ท่องเที่ยวในกายนคร โดย พระเทพวิสุทธิเมธี ณ โรงเรียนพุทธธรรม วัดชลประทานรังสฤษฏ์ ปากเกร็ด นนทบุรี วันอาทิตย์ที่ ๔ มกราคม พ.ศ. ๒๕๓๐ ญาติโยมพุทธบริษัททั้งหลาย ณ บัดนี้ ถึงเวลาของการฟังปาฐกถาธรรมะ อันเป็นหลักคำสอนในทางพระพุทธศาสนาแล้ว ขอให้ทุกท่านอยู่ในอาการสงบ ตั้งอกตั้งใจฟังด้วยดี เพื่อให้ได้ประโยชน์อันเกิดขึ้นจากการฟัง ตามสมควรแก่เวลา ญาติโยมที่มาวัดในวันนี้นับว่าเป็นคนใจเข้มแข็ง  เพราะว่าที่กรุงเทพฯ  เขามีงานพิธีเปิดปีท่องเที่ยวไทย ๒๕๓๐ มีขบวนแห่มากมาย จากถนนราชดำเนินถึงสนามหลวง บางคนก็ไปดูที่โน่น บางคนก็ดูโทรทัศน์ที่บ้าน จังหวัดต่างๆ แสดงขนบธรรมเนียมประเพณีในรูปแบบแปลก ๆ เราที่ไม่ติดสิ่งนั้นมาวัดนี่นับว่ามีความเข้มแข็ง คิดถึงธรรมะมากกว่าที่จะไปดู ภาพเหล่านั้น ซึ่งเป็นภาพชวนคนให้ไปเที่ยวจังหวัดโน้นบ้าง จังหวัดนี้บ้าง ก็เป็นเรื่องส่งเสริมการท่องเที่ยว เมืองไทยเราเวลานี้เงินทองไม่ค่อยจะสมบูรณ์เท่าใด เลยยั่วให้คนมาเที่ยวให้มาก ๆ จะได้นำเงินมาใช้จ่าย จากผลของการท่องเที่ยว รัฐบาลจึงได้จัดทำทุกอย่างเพื่อโฆษณาชวนเชื่อให้คนมาเที่ยวบ้านเมืองของเรา เป็นเรื่องที่ดีได้ประโยชน์อยู่เหมือนกัน แต่ว่าเราทั้งหลายที่มีกิจประจำวัน..วันอาทิตย์คือ  ต้องมาวัด  เขาจะมีอะไรๆ  กัน ก็ไม่อยากจะไป ต้องมาวัด เพราะว่ามี "พันธะทางใจ" ผูกไว้ในใจว่าวันอาทิตย์จะต้องมาวัด เพื่อศึกษาธรรมะ เพื่อขูดเกลาจิตใจให้สะอาด ปราศจากความวุ่นวายทางจิตใจ ก็มากันตามปกติ แต่ว่าขาดไปบ้าง น้อยไปหน่อยไม่เป็นไร มาเท่าไรก็ได้ทั้งนั้น คนที่มานี่ แสดงว่ามีความตั้งใจจริงที่จะฟังธรรม ให้ได้ประโยชน์จากธรรมะตามสมควรแก่ฐานะ วันนี้เป็นวันเปิดปีส่งเสริมการท่องเที่ยว  อาตมาก็ใคร่ที่จะนำญาติโยมทั้งหลายไปท่องเที่ยวเหมือนกัน  แต่ว่าเที่ยวไม่ไกล เที่ยวใกล้ ๆ เที่ยวในสิ่งที่อยู่กับตัวเรานี่แหละ ไม่ต้องไปเที่ยวที่ไหน ไม่ต้องจ่ายสตางค์ ไม่ต้องว่าจ้างรถ จ้างเรือหรือขึ้นเรือบินไป เพราะว่าต้องเสียสตางค์มาก แต่ว่าเราไปเที่ยวในที่ ๆ ใกล้ที่สุด ที่ใกล้ที่สุดนั้นก็คือ" ตัวของ เราเอง" เราเที่ยวดูตัวเรา..พิจารณาตัวเรา เพื่อให้รู้ว่าตัวเราคืออะไร มันประกอบขึ้นด้วยอะไรบ้าง ส่วนที่ประกอบนั้นมีหน้าที่อย่างไร ถ้าเราใช้ถูกต้องมันก็มีคุณค่า ถ้าใช้ไม่ถูกต้องก็ไม่เป็นคุณ ไม่เป็นค่า เพราะฉะนั้นจึงเป็นเรื่องที่น่าดูอยู่เหมือนกัน ไม่มีใครชวนไปเที่ยวในเรื่องอย่างนี้ แต่ว่า วันนี้จะพาญาติโยมไปเที่ยวกัน ไปเที่ยว"กายนคร" เมืองนี้ชื่อว่า กายนคร ร่างกายของเรานี้มันก็เป็นเมืองๆหนึ่งท่านสมมติเรียกว่ากายนคร..เมืองกาย"กายนคร"  นี้เป็นเมืองน่าเที่ยว  น่าดูน่าชม  แต่เราไม่ค่อยได้ดูตัวเองเท่าใด  ไปดูกายนครของคนอื่นเสียมาก ไปดูเรื่องของคนอื่นให้สบายอกสบายใจ เราไม่ได้หันสายตาเข้ามามองดูตัวเอง ไม่ได้พิจารณาตัวเอง ไม่ได้ตักเตือนตัวเอง ไม่ได้แก้ไขตัวเอง เรื่องมันก็ยัง สับสนวุ่นวาย ยังมีปัญหาอยู่ด้วยประการต่างๆเพราะฉะนั้นเรามาเที่ยวในกายนครนี้กันเสียบ้างเพื่อจะได้รู้ว่าสภาพของเมืองนี้มันเป็นอย่างไร "กายนคร"  นี้มันไม่ใหญ่โตกว้างขวางอะไรหรอกมันเพียงยาววาหนึ่งหนาคืบหนึ่ง  กว้างศอกหนึ่งเท่านั้นเอง  พระพุทธเจ้าตรัสว่าใน"กาย"ยาววาหนาคืบ กว้างศอกหนึ่งนี้มี"ใจ"ครอง เราถือว่าเป็นเมือง ๆ หนึ่ง เป็นเมืองที่น่าสนใจน่าศึกษา เพื่อให้เกิดความรู้ความเข้าใจถูกต้อง ถ้าเราไม่รู้เรื่องกายนครนี้ถูกต้อง ก็มักจะหลงผิดเข้าใจผิดด้วยประ การต่างๆ สร้างความทุกข์ให้แก่ตัวเอง แต่ถ้าเราเข้าใจเรื่องถูกต้อง ความทุกข์ก็จะไม่เกิด เพราะเรารู้ในสิ่งนี้ถูกต้องตามสภาพที่เป็นจริง พระพุทธเจ้าท่านสอนให้เรามองตัวเอง พิจารณาที่ตัวเราเอง ในอนุสติ ๑๐คือสอนให้พิจารณาตามระลึก ๑๐ อย่าง ได้แก่ พุทธานุสติ...ระลึกถึงพระพุทธเจ้า ธรรมานุสติ...ระลึกถึงคุณพระธรรม สังฆานุสติ..ระลึกถึงคุณพระสงฆ์ จาคานุสติ..ระลึกถึงทานที่เราบริจาคไว้แล้วเป็นต้น แล้วก็มีข้อหนึ่งซึ่งมีอยู่ใน  ๑๐  อย่างนี้ด้วย คือ กายคตาสติ..ระลึกในกายของเราเอง ระลึกถึงเรื่องในกายของเราว่ามันคืออะไร มันประกอบด้วยอะไร เคลื่อนไหวอย่างไร มันเป็นไปอย่างไร ให้มีสติคอยกำหนดรู้อยู่ในในกายของเรา จิตไม่ออกไปนอกกาย แต่ว่าจะอยู่ในเนื้อในตัวของเรา แต่ถ้าจิตออกจากตัวไปที่อื่น ไปสู่สถานที่ต่าง ๆ ไปที่ร่าง กายคนอื่น ที่วัตถุสิ่งของอื่น ๆ มันก็สร้างปัญหาให้เกิดขึ้นในตัวเรา เช่นเราไปเห็นสิ่งอื่น มันก็เกิดอะไรขึ้นในใจ ได้ยินสิ่งอื่น มันก็มีอะไรเกิดขึ้นในใจ ได้ดม ได้ชิม ได้ลิ้มรสอะไร มันก็เกิดกิเลสบางอย่างขึ้นในใจ คือความรักบ้าง ความชังบ้าง ตามอำนาจของสิ่งแวดล้อมที่เป็นไป นี่แสดงว่าใจเราไม่อยู่กับเนื้อกับตัว เราจึงพูดกับคนบางคนว่า "ดูเป็นคนไม่มีใจเป็นของตัวเองเลย" คนที่มีใจไม่เป็นของตัวเองนั้น คือคนที่นั่งเหม่อลอย ฟุ้งซ่าน ใจคิดไปในเรื่องอะไรไม่รู้ ก็เรียกว่าใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว แต่ไปคิดถึงเรื่องอะไรอื่น คิดเพลินไป บางทีคิด ๆ ไปแล้วมันก็เศร้าใจ เพราะไม่สมหวังในเรื่องเกี่ยวกับสิ่งที่เราต้องการ ชีวิตผิดพลาด คนเราเสียผู้เสียคนไปเพราะเรื่องนี้ก็มีไม่ใช่น้อยเหมือนกัน คือตั้งความหวังไว้สูงเกินไป ว่าเราจะเป็นอย่างนั้น เราจะป็นอย่างนี้ อะไรต่าง ๆ แล้วผลที่สุดมันเป็นไม่ได้ตามที่เราต้องการ เลยทอดอาลัยตายอยากในชีวิต อันนี้เป็นโรคจิตประเภทหนึ่งเหมือนกันเรียกว่า จิตเภท คือจิตมันวิปริตไป ไปคิดในเรื่องที่มันไม่เป็นเรื่อง ตั้งความหวังในสิ่งที่ไม่พึงหวัง แล้วก็ไม่สมหวัง เมื่อไม่สมหวังก็เกิดความทุกข์ทางใจ ไม่สบายใจด้วยประการต่าง ๆ ไม่รู้จักปล่อยไม่รู้จักวางในเรื่องนั้น ๆ ไม่ได้มีธรรมะไว้ใช้เลย เป็นคนนั่งซึมไปอย่างนั้น ซึมไป ไม่พูดกับใคร ไม่ยินดียินร้ายอะ ไร มีความหวังเลื่อนลอย เขาเรียกว่า คนใจเหม่อ หรือ คนใจลอย ไม่อยู่กับเนื้อกับตัว เสียคนไปเยอะในเรื่องอย่างนี้ แล้วพวกนี้ก็ไม่ใช่คนธรรมดา  บางคนมีการศึกษาพอสมควร ได้ปริญญา พอจะใช้ในชีวิตให้เป็นประโยชน์ในหน้าที่ในการงานได้ แต่กลายเป็นคนจิตวิปลาสไป นั่งเหม่อลอยอยู่คนเดียว ไม่พูดกับใค ร ก่อนนี้เคยร่าเริง แจ่มใส ยิ้มหัวกับคนนั้นคนนี้ ต่อมาเปลี่ยนไป ไม่ยิ้มกับใครทั้งนั้นแหละ ไม่สนใจเรื่องอะไรทั้งนั้น นั่งหันหน้าเข้าฝา แล้วก็นั่งใจลอยเหม่อ ไป เวลากินก็ไม่ค่อยกิน เวลาอะไรก็ไม่ค่อยจะรู้สึกอะไร แต่งเนื้อแต่งตัวก็ปล่อยไปตามเรื่องตามราว ไม่ได้คิดจะแต่งเนื้อแต่งตัวอะไรกับเขา รุ่มร่ามรุงรังไปตามเรื่อง อย่างนี้ก็เรียกว่าเสียคนไปแล้ว เพราะว่าจิตมันฟุ้งซ่านไปคิดในเรื่องที่ไม่จำเป็น สภาพชีวิตก็เปลี่ยนแปลงไปในรูปต่าง ๆ ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น...  เพราะเขาตั้งเป้าชีวิตไว้ผิดพลาด แล้วก็มีความยึดถือในเป้านั้นมากเกินไป ว่าเราจะต้องได้สิ่งนั้น จะต้องได้สิ่งนี้ จะเป็นนั่น จะเป็นนี่ ครั้นเป็นไม่ได้เพราะเหตุการณ์มันไม่อำนวย หรือเพราะอะไรๆ ต่าง ๆ ไม่ช่วยเหลือ จิตใจก็เปลี่ยนแปลงไป จนกระทั่งกลายเป็นคนที่ไม่มีจุดหมาย อยู่อย่างเพ้อฝันลม ๆ แล้ง ๆ มีอยู่ไม่ใช่ น้อย บางทีในครอบครัวของเราอาจจะมีคนประเภทอย่างนั้นก็ได้ เช่นเด็กหนุ่ม เด็กสาว..หนุ่มๆก็เป็น สาวก็เป็น บางทีก็ไม่ใช่หนุ่มสาวแล้ว เป็นคนครองบ้านครองเรือนแล้ว แต่มันก็ผิดพลาด ผิดหวังในเรื่องอะไรต่าง ๆ ที่ตนหวังแบบเพ้อฝัน ไม่สมหวังในสิ่งนั้น สภาพจิตก็เปลี่ยนแปลงไป นั่งเหม่อลอยไป ไม่ยินดีอะไร ไม่ยินร้ายอะไร ไม่ยินดียินร้ายด้วยปัญหานี่มันก็ดีหรอก  แต่นี่ไม่ยินดีไม่ยินร้ายด้วยโมหะ  ด้วยอวิชชา  ไม่ใช่ด้วยปัญญา  ไม่เป็นไปเพื่อความดับทุกข์  แต่ว่าจมอยู่ในปลักแห่งความทุกข์ความเดือดร้อน  ถอนตัวไม่ขึ้น อันนี้คือความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นแก่ชีวิตของใครก็ได้ ถ้าหากว่าเราไม่มีปัญญาในเรื่องนี้ ไม่เข้าใจในเรื่องชีวิตให้ถูกต้อง ก็ย่อมจะเสียผู้เสียคน มีตัว อย่างอยู่ถมไป บางทีก็ต้องส่งโรงพยาบาลปากคลองสาน  โรงพยาบาลบ้านสมเด็จ  แต่ก่อนนี้เขาเรียกว่า  ปากคลองสาน หลังคาแดง ถ้าบอกว่าจะส่งใครไปปากคลองสานก็แสดงว่า คนนั้น จิตมันแย่แล้วจิตผิดปกติมาก เอาไปรักษา สมัยก่อนนี้รักษาด้วยการทรมานทรกรรมบางอยย่าง เดี๋ยวนี้เขารักษาแผนใหม่ เขาไม่ทรมานคนไข้ แต่ว่าให้คนไข้รู้จักเปลี่ยนแปลงตัว เอง ในรูปต่าง ๆ บางคนก็พอเปลี่ยนได้ บางคนก็เปลี่ยนไม่ได้ รักษาไม่หาย กลายเป็นคนต้องอยู่ประจำที่โรงพยาบาล จนกระทั่งตายไปในโรงพยาบาลนั้นก็มี นี่คือเรื่องเกี่ยวกับความผิดหวังทั้งนั้น ในเรื่องอะไรต่างๆ แล้วก็ไม่สมหวังตามที่คิดไว้ เลยเสียอกเสียใจ กลายเป็นคนวิกลจริตไปก็มี นี่โทษที่เราไม่ได้ศึกษาธรรมะไว้ เลยไม่ได้เอาไปใช้แก้ไขปัญหา จึงเกิดความทุกข์ความเดือดร้อนด้วยประการต่าง ๆ คนที่เป็นอย่างนั้นแล้ว จะให้มาศึกษาธรรมะ ไม่รู้เรื่องแล้ว พูดก็ไม่รู้เรื่อง ไม่สนใจฟัง ไม่ยอมรับอะไรทั้งนั้น มุ่งหน้าไปในทางที่จะเสื่อมทีเดียว มันเสียหาย เพราะไม่ได้เตรียมตัวไว้ก่อน ไม่ได้ศึกษาไว้ก่อน เมื่อตกต่ำไปแล้วเอาขึ้นยาก เหมือนกับคนตกบ่อลึก เชือกมันหย่อนไปไม่ถึง ไม่สามารถจะช่วยได้ ผลที่สุดก็จมน้ำตายไป คนประเภทอย่างนั้นเขาเรียกว่า ตายซากไปแล้ว เหลืออยู่แต่ลมหายใจเข้าออก แต่ความนึก ความคิดมันไม่สมบูรณ์ ไม่สามารถจะทำอะไรได้ เป็นภาระของคนอื่นที่จะต้องเลี้ยงดูเขา คอยดูแลเขาด้วยความเป็นห่วงกังวล สร้างปัญหาไม่เฉพาะแก่ตน แม่ไปสร้างปัญหาให้แก่ครอบครัวด้วยประการต่าง ๆ มันมีอยู่อย่างนี้ แต่ถ้าคนที่เข้าถึงธรรมะไว้บ้าง ก็จะไม่เป็นไปเช่นนั้น เพราะรู้จุดหมายของสิ่งต่าง ๆ ว่าควรจะสักเท่าใด ควรจะเป็นได้สักเท่าใด ควรจะมีได้สักเท่าไร เขารู้จักคิด รู้จักตรอง เมื่อไม่สมหวังก็ปลงได้ว่า มันไม่อยู่ในอำนาจของเรานี่นา เราจะไปบังคับมันได้อย่างไร มันเหลือวิสัย พอปลง พอวาง เพราะได้ธรรมะไปช่วยไว้ จึงไม่เสียผู้เสียคน ฉะนั้นจึงควรจะได้หันมาเที่ยวในร่างกายของเราเสียบ้าง เพื่อจะดูว่าร่างกายจิตใจของเรานี้มันเป็นอย่างไร ในชั้นแรกก็มา ดูร่างกาย ของเราเสียก่อน กาย หรือ รูปกาย ของเรานี้ ประกอบขึ้นด้วยวัตถุมีประการต่าง ๆ มากมายหลายเรื่อง แต่ว่าท่านพูดต้องการให้สั้น เอาแต่เพียงส่วนสำคัญที่เป็นธาตุวัตถุสำคัญ คือดิน น้ำ ไฟ ลม นี่เป็นธาตุหลัก ธาตุดิน ก็คือของแข็งที่มีอยู่ในร่างกาย ธาตุน้ำก็คือของเหลว เอิบอาบซึมซาบไปได้ ธาตุลม ก็คือแก๊สที่มีอยู่ในร่างกาย ธาตุไฟ ก็คืออุณหภูมิ หมายถึงความร้อน ที่มีอยู่ในร่ายกายของเรา เราลองดูร่างกายของเรานี้ ส่วนที่เป็นของแข็งมีมากดังที่กล่าวไว้ในเรื่องการพิจารณาร่างกาย อาการสามสิบสอง อาการ ๓๒ เราสวดว่า...เกศา โลมา...ผม ขน เล็บ ฟังหนัง เนื้อ เอ็น กระดูก เยื้อในกระดูก ตับปอด ไต ไส้ใหญ่ ไส้น้อย อาหารใหม่ อาหารเก่า ฯลฯ เยื่อมันสมองในกะโหลกศีรษะ คือมัตถะเกมัตถะลุงคัง เป็นอันสุดท้าย ทั้ง หมดนี้เป็นส่วนที่ประกอบขึ้นเป็นรูปเป็นร่าง อาศัยบิดามารดาเป็นผู้ให้กำเนิด แล้วท่านก็เลี้ยงดูเมื่อเราเกิดมาในโลก ดูแลเอาใจใส่เป็นอย่างดี พ่อแม่เลี้ยงลูกนี่ไม่ใช่เรื่องง่ายนะ  ถ้าเราไม่เคยเลี้ยงก็ไม่รู้ แต่เราดูคนที่เลี้ยงลูกนี้ จะเห็นว่า อ้อ...มันยุ่งยากไม่ใช่น้อย ลำบาก เพราะว่าลูกเล็ก ๆ นี่ไม่รู้อะไร พูดจากันก็ไม่รู้เรื่อง เขาต้องการอะไร เขาก็บอกไม่ได้ เราก็ต้องให้แก่เขา บางทีเขานอนกลางวัน กลางคืนก็ไม่นอน นอนไปนิดหน่อยเดี๋ยวก็ตื่น ตื่นแล้วก็ร้องไห้กระจองอแง พ่อแม่ก็ ไม่เป็นอันหลับอันนอน ต้องลุกขึ้นไกวเปลเห่ชา เพื่อให้ลูกหลับต่อไป ตราบใดที่ลูกไม่หลับ พ่อแม่ก็นอนไม่หลับ เป็นห่วง เวลาลูกเจ็บไข้ได้ป่วย  ยิ่งเป็นทุกข์มากขึ้นไป รักษาการป่วยของผู้ใหญ่มันง่าย พูดกันรู้เรื่อง เจ็บตรงไหน ปวดตรงไหน พูดได้ แต่เด็กมันบอกไม่ได้ นอกจากมันร้องท่าเดียว เด็กบางคนก็ร้องมากเสียด้วย เสียงลูกร้องนี้ มันกระเทือนถึงจิตใจของพ่อ แม่ ตลอดเวลา หรือแม้คนอื่นที่เข้าไปเกี่ยวข้องก็พลอยกระเทือนใจ ว่ามันร้องทำไม มันร้องเรื่องอะ ไร ต้องหาสาเหตุเพื่อจะได้รู้ว่าเหตุใดมันจึงร้องจะได้แก้ไข พ่อแม่ก็ต้องทนทุกข์ทรมาน แต่ว่าท่านไม่รู้สึกเป็นทุกข์อะไร เพราะท่านทำด้วยน้ำใจพ่อแม่นี่เลี้ยงลูกด้วยน้ำใจ ด้วยน้ำใจที่มีความรักความสงสาร ด้วยน้ำใจที่มีความเสียสละเพื่อลูก แม้จะลำบาก พ่อ แม่ ก็ทนได้ ขอให้ลูกสบายก็แล้วกัน เราทั้งหลายที่เกิดมามีชีวิตอยู่ได้เรียบร้อย  จนกระทั่งเติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ ว่าง ๆ นึกย้อนไปถึงตอนเป็นเด็กนี่ เราอยู่ในสภาพอย่างไร ความจริงเราจำไม่ได้หรอกว่าเมื่อเป็นเด็กเราทำอะไรบ้าง กับคุณพ่อ คุณแม่ แต่ว่าเราไปดูคนอื่นได้ ดูเด็กที่เกิดมาในปัจจุบันนี้แหละ เราดูเขาแล้วเขาแสดงอะไร พ่อ แม่ มีความเป็นอยู่อย่างไร รู้สึกอย่างไร สัง เกตดูแล้วก็จะเกิดความซาบซึ้งในบุญคุณของคุณพ่อคุณแม่ที่ได้ดูแลเลี้ยงเรามาจนเติบโตเป็นผู้ใหญ่ มีเกียรติมีชื่อเสียง นึกได้แล้วใจมันก็จะสำนึกในบุญคุณของท่าน มีความกตัญญูกตเวทีเกิดขึ้น เด็กถ้ามีความกตัญญูกตเวทีต่อพ่อแม่  เขาจะไม่ทำชั่ว  ไม่ประพฤติในสิ่งที่เสียหาย  ที่เขาประพฤติร้ายไปบ้างนั้น  ก็เพราะเขานึกไม่ได้  เขาไม่นึกถึง พ่อ แม่ ที่เลี้ยงเขามา ไม่นึกว่าพ่อ แม่รักเขาขนาดไหน เอ็นดูเขาขนาดไหน นึกไม่ออก เพราะไม่มีโอกาสจะคิดนึกในเรื่องอย่างนั้น เขาชอบตามใจตัว ทำอะไรตามใจอยาก แล้วก็มีเพื่อนประเภท เดียวกัน คอยชักจูง โน้มน้อมจิตใจให้กวัดแกว่งออกไปนอกลู่นอกทาง เราไปชอบเพื่อน คบเพื่อน ลืมพ่อลืมแม่ ไม่รู้ว่าเราไม่กลับบ้านนี่ พ่อ แม่ เดือดร้อน เพราะว่าท่านรักเรามาก ถ้าหากเราทำดีท่านก็สบายอกสบายใจ แต่ถ้าทำไม่ดี พ่อ แม่ ก็เดือดร้อนใจ หน้าที่ของลูกต้องทำทุกอย่างให้ พ่อแม่สบายใจ การทำอะไรให้พ่อแม่เป็นทุกข์เดือดร้อนใจนั้น  ไม่ใช่หน้าที่ ไม่ใช่กิจที่เราจะพึงกระทำ แต่ที่เรากระทำลงไปนั้นเพราะเราคิดผิด เราเข้าใจผิด เราไม่รู้บุญคุณของท่าน ไม่ได้สำนึกว่าร่างกายนี้มาจากใคร ไม่ได้ไปยืนที่กระจกแล้วถามว่า "จมูกนี่ใครให้ ตานี้ใครให้ ศีรษะนี้ใครให้ หูนี้ใครให้ ปากนี้ใครให้ ร่างกายทั้งเนื้อทั้งตัวนี้ใครให้ อะไรๆ ที่เรา มีเราใช้ เราได้มาจากไหน ใครเป็นผู้ให้เรา?" เราไม่เคยคิดอย่างนั้น ใช้มันไปตามเรื่อง บางทีนึกไปว่าพ่อแม่ มีหน้าที่ที่จะต้องให้ เราต้องการอะไรก็ต้องให้เรา ไม่ได้คิดไปว่า เมื่อท่านให้เราแล้วเราจะให้อะไรแก่ท่านได้บ้าง เราไม่คิดอย่างนั้น เพราะฉะนั้นจึงคิดแต่จะเอาท่าเดียว ไม่คิดจะให้ท่านบ้างเลย ถ้าเราเป็นเด็กอยู่ในวัยการศึกษาเราก็ต้องคิดว่าเราควรจะให้อะไรแก่คุณพ่อคุณแม่บ้าง  ไม่มีอะไรให้  ก็ให้ความสบายใจแก่ท่าน ด้วยการตั้งใจศึกษาเล่าเรียน หาวิชาความรู้ใส่ตัว ประพฤติตนเรียบร้อย ไม่ทำตัวเกะกะเกเร ไม่คบเพื่อนเหลวไหล ไม่ไปเที่ยวดิสโก้เท็ค หรือไม่ไปเที่ยวเหลวไหลอยู่ตามหน้าโรงหนัง อันเป็นเรื่องของความเสื่อมของ ชีวิต ทำให้พ่อแม่เดือดเนื้อร้อนใจ เราจะไม่ทำอย่างนั้น เด็กที่คิดได้ จะไม่ทำชั่วเป็นอันขาด เพราะคิดว่าพ่อแม่จะเดือดร้อน รักพ่อแม่ไม่อยากให้พ่อแม่ร้อนใจ เรารักครู ก็ไม่อยากให้ครูร้อนใจ เราคิดได้ เราก็ไม่ทำอะไร ที่เป็นเรื่องเสื่อมเสีย เรื่องมันเป็นอย่างนี้ ถ้าลูกๆ เด็กๆ น้อยๆ คิดได้ ก็ไม่ไปทำอะไรที่เป็นความเสียหาย แต่บางทีก็เผลอไป  ประมาทไป  ลืมคิดลืมนึก เพราะว่าไม่ได้สอบตัวเอง ไม่ได้ถามตัวเอง ว่าเราเกิดจากใคร? ใครเลี้ยงเรา? ใครให้อะไรแก่เรา? ใครเป็นผู้ให้? ใครเป็นผู้เลี้ยง? ทุกสิ่ง ทุกอย่างเป็นของใคร? เสื้อ ผ้า หนังสือหนังหา ของใช้หลายอย่างที่เราใช้ทุกวันนี้เป็นของใคร? ไม่เคยนึกเรื่องนี้ ใช้เรื่อยไป เพราะมันง่าย ขอทีไรก็ได้ ทุกที เลยนึกไม่ออกสบายเกินไป นึกไม่ค่อยจะได้ว่าอะไรเป็นอะไร พ่อแม่เอ็นดูเราขนาดไหน เรานึกไม่ออก เพราะไม่ได้มองดูตัวเราเอง ไม่ได้ถามตัวเองในเรื่องต่างๆ เลยกลายเป็นคนที่ขาดความสำนึก รู้สึกผิดชอบชั่วดี ในปี  พ.ศ.๒๕๓๐  นี้ เราจะต้องมีความสำนึกที่ถูกต้อง มีความสำนึกที่ดีงาม อย่างน้อย ๆ ก็สำนึกว่าร่างกายนี้ใครให้เรามา ให้เรามาเพื่ออะไร ให้เราทำอะไร ให้เราอยู่อย่างไร แล้วก็ใช้ตามจุดประสงค์ของผู้ให้ อย่าใช้ให้ผิดจุดประสงค์ อย่าเอาร่างกายนี้ไปประพฤติสิ่งเหลวไหล ไม่เหมาะไม่ควร เพราะนั่นเป็นการผิดเป้าหมายของพ่อแม่ ท่าน ไม่ต้องการให้เราเป็นอย่างนั้น แต่ต้องการให้เรารู้จักคุณค่าของชีวิตแล้วก็ใช้ชีวิตให้เป็นประโยชน์ เป็นคุณเป็นค่า ถ้าเรานึกได้อย่างนี้ อะไร ๆ มันก็จะดีขึ้น ชีวิตก็จะเปลี่ยนแปลงเข้าสู่คุณงามความดี อันนี้ก็เป็นเรื่องที่เราควรจะได้หันมาพิจารณาร่างกายของเรา ร่างกายของคนเรานี้เป็นกลไกที่ประหลาดมาก  เรียกว่าเป็นกลไกที่วิเศษ ผิดจากเครื่องยนต์กลไกทั้งหลายอื่น เครื่องยนต์กลไกอื่นเราก็ได้เห็น...เครื่องรถยนต์ มอเตอร์ไซค์ เครื่องเรือไฟ เครื่องเรือบิน มันก็เป็นระบบเดียวกันทั้งนั้น ไม่มีอะไรแตกต่าง คือต้องมีน้ำมันให้เกิดเชื้อเพลิงไหม้ขึ้นในเครื่องแล้วก็เกิดกำลังดันลูกสูบ ลูกสูบเคลื่อนที่ได้ มัน ก็หมุนขึ้นมา เมื่อไม่มีน้ำมัน เครื่องก็จะดับ มันหยุด ไปมาไม่ได้ ร่างกายของเรานั้นวิเศษ ละเอียดอ่อนกว่านั้น เราจึงทำอะไรได้ต่าง ๆ ลุกขึ้นยืน นั่งลง นอนลง ทำอะไรได้ในรูปแปลกๆ ที่เราคิดเราทำ เพราะว่าร่างกายนี้มีเครื่องประกอบที่วิเศษ ไม่มีเครื่องประกอบใดเทียมเท่า แต่ไม่ค่อยมีอะไหล่ขายมากนัก มันมีบางอย่าง.. กระดูกหักพอจะซ่อมได้ แต่ถ้าปอดเสีย มันก็ซ่อมปอดไม่ได้ เอาปอดใหม่มาใช้มันก็ไม่ค่อยจะเรียบร้อย ไตเทียมมันก็ไม่ค่อยจะเรียบร้อย กระเพาะอาหารใหม่มันก็ไม่เรียบร้อย ลำไส้ของเราขาดตอน ตัดทิ้งไปได้ เพราะลำไส้มันยาวเยอะแยะดึงมาต่อกันได้ แต่จะเอาไส้หมูไปแทนไส้คนนี่คงไม่ได้เพราะร่างกายมันคงไม่ยอมรับ มันก็อยู่ไม่ได้ ส่วนที่มีสมบูรณ์นี่ เป็นกลไกที่เคลื่อนไหวไปตามอำนาจของสิ่งเหล่านั้น พร้อมเพรียงเรียงหน้ากันทุกประการ ทำหน้าที่เรียบร้อย เอาตั้งแต่ภายนอก เช่น.. มือเรานี่  มันก็ทำหน้าที่ของมันเรียบร้อย  คันตรงไหน มือก็ไปเกายิกๆ ตรงนั้นแหละ แขนขวาคัน มือซ้ายก็ไปช่วยเกาให้หน่อย แขนซ้ายคัน มือขวาก็ไปช่วยเกาให้ สันหลังคันก็เอื้อมเต็มที่ เกาไม่ถึง ต้องสร้างไม้เป็นมือวิทยาศาสตร์เอาไปเกาเสียหน่อย เมื่อเจ็บตรงไหน ปวดตรงไหน มือขวา มือซ้าย ก็ช่วยนวดให้ ช่วยเหลือทุกสิ่งทุกอย่างให้พอเป็น ไปได้ ต้องการสวมเสื้อ มือก็หยิบเสื้อมาให้ สวมกางเกง ก็เอากางเกงมาสวมให้ หน้าหนาวสวมหมวก แดดร้อนจะสวมหมวกก็หยิบหมวกมาสวมให้ เดินเท้ามันร้อน เอารองเท้ามาสวมให้ อันนี้ระบบอื่นๆ  ในร่างกายมันเรียบร้อย โดยธรรมชาติมันเรียบร้อย แต่ว่าคนเรามักทำอะไรให้ผิดธรรมชาติ จึงไม่เรียบร้อย เช่นระบบขับถ่ายนี่มันก็เรียบร้อยตามเรื่องของมัน ทานอาหารเข้าไป มันก็รุมกันย่อยในกระเพาะอาหาร น้ำย่อยมาจากดีบ้าง จากตับบ้าง จากส่วนต่าง ๆ มารุมกันย่อยอาหารส่วนที่ย่อยได้ ก็เรียกว่าเป็นโอชะ เป็นส่วนที่เป็น แก่นของอาหาร เอาไปเลี้ยงร่างกายได้ ส่วนใดที่ใช้ไม่ได้ ก็เลื่อนลงไปตามลำดับ ตามลำไส้ จนกระทั่งถึงปากทวาร ถึงเวลามันก็ไปออกตามเรื่องของมัน แต่ว่าบางทีเรามันฝืนธรรมชาติของร่างกาย  เช่น  โยมผู้หญิงชอบเล่นไพ่นี่ ท้องมักจะผูก เพราะนั่งนานเกินไป นั่งแจกไพ่อยู่นั่นแหละ วันหนึ่งไม่ลุกขึ้น อยากน้ำก็ไม่ไป ปวดท้องก็ไม่ไป...อั้นมันไว้ ถ้าร่างกายตะโกนบอกได้ก็คงบอกว่า "มากเกินไปแล้วแม่คุณ ฉันจะออกยังไม่ได้เลย ของไม่ดีอย่าเก็บไว้ รีบเอาไปทิ้งเสีย" มันต้องตะโกนบอกอย่างนั้น  แต่ว่ามันไม่มีเสียง ที่จริงมันก็บอกเหมือนกันคือมันปวดนั่นแหละ..ปวดจะไปถ่ายหนัก  ปวดจะไปถ่ายเบา ปวดเอว ปวดหลัง ปวดแข้ง ปวดขา ไอ้อย่างนี้เป็นการอุทธรณ์ทั้งนั้นแหละ พอนั่งนาน แหม..ปวดขาแล้ว ปวดแข้งแล้ว ปวดหัวเข่าแล้ว มันอุทธรณ์ แต่เรามันชอบดื้อ ไม่เชื่อฟังมัน เมื่อดื้อ มันก็ลงโทษเรา มันก็ค่อยเป็นมากขึ้น เดือดร้อนละทีนี้ ที่เดือดร้อนเพราะเรา ฝืนธรรมชาติ เราดื้อไม่เชื้อฟังมัน พอเขาเตือนแล้ว เราก็ผลัด...เดี๋ยวก่อน ๆ ...เพราะกำลังติดอกติดใจอะไรอยู่เดี๋ยวก่อน ร่างกายเลยผิดปกติ ท้องผูก กว่าจะออกมาได้ก็นั่งสวดมนต์ได้ตั้งจบ ออกมาก็แข็งเหมือนเม็ดขนุน เสียงดังปุ๊กลงในโถส้วม นี่แสดงว่าท้องผูก ผูกเพราะนั่งนานเกินไป พวกข้าราชการที่นั่งทำงาน  มักจะเป็นโรคชนิดหนึ่งคือโรคริดสีดวงทวาร  มักจะเป็น  เพราะกินน้ำน้อย  อิริยาบถไม่สม่ำเสมอ  นั่งกับเก้าอี้นาน  ไม่วิ่ง  ไม่เต้น ไม่ดื่มน้ำช่วยขับถ่าย เลยเป็นโรคท้องผูก พอท้องผูกอุจจาระแข็ง พอแข็งแล้วมันก็ออกยาก ก็ทำให้ปากทางออกนั้นเป็นแผล เมื่อเป็นแผล ถูกรูดบ่อย ๆ ก็อักเสบมากขึ้น เลยกลายเป็นริด สีดวงทวาร ต้องไปตัด ก็เดือดร้อน ตัดสิ่งอย่างนี้ไม่ใช่สะดวกสบายอะไร ทรมานมาก ถ้าเราไม่อยากจะทรมานก็ต้องเชื่อเขาบ้าง ร่างกายเขาบอกว่าอะไร เราก็เปลี่ยนอิริยาบถ ทำตามที่เขาให้ทำมันก็เรียบร้อย ไม่เกิดความเสียหาย ทีนี้บางคน  น้ำธรรมดาก็ไม่ค่อยดื่ม  ชอบดื่มเบียร์ชอบดื่มน้ำขวดประเภทต่าง  ๆ บอกว่ามันง่ายดี ใส่ตู้ไว้ เอามาดื่ม พอเปิดฝาก็ดื่มเข้าไปเลย หารู้ไม่ว่า น้ำเหล่านั้นมันไม่ได้เป็นประโยชน์แก่ร่างกาย เราดื่มแก้กระหายมันก็ยังแก้ไม่ได้กลับกระหายหนักเข้าไปอีก ดื่มน้ำธรรมดาดี ๆไม่เอา ไม่เอาน้ำสะอาดไปไว้ในที่ทำงาน ขี้เกียจ ไม่ใช่เรื่องอะไร  ความจริงเอาไปวางไว้ขวด ๒ ขวด พอถึงเวลาดื่ม ดื่มบ่อย ๆ ระบบขับถ่ายก็จะดีขึ้น การกินอาหารก็เหมือนกันเราก็กินตามที่เราชอบ แต่บางทีมันขัดประโยชน์กับร่างกาย ชอบรสอร่อย ของคนไทยก็ต้องเผ็ด ๆ เปรี้ยว ๆ เค็ม ๆ รสมันแรง ๆ อาหารประเภทอย่างนี้ทำให้การขับถ่ายไม่สะดวก ความจริงควรเป็นอาหารประเภทที่ไม่มีรสจัดเกินไป พอดี ๆ ก็อยู่ได้สบาย อาตมาเคยไปอินเดียไปลังกา  พอลงเมืองอินเดียก็ไปฉันอาหารแบบอินเดีย  เขาใส่เครื่องเทศมาก  ฉันแล้วมันก็เหมือนฉันยาสมุนไพร ท้องก็เริ่มผูกแล้ว ถึงเวลาก็ไปนั่ง..นั่ง ๆ ไม่เห็นออกสักที พวกก็รีบร้อนบอกว่า "จะไปขึ้นรถแล้วออกมาได้" ต้องไปขึ้นรถ ไอ้นี่ก็ไม่ได้ออกเก็บไว้ นั่งไปในรถ เวลาไปพบห้องสุขาที่ไหนก็เข้าไปนั่งอีกแหละ มันก็ไม่ ยอมออกท่าเดียว มันผูก ไปอยู่ลังกาก็เหมือนกัน อาหารลังกามันก็เผ็ด ๆ ร้อนๆ ร้อนมากกว่าเผ็ด ไม่ใช่เผ็ดเหมือนบ้านเรา ร้อนเพราะใส่เครื่องเทศหลายอย่าง เครื่องเทศเอามาบด ใช้หินก้อนยาว มีลูกกลม ๆบด บดละเอียดแล้วก็ใส่แกง เวลาฉัน อร่อย...แต่เวลาออกมันแย่ทุกที ท้องมันผูกอยู่ตลอดเวลา ต้องหาผลไม้มาฉันก็ยังไม่วาย..ยังเป็น พอลงเรือกลไฟ  อาหารมื้อแรกคือมื้อเพลในเรือกลไฟเป็นอาหารแบบฝรั่ง จืด ๆ ชืด ๆ ไม่มีรสชาด ฉันเข้าไปวันนี้ พอตื่นเช้าไปเข้าห้องน้ำ ไปถ่าย..เรียบร้อย ผิดกันเลย อาหารฝรั่งนี่ระบายง่าย เพราะมันไม่เผ็ด รสไม่จัด ฉันแล้วสบายดี เลยได้ความรู้ว่า อ้อ..พวกอาหารร้อน ๆ แรง ๆ นี่ไม่ดีไม่เหมาะแก่ร่างกาย ควรทานอาหารประเภทที่ไม่ เผ็ด รสไม่จัดเกินไป แต่คนไทยเราติดรสอย่างนั้น  ถ้าไม่เผ็ดแล้วไม่อร่อย เวลากินข้าวต้องเติมน้ำปลาพริกขี้หนู ต้องเติมน้ำส้มมีพริกของที่มีกรดมีด่างทั้งนั้น..น้ำส้ม น้ำส้มบางรายก็ไม่ค่อยเรียบร้อย กินเข้าไปก็กัดกระเพาะทะลุไปก็มีเหมือนกัน เพราะกินน้ำกรดเข้าไป แต่บางยี่ห้อเขาก็ดี เขาประกาศขายอยู่ ของ อสร. ว่าอย่างนั้น..นี่ไม่ใช่ประกาศขายน้ำส้มนะ แต่เขา ว่ามันดีของหลวง อสร.ของทหาร มันค่อยสบายหน่อย อาตมาก็ไม่ค่อยชอบเท่าใด ฉันข้าวต้มเช้า ๆ ก็หัดไม่ใส่น้ำส้ม ไม่ใส่น้ำปลา ไม่ใส่อะไร "เอ้า..กินมันเข้าไปซิ" มันก็ดี ไม่เติมอะไรนี่มันก็สบายดี ท้องไส้เป็นปกติ ทีนี้บางทีของดีมีประโยชน์  เราดูเป็นของต่ำไป เช่น กล้วยน้ำละว้านี่ไม่มีใครชอบ ต้องเอามาถวายพระ ต่ำไป ต้องกล้วยหอม กล้วยอะไรต่ออะไร คราวหนึ่งไปโน่น....บรรพตพิสัย ป่ากล้วยทั้งนั้นแถวนั้น กล้วยทั้งนั้น เวลาฉันอาหารไม่มีกล้วยเลย มีขนมทองหยิบ ฝอยทอง ขนมหม้อแกง แหมวิเศษทั้งนั้น อาตมาไม่ค่อยแตะขนมอย่างนี้ ไม่ไหว หวาน เกินไป เลยบอกว่า "โยม ตามทางที่ผ่านมานี่ป่ากล้วยทั้งนั้น ทำไมไม่มีกล้วยบ้างล่ะ" "อ้าว นึกว่าไม่สมควรกับท่านเจ้าคุณ " ว่าอย่างนั้น "กล้วยมันของต่ำ" "โอ้ย..ไม่ต่ำหรอก  มันอยู่สูง มันสำปะหลังซิต่ำ มันอยู่ใต้ดิน ถั่วลิสงนี่ก็ต่ำ อยู่ใต้ดินเหมือนกัน กล้วยนี่มันอยู่สูง สูงเหนือหัวเรา" โยมวิ่งหายไปเอามาให้ฉันหวีหนึ่ง พอเทศน์จบแล้วมาให้ ๒ เครือ บรรทุกใส่ท้ายรถพามาวัดด้วย รู้ว่าท่านเจ้าคุณชอบ ผลไม้นี่มันดี เป็นประโยชน์แก่ร่างกาย เราก็ไม่ค่อยชอบทานกัน บ้านเรามีผลไม้มากมาย ไม่ค่อยทาน  ชอบทานของที่ไม่ค่อยจะได้ประโยชน์อะไร อย่างนี้เป็นตัวอย่าง ระบบขับถ่ายมันก็เสีย แล้วเราไม่ค่อยออกกำลังกายกัน  ตื่นเช้าไม่แกว่งแขนแกว่งขาอะไรเสียบ้าง  ไม่ออกกำลัง  เลยร่างกายมันก็ผิดปกติไม่ค่อยจะแคล่วคล่องว่องไว แขนยกไม่ขึ้น ยกได้นิดหน่อยไม่ขึ้นแล้ว ไม่ฝืนยกนี่ เราไม่ค่อยหัดยก ตื่นเช้ายกเสียบ้าง ทำบ่อย ๆ เก้าครั้งสิบครั้ง แกว่งแขนแกว่งอะไร เผลอ ๆ ก็ออกไปวิ่งบนถนนบ้างก็ได้ ในบ้านนั่นแหละวิ่งเสียบ้าง  โยมผู้หญิงก็วิ่งได้ โยมผู้ชายก็วิ่งได้ เขาไม่ว่าหรอก เราออกกำลังเดินไว ๆ เสียบ้างก็ได้ แล้วก็ยืดเส้นยืดสาย ดัดเอว ดัดหลัง อะไรต่ออะไรให้มันแคล่วคล่องว่องไว คนเรานอนทั้งคืนตื่นขึ้นมันก็ปวดสันหลัง ปวดนั่นปวดนี่เพราะว่านอนมาก ทีนี้พอตื่นขึ้นก็ทำท่าทำทางอย่างโน้นอย่างนี้ มันก็แข็งแรง แล้วก็อาบน้ำอาบท่าสะดวกสบาย ร่างกายนี้ถ้าใช้ให้เป็น มันก็เป็นคุณเป็นค่า เป็นประโยชน์ ถ้าใช้ไม่เป็น มันก็เกิดทุกข์เกิดโทษเหมือนกัน เครื่องนุ่งห่มก็ต้องพอดีๆ ไม่ใช่นุ่งแบบรัดรูปรัดทรงมากเกินไป มันฝืนธรรมชาติ เอวกิ่วเหมือนกับมดแดงไป มันก็มากไป ไม่ได้รองเท้าก็ใส่อย่าให้มันสูงนัก เดี๋ยวจะล้มง่าย ว่าง ๆ จะจัดให้ใส่รองเท้าส้นสูงวิ่งแข่งในวัดชลประทานฯ สักที เรียกว่า ประกาศโฆษณา เอ้า..วิ่งแข่งใส่รองเท้าส้นสูงกัน วิ่งมาทางนี้ไปทางโน้น พอวิ่งไปคงจะล้มไปตาม ๆ กันนะ มันสูงเกินไปก็ไม่ค่อยดี มันผิดปกติ เวลายืนก็ต้องเขย่งเท้าอยู่ตลอดเวลา มันฝืน เรียบ ๆ ดีกว่า เดินสบาย ไม่ต้องสูงเกินไป...นิดหน่อย แล้วราคามันก็ไม่แพงเกินไป ฝรั่งทำให้เราใช้เราก็ใช้ตามเขา เรื่องการนุ่งการห่มการพักผ่อนหลับนอน  มันเรื่องของร่างกาย  เกี่ยวข้องกับกายทั้งนั้น  เราต้องทำให้พอดี  ๆ  ร่างกายก็ปกติ  ส่วนใดผิดปกติก็แสดงว่า ส่วนนั้นมีอะไรยุ่งขึ้นแล้ว มีอะไรผิดปกติขึ้นแล้ว อาหารบางอย่างกินมากนักก็ไม่ได้ เช่น พวกไก่พวกเนื้อกินมากนักก็ไม่ได้ พยายามกินน้อย ๆ พวกผักนี่ไม่เป็นไรกินมากก็ได้ แต่ไม่ถึงกับว่าต้องกิน ผักอย่างเดียว อย่าไปเที่ยวปฏิญาณให้มันยุ่งใจอุปาทานขึ้นในเรื่องอาหาร แต่เราเลือกว่ากินผักมากกว่าเนื้อบ้างนิด ๆ หน่อย ๆ แต่ก็ต้องเป็นเนื้ออ่อนยุ่ย เคี้ยวง่ายกลืนง่าย แต่ว่าผักนี้มากก็ไม่เป็นไรเพราะมันช่วยระบบอะไรหลายอย่าง เป็นประโยชน์แก่ร่างกาย ราคาก็ถูกกว่า กินผักถูกกว่ากินเนื้อ เรากินของที่เป็นประโยชน์ ดื่มน้ำสะอาด อยู่ในที่ที่มีอากาศบริสุทธิ์ ร่างกายต้องการอากาศบริสุทธิ์หายใจ ถ้าเราไปอยู่ในที่ ๆ มีอากาศเป็นพิษ ไม่เท่าใดก็เกิดเจ็บไข้ได้ป่วยไม่สบาย เหมือนกับเรือนบางเรือนตั้งอยู่ในที่ไม่สบาย คนอยู่ก็ป่วย ป่วยก็ไปหาหมอ หมอที่ไม่เข้าเรื่องก็บอกว่า"โฮ้ย..มันถูกคุณถูกไสย์ บ้านนี้มันไม่ดี " แต่ไม่อธิบายให้เข้าใจว่า ไม่ดีอย่างไรเพราะอะไร ทีนี้พอบอกว่าไม่ดีก็ไปนึกถึงเรื่องผีเรื่องเจ้าอะไรไปเซ่นสรวงบวงบนทำพิธีมันก็ไม่หาย เพราะว่าสภาพบ้านมันไม่ปกติ อยู่ในโคลนในเลน เหมือนคนอยู่ในสลัม อากาศเสียมันก็ระเหยขึ้นมาทุกวัน ๆ เป็นพิษแก่ร่างกายพวกที่อยู่ผิวซีด ๆ เซียว ๆ ร่างกายไม่ค่อยจะแข็งแรง เพราะมันเป็นที่สกปรกอย่างนั้นก็เรียกว่าเหมือนกับผีเข้า ผีสกปรกนั่นเอง มันเข้า สิงร่างกายทุกลมหายใจเข้าออก เราก็มี"สุขภาพเสีย" มีแต่ "ทุกขภาพ" ประจำร่างกาย มันก็เดือดร้อน อันนี้เป็นเรื่องที่ต้องสนใจศึกษาเพื่อแก้ไขสภาพต่าง ๆ ในร่างกายของเราให้ดีขึ้นแล้วก็อย่าใช้ให้ผิดวัตถุประสงค์ ตานี่เอาไว้สำหรับดู  ดูแต่พอสมควร  อย่าไปดูอะไรให้มันจ้าเกินไป คนเราในสมัยนี้สายตาสั้นมากขึ้น ตาเสียเร็วขึ้น เพราะอะไร...แสงมันมากเกินไป แล้วแสงมันจัดเกินไป เช่นไฟฉายส่องเข้ามาตรงหน้านี่ไม่ไหวอาตมาไปปาฐกถาในที่บางแห่งพอขึ้นไปยืนปั๊บไฟฉายอยู่ข้างบนส่องตรงหน้า บอกว่า "แหม..ขอทีเถอะ ฉันไม่ใช่ดาราภาพยนต์ที่จะต้อง ดูหน้าให้มันสวย ๆ แสงเข้าตานี่มันรำคาญ เสียสมาธิการพูด" เขาก็ไปปิดแสงให้ บางทีข้างล่างอีกเรียงเป็นแถวบนเวที มันก็สะท้อนเข้าตา ทำให้ไม่สบายตา พูดอะไรมันก็อึดอัดขัดใจ เลยบอกว่า"ปิดให้หมด ปิดไฟเสียไม่ต้องดูหรอก ดูพอสมควรว่าหน้าฉันเป็นอย่างไรพอแล้ว" เขาก็ดับให้ ค่อยสบายหน่อย เวลาถ่ายรูปอีกอย่างหนึ่งถ้าถ่ายสัก  ๓  - ๔ รูป ตาเริ่มมืดแล้ว แล้วทีนี้เป็นแสงติดอยู่ในตา หลับตาแล้วพอลืมตาขึ้นเห็นแสงเป็นวง เป็นเพราะแฟล็ช ถ่ายรูปใช่แฟล็ชบ่อย ๆ นี่ก็ไม่ดีเหมือนกัน ก็ต้องหลบเลี่ยงถ้าเขาใช้แฟล็ชถ่ายอาตมาก็ทำมองไปทางอื่น เขาบอกว่า "มองกล้อง" ก็บอกว่า"ไม่ได้ มองกล้องเดี๋ยวตาเสีย" ต้องมองต่ำ มองเบื้องล่าง  หนังตามันจะได้บังไว้  คนสมัยก่อนเขาใช้แสงน้อยๆอ่านหนังสือ ใช้แสงพอสมควร ไม่มากเกินไป เช่นแสงตะเกียง แสงเทียน อย่างดีก็แสงตะเกียงลาน ตะเกียงเจ้าพายุนี่แสงจัดแล้ว แสงสว่างจัดกับของขาวนี่มันไม่เหมาะกัน เขาห้ามไม่ให้ดูของกลางแดด เพราะอะไร?..เพราะของขาวมันสะท้อนแสง ทำให้ตาเราผิดปกติ มันอาจจะมืดได้ไว ต้องรักษามัน หน่อย ตาเอาไว้ดู  แต่อย่าดูอะไรที่มันไม่จำเป็นมากเกินไป เช่นดูโทรทัศน์นี่ถ้าเราดูหลายชั่วโมงแล้วจะเห็นว่าตาเริ่มไม่ค่อยจะดี พอเลิกดูแล้ว ไปมองอะไรก็มัว ๆ ไปเพราะใช้มันมาก แสงมันออกมากระทบตามากเกินไป เวลาดูโทรทัศน์ควรใส่แว่นกรองแสง แล้วก็นั่งห่าง ๆ หน่อย ลูก ๆ เรานี่ต้องระวัง เด็กชอบไปนั่งใกล้ ดูการ์ตูน ดูเณรน้อยเจ้าปัญญา  เข้าไปนั่งจ้องดูอยู่ ไม่ได้นะ อย่างนั้นลูกเราจะลำบากต่อไปข้างหน้า ต้องให้ห่างๆ อย่าวางโทรทัศน์ไว้ในที่ต่ำซึ่งเด็กเปิดเองได้ ไว้บนที่สูง ให้เด็กได้มองสูงขึ้นไป แล้วก็ไม่ให้เปิดเอง เปิดให้ดูเป็นเวลา ช่วยให้สายตาลูกไม่ต้องสวมแว่นเร็วเกินไป แล้วไม่ให้ลูกต้องมีสายตาสั้น ความเจริญแผนใหม่หลายเรื่องที่มันทำลายร่างกายจิตใจของเรา ทำให้สภาพร่างกายเปลี่ยนแปลงไป คนแก่ ๆ สมัยโบราณอายุ ๘๐ - ๘๕ อ่านหนังสือแจ๋ว ตายังไม่ต้องใส่แว่น เพราะว่าเขาไม่ทรมานสายตาด้วยแสงต่างๆ สีต่างๆ เราไปที่ไหนที่มีแสงวูบวาบ ๆ สังเกตดูเถอะ ตาจะลาย ตาจะมืดทันทีเพราะแสงมันเข้าตามากเกินไป จึงต้องระวังใน การกระทบกับแสงเหล่านั้น โดยเฉพาะโทรทัศน์สี ดูใกล้ไม่ดี ต้องห่างๆ ในระยะพอควร อย่าเข้าไปใกล้นัก เด็กนี่ชอบดูใกล้ พ่อแม่ต้องช่วยเรื่องนี้ไว้ด้วย ช่วยให้สายตาเด็กได้ใช้นานหน่อย ไม่ต้องใส่แว่น ไม่ต้องไปลอกต้อกระจกทีเกิดขึ้นในตา เพราะใช้ตาแต่พอประมาณ อ่านหนังสืออะไรก็ตามพอรู้สึกปวดตาต้องหยุดทันที  รู้สึกตาลายนี่ต้องหยุดทันทีแล้วถ้าไม่หยุดเรียกว่าฝืนธรรมชาติ ใช้ไม่เป็น มันก็เสียหาย เราดูแต่พอสมควร พอตาเริ่มมืด..หยุด ปิดหนังสือ หลับตาเสีย หลับตาเสียสัก ๔-๕ นาที แล้วก็อย่าไปดูที่แสงขาว ๆ ดูแสงเขียว ๆ ดูหญ้า ดูใบไม้ เดินไปดูหญ้าเขียวๆ ของเขียว มันเย็นตา ของขาวไม่ถูกกับตา  ยิ่งแสงจ้ายิ่งไม่ถูกกันใหญ่ นี่เรียกว่าสงวนสายตาของเราไว้ ตานี้เสมือนเป็นหน้าต่างสำคัญของร่างกาย  ถ้าปิดหน้าต่างแล้วอะไรมันก็เข้าไม่ได้  คนตาบอดนี่แสนลำบาก  ดูอะไรก็ไม่เห็น ไม่รู้ว่าสีขาวเป็นอย่างไร สีเหลืองสีแดงเป็นอย่างไร เพราะไม่มีใครสามารถอธิบายได้ว่าสีนั้นมันเป็นอย่างไร เลยรู้ไม่ได้ คนตาบอดไม่รู้จักสี ไม่เห็นแสงสีมันก็ลำบาก ตาเราดีอยู่ ก็ใช้มันไปจนกระทั่งตาย อย่าให้เสียในระ หว่างแก่ๆ เรียกว่า "เรือล่มเมื่อจอด ตาบอดเมื่อแก่" นี่มันลำบาก จะจอดแล้วมาล่มป๋อมแป๋มตรงนั้น มันน่าเสียดายนักหนา แก่แล้วตาบอดนี่มันไม่เคย มันอึดอัด ถ้าบอดมาตั้งแต่เด็กมันค่อยชินชาเข้ามา อยู่กันได้ มาบอดเมื่อแก่มันลำบากพอสมควรละ เราลองหลับตาเดินดูเถอะว่ามันเดินยากเต็มที อยู่ๆ ก็ "เอ้า..วันนี้หัดเป็นคนตาบอดเสียหน่อย" ก็เดินลำบาก เวลากินข้าวทำตาบอด..หยิบไม่ถูก ไม่รู้น้ำพริกอยู่ตรงไหน ผักจิ้มอยู่ตรงไหน โฮ้ย..ลำบาก ลืมตาดีกว่า ดังนั้นเราต้องใช้ตาให้เป็นประโยชน์ หูก็เหมือนกัน  หูมีไว้สำหรับใช้ฟังเสียง  เสียงที่ดังพอประมาณ  ถ้าดังเกินไป  มันก็ไม่ได้  แก้วหูจะแตก คนเราสมัยนี้ชอบดังๆโดยเฉพาะเครื่องขยายเสียง ชอบเปิดดังเหลือเกิน ในงานวัดงานวางานสนุกต่างๆ นี่โอ๊..ดังมาก อาตมาไปเทศน์ไหนก็ต้องให้ปลดลำโพงออกหลายตัว บอกว่า "มันมากเกินไป คนฟังจะหูแตกตายกันหมด อย่างนี้มันไม่ไหว  ปลดออกเสียบ้าง เอาแต่พอดี" คนเปิดเครื่องก็ชอบเปิด..วู้ด..จะอวดเครื่องว่าของฉันดังนะทีหลังจะได้เช่าของมันอีก  แต่บอกว่า  "ดังพอแล้ว ขนาดนี้พอแล้ว เธออย่าไปยุ่งกับมัน นั่งเฉย ๆ เอามือใส่กระเป๋าเสียก็ได้ "เดี๋ยวก็แต่ง..วู้ดว้าด..เราก็รำคาญ คนเทศน์มันรำคาญหู เสียงมันเข้าหู..ไม่เหมาะ เราก็ชอบใช้กันอย่างนั้น ชอบใช้อะไรเกินขอบเขต เกินความจำเป็น จึง เป็นเหตุให้หูตึงไปตาม ๆ กัน สิ่งแวดล้อมในเมืองใหญ่นี่ทำให้คนหูเสียทั้งนั้นเสียงดังเกินไปเสียงรถมอเตอร์ไซค์ เสียงรถยนต์ เสียงเครื่องบิน เสียงอะไรต่าง ๆ มันดังเกินไป คนชาวตะวันตกเขาไม่ค่อยได้ยินเสียงอะไรเพราะบ้านของเขาเป็นตู้กระจก เขาปิดหมดเพราะมันหนาว เสียงก็ไม่เข้าบ้าน เขาไม่รำคาญเรื่องเสียง แต่พอมาอยู่บ้านเรา เขารำคาญเรื่องเสียงที่สุด มีคนอังกฤษมาบวชเป็นพระสมัยก่อน อยู่กุฏิข้างหลังวัดโน่น ทีนี้เครื่องสูบน้ำบาดาลมันดังตึง ๆ ๆ ๆ แกอยู่ไม่ได้ ลงมาบอกว่า "ท่านอาจารย์ ทำไมอนุญาตให้เขาทำอย่างนั้นล่ะ" บอกว่า "อ้าว..เขาสูบน้ำ น้ำอยู่ใต้ดินต้องสูบขึ้นมา" "โอ เครื่องสูบที่มันเสียงเบา ไม่ดังก็มี ไอ้นี่มันโบราณแล้ว เอามาใช้อยู่ที่นี่ เครื่องสูบไม่ดังก็มี ผมอยู่ใกล้เครื่องตรงนั้นมันไม่ไหว รำคาญ" บอกว่า "ต้องทำใจเสียบ้าง นึกว่ามันไม่เที่ยงก็แล้วกัน มันเกิดดับ ๆ ไป" แต่ว่าทำไม่ได้เพราะว่ามันเคย เขาไม่เคยได้ยินเสียงอย่างนั้น เมืองนอกเขาไม่มีเสียงดังรถยนต์วิ่งก็ไม่ดังเกินไป  แตรนี่เขาไม่ใช้ปี๊ปป๊อด  ๆ  บ้านเราบีบแตรกันใหญ่  เมืองอื่นเขาไม่ใช้  หนวกหูชาวบ้าน  แล้วราชการก็พยายามช่วย  เช่นว่าทางมันโค้ง รถต้องเร่งเครื่อง เขาเอาไม้กระดานมาตีไว้ ถาม "นี่กันอะไร" เขาบอกว่ากันเสียงไม่ให้ไปรบกวนชาวบ้านที่อยู่ข้างล่าง นี่เขาช่วยถึงขนาดอย่างนั้น กัน เสียงกรองเสียงไม่ให้มันดังไป หรือว่าปลูกต้นไม้ใบหนา ๆ สำหรับกรองเสียง เขาป้องกันไม่ให้คนหูตึง ไม่ให้คนรำคาญกับเสียงอะไรมากเกินไปเขาเอาใจใส่ในความเป็นอยู่ของประชาชนของเขาไม่ทำอะไรให้เป็นการทรมานจิตใจ คนอยู่อย่างนั้นก็สบายนะซิ หูก็ปกติ คนทำงานในโรงงานที่มีเครื่องดังๆ นี่หูตึงทุกคน กลับจากโรงงานพูดกับแม่บ้าน ไม่ได้ยินหรอก "ว่าอย่างไรนะ" "ว่าไงนะ ๆ" เข้าไป เอียงหูเข้าไป แม่บ้านก็ชักจะเคือง อะไรทำเป็นหูตึงไปได้ มันตึงจริงๆ เพราะมันได้ยินแต่เสียงตึงๆ ๆ อยู่ตลอดเวลา เลยหูไม่ค่อยจะดี หูหนวกไป เขาจึงพยายามตรวจสอบ สมัยก่อนนี้  นายแพทย์บุญเทียม เขมาภิรัตน์ รัฐมนตรีช่วยคมนาคม พยายามเอาเครื่องไปดักจับพวกมอเตอร์ไซค์พวกรถยนต์ที่มีเสียงดัง เพราะหมอแกรู้ว่ามันแสลงหูอย่างไร เพื่อช่วยให้ประชาชนปลอดภัยจากจากโรคหูหนวกหูตึงแต่ว่าทำได้ไม่เท่าใด อ้ายพวกนั้นมันชอบอย่างนั้น เช่นว่ามอเตอร์ไซค์นี่ปลดท่อเก็บเสียงออกให้เสียงมันดังดังแล้วมันสบายใจ  ได้ให้ชาวบ้านแช่งแล้วมันสบาย มันเป็นอย่างนั้น คนเรามันแปลกๆ ชอบทำอะไรให้เป็นที่ตื่นเต้นตกใจกัน เวลามีงานศพตามบ้านนอก มักจะจุดพลุ "ตึ้ม" อาตมาพอเทศน์จบ บอกว่า "อาตมากลับแล้วโยม ไม่อยู่เผาศพแล้ว " เจ้าภาพบอกว่า "ช่วยเผาศพหน่อย" อาตมาบอกว่า "ไม่ต้อง สัปเหร่อมีแล้ว อาตมาไม่ต้องเผา" ความจริงหนวกหูเสียงพลุ  แล้วชอบมาจุดใกล้ๆ เมรุอยู่ตรงนี้ก็มาจุดอยู่ตรงนี้แหละ ต้องแอบหอระฆังบ้างอะไรบ้าง มาจุดตรงนั้น ต้องแอบหอระฆัง ยืนหันหลังให้ มันไม่ไหว มันดังเกินไป เลยก็เทศน์ให้ฟังว่ามันไม่จำเป็นว่าจะต้องจุดอย่างนั้น แล้วชอบจุดใกล้คน ไปจุดที่โน่นมันก็ดังมาถึงวัดได้ เสียงมันดังมากมาย แต่ไม่ได้ จุดให้คนเห็นว่าพลุนี้ของใคร  งานหลังเขาจะได้หามาอีก มันเป็นอย่างนั้น เรื่องผลประโยชน์ส่วนตัวทั้งนั้น แต่คนอื่นก็รำคาญ บางทีจุดใกล้คน เกิดระเบิดขึ้นมาตายไป ๒-๓ คนก็เคยมี พวกจุดพลุอย่างนี้ มันอันตราย ของเล่นไม่เข้าเรื่อง ไปจุดทำไมหูมันเสียหาย ทีนี้คนเราพูดกันก็ต้องหัดพูดกันค่อย ๆ ไม่ดังเกินไป เพื่อให้หูคนไม่เสียหาย นี่เรียกว่า "ใช้หูเป็น" จมูกใช้ให้เป็นประโยชน์  อย่าเอายานัตถุ์พ่นเข้าไปในจมูกบ่อยๆ  เห็นบางคนนั่ง  ๆ อยู่ พ่นฟีดๆ เรานั่งใกล้ๆ พลอยจามไปด้วย มีพระองค์หนึ่งอยู่วัดมหาธาตุ เจออาตมาที่ไรรีบเก็บยานัตถุ์เงียบ "ไม่ได้ ใกล้องค์นี้ไม่ได้ แกว่าเอาทุกทีเรื่องยานัตถุ์" เขาว่าด้วยความสงสารว่าจมูกมันจะเป็นโพรงเสียเปล่าๆ นัดยามากๆ เยื่อจมูกอักเสบ เพดานก็อัก เสบ  ลำคอก็อักเสบ ก็อยู่ดีๆ เอาขี้ฝุ่นพ่นเข้าไปในจมูก มันเรื่องอะไร อ้ายขี้ฝุ่นธรรมดามันก็เข้าไปอยู่แล้ว นี่ฝุ่นยาแดง ฝุ่นปูนแดง ฝุ่นพิมเสน อะไรก็ไม่รู้เอามาบดใส่ ใส่เข้าไป..ยานัตถุ์ โยมเคยนัดไหม..ฟี๊ด...โฮ๊ย..จาม บางคนมือซ้ายถือขวด มือขวาถือหลอดใส่แล้วก็พ่นฟี๊ด คุยกับใครก็นัดเรื่อย วันหนึ่งนัดตั้ง ๔-๔ ขวด มันเกินไปแล้ว นี่ใช้ไม่เป็นแล้ว  ใช้จมูกไม่ถูกเรื่องแล้ว จมูกเป็นรูรับอากาศออกซิเจนเข้าไป แล้วถ่ายอากาศเสียออกมา ทีนี้ถ้าเราไปดมยานัตถุ์มันก็เสียหาย...ดมทินเนอร์ เด็กหนุ่มๆ ชอบ ไปหัดดมอย่างนั้นเข้ามันก็เสียผู้เสียคน มันทำให้สมองเสีย พิกลพิการ ยานัตถุ์ก็เหมือนกัน  พระเราโดยมากติดยานัตถุ์สาเหตุเพราะอะไรโยมรู้ไหม..ทำไมจึงติดยานัตถุ์..อ่านหนังสือ..ง่วง..นัดยา  พอนัดยาแล้วมันก็ไม่ง่วง  จามฟิด  ๆ แล้วดูหนังสือต่อไป เลยติดยานัตถุ์ เป็นเจ้าคุณแล้วก็ยังพกยานัตถุ์ พ่นอยู่เรื่อย เพราะว่าเมื่อเป็นนักเรียนชอบนัด อาตมาเห็นแล้วก็บอกทุกทีว่า "อย่า อย่าเอายานัตถุ์เป็นยาช่วย ง่วง แล้วจะเรียนทำไม เรียนมันก็ไม่รู้เรื่องแล้ว นอนเสีย นอนเสียให้เต็มตื่น แล้วค่อยตื่นขึ้นมาเรียนใหม่ มันกระปรี้กระเปร่าดี" ท่านบอกว่า "หนังสือมันมาก มันต้องเร่ง "มันฝืนธรรมชาติ ไม่ได้ อาตมาไม่ฝืนเรื่องนี้ ถ้าว่าง่วงแล้วนอน นอนแล้วลุกขึ้นมาทำงานไม่ฝืนธรรมชาติให้มากเกินไป นัดยาเลยติดยานัตถุ์ ติดบุหรี่ พวกสูบบุหรี่ก็เอ้า..ติดบุหรี่ จมูกก็เลยต้องดูดควันบุหรี่เข้าออก ๆ อยู่ตลอดเวลา ไม่ได้เรื่องอะไร นี่...ใช้ผิดเพราะว่าเราไม่รู้ว่าจุดหมายของจมูกมีไว้หายใจ ไม่ใช่เอาไว้สูดยานัตถุ์ ยาดม หรือไม่ใช่เอาอะไรเป็นพิษใส่เข้าไปทางจมูก ไม่ใช่อย่างนั้น นี่ใช้ไม่เป็นมันก็เกิดโทษ หู ตา จมูกนี่สำคัญ ๓ เรื่องนี้สำคัญ ปากนี่ไม่สู้กระไร  เพราะเราปิดได้  แต่ว่าจะเอาของเข้าปากก็ต้องพิจารณาเหมือนกัน อะไรจะเข้าไปในปากก็ดูก่อนได้..ไม่ได้..ดี..ไม่ดี มีประโยชน์หรือไม่มีประโยชน์ เวลาเอาออกก็ต้องคิดเหมือนกัน ว่าจะเอาอะไรออกมา อย่าพ่นคำผรุสวาท คำหยาบ คำโกหก คำเหลวไหลคำเพ้อเจ้อ คำที่แสลงหู บาดหู ไม่สมควร ก็ต้องระวังใช้ปากให้เป็น ประโยชน์ ปากก็จะมีคุณมีค่า อวัยวะทุกส่วนก็จะมีค่าเมื่อใช้ให้เป็นประโยชน์  มือ  ไว้สำหรับทำงาน ทำโน่น ทำนี่ แต่ถ้าเอามือไปชกเขา มันก็ใช้ผิดแล้ว เอาเท้าไปเตะ ไปซัดเขา มันก็ผิดเหมือนกัน ใช้ผิดที่ใช้ไม่ได้ มันต้องใช้ให้เป็นประโยชน์ ต้องรู้ว่า ร่างกายนี้เกิดมาเพื่อให้เป็นประโยชน์แก่บุคคลอื่น และแก่ตัวเรา ตัวเรานี่มันพลอยได้หรอก แต่กับคนอื่น...จำเป็น เราเอา มาใช้เพื่อประโยชน์แก่คนอื่น ไม่ใช่เพื่อทำให้ใครเดือดร้อน...มองใครก็อย่ามองด้วยสายตาที่เรียกว่าดูหมิ่นถิ่นแคลนเขามองด้วยสายตาเมตตา..พูดอะไร ก็พูดด้วยใจเมตตา ไปไหนก็ไปด้วยความเมตตา ร่างกายเรามันก็ปกติ อะไรที่ไม่ดีไม่เป็นประโยชน์เราก็อย่าไปใช้สิ่งนั้น ระมัดระวังถนอมใช้ เพราะกว่าจะเกิดนี่มันยากเกิดลำบากเลี้ยงกว่าจะโตก็ลำบาก ไปถามคุณแม่ดูเถอะ "เลี้ยงหนูกว่าจะโตนี่แม่ลำบากไหม " แม่ก็บอกว่า "โอ๊ย...ลำบากอย่างนั้นอย่างนี้ เราสงสารคุณแม่ที่ให้ร่างกายเรามา ก็เอาไปใช้ในทางที่เป็นคุณประโยชน์ แล้วก็ต้องคอยตรวจเช็คร่างกาย ว่าอะไรมันผิดปกติ ตรวจเองไม่ได้ ต้องไปหาหมอไปตรวจเสียบ้าง ถ้ามันเก่า ๆ ก็ต้องหมั่นตรวจ หนุ่มสาวก็ต้องตรวจเหมือนกัน มีอะไรผิดปกติ ต้องรีบไปหาหมออย่าอมพะนำไว้ มันจะรุนแรงขึ้นทุกวันเวลา พอรู้สึกว่าไม่สบายต้องไปปรึกษาแพทย์ แพทย์แนะนำให้เราทำอย่างไรเราก็ทำตามหมอ ก็สบาย นี่...เรื่องร่างกาย  ยาวประมาณวา  หนาประมาณคืบ กว้างประมาณศอกหนึ่งนี้ มีคุณค่าแก่เรามาก เราจึงต้องถนอมใช้ให้เป็นประโยชน์ อย่าใช้ส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกายให้ผิดประเภท ให้ผิดทาง มันจะเกิดความเสียหายแก่ตนแก่ท่านจึงขอนำมาพูดทำความเข้าใจกับญาติโยมทั้งหลาย เหมือนกับว่า "นำเที่ยวในร่างกายท่องเที่ยวในกายนคร" เพื่อ ให้ญาติโยมได้เข้าใจในเรื่องนี้ พูดมาพอสมควรแก่เวลา ขอยุติเพียงเท่านี้OPT 1.50็Nn