คำนำ   รายงานนี้เป็นส่วนหนึ่งของการเรียนวิชาพระพุทธศาสนา   เพื่อให้ผู้     อ่านผู้ศึกษาได้เข้าใจรายละเอียดเกี่ยวกับความเป็นมาของประวัติพระพุทธศาสนา     อย่างละเอียด   หากรายงานฉบับนี้มีสิ่งผิดพลาดอย่างใดอย่างหนึ่ง ทางผู้จัดทำกราบขอ     อภัยไว้ ณ ที่นี้ด้วย     ด.ญ. ภัทริน จำปาน้อย      ผู้จัดทำ                   บทที่ 1  ประวัติและความสำคัญของพระพุทธศาสนา   บรรดาศาสนาสำคัญที่มีผู้นับถือเป็นจำนวนมากในปัจจุบัน     พระพุทธ     ศาสนานับว่าเป็นศาสนาที่มีอายุเก่าแก่เป็นอันดับสองรองจากศาสนาพราหมณ์ที่ดำรง     อยู่ในรูปของศาสนาฮินดู พระพุทธศาสนาอุบัติขึ้นในโลกเมื่อ 45 ปีก่อนพุทธศักราช (     พุทธศักราชเริ่มนับ  1  ถัดจากปีที่พระพุทธเจ้าเสด็จดับขันธปรินิพพาน)  ในดินแดน     ชมพูทวีปซึ่งในปัจจุบันได้แก่  ประเทศอินเดียและเนปาล โดยเริ่มขึ้นในวันที่พระพุทธ     เจ้าทรงแสดงปฐมเทศนาแก่พวกปัญจวัคคีย์ ซึ่งตรงกับวันเพ็ยเดือนอาสาฬหะ (ขึ้น 15      ค่ำเดือน   8)  จากวันนั้นเป็ฯต้นมา  พระพุทธเจ้าได้เสด็จจาริกออกเผยแผ่พระ     พุทธศาสนาไปทั่วชมพูทวีป  โดยในระยะแรกพระองค์เสด็จออกเผยแผ่พระพุทธศาสนา     เพียงพระองค์เดียว      เมื่อมีพุทธสาวกมากขึ้นก็ให้พุทธสาวกออกเผยแผ่พระพุทธ     ศาสนาด้วย   ทำให้พระพุทธศาสนามีความเจริญรุ่งเรืองและแผ่ขยายไปในชมพูทวีป     อย่างรวดเร็ว   ชาวชมพูทวีปพากันละทิ้งลัทธิเดิมแล้วหันมานับถือเลื่อมใสศรัทธาใน     พระพุทธศาสนามากขึ้น เป็นลำดับ   เมื่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จดับขันธปรินิพพานแล้ว   ต่อมาประมาณ     พุทธศตวรรษที่  3 พระเจ้าอโศกมหาราชผู้ทรงปกครองประเทศอินเดียในสมัยนั้น มี     ความศรัทธาเลื่อมใสในพระพุทธศาสนามาก พระองค์ได้ทรงให้ความอุปถัมภ์โดยทรง     จัดให้มีการทำสังคายนาพระพุทธศาสนาครั้งที่ 3 ขึ้นในปี พ.ศ. 236 ณ วัดอโศการาม      นครปาฎลีบุตรแคว้นมคธ (ปัจจุบันคือเมืองปัตนะ เมืองหลวงของรัฐพิหาร) ทรงอา     ราธนาพระโมคคัลลีบุตรติสสะเถระเป็นประธาน  หลังจากทำสังคายนาร้อยกรองพระ     ธรรมวินัยเสร็จสิ้นแล้ว  พระโมคคัลลีบุตรได้จัดคณะพระธรรมทูตออกเป็น  9  คณะ     แล้วส่งไปประกาศพระศาสนาในดินแดนต่าง ๆ ดังนี้   คณะที่ 1  มีพระมัชฌันติกเถระเป็นหัวหน้าคณะ   ไปเผยแผ่พระ     พุทธศาสนา  ณ  แคว้นกัษมีระ  และคันธาระ  ในปัจจุบันได้แก่ ประเทศปากีสถาน     และอัฟกานิสถาน  คณะที่ 2 มีพระมหาเทวะเป็นหัวหน้าคณะ ไปเผยแผ่พระพุทธศาสนา     ในแคว้นมหิสมณฑล  ปัจจุบันได้แก่  รัฐไมเซอร์และดินแดนแถบลุ่มแม่น้ำโคธาวารี ซึ่ง     อยู่ทางใต้ของประเทศอินเดีย  คณะที่ 3  มีพระรักขติเป็นหัวหน้าคณะ  ไปเผยแผ่พระพุทธศาสนา      ณ    วนวาสีประเทศ    ในปัจจุบัน   ได้แก่   ดินแดนทางตะวันตกเฉียงใต้ของ     ประเทศอินเดีย  คณะที่ 4 มีพระธรรมรักขติเป็นหัวหน้าคณะ ไปเผยแผ่พระพุทธศาสนา     ณ อปรันตกชนบท ปัจจุบันสันนิษฐานว่า คือดินแดนแถบชายทะเลเหนือเมืองบอมเบย์  คณะที่ 5 มีพระมหาธรรมรักขติเป็นหัวหน้าคณะ ไปเผยแผ่พระพุทธ     ศาสนา ณ แคว้นมหาราษฎร์ ปัจจุบันได้แก่ รัฐมหาราษฎร์ของประเทศอินเดีย  คณะที่ 6  มีพระมหารักขติเป็นหัวหน้าคณะ ไปเผยแผ่พระพุทธศาสนา     ในเอเซียกลาง ปัจจุบัน ได้แก่ ดินแดนที่เป็นประเทศอิหร่านและตุรกี  คณะที่ 7 มีพระมัชฌิมะเป็นหัวหน้าคณะ ไปเผยแผ่พระพุทธศาสนา ณ     ดินแดนแถบภูเขาหิมาลัย ปัจจุบันสันนิษฐานว่า คือ ประเทศเนปาล  คณะที่ 8 มีพระโสณะและพระอุตตระเป็นหัวหน้าคณะ ไปเผยแผ่     พระพุทธศาสนา  ณ  ดินแดนสุวรรณภูมิ  ซึ่งปัจจุบันคือประเทศในคาบสมุทรอินโดจีน      เช่น พม่า ไทย ลาว เขมร เป็นต้น  คณะที่ 9 มีพระมหินทเถระผู้เป็นพระราชโอรสของพระเจ้าอโศกมหา     ราช   เป็นหัวหน้าคณะไปเผยแผ่พระพุทธศาสนา   ณ   เกาะลังกา  ซึ่งในปัจจุบัน      ได้แก่ ประเทศศรีลังกา   การเผยแผ่พระพุทธศาสนาที่พระโมคคัลลีบุตรเถระดำเนินการโดยจัด     ส่งพระธรรมทูตคณะต่าง  ๆ  ประกาศพระศาสนาในต่างแดนนั้น  แม้ส่วนใหญ่จะยัง     อยู่ในอาณาเขตของชมพูทวีปหรือประเทศอินเดียในปัจจุบัน แต่ก็ทำให้พระพุทธศาสนา     ได้แพร่หลายกว้างไกลออกไปยังดินแดนต่าง ๆ ดังจะได้อธิบายในหัวข้อต่อไป      พระพุทธศาสนาในทวีปเอเซีย     ประเทศจีน     การเผยแผ่พระพุทธศาสนาเข้ามาในประเทศจีน   พระพุทธศาสนาได้เข้ามาในประเทศจีนดังที่ได้ปรากฎหลักฐาน    เมื่อ     ประมาณพุทธศักราช  608  ในสมัยของพระจักรพรรดิเม่งเต้ แห่งราชวงศ์ฮั่น พระ     องค์ได้จัดส่งคณะทูต  18 คน ไปสืบพระพุทธศาสนาในอินเดีย คณะทูตชุดนี้ได้เดินทา     งกลับประเทศจีนพร้อมด้วยพระภิกษุ  2  รูป คือ พระกาศยปมาตังคะ และพระธรรม     รักษ์ รวมทั้งคัมภีร์ของพระพุทธศาสนาอีกส่วนหนึ่งด้วย  เมื่อพระเถระ   2  รูปพร้อมด้วยคณะทูตมาถึงนครโลยาง  พระเจ้า     ฮั่นเม่งเต้ได้ทรงสั่งให้สร้างวัดเพื่อเป็นที่อยู่ของพระเถระทั้ง  2  นั้น ซึ่งมีชื่อว่า วัด     แปะเบ๊ยี่  แปลเป็นภาษาไทย  วัดม้าขาว  เพื่อเป็นอนุสรณ์แก่ม้าตัวที่ได้บรรทุกพระ     คัมภีร์ทางพระพุทธศาสนามากับพระเถระทั้งสอง       หลังจากนั้นพระกาศยปมาตัง     คะกับพระธรรมรักษ์ ได้แปลพระคัมภีร์พระพุทธศาสนาเป็นภาษาจีนเล่มแรก  ในสมัยราชวงศ์ฮั่น  แม้ว่าพระพุทธศาสนาจะเป็นที่เลื่อมใสแต่ก็ยังจำกัด     อยู่ในวงแคบคือในหมู่ข้าราชการและชนชั้นสูงแห่งราชสำนักเป็นส่วนใหญ่   ยังไม่แพร่     หลายในหมู่ประชาชนชาวเมือง   เพราะชาวจีน  ส่วนใหญ่ยังคงนับถือลัทธิขงจื้อและ     ลัทธิเต๋า  จนกระทั่งโม่งจื้อนักปราชญ์ผู้มีความสามารถยิ่งได้แสดงหลักธรรมของพระ     พุทธศาสนาให้ชาวเมืองได้เห็นถึงความจริงแท้อันลึกซึ้งของพระพุทธศาสนาเหนือกว่า     ลัทธิศาสนาเดิม   กับอาศัยความประพฤติอันบริสุทธิ์ของพระสงฆ์เป็นเครื่องจูงใจให้     ชาวจีนเกิดศรัทธาเลื่อมใส จนทำให้ชาวเมืองหันมาเคารพนับถือพระพุทธศาสนามาก     กว่าลัทธิศาสนาอื่น ๆ พระพุทธศาสนาก็เจริญรุ่งเรืองมาเป็นลำดับ จนถึงราชวงศ์ถัง      (พ.ศ. 1161-1450) พระพุทธศาสนาก็เจริญสูงสุด เพราะได้รับการสนับสนุนจาก     พระจักรพรรดิตลอดจนนักปราชญ์ราชบัณฑิตต่าง   ๆ  โดยมีการสร้างวัดขึ้นหลายแห่ง      และมีการแปลพระสูตรจากภาษาบาลีเป็นภาษาจีนมากมาย  พระพุทธศาสนาเริ่มเสื่อมลงเมื่อพระเจ้าบูจงขึ้นปกครองประเทศ      เพราะพระเจ้าบูจงทรงเลื่อมใสในลัทธิเต๋า พระองค์ได้ทำลายพระพุทธศาสนา เช่น      ให้ภิกษุภิกษุณีลาสิกขาบท  ยึดวัด  ทำลายพระพุทธรูป เผาคัมภีร์ เป็นต้น พระพุทธ     ศาสนาไม่ได้รับการอุปถัมภ์จากราชสำนัก ก็เริ่มเสื่อมลงตั้งแต่บัดนั้น      พระพุทธศาสนาในประเทศจีนปัจจุบัน   ใน  พ.ศ.  2455 ประเทศจีนได้เปลี่ยนชื่อประเทศเป็นสาธารณรัฐจีน      รัฐบาลไม่ได้สนับสนุนในพระพุทธศาสนา  แต่สนับสนุนแนวความคิดของลัทธิมาร์กซิสต์     ซึ่งลัทธิดังกล่าว  ได้โจมตีพระพุทธศาสนาตลอดมา และมีการกระทำที่เป็นปฏิปักษ์     ต่อพระพุทธศาสนามากขึ้น  โดยเอาวัดไปใช้เป็นสถานที่ราชการอื่น  ๆ สถานการณ์     ของพระพุทธศาสนาจึงยังไม่ดีขึ้น   ใน  พ.ศ. 2465 พระสงฆ์ชาวจีนรูปหนึ่ง ชื่อว่า พระอาจารย์ไท้สู ได้     ช่วยกู้ฐานะของพระพุทธศาสนาไว้บางส่วนคือ    ท่านได้ทำการปฏิรูปพระพุทธศาสนา     อย่างจริงจัง  แม้จะมีกำลังน้อย  เริ่มด้วยการตั้งวิทยาลัยสงฆ์ขึ้นที่  วูชัง เอ้หมึง      เสฉวน  และหลิ่งนาน เพื่อฝึกผู้นำทางพระพุทธศาสนาให้มีความรู้ทางพระธรรมวินัย     และวิชาการทางโลกสมัยใหม่  แล้วนำมาเผยแผ่เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อสังคม จน     มีผู้คนเลื่อมใสมากขึ้น  จึงได้จัดตั้งพุทธสมาคมแห่งประเทศจีนขึ้นใน  พ.ศ.  2472      ความพยายามของพระอาจารย์ไท้สู    ทำให้ประชาชนและรัฐบาลเข้าใจในพระพุทธ     ศาสนาดีขึ้น   ทางราชการได้ออกคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์สินของวัด   ห้ามนำไปใช้ในกิจ     การอื่น  ใน พ.ศ. 2473 สาธารณรัฐจีนมีพระภิกษุและภิกษุณีรวม 738,000 รูป มี     วัดทั้งสิ้น 267,000 วัด ซึ่งนับว่าพระพุทธศาสนาเจริญในประเทศจีนพอสมควร   พ.ศ.   2472   สาธารณรัฐได้เปลี่ยนชื่อประเทศอีกครั้งหนึ่ง   เป็น     สาธารณรัฐประชาชนจีน  ปกครองด้วยลัทธิคอมมิวนิสต์  ลัทธิคอมมิวนิสต์นี้มีคำสอนที่     ขัดแย้งกับพระพุทธศาสนาเป็นอย่างมาก        พระพุทธศาสนาจึงไม่อาจอยู่ได้ใน     สาธารณรัฐประชาชนจีน   ในระยะแรกพรรคคอมมิวนิสต์เห็นว่าพระพุทธศาสนายังมี     อิทธิพลอยู่ในจิตใจของประชาชนจีนจึงยังไม่ใช้ความรุนแรง   จนใน  พ.ศ.  2494      รัฐบาลได้ออกกฎหมาย   เพิกถอนสิทธิ์วัดในการยึดครองที่ดิน  ซึ่งเป็นการบีบให้พระ     สงฆ์ต้องลาสิกขาบทโดยทางอ้อม  พระภิกษุที่ยังไม่ลาสิกขาบทก็ต้องไปประกอบอาชีพ     เอง  เช่น  ทำไร่  ทำนา  เป็นต้น ทั้งที่ยังครองเพศเป็นพระภิกษุอยู่ และในช่วง     ปฏิวัติวัฒนธรรมครั้งใหม่ของสาธารณรัฐประชาชนจีน  เมื่อ พ.ศ. 2509-2512 ได้     มีเหตุการณ์ที่กระทบกระเทือนต่อพระพุทธศาสนาเป็นอย่างมากคือ   รัฐบาลได้ยึดวัด     เป็นของราชการ  ห้ามประกอบศาสนกิจต่าง  ๆ การเผยแผ่พระพุทธศาสนาถือเป็น     การผิดกฎหมาย พระภิกษุถูกบังคับให้ลาสิกขา พระคัมภีร์ต่าง ๆ ถูกเผา พระพุทธ     รูปและวัดถูกทำลายไปเป็นอันมาก  จากเหตุการณ์นี้ทำให้พระพุทธศาสนา  เกือบจะ     สูญสิ้นไปจากประเทศจีนเลยทีเดียว  เมื่อประธานพรรคคอมมิวนิสต์จีน  เหมา เจ๋อ      ตุง  ได้ถึงแก่อสัญกรรมใน พ.ศ. 2519 รัฐบาลชุดใหม่ของจีนก็คลายความเข้มงวด     ลงบ้างและให้เสรีภาพในการนับถือศาสนาของประชาชนมากขึ้น   ในปัจจุบันได้มีการฟื้นฟูพระพุทธศาสนาลัทธิมหายานขึ้นมาใหม่      ใน     ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน   นอกจากนี้รัฐบาลจีนยังให้การสนับสนุนจัดตั้งพุทธ     สมาคมแห่งประเทศจีน   และสภาการศึกษาพระพุทธศาสนาแห่งประเทศจีนขึ้นในกรุง     ปักกิ่งด้วย   เพื่อเป็นศูนย์กลางการติดต่อเผยแผ่พระพุทธศาสนากับประเทศต่าง  ๆ      ทั่วโลก        ปัจจุบันนี้ชาวจีนส่วนใหญ่นับถือพระพุทธศาสนาควบคู่ไปกับการนับถือ     ลัทธิขงจื้อ และลัทธิเต๋า      ประเทศเกาหลี     การเผยแผ่พระพุทธศาสนาเข้ามาในประเทศเกาหลี   พระพุทธศาสนาเริ่มแผ่เข้าสู่ประเทศเกาหลีเมื่อ  พ.ศ.  915  โดย     สมณทูต ซุนเตา เดินทางจากจีนแผ่นดินใหญ่เข้ามาเผยแผ่พระพุทธศาสนาในอาณาจักร     โกคุริโอ  คือประเทศเกาหลีในปัจจุบัน  พระพุทธศาสนาได้ขยายเข้ามาในเกาหลี     อย่างรวดเร็ว  เพียงระยะเวลา  20 ปี ก็มีการสร้างวัดขึ้นมากมาย เฉพาะเมือง     หลวงแห่งเดียว มีถึง 9 วัด   ประเทศเกาหลีในสมัยก่อนนั้นประกอบด้วย  3 อาณาจักร คือ โกคุริโอ      ปีกเช  และซิลลา  แต่ผู้นำทั้ง  3  อาณาจักรก็นับถือพระพุทธศาสนา  และให้การ     สนับสนุนกิจการต่าง  ๆ  อันเกี่ยวกับพระพุทธศาสนาเสมอ และที่สำคัญได้ทรงถือว่า     พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ  เพราะคำสอนของพระพุทธศาสนาเป็นสิ่งที่ส่ง     เสริม   และให้การศึกษาแก่ประชาชน   และเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของประชาชน      พร้อมทั้งสร้างความสามัคคีให้เกิดขึ้นในชาติ     พระพุทธศาสนาจึงมีความเจริญรุ่ง     เรืองตลอดมา   ครั้นถึง พ.ศ. 1935 พระพุทธศาสนาในเกาหลีก็เริ่มเสื่อมลงเมื่อราช     วงศ์โซซอนขึ้นมามีอำนาจ    ราชวงศ์นี้ได้เชิดชูลัทธิขงจื้อให้เป็นศาสนาประจำชาติ      จึงทำการกดขี่ผู้ที่นับถือพระพุทธศาสนา   จนทำให้พระสงฆ์ต้องหนีออกไปอยู่อย่างสงบ     ตามชนบท และป่าเขา   พ.ศ.   2453  ประเทศเกาหลีได้ตกอยู่ภายใต้การปกครองของญี่ปุ่น      ราชวงศ์เกาหลีก็สิ้นสุดลง   เมื่อญี่ปุ่นเข้าปกครองเกาหลีก็ได้ออกกฎข้อบังคับควบคุม     วัดวาอารามต่าง  ๆ  และพยายามก่อความเสียหายให้เกิดขึ้นแก่คณะสงฆ์  เช่น ส่ง     เสริมให้พระสงฆ์มีครอบครัวได้และดำรงชีวิตเหมือนฆราวาส     จุดประสงค์ก็เพื่อ     ทำลายพระพุทธศาสนา   ตอนปลายสงครามโลกครั้งที่สอง    กองทัพสหภาพโซเวียต    และ     สหรัฐอเมริกาได้เข้ายึดเกาหลีจากญี่ปุ่น  เมื่อ พ.ศ. 2488 เกาหลีจึงถูกแบ่งเป็น      2  ประเทศ ที่เส้นขนานที่ 38 องศาเหนือ กล่าวคือ ทางตอนเหนืออยู่ภายใต้การคุ้ม     ครองดูแลของสหภาพโซเวียต  มีชื่อประเทศว่า  สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชน     เกาหลี          ทางตอนใต้อยู่ภายใต้การดูแลของสหรัฐอเมริกามีชื่อประเทศว่า      สาธารณรัฐเกาหลี  เมื่อเกาหลีพ้นจากการปกครองของญี่ปุ่นแล้ว ชาวพุทธทั้งหลาย     ในเกาหลี   โดยเฉพาะพระภิกษุสงฆ์ได้มีการเคลื่อนไหว  โดยการประชุมใหญ่แล้ว     ลงมติให้รัฐบาลยกเลิกข้อบังคับต่าง  ๆ ที่ขัดแย้งกับหลักของพระพุทธศาสนาซึ่งตราขึ้น     ในสมัยที่ญี่ปุ่นยึดครอง  พร้อมทั้งให้คณะสงฆ์มีการปกครองตนเอง  โดยมีสำนักงาน     อยู่ในนครหลวงและจังหวัดต่าง ๆ ให้มีสภาบริหารตนเองซึ่งอยู่ภายใต้การควบคุมของ     สำนักงานใหญ่   และได้มีการจัดประชุมเพื่อตราธรรมนูญปกครองคณะสงฆ์ขึ้นที่สำนัก     งานใหญ่ เมื่อ พ.ศ. 2489      พระพุทธศาสนาในประเทศเกาหลีในปัจจุบัน   พระพุทธศาสนาในเกาหลีเหนือนั้นไม่สามารถที่จะรู้สถานการณ์ได้      เพราะเกาหลีเหนือปกครองด้วยลัทธิคอมมิวนิสต์  ซึ่งไม่สนับสนุนพระพุทธศาสนา ดัง     นั้นพระพุทธศาสนาจึงเจริญรุ่งเรืองในเกาหลีใต้มากกว่า   ในปัจจุบันคณะสงฆ์ในประเทศเกาหลีใต้ ถือว่าเป็นคณะสงฆ์ที่มีความก้าว     หน้ามากที่สุดปรับตัวให้ทันกับเหตุการณ์ต่าง  ๆ  อยู่เสมอเพื่อความมั่นคงของพระพุทธ     ศาสนานั่นเอง  กิจการที่พระสงฆ์เกาหลีใต้สนใจ  และทำกันอย่างเข้มแข็งจริงจังที่     สุดคือ  การศึกษา ซึ่งเรื่องนี้เป็นการสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาล ในด้านการ     ศึกษานอกจากจะมีโรงเรียนพระปริยัติธรรมสำหรับสอนพระภิกษุ ภิกษุณี สามเณร และ     สามเณรีแล้ว  คณะสงฆ์เกาหลีใต้ยังมีสถานศึกษาฝ่ายสามัญระดับต่าง ๆ ที่เปิดรับนัก     ศึกษาชายหญิงโดยทั่วไปด้วย ซึ่งสถาบันเหล่านี้มีคฤหัสถ์เป็นผู้บริหาร แต่อยู่ในความ     ควบคุมดูแลของคณะกรรมาธิการฝ่ายการศึกษาของคณะสงฆ์  สถานศึกษาเหล่านี้แยก     ประเภทได้ดังนี้  มหาวิทยาลัยและวิทยาลัย 3 แห่ง  โรงเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย 11 แห่ง  โรงเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น 16 แห่ง  โรงเรียนประถมศึกษา 3 แห่ง  โรงเรียนอนุบาล 7 แห่ง   มหาวิทยาลัยพระพุทธศาสนาที่เก่าแก่ที่สุดของเกาหลี           คือ      มหาวิทยาลัยดงกุก  ตั้งขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2449 ปัจจุบันมีนักศึกษาชายหญิงทั้งหมดประ     มาณ 6,000 คน มีภิกษุสามเณรศึกษาอยู่ด้วยประมาณ 60 รูป   ในพ.ศ. 2507 คณะสงฆ์เกาหลีใต้ได้ตั้งโครงการแปลและจัดพิมพ์พระ     ไตรปิฎกฉบับเกาหลีขึ้น    เรียกว่า    ศูนย์แปลพระไตรปิฎกเกาหลี    ตั้งอยู่ใน     มหาวิทยาลัยดงกุก   สถิติเกี่ยวกับวัด พระสงฆ์ และพุทธศาสนิกชนในประเทศเกาหลีใต้ มีดังนี้  วัดภิกษุสงฆ์ 1,400 วัด  วัดภิกษุณี 300 วัด  รวมทั้งสิ้น 1,700 วัด  ภิกษุและสามเณร 8,925 รูป  ภิกษุณีและสามเณรี 3,326 รูป  รวมทั้งสิ้น 12,251 รูป  อุบาสก 2,658,582 คน  อุบาสิกา 1,227,910 คน  รวมทั้งสิ้น 3,886,492 คน   ในเกาหลีใต้พลเมืองประมาณ  23 ล้านคน นับถือพระพุทธศาสนานิกาย     เซนผสมกับความเชื่อในพระอมิตาภพุทธ      และพระศรีอารยเมตไตรย     หรือ     พระเมตตรัยโพธิสัตว์      ประเทศญี่ปุ่น     การเผยแผ่พระพุทธศาสนาเข้ามาในประเทศญี่ปุ่น   พระพุทธศาสนาเข้าสู่ประเทศญี่ปุ่นโดยผ่านทางเกาหลี     ในหนังสือ     ประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นชื่อ  นิฮอนโกชิ  ได้บันทึกไว้ว่า  วันที่  13 ตุลาคม พ.ศ. 1095      เป็นปีที่  13  ในรัชกาลพระเจ้ากิมเมจิ  จักรพรรดิองค์ที่ 29 ของญี่ปุ่น พระพุทธ     ศาสนาได้เข้าสู่ญี่ปุ่น  โดยพระเจ้าเชเมโว  แห่งเกาหลี ส่งราชทูตไปยังราชสำนัก     พระเจ้ากิมเมจิ  พร้อมด้วยพระพุทธรูป  ธง คัมภีร์พุทธรรมและพระราชสาส์น แสดง     พระราชประสงค์ที่จะขอให้พระเจ้ากิมเมจิรับนับถือพระพุทธศาสนา          พระ     เจ้ากิมเมจิทรงรับด้วยความพอพระทัยนี้เป็นการเริ่มต้นของพระพุทธศาสนาในญี่ปุ่น   พระพุทธศาสนาได้เจริญขึ้นในประเทศญี่ปุ่น          ในสมัยของพระ     จักรพรรดิกิมเอจิเป็นอย่างมาก     แต่ภายหลังที่พระองค์สิ้นพระชนม์แล้ว    พระ     จักรพรรดิองค์ต่อ  ๆ  มาก็มิได้ใส่พระทัยในพระพุทธศาสนา ปล่อยให้พระพุทธศาสนา     เสื่อมโทรงลง  จนถึงสมัยของจักรพรรดินีซุยโก  ได้ทรงสถาปนาเจ้าชายโชโตกุเป็น     ผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน  เมื่อ พ.ศ. 1135 เจ้าชายพระองค์นี้เองที่ได้ทรงวางราก     ฐานการปกครองประเทศญี่ปุ่น      และสร้างสรรค์วัฒนธรรมพร้อมทั้งทรงเชิดชูพระ     พุทธศาสนา  และในวันที่  1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 1137 พระองค์ได้ประกาศพระราช     โองการเชิดชูพระรัตนตรัย  อันเป็นพระราชโองการของพระจักรพรรดิที่ยกย่องพระ     พุทธศาสนา พระพุทธศาสนาได้เจริญรุ่งเรืองอย่างมั่นคงในญี่ปุ่น ประชาชนญี่ปุ่นรวม     เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ข้าราชการทหาร และพลเรือนทั้งปวง ต่างแข่งขันกันสร้าง     วัดในพระพุทธศาสนา  และสำนักปฏิบัติธรรมเป็นอันมาก  ยุคสมัยนี้ได้ชื่อว่า ยุคโฮโก      คือยุคที่สัทธรรมไพโรจน์  เจ้าชายโชโตกุได้ทรงประกาศธรรมนูญ  17 มาตรา ซึ่ง     เป็นธรรมนูยที่ประกาศหลักสามัคคีธรรมของสังคมด้วยการเคารพ เชื่อถือพระรัตนตรัย      นอกจากนี้ยังทรงแสดงพระธรรมเทศนาซึ่งถือว่าเป็นการเริ่มต้นการแสดงเทศนา     เกี่ยวกับพระสูตรในประเทศญี่ปุ่น  ในสมัยนี้ได้มีการติดต่อทางวัฒนธรรมนำเอาตำรา      และคัมภีร์พระพุทธศาสนา และอรรถกถาต่าง ๆ เข้าสู่ประเทศญี่ปุ่น แม้ตัวเจ้าชาย     เองก็ได้ทรงแต่งคัมภีร์อรรถกถาของพระองค์เองด้วย      เจ้าชายโชโตกุสิ้นพระ     ชนม์เมื่อ  พ.ศ. 1165 บรรดาประชาชนทั้งปวงมีความเศร้าโศกเป็นอันมาก จึงได้     ร่วมใจกันสร้างพระพุทธรูปขนาดเท่าองค์เจ้าชายโชโตกุขึ้น  1  องค์ ประดิษฐานไว้     เป็นอนุสรณ์  ที่วัดโฮริวจิ  หลังจากนั้นมาพระพุทธศาสนาก็ถูกแบ่งออกเป็นหลายนิกาย      พระพุทธศาสนาหยุดชะงักความเจริญก้าวหน้ามาตลอด  เพราะนโยบายการปกครอง     ประเทศบีบบังคับทางอ้อมจนถึงยุคเมอิจิ     พระพุทธศาสนาก็ยิ่งเสื่อมหนักลงไปอีก      ลัทธิชินโตได้รับความนิยมนับถือแทนศาสนาพุทธ  นอกจากนี้ศาสนาคริสต์ก็เริ่มเผยแผ่     พร้อมกับวัฒนธรรมตะวันตกหลั่งไหลเข้ามาในญี่ปุ่น เมื่อการศึกษาเจริญมากขึ้น พระ     พุทธศาสนาถูกยกขึ้นมาในแง่ของวิชาการ   พระสงฆ์เริ่มงานการศึกษาและวิจัยอย่าง     จริงจังกว้างขวางตามวิธีสมัยใหม่  ส่วนหน้าที่ในการประกอบพิธีกรรมอันศักดิ์สิทธิ์นั้น       พระสงฆ์แต่ละนิกายก็ยังคงจัดพิธีกรรมเป็นประเพณีตามนิกายของตน      พระพุทธศาสนาในญี่ปุ่นในปัจจุบัน   ในปัจจุบันชาวญี่ปุ่นนับถือพระพุทธศาสนาควบคู่ไปกับศาสนาชินโตพระ     พุทธศาสนาแบ่งออกเป็นหลายนิกายที่สำคัญมี 5 นิกายดังนี้   1. นิกายเทนได (เทียนไท้)  พระไซโจ (เด็งกะโยไดชิ) เป็นผู้ตั้ง มีหลักคำสอนเป็นหลักธรรมชั้นสูง      ส่งเสริมให้บูชาพระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบันและพระโพธิสัตว์   2. นิกายชินงอน  พระกุไกเป็นผู้ตั้งในเวลาใกล้เคียงกับนิกายเทนได   มีหลักคำสอนตาม     นิกายตันตระ สอนให้คนบรรลุโพธิญาณด้วยการสวดมนต์อ้อนวอน ถือคัมภีร์มหาไวโรจน     สูตรเป็นสำคัญ   3. นิกายโจโด (สุขาวดี)  โฮเนนเป็นผู้ตั้งเมื่อ  พ.ศ.  1718  นิกายนี้สอนว่า  สุขาวดีเป็นแดน     อมตสุข ผู้จะไปถึงได้ด้วยออกพระนามพระอมิตาภพุทธ นิกายนี้มีนิกายย่อยอีกมาก เช่น      โจโดชิน (สุขาวดีแท้) ตั้งโดยชินแรน มีคติว่า ฮิโชฮิโชกุ ไม่มีพระไม่มีฆราวาส ทำ     ให้พระในนิกายนี้มีภรรยาได้ฉันเนื้อได้ มีความเป็นอยู่คล้ายฆราวาส   4. นิกายเซน (ชยาน หรือ ฌาน)  นิกายนี้ถือว่า  ทุกคนมีธาตุพุทธะอยู่ในตัว ทำอย่างไรจึงจะให้ธาตุพุทธะ     นี้ปรากฎออกมาได้โดยความสามารถของตัวเอง   สอนให้ดำเนินชีวิตอย่างง่าย  ให้     เข้าถึงโพธิญาณอย่างฉับพลัน   นิกายนี้คนชั้นสูง   และพวกนักรบนิยมมาก  เป็นต้น     กำเนิดของลัทธิบูชิโด นับถือพระโพธิธรรมผู้นำมาเผยแพร่ในประเทศจีน   5. นิกายนิชิเรน  นิชิเรนเป็นผู้ตั้ง นับถือสัทธรรมปุณนาริกสูตรอย่างเดียว โดยภาวนาว่า  นะมึ  เมียว  โพเรงเงเกียว (นโม สทฺธมฺมปุณฺฑริก สุตฺตสฺส ขอนอบ     น้อมแด่  สัทธรรม  ปุณฑริกสูตร)  เมื่อเปล่งคำนี้ออกมาด้วย ความรู้สึกว่ามีตัวธาตุ     พุทธะอยู่ในใจ ก็บรรลุถึงโพธิได้   หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 มีนักการศึกษามากมายพยายามเชื่อมประสาน     พระพุทธศาสนานิกายต่าง  ๆ  เข้าด้วยกัน โดยจัดตั้งเป็นองค์การขึ้น องค์การสื่อ     สัมพันธ์ระหว่างชาวพุทธที่ใหญ่ที่สุด คือ พุทธศาสนิกสัมพันธ์แห่งญี่ปุ่น ตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 23      สิงหาคม 2500 มีสำนักงานอยู่ที่วัดซุกิจิ ฮองวันจิ ในนครโตเกียว   กิจการทางพระพุทธศาสนาที่สำคัญและมีจุดเด่นก้าวหน้าที่สุดของญี่ปุ่น คือ      การจัดการศึกษา  ซึ่งพระพุทธศาสนาของนิกายต่าง  ๆ จะมีมหาวิทยาลัย วิทยาลัย      โรงเรียนระดับมัธยมและประถมเป็นของตนเองจำนวนมาก   ในด้านความเป็นอยู่ของพระสงฆ์ในปัจจุบันนี้   พระส่วนใหญ่จะมีครอบ     ครัวได้ ยกเว้นพระระดับเจ้าอาวาสจะมีครอบครัวไม่ได้ และตำแหน่งพระยังสืบทอด     เป็นมรดกแก่บุตรคนโตได้ด้วย   ประเทศญี่ปุ่นในปัจจุบันเป็นประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจ  ประชา     ชนดำเนินชีวิตด้วยความเร่งรีบเพราะมีการแข่งขันกันรุนแรง   ทำให้มีความเครียด     และมีปัญหาด้านสุขภาพจิต   เป็นโรคประสาท  โรคจิต  และฆ่าตัวตายมีสถิติสูงมาก      สิ่งที่จะช่วยบรรเทาความเครียดได้ก็คือการปฏิบัติตามหลักธรรมในพระพุทธศาสนา      เนื่องจากญี่ปุ่นชอบความรวดเร็วให้ได้ผลทันใจ   พระพุทธศาสนานิกายเซนจึงเป็นที่     นิยม  และมีการสร้างนิกายใหม่ ๆ หรือลัทธิใหม่ ๆ ที่ปฏิบัติได้ผลรวดเร็วอีกมาก คน     ญี่ปุ่นส่วนหนึ่งไม่นับถือศาสนาใดเลย แต่ยึดถือลัทธิการเมืองตามความชอบใจของตน      ประเทศเนปาล     การเผยแผ่พระพุทธศาสนาเข้ามาในประเทศเนปาล   พระพุทธศาสนาแพร่เข้าสู่ประเทศเนปาลทางประเทศอินเดียแต่เดิมนั้น      ประเทศเนปาลเป็นส่วนหนึ่งของประเทศอินเดีย  สถานที่ประสูติของพระพุทธเจ้าคือ     สวนลุมพินีอยู่ในเขตประเทศเนปาล   ปัจจุบัน  ในสมัยพุทธกาล  พระพุทธเจ้าเคย     เสด็จไปโปรดพระญาติที่กรุงกบิลพัสดุ์และทรงห้ามพระญาติฝ่ายศากยะ  กับฝ่ายโกลิยะ     วิวาทกัน   ซึ่งหมายความว่าเคยเสด็จในเขตประเทศเนปาลปัจจุบัน  หลังพุทธปริ     นิพพาน  พระอานนท์ไปเผยแผ่พระศาสนาในบริเวณนั้น แสดงว่าชาวเนปาลส่วนหนึ่ง     นับถือพระพุทธศาสนามาแต่ครั้งพุทธกาลแล้ว   ในสมัยพระเจ้าอโศกได้พระราชทานพระราชธิดาพระนามว่าจารมติให้     แก่ขุนนางผู้ใหญ่ชาวเนปาล    พระเจ้าอโศกและเจ้าหญิงจารุมตีได้ทรงสร้างวัดและ     เจดีย์หลายแห่ง ซึ่งยังคงปรากฎอยู่ที่นครกัฐมัณฑุในปัจจุบัน   ในสมัยที่ชาวมุสลิมเข้ารุกรานแคว้นพิหาร      และเบงกอล     ใน     ประเทศอินเดีย พระภิกษุจากอินเดียต้องหลบหนีภัยเข้าไปอาศัยอยู่ในเนปาล ซึ่งพระ     ภิกษุเหล่านั้นก็ได้นำคัมภีร์อันมีค่ามากมายไปด้วย และมีการเก็บรักษาไว้เป็นอย่างดีจน     ถึงทุกวันนี้  และเมื่อมหาวิทยาลัยนาลันทา (ในประเทศอินเดีย) ถูกทำลายซึ่งทำให้     พระพุทธศาสนาเสื่อมสูญไปจากอินเดียแล้ว ก็ส่งผลให้พระพุทธศาสนาในเนปาลพลอย     เสื่อมลงด้วย  คุณลักษณะพิเศษที่เป็นเครื่องหมายประจำพระพุทธศาสนา  เช่น ชีวิต     พระสงฆ์ในวัดวาอาราม   การต่อต้านการถือวรรณะ  การปลดเปลื้องความเชื่อถือ     ไสยศาสตร์ต่าง ๆ เป็นต้นก็เลือนหายไป   พระพุทธศาสนาในประเทศเนปาลในยุคแรก   เป็นพระพุทธศาสนาแบบ     ดั้งเดิมหรือแบบเถรวาท  ต่อมาเถรวาทเสื่อมสูญไป  เนปาลได้กลายเป็นศูนย์กลาง     ของพระพุทธศาสนามหายานนิกายตันตระ       ซึ่งใช้คาถาอาคมและพิธีกรรมแบบ     ไสยศาสตร์  นอกจากนี้ได้มีนิกายพุทธปรัชญาสำนักใหญ่  ๆ เกิดขึ้นอีก 4 นิกาย คือ      สวาภาวิภะ  ไอศวริกะ  การมิกะ และยาตริกะ ซึ่งแต่ละนิกายก็ยังแยกเป็นอีก     หลายสาขา  แต่นิกายต่าง  ๆ  เหล่านี้แสดงให้เห็นถึงการผสมผสานเข้าด้วยกันของ     ความคิดทางปรัชญาหลาย ๆ อย่างเท่าที่เกิดขึ้นตามอิทธิพลของพระพุทธศาสนา      พระพุทธศาสนาในประเทศเนปาลในปัจจุบัน       ได้มีการฟื้นฟูพระพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาทขึ้นในประเทศเนปาล  โดยส่ง     ภิกษุสามเณรไปศึกษาในประเทศที่นับถือพระพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาท เช่น ประเทศไทย      ประเทศพม่า  ประเทศศรีลังกา  โดยเฉพาะในประเทศไทยนั้น พระภิกษุสามเณร     ชาวเนปาล  ซึ่งได้บรรพชาและอุปสมบทแบบเถรวาท  ได้มาศึกษาปริยัติธรรม  และ     ศึกษาในมหาวิทยาลัยสงฆ์   2  แห่ง  คือ  มหามกุฏราชวิทยาลัย  และมหาจุฬาลง     กรณ์ราชวิทยาลัย    นอกจากนั้นคณะสงฆ์เนปาลยังได้กราบทูลเชิญเสด็จสมเด็จพระ     ญาณสังวรสมเด็จพระสังฆราชแห่งประเทศไทยไปให้บรรพชาอุปสมบทแก่กุลบุตร     ชาวเนปาล   ณ  กรุงกัฐมัณฑุ  พร้อมทั้งทรงแสดงพระธรรมเทศนาโปรดชาวเนปาล      นอกจากนี้สมาคมธรรมโมทัยสภา  ได้อุปถัมภ์ให้พระภิกษุจากประเทศศรีลังกา  และ     พระภิกษุสงฆ์ในประเทศเนปาลที่ได้รับการอบรมมาจากประเทศศรีลังกา   ออกเผย     แผ่พระพุทธศาสนาอย่างจริงจัง  พร้อมทั้งมีการแปลพระสูตรจากภาษาบาลีเป็นภาษา     ถิ่นพิมพ์ออกเผยแพร่เป็นจำนวนมากด้วย      พระพุทธศาสนาในประเทศยุโรป   พระพุทธศาสนาได้เผยแผ่เข้าสู่ทวีปยุโรปตั้งแต่สมัยพุทธศตวรรษต้น   ๆ      แล้ว   แต่ไม่ได้รับความสนใจ  จนกระทั่งช่วงหลังพุทธศตวรรษที่  21  เป็นต้นมา      ประเทศในทวีปยุโรปบางประเทศได้แสวงหาอาณานิคม    ประเทศทางทวีปเอเซีย     หลายประเทศตกเป็นอาณานิคมของประเทศในทวีปยุโรปเหล่านั้น     พลเมืองของ     ประเทศในอาณานิคม บางส่วนได้อพยพเข้าไปอยู่ในประเทศยุโรปที่เป็นเจ้าอาณานิคม      ซึ่งคนเหล่านี้ส่วนใหญ่นับถือพระพุทธศาสนา   เมื่อไปอยู่ในประเทศใด  ก็ยังคง     ประพฤติปฏิบัติตามหลักธรรมคำสอนในพระพุทธศาสนา ทำให้ชาวยุโรปเกิดความสนใจ      นอกจากนี้ชาวยุโรปบางคนที่ถูกส่งไปประจำอยู่ในประเทศอาณานิคม  ก็ได้พบเห็น     ชาวพื้นเมืองในประเทศนั้นดำเนินชีวิตตามหลักธรรมในพระพุทธศาสนา   มีพิธีกรรม      ประเพณีต่าง  ๆ  ที่เกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนา ก็ให้ความสนใจ ศึกษาค้นคว้าพระ     ไตรปิฎกและคัมภีร์ต่าง  ๆ  เพิ่มเติม และเมื่อได้พบว่าพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาที่     ตั้งอยู่บนหลักเหตุผล     หลักธรรมในพระพุทธศาสนานำไปใช้ดำเนินชีวิตได้อย่างดี      จึงเกิดความเลื่อมใสหันเหจากลัทธิที่ตนยึดมั่นอยู่  มานับถือพระพุทธศาสนา และยัง     เผยแผ่หลักธรรมทางพระพุทธศาสนาในหมู่ชาวยุโรปด้วยกัน   ทำให้ชาวยุโรปเลื่อม     ใสศรัทธาในพระพุทธศาสนามากขึ้น  พระพุทธศาสนาในประเทศสำคัญ  ๆ  ในทวีป     ยุโรปมีความเป็นมา พอสรุปได้ดังนี้      ประเทศอังกฤษ     การเผยแผพระพุทธศาสนาเข้ามาในประเทศอังกฤษ   พระพุทธศาสนาเริ่มเผยแผ่เข้ามาในประเทศอังกฤษ เมื่อประมาณ พ.ศ.      2393  โดยนายสเปนเซอร์ อาร์คี ได้พิมพ์หนังสือศาสนจักรแห่งบูรพาทิศ ออกเผย     แพร่  แต่ไม่มีผู้สนใจมากนัก  จนกระทั่ง  เซอร์ เอ็ดวิน อาร์โนลด์ ได้เขียนหนังสือ      ประทีปแห่งเอเซียขึ้น  และได้พิมพ์ออกเผยแพร่ใน  พ.ศ. 2422 ก็ได้รับความสนใจ     จากชาวอังกฤษอย่างกว้างขวาง  ทำให้ชาวอังกฤษเริ่มหันมาเลื่อมใสศรัทธาในพระ     พุทธศาสนามากขึ้น  พ.ศ. 2424 ศาสตราจารย์ ที ดับเบิลยู ริส เดวิดส์ ได้จัดตั้ง     สมาคมบาลีปกรณ์ขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อจัดพิมพ์พระไตรปิฎกเป็นภาษาอังกฤษออก     เผยแพร่   ในปี   พ.ศ.   2450   มีการจัดตั้งพุทธสมาคมแห่งเกรตบริเตนและ     ไอร์แลนด์ขึ้นในกรุงลอนดอน   พร้อมกับพิมพ์วารสาร   พุทธศาสตร์ปริทัศน์   ออก     เผยแพร่ด้วย     นอกจากนี้ได้มีการจัดตั้งวิหารทางพระพุทธศาสนาขึ้นหลายแห่งใน     ประเทศอังกฤษ  เช่น  พุทธวิหารลอนดอนของประเทศศรีลังกา วัดไทยของมูลนิธิ     สงฆ์อังกฤษที่ถนนอัมสตรีท  กรุงลอนดอน และวัดพุทธประทีปของประเทศไทย ซึ่งตั้ง     อยู่ในกรุงลอนดอน เป็นต้น       พระพุทธศาสนาในประเทศอังกฤษในปัจจุบัน   ในปัจจุบัน   มีชาวอังกฤษหันมานับถือพระพุทธศาสนาเพิ่มขึ้นเรื่อย  ๆ      จากรายงานในวารสารทางสายกลางของพุทธสมาคมลอนดอน  ระบุว่า มีสมาคมและ     องค์การต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนาจัดตั้งอยู่ในประเทศอังกฤษประมาณ 30      แห่ง เพื่อเผยแผ่พระพุทธศาสนาในหมู่ชนชาวอังกฤษ จึงกล่าวได้ว่าพระพุทธศาสนา     ในอังกฤษค่อย ๆ เป็นปึกแผ่นมั่งคงและก้าวหน้าไปโดยลำดับ   นอกจากนี้ประเทศอังกฤษยังมีความสัมพันธ์กับชาวพุทธในประเทศไทย      โดยประธานสังฆสมาคม  แห่งประเทศอังกฤษ ได้ทำหนังสือผ่านสถานเอกอัครราชทูต     ไทย  ประจำกรุงลอนดอน  ขอเชิญผู้แทนสงฆ์ไทยพร้อมด้วยอธิบดีกรมการศาสนาเดิน     ทางไปประเทศอังกฤษเพื่อทำการเผยแผ่พระพุทธศาสนาและจัดหลักสูตรการศึกษาธรรม      ซึ่งเรื่องนี้ได้รับอนุมัติให้ดำเนินการจาก  ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี เมื่อ พ.ศ. 2507       กรมศาสนาจึงได้ส่งคณะพระธรรมทูตออกเดินทางไปยังประเทศอังกฤษ   และต่อมา     ได้มีการสร้างวัดไทย และตั้งมูลนิธีพระพุทธศาสนาขึ้น ณ กรุงลอนดอน วัดไทยวัดแรก      คือวัดพุทธปทีป  มีพระสงฆ์ไทยอยู่จำพรรษา และประกอบศาสนกิจ มีชาวพุทธที่เป็น     ทั้งชาวไทย  และชาติอื่น  ๆ ที่อยู่ในประเทศอังกฤษมา ประกอบกิจกรรมที่วัดไทยอยู่     เสมอ  เป็นจำนวนมาก  ต่อมาก็มีวัดไทยตั้งขึ้นอีกหลายแห่ง  เช่น วัดปาจิตตวิเวก      เมืองปีเตอร์ฟิลด์ วัดป่าสันติธรรม เมืองโลเวอร์ ฟุลบรุค เป็นต้น      ประเทศเยอรมนี     การเผยแผ่พระพุทธศาสนาในประเทศเยอรมนี   ชาวเยอรมันมีความสนใจในพระพุทธศาสนามาตั้งแต่สมัยก่อนสงคราม     โลกครั้งที่  2 แต่มีจำนวนไม่มากนัก โดยชาวพุทธกลุ่มแรกในเยอรมนี นำโดย ดร.     คาร์ล  ไซเดนสตือเกอร์ (Dr.Karl Seidenstuecker) ได้ก่อตั้งสมาคมเพื่อการ     เผยแผ่พุทธศาสนาในเยอรมนี  ขึ้นที่เมืองเลปซิก  เมื่อ พ.ศ. 2446 เพื่อเผยแผ่     พระพุทธศาสนาในประเทศเยอรมนีและส่งเสริมการศึกษาวิชาพระพุทธศาสนา   การเผยแผพระพุทธศาสนาในเยอรมนีตะวันตกดำเนินการโดยเอกชน      มีการจัดพิมพ์วารสารและจุลสารออกเผยแพร่    นอกจากนี้ก็มีการจัดแสดงปาฐกถา     ธรรมและสนทนาธรรมเกี่ยวกับพระพุทธศาสนาเป็นประจำ     หนังสือเกี่ยวกับพระ     พุทธศาสนาที่มีชื่อเสียงมากที่สุด   ได้รับการตีพิมพ์เผยแพร่ถึง   6   ชั่วอายุคนคือ      หนังสือพระพุทธวจนะ          ซึ่งเป็นหนังสือที่แปลและเรียบเรียงจากภาษาบาลี      เป็นภาษาเยอรมัน   โดยพระภิกษุชาวเยอรมันรูปแรก   ฉายาว่า  ท่านญาณดิลก      หนังสือเล่มนี้ได้รับการตีพิมพ์ซ้ำอย่างมากมาย และถ่ายทอดเป็นภาษาอื่น ๆ กว่า 10      ภาษา รวมทั้งภาษาไทยด้วย   ในระหว่างสงครามโลกครั้งที่   2   พระพุทธศาสนาในเยอรมนีก็หยุด     การเคลื่อนไหว  การดำเนินชีวิตแบบชาวพุทธซบเซามาก  เพราะพรรคสังคมนิยม     แห่งชาติ ไม่ต้องการให้มีการดำเนินการของศาสนาใด ๆ ทั้งนั้น หลังจากสงคราม     โลกครั้งที่  2 สงบลง โดยเยอรมนีเป็นฝ่ายพ่ายแพ้สภาวการณ์อันเสื่อมทรามทางจิต     ใจทำให้ชาวเยอรมันหันมาพึ่งหลักธรรมทางศาสนา วัดวาอารามทางพระพุทธศาสนา     ซึ่งมีผู้อ่านอย่างแพร่หลาย  ความสนใจพระพุทธศาสนามีมากขึ้น เมื่อมีพระสงฆ์จาก     พม่าเดินทางเข้าไปในเยอรมนี   ชาวเยอรมันตื่นเต้นสนใจมากฟังปาฐกถาของท่าน     เป็นอันมาก   ในปี 2491 สมาคมมหาโพธิในศรีลังกา ได้ประกาศเอาพุทธสมาคมใน     มิวนิคเป็นสาขาทำให้พุทธสมาคมอื่น  ๆ ในเยอรมนีมีการประสานงานกันกับทางศรีลัง     กามากขึ้น และต่างก็สมัครเข้าเป็นสาขาของสมาคมมหาโพธิ   ในปี  2492  เยอรมนีถูกแบ่งเป็น 2 ส่วนคือ เยอรมนีตะวันตก และ     เยอรมนีตะวันออก  รัฐบาลเยอรมนีตะวันออกมีท่าทีเป็นศัตรูต่อศาสนาต่าง ๆ เพราะ     ลัทธิการปกครองระบอบคอมมิวนิสต์  พระพุทธศาสนาในเยอรมนีตะวันออกจึงต้องเสื่อ     มลง         มีเพียงองค์การเดียวที่ให้ความสนใจในการศึกษาพระพุทธศาสนาคือ      มหาวิทยาลัยเฮล  ในเยอรมนีตะวันตกนั้น กฎหมายก็ไม่ได้รับรองพระพุทธศาสนาใน     ฐานะที่เป็นศาสนาหนึ่งที่มีผู้นับถือในเยอรมนี   แต่การติดต่อระหว่างกลุ่มชาวพุทธใน     เยอรมนีตะวันตกและสมาคมมหาโพธิในศรีลังกา   ทำให้ชาวพุทธรวมตัวกันได้   มี     สมาคมของชาวพุทธที่ดำเนินการเผยแพร่เอกสารต่าง  ๆ และมีการบรรยายธรรมบัน     ทึกในแถบบันทึกเสียงออกเผยแพร่อีกด้วย      พระพุทธศาสนาในเยอรมนีในปัจจุบัน   ในปัจจุบันประเทศเยอรมนีตะวันตกและเยอรมนีตะวันออกได้รวมกัน     เป็นประเทศเดียวแล้ว  เรียกว่า ประเทศเยอรมนี ทำให้มีผู้นับถือพระพุทธศาสนา     เพิ่มขึ้นเรื่อย  ๆ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นผู้อาศัย อยู่ในเมือง ฮัมบูร์ก เบอร์ลิน สตุตการ์ต      มิวนิก โคโลญ และแฟรงค์เฟิร์ต เป็นต้น นอกจากนี้พระไตรปิฎก ก็ได้รับการแปลและ     พิมพ์เป็นภาษาเยอรมันเรียบร้อยแล้ว     ส่วนสถานที่ประกอบพิธีกรรมทางพระพุทธ     ศาสนาที่สำคัญ จะกระทำที่ศาสนาสภาแห่งกรุงเบอร์ลิน      ประเทศเนเธอร์แลนด์     การเผยแผ่พระพุทธศาสนาเข้ามาในประเทศเนเธอร์แลนด์   พระพุทธศาสนาได้เผยแผ่เข้าสู่ประเทศเนเธอร์แลนด์โดยผ่านทางพ่อ     ค้าชาวดัตซ์ และชาวพื้นเมืองจากประเทศศรีลังกา ที่เดินทางไปศึกษาเล่าเรียนใน     ประเทศเนเธอร์แลนด์ แต่ก็มีผู้นับถือพระพุทธศาสนาไม่มากนัก   หลังจากสงครามโลกครั้งที่  2 แล้ว ในปี พ.ศ. 2498 ได้มีชาวพุทธ     ในกรุงเฮกได้ฟื้นฟูพระพุทธศาสนาขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง       โดยการจัดตั้งชมรมชาว     พุทธดัตซ์ขึ้น  มีจุดประสงค์เพื่อเป็นศูนย์กลางในการพบปะสังสรรค์ของพุทธศาสนิกชน     ในประเทศเนเธอร์แลนด์  ชมรมนี้จะมีการพบปะกันทุกวันอังคาร สัปดาห์ที่ 3 ของ     ทุกเดือน       ซึ่งในการพบปะกันแต่ละครั้งนั้นจะมีการบรรยายหลักธรรมของพระ     พุทธศาสนา แล้วอ่านพระสูตรพร้อมกับอธิบายความ และก่อนที่จะเลิกชุมนุมจะมีการ     ฝึกนั่งสมาธิพร้อมกันด้วย  ในปี  พ.ศ. 2507 ชาวพุทธจำนวน 15 คน ได้ร่วมกัน     ก่อตั้งกลุ่มพุทธศาสตร์ศึกษาขึ้นที่กรุงเฮก      เพื่อดำเนินการเผยแผ่และกระทำกิจ     กรรมต่าง ๆ ตามหลักของพระพุทธศาสนา   ในปี   พ.ศ.   2512   สถานทูตไทยในประเทศเนเธอร์แลนด์ก็ให้     ความอนุเคราะห์ให้มีการจัดตั้งพุทธสมาคมขึ้น  เพื่อจะส่งเสริมให้มีการศึกษาถึงหลัก     ธรรมทางพระพุทธศาสนา    และสนับสนุนให้นำเอาหลักธรรมดังกล่าวไปใช้ในชีวิต     ประจำวัน      พระพุทธศาสนาในประเทศเนเธอร์แลนด์ในปัจจุบัน   ปัจจุบันการเผยแผพระพุทธศาสนาในประเทศเนเธอร์แลนด์ดำเนินงาน     โดยพระภิกษุสงฆ์จากประเทศไทย   เพราะในประเทศเนเธอร์แลนด์ได้มีการสร้าง     วัดไทยขึ้นเมื่อวันที่  24  ธันวาคม  พ.ศ. 2516 โดยส่งพระสงฆ์จากเมืองไทยไป     เป็นเจ้าอาวาสเพื่อเผยแผ่พระพุทธศาสนา  มีผลทำให้จำนวนผู้นับถือพระพุทธศาสนา     เพิ่มขึ้นเป็นลำดับ   การเผยแผพระพุทธศาสนาในประเทศอื่น  ๆ  ในทวีปยุโรปที่ไม่ได้เอ่ย     ถึงชื่อประเทศในที่นี้   ก็มีลักษณะการเผยแผของพระพุทธศาสนาที่คล้ายคลึงกัน  คือ      เริ่มแรกจะมีการจัดตั้งองค์กร  หรือพุทธสมาคมขึ้นมาเพื่อเป็นศูนย์กลางในการติดต่อ     พบปะสังสรรค์ในระหว่างชาวพุทธด้วย        และอาจจะมีการดำเนินการที่เกี่ยว     ข้องกับพระพุทธศาสนา  เช่น  สหภาพพระพุทธศาสนาแห่งออสเตรีย ศูนย์ธรรมจักร     แห่งประเทศสวิตเซอร์แลนด์   สมาคมสหายแห่งพระพุทธศาสนาในฟินแลนด์   พุทธ     สมาคมแห่งสวีเดน  เป็นต้น  ซึ่งพุทธสมาคมและกลุ่มชาวพุทธต่าง ๆ ดังกล่าวมานี้     เกือบทุกประเทศได้แปลพระไตรปิฏกและคัมภีร์อื่น  ๆ  ทางพระพุทธศาสนาจากภาษา     บาลีให้เป็นภาษาของประเทศนั้น  ๆ พร้อมทั้งมีการจัดทำวารสารจุลสารต่าง ๆ ออก     เผยแพร่ มีการแสดงปาฐกถา การบรรยายธรรม และประกอบกิจกรรมทางศาสนา     อยู่เสมอ นอกจากนี้ยังมีการดำเนินงานด้านสังคมสังเคราะห์อีกด้วย   พระพุทธศาสนาที่เผยแผ่เข้าสู่ทวีปยุโรปประกอบด้วยนิกายต่าง ๆ หลาย     นิกาย   แม้ในระยะแรก   ยังไม่มีการยอมรับพระพุทธศาสนาในทวีปยุโรปมากนัก      แต่ในปัจจุบัน ชาวยุโรปได้หันมานับถือพระพุทธศาสนามากขึ้น ทั้งนี้เพราะชาวยุโรป     ได้ศึกษาหลักธรรมของพระพุทธศาสนาแล้วเห็นว่าเป็นศาสนาที่มีเหตุผล  มีหลักธรรม     อันประเสริฐสามารถนำไปใช้ประโยชน์ในการดำเนินชีวิตได้เป็นอย่างดี   ทำให้คน     ในสังคมอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข   นอกจากนี้พุทธศาสนิกชนในทวีปยุโรปที่เป็นชาวไทยก็สร้างวัดใน     ประเทศต่าง  ๆ  ในทวีปยุโรปหลายวัด  นอกจากวัดพุทธประทีป วัดป่าจิตตวิเวก      และวัดสันติธรรม  ในประเทศอังกฤษแล้วยังมีวัดธรรมาภิรมย์  เมืองชัวซี เลอรัว      ประเทศฝรั่งเศส  วัดพุทธาราม เมืองวัลเวค ประเทศเนเธอร์แลนด์ และมูลนิธิวัด     ไทยเมืองซูริค   ประเทศสวิตเซอร์แลนด์อีกด้วย  และในอนาคตก็คงจะมีวัดไทยใน     ประเทศต่าง ๆ ในทวีปยุโรปเพิ่มขึ้นอีก      พระพุทธศาสนาในทวีปอเมริการเหนือ   พระพุทธศาสนาเผยแผ่เข้าสู่ทวีปอเมริการเหนือ    โดยชาวเอเซียที่     อพยพเข้าไปตั้งถิ่นฐานอยู่ในสหรัฐอเมริกาและแคนาดา   ซึ่งชาวเอเซียเหล่านี้ส่วน     ใหญ่มีความยึดมั่นศรัทธาเลื่อมใสพระพุทธศาสนาอย่างแน่นแฟ้น  เมื่ออพยพไปอยู่ที่ใด     ก็ได้นำเอาหลักธรรมของพระพุทธศาสนาติดตัวไปและทำการเผยแผ่ในทวีปอเมริกา     เหนือด้วย   หลังสงครามโลกครั้งที่  2 เป็นต้นมาได้มีชาวเอเซียอพยพเข้าไปอยู่ใน     ทวีปอเมริกาเหนือเพิ่มมากขึ้น   แต่การเผยแผ่พระพุทธศาสนาในระยะแรก  ๆ  ก็     จำกัดขอบเขตอยู่แต่เฉพาะกลุ่มของพวกอพยพด้วยกันเท่านั้น จนกระทั่งประมาณ พ.ศ.      2424  การเผยแผ่พระพุทธศาสนาจึงเริ่มดำเนินการอย่างมีระเบียบแบบแผน เช่น      มีการจัดตั้งองค์การ  ตั้งพุทธสมาคม  และมีการสร้างวัดหรือวิหารขึ้น เพื่อใช้เป็น     ศูนย์รวมในการดำเนินงาน  ซึ่งการเผยแผ่พระพุทธศาสนาในทวีปอเมริการเหนือพอ     จะแยกกล่าวเป็นประเทศได้ดังนี้      ประเทศสหรัฐอเมริกา     การเผยแผ่พระพุทธศาสนาเข้ามาในประเทศสหรัฐอเมริกา   พระพุทธศาสนาเริ่มเผยแผ่เข้าสู่สหรัฐอเมริกาประมาณ  พ.ศ.  2424      โดยพันเอก เอช.เอส. ออลคอตต์ ได้แต่งหนังสือชื่อ ปุจฉาวิสัชนาทางพระพุทธศาสนา      (Buddhist  Catechism)  ขึ้นเผยแผ่แต่คนยังไม่ให้ความสนใจเท่าใดนัก  จน     กระทั่งใน  พ.ศ.  2436  อนาคาริกะ  ธัมมปาละ พุทธศาสนิกชาวลังกาได้เดิน     ทางเข้าไปเผยแผ่พระพุทธศาสนาเป็นครั้งแรกในสหรัฐอเมริกา จึงเริ่มมีผู้นับถือพระ     พุทธศาสนาเพิ่มขึ้น ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นชาวจีนและชาวญี่ปุ่นเท่านั้น   ใน  พ.ศ.  2448 ได้สร้างวัดทางพระพุทธศาสนานิกายสุขาวดี ขึ้น     ที่นครซานฟรานซิสโก  โดยชาวญี่ปุ่นเพื่อใช้ประโยชน์ในการบำเพ็ญศาสนากิจ  และ     เป็นศูนย์กลางในการปฏิบัติธรรม       ซึ่งทำให้ชาวอเมริกันเริ่มหันมาให้ความสน     ใจกับพระพุทธศาสนามากขึ้น   ใน   พ.ศ.  2457  ได้มีการจัดตั้งสมาคมพระพุทธศาสนาแห่งสหรัฐ     อเมริกาขึ้น  ซึ่งสมาคมนี้  ในปัจจุบันนี้ก็ยังดำรงอยู่และขยายสาขาไปยังรัฐต่าง  ๆ      เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ โดยมีสำนักงานใหญ่อยู่ที่เมืองซานฟรานซิสโก รัฐแคลิฟอร์เนีย   พ.ศ.  2504  มหาวิทยาลัยวิสคอนซิน  ได้เปิดการสอนหลักสูตรพุทธ     ศาสตร์ขึ้นในระดับปริญญาเอก  และต่อมาในปี  พ.ศ. 2518 จึงได้ตั้งมหาวิทยาลัย     พุทธธรรมขึ้นในรัฐแคลิฟอร์เนีย   โดยเปิดสอนสาขาวิชาพระพุทธศาสนาตั้งแต่ระดับ     ปริญญาตรีจนถึงปริญญาเอก  ซึ่งการเผยแผ่พระพุทธศาสนาในสหรัฐอเมริกานั้น จัด     ว่ามีความสมบูรณ์ทุกประการ เช่น การจัดปาฐกถาการอภิปราย สนทนาธรรม สัมมนา     ทางวิชาการ   การจัดอบรมทางพระพุทธศาสนาภาคฤดูร้อน   เปิดโรงเรียนพระ     พุทธศาสนาวันอาทิตย์  การแสดงพระธรรมเทศนา การบำเพ็ญกุศลในวันสำคัญตาม     ประเพณีของพระพุทธศาสนา นอกจากนี้ยังมีวารสาร นวสูตร ที่มีบทบาทสำคัญในการ     เผยแผ่พระพุทธศาสนาขององค์การพระพุทธศาสนานานาชาติอีกด้วย      พระพุทธศาสนาในประเทศสหรัฐอเมริกาในปัจจุบัน   ประเทศสหรัฐอเมริกานับว่ามีกิจกรรมต่าง  ๆ  ที่เกี่ยวข้องกับพระพุทธ     ศาสนาแพร่หลายและกว้างขวางที่สุด   ที่เป็นเช่นนี้เพราะมีชาวไทยและชาวเอเซีย     ที่นับถือพระพุทธศาสนาอยู่กระจัดกระจายตามรัฐต่าง ๆ ในสหรัฐอเมริกา เป็นจำนวน     มากไม่ต่ำกว่า    600,000   คน   ส่วนใหญ่เป็นชาวเอเซียที่ไปตั้งถิ่นฐานอยู่ใน     สหรัฐอเมริกา  โดยเฉพาะคนไทยที่อยู่หนาแน่นในบางเมือง  เช่น ลอสแอนเจลิส      ซานฟรานซิสโก   ชิคาโก  เป็นต้น  ก็ได้ร่วมกันจัดตั้งวัดไทยขึ้นในชุมชนของตน      เพื่อประกอบพิธีกรรมทางศาสนาและเป็นแหล่งที่ใช้พบปะสังสรรค์กันระหว่างชาวพุทธ       วัดไทยในสหรัฐอเมริกาจึงมีกระจายอยู่ตามรัฐต่าง ๆ เป็นอันมาก ซึ่งมีบทบาทนอก     เหนือจากศาสนกิจแล้ว  ยังเผยแพร่วัฒนธรรมประเพณีของไทยไปด้วย ได้แก่ การ     เปิดโรงเรียนพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์และภาคฤดูร้อนให้เด็ก  ๆ ลูกหลานไทยที่เกิด     และเติบโตในสหรัฐอเมริกาได้เรียนรู้พระพุทธศาสนา  ภาษาไทย  และวัฒนธรรม     ประเพณีไทยต่าง   ๆ  นอกจากนี้ยังเปิดให้ชาวเอเซียในสหรัฐอเมริกา  และชาว     อเมริกันที่มีความสนใจในพระพุทธศาสนาเข้ามาศึกษาพระพุทธศาสนา และวัฒนธรรม     ไทยด้วย วัดไทยในสหรัฐอเมริกาที่อยู่ตามรัฐต่าง ๆ ได้แก่   1. วัดไทยลอสแอนเจลิส ตั้งอยู่ที่เมืองลอสแอนเจลิส รัฐแคลิฟอร์เนีย  2. วัดพุทธวราราม ตั้งอยู่ที่เมืองเดนเวอร์ รัฐโคโลราโด  3. วัดธรรมาราม ตั้งอยู่ที่เมืองชิคาโก รัฐอิลลินอยส์  4. วัดไทย กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ตั้งอยู่ที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี.  5. วัดวชิรธรรมปทีป ตั้งอยู่ที่เมืองนิวยอร์ก รัฐนิวยอร์ก  6. วัดพุทธคยา ฮาวาย ตั้งอยู่รัฐฮาวาย  7. วัดมงคลรัตนาราม ตั้งอยู่ที่นครซานฟรานซิสโก รัฐแคลิฟอร์เนีย  8. วัดมงคลรัตนาราม เมืองแทมปา รัฐฟลอริดา  9. วัดธรรมคุณาราม ตั้งอยู่เมืองโอกเดน รัฐยูทาห์  10. วัดพุทธาวาส ตั้งอยู่ที่เมืองฮิวส์ตัน รัฐเทกซัส  11. วัดพุทธรังษี ตั้งอยู่ที่เมืองไมอามี่ รัฐฟลอริดา  12. วัดพุทธานุสรณ์ ตั้งอยู่ที่เมืองไดซีคอร์ท ซันนิเวล รัฐแคลิฟอร์เนีย  13. วัดพระศรีรัตนาราม ตั้งอยู่เมืองเซนต์หลุยส์ รัฐมิสซูรี  14. วัดพุทธาราม เมืองเมอร์ฟิสโบโร รัฐเทนเนสซี่  15. วัดพุทธดาลัส เมืองดาลัส รัฐเทกซัส  16. วัดธรรมรัตนาราม เมืองแซนอันโตนิโย รัฐเทกซัส  17. วัดพุทธรัตนาราม เมืองเคลเลอร์ รัฐเทกซัส  18. วัดไทยวอชิงตัน รัฐวอชิงตัน  19. วัดพุทธบูชา เมืองแอตแลนตา รัฐจอร์เจียร์      ประเทศแคนาดา     การเผยแผ่พระพุทธศาสนาเข้ามาในประเทศแคนาดา   พระพุทธศาสนาในประเทศแคนาดาก็มีลักษณะเช่นเดียวกับพระพุทธ     ศาสนาในสหรัฐอเมริกา     คือ    เริ่มเผยแผ่เข้าสู่แคนาดาโดยมีชาวเอเซียจาก     ประเทศต่าง ๆ เดินทางเข้ามาอาศัยอยู่ในแคนาดา ซึ่งชาวเอเซียเหล่านี้ก็ได้นำเอา     หลักธรรมของพระพุทธศาสนาเข้าไปเผยแผ่ต่อชาวพื้นเมืองด้วย     โดยเฉพาะใน     ปัจจุบันนี้มีชาวเกาหลี  เวียดนาม กัมพูชา และลาวเป็นจำนวนมากได้อพยพเข้าไป     ตั้งถิ่นฐานที่แคนาดา   จึงทำให้มีการจัดตั้งพุทธสมาคมขึ้นเพื่อดำเนินกิจกรรทางด้าน     พระพุทธศาสนา  ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ชาวพุทธขยายตัวเพิ่มมากขึ้น องค์กรที่สำคัญใน     การเผยแผ่พระพุทธศาสนา  ได้แก่  พุทธสมาคมแห่งออตตาวา  กลุ่มชาวพุทธแห่งโต     รอนโต และคณะพระธรรมทูตแห่งอเมริกาเหนือ เป็นต้น      พระพุทธศาสนาในประเทศแคนาดาในปัจจุบัน   ปัจจุบัน    พระพุทธศาสนาในประเทศแคนาดายังคงนับถือกันเฉพาะใน     กลุ่มคนเอเซียที่ไปตั้งถิ่นฐานในแคนาดาเท่านั้น ชาวแคนาดาไม่ค่อยให้ความสนใจใน     พระพุทธศาสนามากนัก แต่ก็ยังมีชาวแคนาดาที่หันมาเคารพนับถือพระพุทธศาสนาบ้าง     เล็กน้อย  วัดทางพระพุทธศาสนาส่วนใหญ่จะเป็นวัดของนิกายสุขาวดี และนิกายเซน     แบบญี่ปุ่น      พระพุทธศาสนาในทวีปออสเตรเลีย     การเผยแผ่พระพุทธศาสนาเข้ามาในทวีปออสเตรเลีย   พระพุทธศาสนาได้เผยแผ่เข้ามาในทวีปออสเตรเลียตั้งแต่ พ.ศ. 2453      โดยพระภิกษุชาวอังกฤษ  ชื่อ สาสนธชะ (มร.อี.สตีเวนสัน) ท่านผู้นี้อุปสมบทที่ประ     เทศพม่า ท่านได้เดินทางเข้าสู่ประเทศออสเตรเลียและเผยแผ่พระพุทธศาสนาแก่ชาว     ออสเตรเลียโดยแนะนำแต่เพียงว่าพระพุทธศาสนาเน้นการพัฒนาจิตใจ   หลังสงครามโลกครั้งที่   2  เป็นต้นมา  พระพุทธศาสนาในประเทศ     ออสเตรเลียก็มีการเคลื่อนไหวอย่างคึกคัก    ในปี    2496    รัฐควีนสแลนด์      นิวเซาต์เวลส์  และวิกตอเรีย  ได้จัดตั้งพุทธสมาคมขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเผย     แผ่หลักธรรมในพระพุทธศาสนา  ในปี 2497 พุทธสมาคมแห่งรัฐนิวเซาต์เวลส์ก็ได้     จัดพิมพ์วารสารเกี่ยวกับพระพุทธศาสนาออกเผยแพร่ให้กับผู้สนใจ  และในปี  2498      ก็มีการจัดตั้งพุทธสมาคมแห่งรัฐแทสเมเนียขึ้น   ในขณะเดียวกัน  คือ ในปี 2497-2499 อันเป็นระยะเวลาที่ประเทศ     พม่ากำลังมีการสังคายนา  ครั้งที่ 6 พระเถระชาวพม่าชื่อ อู ฐิติละ ได้ไปเผยแผ่     พระพุทธศาสนาที่ประเทศออสเตรเลีย    มีผู้สนใจฟังการบรรยายธรรมเป็นอันมาก      ท่าน  อูฐิติละ  ได้จัดอบรมกรรมฐานแก่ชาวออสเตรเลียด้วย มีผู้บริจาคเงินซื้อที่ดิน     จะสร้างวัด    เพื่อให้มีวัดและพระสงฆ์อยู่ประจำ    แต่ท่านอูฐิติละไม่ได้กลับไป     ออสเตรเลียอีก การสร้างวัดจึงไม่เป็นผลสำเร็จ   ในเวลาต่อมาพุทธสมาคมต่าง  ๆ ทั่วประเทศออสเตรเลีย ได้ร่วมกัน     จัดตั้งสหพันธ์พระพุทธศาสนาแห่งออสเตรเลียขึ้นโดยมีสำนักงานใหญ่อยู่ที่กรุงแคน     เบอร์ร่า   ทั้งนี้ก็เพื่อจะทำการเผยแผ่พระพุทธศาสนาอย่างมีระบบโดยสหพันธ์แห่งนี้     จัดให้เป็นสถานที่จัดแสดงปาฐกถาธรรม สัมมนาทางวิชาการ อภิปรายธรรม และ     ใช้เป็นศูนย์รวมในการประกอบศาสนกิจตามประเพณีของพระพุทธศาสนา  ทำให้มีผู้หัน     มานับถือพระพุทธศาสนามากขึ้นเป็นลำดับ   สำหรับในประเทศนิวซีแลนด์นั้น    การเผยแผ่พระพุทธศาสนาก็คล้าย     คลึงกับของประเทศออสเตรเลีย    แต่พระพุทธศาสนาในประเทศนิวซีแลนด์ยังไม่รุ่ง     เรืองเป็นที่ยอมรับเหมือนในประเทศออสเตรเลีย ส่วนใหญ่การเผยแผ่พระพุทธศาสนา     จะดำเนินการโดยพระภิกษุสงฆ์ชาวญี่ปุ่น      ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากพุทธสมาคม     แห่งเมืองโอคแลนด์      พระพุทธศาสนาในทวีปออสเตรเลียในปัจจุบัน   พุทธศาสนิกชนทั้งชาวไทยและชาติอื่น ๆ ได้ไปเผยแผ่พระพุทธศาสนาใน     ทวีปออสเตรเลียมากขึ้น ชาวออสเตรเลียได้มาอุปสมบทในประเทศไทยและประเทศ     อื่นที่นับถือพระพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาท        มีการสร้างวัดไทยขึ้นทั้งในประเทศ     ออสเตรเลียและประเทศนิวซีแลนด์ เพื่อเป็นศูนย์กลางเผยแผ่พระพุทธศาสนา เช่น      วัดพุทธรังษี และวัดพุทธธรรม ในรัฐนิวเซาต์เวลส์ เป็นต้น   พระพุทธศาสนาซึ่งได้อุบัติขึ้นในชมพูทวีป (ประเทศอินเดีย) เมื่อ 2,5     00  กว่าปีมาแล้ว  ได้เริ่มแพร่หลายไปสู่ดินแดนต่าง  ๆ นับตั้งแต่สมัยพระเจ้าอโศก     มหาราชเป็นต้นมา  แม้ว่าผู้นับถือพระพุทธศาสนา  ส่วนใหญ่จะอยู่ในทวีปเอเซีย  แต่     ในปัจจุบันอาจกล่าวได้ว่าพระพุทธศาสนาได้แพร่หลายไปทั่วโลก ทั้งนี้ก็เพราะว่าพระ     พุทธศาสนาได้พิสูจน์ให้สังคมทั่วโลกได้ประจักษ์ชัดแล้วว่า  หลักธรรมคำสอนของพระ     พุทธศาสนาสามารถที่จะนำเอาไปใช้ประโยชน์  หรือนำไปเป็นแนวทางในการดำเนิน     ชีวิตได้อย่างมีประสิทธิภาพมีเหตุมีผล    ด้วยเหตุผลอันนี้จึงทำให้มีผู้หันมานับถือพระ     พุทธศาสนาเพิ่มมากขึ้นทุกปีจากพุทธศาสนิกชนทั่วโลก  โดยองค์กรที่มีความสำคัญที่สุด     ในการเผยแผ่พระพุทธศาสนาในปัจจุบัน   คือ   องค์การพุทธศาสนิกสัมพันธ์แห่งโลก      หรือ  พ.ส.ล.  (The World Fellowship of Buddhists : W.F.B.) ซึ่งมี     สำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่  เลขที่  33  ถนนสุขุมวิท  ปทุมวัน กรุงเทพมหานคร 10110      เป็นผู้คอยติดต่อประสานงานกับองค์กรพระพุทธศาสนาในประเทศต่าง    ๆ    มีจุด     ประสงค์หลักคือการเผยแผ่พระพุทธศาสนาไปทั่วโลก             OPT 1.50พระพุทธศาสนาพระพุทธเจ้าประชาชนเผยแผ่ประเทศสหรัฐอเมริกาญี่ปุ่นออสเตรเลียทวีปออสเตรเลียอังกฤษANษ