม -เตรียมบุคคลเป็นพิธีกรเชิญประธานจุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย -เตรียมบุคคลจุดเทียนชนวนส่งให้ประธาน ๙.๒ พิธีมอบตัวเป็นศิษย์ -เตรียมเด็กนำกล่าวมอบตัวเป็นศิษย์ จำนวน ๑ คน -เตรียมเด็กอ่านกลอน "คำมั่นสัญญา" จำนวน ๑-๒ คน ๙.๓ กิจกรรมพุทธบุตรสร้างสรรค์ -เตรียมตัวแทนพ่อแสดงความรู้สึก -เตรียมตัวแทนแม่แสดงความรู้สึก ๙.๔ พิธีอธิษฐานจิตเพื่อชีวิตใหม่และปิดการอบรม -เตรียมประธานกล่าวปราศรัยและปิดการอบรม -เตรียมตัวแทนครูฝ่ายโภชนาการแสดงความรู้สึก ๑ คน -เตรียมตัวแทนครูกล่าว "ศิษย์ที่ครูปรารถนา ๑ คน -เตรียมตัวแทนครูอ่านกลอน "เสียงกระซิบสั่งจากครู" ๑ คน  ๑๐. เตรียมเพลงประกอบกิจกรรม ๑๐.๑ พิธีเปิดการอบรม -เตรียมเพลงพระรัตนตรัย ๑๐.๒ พิธีมอบตัวเป็นศิษย์ -ดนตรีเดี่ยวไวโอลินเพลงชุดลมพัดชายเขา -เพลงพระคุณที่สาม -เพลงแม่พิมพ์ของชาติ ๑๐.๓ กติกาสัญญาใจ -เพลงทำดีได้ดี ๑๐.๔ พิธีสู่ความเป็นพุทธบุตร -ดนตรีชุดลมพัดชายเขา -พระรัตนตรัย -เพลงอธิษฐาน -บทสวดสรรเสริญพุทธคุณ (องค์ใดพระสัมพุทธฯ) ๑๐.๕ กิจกรรมพุทธบุตรสร้างสรรค์ -เพลงใครหนอ -เพลงอ้อมอกแม่ -เพลงพระคุณแม่ -เพลงค่าน้ำนม ๑๐.๖ พิธีอธิษฐานจิตเพื่อชีวิตใหม่ -ดนตรีชุดลมพัดชายเขา -เพลงพระคุณที่สาม -เพลงแม่พิมพ์ของชาติ -เพลงลาคุณครู ๑๐.๗ พิธีปิดการอบรม -เพลงพระรัตนตรัย  หน้าที่กรรมการฝ่ายต่าง ๆ  ๑. กรรมการอำนวยการ มีหน้าที่ ให้คำปรึกษาแนะนำ แก้ปัญหา อำนวยความสะดวก ควบคุมการอยู่ค่ายให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อยทุกประการ  ๒. กรรมการดำเนินงาน ๒.๑ กรรมการฝ่ายประสานงาน  มีหน้าที่ ประสานงานกับพระวิทยากร ครู อาจารย์ที่  ปรึกษาประจำกลุ่มกรรมการฝ่ายต่าง ๆ ๒.๒ กรรมการที่ปรึกษาประจำกลุ่ม มีหน้าที่ดังนี้ -รับรายงานตัวนักเรียน   แจกป้ายชื่อนักเรียน  ให้นักเรียนนำกระเป๋า  ไปเก็บในที่ซึ่งจัดไว้เป็นกลุ่ม -ดำเนินการให้นักเรียนเลือกประธานกลุ่ม    อธิบายความหมายชื่อกลุ่ม   ดูแลให้นักเรียนติดป้ายชื่อให้เรียบร้อย -ดูแลให้นักเรียนปฏิบัติตามระเบียบของการอยู่ค่าย  มีความสามัคคีต่อกัน   ตรงต่อเวลา เข้าห้องประชุมอย่างสงบ -ให้นักเรียนทำความรู้จักกันให้มากที่สุด -สำรวจจำนวนนักเรียนในกลุ่ม ทุกกิจกรรมและก่อนนอนทุกกคืน -ช่วยจัดเลี้ยงอาหาร น้ำดื่ม น้ำปานะ ตามเวลาที่กำหนด -สำรวจกระเป๋านักเรียนเพื่อดูความเรียบร้อยมิให้มี  อาวุธ  สิ่งเสพติด  และรับฝากของมีค่าของนักเรียน -ประสานงานกับพระวิทยากรในการอบรมนักเรียน -ร่วมกิจกรรมกับนักเรียนทุกกิจกรรม -เป็นวิทยากรเสริม รับทราบปัญหา และเป็นที่ปรึกษาของนักเรียน  ๒.๓   กรรมการฝ่ายวิชาการและธุระการ   มีหน้าที่จัดเตรียมเอกสารต่าง  ๆ  ที่จำเป็นต่อ  การอบรม  จัดรายชื่อนักเรียนที่เข้ารับการอบรมให้เป็นกลุ่มโดยคละกัน ๘ กลุ่ม จัดทำป้ายชื่อนัก  เรียน  ป้ายชื่อครูแยกไว้เป็นกลุ่ม  ๆ  ละสี เขียนป้ายชื่อกลุ่มทำเป็นกล่องสามเหลี่ยมวางไว้ที่  หน้าแถวในห้องประชุม เขียนป้ายชื่อกลุ่มที่วางรองเท้า ที่ห้องนอน ที่ล้างจาน ที่ตักอาหาร.  ๒.๔  กรรมการฝ่ายประชาสัมพันธ์  มีหน้าที่ ประชาสัมพันธ์โครงการ เช่น จัดส่งโครงการไป  ให้สื่อมวลชนต่าง  ๆ  จัดส่งโครงการไปให้สมาคม  ชมรม  ห้างร้าน  เพื่อของความอุปถัมภ์  โครงการ เขียนป้ายประชาสัมพันธ์ทั้งภายนอกและภายในสถานที่นั้น ๆ  ๒.๕ กรรมการฝ่ายพิธีการ มีหน้าที่ดังนี้ -จัดดอกไม้ธูปเทียน จัดโต๊ะหมู่บูชา จัดเตรียมเวที -จัดเตรียมอุปกรณ์สำหรับพิธีต่าง ๆ เช่น พิธีเปิดการอบรม พิธีปิด  พิธีมอบตัวเป็นศิษย์  พิธีสู่ความเป็นพุทธบุตร และพิธีอธิษฐานจิต  เพื่อชีวิตใหม่ เป็นพิธีการตลอดงาน. -ดูแลอำนวยความสะดวกแก่พระวิทยากรในทุก ๆ ด้าน  ๒.๖   กรรมการฝ่ายเตรียมการและจัดหาอุปกรณ์   มีหน้าที่  จัดหาอุปกรณ์ที่จำเป็นต่อการอยู่  ค่ายมาเตรียมไว้ให้พร้อม โดยประสานงานกับกรรมการฝ่ายอื่น ๆ  ๒.๗  กรรมการฝ่ายเหรัญญิก  มีหน้าที่ รับเงินที่ผู้มีจิตศรัทธาบริจาค ควบคุมการใช้จ่ายเงิน จัด  ทำบัญชี รับ-จ่าย ให้เรียบร้อย  ๒.๘  กรรมการฝ่ายปฏิคม  มีหน้าที่  ต้อนรับแขกผู้มีเกียรติ  ผู้ปกครองนักเรียน ท่านประธาน    หรือผู้ที่มาเกี่ยวข้องกับงานในโครงการ   บริการน้ำดื่ม   แนะนำให้รู้  จักสถานที่ เป็นต้น  ๒.๙ กรรมการฝ่ายสถานที่และบริการ มีหน้าที่ดังนี้ -จัดเตรียมห้องประชุม จัดชุดรับแขก -สถานที่วางอาหาร ที่ล้างจาน ที่อาบน้ำ ห้องนอน ราวตากผ้า -สถานที่แบ่งฐานอบรม  ๒.๑๐  กรรมการฝ่ายโภชนาการ  มีหน้าที่ จัดปรุงอาหาร น้ำดื่ม ให้เพียงพอกับจำนวนผู้ที่เข้า  ร่วมการอบรม ให้ทันตามเวลาที่กำหนด  ๒.๑๑  กรรมการฝ่ายโสตทัศนูปกรณ์  มีหน้าที่ จัดแสง เสียง ให้เพียงพอทุกจุดที่จำเป็น บันทึก  เทป บันทึกภาพ ตลอดการฝึกอบรม  ๒.๑๒   กรรมการฝ่ายพยาบาล  มีหน้าที่  ดูแลช่วยเหลือผู้เข้าร่วมการอบรมที่เจ็บไข้ได้ป่วย   ตลอดเวลาจนเสร็จสิ้นโครงการ  ตัวอย่าง  ที่ อย ๐๓๓๐.๑๕/๑๗๕ โรงเรียนนครหลวง "อุดมรัชต์วิทยา" อ.นครหลวง จ.พระนครศรีอยุธยา ๑๓๒๖๐ ๑๘ พฤษภาคม ๒๕๓๕  เรื่อง ขออนุญาตนำนักเรียนเข้าค่ายอบรมคุณธรรม ""ค่ายพุทธบุตร"  เรียน ผู้ปกครอง (ด.ช. ด.ญ.) ..........   ด้วยหมวดวิชาสังคมศึกษา  โรงเรียนนครหลวง "อุดมรัชต์วิทยา" จะจัด  อบรมคุณธรรมสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่  ๑  ประมาณ  ๒๕๐ คน ณ โรงเรียนนครหลวง   "อุดมรัชต์วิทยา"  ในวันที่  ๕-๗  มิถุนายน  ๒๕๓๕  รวม  ๓ วัน ๒ คืน เพื่อเป็นการส่งเสริม  คุณธรรม  จริยธรรม  พัฒนาจิตใจแก่นักเรียน  และสามารถนำความรู้  ความเข้าใจไปใช้ในชี  วิตประจำวัน  โดยอาราธนาพระวิทยากร จากวัดชลประทานรังสฤษฏ์ อำเภอปากเกร็ด จังหวัด  นนทบุรี มาเป็นพระวิทยากรให้การอบรมนักเรียนในครั้งนี้ และมีครูร่วมควบคุมนักเรียน ฉะนั้น    หมวดวิชาสังคมศึกษา    จึงขออนุญาตนำนักเรียนในปกครอง  ของท่านไปอยู่ค่ายอบรมคุณธรรมนักเรียนในครั้งนี้  โดยขอค่าอาหารจากนักเรียน  จำนวน  ๗   มื้อ และค่าน้ำปานะจำนวน ๔ มื้อ เป็นเงิน ๖๐ บาท จึงเรียนมาเพื่อโปรดทราบ   หวังว่าคงได้รับความร่วมมือจากท่านด้วยดี   และขอความกรุณาคืนแบบตอบรับคืนโรงเรียนด้วย จักขอบคุณยิ่ง ขอแสดงความนับถือ  (นางหยด เจริญกูล)  ผู้อำนวยการโรงเรียนคนครหลวง"อุดมรัชต์วิยา" วิชาการ  โทร ๓๕๙๘๐๐ แบบตอบรับ  ข้าพเจ้า   ผู้ปกครองของ   นักเรียนชั้น  ม.๑   อนุญาต    ไม่อนุญาต  ให้นักเรียนใน  ความปกครองของข้าพเจ้าไปร่วมอบรมคุณธรรมครั้งนี้  ลงชื่อ ผู้ปกครอง  ( )  อุปกรณ์เครื่องใช้ระหว่างการอบรมคุณธรรม "ค่ายพุทธบุตร"  ระหว่าง วันที่ ๑๔-๑๖ สิงหาคม ๒๕๓๕  ณ โรงเรียนบางกรวย  ๑. ผ้าห่ม  ๒. ผ้าเช็ดตัว  ๓. แปรงสีฟัน ยาสีฟัน ผงซักฟอก  ๔. ชุดขาว ๒ ชุด (ผ้าถุงขาว ๒ ผืน สไบ ๑ ผืน เสื้อนักเรียนสีขาว ๒ ตัว  ๕. ผ้าถุง ผ้าขาวม้า สำหรับใช้ผลัดอาบน้ำ  ๖. หมอน  ๗. เสื่อพับผืนเล็ก ๑ ผืน  ๘. แก้วน้ำ ช้อน  ๙. ยารักษาโรค (โรคประจำตัว)  ๑๐.ถุงพลาสติคสำหรับใส่เสื้อผ้าเปียก  ๑๑.สบู่ ขันน้ำ รองเท้าแตะ ผ้าเช็ดเท้า  ๑๒.ไฟฉาย  ๑๓.ผ้าอนามัย (เผื่อฉุกเฉิน)  ๑๔.เครื่องเขียน เช่นปากกา ดินสอ เป็นต้น     ....................   หมายเหตุ ห้ามนำทรัพย์ เงินทอง ของมีค่า ติดตัวมาในระหว่างการอบรม   ตารางอบรมคุณธรรม"ค่ายพุทธบุตร"   ศูนย์สืบอายุพระพุทธศาสนา วัดชลประทานรังสฤษฎ์   อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี ๑๑๑๒๐  วัน,เดือน,ปี เวลา รายการ/กิจกรรม หมายเหตุ   ๐๗.๓๐-๐๘.๓๐ ลงทะเบียน รายงานตัว   ๐๘.๓๐-๐๙.๐๐ -จัดนักเรียนเข้าแถวตามกลุ่มที่สนาม   -นักเรียนพร้อมที่ห้องประชุม   -ฝึกซ้อมเตรียมพิธีเปิดการอบรม   ๐๙.๐๐-๐๙.๓๐ พิธีเปิดการอบรม   -ประธานจุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย   -กล่าวคำบูชาพระรัตนตรัย   -กล่าวรายงาน  วันที่หนึ่ง  ของการ ๐๙.๓๐-๑๐.๐๐ พิธีมอบตัวเป็นศิษย์/สมาทานศีล ๑๐.๐๐-๑๐.๑๕ พักเปลี่ยนอิริยบถ  ฝึกอบรม  ๑๐.๑๕-๑๑.๐๐ กติกาสัญญาใจและคำปฏิญาณ ๑๑.๐๐-๑๒.๐๐ รับประทานอาหาร ๑๒.๐๐-๑๒.๔๐ พักทำกิจส่วนตัว   ๑๒.๔๐-๑๓.๒๐ พร้อมกันที่ห้องประชุม/ธรรมนันทนาการ ๑๓.๒๐-๑๖.๓๐ แบ่งฐานอบรมคุณธรรม ๔ ฐาน ดังนี้.- ๑.การเข้าถึงพระรัตนตรัย ๒.วิธีทำบุญในพระพุทธศาสนา ๓.ความรับผิดชอบ ๔.การมีระเบียบวินัย ๑๖.๓๐-๑๗.๓๐ พบอาจารย์ที่ปรึกษา/จัดที่พัก/อาบน้ำทำกิจส่วนตัว ๑๗.๓๐-๑๘.๓๐ รับประทานอาหาร ๑๘.๓๐-๒๑.๓๐ ทำวัตร/จิตตภาวนา/พิธีสู่ความเป็นพุทธบุตร/สไลด์ธรรมะ/ แผ่เมตตา/พบอาจารย์ที่ปรึกษา/พัก  ________________________________________________________________________ ๐๔.๓๐-๐๗.๐๐ ตื่นทำกิจส่วนตัว/บริหารกายบริหารจิต/ทำวัตร/จิตตภาวนา   /กิจกรรมหน้าเสาธง ๐๗.๐๐-๐๗.๓๐ อาบน้ำทำกิจส่วนตัว ๐๗.๓๐-๐๘.๔๕ รับประทานอาหาร/ทำกิจส่วนตัว ๐๘.๔๕-๐๙.๕๐ พร้อมกันที่ห้องประชุม/ธรรมบรรยายเรื่อง"การพัฒนาตนเอง"   ๐๙.๕๐-๑๐.๕๐ สนทนากับกัลยาณมิตร  วันที่สอง ๑๐.๕๐-๑๒.๐๐ รับประทานอาหาร  ของการ ๑๒.๐๐-๑๒.๔๐ พักทำกิจส่วนตัว  ฝึกอบรม ๑๒.๔๐-๑๓.๒๐ พร้อมกันที่ห้องประชุม/ธรรมนันทนาการ ๑๓.๒๐-๑๕.๓๐ แบ่งฐานอบรมคุณธรรม ๓ ฐานดังนี้.- ๑.การเป็นบุตรที่ดีของพ่อแม่ ๒.การเป็นศิษย์ที่ดีของครู ๓.การเป็นสาวกที่ดีของพระศาสนา ๑๕.๓๐-๑๗.๐๐ อนามัยในโรงเรียน ๑๗.๐๐-๑๗.๓๐ อาบน้ำทำกิจส่วนตัว ๑๗.๓๐-๑๘.๓๐ รับประทานอาหาร ๑๘.๓๐-๒๑.๓๐ ทำวัตร/จิตตภาวนา/สไลด์ธรรมะ/พบอาจารย์ที่ปรึกษา/ แผ่เมตตา/พัก  ______________________________________________________________________   ๐๔.๓๐-๐๗.๐๐ ตื่นทำกิจส่วนตัว/บริหารกายบริหารจิต/ทำวัตร/จิตตภาวนา/ กิจกรรมหน้าเสาธง ๐๗.๐๐-๐๗.๓๐ อาบน้ำทำกิจส่วนตัว ๐๗.๓๐-๐๘.๓๐ รับประทานอาหาร ๐๘.๔๕-๐๙.๕๐ ธรรมบรรยายเรื่อง"พุทธบุตรกับการสืบอายุพระพุทธศาสนา" ๐๙.๕๐-๑๐.๕๐ เขียนบทความเรื่อง"ความประทับใจ..." ๑๐.๕๐-๑๒.๐๐ รับประทานอาหาร ๑๒.๐๐-๑๓.๐๐ เก็บของ/จัดที่พัก/แต่งชุดนักเรียน ๑๓.๐๐-๑๕.๐๐ พิธีอธิษฐานจิตชีวิตใหม่/ปิดการอบรม ศาสนพิธีที่ควรรู้  จุดประสงค์ ๑. เพื่อให้รู้ความหมายของคำว่า "ศาสนาพิธี" ๒. เพื่อให้สามารถประกอบพิธีต่าง ๆ ได้ถูกต้อง ๓. เพื่อให้สามารถแนะนำผู้อื่นให้ประกอบพิธีต่าง ๆ ได้อย่างถูกต้อง ๔. เพื่อให้เห็นคุณค่าและความสำคัญของศาสนพิธี  ความหมาย "ศาสนพิธี"  คือ แบบอย่าง หรือแบบแผนต่าง ๆ ที่ดีงาม ที่ใช้ประกอบกิจกรรมในทางพระ  พุทธศาสน เรียกว่า "ศาสนพิธี"  ความสำคัญ ศาสนพิธี มีความสำคัญมาก เมื่อปฏิบัติให้ถูกต้องทุกขั้นตอนแล้วจะทำให้พิธีกรรมต่างๆ ที่ประ  กอบนั้นเป็นระเบียบเรียบร้อยสวยงาม  เป็นที่ตั้งแห่งความเลื่อมใสของผู้ที่พบเห็น ทำให้เกิดศรัท  ธาในการประกอบคุณงามความดีและเป็นการแสดงให้เห็นถึงความเจริญทางจิตใจของผู้นับถือพระ  พุทธศาสนา   เป็นเครื่องเชิดชูเกียรติและศักดิ์ศรีของชาวพุทธ  ฉะนั้นจำเป็นอย่างยิ่งที่ชาวพุทธ  ทุกคนจะต้องศึกษาเรียนรู้  พิธีโดยสรุป ศาสนพิธีมีมากมาย ซึ่งล้วนแต่น่าศึกษาเรียนรู้ทั้งสิ้น แต่เมื่อกล่าวโดยสรุปมีอยู่ ๔ หมวดดังนี้ ๑. หมวดกุศลพิธี ว่าด้วยพิธีบำเพ็ญกุศล ๒. หมวดบุญพิธี ว่าด้วยพิธีบำเพ็ญบุญ ๓. หมวดทานพิธี ว่าด้วยพิธีถวายทาน ๔. หมวดปกิณณกะ ว่าด้วยพิธีเบ็ดเตล็ด บุญพิธีที่จำเป็น พิธีทำบุญในพระพุทธศาสนา แบ่งออกได้ ๒ ประเภทดังนี้ ๑. ทำบุญงานมงคล คือ ปรารภเหตุดีแล้วทำบุญ เช่น ขึ้นบ้านใหม่ แต่งงาน ประสบความสำ  เร็จต่าง ๆ เป็นต้น ๒. ทำบุญงานอวมงคล คือ ปรารภเหตุสูญเสีย เช่น ทำบุญอุทิศให้ผู้ตาย เป็นต้น  ผู้เกี่ยวข้อง การทำบุญทั้งสองประเภทนี้ จะมีผู้มาเกี่ยวข้องอยู่ ๓ ฝ่ายด้วยกันคือ ๑. ฝ่ายเจ้าภาพ คือเจ้าของงานบำเพ็ญบุญ ๒. ฝ่ายแขก คือผู้มีเกียรติที่มาร่วมทำบุญ ๓. ฝ่ายพระสงฆ์ คือพระสงฆ์ที่เจ้าภาพนิมมต์มาเป็นปฏิคาหา  หน้าที่ของเจ้าภาพ -จัดเตรียมสถานที่ประกอบพิธี -นิมนต์พระสงฆ์ตามจำนวนที่ต้องการ -ตั้งโต๊ะหมู่บูชา พร้อมอุปกรณ์ครบชุด -ปูอาสนะและเตรียมเครื่องต้อนรับพระ -เมื่อพระสงฆ์มาถึงคอยล้างและเช็ดเท้า -เมื่อพระสงฆ์นั่งเรียบร้อยแล้ว ถวายเครื่องรับรอง -จุดเทียน ธูป บูชาพระรัตนตรัย แล้วกราบ ๓ ครั้ง -กล่าวคำบูชาพระรัตนตรัย -อาราธนาศีล รับศีล อาราธนาพระปริตร -นั่งฟังพระสงฆ์ (สวด) เจริญพระพุทธมนต์จนจบ -ถวายภัตตาหารและเครื่องไทยธรรม -พระสงฆ์อนุโมทนา เจ้าภาพกรวดน้ำ รับพร -เสร็จพิธีส่งพระสงฆ์กลับ  หน้าที่ของแขก -มาถึงงานให้ตรงเวลาที่เจ้าภาพกำหนดไว้ -มาถึงแล้วเข้าไปทักทายเจ้าภาพก่อน -เลือกนั่งในสถานที่เหมาะสมกับตน -มีความสำรวมตนด้วยดี ไม่ส่งเสียงดังรบกวนสมาธิผู้อื่น -ร่วมบริจาคทาน และร่วมพิธีกรรมทุกขั้นตอนจนเสร็จ -แต่งกายสุภาพเรียบร้อย สมควรแก่งานนั้น ๆ -ไม่สุราหรือของมึนเมาเข้ามาดื่มในงานทำบุญ -ไม่เล่นการพนัน หรือรบกวนเจ้าภาพเพื่อเปิดบ่อนการพนัน  คำอาราธนาศีล ๕ มะยัง ภันเต, ติสะระเณนะ สะหะ, ปัญจะสีลานิ, ยาจามะ, ทุกติยัมปิ มะยัง ภันเต, ติสะระเณนะ สะหะ, ปัญจะสีลานิ, ยาจามะ ตะติยัมปิ มะยัง ภันเต, ติสะระเณนะ สะหะ, ปัญจะสีลานิ, ยาจามะ  คำสมาทานศีล ๕ ๑. ปาณาติปาตา, เวระมะณี สิกขาปะทัง, สะมาทิยามิ, ๒. อะทินนาทานา, เวระมะณี สิกขาปะทัง, สะมาทิยามิ, ๓. กาเมสุ มิจฉาจารา, เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ, ๔. มุสาวาทา, เวระมะณี สิกขาปะทัง, สะมาทิยามิ, ๕. สุรา เมระยะ มัชชะ ปะมาทัฏฐานา, เวระมะณี สิขาปะทัง, สะมาทิยามิ,  พิธีประเคนของพระ การถวายปัจจัยต่างๆ แก่พระสงฆ์ ต้องถวายด้วยความเคารพ เพราะพระสงฆ์ตั้งอยู่ในฐานะ  ปูชนียบุคคล เรานำสิ่งของไปถวายท่านเพื่อบูชาในคุณธรรมของท่าน จึงต้องน้อมกาย น้อมใจ เข้า  ไปถวายท่าน การกระทำดังนี้ เรียกว่า "ประเคน"  องค์ประเคนมี ๕ ดังนี้ ๑. สิ่งของที่ประเคนต้องไม่ใหญ่โตและหนักเกินไป ๒. ผู้ประเคนต้องอยู่ในหัตถบาส (คือช่วงแขนหนึ่ง) ๓. ผู้ประเคนน้อมสิ่งของนั้นเข้ามาให้ด้วยอาการเคารพนอบน้อม ๔. การน้อมสิ่งของเข้ามานั้น จะส่งด้วยมือก็ได้ หรือสิ่งที่เนื่องด้วยกายก็ได้   ๕. พระภิกษุผู้รับประเคนจะรับด้วยมือก็ได้ ถ้าผู้ประเคนเป็นชาย   ถ้าผู้ประเคนเป็นหญิงพระต้องใช้ผ้ารับ  พิธีกรวดน้ำ รับพร การกรวดน้ำเป็นพิธีกรรมอย่างงหนึ่งที่ชาวพุทธนิยมกระทำ  เพื่ออุทิศส่วนกุศลให้แก่ผู้ล่วงลับ   ซึ่งเป็นสิ่งที่ชาวพุทธไทยนับถือกันมาก  น้ำที่ใสบริสุทธิ์ เปรียบเหมือนน้ำใจใสบริสุทธิ์ ที่ตั้งใจอุทิศ  ส่วนบุญกุศลแก่ผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว เป็นการแสดงกตัญญูกตเวทีต่อทานเหล่านั้น คำกรวดน้ำโดยย่อ อิทัง โน ญาตินัง โหตุ สุขิตา โหนาตุ ญาตโย ขอให้ทานของข้าพเจ้าจงสำเร็จแก่ญาติ ขอให้ญาติของข้าพเจ้าจงมีความสุขเถิด.   มารยาทชาวพุทธ  จุดประสงค์ ๑. เพื่อให้รู้ความหมายของคำว่า "มารยาท" ๒. เพื่อให้เข้าใจความสำคัญของมารยาท ๓. เพื่อให้รู้และเข้าใจขอบข่ายของ "มารยาทชาวพุทธ" ๔. เพื่อให้รู้ถึงอานิสงส์ของการมีมารยาทที่ดี ๕. เพื่อฝึกปฏิบัติมารยาทชาวพุทธให้สามารถนำไปใช้ได้อย่างถูกต้อง ๖. เพื่อให้สามารถนำไปชี้นำผู้อื่นให้ปฏิบัติตามมารยาทชาวพุทธได้ในโอกาสอันควร  มารยาทชาวพุทธ ๒.๑  ความหมาย คำว่า "มารยาท" หรือ "มรรยาท" หมายถึงความประพฤติที่แสดงออก  มาทางกายทางวาจา  ซึ่งบัณฑิตทั้งหลายยอมรับว่า  เรียบร้อย  อยู่ในระเบียบแบบแผนหรือขอบ  เขตที่ดีงาม เป็นการส่อให้เห็นถึงอัธยาศัยที่ดีอีกด้วย ชาวพุทธ คือ ผู้นับถือพระพุทธศาสนาทั่วไป ๒.๒  ความสำคัญ การมีมายาทที่ดีต่อกันของคนในสังคม นับเป็นสิ่งสำคัญมากประการหนึ่ง   ทำให้คนเราอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุขแสดงให้เห็นถึงความเป็นผู้มีวัฒนธรรมและคุณธรรม ทั้งยังเป็น  การประกาศศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์อยู่ในตัวว่า   "มนุษย์เป็นผู้มีใจสูง  มีการประพฤติที่ประ  เสริฐกว่าสัตว์เดรัจฉาน" มารยาทยังเป็นเครื่องวัดคุณธรรมของคนอีกด้วย ดังคำโคลงที่ว่า.- สายบัวบอกลึกตื้น ชลธาร มารยาทส่อสันดาน ชาติเชื้อ โฉดฉลาดเพราะคำขาน พึงทราบ กอหญ้าเหี่ยวแห้งเรื้อ บอกร้าย แสลงดิน. ๒.๓ มารยาทชาวพุทธที่ควรศึกษาและปฏิบัติ ก. มารยาทในการไปวัด -การแต่งกายไปวัด -การนำเด็กไปวัด -การปฏิบัติตนในวัด ข. มารยาทในการยืน -การยืนต่อหน้าพระสงฆ์ -การยืนต่อหน้าผู้ใหญ่ -การยืนตามลำพัง ค. มารยาทในการนั่ง -การนั่งสนทนากับพระสงฆ์ -การนั่งต่อหน้าผู้ใหญ่ -การนั่งตามลำพัง -การนั่งฟังพระธรรมเทศนา -การเปลี่ยนท่านั่ง ง. มารยาทในการไหว้-การกราบ -การไหว้-การกราบพระรัตนตรัย -การไหว้-การกราบมารดาบิดา -การไหว้-การกราบครูอาจารย์ -การไหว้-การกราบผู้ใหญ่ -การไหว้บุคคลเสมอกัน -การไหว้-การกราบศพ จ. การแสดงความเคารพต่อสถานที่ -อุโบสถ -ศาลาการเปรียญ -ต้นโพธิ์และต้นไม้ที่เกี่ยวกับพุทธประวัติ -หอไตรหรือหอสมุดของวัด -กุฏิของพระสงฆ์ หรือ ที่นั่ง-ที่นอนของพระสงฆ์ ช. การแสดงความเคารพต่อพระสงฆ์ -ลุกขึ้นยืนรับพระสงฆ์ -การตามส่งพระสงฆ์ -การหลีกทางให้พระสงฆ์ ๒.๔ อานิสงส์ของความมีมารยาทดี -ตนเองมีความภูมิใจในตนเอง -ผู้รู้ใคร่ครวญแล้วสรรเสริญ -ชื่อเสียงเกียรติคุณย่อมฟุ้งไป -คนดีต้องการคบหาสมาคมด้วย -ไม่เป็นที่รังเกียจของสังคม -เป็นแบบอย่างที่ดีของอนุชน -เป็นที่เคารพของผู้น้อย เป็นที่รักของผู้ใหญ่ เป็นที่เกรงใจของเพื่อน -เป็นเครื่องเชิดชูเกียรติของชาติและศาสนาของตน -จิตใจสงบสุขไม่วิตกกังวลเพราะเสียมารยาท -เป็นพื้นฐานให้บรรลุคุณธรรมชั้นสูง  *ดูรายละเอียดใน สมทรง ปุญญฤทธิ์ มารยาทชาวพุทธ กรุงเทพ ฯ โรงพิมพ์สหมิตร ๒๕๓๑ การเข้าถึงพระรัตนตรัย  จุดประสงค์ ๑. เพื่อให้เข้าใจคำว่า " พระรัตนตรัย " ๒. เพื่อให้รู้ซึ้งถึงคุณของพระรัตนตรัย ๓. เพื่อให้รู้จักวิธีทำความเคารพพระรัตนตรัย ๔. เพื่อให้รู้จักข้อปฏิบัติตนให้เข้าถึงพระรัตนตรัย ๕. เพื่อให้รู้จักประโยชน์ที่พึงได้รับจากการเข้าถึงพระรัตนตรัย  พระรัตนตรัย   ๑. ความหมาย คำว่าพระรัตนตรัย แปลว่า "แก้วอันประเสริฐสามดวง" ในที่  นี้หมายเอา "พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ " ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้เกิดความชื่นชมยินดีแก่ชีวิต เป็น  สิ่งที่พึ่งที่ระลึกถึงอันสูงสุดของชีวิต  เป็นสิ่งที่ยึดเหนี่ยวชีวิตไม่ให้ตกต่ำ เป็นเกราะป้องกันชีวิตให้  เดินไปบนเส้นทางที่ถูกต้อง ดีงาม และพ้นจากทุกข์ทั้งปวง   ๒. พระรัตนตรัยที่ควรรู้จัก   ๒.๑ ท่านผู้สอนให้ประชุมชน ประพฤติชอบด้วย กาย วาจา ใจ ตามพระ  ธรรมวินัยเรียกว่า " พระพุทธเจ้า "   ๒.๒ พระธรรมวินัยที่เป็นคำสั่งสอนของท่านเรียกว่า "พระธรรม"   ๒.๓  หมู่ชนที่ฟังคำสั่งสอนของท่านแล้ว ปฏิบัติตามพระธรรมวินัยเรียกว่า   "พระสงฆ์"   ๓. คุณของพระรัตนาตรัย   ๓.๑ พระพุทธเจ้ารู้ดีรู้ชอบด้วยพระองค์เองก่อนแล้ว สอนผู้อื่นให้รู้ตามด้วย.   ๓.๒ พระธรรมย่อมรักษาผู้ปฏิบัติไม่ให้ตกไปสู่ที่ชั่ว.   ๓.๓  พระสงฆ์ปฏิบัติชอบ ตามคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า แล้วสอนผู้อื่นให้  กระทำตามด้วย.   ๔. การแสดงความเคารพต่อพระรัตนตรัย   ๔.๑ การทำความเคารพในพระพุทธเจ้า   -มีศรัทธาปสาทะในพระพุทธเจ้าอย่างมั่นคงไม่เปลี่ยนแปลง   -แสดงตนเป็นพุทธามามกะรับเอาพระพุทธเจ้ามาเป็นของตน   -ตั้งใจปฏิบัติตามาคำสั่งสอนให้เต็มความสามารถ -ศึกษาพระพุทธจริยาให้เข้าใจ แล้วดำเนินชีวิตาของตนตามรอยบาทพระ  ศาสดา -ไม่นำเรื่องพระพุทธเจ้ามาเล่นเป็นตลกเพื่อความสนุกสนาน -เข้าไปในปูชนียสถาน แสดงความเคารพ ยำเกรง   ๔.๒ การทำความเคารพพระธรรม   -ตั้งใจศึกษาเรียนรู้พระธรรมจนเข้าใจถูกต้องตามความเป็นจริง  -ตั้งใจนำเอาพระธรรมที่ศึกษาดีแล้วนั้นมาปฏิบัติจริง ที่กาย วาจา ใจ ของตนจนสุดความสามารถ  -ช่วยประกาศเผยแผ่พระธรรม ให้แพร่หลายด้วยวิธีต่างๆ เช่น พิมพ์หนังสือแจก สนทนนา ให้การ  อบรมสั่งสอน สนับสนุนกิจกรรมที่เกี่ยวกับการศึกษาและปฏิบัติธรรม  -เมื่อมีผู้กล่าวธรรม ตั้งใจฟังด้วยความเคารพเอื้อเฝื้อ ไม่เบื่อ ไม่อิ่มในถ้อยคำที่เป็นสุภาษิต  -แม้จะประสบปัญหาชีวิตอย่างแสนสาหัสเจียนตายเพียงใดก็ตาม จะไม่ทิ้ง"พระธรรม"เป็นอันขาด  ๔.๓ การทำความเคารพพระสงฆ์  -ระลึกถึงคุณความดีของพระสงฆ์ตามบทสวด "สังฆคุณ"  -แสดงความเคารพ ไหว้ กราบ นอบน้อม ยำเกรง  -ทำอะไรๆประกอบด้วยเมตตา  -พูดจาอะไรๆประกอบด้วยเมตตา  -คิดอะไรๆประกอบด้วยเมตตา  -ไม่ปิดประตูบ้านยินดีต้อนรับเสมอ  -ให้อามิสทานคือถวายปัจจัย๔  -เอื้อเฟื้อเชื่อฟังคำตักเตือนสั่งสอน  ๕. การเข้าถึงพระรัตนตรัย  ๕.๑ การเข้าถึงทางศีล  -พูดจาถูกต้อง เว้นวจีทุจริตทั้งปวง  -การทำงานถูกต้อง เว้นการทุจริตทั้งปวง  -ประกองอาชีพถูกต้อง เว้นมิจฉาอาชีวทั้งปวง  ๕.๒ การเข้าถึงทางสมาธิ  -มีความเพียรถูกต้องตามปธาน๔  -มีความระลึกถูกต้องตามสติปัฏฐาน๔  -มีจิตตั้งมั่นถูกต้องตามรูปฌาน๔  ๕.๓ การเข้าถึงทางปัญญา  -มีความเห็นถูกต้อง เห็นตามอริยสัจจ์ ๔  -มีความดำริถูกต้อง ดำริตามกุศลวิตก ๓  ๖.อานิสงส์ของการเข้าถึงพระรัตนตรัย ๖.๑ ผลระดับต้น -ทำให้มีชีวิตอย่างสงบสุขไม่มีเวรภัย -ทำให้ฐานะทางครอบครัวมีความมั่นคง -ได้ชื่อว่าเป็นคนดี ใครๆก็อยากคบหาสมาคม -เป็นคนมีค่า มีเกียรติ ไม่ตกเป็นทาสอบายมุข ๖.๒ ผลระดับกลาง -บาปหรือความชั่วไม่เผาลนจิตใจ -ปิดประตูอบายภูมิได้ -ย่อมเกิดในภพภูมิที่ดี มีโอกาสพัฒนาตนเองให้สูงขึ้น ๖.๓ ผลระดับสูง -ทำให้จิตใจ สะอาด สว่าง สงบ -ดับกิเลสและกองทุกข์ทั้งปวงได้ -เข้าถึงพระนิพพาน จิตสงบเย็นไม่มีเครื่องเสียบแทง -ตัดเสียซึ่งวัฏฏะทุกข์ทั้งปวง. การมีระเบียบวินัย  จุดประสงค์ ๑.เพื่อให้รู้ความหมายของคำว่า "ระเบียบวินัย" ๒. เพื่อให้เข้าใจถึงความสำคัญของการมีระเบียบวินัย   ๓. เพื่อให้รู้ขอบข่ายของระเบียบวินัยที่พึงปฏิบัติในการอยู่ค่าย "พุทธบุตร" ๔. เพื่อให้รู้ถึงอานิสงส์ของการมีระเบียบวินัย ๕. เพื่อให้สมารถนำไปใช้ในการดำเนินชีวิตประจำวันได้อย่างเหมาะสม  การมีระเบียบวินัย ๑. ความหมาย คำว่า "ระเบียบวินัย" หมายความว่า "ความสำรวมกาย วาจา เรียบร้อย   ซึ่งเป็นเหตุนำไปสู่ความเป็นผู้วิเศษ" ๒.    ความสำคัญ   การมีระเบียบวินัยทำให้หมู่คณะมีระเบียบเรียบร้อยอยู่ร่วมกันได้อย่าง  สงบสุข  ทำให้ความประพฤติของผู้ที่อยู่ร่วมกันเป็นไปในทางเดียวกัน  ไม่รังเกียจกันด้วยชาติ  สกุล  เรียบร้อยสวยงามเหมือนดอกไม้หลากสีที่นายช่างเก็บมาร้อยเป็นพวกมาลัย  และเป็นการ  แสดงให้เห็นถึงความเจริญมั่นคงกลมเกลียวก้าวหน้าของชนในชาติ ๓. ระเบียบวินัยที่พึงปฏิบัติในการอยู่ค่าย "พุทธบุตร" -ไป-กลับ ห้องประชุมเดินเป็นแถว -วางรองเท้าเรียบร้อยทั้งที่ห้องประชุมและที่พัก -วางของในห้องนอนอย่างมีระเบียบเรียบร้อย -ไม่พูดคุยส่งเสียงดังในห้องประชุม -ออกไปรับอาหารเป็นแถวตามลำดับ -วางแก้วน้ำเป็นแถวตรงกันหมดดูสวยงามเวลารับประทานอาหาร -ออกไปล้างจานเป็นแถวอย่างมีระเบียบตามลำดับ -อาบน้ำอย่างมีระเบียบ ไม่ส่งเสียงดัง ไม่สาดน้ำใส่กัน -ใช้ห้องน้ำห้องส้วมอย่างเรียบร้อยและรักษาความสะอาด -นอนอย่างมีระเบียบ นอนและตื่นตรงเวลา -ไม่คุยและส่งเสียงรบกวนผู้อื่นในเวลานอน -แต่งกายสุภาพเรียบร้อย -ปฏิบัติตามกฏระเบียบและความนิยมของที่นั้น ๆ ๔. อานิสงส์ของการมีระเบียบวินัย -ได้รับความแช่มชื่นมีปีติปราโมทย์ และภูมิใจในตนเอง -ไม่ถูกตำหนิโทษ หรือถูกลงทัณฑ์กรรม -เป็นผู้องอาจกล้าหาญในการปรากฏตัวในที่ชุมนุมชน -จิตใจสงบสุขไม่วิตกกังวลถึงความผิดที่ตัวกระทำ -เป็นพื้นฐานให้บรรลุคุณธรรมชั้นสูง  ความรับผิดชอบ  จุดประสงค์  ๑. เพื่อให้รู้ความหมายของคำว่า "รับผิดชอบ"  ๒. เพื่อให้รู้และตระหนักในรับผิดชอบต่อตนเอง  ๓. เพื่อให้รู้และตระหนักในรับผิดชอบต่อวงศ์ตระกูล  ๔. เพื่อให้รู้และตระหนักในรับผิดชอบต่อสถาบันการศึกษา  ๕. เพื่อให้รู้และตระหนักในรับผิดชอบต่อสถาบันสูงสุด  ความรับผิดชอบ  ๑.  ความหมาย คำว่า "รับผิดชอบ" หมายถึง ความสำนึกในการทำหน้าที่ของตน โดยไม่ต้องมี  ใครคอยบังคับหรือควบคุม  ๒. ความรับผิดชอบต่อตนเอง ๒.๑ ตั้งใจศึกษาหาความรู้ ๒.๒ ฝึกฝนตนให้มีความสามารถในการทำงาน   ๒.๓ ประพฤติตนเป็นคนดีมีคุณธรรม ๒.๔ รักษาสุขภาพของตนให้แข็งแรงสมบูรณ์ ๓. ความรับผิดชอบต่อวงศ์สกุล ๓.๑ คำนึงถึงความรู้สึกของพ่อแม่ ๓.๒ ช่วยเหลือการงานแบ่งเบาภาระกิจทางบ้าน  ๓.๓ คำนึงถึงรายรับ รายจ่ายของครอบครัว  ๓.๔ รักษาเกียรติของวงศ์สกุล ๔.ความรับผิดชอบต่อสถาบันการศึกษา  ๔.๑ ปฏิบัติตามระเบียบของโรงเรียน  ๔.๒ ทำตัวเป็นตัวอย่างที่ดีแก่ผู้อื่น  ๔.๓ สร้างชื่อเสียงเกียรติคุณให้กับโรงเรียน  ๔.๔ รักโรงเรียนเหมือนบ้านเกิดของตน  ๔.๕ ร่วมกิจกรรมต่าง ๆ ของโรงเรียนด้วยความเต็มใจ  ๔.๖ เคารพครูอาจารย์เหมือนพ่อแม่ของตน  ๕. ความรับผิดชอบต่อสถาบันสูงสุด ๕.๑ ความรับผิดชอบต่อสถาบันชาติ ๕.๑.๑ ศรัทธาการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ๕.๑.๒ เคารพกฏหมายบ้านเมือง ๕.๑.๓ รู้จักใช้สิทธิและเสรีภาพอย่างถูกต้อง ๕.๑.๔ เสียภาษีอากรบำรุงรัฐ ๕.๑.๕ ซื่อสัตย์สุจริต   ๕.๑.๖ ขยันหมั่นเพียร ประกอบอาชีพสุจริต ๕.๑.๗ ไม่ตกเป็นทาสยาเสพติดและอบายมุขมุกชนิด ๕.๑.๘ รักษาประเพณีและวัฒนธรรมของชาติ ๕.๑.๙ รักษาทรัพยากรธรรมชาติของชาติ   ๕.๑.๑๐เสียสละไม่เห็นแก่ตัว ๕.๒ ความรับผิดชอบต่อสถาบันศาสนา ๕.๒.๑ มีศรัทธามั่นคงในพระรัตนตรัย ๕.๒.๒ เอาใจใส่ศึกษาพระธรรมวินัยให้เข้าใจถูกต้อง ๕.๒.๓ ฝึกฝนอบรมตนเองให้เคร่งครัดในศีล สมาธิ ปัญญา ๕.๒.๔ รู้จักบำเพ็ญบุญ คือ บริจาคทาน รักษาศีล เจริญภาวนา ๕.๒.๕ ประพฤติสุจริตด้วยกาย วาจา ใจ ไม่ตกเป็นทาสอบายมุข   ๕.๒.๖ ช่วยเผยแผ่คำสั่งสอนของศาสนาแก่ผู้อื่น ๕.๒.๗ ช่วยปกป้องสถาบันศาสนาไม่ให้ใครทำลาย ๕.๒.๘ ช่วยบำรุงและพัฒนาศาสนาสถาน ๕.๓ ความรับผิดชอบต่อสถาบันมหากษัตริย์ ๕.๓.๑ ถวายความจงรักภักดีด้วยความจริงใจ ๕.๓.๒ ไม่กล่าววาจาล่วงละเมิด ๕.๓.๓ ประพฤติตนเป็นพลเมืองดี   ๕.๓.๔ รับสนองพระบรมราชโองการ ๕.๓.๕ ปกป้องสถาบันไม่ให้ใครล่วงละเมิด ๕.๓.๖ ปฏิบัติตามพระบรมราโชวาทโดยเคร่งครัด ประพฤติวัฒนธรรมของชาวพุทธ  จุดประสงค์ ๑.เพื่อให้รู้ความหมายของคำว่า"ประเพณี" และ "วัฒนธรรม" ๒.เพื่อให้รู้และชื่นชอบประเพณีวัฒนธรรมชาวพุทธ ๓.เพื่อให้รู้ถึงผลดีของประเพณีวัฒนธรรมของชาวพุทธ ๔.เพื่อให้นำเอาประเพณีวัฒนธรรมของชาวพุทธ ไปปฏิบัติเป็นกิจนิสัยในชีวิตประ   จำวันได้  ความหมาย ๑.คำว่า"ประเพณี" หมายถึง ข้อกำหนด กิจกรรม แบบอย่างที่ประพฤติปฏิบัติสีบต่อ  กันมา แบ่งเป็น ๓ คือ จารีตประเพณี ขนบประเพณี ธรรมเนียมประเพณี ๒.คำว่า "วัฒนธรรม" หมายถึง ลักษณะที่แสดงออกชี้ให้เห็นถึงความเจริญก้าวหน้า   พฤติกรรมที่แสดงออกเป็นไปเพื่อความเจริญ ความสงบสุขของสังคม  ประเพณีวัฒนธรรมของชาวพุทธ ๑. ไหว้พระสวดมนต์ นั่งสมาธิ แผ่เมตตา ก่อนนอนทุกคืน ๒. ทำบุญตักบาตรทุกเช้า   ๓. เข้าวัดทำบุญ บริจาคทาน รักษาศีล ฟังธรรม เจริญภาวนาทุกวันพระ ๔. แสดงความเคารพ เอื้อเฟื้อ ยำเกรงต่อพระสงฆ์ ๕. รู้จักทำบุญที่บ้านตามโอกาสต่างๆ ๖. เข้าร่วมกิจกรรมในวันสำคัญทางศาสนา ๗. แสดงความเคารพต่อปูชนียสถาน ๘. ร่วมพัฒนาและบำรุงศาสนาสถาน ๙. มีความกตัญญูต่อผู้มีพระคุณ ๑๐.รู้จักบำเพ็ญบุญทักษิณานุประทาน ๑๑.บวชสืบอายุพระพุทธศาสนา  ผลดีของประเพณีวัฒนธรรม ๑. ตนเองมีความสุขที่ได้ทำความดีเช่นนั้น ๒. บัณฑิตสรรเสริญผู้มีวัฒนธรรม ๓. ชื่อเสียงเกียรติคุณฟุ้งขจรไป ๔. แสดงถึงความก้าวหน้าของชาติ ๕. ก่อให้เกิดความสามัคคีของคนในชาติ ๖. แสดงออกถึงเอกลักษณ์ชองชาติเป็นพิเศษ ๗. เป็นการเชิดชูเกียรติของชาติ ๘. เป็นเครื่องขัดเกลาอุปนิสัยให้อ่อนโยน ๙. เป็นฐานรองรับคุณธรรมที่สูงยิ่งๆขึ้นไป วิธีทำบุญในพระพุทธศาสนา  จุดประสงค์ ๑. เพื่อให้รู้ความหมายของคำว่า "บุญ" ๒. เพื่อให้รู้และเข้าใจวิธีทำบุญในพระพุทธศาสนาทั้ง ๑๐ วิธี ๓. เพื่อให้นำไปปฏิบัติในการดำเนินชีวิตประจำวันได้อย่างเหมาะสม ๔. เพื่อให้สามารถชี้ชวนผู้อื่นให้ทำบุญได้ถูกต้องตามวิธีการของพระพุทธศาสนา  วิธีทำบุญในพระพุทธศาสนา ๑.ความหมาย คำว่า "บุญ" หมายถึง -คุณชาติที่ชำระจิตให้สะอาดบริสุทธิ์ -การทำความดีด้วย กาย วาจา ใจ -ความสุขกาย สบายใจ ๒.วิธีทำบุญ ในพระพุทธศาสนามีวิธีการทำบุญอยู่ ๑๐ วิธี คือ.- ๒.๑ ทานมัย บุญสำเร็จด้วยการบริจาคทาน ๒.๒ สีลมัย บุญสำเร็จด้วยการรักษาศีล ๒.๓ ภาวนามัย บุญสำเร็จด้วยการเจริญภาวนา ๒.๔ อปจายนมัย บุญสำเร็จด้วยการประพฤติอ่อนน้อมถ่อมตน ๒.๕ เวยยาวัจจมัย บุญสำเร็จด้วยการช่วยขวนขวายในกิจที่ชอบ ๒.๖ ปัตติทานมัย บุญสำเร็จด้วยการให้ส่วนบุญแก่ผู้อื่น ๒.๗ ปัตตานุโมทนามัย บุญสำเร็จด้วยการอนุโมทนาส่วนบุญ ๒.๘ ธัมมัสสวนามัย บุญสำเร็จด้วยการฟังธรรม ๒.๙ ธัมมเทสนามัย บุญสำเร็จด้วยการแสดงธรรม ๒.๑๐ ทิฏฐุชุกัมม์ บุญสำเร็จด้วยการทำความเห็นให้ตรง ๓.อานิสงส์ของการทำบุญ ๓.๑ ตนเองมีความปลื้มปิติยินดี อิ่มใจ สุขใจ ๓.๒ บัณฑิตใคร่ครวญแล้วสรรเสริญ ๓.๓ เกียรติคุณฟุ้งขจรไป ๓.๔ มีความสุขสงบเย็นในชีวิต ๓.๕ ไม่หลงทำกาลกิริยา ๓.๖ เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก ย่อมเข้าถึงสุคติ   การเป็นบุตรที่ดีของพ่อแม่ จุดประสงค์ ๑.เพื่อให้รู้ความหมายของคำว่า "พ่อแม่" และ "บุตรที่ดี" ๒.เพื่อให้รู้ขอบข่าย "หน้าที่ของพ่อแม่ที่มีต่อลูก" ๓.เพื่อให้รู้และเข้าใจถึง "คุณธรรม" และ "ความประเสริฐ" ของพ่อแม่ ๔.เพื่อให้รู้และเข้าใจถึง "ประเภทของบุตร" ๕.เพื่อให้รู้ "หน้าที่ของบุตรที่ดีอันพึงมีต่อพ่อแม่" แล้วนำไปปฏิบัติในชีวิตจริงได้ ๖.เพื่อให้รู้ถึงอานิสงส์ที่เกิดจากการเป็นบุตรที่ดี การเป็นบุตรที่ดีของพ่อแม่ ๑.ความหมายของคำว่า "พ่อแม่" ๑.๑ คำว่า พ่อ หมายความว่า ผู้คุ้มครองป้องกันอันตรายแก่บุตร ๑.๒ คำว่า แม่ หมายความว่า ผู้ยังบุตรให้เจริญยิ่ง ๆ ขึ้นไป ๒.หน้าที่ของพ่อแม่ที่มีต่อลูก ๒.๑ สอนให้ลูกเว้นจากความชั่ว ๒.๒ แนะนำลูกให้ทำความดี ๒.๓ ส่งเสริมลูกให้ได้รับการศึกษาเล่าเรียนศิลปวิทยา ๒.๔ เลือกคู่ครองที่เหมาะสมให้ลูก ๒.๕ แบ่งทรัพย์ให้ในสมัยอันสมควร ๓.คุณธรรมของพ่อแม่ ๓.๑ เมตตา ปรารถนาให้ลูกมีความเจริญยิ่ง ๆ ขึ้นไป ๓.๒ กรุณา มีความเอ็นดูช่วยเหลือลูกให้พ้นทุกข์ ๓.๓ มุทิตา ชื่นชมยินดีเมื่อลูกประสบความสำเร็จในชีวิต ๓.๔ อุเบกขา เฝ้าดูความเป็นอยู่และความเป็นไปของลูกอยู่เสมอ ๔.ความประเสริฐของพ่อแม่ ๔.๑ เป็นครูคนแรกของลูก ๔.๒ เป็นพระพรหมของลูก ๔.๓ เป็นพระอรหันต์ของลูก ๔.๔ เป็นผู้มีอุปการะมากและแสดงโลกนี้แก่บุตร ๕.บุตรมีอยู่ ๓ ประเภท ๕.๑ อวชาตบุตร คือบุตรที่มีคุณธรรมต่ำกว่าพ่อแม่ ๕.๒ อนุชาตบุตร คือบุตรที่มีคุณธรรมเสมอกับพ่อแม่ ๕.๓ อภิชาตบุตร คือบุตรที่มีคุณธรรมสูงกว่าพ่อแม่ ๖.ความหมายของบุตรที่ดี ๖.๑ บุตรที่ดี คือ บุตรที่สามารถทำให้พ่อแม่อิ่มใจ สบายใจ สุขใจ ๗.ข้อวัตรปฏิบัติของบุตรที่ดี ๗.๑ ยกย่องสรรเสริญคุณงามความดีของพ่อแม่ ๗.๒ บำรุงพ่อแม่ด้วยปัจจัย ๔ ๗.๓ สร้างเกียรติและชื่อเสียงให้วงศ์สกุล ๗.๔ สืบทอดเจตนารมณ์ของพ่อแม่ ๗.๕ ประพฤติตนเป็นคนดี ทำตัวให้ก้าวหน้าอยู่เสมอ ๗.๖ ส่งเสริมให้พ่อแม่มีคุณธรรมยิ่ง ๆ ขึ้นไป ๗.๗ เมื่อท่านล่วงลับไปแล้วหมั่นทำบุญอุทิศให้ ๘.ผลดีอันเกิดจากการเป็นบุตรที่ดี ๘.๑ ทำให้พ่อแม่สบายใจ สุขใจ ๘.๒ ได้รับการยกย่องสรรเสริญจากบัณฑิต ๘.๓ เป็นที่รักของคนทั่วไป   ๘.๔ ใคร ๆ อยากคบหาสมาคม ๘.๕ เป็นผู้มีความเจริญสุขในชีวิต การเป็นศิษย์ที่ดีของครูอาจารย์ จุดประสงค์ ๑. เพื่อให้รู้ความหมายของคำว่า "ครู" และ "ศิษย์ที่ดี" ๒. เพื่อให้รู้ขอบข่าย "หน้าที่ของครูที่มีต่อศิษย์" ๓. เพื่อให้รู้ "หน้าที่ของศิษย์ที่ดีที่พึงปฏิบัติต่อครู" ๔. เพื่อให้รู้ "ผลเสียที่ไม่สามารถเป็นศิษย์ที่ดีได้" ๕. เพื่อให้รู้ "ผลดีอันเกิดจากการเป็นศิษย์ที่ดี" การเป็นศิษย์ที่ดีของครูอาจารย์ ๑.ความหมายของคำว่า "ครู" ๑.๑ ครู คือ ผู้สั่งสอนศิษย์ ๑.๒ ครู คือ ผู้นำศิษย์ไปสู่ความเจริญ ๑.๓ ครู คือ ผู้ที่ศิษย์ควรทำความเคารพ ๑.๔ ครู คือ ผู้นำทางวิญญาณ ๑.๕ ครู คือ ผู้ยกระดับวิญญาณให้สูงขึ้น ๑.๖ ครู คือ ผู้เปิดประตู ๑.๗ ครู คือ ผู้นำสัตว์ออกจากวัฎฎะสงสาร   ๒.หน้าที่ของครูที่มีต่อศิษย์ ๒.๑ แนะนำสั่งสอนดี ๒.๒ ให้เรียนดี ๒.๓ บอกศิลปวิทยาให้โดยสิ้นเชิงไม่ปิดบังอำพราง ๒.๔ ยกย่องให้ปรากฏในหมู่เพื่อนฝูง ๒.๕ ทำความป้องกันในทิศทั้งหลาย ๓.ความหมายของศิษย์ที่ดี ๓.๑ ศิษย์ที่ดี คือ ศิษย์ที่ครูสามารถนำไปสู่เป้าหมายได้ ๔.ศิษย์ที่ดีพึงปฏิบัติต่อครูดังนี้ ๔.๑ ลุกขึ้นยืนต้อนรับ ๔.๒ เข้าไปยืนคอยรับใช้ ๔.๓ เชื่อฟังคำสั่งสอน ๔.๔ อุปัฏฐากรับใช้ใกล้ชิด ๔.๕ ตั้งใจเรียนศิลปวิทยาโดยเคารพ ๕.โทษที่ไม่สามารถเป็นศิษย์ที่ดีได้ ๕.๑ ทำให้เป็นคนโง่เขลาเบาปัญญา ๕.๒ ทำให้ครูอาจารย์เดือดร้อนใจ ๕.๓ ถูกติเตียนจากบัณฑิต ๕.๔ เป็นที่เกลียดชังของคนทั่วไป ๕.๕ ใคร ๆ ไม่อยากจะคบเป็นเพื่อนด้วย ๕.๖ ไม่เป็นผู้เจริญสุขในชีวิต ๖.ผลดีอันเกิดจากการเป็นศิษย์ที่ดี ๖.๑ ทำให้เป็นคนมีปัญญาดี ๖.๒ ทำให้ครูอาจารย์สุขใจ สบายใจ ๖.๓ ได้รับยกย่องสรรเสริญจากบัณฑิต ๖.๔ เป็นที่รักของคนทั่วไป ๖.๕ ใคร ๆ ก็อยากคบหาสมาคมด้วย ๖.๖ เป็นผู้มีความเจริญสุขในชีวิต การเป็นเพื่อนที่ดีของเพื่อน จุดประสงค์ ๑.เพื่อให้รู้ความหมายของคำว่า "เพื่อน" กับคำว่า "มิตร" และ "เพื่อนที่ดี" ๒.เพื่อให้รู้ถึงคุณสมบัติของเพื่อนที่ดี แล้วนำไปปฏิบัติในชีวิตจริงได้ ๓.เพื่อให้รู้ถึง "ผลเสียที่เกิดจากการไม่เป็นเพื่อนที่ดี" ๔.เพื่อให้รู้ "ผลดีอันเกิดจากการเป็นเพื่อนที่ดี" การเป็นเพื่อนที่ดีของเพื่อน ๑.ความหมายของเพื่อน ๑.๑ เพื่อน  คือ  ผู้ร่วมธุระ ผู้ชอบพอรักใคร่กัน ผู้อยู่ในสภาพหรือลักษณะเดียวกัน    เช่น เป็นเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน   ๑.๒ มิตร คือ เพื่อนรักใคร่คุ้นเคยกัน   ๒.ความหมายของเพื่อนที่ดี เพื่อนที่ดี คือ เพื่อนที่สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสงบสุข ๓.คุณสมบัติของเพื่อนที่ดี ๓.๑ แบ่งปันลาภที่ตนหามาได้แก่เพื่อน ๓.๒ เจรจากับเพื่อนด้วยถ้อยคำที่ไพเราะอ่อนหวาน ๓.๓ ป้องกันเพื่อนผู้ประมาทแล้ว ๓.๔ ป้องกันทรัพย์ของเพื่อนผู้ประมาทแล้ว ๓.๕ เมื่อเพื่อนมีภัยเป็นที่พึ่งพำนักได้ ๓.๖ เพื่อนมีธุระช่วยออกทรัพย์ให้เกินกว่าที่ออกปาก ๓.๗ ช่วยปกปิดความลับของเพื่อนไม่ให้แพร่งพราย ๓.๘ ไม่ละทิ้งเพื่อนในยามวิบัติ ๓.๙ ประพฤติตนเสมอต้นเสมอปลาย ๓.๑๐รักเพื่อนด้วยความบริสุทธิ์ใจ ๔.โทษของการไม่เป็นเพื่อนที่ดี ๔.๑ เป็นที่เกลียดชังของเพื่อน ๔.๒ เป็นคนโดดเดี่ยวว้าเหว่ ๔.๓ ไม่มีใครช่วยเหลือเมื่อมีทุกข์มีปัญหา ๔.๔ จะถูกประทุษร้าย ๔.๕ ประสบความสำเร็จหรือเจริญก้าวหน้าได้ยาก ๕.ผลดีอันเกิดจากการเป็นเพื่อนที่ดี ๕.๑ เป็นที่รักใคร่นับถือของเพื่อน ๕.๒ มีความสุขอบอุ่นใจ เพราะใคร ๆ ก็อยากเป็นเพื่อนด้วย ๕.๓ มีผู้ช่วยเหลือเมื่อมีทุกข์มีปัญหา ๕.๔ มีความปลอดภัยในชีวิตไม่มากไปด้วยเวร ๕.๕ มีความสำเร็จและเจริญก้าวหน้าได้รวดเร็ว การเป็นพลเมืองที่ดีของประเทศชาติ จุดประสงค์ ๑.เพื่อให้รู้ความหมายของคำว่า "พลเมือง" ๒.เพื่อให้รู้และเกิดความตระหนักในหน้าที่ของพลเมืองที่ดี แล้วนำไปปฏิบัติในชีวิตจริงได้ ๓.เพื่อให้รู้โทษของการไม่เป็นพลเมืองที่ดี ๔.เพื่อให้รู้และชื่นชอบผลดีอันเกิดจากการเป็นพลเมืองทีดี การเป็นพลเมืองที่ดีของประเทศชาติ ๑.ความหมายของคำว่า "พลเมือง" ๑.๑ พลเมือง หมายความว่า ประชาชนซึ่งเป็นกำลังอันสำคัญของประเทศชาติ ๑.๒ พลเมืองดี หมายความว่า ประชาชนที่มีคุณสมบัติสามารถดำรงชาติไว้ได้ ๒.หน้าที่ของพลเมืองที่ดี ๒.๑ มีความรักชาติ เคารพศาสนา เทิดทูนพระมหากษัตริย์ ๒.๒ ศรัทธาการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ๒.๓ เคารพกฏหมายบ้านเมือง ๒.๔ เสียภาษีบำรุงรัฐ ๒.๕ ซื่อสัตย์สุจริตต่อหน้าที่การงาน ๒.๖ ขยันหมั่นเพียรประกอบอาชีพสุจริต ๒.๗ ไม่ตกเป็นทาสยาเสพติดและอบายมุขทุกชนิด ๒.๘ พัฒนาตนเองให้สมบูรณ์และก้าวหน้าอยู่เสมอ ๒.๙ ช่วยสร้าง ป้องกัน รักษา สาธารณสมบัติของชาติ ๒.๑๐เสียสละไม่เห็นแก่ตัว เมื่อชาติมีภัยก็สามารถเสียสละชีวิตเพื่อปกป้องชาติได้ ๓.โทษของการไม่เป็นพลเมืองที่ดี ๓.๑ ถูกเพ่งโทษ ๓.๒ ถูกประณามว่าเป็นคนเห็นแก่ตัว ทำลายชาติ ๓.๓ เป็นที่เกลียดชังของคนทั่วไป ๓.๔ จะไม่มีแผ่นดินอยู่ ๓.๕ ไม่มีที่พึ่งทางใจ ๓.๖ ไม่เป็นศูนย์รวมใจของชนในชาติ ๓.๗ ถ่วงความเจริญในการพัฒนาประเทศชาติ ๔.ผลดีอันเกิดจากการเป็นพลเมืองที่ดี ๔.๑ มีความเป็นอยู่ปลอดภัย ๔.๒ เป็นที่นิยมรักใคร่ของคนทั่วไป ๔.๓ เป็นที่ต้องการของสังคม ของชาติ เพราะเป็นคนมีประโยชน์ ๔.๔ ช่วยส่งเสริมการพัฒนาประเทศให้ก้าวหน้าไปได้รวดเร็ว ๔.๕ คนในชาติอยู่ร่วมกันด้วยความร่มเย็นเป็นสุข ๔.๖ สามารถดำรงชาติไว้ได้ การเป็นสาวกที่ดี จุดประสงค์ ๑.เพื่อให้บอกความหมายและลักษณะการเป็นสาวกที่ดีได้ ๒.เพื่อให้บอกผลดีที่เกิดจากการเป็นสาวกที่ดีได้ ๓.เพื่อให้บอกวิธีการปฏิบัติตนในการเป็นสาวกที่ดีได้ ๔.เพื่อให้บอกโทษของการไม่สามารถเป็นสาวกที่ดีได้ การเป็นสาวกที่ดี ๑.ความหมาย สาวกที่ดี หมายถึง ผู้ที่สามารถเดินตามทางของพระศาสดา ๒.วิธีปฏิบัติเพื่อเป็นสาวกที่ดี ๒.๑ ตั้งใจศึกษาพระธรรมวินัยให้เข้าใจถูกต้อง และเพียงพอแก่สถานะของตน ๒.๒ มีศรัทธามั่นคงในพระรัตนตรัย ๒.๓ มีศีลบริสุทธิ์ และไม่ตกเป็นทาสอบายมุข ๒.๔ ไม่เชื่อมงคลตื่นข่าว คือ เชื่อกรรมไม่เชื่อมงคล ๒.๕ ไม่แสวงหาเขตบุญนอกพระพุทธศาสนา ๒.๖ ทำบุญแต่ในพระพุทธศาสนา ๓.ผลดีอันเกิดจากการเป็นสาวกที่ดี ๓.๑ มีชีวิตที่สงบเย็นอยู่ด้วยความถูกต้อง ๓.๒ เป็นคนมีความมั่นคง เพราะมีที่พึ่งทางใจอันถูกต้อง ๓.๓ สามารถแก้ปัญหาของชีวิตที่เกิดขึ้นด้วยปัญญาอันถูกต้อง ๓.๔ ผู้ที่เกี่ยวข้องมีความสุขสงบเย็นไปด้วย ๓.๕ เป็นผู้สามารถได้รับประโยชน์สูงสุดที่มนุษย์ควรได้รับ ๓.๖ เป็นตัวอย่างอันดีแก่ผู้ที่พบเห็น ให้เกิดความปรารถนาจะทำตาม ๓.๗ เป็นการสืบอายุพระพุทธศาสนาให้สถาพร ๓.๘ เป็นการส่งเสริมความเจริญ และความมั่นคงของชาติ ๔.โทษของการไม่เป็นสาวกที่ดี ๔.๑ มีชีวิตความเป็นอยู่ด้วยความทุกข์เร่าร้อนใจ ๔.๒ เป็นคนเปล่าประโยชน์ เพราะขาดที่พึ่งทางใจอันถูกต้อง ๔.๓ ไม่สามารถแก้ปัญหาของชีวิตที่เกิดขึ้นได้ ๔.๔ ทำให้ตนเองขาดประโยชน์ที่พึงได้รับ ๔.๕ ทำให้ผู้ที่เกี่ยวข้องมีความทุกข์เร่าร้อนใจไปด้วย ๔.๖ เป็นการทำลายศาสนาโดยไม่รู้ตัว หรือรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ๔.๗ บั่นทอนความเจริญและความมั่นคงของชาติ   ปลุกสำนึกหน้าเสาธง จุดประสงค์ ๑.เพื่อปลุกความสำนึกให้รักชาติ เคารพศาสนา เทิดทูนพระมหากษัตริย์ ๒.เพื่อให้เข้าใจความหมายของสีธงชาติ ๓.เพื่อความสามัคคีของหมู่คณะ ๔.เพื่อฝึกให้มีระเบียบวินัย   ๕.เพื่อปลุกสำนึกให้ทุกคนพัฒนาตนเองให้เป็นพลเมืองที่ดี   ความสำคัญของกิจกรรมหน้าเสาธง กิจกรรมหน้าเสาธงเป็นกิจกรรมที่บรรพบุรุษได้จัดขึ้น เพื่อปลุกความสำนึกของคนในชาติ   ให้รักชาติ  และภูมิใจในเกียรติและศักดิ์ศรีของตน  และให้ระลึกถึงสถาบันอันสูงสุด อันเป็นที่ยึด  เหนี่ยวจิตใจของคนในชาติ คือ สถาบันชาติ สถาบันศาสนา สถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งสถาบันทั้ง   ๓ นั้นได้ถูกย่อมาอยู่ในผืนธงชาติ ในฐานะเป็นสัญญลักษณ์ของชาติไทย โดยใช้สี ๓ สี เป็นเครื่อง  หมาย . ๑.สีแดง หมายถึงสถาบันชาติ ได้รวมเอาความหมายของสิ่งที่มีค่ายิ่งของชาติมาไว้ด้วยกัน  โดยย่อ ๔ ประการ คือ.- ๑.๑ ทรัพยากรของชาติ ได้แก่ผืนแผ่นดินที่มีรูปเป็นขวานทอง,- ทรัพยากรทั้ง   หมดที่อยู่ในแผ่นดินนี้  ที่เราเคยพูดกันว่า  "ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว ใน   อ่าวมีปิโตเลี่ยม" ฯลฯ ๑.๒ ประเพณีวัฒนธรรมของชาติทั้งหมด เช่น.- ก. วัฒนธรรมทางคติธรรม ข. วัฒนธรรมทางเนติธรรม ค. วัฒนธรรมทางวัตถุธรรม ง. วัฒนธรรมทางสหธรรม ๑.๓ บุคคลในชาติ ได้แก่คนไทยทุกคน ทั้งที่เป็นเชื้อชาติไทยและสัญชาติไทย ที่   ดำเนินชีวิตอยู่ภายใต้ กฏหมาย ประเพณี วัฒนธรรมอันเดียวกัน. ๑.๔ อำนาจอธิปไตยของชาติ คือ.- ก.อำนาจนิติบัญญัติ ข.อำนาจบริหาร ค.อำนาจตุลาการ ๒.สีขาว หมายถึงสถาบันศาสนา อันเป็นคำสั่งสอนที่ให้ชนในชาติยึดถือปฏิบัติตามเพื่อความ  เป็นอยู่เย็นเป็นสุขร่วมกัน สีขาวในผืนธงชาติไทยนั้น บรรพบุรุษมุ่งเน้นให้เป็น "พระพุทธศาสนา"   เพียงศาสนาเดียวว่า  " เป็นศาสนาประจำชาติ" พึงเห็นจากบทพระราชนิพนธ์ ของพระบาทสม  เด็จพระมุงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์ผู้ทรงคิดรูปแบบธงไตรรงค์ และทรงให้ความหมายแห่งสี  ทั้ง ๓ ในผืนธงไว้ว่า.- ขอพร่ำรำพันบรรยาย ความคิดเครื่องหมาย แห่งสีทั้งสามงามถนัด ขาวคือบริสุทธิ์ศรีสวัสดิ์ หมายพระไตรรัตน์ และธรรมะคุ้มจิตไทย แดงคือโลหิตเราไซร้ ซึ่งยอมสละได้ เพื่อรักษาชาติศาสนา   น้ำเงินคือสีโสภา อันจอมประชา   ธ โปรดเป็นของส่วนองค์   จัดริ้วเข้าเป็นไตรรงค์ จึงเป็นสีธง   ที่รักแห่งเราชาวไทย    ทหารอวตารนำไป            ยงยุทธวิชัย    วิชิตก็ชูเกียรติสยามฯ                                                อนึ่งจารึกในศาลพระเจ้าตากสินมหาราช  วัดอรุณราชวราราม  ก็มีข้อความบอกไว้อ  ย่างชัดเจนว่า บรรพบุรุษของเราทรงมุ่งหวังให้ประชาชนคนไทยมีพระพุทธศาสนา เป็นศาสนาประ  จำชาติในจารึกนั้นมีความว่า.-    อันตัวพ่อชื่อว่าพระยาตาก ทนทุกข์ยากกู้ชาติพระศาสนา    ถวายแผ่นดินให้เป็นพุทธบูชา แด่พระศาสนาสมณะพระพุทธโคดม    ให้ยืนยงคงถ้วนห้าพันปี สมณพราหมณ์ชีปฏิบัติให้พอสม    เจริญสมถะวิปัสสนาพ่อชื่นชม ถวายบังคมรอยบาทพระศาสดา    คิดถึงพ่อพ่ออยู่คู่กับเจ้า ชาติของเราคงอยู่คู่พระศาสนา   พุทธศาสนาอยู่ยงคู่องค์กษัตรา พระศาสดาฝากไว้ให้คู่กัน ฯ ๓.สีน้ำเงิน หมายถึงสถาบันมหากษัตริย์ อันเป็นจุดรวมแห่งดวงใจของคนไทย ในฐานะผู้นำ  สูงสุดของชนเผ่าไทยและชาติไทย หรือที่เราชาวไทยนิยมเรียกว่า "พระประมุขของชาติ " คำว่า "มหากษัตริย์" แปลได้ ๓ ความหมาย ดังนี้.- ก.ยอดนักรบ ฉะนั้นพระมหากษัตริย์ไทยจึงทรงดำรงตำแหน่ง"จอมทัพไทย" ข.ผู้เป็นใหญ่แห่งนา  พระองค์ทรงมีพระราชอำนาจเต็มบริบูรณ์ในผืนแผ่นดินนี้ เราจึง   เรียกพระองค์ว่า "พระเจ้าแผ่นดิน" ค.ผู้เป็นที่ตั้งแห่งความยินดีของปวงชน ความหมายนี้มาจากคำว่า "ราชา" ซึ่งแปลว่า   อย่างเต็มความหมายว่า"ผู้ประกอบกรณียกิจอันเป็นที่รักที่ชื่นชมยินดีของปวงชน" พลเมืองที่ดีพึงปฏิบัติต่อสถาบันทั้ง ๓ ดังต่อไปนี้.- รักราชจงจิตน้อม ภักดี ท่านนา รักชาติกอปรกรณี แน่วไว้ รักศาสน์กอปรบุญตรี สุจริต ทั่วเทอญ รักศักดิ์จงจิตให้ โลกซ้องสรรเสริญฯ (ร.๖) -----------๐๐๐-----------   ศีลห้าคือมนุษยธรรม วัตถุประสงค์ ๑.เพื่อให้เข้าใจความหมายของคำว่า "ศีล" ๒.เพื่อให้สามารถกล่าวศีลห้าได้ทั้งภาษาบาลีและภาษาไทย ๓.เพื่อให้เข้าใจองค์ประกอบของศีลห้า ๔.เพื่อให้รู้จักอานิสงส์ของศีลห้า ๕.เพื่อให้สามารถนำศีลห้ามาปฏิบัติในชีวิตประจำวันได้ ๑.ความหมายของคำว่า "ศีล " ๑.๑  คำว่า  "ศีล" แปลว่า ปกติ อธิบายว่า "การสำรวมกาย วาจา เรียบร้อย    ไม่กระทำกายทุจริต  ไม่พูดถ้อยคำทุจริต  ประกอบอาชีพสุจริต  ก่อให้เกิด   ความสุข สงบเย็น ทั้งส่วนตนและส่วนรวม" ๒.ศีลห้าข้อที่หนึ่ง ๒.๑ คำสมาทาน ว่าดังนี้.- ปาณาติปาตา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ ข้าพเจ้าขอสมาทานสิกขาบท เจตนางดเว้นจากการฆ่าสัตว์ ๒.๒ องค์ประกอบของศีลข้อที่หนึ่ง มี ๕ คือ.- ก. สัตว์นั้นมีชีวิตอยู่ ข. รู้อยู่ว่าสัตว์นั้นมีชีวิต ค. มีจิตคิดจะฆ่า ง. พยายามฆ่า จ. สัตว์นั้นถึงแก่ความตาย ๒.๓ อานิสงส์ของศีลข้อที่หนึ่ง มี ๗ ประการ คือ.- ก. มีร่างกายสมส่วน ไม่พิการ ข. เป็นคนแกล้วกล้า ประเปรียว ว่องไว มีกำลังมาก ค. ผิวพรรณเปล่งปลั่งสดใส ไม่เศร้าหมอง ง. เป็นคนอ่อนโยน มีวาจาไพเราะ เป็นเสน่ห์แก่คนทั้งหลาย จ. ชีวิตไม่มีศัตรู ไม่ถูกฆ่าตาย ช. เป็นผู้มีอาพาธน้อย ฉ. เป็นผู้มีอายุยืน ๓.ศีลห้าขอ้ที่สอง ๓.๑ คำสมาทาน ว่าดังนี้.- อะทินนาทานา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ ข้าพเจ้าขอสมาทานสิกขาบท     เจตนางดเว้นจากการถือเอาสิ่งของที่เจ้า   ของมิได้ให้ ๓.๒ องค์ประกอบของศีลห้าข้อที่สอง มี ๕ ห้า คือ.- ก. ของนั้นมีเจ้าของหวงแหน ข. รู้อยู่ว่าเป็นของมีเจ้าของหวงแหน ค. มีจิตคิดจะลักของนั้น ง. พยายามลักของนั้น จ. ลักของนั้นสำเร็จ   ๓.๓ อานิสงส์ของศีลข้อที่สอง มี ๗ ประการ คือ.- ก. ยอมมีทรัพย์สมบัติมาก ข. แสวงหาทรัพย์โดยชอบธรรมได้โดยง่าย ค. โภคทรัพย์ที่ได้แล้วย่อมยั่งยืนถาวร ง. สมบัติไม่ฉิบหายเพราะโจรภัย อัคคีภัย อุทกภัย เป็นต้น จ. ย่อมได้อริยทรัพย์ ช. ย่อมไม่ได้ยินและไม่รู้จักคำว่า "ไม่มี " ฉ. อยู่ที่ไหนย่อมเป็นสุข เพราะไม่มีใครเบียดเบียน   ๔.ศีลข้อที่สาม ๔.๑ คำสมาทาน ว่าดังนี้.- กาเมสุ มิจฉาจารา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ  ข้าพเจ้าขอสมาทานสิกขาบท เจตนางดเว้นจากการประพฤติผิดในกาม ๔.๒ องค์ประกอบของศีลข้อที่สาม มี ๔ คือ.- ก. หญิงหรือชายที่เป็นบุคคลต้องห้าม(๒๐จำพวก) ข. มีความตั้งใจจะเสพ ค. กระทำความพยายามในการเสพ ง. พอใจกระทำมรรคให้ถึงกัน ๔.๓ อานิสงส์ของศีลข้อสาม มี ๗ ประการ คือ.- ก. ไม่มีศัตรูเบียดเบียน ข. เป็นที่รักของคนทั้งหลาย ค. มีทรัพย์สมบัติบริบูรณ์ ง. ไม่ต้องเกิดเป็นหญิงหรือกระเทย จ. เป็นผู้มีสง่า มีอำนาจมาก ช. เป็นผู้มีอินทรีย์ ๕ บริบูรณ์ ฉ. เป็นผู้มีความสุข ไม่ต้องทำงานหนัก ๕.ศีลข้อที่สี่ ๕.๑ คำสมาทาน ว่าดังนี้.- มุสาวาทา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ ข้าพเจ้าขอสมาทานสิกขาบท เจตนางดเว้นจากการพูดปด ๕.๒ องค์ประกอบของศีลข้อที่สี่ มี ๔ ประการ คือ.- ก. เรื่องไม่เป็นความจริง ข. มีความตั้งใจจะพูดให้ผิด ค. มีความพยายามที่จะพูดให้ผิด ง. คนอื่นรู้เนื้อความที่พูดนั้น ๕.๓ อานิสงส์ของศีลข้อที่สี่ มี ๗ ประการ คือ.- ก. มีอินทรีย์ผ่องใส ข. มีวาจาไพเราะ มีไรฟันสม่ำเสมอเป็นระเบียบดี ค. มีร่างกายสมส่วนบริบูรณ์ ผิวพรรณเปล่งปลั่ง ง. มีกลิ่นปากหอมเหมือนกลิ่นดอกบัว จ. มีวาจาศักดิ์สิทธิ์ เป็นที่เชื่อถือของคนทั่วไป ช. พูดจาไม่ติดอ่าง ไม่เป็นใบ้ ฉ. ริมฝีปากสวยงามแดงระเรื่อ ๖.ศีลห้าข้อที่ห้า ๖.๑ คำสมาทาน ว่าดังนี้.- สุรา เมระยะ มัชชะ ปะมาทัฏฐานา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ ข้าพเจ้าขอสมาทานสิกขาบท  เจตนางดเว้นจากการดื่มน้ำเมา คือ สุราและ   เมรัย อันเป็นที่ตั้งของความประมาท ๖.๒ องค์ประกอบของศีลข้อที่ห้า มี ๔ ประการคือ.- ก. น้ำที่ดื่มนั้นเป็นน้ำเมา ข. จิตคิดจะดื่มน้ำเมานั้น ค. พยายามดื่มน้ำเมานั้น ง. น้ำเมานั้นล่วงลำคอลงไป ๖.๓ อานิสงส์ของศีลข้อที่ห้า มี ๖ ประการ คือ.- ก. รู้กิจการในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต ได้รวดเร็ว ข. มีสติตั้งมั่นทุกเมื่อ ค. มีความรู้มาก มีปัญญามาก ง. ไม่บ้า ไม่ใบ้ ไม่มัวเมาหลงไหล จ. มีวาจาไพเราะ มีน้ำคำเป็นที่น่าเชื่อถือ ช. มีความซื่อสัตย์สุจริตด้วยกาย วาจา ใจ -------------๐๐๐--------------